ช่วยหนูด้วยนะคะ ขอร้อง

ในห้อง 'จิตวิทยา & สุขภาพ' ตั้งกระทู้โดย praewy, 25 มิถุนายน 2013.

  1. praewy

    praewy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    48
    ค่าพลัง:
    +128
    คือปัญหาของหนูมีอยู่เรื่องเดียวค่ะ แต่มันทรมานแล้วก็รู้สึกแย่เพราะคงไม่มีใครเป็นแบบหนู หนูเล่าให้ใครฟังก็เหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย น่าตลกไม่น่าเป็นได้ขนาดนี้ อาการคือหนูจะรู้สึกตัวตลอดเวลาทำอะไรน่ะค่ะ คือปกติแล้วคนเราทำอะไรก็จะสนใจอยู่กับสิ่งนั้นเปลี่ยนไปทำอะไรก็เพลิน ดูทีวีก็จะเพลินไปกับเนื้อหานั้นใช่มั้ยคะ แต่พอหนูรู้สึกเพลินหนูก็จะคิดขึ้นมาค่ะว่า "กำลังเพลินนะ" ทำให้มันไม่เป็นไปตามธรรมชาติ กลายเป็นไม่เพลิน ฟังเพลงก็จะแวบคิดว่าเรากำลังเพลินนะ อ่านหนังสือก็จะแวบขึ้นมาว่ากำลังเพลินนะ มันเป็นอาการที่ทรมานจริงๆนะคะ คือพอรู้สึกตัวตลอดเวลาก็จะคิดว่าทำไมเราต้องเป็นแบบนี้ ทำให้รู้สึกแย่ คือหนูไม่ได้มีปัญหาหรือความทุกข์ในชีวิตเลยนะคะ ชีวิตหนูสมบูรณ์มากครอบครัวอบอุ่น หนูเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมหนูถึงเป็นแบบนี้ อยากจะกลับไปเพลินกับทุกอย่างเหมือนเดิม ขนาดเวลาพูดคุยก็ยังรู้สึกตัวตลอดเลยค่ะว่ากำลังเพลินนะ มันคงไม่หายใช่มั้ยคะ หนูอยากกลับไปเป็นอย่างเดิมแบบตอนที่ยังไม่เคยมีความคิดแบบนี้ หนูทรมานมากๆเลยค่ะ แต่พอหนูมีความคิดแบบนี้เกิดขึ้นมาแล้วหนูไม่มีทางลบมันออกไปได้แล้วค่ะ ทำอะไรมันก็คิดตลอด เหมือนเป็นอัตโนมัติ คิดอัตโนมัติๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ หนูอยากหายจริงๆนะคะ แต่ไม่รู้จะลืมมันได้ยังไง เหมือนยิ่งหนียิ่งทุกข์ หนูไม่รู้ว่าสาเหตุมันคืออะไรเพราะหนูไม่ได้มีปัญหาชีวิตอะไรเลยค่ะ หนูอยากกลับไปเหมือนไม่เคยมีความคิดแบบนี้มาก่อน แต่มันเกิดแล้ว หนูจะทำยังไงดีคะ หนูอยากกลับไปเป็นคนเดิมที่มีความสุขไม่มานั่งกลัวความคิดตัวเองแบบนี้ หนูรบกวนช่วยให้คำแนะนำหน่อยนะคะ หนูไม่รู้จะพึ่งใครเพราะอาการแบบนี้ ไม่มีใครเคยเป็นเลยค่ะ หนูไม่อยากให้พ่อแม่เป็นห่วงอีกแล้ว มันไม่ได้มีอารมณ์เศร้าหรืออารมณ์ผิดปกติอะไรเลย มันเกิดจากความคิดของตัวเองนี่แหละค่ะ แต่หนูจะบอกว่าตอนนี้หนูรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อยค่ะ คือหนูมานั่งพิจารณาว่าที่ผ่านมาหนูฝืนตัวเอง แกล้งคิดว่าตัวเองหาย ทั้งๆที่ในใจก็ยังคิดว่าไม่เพลินตลอดอะนะคะ พอนานวันเข้ามันไม่หายอย่างที่คิดเลยทรมาน คือเหมือนพยายามจะหนีมันอะค่ะเลยยิ่งคิด หนูเลยเปลี่ยนใหม่เป็นยอมรับ ทุกครั้งที่คิดขึ้นมาก็จะไม่รู้สึกแย่เท่าเก่าค่ะ แต่ก็ยังรู้สึกไม่เหมือนเดิม อยากรู้แนวทางรักษาให้หายขาดต่อไปแต่คิดว่าน่าจะมาถูกทางแล้วค่ะ ขอบพระคุณล่วงหน้าจริงๆนะคะสำหรับคำตอบ

    คือเหมือนยิ่งหนูตั้งสมาธิทำอะไร มันก็ยิ่งจับความรู้สึกตนเองมากขึ้น ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ เลยไม่มีสมาธิ แล้วเดี๋ยวหนูเปิดเรียนแล้วกลัวใช้ชีวิตไม่ปกติค่ะ กลัวเรียนไม่ได้ เพราะไม่มีสมาธิ หนูคิดถึงหนูคนเดิมตลอดเวลา ขอร้องละค่ะ ช่วยหนูด้วย
     
