ดร.สุภัททา ปิณฑะแพทย์ "สุขจิตวิทยา"

ในห้อง 'จิตวิทยา & สุขภาพ' ตั้งกระทู้โดย ผ่อนคลาย, 12 สิงหาคม 2010.

  1. ผ่อนคลาย

    ผ่อนคลาย Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    5,775
    ค่าพลัง:
    +12,934
    [​IMG]

    ดร.สุภัททา ปิณฑะแพทย์
    Dr.Supatta Pinthapataya
    email: supattapin@yahoo.com

    สุขจิตวิทยา
    บทที่ 11
    การส่งเสริมคุณภาพชีวิต

    ความสมบูรณ์ของร่างกายและจิตใจมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสุขภาพกายและสุขภาพจิตซึ่งเป็นตัวชี้วัดคุณภาพชีวิต ความเจ็บไข้ได้ป่วยของบุคคลมักเกิดจากปัญหาด้านพฤติกรรมหรือกิจกรรมที่บุคคลทำเป็นประจำซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเครียดและพฤติกรรมที่เกิดจากความเครียด ที่มีแนวโน้มทำให้เกิดโรคต่าง ๆ หลายชนิด การพัฒนาการและสร้างสุขลักษณะนิสัยที่ดีในการดำเนินชีวิตตั้งแต่เยาว์วัยจะทำให้สามารถป้องกันโรคต่าง ๆ ได้และในขณะเดียวกันการหันมาสนใจที่เปลี่ยนวิถีทางของการดำเนินชีวิตโดยปรับพฤติกรรมให้เป็นไปในทางที่เหมาะสมก็จะเป็นแนวทางในการสร้างสุขวิทยาจิตที่มีผลทำให้มีชีวิตที่เป็นปกติยืนยาวได้ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตเป็นสิ่งที่จะต้องมีการฝึกปฏิบัติเพราะลักษณะนิสัยบางประการก็ยากแก่การแก้ไข เนื่องจากได้มีการประพฤติปฏิบัติทำให้เกิดความเคยชิน ทุกคนจะต้องถือเป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องพยายามทำให้ตนเองมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีและคงสภาพของความแข็งแรงไว้เสมอเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

    แนวคิดในเรื่องสุขภาพและการส่งเสริมคุณภาพชีวิต

    ชีวิตที่สมบูรณ์คือชีวิตที่มีคุณภาพ คำว่า "คุณภาพชีวิต" เป็นคำที่มีความหมายสำหรับผู้ที่ใฝ่หาความสุขในการดำเนินชีวิต แต่คำว่า “คุณภาพ” นั้นมีนัยของความหมายที่กว้างที่ไม่สามารถกำหนดลงไปได้อย่างชัดเจน จึงควรที่จะนำมาอภิปรายเพื่อกำหนดขอบข่ายคุณภาพของชีวิตเพื่อไม่ให้บุคคลคิดไปเองว่าตนมีชีวิตที่มีคุณภาพแล้ว หรือมีความประมาทว่าคุณภาพชีวิตนั้นเกิดขึ้นเองได้

    การดูแลสุขภาพให้มีความสมบูรณ์อย่างยั่งยืนเป็นพื้นฐานของการสร้างคุณภาพชีวิตในขั้นต้น การกระตุ้นให้มองเห็นความสำคัญของการมีแบบอย่างในการดำเนินชีวิตที่ดี และให้มีความระมัดระวังที่จะไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ รวมทั้งการให้คำแนะนำและชี้ทางให้แก่ผู้ที่เสี่ยงต่อการมีสุขภาพที่ไม่ดี การป้องกันพื้นฐานขั้นต้นจึงมุ่งไปสู่การค้นหาสาเหตุว่าทำไมบุคคลจึงมีพัฒนาการสุขลักษณะนิสัยที่ไม่ดีและทำอย่างไรจึงจะสามารถช่วยพัฒนาให้เป็นผู้ที่มีสุขภาพที่ดีได้

    องค์การอนามัยของประเทศออสเตรเลีย (VicHealth Organisation, Commonwealth Department of Health and Age Care, 1999) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายในการส่งเสริมสุขวิทยาจิต เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวมว่ามีจุดมุ่งเน้นในด้านการพัฒนาด้านสังคม สิ่งแวดล้อม ทางกายภาพและเศรษฐกิจที่เป็นตัวกำหนดสุขภาพจิตของประชากร และการให้การสนับสนุนปัจจัยด้าน
    การป้องกันด้านสุขภาพจิต เช่น การพัฒนาความสามารถในด้านต่าง ๆ การฟื้นฟู สมรรถภาพและการปรับตัวให้บุคคลมีความเชื่อมโยงกับชุมชนเพื่อพัฒนาอารมณ์และสังคมที่ดี การดำเนินงานมุ่งไปสู่ประชากรเป็นกลุ่มใหญ่และเป็นกลุ่มย่อยที่เฉพาะเจาะจง โดยมีการวัด ผลลัพธ์ในด้านการวางแผนองค์กรฝึกปฏิบัติ องค์กรหน่วยสังคมและความรู้ในด้านสุขอนามัย ปัจจัยกำหนดสุขวิทยาจิตและคุณภาพชีวิต ได้แก่

    ปัจจัยส่วนบุคคล เช่น การทำกิจกรรมส่วนตัว ลักษณะนิสัย (habit) การดำเนินชีวิตของบุคคล (life styles) พฤติกรรมสุขอนามัย (health behaviors) เป็นต้น ปัจจัยส่วนบุคคลเหล่านี้เป็นปัจจัยหลักที่จะสร้างคุณภาพชีวิต

    ปัจจัยแวดล้อม เช่น รายได้ สถานภาพทางสังคม การศึกษา การจ้างงานและสภาพ การทำงานการได้รับสวัสดิการสุขภาพที่เหมาะสม และสิ่งแวดล้อมกายภาพ

    ในประเทศไทยมีการส่งเสริมสุขภาพจิตและแก้ไขปัญหาที่จะนำไปสู่การดำเนินชีวิตที่มี คุณภาพของประชาชนด้วยโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการทูบีนัมเบอร์วัน (To be number one) ซึ่งโครงการที่มีคุณค่าช่วยกระตุ้นและส่งเสริมให้เยาวชนหันมาออกกำลังกายและเล่นกีฬาเพื่อหลีกเลี่ยงยาเสพติดและยังมีโครงการในรูปแบบต่าง ๆ ที่องค์กรภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดทำขึ้น เช่น โครงการอบรมเยาวชนโครงการให้ความรู้พ่อแม่ และโครงการเผยแพร่ความรู้ของกรมสุขภาพจิต เป็นต้น

    การสร้างสุขลักษณะนิสัยที่ดีนั้นควรเริ่มต้นในช่วงวัยเด็ก และวัยรุ่น ในช่วงของวัยที่ยังไม่มีโอกาสที่จะเป็นโรคต่าง ๆ เป็นการป้องกันไว้ ส่วนในช่วงวัยผู้ใหญ่นั้นการเปลี่ยนแปลงลักษณะนิสัยอาจจะทำให้เกิดได้ยากและอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพทางด้านอื่น ๆ เช่น ไม่สามารถออกกำลังด้วยการวิ่งได้เนื่องจากเป็นโรคเข่าเสื่อม หรือโรคหัวใจ เป็นต้น นอกจากนี้ความพยายามที่จะให้มีการสร้างลักษณะนิสัยที่ดีนั้นค่อนข้างจะมีความยุ่งยากซับซ้อน มีองค์ประกอบหลายประการที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพของบุคคล ทั้งที่เป็นสุขภาพทางกายและสุขภาพทางจิตใจ สังคม อารมณ์ ความคิดและสติปัญญา ซึ่งเป็นตัวแปรทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมที่อาจจะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพได้

    วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต

    คนส่วนใหญ่มักจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความเสี่ยงเนื่องจากไม่เคยสร้างหรือนำสุขลักษณะนิสัยที่ดีมาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน และยังพบว่าเป็นการยากอย่างยิ่งที่จะต้องเปลี่ยนลักษณะนิสัยที่ไม่ดี เช่น สุขลักษณะนิสัยที่ดีในการกินอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ 3 มื้อต่อวัน การเล่นกีฬา และการออกกำลังกาย และการจัดสภาพที่อยู่อาศัยให้ถูกสุขลักษณะ เป็นต้น

    พงศ์เกษตร สุวรรณกูล (2533, หน้า 57) เขียนสรุปว่า นอร์แมน วินเซนต์ พีล ให้ข้อคิดว่าบุคคลสามารถพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ที่มีสุขภาพจิตที่ดีได้ด้วยการคิดดีกับตนเองและมองภาพตนเองในทางที่ดี แนวทางที่ทำให้ตนเองประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาได้ คือ ให้บุคคลนั้นเริ่มต้นด้วยการอธิษฐาน สร้างมโนภาพและทำให้เป็นจริง ทั้งนี้เพราะการอธิษฐานจะเป็นเหมือนคำมั่นสัญญาว่าต้องการจะทำการในสิ่งนั้น ๆ จริง ๆ เป็นการบอกกับตนเองว่าต้องการอะไร การอธิษฐานต้องลงมือทำอย่างจริงจังและหนักแน่น ต้องวาดภาพว่าสิ่งที่ตนต้องการได้นั้นเมื่อได้มาแล้วจะมีภาพลักษณ์อย่างไร สิ่งที่วาดฝันว่าจะได้มาคือผลลัพธ์ที่จะได้มานั่นเอง ผลลัพธ์นั้นจะเป็นการย้ำให้รู้ว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้นจริงและเป็นไปได้ จากนั้นก็ให้มีความพยายามที่จะทำให้ฝันนั้นเป็นจริงให้ได้ การวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อการสร้างสุขลักษณะนิสัย ซึ่งอยู่รอบตัวบุคคลนั้นเพื่อเป็นการมองภาพรวมในบริบทของปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยแวดล้อม

    1. อิทธิพลส่วนบุคคล เป็นอิทธิพลที่มีพลังอย่างยิ่ง บุคคลมีอิทธิพลต่อตนเองเป็นอย่างสูง จิตใจของคนนั้นไม่อาจจะบังคับได้โดยง่าย จึงต้องมีการฝึกให้สามารถบังคับใจตนเอง รู้จักปล่อยวาง รู้จักคิดในสิ่งที่ดี

    บุคคลที่มีความรู้สึกต่อต้านการเปลี่ยนลักษณะนิสัย จะต่อต้านไม่ว่าจะเป็นลักษณะนิสัยที่ดีหรือเลว หรือแม้แต่ได้รับการชักจูงให้พยายามเลิกลักษณะนิสัยที่ไม่ดีนั้นเสียก็ยังรู้สึกว่าทำตามได้ยาก ทั้งนี้เนื่องจากวีถีชีวิตเดิม เช่น กินมากเกินไป ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ มักจะทำให้บุคคลมีความสุขได้ในทันทีและวิถีชีวิตแบบใหม่ที่มีคุณภาพอาจจะทำให้เกิดความไม่สะดวกหรืออาจจะก่อให้เกิดความเจ็บปวดรวมอยู่ด้วย ดังเช่น การแก้ไขอาการติดเหล้า หรือการเลิกยาเสพติด เพราะรางวัลที่ได้รับจากการเลิกพฤติกรรมเหล่านี้คือการมีสุขภาพดีซึ่งค่อนข้างที่จะมองไม่เห็นเพราะยังอยู่อีกไกลในอนาคตซึ่งทำให้ดูเหมือนกับว่าไม่คุ้มค่าที่จะพยายาม ดังนั้นปัจจัยด้านส่วนบุคคลจึงต้องเกิดจากการฝึกให้บังคับตนเองให้ได้ด้วยการหยั่งเห็นคุณค่าของการมีวิถีชีวิตที่มีคุณภาพ บางครั้งการวางเงื่อนไขผลกรรมว่า “ทำเพื่อคนที่คุณรัก” จึงมีความสำคัญ

    2. อิทธิพลทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องพบเห็นและอยู่ด้วยตลอดเวลา การที่บุคลไม่สามารถที่จะพัฒนาพฤติกรรมสุขลักษณะนิสัยได้นั้นส่วนหนึ่งมาจากอิทธิพลทางด้านสังคม เช่น

    1) เศรษฐกิจสังคม เป็นปัจจัยแรกที่สำคัญเนื่องจากเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการ

    รักษาร่างกาย และเป็นแนวโน้มที่ป้องกันร่างกายให้ปลอดจากโรค ในกลุ่มคนชั้นกลาง เด็ก ๆ ส่วนใหญ่จะได้รับการตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ มีการให้วัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ ตามตารางเวลาที่กำหนดทำให้ได้รับการคุ้มครอง ให้ปลอดภัยจากโรคบางประเภท สำหรับเด็กที่อยู่ในสังคมที่มีรายได้ต่ำมักจะไม่ได้รับการดูแลในเรื่องนี้เท่าไรนัก นอกจากนี้จะมีการให้บริการในบางโอกาส

    2) ค่านิยมทางวัฒนธรรม เป็นปัจจัยทางด้านสังคมที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพของ

