ดร.อาจอง ชุมสายฯ-สมเด็จโต พรหมรังษี/ธรรมสากัจฉา

ในห้อง 'สมเด็จโต พรหมรังสี' ตั้งกระทู้โดย rinnn, 21 ธันวาคม 2006.

  1. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,666
    ค่าพลัง:
    +23,999
    <TABLE width="100%"><TBODY><TR width="100%"><TD colSpan=2>ดร.อาจอง ชุมสายฯ-สมเด็จโต พรหมรังษี


    **ทำอะไร? จึงจะเป็นประโยชน์ที่สุด**

    ( 18 ธันวาคม 2512)

    ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา : ผมอยากจะถามหลวงพ่อว่า การกระทำอะไร? จึงจะเป็นการกระทำที่เป็นประโยชน์ที่สุดแก่โลกของเรา

    สมเด็จฯ : จะให้อธิบายในแง่วัตถุ หรือไนแง่ของจิตใจ ต้องตั้งประเด็นขึ้นมาก่อน

    ดร.อาจอง : อะไรที่จะเป็นประโยชน์ที่สุด ในแง่ไหนก็ได้ครับ

    สมเด็จ : คือ ถ้าในการแห่งการเป็นอยู่ ของการเป็นมนุษย์แล้วไซร้ เขาเรียกว่า ประโยชน์ทั้งหลาย ถ้าท่าน ยังติดคำว่า"มีประโยชน์" ท่านก็ยังไม่เข้าซึ้งถึงคำว่า "ไม่มีประโยชน์" เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งสมมติแห่งการชิงดีชิงเด่นของเหล่ามนุษย์ทั้งหลาย ที่ตั้งกันขึ้นมา

    แต่สิ่งที่ดีที่สุด คือ ให้ทุกๆคน"รู้จักตัวเอง" ให้ทุกๆคน ไม่มีตัว"โลภ" ให้ทุกๆคน ไม่มีตัว"โกรธ" ให้ทุกๆคน ไม่มีตัว"หลง" ทุกๆคน มี "สติสัมปชัญญะ" พร้อมเสมอ ในการปฏิบัติตนว่า ตนเกิดมาเป็นมนุษย์นี้ เพราะว่ามีกรรมในอดีตส่งผล นำตนมาเกิดในปัจจุบัน เพื่อในการใช้กรรม

    เมื่อทุกคนเข้าซึ้งถึงสัจจะอันนี้แล้ว โลกมนุษย์นี้ จะเป็นโลกที่ผ่องใส โลกมนุษย์นี้ จะเป็นโลกที่แสนจะให้ประโยชน์แก่คนในดวงดาวอื่น ที่เขาอาจจะมาเยี่ยมเยือนโลกมนุษย์เราด้วย

    แต่ทุกวันนี้ ที่โลกมนุษย์ ไม่มีความดี ที่จะเป็นประโยชน์ต่อเหล่าดวงดาวทั้งหลาย เพราะมนุษย์ลืมตน มนุษย์ไม่รู้จักตัวเอง มนุษย์พยายามคิดในสิ่งที่ไม่ควรคิด มนุษย์พยายามสร้างในความเจริญทางวัตถุ เพื่อเอามาเข่นฆ่ากัน ซึ่งอาตมาก้ได้เทศน์ไว้มากแล้ว

    การที่โลกวิญญาณ สั่งตั้งสำนักปู่สวรรค์นี้ ก็เพื่อมาให้มนุษย์ทั้งหลาย รู้จักตัวเอง เมื่อมนุษย์รู้จักตัวเอง ก็ย่อมที่จะทิ้งทิฐิมานะ แห่งความโลภ ความโกรธ ความหลงลงได้ เมื่อนั้น สันติสุขของโลกมนุษย์ ก็จะเกิดขึ้น วิญญาณก็จะได้ไปสู่สุคติในเทวโลก พรหมโลก บอกตรงๆ เวลานี้ นรกโลกไม่มีที่จะเก็บวิญญาณแล้ว วิญญาณเก่าที่เสวยกรรม ยังไม่ทันปล่อยมาเกิด วิญญาณใหม่ก็ไปเป็นฝูงๆ



