ดอยช์ลันด์ 2006

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย rinnn, 15 มิถุนายน 2006.

  1. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,666
    ค่าพลัง:
    +24,008
    <basefont> <table width="96%"> <tbody> <tr> <td valign="top" width="100%"> <table border="0" cellpadding="5" cellspacing="0" width="100%"> <tbody> <tr> <td valign="top"> ทำความรู้จัก 32 ทีมในฟุตบอลโลกปีนี้</td></tr></tbody></table> <hr color="#ff9600" size="1" width="99%">
    [​IMG]สาย เอ
    คอสตาริกา
    แม้จะเพิ่งผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แต่ทีมลูกหนังดาวรุ่งอย่าง คอสตาริกา มีดีเกินตัว เมื่อสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในรอบคัดเลือก หลังโชว์ฟอร์มสุดยอดสั่งสอนให้ทีม "จังโก้" เม็กซิโก เพื่อนร่วมโซนสะกดคำว่าแพ้ได้เป็นทีมแรก พร้อมกับคว้าโควตาฟุตบอลโลกที่เยอรมนีได้สำเร็จ

    โดยกำลังสำคัญของขุนพล "กล้วยหอม" คือ เปาโล วันโชป หัวหอกประสบการณ์สูงที่เคยมาค้าแข้งในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ มาแล้ว นอกจากนี้ยังมีนักเตะอีกหลายรายที่กระจายค้าแข้งอยู่ในภาคพื้นยุโรปกับทีมชั้นนำ

    เอกวาดอร์
    เอกวาดอร์ เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกสู่รอบสุดท้ายปี 2002 ที่เกาหลีใต้กับญี่ปุ่นรับหน้าที่เจ้าภาพร่วมครั้งแรก ด้วยการสร้างผลงานสุดยอดในรอบคัดเลือกด้วยการคว้าอันดับที่ 2 ของโซนอเมริกาใต้ ดีกว่าทีมระดับโลกอย่าง บราซิล ที่ต้องกระเสือกกระสนเข้ารอบ

    ส่วนผลงานในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 รอบคัดเลือกโซนอเมริกาใต้นั้น ดูเหมือนว่า เอกวาดอร์ จะก้าวหน้าขึ้นมาก เมื่อสามารถเก็บชัยชนะเหนือบราซิล 1-0 จนทำให้ได้ขึ้นแท่นอันดับ 3 เมื่อจบการแข่งขัน พร้อมคว้าโควตามาทัวร์ฟุตบอลโลกที่เยอรมนีได้สำเร็จ แต่จะไปได้ไกลแค่ไหนนั้น คงต้องรอคำตอบจากเพื่อนร่วมสายเอ อย่าง เยอรมนี, โปแลนด์ และ คอสตาริกา กันดูอีกที

    เยอรมนี
    เยอรมนีเป็นอีกหนึ่งทีมที่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาได้ถึง 3 สมัย เท่ากับ อิตาลี คือในปี 1954, 1974 และ 1990 ด้วยมาตรฐานฝีเท้าที่ยอดเยี่ยมของขุนพลอินทรีเหล็กทำให้สามารถคว้าโอกาสในการเข้าร่วมศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเกือบทุกครั้ง แต่ก็มีพลาดร่วมขบวนในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 1930 และ 1950

    ภายใต้การปรับแต่งของกุนซือ "ฉลามขาว" ทำให้ขุนพลเยอรมนีกลายพันธุ์เป็นอินทรีเหล็กพลังหนุ่ม ด้วยการดันนักเตะดาวรุ่งอย่าง ฟิลลิป ลาห์ม, บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์, โรเบิร์ต ฮูธ รวมไปถึง ลูคัส โพโดลสกี้ ขึ้นมาเป็นแกนหลัก โดยมีแกนกลางเป็น มิชาเอล บัลลัค จอมทัพคนดังจาก บาเยิร์น มิวนิก ขับเคลื่อนในแดนกลาง ด้วยความหวังของคนเยอรมันทั้งชาติที่หวังเห็นนักเตะเลือดดอยช์ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในบ้านเกิดอีกครั้ง

    โปแลนด์
    ผลงานในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย โปแลนด์ เคยก้าวไปถึงตำแหน่งอันดับที่ 3 ได้ถึง 2 ครั้ง คือในปี 1974 และ 1982 ซึ่งในครั้งหลังนี่เองที่ขุนพลแข้งโปล สามารถประกาศศักดาเชือดทีมชั้นนำบนแผ่นดินยุโรปอย่าง "ตราไก่" ฝรั่งเศส 3-2 ในนัดชิงอันดับที่ 3 ได้อีกด้วย

    สำหรับฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2006 ที่ประเทศเยอรมนี ทีมชาติโปแลนด์สามารถผ่านเข้าไปร่วมแข่งขันด้วยการคว้าตำแหน่งทีมอันดับที่ 2 ที่มีคะแนนดีที่สุดในรอบคัดเลือก ซึ่งจากรูปแบบการเล่นที่เน้นความแน่นอน และสไตล์ฟุตบอลที่เน้นความเหนียวแน่น


    [​IMG]สาย บี
    อังกฤษ
    ผลงานในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2002 ที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ทีมสิงโตคำรามทำผลงานตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายให้กับนักเตะทีมชาติบราซิล 2-1 จากฟรีคิกของ โรนัลดินโญ่ ที่เล่นเอา เดวิด ซีแมน นายทวารทีมชาติอังกฤษเสียฟอร์มไปพอสมควร ก่อนที่ขุนพลแซมบ้าจะเข้าป้ายในฐานะแชมป์ฟุตบอลโลก 5 สมัยในท้ายที่สุด

    อย่างไรก็ตามด้วยผู้เล่นกำลังหลักอย่าง ริโอ เฟอร์ดินานด์ ปราการหลังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ไมเคิล โอเว่น เจ้าหนูเบบี้โกล์แห่ง "สาลิกาดง" นิวคาสเซิล, เดวิด เบ็คแฮม มิดฟิลด์รูปงามของ "ราชันชุดขาว" รีล มาดริด รวมถึง เวย์น รูนี่ย์ หัวหอกเลือดร้อนของ "ปีศาจแดง" จึงถูกวางเป็นทีมเต็งอีกทีมหนึ่งในฟุตบอลโลกที่เยอรมนี

    ปารากวัย
    แม้ว่าทีมชาติปารากวัยจะมีโอกาสเข้ามาโชว์เพลงแข้งในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเพียงแค่ 6 ครั้ง และยังไม่เคยผ่านเข้ารอบลึกๆ ของรายการนี้เลย แต่ผลงานของนักเตะจากอเมริกาใต้ก็สร้างความประทับใจไม่น้อย โดยเฉพาะในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1998 ที่ฝรั่งเศส เมื่อพ่ายแพ้ทีมเจ้าภาพในช่วงต่อเวลาพิเศษ จนตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปอย่างน่าเสียดาย

    ปารากวัย ไม่ใช่ทีมที่ใครจะผ่านได้ง่ายๆ อีกทั้งบทเรียนที่ผ่านมาน่าจะทำให้ขุนพลแข้งจากอเมริกาใต้ทีมนี้แข็งแกร่งมากขึ้น อีกทั้งยังมีลุ้นผ่านเข้าสู่รอบที่ 2 เมื่ออยู่ร่วมสายบีกับทีมอย่าง อังกฤษ, สวีเดน และ ตรินิแดดแอนด์โตเบโก

    สวีเดน
    สวีเดนเป็นทีมที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จในวงการฟุตบอลตั้งแต่อดีตโดยสร้างนักเตะที่ยิ่งใหญ่มานานหลายทศวรรษ แม้ทีมจากสแกนดิเนเวียทีมนี้จะไม่เคยก้าวขึ้นสู่บัลลังก์แชมป์ฟุตบอลโลก แต่ก็เคยมีอดีตที่ยิ่งใหญ่ด้วยการคว้าเหรียญทองฟุตบอลโอลิมปิกในปี 1948 ที่เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ และเคยเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 1958 บนแผ่นดินเกิด แต่สุดท้ายก็แพ้ให้กับ บราซิล ไป 2-5

    ในฟุตบอลโลกปี 2006 สวีเดน ได้รับการจับตามองไม่น้อย และยังมีโอกาสผ่านเข้าสู่รอบสอง เมื่อต้องมาอยู่ร่วมสายกับทีมอย่าง อังกฤษ, ตรินิแดดแอนด์โตเบโก และ ปารากวัย

    ตรินิแดดแอนด์โตเบโก
    การผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายในฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี ถือเป็นครั้งแรกของทีมลูกหนังจาก ตรินิแดดแอนด์โตเบโก ซึ่งจากผลงานการคว้าตำแหน่งทีมอันดับที่ 4 ของโซนคอนคาเคฟ เป็นรอง สหรัฐฯ, เม็กซิโก และ คอสตาริกา