    บุคคล ดังเช่น ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งคนส่วนใหญ่จะนิยมการสูบบุหรี่โดยเฉพาะผู้หญิง การสูบบุหรี่เป็นการแสดงสถานภาพของสังคมชั้นสูง ภายหลังจากค่านิยมเปลี่ยนไปก็ทำให้ การสูบบุหรี่ลดน้อยลง ได้บ้างแต่ก็ยังคงเป็นพฤติกรรมที่ปรากฏอยู่ และการศึกษาที่แสดงผลออกมาว่ามีผู้ป่วยเป็นมะเร็งที่ปอดเนื่องจากสูบหรี่จำนวนเพิ่มมากขึ้นก็อาจเป็นสาเหตุของ การเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยเช่นกัน

    3. อิทธิพลของการอบรมเลี้ยงดูจากครอบครัวมีความสำคัญต่อการสร้างสุขนิสัย

    ลักษณะนิสัยของบุคคลเป็นผลเกิดจากการอบรมเลี้ยงดู (socialization) ดังเช่นการอบรมเลี้ยงดูในครอบครัวแบบอย่างของการดำเนินชีวิตของพ่อแม่ มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของลูกและทำให้เกิดสุขลักษณะนิสัยไปจนตลอดชีวิตไม่ว่าสุขลักษณะนิสัยนั้นจะเป็นสุขลักษณะที่ดีหรือไม่ก็ตาม เมื่อพ่อแม่แสดงพฤติกรรมการกินเกินขนาด ดื่มสุราอย่างหนัก ใช้ยากล่อมประสาทหรือสูบบุหรี่ พวกเด็ก ๆ ก็จะมีแนวโน้มที่จะทำตามแบบพฤติกรรมนั้นด้วย (Moos, Cronkite, & Finney,1982, pp. 227 - 230)

    การดูแลเอาใจใส่ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลได้ถ้าเริ่มต้นตั้งแต่วัยแรก ๆ ของชีวิต ปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพจิตของเด็กมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูแลเอาใจใส่ในด้านต่าง ๆ ของพ่อแม่ต่อเด็ก เช่น

    1) การมีภาวะโภชนาการที่ดีในวัยเด็ก สภาพความสมบูรณ์ทางด้านร่างกายในวัยเจริญ เติบโตนั้นปริมาณและคุณภาพของสารอาหารมีผลต่อการพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกายและ จิตใจสารอาหารที่ได้รับในวัยเจริญเติบโต มีความสำคัญต่อพัฒนาการของบุคคลในทุก ๆ ด้านการขาดสารอาหาร ทำให้บุคคลมีพัฒนาการทางด้านร่างกายที่ไม่แข็งแรงทั้งยังทำให้มีภูมิคุ้มกันโรคต่ำอีกด้วย เด็กในวัยเจริญเติบโตต้องการสารอาหารเพื่อบำรุงเลี้ยงร่างกายให้เจริญเติบโต โดยเฉพาะส่วนที่เป็นสมองซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านสติปัญญา เด็กที่เป็นโรคขาดสารอาหารมักจะเสียชีวิตในช่วงวัยแรกของอายุ และมักจะมีจำนวนเซลล์ของเนื้อสมองน้อยกว่าปกติ การให้สารอาหารในภาวะที่ร่างกายผ่านขั้นของพัฒนาการนั้น ๆ มาแล้วไม่อาจจะทดแทนได้ เนื่องจากการเจริญเติบโตในช่วงระยะเวลาของการพัฒนาการในขั้นนั้น ๆ ได้ผ่านพ้นไปแล้วจึงไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้อีก นอกจากนี้พัฒนาการที่ไม่สมบูรณ์ในขั้นต้น ๆ ทั้งยังมีผลสืบเนื่องต่อไปทำให้พัฒนาการด้านต่าง ๆ ในขั้นต่อมาไม่สมบูรณ์อีกด้วย เช่น การพัฒนาการด้าน การเจริญเติบโตของร่างกาย เป็นต้น เด็กที่มีพัฒนาการที่ไม่สมบูรณ์ตั้งแต่ต้น จะมีร่างกายที่ผอมเกร็งและแคระแกรนกว่าที่ควรจะเป็นการขาดสารอาหารที่จำเป็นต้องบริโภค เพื่อตอบสนองความต้องการของร่างกายถ้าเด็กเกิดอาการหิวโหยและรู้สึกว่าสิ่งที่ร่างกายต้องการไม่ได้รับ การตอบสนองจะเกิดความทุกข์ทรมานจากความหิวซึ่งมีผลต่อสภาพทางจิตใจเป็นอย่างยิ่ง

    2) การขาดความรักและความอบอุ่นในวัยเด็ก การขาดความรักในวัยแรกเกิดเป็น

    ต้นมาจะเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ผิดปกติได้ทั้งในด้านความคิด อารมณ์ และความเชื่อมั่นในตนเองและสิ่งแวดล้อม อาการขาดความรักเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ซึ่งปกติจะพบเด็กเหล่านี้ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เด็กที่ขาดแม่ขาดพ่อ หรือ คนที่จะคอยดูแลเอาใจใส่ให้สัมผัส ที่นุ่มนวลและให้ความอบอุ่นทางใจ สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงกระตุ้นให้เด็กมีกำลังใจที่จะต่อสู่กับชีวิต และมองเห็นคุณค่าของชีวิต สามารถให้ความสนิทสนมและมีความผูกพันกับผู้อื่นได้ การศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมของเด็ก 1 ขวบ ซึ่งได้รับการเลี้ยงดูในสถานรับเลี้ยงกับเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูปกติที่บ้าน พบว่า เด็กที่เลี้ยงในสถานรับเลี้ยงมีความบกพร่องในการพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยจะไม่มีการแสดงความสัมพันธ์กับผู้อื่น และจะไม่ค่อยพึ่งพาผู้ใหญ่ หรือขอความช่วยเหลือ จากผู้อื่น เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายหรือ ความพึงพอใจ (Provence & Lipton, 1962 อ้างถึงใน มาโนช สุขฤกษ์, 2525, หน้า 58)

    เด็กที่ขาดความรักความอบอุ่นในวัยแรกเริ่มจะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมทางด้าน จิตประสาทหรือไม่นั้นมีกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่งเป็นการรายงานผลการศึกษาจาก กลุ่มตัวอย่างวัยรุ่นจำนวน 38 คน อายุ 16 - 18 ปี ที่เคยได้รับการเลี้ยงดูในสถานรับเลี้ยงในช่วงอายุระหว่าง 3 สัปดาห์ ถึง 3 ปี จากจำนวนดังกล่าว พบว่าเด็กเหล่านั้นได้กลายเป็นโรคจิต 4 คน มีบุคลิกภาพที่ผิดปกติ 21 คน ปัญญาอ่อน 4 คน เป็นโรคประสาท 2 คน มีเพียง 7 คนเท่านั้นที่มีพฤติกรรม การปรับตัวอยู่ในระดับที่น่าพอใจ (Bores & Obers, 1950 อ้างถึงใน มาโนช สุขฤกษ์, 2525, หน้า 58) นอกจากนั้นยังพบว่าการขาดความรักและความเอาใจใส่เลี้ยงดูในวัยเด็กจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการในวัยต่อมา ความมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับระยะเวลาและช่วงของวัย ที่เริ่มขาดความรักตลอดจนความเข้มและความต้องการที่จะได้รับความรักของเด็กและการได้รับการชดเชยความรักจากบุคคลอื่น

    3) ประสบการณ์ที่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บทางใจในวัยเด็กมักจะเป็นประสบการณ์ที่เลวร้าย และรุนแรง ทำให้เด็กเกิดความเจ็บปวดที่ฝังใจและเป็นผลให้ติดตรึงอยู่ในความคิดอยู่ตลอดเวลา อาการบาดเจ็บทางจิตใจอาจเกิดจากการถูกปฏิเสธจากพ่อแม่อย่างรุนแรง การได้รับการลงโทษที่รุนแรง และการทำทารุณกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะการได้รับการทารุณกรรมและ ล่วงละเมิดทางเพศเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและจดจำประสบการณ์ที่ร้ายแรงนี้ไว้ซึ่งกลายเป็นตราบาปที่ติดตัวเด็กไปจนตลอดชีวิตสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นพื้นฐานที่นำไปสู่การปลูกฝัง ค่านิยมและเจตคติที่ไม่พึงประสงค์ให้แก่บุคคลนั้น

    บุคคลที่มีอาการบาดเจ็บทางจิตใจจนเกิดเป็นรอยแผลในใจมีผลทำให้เด็กเกิดความหวาดกลัว มีพฤติกรรมที่สับสน ไม่มีความแน่ใจในความเป็นบุคคลของตนเอง ขาดความมั่นใจในคุณค่าของตนเอง มีความหวาดระแวงสิ่งแวดล้อมและพร้อมที่จะทำลายเมื่อมีโอกาส ความผิดปกติ ทางใจที่เป็นผลให้เกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบนต่าง ๆ นี้ เมื่อได้ทำการศึกษาจะพบว่าบุคคลนั้นได้เคย มีประสบการณ์ที่เลวร้ายในชีวิตมาแล้วทั้งสิ้น

    4) สัมพันธภาพระหว่างบุคคลในครอบครัวมีผลกระทบทางด้านจิตใจต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เพียงแต่ว่าบุคคลในครอบครัวจะโต้ตอบกับปัญหาที่แต่ละคนเผชิญอย่างไรเท่านั้น

    (1) สัมพันธภาพระหว่างพ่อกับแม่ สัมพันธภาพอันดีระหว่างพ่อและแม่ ความรักใคร่ปองดองกันจะทำให้ครอบครัวมีความสุข

    [​IMG]


    ภาพที่ 11.1 ความสัมพันธ์ในครอบครัวมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตที่เป็นสุข
    ที่มา : การ์ตูนขายหัวเราะ, 2539, หน้า 48

    พ่อและแม่เป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในครอบครัวดังนั้นความสุขของสมาชิกในครอบครัวส่วนหนึ่งจะมาจากความรักใคร่ปองดองกัน ความรักความอบอุ่นและจะถ่ายทอดมายังสมาชิกของครอบครัวคือลูกอีกต่อหนึ่งด้วย

    แต่อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นที่ทำให้สัมพันธภาพในครอบครัวนั้นไม่ดี ส่วนใหญ่มักจะมาจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพ นอกจากนี้ยังมีปัญหาทางด้าน ความรับผิดชอบในฐานะสามีภรรยาและการไม่ลงรอยกันทางด้านการตัดสินใจและการให้เกียรติซึ่งกันและกัน

    (2) สัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่กับลูก ปัญหาที่เกิดจากความไม่เข้าใจกันระหว่าง พ่อแม่และลูกเป็นปัญหาที่มักจะพบเห็นกันอยู่ตลอดเวลา และเป็นปัญหาที่วิกฤติมากเพราะเป็นปัญหาที่โยงไปสู่ปัญหาอื่น ๆ อีก การรู้จักแนวทางในการแก้ปัญหาย่อมทำให้เกิดความราบรื่นและผ่อนปรนความขัดแย้งลงได้ ปัญหาสัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่และลูกมักเกิดจากการไม่ยอมรับความคิดหรือความเป็นจริงในตัวลูก เช่น ไม่ยอมรับความคิดเห็น ไม่ยอมรับสภาพของลูกในด้านสติปัญญา ในด้านความพิการทางกายหรือแม้แต่ในด้านเพศของลูก ความไม่ลงรอยกันจนเกิดเป็นปัญหาที่ใหญ่หลวงเหล่านี้มักจะทำให้เกิดความไม่สงบสุขขึ้นในครอบครัวและทำให้เกิดความเครียดเนื่องจากเป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อื่น ๆ อีกตามมา

    (3) สัมพันธภาพระหว่างพี่กับน้อง ปัญหาทางด้านสุขภาพจิตของเด็กอาจ
    เกิดขึ้นได้เมื่อมีการเปรียบเทียบความรักความเอาใจใส่และความยุติธรรมของพ่อแม่ที่มีต่อลูก ๆ เมื่อเด็กเกิดความรู้สึกว่าพ่อแม่ให้ความรักและความเอาใจใส่ต่อตนน้อยกว่าพี่หรือน้องก็จะเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ เด็กในบางวัยอาจจะขาดเหตุผลโดยเฉพาะในวัยเด็กเล็กเมื่อแม่มีลูกคนใหม่ซึ่งทำให้ตนรู้สึกว่าลดความสำคัญลงไป เด็กจะเกิดความเครียดโดยแสดงความก้าวร้าวออกมาให้เห็นซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้จะคงอยู่ในใจของลูกตลอดไปถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธี

    5) พฤติกรรมการอบรบเลี้ยงดูของพ่อแม่มีความสำคัญต่อการพัฒนาการในทุกด้านของลูก ลักษณะของการอบรมเลี้ยงดูนี้ไม่มีสูตรสำเร็จจึงไม่สามารถจะบอกได้ว่าความพอเหมาะและพอดีอยู่ที่ตรงไหน ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับบุคคลที่เป็นพ่อแม่จะต้องมีสามัญสำนึกที่ดี ลักษณะของการอบรมเลี้ยงดูที่จะนำ ไปสู่ปัญหา ได้แก่