  2. praewy

    praewy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    48
    ค่าพลัง:
    +128
    หนูไปตั้งกระทู้ที่ไหนไม่เคยมีใครตอบหนูเลย หนูขอร้องละค่ะ หนูกำลังจะมีอนาคตเป็นที่พึ่งของพ่อแม่ หนูไม่อยากเป็นแบบนี้
     
  3. ddman

    ddman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    2,046
    ค่าพลัง:
    +11,946
    คงเป็นอุปนิสัยเก่าที่เคยสั่งสมมาในการพิจารณาจิตใจตนเองในอดัตชาติ ครั้นได้เหตุปัจจัยในปัจจุบันที่คล้ายกับที่ตนเคยฝึกหรือทำมา จึงเกิดอาการ"รู้ตัว"ตื่น ถอยออกจากอารมณ์ที่กำลังเสพอยู่ได้ราวอัตโนมัติ...ความรู้สึกตัวเช่นนี้ ผู้ที่ใฝ่ใจในการปฏิบัติ ฝึกกันมากเพื่อจะละคลายจากความเพลินหลงในอารมณ์ต่างๆที่มาปรากฏ เพราะความเพลินนั้นเป็นกิเลสเป็นบาปที่นำแต่ทุกข์โทษมาให้ ..การยุติความเพลินที่ไหลไปตามอารมณ์อันเป็นความหลง(โมหะ)นั้น เป็นอาการที่เป็นกุศล เพราะหยุดกิเลสคือโลภะโทสะหรือโมหะได้ในขณะนั้น...

    ..ที่จริงความรู้สึกเช่นนี้ ไม่ได้มีโทษอะไร เพียงแต่ท่านผู้ถามยังไม่เคยสดับพระธรรม จึงเห็นไปว่าสิ่งนี้กลับฉุดรั้งตนไว้จากความสนุกหนานรื่นเริงเพลิดเพลินที่ตนควรมีควรได้ตามปรกติเหมือนคนอื่นๆ ..จึงไม่ทราบว่าที่แท้นั้น"ตนมีของดีมากๆ"ที่คนจำนวนมากอยากได้อยากมีอยากให้มาเกิดกับเขาบ้าง ...

    ไม่ทราบว่าท่านจขกท เคยทราบ หรือเคยอ่านหรือเคยได้ยินเรื่อง"การดูจิต"หรือ"การรู้ตัว"จากที่ใดมาบ้างหรือไม่ที่ผ่านมา?...


    ความคิดเช่นนี้ไม่น่ากลัวเลย ที่น่ากลัวมากที่สุดคือความหลงเพลินนั่นเอง...หนูลองทบทวนดูว่า เริ่มเกิดความคิดเช่นนี้มาตั้งแต่เมื่อใด?...หนูพึงทราบความจริงว่า สิ่งต่างๆทั้งหลายนั้น มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วคราว แล้วต้องแปรเปลี่ยนไปเสมอ..เมื่อหนูทบทวนได้ว่า แต่ก่อนหนูไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน แต่ปัจจุบันกลับเป็นเช่นนี้ ก็พึงเข้าใจได้ในความจริง ที่ว่าทุกอย่างเกิดมีแล้วย่อมหายหมดไป เพราะสิ่งทั้งหลายนั้น "ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครๆเลย" เราจะอยากหรือไม่อยากเป็นเช่นนี้ก็บังคับเรียกร้องหรือปฏิเสธไม่ได้.......เพราะสิ่งทั้งหลายต่างเกิดขึ้นได้ด้วยการประชุมพร้อมของเหตุปัจจัยต่างๆจำนวนมากมาย...


    น่าทึ่งมากกับสภาวะรู้ที่หนูมี สามารถแก้ไขตนเองได้"ถูกทาง"แล้ว ..คือเลิกผลักไสความคิดที่มาปรากฏด้วยโทสะคือไม่ชอบใจไม่อยากให้มี เพราะยิ่งไล่ยิ่งมา..เหมือนตอกย้ำตนเองว่า ฉันไม่ชอบนะ แกอย่ามา ปรากฏว่า ใจนั้นเองจะคอยสอดส่องเพ่งเล็งความคิดนั้นเรื่อยๆว่ามันจะมาอีกเมื่อไร กลายเป็นเหมือนกระตุ้นความคิดนี้ให้เกิดอีกแล้วๆเล่าๆ...

    ทีนี้ถ้ายอมรับเขาเสียว่า "เออ มันจะมาหรือไม่มา เกิดหรือไม่เกิดก็ได้ทั้งนั้น" ตรงนี้จะปลดตนจากการเพ่งหาความคิดรู้ตัวนี้ลง เบาลงได้..