    แม้ว่ากว่าจะผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกครั้งแรกได้ทีม ตรินิแดดฯ จะต้องออกแรงในการเพลย์ออฟอย่างหนัก แต่การที่ต้องลงเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่เยอรมนีด้วยการอยู่ร่วมสายบีกับ อังกฤษ, สวีเดน และ ปารากวัย ซึ่งล้วนแล้วแต่โหดหินไม่แพ้กัน จึงเป็นบทพิสูจน์อย่างดีสำหรับทีมลูกหนังจากคาบสมุทรแคริบเบียนว่าจะดีพอที่จะผ่านเข้าสู่รอบสองหรือไม่


    [​IMG]สาย ซี
    อาร์เจนตินา
    อาร์เจนตินา ถือเป็นอีก 1 ทีมยักษ์ใหญ่ในโลกลูกหนัง เนื่องจากมีเกียรติประวัติที่ยอดเยี่ยม คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ 2 ครั้ง คือในปี 1978 และ 1986 พร้อมกันนี้ยังสามารถคว้าตำแหน่งรองแชมป์มาได้อีก 2 ครั้ง คือ 1930 และ 1990 อีกทั้งยังผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกได้ถึง 13 ครั้ง จาก 17 ครั้งที่ผ่านมา

    ขุนพลทีมฟ้าขาวต้องพิสูจน์ตัวเองบนแผ่นดินเยอรมนีในฟุตบอลโลก 2006 ตั้งแต่รอบแรก เมื่อต้องอยู่ร่วมสายซี ที่ถือว่าเป็น "กรุ๊ป ออฟ เดธ" โดยมีทีมร่วมสายอย่าง ไอวอรี่โคสต์, เซอร์เบียแอนด์มอนเตเนโกร และ ฮอลแลนด์

    ฮอลแลนด์
    ความยิ่งใหญ่ของขุนพลอัศวินสีส้มเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 70 ด้วยการคว้ารองแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 1974 มาครอง ภายใต้การคุมทีมของ ไรนุส มิเชลส์ ที่มียอดนักเตะในตำนานอย่าง โยฮัน ครัฟฟ์ และโยฮัน นีลเซ่น หลังพ่ายให้เจ้าภาพ "อินทรีเหล็ก" เยอรมนี 1-2 ในรอบชิงชนะเลิศ

    ในรอบคัดเลือก ฮอลแลนด์ สามารถเบียดยอดทีมแห่งยุคอย่างสาธารณรัฐเช็กคว้าตำแหน่งแชมป์กลุ่ม 1 ในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกปี 2006 สู่แผ่นดินเยอรมนีได้อย่างสวยงามแต่ยังมีงานหนักรอพิสูจน์ฝีเท้าขุนพลกังหันสีส้ม เมื่อต้องอยู่ร่วมสายซีกับทีมอันตรายอย่าง อาร์เจนตินา, เซอร์เบียแอนด์มอนเตเนโกร และ ไอวอรี่โคสต์

    ไอวอรี่โคสต์
    หลังจากสามารถผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายในฟุตบอลโลกครั้งแรกได้สำเร็จ ทำให้รัฐบาลของ ไอวอรี่โคสต์ ถึงกับประกาศให้เป็นวันหยุด 1 วัน เพื่อที่ประชาชนในชาติจะได้มีโอกาสเฉลิมฉลองกับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่

    อย่างไรก็ตามฟุตบอลโลกครั้งแรกของทีมม้ามืดจะไปได้ไกลแค่ไหนบนแผ่นดินเยอรมนี ก็ต้องขึ้นอยู่กับการร่วมแรงร่วมใจ และการวางหมากของกุนซืออย่าง อองรี มิเชล ว่าพร้อมที่จะรับมือกับด่านหินด่านแรกในสายซี ที่มีเพื่อนร่วมสายอย่าง อาร์เจนตินา, เซอร์เบียแอนด์มอนเตเนโกร และ ฮอลแลนด์ ได้หรือไม่

    เซอร์เบียแอนด์มอนเตเนโกร
    เซอร์เบียแอนด์มอนเตเนโกร เป็นประเทศเกิดใหม่ ภายหลังการล่มสลายของประเทศยูโกสลาเวียเมื่อปี 1991 หลังการเข้ารับงานของ อิลย่า เปตโควิช กุนซือคนใหม่ได้มีการถ่ายเลือดผู้เล่นในทีมใหม่ ด้วยการดึงนักเตะดาวรุ่ง มาผสานกับดาวดังในทีม เติมความสดให้ขุนพลเซอร์เบียชุดนี้จนสามารถผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี ได้ในฐานะแชมป์กลุ่ม เหนือทีมดังแดนกระทิงดุอย่างสเปน