    (1) การเลี้ยงดูแบบปกป้องเกินไป เป็นการแสดงความรักและเอาใจใส่ที่เกิน
    ขอบเขตโดยให้ความรักและต้องการที่จะให้ลูกได้รับแต่สิ่งที่ดีไม่ต้องการให้มีอันตรายใด ๆ มาถึงตัวลูก ในบางครอบครัวจึงอุทิศเวลาให้แก่ลูกทั้งหมดด้วยการเฝ้าคอยดูแลและปกป้องมากเกินไปจนกระทั่งเด็กไม่มีโอกาสที่จะช่วยเหลือตนเอง เด็กบางคนที่ยอมทำตามอย่างไม่มีเงื่อนไขและเห็นว่าเป็นสิ่งที่สะดวกสบายดีก็จะเคยชินทำให้ขาดทักษะในการดำเนินชีวิต และมักแสดงพฤติกรรมเป็นเด็กที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลาอาจกลายเป็นคนขาดความคิดและไม่กล้าตัดสินใจ แต่ก็พบว่าเด็กบางคนรู้สึกอึดอัดเพราะขาดอิสระที่จะดำเนินชีวิตด้วยตนเองก็อาจมีผลทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจนเป็นเรื่องราวที่น่าสะเทือนใจทั้งสองฝ่าย

    (2) การเลี้ยงดูแบบปล่อยตามใจไม่ดูแลลูกอย่างเพียงพอ ซึ่งอาจเป็นไปได้
    2 กรณี คือ กรณีแรก ปล่อยปละไม่เอาใจใส่ หรือละทิ้งไปโดยไม่ใส่ใจ และในกรณีหลัง คือ สิ่งของและเงินทอง การใช้เป็นวัตถุสิ่งของทดแทนการตอบสนองความต้องการ และทดแทนการแสดงความรัก ความเอาใจใส่ดูแล ทั้งสองกรณีนี้ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกไม่มีความมั่นใจในความปลอดภัยขั้นพื้นฐานทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนเองไร้ค่าสำหรับพ่อแม่ เกิดความอ้างว้างเดียวดายซึ่งทำให้เกิดความเครียด

    3. อิทธิพลของบุคลิกภาพและอารมณ์เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการสร้างลักษณะนิสัย แม้จะมีข้อพิสูจน์ว่าแบบแผนทางบุคลิกภาพเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บุคคลมีลักษณะนิสัยที่เป็นไปตามแบบฉบับของบุคลิกภาพนั้น โรดิน (Rodin, 1981, p. 561) กล่าวว่า จากการศึกษายัง ไม่พบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพกับสุขลักษณะนิสัยของบุคคลโดยตรง แต่สภาพทางอารมณ์มีผลต่อสุขภาพกายและจิตอย่างแน่นอน ปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดอาจก่อให้เกิดพฤติกรรมต่าง ๆ ได้ เช่น การกินจนเกินขนาด เนื่องจากบางคนใช้การกินเป็นการแก้ความเหงาหรือการอดอาหารเกิดความเบื่อหน่าย เรียนก็หันไปเที่ยวเตร่เฮฮาหรือสูบบุหรี่หรือหันไปหายาเสพติดก็เป็นพฤติกรรมที่เกิดเนื่องจากอารมณ์ทั้งสิ้น เพราะพฤติกรรมเหล่านี้เมื่อได้ปฏิบัติแล้วเป็นการระบายอารมณ์ได้เป็นอย่างดีในส่วนของตน แต่ก็จะกลับกลายมาเป็นสุขลักษณะนิสัยที่ไม่ดีในเวลาต่อมาหรืออาจนำไปสู่อันตรายถึงแก่ชีวิตได้

    4) อิทธิพลของความคิดความเข้าใจซึ่งความคิด ความเชื่อและเจตคติมีผลอย่างมากในการสร้างลักษณะนิสัยที่เป็นสุขลักษณะนิสัยที่ดีและสุขลักษณะนิสัยที่ไม่ดี จากการศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบของความเชื่อในเรื่องสุขภาพพบว่า การปฏิบัติต่อสุขภาพที่ดีขึ้นอยู่กับความเชื่อว่าเมื่อกระทำแล้วจะสามารถปกป้องร่างกายจากการเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ ดังนั้นไม่ว่าบุคคลจะได้รับการเกลี้ยกล่อมหรือชักจูงให้เชื่ออย่างไร ถ้าไม่มีความเชื่อเป็นพื้นฐานแล้วก็จะไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและปฏิบัติตนให้มีสุขลักษณะนิสัยที่ดีได้ คนส่วนใหญ่มักไม่เชื่อว่าตนเองจะเกิดการเจ็บป่วยได้จึงมองไม่เห็นเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวยิ่งมีความเชื่ออย่างหลงผิด โดยไม่คิดว่าวันหนึ่งร่างกายจะเสื่อมโทรมหรือเชื่ออย่างผิด ๆ ว่า การกระทำทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะไม่สามารถกลับมาทำร้ายตนได้เมื่อวัยสูงขึ้น การที่มีความเชื่อว่าโรคหัวใจ โรคมะเร็งและโรคเบาหวาน เป็นโรคของคนแก่หรือคนที่อ่อนแอเท่านั้นจึงทำให้คนที่ไม่เคยเจ็บป่วยมาก่อนและเชื่อว่าตนเองมีความแข็งแกร่งมีความต้านทานต่อโรคเพียงพอไม่ระวังรักษาร่างกายให้ดีเพียงพอ หรือไม่ก็คิดว่าถ้ามีโรคเกิดขึ้น แพทย์ก็คงจะสามารถรักษาได้

    รูปแบบของความเชื่อเรื่องการมีสุขภาพที่ดีเพื่อคุณภาพชีวิตจะเป็นตัวทำนายได้ว่าทำไมบางคนจึงมีความยากลำบากที่จะพัฒนาสุขลักษณะนิสัย เช่น พบว่าบุคคลที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน จึงจะมีความระวังหรือมีความคิดเกี่ยวกับเรื่องของโรคนี้ แต่ก็อาจจะไม่ยอมลดน้ำหนักหรือทำการควบคุมอาการ เพราะไม่เชื่อว่าจะทำให้การเสี่ยงน้อยลงได้ ดังนั้นจึงพบว่า การให้ความรู้ในเรื่องโรคเสี่ยงต่าง ๆ ไม่ค่อยได้ผลในขั้นต้น จึงต้องมีการสร้างจิตสำนึกต่อการสร้างคุณภาพชีวิต

    การจัดทำโครงการพัฒนาสุขลักษณะนิสัยที่ดี

    ในการพัฒนาสุขลักษณะนิสัยที่ดีให้เกิดขึ้นแก่บุคคลนั้น จากการศึกษาพบว่าการที่จะทำให้บุคคลเกิดการระวังตนในเรื่องของสุขภาพ เพื่อการป้องกันการเจ็บป่วยนั้น แนวทางหนึ่งที่ทำได้คือ การรณรงค์ชักชวนและจูงใจให้เกิดความต้องการที่จะพัฒนาสุขลักษณะนิสัยขึ้นการรณรงค์ที่มีประสิทธิภาพจะต้องควบคู่ไปกับการให้คำปรึกษา และแนะแนวทางในการปฏิบัติทางจิตวิทยาเพื่อให้เกิดความตระหนักและเห็นคุณค่า ซึ่งจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนเจตคติ เปลี่ยนพฤติกรรมและเปลี่ยนวิถีทางของการดำเนินชีวิตในที่สุด

    การใช้หลักการในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมควรจะต้องอยู่ในดุลยพินิจของผู้ดำเนินการที่มุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนนิสัยโดยตรงหรืออาจจะมุ่งไปที่การสร้างความตระหนักรู้และสร้างความคิดให้เกิดขึ้นเพื่อป้องกันการแทรกซ้อนของผู้ให้การบำบัด เช่น การเลิกเสพสิ่งเสพติด เป็นต้น แนวคิดในการจัดทำโครงการหลักเพื่อพัฒนาสุขลักษณะนิสัยในรูปแบบต่าง ๆ นี้สามารถนำความรู้ไปสู่กลุ่มประชากรได้มีรูปแบบที่หลากหลาย ซึ่งมีข้อเสนอแนะในการจัดทำโครงการ เช่น

    1. โครงการรณรงค์ด้วยการใช้สื่อ เป็นการรณรงค์ด้วยการสื่อสารให้ข้อมูลเป็นการรณรงค์ที่มีการกระทำกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ประกอบกับเทคนิคและวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจและจูงใจให้รับข้อมูลก็มีส่วนทำให้การรณรงค์ในรูปแบบนี้มีความสำคัญมากยิ่งขึ้น การให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความเสี่ยงของบุคคลในด้านสุขภาพนั้นได้กระทำโดยผ่านสื่อต่าง ๆ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ แผ่นพับ แผ่นปลิว ป้ายโฆษณา เหล่านี้เป็นการกระจายข้อมูลและข่าวสารไปในวงกว้าง เป็นการสุ่มให้ผู้ที่มีสื่ออยู่ในมือได้มีโอกาสได้รับข้อมูลนั้น การรณรงค์จะต้องกระทำอยู่เสมอด้วยการใช้รูปแบบที่แตกต่างกันออกไป เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้เกิดความรู้สึกอยู่เสมอ นอกจากนี้ข้อมูลที่ให้แก่ประชาชนทั่วไปควรจะมีข้อมูลที่ชี้แนะ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสร้างสุขลักษณะนิสัยที่ดีด้วย จากการรณรงค์ในเรื่องของการสูบบุหรี่และโทษของการสูบบุหรี่มาเป็นเวลากว่า 30 ปี ก็ทำให้ในปัจจุบันมีจำนวนของผู้สูบบุหรี่ลดลงเป็นจำนวนมากและมีผู้ที่ต้องการจะหยุดสูบ แต่ไม่มีการยืนยันว่าการรณรงค์มีผลทำให้มีการเปลี่ยนพฤติกรรมมากน้อยเพียงใด สิ่งหนึ่งที่ทำให้การรณรงค์การเลิกสูบบุหรี่ไม่ได้ผลมากนักเกิดจากการที่ยังมีการโฆษณายี่ห้อบุหรี่ที่เป็นตัวเสริมแรงที่ทำให้เกิดความอยากสูบบุหรี่ขึ้นมาอีก

    การใช้สื่อจะเป็นการรณรงค์มีขอบเขตจำกัด ดังนั้นการจัดทำรายการเพื่อรณรงค์ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปทีละขั้นตอนอาจจะทำให้การรณรงค์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังเช่น รายการที่เกิดขึ้นในอเมริกาเพื่อรณรงค์การเลิกสูบบุหรี่ได้จัดทำขึ้นโดยนักจิตวิทยาให้แก่ผู้เข้าชม ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ที่ต้องการจะเรียนรู้การปรับพฤติกรรมและเสริมสร้างสุขลักษณะนิสัยซึ่งพบว่า มีผู้สนใจในรายการนี้เป็นจำนวนมาก จะพบว่าการใช้สื่อเพื่อการณรงค์จะมีความหมายมากถ้าได้นำไปควบคู่กับการชี้แนะแนวทาง และการให้ความช่วยเหลือโดยตรง จากการศึกษาพบว่า เมื่อมีความรู้ในด้านข้อมูลแล้วการดำเนินการในขั้นต่อไปจึงมีความสำคัญเพราะเป็นการตอบคำถามว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป บางคนต้องการที่จะปรับพฤติกรรมแต่ก็ไม่รู้วิธีการและขั้นตอนใน การปฏิบัติโดยเฉพาะในกรณีการเลิกสูบบุหรี่หรือเลิกยาเสพติดนั้น เมื่อเลิกโดยไม่มีการบำบัดและรักษาควบคู่ไปด้วยก็อาจจะมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

    ในการรณรงค์เพื่อการป้องกันเชื้อไวรัสเอดส์ (AIDS-HIV) ซึ่งเป็นโรคที่มีการระบาดอยู่ในปัจจุบัน และเนื่องจากเป็นโรคที่ติดต่อได้ทางเลือด ซึ่งการให้ข้อมูลเป็นการให้เลิกกระทำพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงนั้น มนุษย์มีสัญชาตญาณการสืบพันธุ์ การห้ามไม่ให้มีพฤติกรรมทางเพศจึงเป็นไปไม่ได้ ประกอบกับการที่มนุษย์เกิดการเรียนรู้ถึงความสุขและพอใจจากการได้เสพจึงทำให้เกิดความต้องการ ดังนั้นการรณรงค์จึงมุ่งไปที่การปรับพฤติกรรมไม่ใช่เป็นการห้ามการทำพฤติกรรม แต่อย่างไรก็ตามการรณรงค์ทางสื่อก็ไม่ได้ประกันได้ว่าเมื่อได้ให้ความรู้แก่บุคคลแล้วบุคคลจะเกิดความต้องการที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดังนั้นการใช้สื่อจึงต้องมีความรัดกุม ไม่ส่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ตามมา