    จากนั้น เมื่อและหากความคิดรู้ตัวนี้โผล่มาอีก แทนที่จะนึกหัวเสียว่า "นี่ทำให้เราหมดสนุก !" หรือเพลินอะไรๆ.. ก็ให้พิจารณาไอ้ความรู้ตัวนี่ว่า มันอยู่นานใหม มันดับหายไปใหม ..ที่จริงคือควาคิดทั้งหลายนั้น เกิดแว๊บเดียวแล้วก็ดับลงไปทันที ไม่ได้แช่ค้างเติ่งรออะไรแต่ จิตนั้นย่อมนำไปปรุง(คิด)ถึงความคิดที่ผ่านมาต่อกลายเป็นเรื่องยาวเลย..เราจึงทุกข์เพราะเอามาปรุงเป็นเรื่องราวว่า โอ หมดสนุกกัน แย่แล้วฉันผิดปกติ..ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับ"ความคิดรู้ตัวว่ากำลังเพลิน"ไปแล้ว....แสดงว่าที่เราทุกข์จริงๆมาจากการปรุงต่อนั่นเอง ไม่ใช่เพราะความรู้ตัวสักหน่อย....ลองพิจารณาเช่นนี้ดูนะครับ ไม่ต้องโกรธเกลียดความรู้ตัวนะครับ นี่น่ะของดีสุดยอดที่หายากมากๆเกิดได้เฉพาะในผู้มีบุญจริงๆเท่านั้น...

    ขอให้ศึกษาพระธรรมอย่างจริงจัง หนูอาจสามารถพัฒนาความรู้ตัวนี้ต่อได้จนถึงขั้นสูงสุดทีเดียว ขอบุญนำพาให้พบพระสัทธรรมที่ถูกแท้ครับ..
     
  4. praewy

    praewy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    48
    ค่าพลัง:
    +128
    ตอนที่หนูเริ่มเปลี่ยนความคิด หนูรู้สึกอย่างที่คุณพูดเลยค่ะ คือความรู้สึกตัวไม่ใช่ทุกข์ แต่ความคิดที่อยากหายต่างหากที่ทำให้หนูมานั่งกังวลต่อ หนูเลยลองเปลี่ยนค่ะ รู้สึกดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ชินนะคะ ยังรู้สึกทุกข์อยู่บ้าง แต่เหตุการณ์นี้ทำให้หนูกลายเป็นคนที่แทบไม่อยากอะไรเลยนะคะ จากที่เคยอยากกินนู่นนี่ อยากเที่ยวนั่นนี่ อยากได้นั่นนี่ กลายเป็นเฉยๆ อยากกลับมาใช้ชีวิตแบบไม่ทุกข์มากกว่า แต่หนูยังคงยอมรับนะคะว่าหนูกังวลเรื่องการเรียน เพราะเมื่อเวลาอ่านเวลาฟังแล้วเกิดสองความคิดคือ เนื้อหาที่อ่านหรือฟังและความรู้สึกตัว จะทำให้ประสิทธิภาพการเรียนลดลงรึเปล่า เพราะหนูเพิ่งสอบติดทันตะค่ะ กลัวจะทำให้ความฝันเป็นจริงไม่ได้ ขอรบกวนแนะนำหน่อยนะคะ
     
  5. ddman

    ddman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    2,046
    ค่าพลัง:
    +11,946
    ขอแสดงความยินดีด้วยกับความสำเร็จในการสอบติดทันตะนะครับ..:cool:

    ส่วนเรื่องการอ่านหนังสือนั้น หากเราเลิกกังวลไม่เพ่งเล็งว่า ความรู้ตัวเกิดขึ้นจะมารบกวน วางใจเฉยสักแต่ว่ารับรู้เขาแล้วเลิกปรุงต่อ นี่ย่อมตัดความฟุ้งซ่านออกไปได้..ไม่นานหรอกเมื่อเราเลิกให้ความสำคัญกับความคิดนี้ มันจะค่อยๆหายไป ...เวลานี้ต้องอดทน เพราะต้องอาศัยเวลา อย่างที่กล่าวแล้วว่าเราไม่อาจบังคับบัญชาหรือเรียกร้องเอาอะไรๆได้ตลอดเวลาเพราะไม่มีอำนาจควบคุมเหตุปัจจัยทั้งหลายได้จริง..

    อย่าเพิ่งกังวลไปล่วงหน้า ตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ผลที่ดีย่อมตามมา เพราะเราทำเหตุดีไว้..นะครับ..
     
  6. praewy

    praewy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    48
    ค่าพลัง:
    +128
    หนูขอบคุณ คุณddman มากๆนะคะ ที่คุณพูดมา คือความรู้สึกของหนูทั้งหมดเลยค่ะ หนูคิดถูกที่ได้เข้ามาปรึกษาในเว็บนี้ ที่ผ่านมาหนูเข้าไปตั้งตามเว็บจิตเวชต่างๆ ไม่มีใครตอบเลยค่ะ เคยมีครั้งนึงบอกให้รีบไปพบจิตแพทย์นะ แต่หนูคิดว่า หนูไม่ได้มีความผิดปกติทางจิตใจ แต่หนูทุกข์เพราะความคิดไม่ได้จิตหลอน หูแว่ว ถึงหนูไปกลับมาหนูก็มานั่งคิดอีก มันก็ทรมานไม่หายน่ะค่ะ ตอนเป็นแรกๆ จิตมันรับไม่ได้ค่ะ ร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน ไม่กินอะไรเลย ถามตัวเองแต่ว่าทำไมต้องเป็นฉัน ทำไมไม่เป็นเหมือนเดิม หนูเป็นอยู่ 3 วันเต็มค่ะ แล้วก็หยุดร้องแต่ที่ผ่านมาถึงไม่ได้ร้องไห้เหมือนเดิม ก็อัดอั้นนะคะ มีแต่คำถามว่าทำไม ตอนนี้หนูรู้แล้วค่ะ ว่าธรรมะ ของพระพุทธองค์ดีกว่ายาใดๆในโลก หนูยังหวั่นๆนะคะว่าหนูจะทำได้มั้ย แต่หนูจะพยายามค่ะ
     