    ผู้ตั้งกระทู้ พุทธรังษี ( buddharangsi@gmail.com ) ::วันที่ 09-11-2005 11:54:15

    ความเห็นที่ 1 (282976)

    ดร.อาจอง : ผมอยากจะถามว่า ทำอย่างไร จึงจะทำให้รู้จักตัวเองดีขึ้นครับ ? ผมเอง ก็ได้ฝึกสมาธิมา 10 กว่าปีแล้ว แต่ยังไม่รู้จักตัวเองดีเลยครับ

    สมเด็จ : คือ ในการ ที่จะฝึกตน ให้รู้จักตัวเองดีขึ้นนี้ ท่านต้องวางจิตให้นิ่ง ให้ว่างจากสรรพสิ่งทั้งหลาย แล้วมาพิจารณาว่า กายนี้- ประกอบด้วยอะไร? เมื่อท่านรู้ว่า กายนี้- ประกอบด้วยดิน-น้ำ-ลม-ไฟ เป็นการรวมของอสุภะแล้วไซร้ เมื่อนั้นท่าน จะเกิดความคิดว่า อ๋อ.....นี่หรือ คือ ตัวตนแห่งกายเนื้อ กายเนื้อนี้-จะต้องมีสิ่งลี้ลับซ่อนเร้นอยู่ นั่นคือ ท่านต้องวาง"จิต"ให้เฉย พิจารณาในอารมณ์ เพ่งไปในกายในกาย

    ในการเพ่งเข้าสู่กายในกายนี้ ให้วางจิตไว้ที่นี่ (กึ่งกลางหว่างหัวคิ้ว) ตั้งให้อยู่ตรงกลาง ตาในอย่าหลับ ตาในต้องลืม ลืม ลืมตาใน ให้คล่อง กายทิพย์ของท่านอยู่ตรงนี้ (บริเวณท้ายทอย) กายทิพย์และจิตวิญญาณ จะมารวมตรงนี้ (กึ่งกลางหน้าผาก) แล้วระหว่างนั่งนี่ เคยเกิดแสงวูบๆขึ้นมาหรือยัง?

    ดร.อาจอง : เคยมีครับ แต่เสร็จแล้ว พยายามดับไม่ให้มันเกิด

    สมเด็จ : สภาพการณ์อันนี้ เขาเรียกว่า ยังไม่เข้าซึ้งถึงจุดแห่งความจริงของวิปัสสนา คือ ในพลังแห่งการรวมแสงนี้ ให้รวมเป็นวงกลมขึ้นมาก่อน โดยไม่ใช่รวมด้วยอุปาทาน การเกิดแสงนี้-เพราะจิตนิ่ง ธาตุทั้ง 4 เสมอ ภาวะธาตุทั้ง 4เสมอ พลังแห่งกายทิพย์จะรวม เข้าใจหรือยัง ?


    ผู้แสดงความคิดเห็น พุทธรัตนะ ( buddharattana@gmail.com ) วันที่ 09-11-2005 12:16:23

    ความเห็นที่ 2 (282991)

    ดร.อาจอง: ถ้าเผื่อเกิดแสง ให้พยายามรวมไว้เป็นวงกลมหรือครับ?

    สมเด็จ : รวมเป็นวงกลม แต่ไม่ใช่รวมด้วยอุปาทานนะ ขั้นแรก-ถ้าจิตเรายังหมอง วงกลมนี้ จะไม่ใสเหมือนลูกแก้ว การฝึกฌานญาณ มันอยู่ตรงจุดนี้ แต่ทุกวันนี้ เกจิอาจารย์ทั้งหลาย ที่สอนในหลักวิปัสสนา ได้หลงทางไปอย่างใหญ่หลวง ที่เราจะดึงกลับนั้นยาก

    สมมติท่านจะปลูกบ้าน ท่านจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องวางรากฐานให้มันแข็งแกร่ง เช่นเดียวกับ การฝึกวิปัสสนา ถ้าท่านไม่วางจุดแห่งกรรมฐานให้แข็งแกร่ง ให้สู่จุดแห่ง"เอกัคคตาจิต"แล้วไซร้ ท่านจะเข้าสู่จุดแห่งญาณ แห่งการรู้ในหลักของ ทุกขัง-อนิจจัง-อนัตตา ได้หรือ?