    2. โครงการรณรงค์ในสถานที่ทำงานและในโรงเรียน เนื่องจากสถานที่ทำงานและโรงเรียนเป็นสถานที่มีบุคคลอยู่รวมกันเป็นจำนวนมากซึ่งทำให้การรณรงค์สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพได้หลายรูปแบบเพราะหน่วยงานและโรงเรียนเป็นสถานที่เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเสนอคำแนะนำซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี การกระตุ้นให้หน่วยงานและโรงเรียนได้มีโครงการจัดการรณรงค์ในเรื่องของการเสริมสร้างสุขลักษณะนิสัยที่ดีนั้นช่วยให้เกิดความสนใจได้ในโรคต่าง ๆ ที่เกิดมาจากสุขลักษณะนิสัยที่ไม่ดีนั้นมีมากมาย เช่น โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด ความดันสูง เบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น โดยเฉพาะในวัยการทำงานซึ่งบุคคลมักจะอุทิศเวลาเพื่องานจนลืมนึกถึงสุขภาพของตนเอง โรคเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นแก่บุคคลได้โดยไม่รู้ตัว การจัดทำโครงการจะช่วยให้พนักงานรู้จักระวังตนเพิ่มขึ้น

    ในกิจกรรมของโรงเรียนก็สามารถนำโครงการการสร้างสุขลักษณะนิสัยที่ดีให้แก่นักเรียนนักศึกษาและบุคลากรของโรงเรียนได้เช่นกัน เช่น การป้องกันการใช้ยาเสพติดให้โทษ การป้องกันการตั้งครรภ์ในระหว่างเรียน การป้องกันโรคเอดส์ฯลฯ ในบางโรงเรียนก็จะมีการจัดให้ นักจิตวิทยาได้เข้ามาทำกิจกรรมเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางประการที่จะเป็นการเสี่ยงต่อการเป็นโรคภัย เช่นการให้ดูภาพยนตร์ และมีการอภิปราย เพื่อว่าเมื่อเข้าไปพบสถานการณ์ที่เสี่ยงจะได้มีความคิดที่จะต่อด้านจิตใจของตนเองได้ นอกจากนี้ในโรงเรียนควรจัดตั้งโครงการสุขภาพจิตเพื่อการศึกษา เพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาทางด้านการเรียนและการดำเนินชีวิตในการเป็นนักเรียนด้วยการช่วยให้เกิดพฤติกรรมที่เป็นสุขลักษณะนิสัยที่ดี

    3. โครงการรณรงค์ในชุมชน โดยจัดทำเป็นกลุ่มชุมชนในสังคมขนาดย่อมที่มีบุคคลเข้ามาอยู่ร่วมกัน แตกต่างเพศ แตกต่างวัย แตกต่างการศึกษา แตกต่างความเชื่อค่านิยมและเจตคติ ฯลฯ โครงการรณรงค์ในชุมชนจะได้ผลดีถ้าได้สร้างความเข้าใจในเบื้องต้นถึงความสำคัญของวิถีทางในการดำเนินชีวิตที่ดีและมีคุณค่า ก็จะทำให้เกิดความร่วมมือกันของคนในชุมชนที่มีความแตกต่างกัน ช่วยกันประสานความคิดและดำเนินการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ในชุมชนจะต้องพยายามสร้างสุขลักษณะนิสัยที่ดีในการอยู่ร่วมกัน ในการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกร่วมกันและในการช่วยกันเสริมสร้างชีวิตที่มีคุณภาพร่วมกันด้วย

    4. โครงการปรับเปลี่ยนสังคมใหม่เพื่อชีวิตที่มีคุณภาพ โครงการต่าง ๆ เหล่านี้เป็นโครงการเสนอแนะที่ควรมีการจัดตั้งขึ้นในชุมชนเพื่อการรณรงค์ในเรื่องของสุขภาพนั้น เป็นการมุ่งจุดสนใจอยู่ที่ตัวบุคคล โดยมีสัญญาประชาคมว่าเมื่อบุคคลสร้างสุขลักษณะนิสัยที่ดีได้แล้วก็จะสามารถอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพในสิ่งแวดล้อมนั้น อย่างไรก็ตามวิธีการที่ช่วยทำให้เกิดสุขลักษณะนิสัยที่ดีได้นั้นก็คือการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมทางสังคมซึ่งแม้ว่าจะเป็นวิธีการที่ทำให้เกิดการโต้แย้งถกเถียงกันเป็นอย่างมาก เพราะการเปลี่ยนจะมีผลกระทบต่อสังคมทั้งหมด การเปลี่ยนสังคมอาจจะกระทำได้โดยตรงกับตัวบุคคลหรือด้วยการเปลี่ยนกฎหมาย หรือด้วยการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนกฎหมายเพื่อให้บุคคลเปลี่ยนพฤติกรรมอาจมีความจำเป็นดังเช่นในกรณีที่ต้องมีกฎหมายลดความเร็วในการขับรถยนต์เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและผู้อื่นโดยส่วนรวม การให้เลิกสูบบุหรี่ในรถยนต์หรือในเครื่องบิน ซึ่งเมื่อมีกฎหมายเกิดขึ้นบุคคลก็จะกระทำตามกฎหมายนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ

    แนวทางในการปฏิบัติตนเพื่อคุณภาพชีวิต

    ความเสื่อมและความเจริญของประเทศขึ้นอยู่กับคุณภาพของประชากร ดังนั้นมนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ ผู้บริหารประเทศจะต้องใช้มาตรการหลายอย่างเพื่อสร้าง คุณภาพชีวิตให้แก่พลเมืองของประเทศเพื่อใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาสังคมไทยปัจจุบันและใช้หลัก ในการประเมินและติดตามผลว่าได้ส่งเสริมคุณภาพชีวิตไปเพียงไรแล้วและยังมีอะไรที่จะต้องทำอย่างเร่งด่วนอีกบ้าง

    1. หลักของการที่จะทำชีวิตให้มีคุณภาพนั้นมีหลักใหญ่ ๆ ซึ่งสามารถนำมาเป็นแนวทางในการสร้างคุณภาพชีวิตให้เกิดขึ้นได้ องค์การอนามัยโลก (WHO, 1998) กล่าวว่า การมีสุขภาพดีเกี่ยวข้องกับการปรับลดความล้มเหลวในระดับการศึกษา จำนวนงานที่ไม่ปลอดภัย และค่าความต่างของรายได้ในสังคม กรอบการส่งเสริมให้เกิดสุขภาพจิต 3 ด้าน คือ

    ด้านแรก คือ ความเชื่อมโยงทางสังคม ได้แก่ การให้การสนับสนุนความสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อม กิจกรรมทางด้านสังคมและด้านกายภาพ จัดเครือข่ายสังคมให้คุณค่ากับตำแหน่งทางสังคม

    ด้านที่สอง คือ ความอิสระจากการแบ่งแยกและการใช้ความรุนแรง ได้แก่ ความปลอดภัยทางกายภาพ การตัดสินใจด้วยตนเองและการควบคุมชีวิตตนเอง

    ด้านที่สาม คือ การมีส่วนร่วมด้านเศรษฐกิจ งานอาชีพและการศึกษา ที่อยู่อาศัย และค่าครองชีพ จากข้อมูลต่าง ๆ มากมายพบว่า บุคคลจะมีความรู้สึกปลอดภัยถ้าได้มีส่วนร่วมในการรับรู้ภาพของตนเองในด้านเศรษฐกิจและสังคม (Wilkinson, 1997 ; Wilkinson & Marmot 1998 ; World Bank Poverty net: Social Capital for Development, 1998)

    2. หลักในการดำเนินชีวิตในบริบทของท้องถิ่น และวัฒนธรรมไทย ซึ่งมีการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพสามารถดำเนินการได้ในหลายรูปแบบ พระธรรมปิฎก (2530) กล่าวสนับสนุนว่าการดำเนินชีวิตที่ดีเป็นพื้นฐานของคุณภาพชีวิตว่ามีปัจจัยพื้นฐานที่นำไปสู่การดำเนินชีวิตที่มีคุณภาพแนวทางต่าง ๆ เช่น อาหาร อากาศ การออกกำลังกาย และ การทำจิตใจให้สงบ เป็นต้น ในแนวคิดนี้สอดคล้องกับการมีชีวิตที่กินดี อยู่ดี มีความสุข นักคุณภาพชีวิตได้นำเสนอข้อคิดเป็นแนวทางที่หลากหลาย จึงขอนำประเด็นที่สำคัญมาสรุปเพื่อปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวันดังนี้

    1) อาหาร การได้กินและกินเป็น คือได้อาหารที่มีคุณภาพ มีคุณสมบัติใน การสร้างและซ่อมแซมร่างกาย ป้องกันและต้านทานโรค ช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้เป็นปกติ และให้พลังงาน การเลือกสิ่งที่บริโภคเข้าไปในร่างกายจึงมีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิต ทารกในครรภ์มีชีวิตและเติบโตได้ด้วยอาหารจากมารดาที่ส่งให้ทางสายรก อาหารไปสร้างเซลล์ในสมองและเนื้อเยื่อในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ผลของการวิจัยทางโภชนาการมีว่า เมื่อเด็กอายุได้ 3 ขวบ สมองเจริญเติบโตไปแล้วถึงร้อยละ 80 ร่างกายเจริญเติบโต ร้อยละ 20 ดังนั้นอาหารที่หญิงมีครรภ์มีความสำคัญมากต่อสุขภาพหรือคุณภาพชีวิตทารกในครรภ์

    การกินดี คือ การกินที่ถูกสุขลักษณะ กินอาหารที่มีคุณภาพ สะอาดปลอดภัยตามเกณฑ์สุขอนามัยและการกินเป็น คือ ต้องกินให้ได้สารอาหารอย่างครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ คือ แป้ง คาร์โบไฮเดรด โปรตีน ไขมัน เกลือแร่และวิตามิน ในส่วนสัดที่ถูกต้องและพอเพียง ทารกและเด็กที่ยังเล็กอยู่และที่กำลังเติบโตมีความต้องการอาหารมาสร้างร่างกายเป็นสองเท่าของผู้ใหญ่จึงจะพอเพียงกับความต้องการของร่างกาย และคนทำงานที่ใช้แรงงานกับคนทำงานที่ใช้ความคิดย่อมต้องการสารอาหารที่ให้พลังงานแตกต่างกัน

    ผู้ที่กินเป็นจะสามารถแสวงหาอาหารที่สามารถป้องกันและรักษาโรคได้ด้วย อาร์ลีน ฟิชเชอร์ (Arlene Fischer, 1991 อ้างถึงใน อินทิรา ปัทมินทร, 2536, หน้า 21 - 22) กล่าวว่า การรักษาโรคที่ดีที่สุดคือการรักษาที่ไม่ต้องใช้ยา เพราะในกรณีของผู้ป่วยบางคนเพียงแค่ได้รับประทานอาหารที่ถูกต้อง ในปริมาณที่เหมาะสมจะมีผลดีพอที่จะรักษาโรคให้หายได้ และพบว่าดีกว่าการใช้ยาในแง่ที่ว่าการใช้ยาอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ ในเรื่องอาหารกับสุขภาพจิตนี้แม้ว่าอาหารจะไม่ได้เป็นตัวรักษาโรคทางจิตโดยตรง แต่อาหารก็มีประโยชน์ใน การรักษาโรคทางกายที่มีความเกี่ยวข้องหรือมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสุขภาพจิต เช่น โรคความเครียด ความวิตกกังวลกลุ้มใจในปัญหาใด ปัญหาหนึ่งมาเป็นเวลานานซึ่งผลก็คือมักจะทำให้เกิดอาการปวดหัวข้างเดียวหรือโรคไมเกรน โรคระบบทางเดินอาหาร มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มีกรดและลมในกระเพาะอาหาร โรคแผลในกระเพาะอาหาร และโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น

    จากการศึกษาสาเหตุของอาการปวดหัวข้างเดียวไม่ว่าจะปวดข้างซ้ายหรือข้างขวาพบว่าส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากสารเคมีในอาหาร เพราะสารเคมีบางตัวอาจทำให้หลอดเลือดในสมองหดตัวหรือขยายจนทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ สารเคมีเหล่านี้จะอยู่ในอาหารบางชนิด เช่น ไวน์แดง ตับ อาหารหมักดอง ชอกโกเล็ต แฮม เบคอน รวมทั้งผงชูรส (Arlene Fischer, 1991 อ้างถึงใน อินทิรา ปัทมินทร, 2536) นอกจากนี้แพทย์ยังให้ข้อสังเกตด้วยว่า แม้ว่ากาแฟจะช่วยให้ผู้ป่วยโรคไมเกรน บรรเทาอาการปวดศีรษะลงได้ แต่การงดหรือเลิกดื่มกาแฟกะทันหันสำหรับคนที่ติดกาแฟจะเป็นอันตราย เพราะจะทำให้คาเฟอีนในเลือดต่ำลง เส้นโลหิตจะเริ่มขยายตัวทำให้ปวดศีรษะขึ้นมาได้ ดังนั้นถ้ามีโรคไมเกรนประจำตัว หรือต้องการจะเลิกดื่มกาแฟก็ควรจะค่อย ๆ ลดการดื่มทีละน้อยเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนอาการปวดศีรษะ

    สำหรับอาการท้องอืดท้องเฟ้อและมีลมในกระเพาะอาหารมากมักมีสาเหตุมาจากจำนวนกากอาหารที่ดูดซึมไม่ได้ในลำไส้เล็กและผ่านเข้าไปในลำไส้ใหญ่มีมาก จึงมีแบคทีเรียมาช่วยกันย่อยทำให้กลายเป็นอาหารหมักก่อให้เกิดเป็นแก๊สจำนวนมากในกระเพาะอาหารที่มีกากมากที่ย่อยสลายไม่หมดจนทำให้เกิดการหมักนี้ได้แก่อาหารที่มีเส้นใยมาก เช่น กระหล่ำปลี บรอคเคอรี หน่อไม้ หัวหอม รวมทั้งอาหารบางประเภทที่ทำให้เกิดแก๊ส เช่น เห็ด กระเทียม และต้นหอม เป็นต้น (อินทิรา ปัทมินทร, 2536)

    อาหารที่ผู้ป่วยเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารควรจะระวัง คือ นม เพราะนมมีสารที่เป็นตัวกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมามาก ทำให้กระทบกระเทือนแผลในกระเพาะอาหาร กาแฟและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ส่วนบุหรี่จะทำให้ร่างกายไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะซ่อมแซมบาดแผลที่เยื่อบุกระเพาะอาหาร

    สำหรับโรคความดันโลหิตสูงนั้นมักจะควบคู่ไปกับความอ้วน การกินเป็นจะช่วยให้การลดน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ส่วนอาหารที่เป็นอันตรายต่อโรคความดันโลหิตสูง คือ เกลือและความเค็ม ดังนั้นควรรับประทาน อาหารที่มีโปรแตสเซียมให้มากเพื่อลดอันตรายจากเกลือโซเดียม และควรบริโภคผลไม้โดยเฉพาะ กล้วย ผลไม้ตากแห้ง มันฝรั่ง ผักต่าง ๆ ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการกินเป็นคือการเลือกกินอาหารที่ถูกต้องมีประโยชน์ต่อการควบคุมสุขภาพของร่างกายให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตในเบื้องต้น

    2) ที่อยู่อาศัยหรือสถานที่อยู่ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือที่ทำงานที่สะอาด สะดวก สบาย จึงจะทำให้เกิดคุณภาพชีวิต การมีที่อยู่อาศัยที่ดี ไม่จำเป็นว่าจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ ข้อสำคัญต้องสามารถใช้สอยได้ดี สามารถคุ้มกันภัยอันตรายจากธรรมชาติและจากคนร้ายได้ เป็นที่ผ่อนคลายอารมณ์ในยามพักผ่อนหย่อนใจ เป็นบ้านที่มีความร่มเย็นและร่มรื่น มีอากาศบริสุทธิ์ มีเครื่องเรือนและเครื่องใช้ที่จำเป็นต่อการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การนอน และการขับถ่าย เป็นต้น การจัดสิ่งของเครื่องใช้ให้เป็นที่มีความสะดวกในการหยิบใช้ มีบรรยากาศที่ผู้อยู่อาศัยรู้สึกได้ว่าอยู่สบายมีมุมสงบสำหรับทำงาน เวลาพักผ่อน

    การจัดที่อยู่ให้อยู่ได้อย่างสบายและสะอาด เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพของผู้อยู่อาศัย การจัดเก็บให้สะอาดงามตาเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดรักที่อยู่ ทำให้เกิดความสุขแก่ตนและผู้ที่อยู่ด้วยกันดังคำกล่าวที่ว่า “บ้านคือวิมาน ที่นำความสุขสำราญมาสู่ผู้อยู่อาศัย” ในทำนองเดียวกันสถานที่ทำงานก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความสะดวกสบายไม่เครียด สถนที่ทำงานที่รกรุงรัง แออัด ย่อมทำให้สุขภาพจิตเสื่อมเช่นกัน

    3) ครอบครัว การสร้างครอบครัวให้เป็นปึกแผ่น และมีความสมบูรณ์ของครอบครัว คือคุณภาพชีวิต เมื่อชายและหญิงตกลงใจที่จะมีชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวด้วยความหวังว่าจะสร้างครอบครัวอย่างมั่นคงด้วยความเข้าใจกันและกัน ความเป็นปึกแผ่นของครอบครัวคือการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ดังนั้นการให้อภัยกัน การมีความรับผิดชอบร่วมกัน การวางแผนครอบครัวให้มีบุตรในเวลาที่ต้องการจะทำให้เกิดความรักและช่วยกันให้ความเอาใจใส่ดูแลบุตร

    การวางรากฐานด้านสุขภาพจิตที่ดีให้แก่เด็ก คือ การให้ความรักความอบอุ่นด้วย การสัมผัสด้วยการกอดเป็นการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก การให้สิ่งที่ต้องการทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น ได้กินอาหารเมื่อหิว ได้รับการปลอบโยนเมื่อมีความทุกข์มีความสำคัญในการเริ่มชีวิตที่มีคุณภาพ การเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดีของสังคมต้องปลูกฝังความมีวินัย พ่อแม่ต้องมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเด็กจึงจะเรียนรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิดและอะไรเป็นคุณค่าของชีวิต เป็นต้น สภาพดังกล่าวก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวช่วยให้เกิดความพร้อมที่จะไปมีความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่นนอกเหนือครอบครัวและในสังคม จากการศึกษาปัญหาทางสังคมของเด็ก ฟรอกซ์ครอฟท์ และโลว์ (Froxcroft & Lowe, 1995, pp. 159-177) พบว่าเด็กที่ดื่มสุรา ติดยาเสพติด และสารพิษต่าง ๆ มักจะเป็นเด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่หรือพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูปล่อยปละละเลยหรือไม่ก็เข้มงวดเกินไป

    เยาวนาฎ ผลิตนนท์เกียรติ์ (2536, หน้า 11 - 12) กล่าวว่าเนื่องจากสภาพของสังคมในปัจจุบันทำให้การมีเวลาให้แก่กันและกันในครอบครัวลดน้อยลงไป เพราะต้องทุ่มเทเวลาให้แก่การทำงานเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว บางคนต้องทำงานต่างถิ่นนาน ๆ จึงจะได้มีเวลามาพบครอบครัวสักครั้ง ชีวิตในครอบครัวจึงเกิดช่องว่างของความรักความผูกพันกันในครอบครัวอาจจะเริ่มลดน้อยลง การที่ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างดูแลตนเอง ต้องแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยตนเองเพียงลำพังทำให้สุขภาพจิตของคนในครอบครัวเสื่อมโทรมลง รู้สึกว่าชีวิตเงียบเหงา ว้าเหว่ไร้ที่พึ่งขาดแรงจูงใจในการทำสิ่งต่าง ๆ ให้ประสบผลสำเร็จ บางคนหาสิ่งทดแทนผิด ๆ เช่น หันเข้าคบหากลุ่มเพื่อนรักสนุกจนพากันไปติดยา ติดโรคซึ่งกว่าที่ครอบครัวจะรู้ก็สายเกินแก้ไขเสียแล้ว

    ดังนั้นเมื่อมีเวลาอยู่กับครอบครัวสมาชิกทุกคนจึงควรที่จะใช้เวลาที่มีอยู่อย่างมีคุณค่าโดยคำนึงถึงจิตใจของคนในครอบครัวให้มากขึ้น ทำกิจกรรมที่แสดงถึงความสนใจในครอบครัว ห่วงใยในความทุกข์สุขและความเป็นอยู่ แสดงความรัก ความปรารถนาดีและรู้จักปรับตัว ผ่อนปรน ให้สามารถเข้ากันได้อย่างมีความสุขตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน

    สำหรับสามีและภรรยาที่ต้องแยกจากกันจากกัน เพื่อไปทำงานในต่างถิ่นต่างที่นั้น สุภัททา ปิณฑะแพทย์ (2539, หน้า 2-3) เสนอแนวปฏิบัติสำหรับการครองชีวิตครอบครัวไว้ “เชื่อ 5 อย่า 6.”ดังนี้

    เชื่อที่ 1 คือ เชื่อใจ ความเชื่อใจซึ่งกันและกัน มีความไว้วางใจกันจะทำให้มีความสุขไม่คอยหวาดระแวงสงสัย

    เชื่อที่ 2 คือ เชื่อมั่น ความเชื่อมั่นว่าคู่ชีวิตของตนเป็นผู้ที่มีความสามารถในการดำเนินชีวิตได้อย่างไม่หลงทางและเชื่อมั่นในความดีของกันและกัน ซึ่งจะทำให้เกิดความสบายใจและมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน

    เชื่อที่ 3 คือ เชื่อคำ หมายถึงการให้ความเชื่อถือในคำพูดของกันและกัน เป็นการแสดงความไว้วางใจกัน ถ้าไม่เชื่อคำพูดที่บอกเล่าให้กันฟัง เมื่อมีผู้อื่นเข้ามาเล่าเรื่องที่ทำลายชีวิตครอบครัวก็อาจจะทำให้เกิดการโต้เถียงกันขึ้นได้ แต่ข้อสำคัญต้องมีการเปิดใจให้ข้อมูลที่แท้จริงให้กันและกันด้วย

    เชื่อที่ 4 คือ เชื่อฟัง การเชื่อฟังและเคารพในความคิดและเหตุผลของกันและกัน ทำให้ไม่ขัดใจกัน การยอมรับหรือการทำตามคำขอร้องไม่ใช่การยอมแพ้ การเชื่อฟังจะขจัดความขัดแย้ง ไม่ลงรอยกันทางด้านความคิด

    เชื่อที่ 5 คือ เชื่อตน มีความเชื่อในความดีของตนว่าได้ทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้อย่างเต็มที่แล้ว

    อย่าที่ 1 อย่าโกรธก่อนจาก เมื่อถึงคราวที่ต้องจากกัน เช่น ต้องเดินทางไปราชการ จากกันด้วยดี ถ้ามีอารมณ์โกรธต้องสลายความโกรธทันที ให้พูดดีต่อกันแสดงความไม่โกรธให้อีกฝ่ายหนึ่งรับรู้ เพื่อจะได้ไม่พกพาความขุ่นมัวออกจากบ้านไป

    อย่าที่ 2 อย่าพรากก่อนลา การจากกันต้องมีการบอกกล่าวล่ำลากัน

    อย่าที่ 3 อย่ารั้งติดต่อ เมื่ออยู่ไกลต้องติดต่อมา เพื่อซักถามเรื่องราวของครอบครัว ให้รู้ว่าเป็นห่วง

    อย่าที่ 4 อย่ารอมาหา เมื่อถึงเวลาต้องกลับมาหากันทันที

    อย่าที่ 5 อย่าท้าอวดดี ไม่ท้าทายหรือแสดงท่าทางหยิ่งโอหัง อวดดี

    อย่าที่ 6 อย่าคลุกคลีกับสิ่งหายนะ ไม่เล่นการพนันและผิดศีล

    การมีชีวิตครอบครัวที่ดีคือคุณภาพชีวิต ทั้งครอบครัวจะต้องช่วยกันสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ด้วยการปฏิบัติต่อกันด้วยรัก ทำหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์ที่สุด การแสดงความรักต่อกันด้วยการให้ในสิ่งที่แต่ละฝ่ายต้องการ ไม่ใช่คอยรอเรียกร้องแต่ในสิ่งที่ตนต้องการแต่เพียงอย่างเดียว ความเข้าใจในหน้าที่ของตนนี้เองจะสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันได้และเป็นครอบครัวที่เป็นสุขที่มีความมั่นคงของชีวิต

    4) สุขภาพกายและจิต สุขภาพกายแข็งแรง ไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บ สุขภาพจิตที่ดีคือผู้ที่มีคุณภาพชีวิต ความสบายใจ คิดดี มีความประพฤติชอบ คิดเป็น คือ ความคิดที่ทำแล้วจะให้ผลดี การดำเนินชีวิตเป็น หมายความว่าดำเนินชีวิตแบบพอดีและมีสติ เหมือนดังที่พุทธเจ้าตรัสสอนว่าให้เดินสายกลางซึ่งทางศาสนาพุทธ เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา คือ การดำเนินชีวิตอย่างพอ ดี ๆ ทำให้ไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพจากการ ประพฤติชอบ รู้จักจับประเด็นข้อมูลที่ได้มา รู้จักนำมาใช้ให้ตรงแก่เรื่องและทันเหตุการณ์ ปฏิบัติแล้วแก้ปัญหาได้ ดังนั้นผู้ที่มีสุขภาพ ทางกาย อารมณ์ ปัญญา และสังคมที่ดี คือ ผู้มีสุขภาพส่วนตนดีและผู้มีคุณภาพส่วนตนดีย่อมช่วยให้สวัสดิภาพส่วนรวมดีด้วย