  7. sutanee

    sutanee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 ธันวาคม 2007
    โพสต์:
    904
    ค่าพลัง:
    +3,248
    ขออนุโมทนากับคุณddmanที่อธิบายได้เข้าเป้า
    ตรงใจหนูเจ้าของกระทู้
    หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนูคนนี้จะไม่ทุกข์กับปรากฏการตื่นรู้นี้อีก
     
  8. ddman

    ddman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    2,046
    ค่าพลัง:
    +11,946
    หนูอย่าได้หวั่นไหวเลย หนูมีบุญมากจริงๆ คนที่รู้ธรรมะเขาย่อมเห็นว่าหนูมีบุญเก่ารองรับมาดี เพียงแต่รอโอกาสที่จะพัฒนาให้แกร่งกล้าต่อไปจนถึงขั้นสูงสุดได้ด้วยดีเมื่อหนูได้ปัจจัยอื่นสนับสนุน เช่นการศึกษาพระธรรมให้มากขึ้น เข้าหากัลยาณมิตรเพื่อสอบถาม ในสิ่งที่สงสัย ...หากหนูศึกษาพระธรรมได้มากขึ้น โดยเฉพาะ พระอภิธรรมแล้ว ขอบอกว่า ไม่มีจิตแพทย์คนใหนในโลก จะวิเศษได้เท่าพระอภิธรรมของพระผู้มีภาคเจ้า เพราะหนูจะสามารถวินิจฉัยอาการของจิตทั้งของตนและคนอื่นได้อย่างแจ่มกระจ่าง แม้มีสิ่งผิดปกติ(ที่จริงปกติของปุถุชนต่างหาก)ก็ทราบที่มาที่ไป เหตุเกิดของอาการนั้นและวิธีแก้ไขได้อย่างเหมาะสม...ส่วนจิตแพทย์นั้น นิยมให้ยา tranquilizer เพื่อให้เกิดความหลับใหล เพียงเพื่อระงับความฟุ้งซ่านของจิตไปได้ชั่วระยะหนึ่ง ดังนั้น จึงมีผลเสียติดตามมาคือทำให้กลายเป็นพวก enert คิดอะไรได้ช้า เพราะฤทธิ์ยากำกับไว้ ..



    นี่คือความจริงในธรรมชาติที่กำลังสอนหนูว่า..

    ๑. กายใจนี้ไม่ใช่เราหรือของเรา เพราะเราไม่มีอำนาจบงการบังคับบัญชาอะไรได้ อยู่ดีๆ เคยปกติกลับหูแว่ว ป่วย ฯลฯ..ที่แท้..มีแต่ขันธ์๕ที่ต่างทำหน้าที่ของตนไหลเรื่อยไปเท่านั้น แต่เราไม่เคยแยกแยะจึงสำคัญว่าขันธ์๕เป็นเรา หรือของเราเพราะความไม่รู้

    ๒. เพราะสังขารทั้งหลายถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัย จึงไม่คงที่มั่นคงตลอดไป ต้องแปรผันไปทั้งสิ้น เห็นใหม เมื่อก่อนดีปกติ ต่อมาหูแว่วแล้วก็เลิกแว่ว จึงไม่มีอะไรแน่นอนที่เราจะยึดถือได้เป็นมั่นเหมาะสักอย่างเดียว

    ๓. ทั้งหมดทั้งสิ้นคือทุกข์ มีแต่ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น และทุกข์เท่านั้นที่ดับไป แม้อาการที่เรียกว่าสุขเพราะได้เสพของอร่อย กลิ่นหอมๆ เสียงเพราะ รูปดีๆสวยงามหรืออารมณ์ทางใจที่น่าเพลิน ก็เป็นทุกข์ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่อาจคงที่เหมือนเดิมหรือมีอยู่ตลอดเวลา ต้องถูกบีบคั้นให้แปรเปลี่ยนไป ทุกข์จึงมีความหมายอีกอย่างหนึ่งคือ ความที่ไม่อาจคงอยู่ในสภาพเดิมได้ เพราะต้องแปรไปนั่นเอง..

    หนูไม่ได้เป็นโรคจิตอะไรหรอก เพราะคนโรคจิตไม่อาจเขียนข้อความเีีรียบเรียงด้วยดีตามลำดับเรื่องได้อย่างนี้หรอกครับ...เอาละ เวลานี้ก็ต้องอาศัยเวลาบ้าง เหมือนการจัดการปัญหาทุกอย่างที่ต้องอาศัยเวลาและpatience หนูจะผ่านสิ่งนี้ได้แน่ จงมั่นใจในสมรรถภาพของตน นะครับ เป็นกำลังใจให้ครับ
     
  9. praewy

    praewy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    48
    ค่าพลัง:
    +128
    คุณป้าก็ทำให้หนูคิดได้เช่นกันค่ะ หนูรู้สึกดีขึ้นมากๆค่ะ ขอบคุณนะคะ ที่ให้คำแนะนำเด็กคนนี้
     