    ฉะนั้น ในการฝึกที่จะให้รู้จักตัวเ</TD></TR><TR width="100%"><TD width="90%">โดย: [0 3] ( IP )</TD><TD>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <HR><TABLE width="100%"><TBODY><TR width="100%"><TD colSpan=2>ความคิดเห็นที่ 1
    องมากขึ้นนั้น ให้ฝึกใหม่ คือ ให้วางหมดทุกตำรา แล้ว"ทำจิตให้นิ่งๆ" วินิจฉัยแห่งการแยกกายเนื้อนี้ก่อน สภาวการณ์แห่งการรู้"อสุภะ"ของกายเนื้อแล้วไซร้ ค่อยมาพิจารณาเข้าสู่"กายในกาย"

    ศ.ดร.คลุ้ม วัชโรบล : อาจารย์ ดร.อาจอง และสานุศิษย์ ในที่ประชุม ต่างชื่นชมต่อคำอธิบายของหลวงพ่อเป็นอบย่างยิ่งครับ

    สมเด็จ : ก็รู้ว่า นักวิทยาศาสตร์ทั้งสองนี่ สนใจ ไม่งั้นจะมาเทศน์หรือวะ?

    (จากหนังสือ โต พรหมรังษี จอมปราชญ์แห่งกรุงสยาม -เกหลง พานิช รวบรวม)


    http://www.pantown.com/board.php?id=9706&name=board2&topic=232&action=view
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  2. gurka

    gurka เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2006
    โพสต์:
    134
    ค่าพลัง:
    +816
    เข้ามาอ่านกระทู้นี้แล้วงงเลย มหัศจรรย์มากๆ จะบอกว่า ดร.อาจอง เป็นแรงบันดาลใจให้ปฏิบัติธรรม และไม่กินเนื้อสัตว์ ส่วนหลวงพ่อโตเป็นพระที่เรานับถือมากๆ หลังหันหน้ามาปฏิบัติธรรม ก่อนมาเจอกระทู้นี้อีก เพิ่งรู้ว่า ท่านดร. ก็มีความสัมพันธ์ กะ หลวงพ่อด้วยอ่ะ
     
  3. aodbu

    aodbu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กรกฎาคม 2007
    โพสต์:
    207
    ค่าพลัง:
    +453
    ดร คลุ้ม วัชโรบล
    ดร อาจอง ชุมสาย ณอยุธยา
    ดร เทพนม เมืองแมน
    และนักวิชาการ หลายท่าน ล้วนแต่เคยมาศึกษาเรื่องวิญาญาณ ที่สำนักปู่สวรรค์ทั้งสิ้น
    เสียดายที่ต่อมาสำนักปู่สวรรค์ถูกผู้มีอำนาจรัฐ กลั่นแกล้ง ทำลายชื่อเสียง
    หากมีข้าราชการคนใด มาเป็นลูกศิษย์หรือเกี่ยวข้องที่นี่ก็จะโดนแกล้ง และหน้าที่การงานจะไม่ก้าวหน้า

    จึงไม่แปลกที่สำนักปู่สวรรค์โดนใส่ร้าย แล้วต้องต่อสู้ตามลำพัง
    ท้ายที่สุดศาลสั่งยกฟ้องทุกคดี แต่ก็ไม่มีการเสนอข่าว

    มีเพียง เดลิมิเล่อร์ ของคุณสมัคร กับ บางกอกโพรสต์เท่านั้น

    ที่เสนอข่าวการยกฟ้องเจ้าสำนักปู่สวรรค์ผู้เป็นร่างทรงสมเด็จโต
     

แชร์หน้านี้

Loading...