    การมีสุขภาพดีอาจสร้างขึ้นได้ด้วยการออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีการขับถ่ายดีขึ้น และมีความต้านทานโรคสูง ทางด้านจิตใจแจ่มใส ลดความเครียด นอนหลับง่ายและสบาย (ปรีชา ธรรมา, 2547ก, หน้า 39) การออกกำลังกายควรใช้เวลาอย่างน้อยวันละ 30 นาที การออกกำลังกายนอกจากจะทำให้มีการไหลเวียนของโลหิตดี และมีการกระตุ้นการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อทำให้มีความแข็งแรงแล้ว การออกกำลังกายยังทำให้ร่างกายผลิต สารมหัศจรรย์ ซึ่งทางการแพทย์ยอมรับว่าเป็นยาระงับประสาทขนานเอกเพราะการออกกำลังกายสามารถทำให้สมองหลั่งสารมหัศจรรย์ที่มีชื่อเรียกว่า สารเอนดอร์ฟินส์ (endorphins) ซึ่งเป็นสารที่สามารถระงับความเจ็บปวด (pain killer) ได้ การออกกำลังกายจนถึงจุดหนึ่งจึงทำให้เกิดความรู้สึกสดชื่น (Myers, 1990, p. 26)

    5) การศึกษาเป็นการให้โอกาสเรียนรู้ และเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่มนุษย์ ปัจจุบันทุกคนมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะได้รับการศึกษาในขั้นพื้นฐานเพื่อคุณภาพชีวิต ทุกคนต้องสามารถอ่านออก เขียนได้ ทำเลขได้ ซึ่งเป็นเครื่องมือให้สามารถศึกษาและเรียนรู้เรื่องอื่น ๆ ต่อไปได้ตลอดชีวิต การศึกษาจึงเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ

    การศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษาจึงต้องการผู้ชี้แนะ ให้คำปรึกษา ถ้ามีการจัดการเรียนการสอน ก็ต้องดำเนินการโดยครูดีมีความรู้ในศาสตร์และศิลป์ที่จะนำผู้เรียนไปสู่จุดหมายปลายทางได้ รู้จักกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความอยากรู้อยากเห็นในสาระที่จำเป็น รู้จักเลือกใช้ข้อมูลที่ถูกต้อง ให้ผู้เรียนรักการเรียนรู้ อบรมสั่งสอนเด็กให้เป็นคนดี มิใช่ให้มีแต่วิชาความรู้เท่านั้นต้องปลูกฝังให้รักการเรียน เป็นผู้มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนและความใฝ่รู้คู่คุณธรรม คุณลักษณะเหล่านี้จะช่วยให้เด็กค้นคว้าหาความรู้ต่อไปในขั้นสูงขึ้นไป

    6) เศรษฐกิจคือชีวิตในการทำงานเพื่อหารายได้ ผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ยึดหลัก
    เศรษฐกิจพอเพียงจะทำให้เกิดคุณภาพชีวิตเนื่องจากมีความรับผิดชอบในหน้าที่ในการผลิตและการบริโภคเพื่อสนองความต้องการของร่างกาย ความฉลาดในการบริโภคคือการบริโภคอย่างพอดี ต้องรู้ว่าอะไรเป็นความต้องการที่แท้จริงและจำเป็นต้องบริโภค ผู้ผลิตคือผู้ที่สร้างคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้บริโภค ผู้ผลิตที่มีคุณธรรมจึงเป็นผู้สร้างประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น การทำอาชีพที่สุจริตและเป็นประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม เช่น การปลูกพืชผักเลี้ยงสัตว์ที่ใช้เป็นอาหารไว้สำหรับขายก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยไม่ใช้สารพิษที่เป็นอันตราย การเป็นผู้ผลิตที่ดีหรือผลิตเป็นจะต้องไม่ผลิตสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยแก่ผู้อื่น ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โทษที่เกิดจากการบริโภคผลผลิต คือความเสียหายคือการที่คุณภาพชีวิตถูกทำลายซึ่งไม่อาจนับค่าเป็นทรัพย์สินได้ นอกจากนี้การรักษาทรัพยากรไม่ให้เสียหายหรือถูกทำลายไปโดยเปล่าประโยชน์ การนำภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตให้มีความสอดคล้องในยุคโลกาภิวัตรเพื่อให้เกิดคุณค่าและมีความสมดุลกับพื้นฐานด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นก็เป็นแนวทางหนึ่งที่จะเพิ่มคุณค่าของสินค้าทำให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น

    7) อาชีพที่สุจริตทำให้ผู้ประกอบอาชีพมีความปลอดภัยและมีชีวิตที่มีคุณภาพ ประเทศชาติที่มีแต่พลเมืองที่ทำมาหากินด้วยอาชีพสุจริต บ้านเมืองก็สงบเรียบร้อย งานอาชีพเป็นเครื่องมือทำมาหากิน สร้างเศรษฐกิจ งานอาชีพสุจริตคืองานที่ไม่ก่อความเดือดร้อนให้ แก่ตนเองและผู้อื่น ไม่ทำให้สังคมเกิดความไม่สงบ ผู้กระทำผิดคิดมิชอบจะไม่มีความสุขใน การดำเนินชีวิตที่ปกติเนื่องจากต้องคอยระวังตัวกลัวจะถูกจับได้ เสียเกียรติยศชื่อเสียงของตนเองและวงศ์ตระกูล บางครั้งสินทรัพย์ที่หาได้ก็ไม่สามารถนำออกมาใช้ได้จึงไม่ก่อประโยชน์ ผู้ประกอบอาชีพสุจริตจะมีสุขภาพจิตดีเพราะไม่ต้องคอยระวังว่าจะมีการล้างแค้นเนื่องจากไม่มีศัตรู ต้องตระหนักว่าการงานอาชีพต่าง ๆ นั้นมีความเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ถ้าไม่มีผู้ขายก็จะไม่มีผู้ซื้อ ถ้าไม่มีคนทำสวนก็ไม่มีผัก พืช ผลไม้ ถ้าไม่มีชาวนาก็จะไม่มีข้าว ถ้าไม่คนทอผ้าก็ไม่มี เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น งานเหล่านี้คนหนึ่งคนจะทำทุกอย่างไม่ได้ อาชีพสุจริตทุกอาชีพจึงควรได้รับการยกย่องและนับถือว่าเป็นงานที่มีเกียรติ ให้เกียรติกับทุกคนตามบทบาทและหน้าที่ผู้แสดงตนไม่ถูกต้องตามบาทบาทและหน้าที่มักเป็นผู้สร้างปัญหาดังแสดงออกในภาพที่ 11.2

    [​IMG]

    ภาพที่ 11.2 การแสดงบทบาทและหน้าที่ตามสถานการณ์
    ที่มา : การ์ตูนตลาดตลก, 2540, หน้า 5

    8) การมีคุณธรรมและจริยธรรม คุณธรรม คือ การกระทำที่ให้คุณประโยชน์ จึงมักเรียกว่า คุณงามความดี จริยธรรม คือ การยึดคุณธรรมและนำมาปฏิบัติธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสั่งสอนไว้ล้วนแต่เป็นคุณธรรม ความซื่อสัตย์ ความกล้าหาญ ฯลฯ คุณธรรมเป็นแกนของจริยธรรม การแสดงออกด้านจริยธรรม เช่น นิสัยรักงานเป็นจริยธรรมมีความสำคัญมากในทุกวงการ เมื่อมีนิสัยรักงานย่อมเกิดความหมั่นเพียรที่จะทำให้งานสำเร็จเคร่งต่อระเบียบวินัย มีความอดทน รู้จักขั้นตอนของงานและรู้จักจัดการให้งานเดิน จริยธรรมอื่น ๆ จะตามมาด้วย เช่น ความตรงต่อเวลา ความเป็นสุขกับงาน ความสงบและความมีจิตใจมั่นคง

    คุณธรรมที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตที่เป็นสุข ได้แก่ พรหมวิหาร 4 ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คุณธรรมนี้ก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคี การช่วยเหลือกัน และมีความยุติธรรมซึ่งจำเป็นสำหรับการอยู่ร่วมกันและสร้างสรรค์สังคมที่มีสันติสุข ส่วนคุณธรรมที่คุ้มครองโลก คือ หิริ คือ ความละอายบาป โอตตัปปะ คือ ความกลัวบาป ช่วยไม่ให้คนทำผิดทั้งในที่ลับและที่แจ้งผู้ที่ทำงานเพื่อส่วนรวมแต่ถ้าขาดคุณธรรมทั้งสองประการนี้ก็จะมีการฉ้อโกงทุจริตเกิดขึ้นทำความเดือดร้อนให้คนอีกมากมาย ที่รุนแรงที่สุดคือทำให้ส่วนรวมเสียหาย การมีคุณธรรมจะทำให้จิตใจสดใสปราศจากความขุ่นมัว ที่เป็นบ่อเกิดของความทุกข์

    9) รู้จักหาความรู้มาแก้ปัญหาและคลายทุกข์ด้วยกุศลวิธี ปัญหาคือเรื่องหรือสิ่งที่มีอุปสรรคไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุถึงเป้าหมายได้ ปัญหาจึงเป็นสิ่งที่จะต้องแก้ไข ปัญหามักจะมีมากในหมู่คนที่ประมาทหรือขาด “การมองเห็นทุกสิ่งตามเป็นจริง" ซึ่งทำให้แก้ปัญหาผิดพลาด คือ แก้ไขไม่ได้ ดังนั้นเมื่อปัญหาเกิดมักจะมีทุกข์ตามมา ความทุกข์จะหนักหรือเบาก็ขึ้นอยู่กับการมองทุกข์นั้น ๆ เช่น การจากไปของผู้ที่เรารักเป็นทุกข์ ถ้ายอมรับสภาพความเป็นจริงว่าการพลัดพรากเป็นของธรรมดา ทุกคนต้องตายไม่เร็วก็ช้า การตายของผู้ที่เจ็บไข้ทรมานอย่างหนักเป็นการพ้นทุกข์ ดังนั้นก็ไม่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดความเสียใจหรือทุกข์ เมื่อมีทุกข์ก็ต้องหาหนทางในการดับทุกข์หรือคลายทุกข์ ใช้กุศลอุบายเป็นวิธีคลายทุกข์ ในทางตรงกันข้าม ถ้าระงับทุกข์ด้วยความโกรธ ความพยาบาท ก็เป็นการใช้อกุศลวิธีที่จะต้องทำให้เกิดทุกข์อีกหลายเท่า ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ดีและมีประสิทธิภาพคือการทำให้ปัญหานั้น ๆ หลุดพ้นไปได้อย่างแท้จริงไม่วนเวียนกลับมาเป็นปมปัญหาในขั้นอื่น ๆ อีกต่อไป

    10) รู้จักตัดสินใจ การตัดสินใจต้องเริ่มด้วยความรู้ คือรู้ว่าอะไรควรทำ เพราะเหตุใด อะไรที่ไม่ควรทำ เพราะเหตุใด เมื่อทำแล้วอะไรจะเกิดตามมา นอกจากความรู้แล้วยังต้องใช้ประสบการณ์ จากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับตนเองและผู้อื่นมาใช้เป็นเกณฑ์พื้นฐานในการตัดสินใจด้วย รวมทั้งบทบาท หน้าที่ มารยาทและพฤติกรรมทางสังคมจะได้ไม่ผิดพลาด หรือถ้ามีความผิดพลาดก็ให้มีน้อยที่สุด การไม่กล้าตัดสินใจลงไปทำให้เกิดความเครียด เพราะสิ่งที่ต้องกระทำยังคงอยู่แต่ถ้าตัดสินใจไม่ถูกต้องก็ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาอีก

    11) ผูกมิตรและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีความรู้สึกว่าต้องการที่จะอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม การอยู่ร่วมกันจำเป็นจะต้องใช้ทักษะของการมีมนุษยสัมพันธ์อย่างยิ่ง แต่ข่าวฆ่ากันตายอย่างทารุณในหน้าหนังสือพิมพ์ในปัจจุบัน คำกล่าวที่ว่านั้น แสดงว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ในจิตใจของคนซึ่งเมื่อศึกษาจะพบว่าเกิดจากการที่บุคคลในกลุ่มมีสุขภาพจิตไม่ดี เกิดความรู้สึกที่ไม่พึงพอใจกับผู้คนที่อยู่ในกลุ่มของตนเอง เพราะผู้มีสุขภาพจิตดีนั้นอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเป็นสุขการที่จะอยู่รวมกันอย่างมีความสุขนั้น พุทธภาษิตในเรื่อง สังคหวัตถุ 4 ได้ให้ข้อคิดไว้เป็นหลัก ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ดังนี้ คือ
    - ทาน คือการให้ การให้แบ่งปัน สิ่งที่มีอยู่ให้แก่กันและกัน
    - ปิยวาจา การพูดจาดี คือการใช้วาจาที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกดี มีความสุขที่ได้สนทนา สามารถแสดงความเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน
    - อัตถจริยา คือ การให้ประโยชน์แก่กันและโดยไม่แสดงความเห็นแก่ตัว
    - สมานัตตา คือ มีความเสมอต้นเสมอปลายในการคบหากันซึ่งถ้าผู้ใดปฏิบัติตามจะช่วยให้อยู่ร่วม กับผู้อื่นได้อย่างสันติ