  10. Kim_UoonSo

    Kim_UoonSo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ธันวาคม 2006
    โพสต์:
    518
    ค่าพลัง:
    +5,937
    เป็นกำลังใจให้น้อง 0404 อีกแรงนะคะ ที่ทุกท่านได้ตอบไว้ดีหมดแล้วค่ะ ขอให้น้องตั้งสติและเข้าใจจิตใจตัวเอง ร่างกายตัวเองบ่อยๆ นะคะ ถ้ารู้สึกไม่ดี หนูไม่เข้าใจ หนูก็จะฟุ้งซ่านแล้วจิตใจไม่สงบ ทั้งที่จริงแล้วหนูไม่ได้ผิดปกติอะไรเลยนะคะ ก็เหมือนจะมีสติรู้ตัวมาในระดับนึงนะ เอาง่ายๆ ต่อจากนี้ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น อย่าเพิ่งไปคิดอะไรนะคะ ลองดูต่อไปเรื่อยๆ นะ โดยเฉพาะตอนที่น้องกำลังทำอะไรอยู่แล้วรู้ว่ากำลังเพลินกับสิ่งนั้นน่ะ ลองดูอารมณ์ตัวเองต่อไปเรื่อยๆ เลยค่ะ มันจะเกิดความคิดที่หนูกังวลนี้ขึ้น แล้วเดี๋ยวก็หายเพราะหนูไปเพลินสิ่งนั้นต่อ แล้วเดี๋ยวก็กลับมาใหม่ (ไหม?) ลองสังเกตดูนะคะ ที่คุณ ddman กล่าวไว้ชัดเจนที่สุดแล้วค่ะ




    ที่หนูรู้สึกว่าผิดปกติ คือหนูไปปรุงอารมณ์นั้นเอง เพราะมันแปลกใหม่สำหรับหนูและหนูกังวลมากไปกลัวว่าจะมีผลกระทบในชีวิตประจำวัน ขอให้ทำใจให้สบายๆ นะคะ คิดถึงพระพุทธเจ้า หรือพระพุทธรูปที่บ้านก็ได้ ให้ใจนิ่งๆ แล้วก็ค่อยๆ ดูอารมณ์ตัวเองนะคะ ดูไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปช่วยปรุง เดี๋ยวความรู้สึกสับสน กังวลก็ค่อยๆ ลดเองค่ะ
     
  11. praewy

    praewy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    48
    ค่าพลัง:
    +128
    ใช่เลยค่ะ หนูเคยเกือบดีขึ้น เพราะพอมันเกิดขึ้นก็ไม่สนใจ แล้วก็รู้สึกดีขึ้นถึงขั้นคิดว่าเราหายเเล้ว ทั้งที่แค่หลอกตัวเองแต่พอผ่านไปสักพักเดียวค่ะ มันเป็นตลอดเวลา เกิดตลอดไม่ได้หายไปทำให้ทนฝืนทำเป็นหายไปไม่ได้ ยิ่งทุกข์ค่ะ เหมือนหนูหนีมันยิ่งระแวงว่าจะเกิดตอนไหนเลยยิ่งเกิดๆๆ แต่ตอนนี้หนูพอจะทราบแนวปฏิบัติแล้วค่ะ ขอบพระคุณมากๆนะคะ
     
  12. Kim_UoonSo

    Kim_UoonSo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ธันวาคม 2006
    โพสต์:
    518
    ค่าพลัง:
    +5,937
    ลองอยู่กับความจริง อยู่กับปัจจุบันดูนะคะ คือ ลองมองดูไปเรื่อย เข้าใจ และรู้สภาพ รู้สภาวะที่เกิดขึ้นกับตัวเองบ่อยๆ นะคะ ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาคนรักกันแล้วเลิกกัน เกิดอาการอกหัก รับความจริงไม่ได้ ก็หนีความจริงด้วยการสร้างความรู้สึกหรือการกระทำอื่นๆ มาทดแทนเพื่อให้นึกถึงเรื่องราวที่ทำให้เจ็บปวดน้อยที่สุด


    แต่ที่ไหนได้ มันไม่เคยหายไปเลย ความรู้สึกเจ็บปวดนั้น ทางเดียวที่จะหายคือ ต้องยอมรับความจริง ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ในกรณีของน้อง 0404 ก็คือรู้ตัวในสิ่งที่เกิดขึ้น ดูไปและทำความเข้าใจไป มองให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา (คือเห็นความเกิด-ดับ ของอารมณ์เรา ร่างกายเรา ฯลฯ) แล้วเดี๋ยวก็จะดีขึ้นค่ะ


    ส่วนเรื่องสมาธิในการเรียนเท่าที่พี่ได้ทำผ่านมา ก็เหมือนน้องนี่ล่ะค่ะที่พอมีตัวรู้มาว่า "ดูหนังก็กำลังเพลินอยู่นะ, กินข้าวก็กำลังเพลินอยู่นะ" ตรงนี้พี่ไม่รู้สึกแปลกใจอะไรเลย เพราะเรามีสติรู้ตัวอยู่แล้ว กลับดีซะอีกทำให้พี่ไม่หลงไปกับหนังที่ดูมากจนเกินไป ถึงขั้นหนังจบยังเก็บเอามาฝันต่อ หรือกินข้าวที่อร่อยถูกปาก อยากกินอีกหลายกะละมังนั่นน่ะ มันจะแย่กว่าน๊าาา