    ทุกคนจำเป็นต้องมีกัลยาณมิตรหรือเพื่อนแท้ (true good friend) ผู้หวังดีคอยตักเตือนให้ทำดี การขาดกัลยาณมิตรทำให้บุคคลเกิดความรู้สึกเดียวดาย กัลยาณมิตรนั้นก็หาได้ด้วยการแสดงความเป็นกัลยาณมิตรแก่ผู้อื่น การคบหากับผู้อื่นนั้นจะต้องคิดเสมอว่ามนุษย์แต่ละคนแตกต่างกันเพราะได้รับการเลี้ยงดูมาต่างกันอยู่ในสิ่งแวดล้อมต่างกัน บุคคลมีวิธีการคิด วิธีพูดและ การแสดงออกไม่เหมือนกัน การเรียนรู้ธรรมชาติของมนุษย์ และรู้หลักธรรมชาติของความจริง ก็จะให้อภัยกันได้มากขึ้น และการอยู่ด้วยกันได้ดีขึ้น

    12) แสวงหากิจที่มีประโยชน์ให้เกิดระโยชน์เป็นการช่วยให้เกิดความสุข คำกล่าวที่ว่าค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน หรือ ทำดีได้ดีอาจจะมีผู้ที่คิดว่าไม่เป็นความจริงเสมอไปก็ได้ การที่บุคคลคิดอย่างนั้นก็อาจจะเป็นเพราะไม่ได้ไตร่ตรองถึงความจริงและความเป็นไปได้ขณะนั้น เพื่อให้เกิดความสุขในการทำประโยชน์ ดังนั้นการทำความดีแล้วได้ผลดีต้องมีองค์ประกอบ 3 ข้อ คือ

    (1) ต้องทำดีให้สมบูรณ์ ด้วยกาย วาจา และใจ

    (2) ต้องทำดีให้เหมาะสม ตามเวลาและโอกาส

    (3) ต้องทำดีอย่างสม่ำเสมอ มีความเสมอต้น เสมอปลาย

    ความตั้งใจที่จะบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นและแก่ส่วนรวมเป็นความสุขใจ สร้างคุณค่าให้แก่ตนเอง การทำประโยชน์อาจทำได้หลายอย่างจะทำด้วยกริยา วาจา ท่าทาง เพื่อประสานประโยชน์ให้แก่กัน การให้กำลังใจและเป็นที่ปรึกษา มีความเอื้ออาทรต่อกัน แสดงความมีน้ำใจ การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ผู้ชราหรือเด็กเล็ก แม้จะเป็นประโยชน์เพียงเล็กน้อยแต่ก็แสดงความมีน้ำใจซึ่งช่วยให้เกิดความปิติแก่ทั้งฝ่ายผู้รับและผู้ให้

    13) การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เพื่อการพัฒนาตนเอง ก่อให้เกิดประโยชน์เป็นการสร้างคุณค่าแก่ผู้เป็นเจ้าของเวลา การดำเนินชีวิตที่มีคุณภาพต้องการการพัฒนาตนเอง การใช้เวลาว่าง เพื่อศึกษาหาความรู้เป็นการพัฒนาตนเองที่จะนำไปสู่การพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น เช่น การอ่านหนังสือที่ให้ความรู้แก่ตนหรือฝึกฝนหาความชำนาญในงานอดิเรกหรือจะใช้เวลาว่างฝึกสมาธิ ทำจิตให้สงบ เพื่อทำให้จิตมีความมั่นคง มีพลัง การใช้เวลาว่างเดินหรือออกกำลังกายก็ทำให้ร่างกายแข็งแรงเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียด

    14) ปลอดยาเสพติดเพื่อการดำเนินชีวิตที่มีคุณภาพด้วยการหลีกเลี่ยงยาเสพติดประเภทต่าง ๆ ที่ทำให้ชีวิตขาดคุณภาพและเสื่อม

    ยาเสพติดเป็นสารพิษที่เป็นภัยต่อร่างกายและเป็นบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศชาติทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม การติดยาเสพติดทำให้ร่างกายอ่อนแอและมีสุขภาพที่ไม่สมบูรณ์รวมทั้งทำให้สมองเสื่อม จิตใจกระวนกระวายเป็นคนที่ไม่มีความปกติสุขในการดำเนินชีวิตได้ ผู้ที่ติดยา หรือ เสพยาเสพติดนั้นมักจะเป็นบุคคลที่มีจิตใจอ่อนแอ โดยคิดว่ายาจะสามารถช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของอารมณ์ที่เกิดขึ้นจนเป็นปัญหาที่คิดว่าแก้ไขไม่ได้ และคิดว่าการใช้ยาเสพติดเข้ามาช่วยบรรเทาความคิดฟุ้งซ่านจะทำให้ตนมีอาการดีขึ้น แท้ที่จริงกลับจะเป็นการเพิ่มปัญหาให้แก่ตนเองรวมทั้งนำความเสียใจมาสู่ครอบครัวและบุคคลที่รักของเราอีกด้วย
    ในโลกของเราสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นเสมอ การติดตามความก้าวหน้าต่าง ๆ ช่วยป้องกันไม่ให้เราอยู่ล้าหลังและเสียประโยชน์ การพัฒนาตนเองนั้นสำคัญยิ่งกว่าพัฒนาผู้อื่นเพราะตนเองย่อมเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าการเปลี่ยนแปลงผู้อื่น ควรจะหมั่นถามตัวเองว่าเราทำตัวของเราให้ดีกว่าที่เราเคยเป็นอยู่หรือเปล่า

    ปัจจัยทางสังคมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต

    สังคมของมนุษย์มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพของชีวิตโดยเฉพาะในด้านสุขภาพจิตของบุคคล ลักษณะของสังคมที่ก่อให้เกิดสุขภาพจิตที่สมบูรณ์

    1. สังคมมีระเบียบวินัย ระเบียบ คือ แบบแผนที่วางไว้เป็นแนวปฏิบัติ หรือข้อกำหนดข้อบังคับที่บัญญัติขึ้นเป็นแนวปฏิบัติ เช่น ระเบียบมีว่า ต้องเข้าแถวเพื่อซื้อบัตร ผู้ที่มาถึงก่อนอยู่ข้างหน้าแถวย่อมซื้อบัตรได้ก่อนคนที่มาทีหลัง ต้องข้ามถนนที่ทางม้าลาย ต้องขับรถยนต์ตาม กฎจราจร ต้องจอดให้คนเดินข้ามถนนที่ทางม้าลาย ความมีระเบียบก็ทำให้การจราจรสะดวก รวดเร็วขึ้น คนเดินเท้าที่ข้ามถนนก็จะปลอดภัย การมีวินัยเกี่ยวกับระเบียบเป็นสิ่งที่สังคมควรจะต้องให้ความสำคัญ เพราะวินัยหมายถึงการอยู่ในระเบียบแบบแผนและข้อบังคับ ในปัจจุบัน รัฐบาลได้เร่งจัดระเบียบสังคมเพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เคารพกฎหมายบ้านเมือง เป็นสังคมที่อยู่รวมกันอย่างมีระเบียบ การจัดระเบียบสังคมเป็นโครงการที่ทำให้เกิดความสงบเรียบร้อย

    ถ้าทุกคนในสังคมมีระเบียบวินัยสังคมนั้นก็จะมีความเรียบร้อย ความสะดวก ง่ายดายต่อการดำเนินชีวิตหรือการบริหารของรัฐ โทษหรืออันตรายที่เกิดจากการประพฤติผิดวินัยก็จะลดน้อยลงไป ดังนั้นสังคมจึงต้องมีทั้งระเบียบและวินัยที่คนในสังคมจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ชีวิตในสังคมนั้น ๆ จึงจะไม่ยุ่งเหยิงสับสน

    2. มีกฎหมายที่เป็นธรรม กฎหมาย คือ บทบัญญัติที่รัฐบาลตราขึ้นไว้เพื่อให้ใช้บริหาร กิจการบ้านเมือง และบังคับบุคคลในความสัมพันธ์ระหว่างกันเช่น มีกฎหมายบังคับให้ราษฎร เสียภาษีรายได้ เพื่อรัฐบาลจะได้นำเงินภาษีมาใช้บริหารให้บ้านเมืองอยู่ สะดวกสบายยิ่งขึ้น เข้าหลักที่ว่า “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ” บุคคลมีสิทธิเดินทางโดยใช้ถนนได้ ทุกคนมีสิทธิที่ผู้ใดจะละเมิด มิได้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ บุคคลจึงมีสิทธิตามกฎหมายที่จะฟ้องร้องผู้รังแกเขาได้

    พลเมืองไทยทุกคนที่มีสัญชาติหรือเชื้อชาติไทยต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย และมีฐานะเท่าเทียมกัน ผู้ที่ทำหน้าที่ออกกฎหมายจะต้องมีจิตใจเป็นธรรม ตรากฎหมายที่ให้มีความเสมอภาค ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ของตน หรือเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ผู้รักษากฎหมายก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างสม่ำเสมอ และในขั้นสุดท้ายผู้ใช้อำนาจกฎหมาย หรือตุลาการก็ต้องวินิจฉัยตามหลักความยุติธรรมอย่างเคร่งครัด ยึดกฎหมายและมีธรรมเป็นหลัก ดังนั้นโดยทั่วไปกฎหมายให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ตนว่าความให้ได้ ผู้ที่รู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคำพิพากษาของ ศาลชั้นต้นอาจร้องเรียนศาลที่สูงขึ้นไปคือศาลอุทธรณ์ และอาจร้องเรียนต่อไปยังศาลฎีกา

    ในปัจจุบันอาจจะยังมีกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมอยู่ทั้งในด้านสิทธิมนุษยชน เช่น มีการเลือกปฏิบัติ หรือการลิดรอนสิทธิสตรีทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมบุรุษซึ่งเป็นความไม่เสมอภาคระหว่างเพศ นอกจากนี้ยังมีความไม่เสมอภาคระหว่างชนชั้นโดยเฉพาะในเรื่องการกระจายรายได้ซึ่งก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างฐานะทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยต่อการดำรงชีวิต

    3. สังคมให้บริการดี มีสวัสดิการเพียงพอ สังคมจะต้องให้บริการที่จำเป็นแก่ประชาชน ขณะนี้รัฐบาลได้จัดสรรสวัสดิการให้บริการเพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชนเป็นการให้สวัสดิภาพและความมั่นคงให้แก่ชีวิต เช่น ให้ที่อยู่อาศัยแก่เด็กและคนชราที่ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเอง ให้บริการด้านรักษาพยาบาลเมื่อยามเจ็บไข้ การบริการนี้ต้องเป็นการบริการที่มีคุณภาพให้ผู้รับได้รับความสุขและพอใจ การบริการของรัฐต้องมีการบริหารจัดการที่รัดกุมและยุติธรรม

    ในด้านการรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินอันเนื่องมาจากภัยพิบัติต่าง ๆ เป็นสวัสดิการส่วนหนึ่งที่จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องจากภัยต่าง ๆ เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เคราะห์ร้าย เช่น ให้อาหาร ให้วัสดุก่อสร้างที่อยู่อาศัยจึงเป็นสวัสดิการเร่งด่วนเมื่อมีความจำเป็นเกิดขึ้น จากกฎหมายประกันสังคมที่ออกมา ใน พ.ศ. 2533 ย่อมแสดงถึงเจตนารมณ์ที่สังคมต้องการจะเกื้อกูลให้ประชาชนได้รับความสุขและปลอดภัย นอกจากนี้การให้บริการในด้านสาธารณูปโภค เช่น ตัดถนน น้ำ และไฟฟ้า เป็นต้น เพื่อความสะดวกสบายเป็นการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชน

    4. ปลอดภัยจากผู้ร้ายและอบายมุข เนื่องจากอาชญากรรมและอบายมุขนั้นเป็นสิ่งที่บั่นทอนสุขภาพจิตของประชาชนมากที่สุดเนื่องจากทำให้เกิดอาการหวาดกลัว การทำร้ายกันอาจเกิดมาจากความเครียดจนขาดสติ จึงทำให้มีคดีที่น่าสลดใจเกิดขึ้นเสมอ ๆ หรือแม้แต่การกระทำที่โหดร้ายซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ เช่น พ่อฆ่าลูกเพราะต้องการเงินประกันชีวิตลูก เพราะความขัดสนใน การดำรงชีวิต

    ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นการสร้างความรู้สึกที่ตึงเครียดในอารมณ์ ทำให้มีสภาพที่ไม่พร้อมจะทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เนื่องจากความวิตกกังวล การใช้อบายมุขมาเป็นเครื่องช่วยให้จิตใจผ่อนคลายแต่ก็เป็นการสร้างความหวังอย่างไร้เหตุผล ทำให้ผู้ฝักใฝ่ก้าวลงสู่ความหายนะมากกว่าการสร้างคุณภาพชีวิต การก่ออาชญากรรมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมของกลุ่มผู้ที่มั่วสุมกับอบายมุขอย่างมีนัยสำคัญเป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไป

    [​IMG]


    ภาพที่ 11.3 ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นปัจจัยหนึ่งในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิต
    ที่มา : การ์ตูนตลาดตลก, 2540, หน้า 68