    เมื่อเรารู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไร เพลินกับอะไร ก็ดู แล้วรู้ต่อไป (สติรู้ทันจิตเมื่อไรก็วางไปในที่สุด แล้วก็จะเกิดขึ้นใหม่ ดับลงใหม่อีกไม่รู้จบ) มันจะทำให้เรารู้เท่าทันจิตใจเราและสิ่งที่อยู่รอบตัวเรามากขึ้น และนอกเหนือจากสติที่พี่มี พี่ก็อาศัยสมาธิจากการระลึกถึงพระพุทธเจ้าบ่อยๆ (เกือบตลอดเวลา) นี่ล่ะมาช่วยในการเรียน ก็เรียนได้ตามปกติเลยนะคะ ไม่ติดขัดอะไรเลย จิตก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น กายก็เรียนหนังสือไป ถ้าช่วงไหนมีสมาธิมากอันนี้ก็ใช้จิตเรียนครั้งเดียวแล้วก็ผ่านเลย (ดีกว่าเรียนด้วยสมองอย่างเดียว แถมไม่มีสมาธิอีกด้วย) นี่คือประโยชน์จากการปฏิบัติ แต่ถ้าใช้ได้ผลดีกว่านี้คือ ปฏิบัติธรรมทำให้จิตใจเราเบามากขึ้น ทุกข์น้อยลงนี่ล่ะค่ะ คือผลที่ดีสำหรับจิต อันนี้เป็นปัจจัตตังนะคะ เล่าเป็นธรรมทานค่ะ ลองทำตามแถวของคุณ ddman ดูนะคะ ท่านกล่าวไว้ชอบแล้วจ้ะ
     
  13. พระศุภกิจ ปภัสสโร

    พระศุภกิจ ปภัสสโร เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 พฤศจิกายน 2006
    โพสต์:
    2,015
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +11,172
    อย่าไปแคร์กับอารมณ์จนเป็นทุกข์เพราะความคิด
    ที่จริงจะคิดถูกหรือผิดมันก็แค่อารมณ์ มันไม่ใช่ตัวตน
    หมกมุ่นกับมันก็ทุกข์ ของเกิด-ดับแท้ ๆ
    วิภวตัณหา หมายถึงความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น
    อยากจะพ้นจากภาวะที่ตนไม่ต้องการ ไม่อยาก
    อย่าไปยึดอารมณ์ ​
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 มิถุนายน 2013
  14. praewy

    praewy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    48
    ค่าพลัง:
    +128
    พี่คะ เวลาอ่านหนังสือถ้าคิดแทรกขึ้นมาจริงๆก็ ปล่อยมันใช่มั้ยคะ แค่รู้
     
  15. praewy

    praewy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    48
    ค่าพลัง:
    +128
    หนูรู้สึกดีขึ้นมากเลยค่ะ แต่ยังแอบรู้สึกแย่ๆตอนที่มันเกิดรู้สึกตัวอยู่นะคะคือมันหน่วงๆหรือยังไงก็อธิบายไม่ถูกนะคะประมาณว่าไม่ดีนักคงเพราะหนูคิดให้ตัวเองทุกข์แบบนี้จนชินน่ะค่ะ คงต้องอาศัยเวลาใช่มั้ยคะ? แต่ว่าหนูไม่ได้คิดปรุงแต่งต่อนะคะไม่ได้เก็บมาทุกข์กังวลต่อถึงอนาคตเหมือนตอนแรก หนูทำแบบนี้ไปเรื่อยๆจะเป็นปกติแบบไม่แอบรู้สึกแย่เหมือนตอนนี้ใช่มั้ยคะ
     
  16. ddman

    ddman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    2,046
    ค่าพลัง:
    +11,946
    หนูตอบตัวเองได้ทุกคำถามนะนี่ ไม่ธรรมดาจริงๆ ..ถูกเเล้วที่เคยชินกับความไม่สบายใจเมื่อ"ตัวรู้นี้"ปรากฏเพราะเคยคิดกลัววิตกกังวลไปสารพัด จิตนั้น มีความรวดเร็วมากจนเราตามไม่ทัน เรานั้นคิดว่าไม่ได้ปรุงอะไรเลย...แต่ถ้าพิจารณาให้ดีด้วยสติิจะพบว่า ใจแล่นปรุงไปทันทีแล้ว จะมากหรือน้อยก็ตาม ไม่เช่นนั้นหนูจะไม่รู้สึกว่ายังหน่วงหนักอะไรๆเลย....แต่...ไม่ต้องกังวลอีกเพราะหนูทราบวิธีเตรียมใจจากคำแนะนำของท่านผู้มีใจดีทั้งหลายแล้วว่าให้เพียง รับรู้ความคิดที่เกิด ด้วยการยอมรับ วางเฉยไม่ปรุงต่อ...ทำกิจกรรมที่มีต่างๆไปตามปกติ ..

    เข้าใจในความที่หนูต้องการจะพ้นจากสภาพนี้มาก แต่ก็ต้องทราบว่า ยิ่งเราอยากหาย กลับเหมือนว่าการรอคอยนั้น จะไม่มีวันสิ้นสุดเลย เหมือนคนป่วย ยิ่งอยากหาย แต่อาการยังทุเลาไม่ทันใจ ก็นึกตีโพยตีพายวิตกกลัวไปต่างๆนานา ครั้นจิตกระสับกระส่ายมาก ความอดทนแทบไม่มีเหลือ ย่อมมีผลยังรูปให้เสียหายได้ การรักษาจิตใจให้สงบได้ มีสติกำกับจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก... ..เพราะเมื่อมีสติ ปัญญาย่อมตามมารักษาตนไว้ในความปกติได้ด้วยดีด้วยความอดทน ..ไม่นาน ปัญหาที่มีย่อมคลี่คลายไป ดูตัวอย่างจากหลายๆท่านที่เคยผ่านประสบการณ์มาแล้ว หนูคงได้ทราบว่า ท่านเหล่านั้นต่างต้องอดทนและอาศัยเวลาเช่นกันจึงผ่านปัญหามาได้ด้วยดี...


    ขอหนูจงมีใจเบา ยุติความกังวลที่ตนสร้างขึ้นเองล่วงหน้าไปแล้วเสียให้หมด...ต่อไปเมื่อหนูเข้าใจเส้นทางแห่งธรรมะมากขึ้น หนูจะทราบว่า ความรู้สึกที่หนูมีนี้ เป็น"คุณสมบัติพิเศษ"ที่หาไม่ได้ง่ายในคนส่วนมาก ขออย่าให้หนูอย่าได้นึกเสียดายเสียใจในภายหลัง...เมื่ออาการเช่นนี้..จะเสื่อม..หายไปในไม่ช้า..เพราะหนูไม่นิยมที่จะมีหรือรักษาไว้...นะครับ
     
  17. praewy

    praewy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    48
    ค่าพลัง:
    +128
    หนูเข้าไปดูคลิปในยูทูปเรื่องการดูจิตแล้วค่ะ เข้าใจเลยว่าสิ่งที่หนูหนี คือสิ่งที่หลายคนกำลังฝึกฝน หนูไม่คิดจะหนีแล้วค่ะ ตอนนี้พอหนูมีอารมณ์อะไรหนูจะรู้อัตโนมัติเลยค่ะ แล้วก็ดึงกลับมา หนูเข้าใจประโยชน์แล้วค่ะ ว่าการดูจิตด้วยความรู้สึกมีคุณขนาดไหน ที่ผ่านมาหนูเข้าใจผิดมาตลอดไม่ใช่หนูไม่เพลิน แต่หนูเพลินกับทุกข์ต่างหากโดยไม่รู้เลยว่ากำลังเพลินและไม่เคยดึงตัวเองกลับมาอย่างตอนที่เพลินกับสุข ขอบพระคุณมากๆนะคะ คุณ ddman ทำให้หนูได้สติได้พบกับธรรมะที่หนูไม่เคยเข้าใจมาก่อน
     
  18. ddman

    ddman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    2,046
    ค่าพลัง:
    +11,946

    สาธุ สาธุ ได้อ่านตรงนี้แล้ว ปลื้มปิติจนขนลุกทีเดียวครับ ดีใจมากที่หนู"พบรอยต่อ"เพื่อความเจริญในทางธรรมต่อไปอันเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดกว่าความเจริญใดๆในทางโลก....

    หนูมีปัญญามาก สามารถค้นพบคำตอบให้ตนได้ในที่สุด (หาข้อมูลดูจิตได้จาก youtube!!:cool::cool::cool:)คนอย่างนี้ย่อมสามารถแก้ไขปัญหาตนได้ ย่อมพาตนไปสู่ความเจริญและประสบความสำเร็จได้ไม่ยากในทุกสิ่งที่ประสงค์...

    ขออวยพรให้หนูมีความสุข ความสำเร็จ เป็นผู้มั่นคงในการมีพระรัตนตรัย เป็นสรณะ สามารถเข้าถึงความมีสัมมมาทิฏฐิ รุ่งเรืองด้วยศีล ก้าวหน้าด้วยดีทั้งทางโลกและทางธรรมครับ
     
  19. praewy

    praewy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    48
    ค่าพลัง:
    +128
    หนูต้องขอขอบพระคุณ คุณ ddman มากกว่าค่ะขอให้ผลบุญที่คุณช่วยเหลือเด็กที่ไม่รู้อะไรเลยอย่างหนูส่งผลคุณมีความสุขความเจริญก้าวหน้าในชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรมสืบไป ขอบพระคุณจริงๆนะคะ
     
  20. Kim_UoonSo

    Kim_UoonSo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ธันวาคม 2006
    โพสต์:
    518
    ค่าพลัง:
    +5,937
    สำหรับพี่ พี่จะเป็นผู้รู้ ผู้ดู อย่างเดียว มีอะไรเกิดขึ้นก็รู้ตัว แล้วก็ดูมันไป ไม่ต้องไปยุ่ง ไปปรุงอะไรเลย ดูจนเข้าใจมันก็จะไม่ยึดแล้ววางลงได้ ไม่ยึดมาเป็นอารมณ์