    วัยรุ่นที่ติดยาเสพติดและวัยรุ่นที่มีจิตใจก้าวร้าวเป็นอันธพาลหรือเป็นโจร ไม่พากเพียรใฝ่รู้ เป็นภัยที่ร้ายแรงต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง ถ้าชาติบ้านเมืองมีวัยรุ่นที่ไม่สมประกอบทางด้านพฤติกรรม ก็น่าจะเป็นตัวพยากรณ์อนาคตของชาติได้เป็นอย่างดี เพราะจะได้ไม่มีผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพเข้ามารับผิดชอบบ้านเมืองในอนาคต รัฐบาลจึงได้จัดทำโครงการเพื่อเร่งปราบปรามยาเสพติดซึ่งได้ผลเป็นอย่างยิ่งนับว่าเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่การสร้างความปลอดภัยให้แก่ชีวิตในหลายด้าน

    อบายมุขหลายชนิดเกิดขึ้นโดยทั่วไป เช่น ม้าแข่ง สลากกินแบ่งรัฐบาล การเล่นหวย เล่นพนันบอล และการพนันทุกชนิดล้วนเป็นหนทางที่นำไปสู่ความหายนะทั้งสิ้น ชีวิตจะเป็นอยู่ดี สังคมจะมีสันติสุขจึงขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของบุคคลนั้นจะเป็นผู้สร้างและเป็นผู้กำหนดเอง

    5. มีธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเกื้อกูล ธรรมชาติและระบบนิเวศน์เป็นสิ่งที่อยู่คู่กันกับมนุษย์ ต้องพยายามที่จะรักษาไว้ให้สมดุลที่สุด ในปัจจุบันได้มีการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง

    การที่สิ่งแวดล้อมถูกทำลายเกิดเป็นมลภาวะขึ้นมาก็จะทำลายสุขภาพของมนุษย์ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ประเทศไทยประกาศยอมรับให้วันที่ 5 มิถุนายน เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลกเพื่อปลูกจิตสำนึกที่ส่งผลกระทบต่อชีวิต เมื่อมนุษย์ได้เข้าไปกอบโกยและแสวงหาผลประโยชน์ จากทรัพยากรเหล่านั้นอย่างมากเกินความพอดี โดยขาดจิตสำนึก และขาดการถนอมรักษา ยังผลให้ทรัพยากรที่ธรรมชาติสร้างขึ้นไว้ร่อยหรอ เสื่อมโทรมไปอย่างรวดเร็วโดยไม่อาจฟื้นฟูทดแทนได้ทัน ผลกระทบที่เลวร้ายก็จะสะท้อนกลับมาสู่มนุษย์ รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยมีนโยบายสร้างกลุ่มเพื่อให้ประชาชนช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มีการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติเพื่อทดแทนป่าที่ถูกทำลาย ซึ่งอย่างไรก็ตามไม่มีทางที่จะทำให้อุดมสมบูรณ์ได้เหมือนเดิมได้ ปัญหามลพิษต่าง ๆ ยังคงมีอยู่มาก การช่วยกันรักษาป่า ต้นน้ำ ลำธาร ก็เพื่อจะช่วยให้มนุษย์มีชีวิตที่ดีเพราะการดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีย่อมทำให้ชีวิตมีคุณภาพ

    จากข้อคิดดังกล่าวแสดงว่า การที่จะให้มนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณภาพนั้นจำเป็นต้องพึ่งพาความร่วมมือกันของคนในชาติเพื่อให้ได้มาซึ่งความจำเป็นพื้นฐานที่สร้างเสริม คุณภาพชีวิตแก่ทุกคน ไม่มีใครอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวจึงต้องพึ่งพาอาศัยกัน และต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติเพื่อสร้างปัจจัยทางสังคมที่ดีด้วย

    การแสวงหาความสุขเพื่อคุณภาพชีวิต

    มนุษย์ในสังคมย่อมต้องประสบกับปัญหาต่าง ๆ มากมายในชีวิต ไม่มีผู้ใดที่จะไม่มีปัญหาใด ๆ เลย ดังนั้นจึงควรที่จะต้องแสวงหาวิธีการเพื่อที่จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นหลุดพ้นไปได้โดยเร็ว และในขณะเดียวกันก็ควรที่จะต้องรู้จักวิธีการที่จะแสวงหาความสุขให้แก่ตนเองด้วย

    1. แหล่งที่มาของความสุขที่แสวงหาได้ด้วยตนเอง มีหลายรูปแบบตามลักษณะที่มาของความสุขออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ (อมรากุล อินโอชานนท์, 2536, หน้า 37) คือ

    ประเภทแรก ความสุขที่ต้องหาซื้อด้วยเงิน เช่นความสุขจากการท่องเที่ยว การกินอาหารในบรรยากาศดี ๆ การซื้อสิ่งของต่าง ๆ เพื่อการใช้งาน เพื่อการทุ่นแรง เช่นเครื่องซักผ้า เตารีดเตาแก๊สหุงต้ม หรือการซื้อเพื่อการให้ความสุขสนุกสนานแก่ครอบครัว เช่น วิทยุ โทรทัศน์ บางครั้งการใช้เงินซื้อหาสิ่งต่าง ๆ เพื่อเก็บสะสมสิ่งเหล่านี้ไว้ดูเล่นเพื่อความเพลิดเพลินใจหรือเพื่อนำมาประดับกายให้มีความสวยงามเป็นที่น่าเกรงขาม การไปดูหนังฟังเพลง งานเลี้ยงสังสรรค์ต่าง ๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้นำความสุขและเพลิดเพลินมาสู่บุคคลในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ได้ ทำให้มีความรู้สึกดีต่อการมีชีวิตอยู่ แต่อย่างไรก็ตามความสุขเหล่านี้ยังต้องประกอบไปด้วยความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการรักษาสุขภาพและการสร้างคุณภาพชีวิตในด้านความเป็นอยู่ที่ถูกสุขลักษณะ เช่น ความสะอาดของบ้านเรือน เครื่องนุ่งห่มที่สะอาดและป้องกันอันตรายได้ การเลือกหาอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นต้น

    ประการที่สอง ความสุขที่ไม่ต้องซื้อหาด้วยเงินเป็นความสุขที่บุคคลสามารถแสวงหาได้ด้วยตนเอง เช่น การมีสุขภาพที่แข็งแรง มีครอบครัวที่อบอุ่น สมาชิกในครอบครัวมีความสุขที่จะอยู่ร่วมกัน การได้ทำงานที่ตนพอใจและมีความสุขกับการทำงาน การมีเพื่อนร่วมงานที่ดี การมีความสุขกับการเป็นอิสระต่อตนเองและผู้อื่น ประสบความสำเร็จต่องานที่ทำ ความสุขทางใจที่ได้รับจากการได้ทำตนเป็นประโยชน์ต่อสังคมและผู้อื่น การที่บุคคลจะแสวงหาความสุขในประการที่สองนี้ได้อย่างแท้จริงนั้นจะต้องมีความเข้าใจในความต้องการของตนเองและ ความสัมพันธ์ของตนเองต่อสิ่งแวดล้อมในสภาพที่เป็นจริงได้ เพื่อการพิจารณาที่จะปรับปรุงและสร้างเสริมความสุขให้แก่ตนเองได้อย่างแท้จริง

    [​IMG]

    ภาพที่ 11.4 บุคคลควรแสวงหาความสุขที่ยั่งยืน
    ที่มา : การ์ตูนมหาสนุก, 2540, หน้า 12

    เนื่องจากความสุขที่แท้จริง คือ ความสุขที่ยั่งยืนที่ไม่มีเงื่อนไข หรือสิ่งที่เป็นปมปัญหาซ่อนเร้นอยู่ภายในให้มีอาการหวาดผวา เราสามารถจะตรวจสอบได้ว่าความสุขที่เราไขว่คว้าหามาได้นั้นเป็นความสุขที่ยั่งยืนหรือไม่ด้วยตัวของเราเอง

    การแสวงหาความสุขด้วยการมีเพื่อนหรือมีสังคมที่ดีอาจกลายมาเป็นวิธีการดึงดูดเพื่อนเพื่อให้เข้ากลุ่มด้วยการใช้เครื่องล่อใจเป็นความสนุกสนาน ความบันเทิง โดยใช้สุราหรือเครื่องดื่มมึนเมาเพื่อการนันทนาการ จึงมีการศึกษาว่าการดื่มเครื่องดื่มมึนเมา เช่น สุรา ทำให้เกิด แรงกระตุ้นในการเข้าสังคมสูงขึ้น และมีผลทำให้ลดความเครียด (Brodsky & Peele, 1999, pp. 187-207) แต่การศึกษายังต้องก้าวไปสู่ปริมาณการดื่มที่จะทำให้มีความสุขอย่างแท้จริงนั้นควรจะอยู่ในขอบเขตใด จึงจะไม่ทำลายตนเองและผู้อื่น ดังเช่น ในกรณีที่ขาดสติเพราะดื่มสุรา ในระหว่างการขับเคลื่อนเครื่องจักยนตร์ เป็นต้น จึงเป็นการแสวงหาความสุขที่ไม่ยั่งยืนเนื่องจากมีเงื่อนไขของการกระทำเขามาเป็นตัวกำหนด

    2. การไขว่คว้าหาความสุขอาจเป็นเรื่องยาก ถ้าบุคคลนั้นไม่คิดที่จะแสวงหา หรือสร้างขึ้นมาด้วยตนเอง การหวังพึ่งโชคชะตาหรือสร้างความหวังจากสิ่งที่เราทำเองไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้บุคคลนั้นไม่สามารถจะพบกับความสุขได้ทั้ง ๆ ที่ยังมีความสุขมากมายที่อยู่รอบกาย จึงขึ้นอยู่กับตนเองว่าจะรับเอามาไว้เป็นของตนหรือไม่เท่านั้น การพึ่งตนเองในการทำให้จิตเป็นสุขได้จะเป็นแนวทางที่ทำให้บุคคลพบกับความสุขที่ยั่งยืน บุคคลจึงต้องหมั่นให้ข้อคิดแก่ตนเองว่าในชีวิตที่เป็นจริงนั้นทุกคนต้องเคยเผชิญกับความสุขและความทุกข์ และควรสร้างแนวทางในการที่จะให้ตนเองได้รับความสุขด้วยการพึ่งตนเองมากกว่าพึ่งสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ผู้ที่สามารถดำเนินชีวิตฟันฝ่ามาได้อย่างมั่นคงคือ ผู้ที่กำชัยชนะของชีวิตไว้ได้ในกำมือของตน

    สรุปท้ายบท

    สุขภาพที่ดีเป็นปัจจัยพื้นฐานที่นำไปสู่ชีวิตที่มีคุณภาพ ทุกคนปรารถนาการที่จะมีสุขภาพที่ดีและมีความสุข ความเจ็บป่วยไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือทางใจเมื่อเกิดขึ้นกับผู้ใดก็จะทำให้ผู้นั้นท้อถอยและเกิดอาการสิ้นหวังในทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อถึงเวลานั้นก็จะพบว่าทุกคนพร้อมที่จะแลกทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสุขภาพที่สมบูรณ์แต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้นบุคคลจึงควรที่จะแสวงหาวิธีการที่จะสร้างสุขลักษณะนิสัยให้มีความเสี่ยงต่อคุณภาพชีวิตให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

    การสร้างสุขลักษณะนิสัยที่ดีนั้นควรเริ่มต้นในช่วงวัยเด็ก และวัยรุ่นหรือในช่วงของวัยที่ยังไม่มีโอกาสที่จะเป็นโรคต่าง ๆ เป็นการป้องกันไว้ เพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพทางร่างกายและจิตใจ การสร้างลักษณะนิสัยที่ดีนั้นค่อนข้างจะมีความยุ่งยากซับซ้อน มีองค์ประกอบหลายประการที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพของบุคคล ทั้งที่เป็นสุขภาพทางกายและสุขภาพทางจิตใจ สังคม อารมณ์ ความคิดและสติปัญญา ซึ่งเป็นตัวแปรนำที่ทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมที่อาจจะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพได้

    นอกจากนี้ความร่วมมือกันของคนในชาติที่จะสร้างสังคมให้มีความสงบเรียบร้อยปราศจากภัยพิบัติทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในสังคมก็เป็นแนวทาง ที่ทำให้การดำเนินชีวิตมีแต่ความสุขกายสบายใจ คุณภาพชีวิตของประชากรชาติจึงขึ้นอยู่กับความร่วมมือกันของคนในชาติอีกส่วนหนึ่งด้วย

    การแสวงหาความสุขทั้งจากสิ่งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมย่อมมีคุณค่าที่แตกต่างกัน บุคคลสามารถที่จะเลือกแสวงหาความสุขในรูปแบบได้ที่ต้องการได้แต่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบด้วยว่า ในขณะนี้ควรที่จะแสวงหาความสุขในประเภทใดจึงจะเหมาะสม และทำให้ความสุขนั้นกลับมาเป็นพลังแห่งชีวิตทำให้สามารถต่อสู้กับชีวิต ความเข้าใจในสภาพของตนที่เป็นจริง เข้าใจธรรมชาติของชีวิต การปรับตัวที่ดีและการระมัดระวังที่จะรักษากายและใจให้มีสุขอนามัยที่ดีย่อมจะทำให้บุคคลสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขอย่างแท้จริงและยั่งยืน

    © Copyright 2005. All rights reserved. Contact: supattapin@yahoo.com


    ขอบคุณมากครับ

    ที่มา :cool:<คลิก
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 สิงหาคม 2010

แชร์หน้านี้

Loading...