    ยกตัวอย่าง เช่น ก่อนพี่จะอ่านหนังสือ พี่ได้ไปฟังเพลงๆ นึงมา ติดอยู่ในหัว จนถึงเวลาอ่านหนังสือ แล้วก็มานั่งอ่าน ตั้งใจอ่านสักพัก เพลงที่เพิ่งฟังเมื่อกี้มันก็ผุดขึ้นมาอีก วนเวียนไปเรื่อย ทั้งที่เราก็ตั้งใจอ่านหนังสือแต่ในหัวก็ดันมีแต่เพลง


    ถ้าเป็นคนส่วนใหญ่ ถ้าเกิดเหตุแบบนี้ขึ้น อาจจะหงุดหงิดแล้วพาลเลิกอ่านหนังสือได้ ฮ่าๆ... แต่สำหรับพี่จะมีสติมารู้ตัวว่า "กายเรากำลังอ่านหนังสือ, จิตเราก็มีความตั้งใจอ่านหนังสือ และก็รู้ตัวว่าในหัวมันมีแต่เพลง"


    เราต้องเข้าใจก่อนว่า "ตัวเรามีความตั้งใจในการอ่านหนังสือไหม" ถ้าตั้งใจ มันก็ผ่าน แล้วมาดูว่า "ที่เราได้ยินเพลงก้องหัวตลอดเวลา เป็นเพราะเมื่อก่อนหน้านี้เราได้ฟังเพลงนี้ มันถึง (เป็นสัญญา) ติดอยู่ในหัว เพราะจิตเราไปชอบตรงนี้"
    ถ้าทำความเข้าใจจิตตัวเองได้ มันก็ผ่าน... (สำหรับที่พี่ปฏิบัตินะ แต่ละคนจะปฏิบัติไม่เหมือนกัน)


    สรุป... ถ้าเราเข้าใจตัวเราเองว่าเหตุที่เกิดขึ้นตอนที่เราอ่านหนังสือเนี่ย มันเกิดจากอะไร เราก็จะปล่อยวางได้ไม่ยาก เวลามีอะไรเกิดขึ้น ทั้งความคิด ทั้งสัญญา (ความจำ) ต่างๆ ในขณะที่เราอ่านหนังสือนั้น เราก็จะปล่อยผ่านไปได้ (ก็คือไม่สนใจนั่นล่ะ เพราะเรารู้แล้วไงว่าเหตุเกิดจากอะไร พอเราเข้าใจ มันเลยจบ ไม่มีความกังวล ไม่มีการปรุงแต่งต่อ เพราะรู้ต้นเหตุและรู้ถึงผลได้)



    แต่สิ่งที่น้องเจอมันแปลกใหม่ น้องเลยกังวล ทั้งที่จริงมันไม่มีอะไรเลย ทีนี้ก็ลองมองที่เหตุ คือจิตเรา กายเราให้เป็นปกติ เป็นธรรมดา ตัดความกังวลออกไปก่อน ค่อยๆ ดูมันไป เดี๋ยวพอเข้าใจมันก็จะเบาลง กับทุกๆ เรื่องในชีวิตก็เหมือนกัน เวลาน้องมีปัญหาในการเรียน จะทำรายงานส่งอาจารย์ แต่ปริ้นท์เตอร์มีปัญหา ก็กังวลไปก่อนแล้วว่าอาจส่งงานไม่ทัน ไม่มีงานส่ง ทั้งที่จริงเรายังมีทางแก้ปัญหาได้อีกหลายอย่าง บางคนถ้าตั้งสติไม่ได้ ก็จิตตก ถอดใจ เลิกพยายาม สุดท้ายก็ไม่มีงานส่งจริงๆ... สรุปคือ "อย่าตีตนไปก่อนไข้" สำหรับที่น้องเจออะไรก็ตามในทางธรรม ขอให้ดูไปก่อน คือมีสติรู้ไปก่อน ไม่ต้องคิดหน้า คิดหลังทั้งนั้น แล้วสิ่งที่เราสงสัยมันจะค่อยๆ ปรากฏมาเองสักวันหนึ่งแหล่ะ เมื่อจิตเราพร้อม (จิตผ่านการเรียนรู้ เข้าใจสภาวะต่างๆ ในระดับนึงแล้วก็พอจะมีภูมิรู้ ภูมิธรรมได้)


    ถามประโยคเดียว ตอบซะยาวเลย.. ฮ่าๆ อันนี้ต้องบอกก่อนนะคะว่าพี่ไม่ได้เก่งอะไรหรอก อาศัยจากที่ปฏิบัติมานั่นล่ะมาตอบ ซึ่งก็ย้ำว่าแต่ละคนปฏิบัติไม่เหมือนกันนะคะ ลองนำที่พี่ๆ แนะนำไปลองพิจารณาได้ ค่อยปรับประยุกต์ไป เพราะของพี่ทำก็ไม่ใช่ฉบับเฉพาะอะไร ปรับจากที่ท่านอื่นๆ แนะนำมาอีกที ถ้ายังไงก็ลองปรึกษาคุณ ddman หรือที่นี่ได้นะคะ มีพี่ๆ ใจดีเยอะค่ะ (งานเข้าพี่ ddman ขออภัยด้วยค่ะ ฮ่าๆ... รักดอก ขอหยอกเล่นนะคะ)


    ขอให้คุณ ddman และน้อง 0404 เจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปค่ะ
     

แชร์หน้านี้

Loading...