    แต่เส้นทางในการผ่านเข้ารอบสองของ เซอร์เบียแอนด์มอนเตเนโกร ไม่ง่ายนัก เมื่อต้องอยู่ร่วมสายซีกับทีมกระดูกขัดมันอย่าง อาร์เจนตินา, ฮอลแลนด์ และ ไอวอรี่โคสต์ ในรอบแรก


    [​IMG]สาย ดี
    แองโกลา
    สร้างความประหลาดใจให้กับวงการลูกหนังโลกพอสมควร หลังจากที่ แองโกลา สามารถผ่านเข้าสู่ศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2006 ที่เยอรมนีได้เป็นผลสำเร็จ และยังเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับ แองโกลา เองด้วยที่คว้าตั๋วไปร่วมโชว์แข้งในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้เป็นครั้งแรก

    ในฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี มีงานหนักรอทีมน้องใหม่อย่าง แองโกลา เมื่อต้องร่วมสายดี กับ โปรตุเกส, เม็กซิโก และ อิหร่าน ที่ล้วนแต่มีประสบการณ์บนเวทีลูกหนังโลกมากกว่าม้ามืดจากแอฟริกาทั้งสิ้น

    อิหร่าน
    อิหร่านเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรกเมื่อปี 1978 ที่อาร์เจนตินา และต้องตกรอบแรกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเก็บได้เพียง 1 คะแนน ขณะที่แฟนฟุตบอลชาวอิหร่านต้องใช้เวลารออีกถึง 20 ปี กว่าจะเห็นนักเตะอิหร่านได้ไปโชว์ฝีเท้าในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งที่ 2 ในปี 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส

    ทีมชาติอิหร่านก็กลับสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 3 โดยฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมนี ทีมนักเตะตะวันออกกลางเจองานหนักไม่น้อย เมื่อต้องอยู่ร่วมสายดีกับ เม็กซิโก, โปรตุเกส และ แองโกลา

    เม็กซิโก
    แม้ว่าผลงานที่ผ่านมาทีมชาติเม็กซิโกจะไม่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก แต่เกียรติประวัติในเวทีลูกหนังโลกก็ได้จารึกไว้ว่าทีมดังจากแดนละตินอเมริกาสามารถผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายฟุตบอลโลกได้ถึง 12 ครั้ง โดยสร้างผลงานดีที่สุดด้วยการเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศได้ 2 ครั้ง คือในปี 1970 และ 1986

    ขณะที่ผลงานของทีมชาติเม็กซิโกในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกปี 2006 ครั้งนี้ก็มีการเตรียมทีมมาเป็นอย่างดี โดยสามารถผ่านเข้ามาเป็นทีมอันดับ 2 ของกลุ่ม

    โปรตุเกส
    แม้ทีมชาติโปรตุเกสจะไม่เคยขาดแคลนดาวเตะระดับโลก แต่ผลงานในฟุตบอลโลกถือว่าไม่น่าประทับใจนัก เมื่อทีมลูกหนังจากแดนฝอยทองผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายฟุตบอลโลกเพียงแค่ 3 ครั้งเท่านั้น คือปี 1966, 1986 และ 2002

    อย่างไรก็ตามหลังจากเพิ่งคว้าตำแหน่งรองแชมป์ฟุตบอลยูโร 2004 ในบ้านเกิด ทีมฝอยทองที่เริ่มกลับเข้าสู่ฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรงอีกครั้งก็เริ่มตั้งความหวังกับฟุตบอลโลกที่เยอรมนีไว้มากเหมือนกัน ส่วนจะได้เหมือนที่หวังกันหรือไม่ เวลาเท่านั้นจะเป็นผู้ตอบคำถามนี้


    [​IMG]สาย อี
    สาธารณรัฐเช็ก
    เช็ก ลงเล่นรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกครั้งแรกภายใต้ชื่อ สาธารณรัฐเช็ก ในปี 1998 แต่พวกเขาก็ยังไม่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายภายใต้ธงประเทศใหม่ ในขณะที่ปี 2002 พวกเขาต้องอกหักในรอบเพลย์ออฟเมื่อพ่ายต่อ เบลเยี่ยม ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 0-2

    แต่ในที่สุด สาธารณรัฐเช็ก ก็สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้สำเร็จด้วยการเข้ารอบสุดท้ายปี 2006 ที่ประเทศ เยอรมนีหลังจากจบรอบคัดเลือกในฐานะทีมอันดับ 2 ของกลุ่ม 1 โดยมี 27 คะแนนและยิงได้ถึง 35 ประตูจาก 12 นัด ก่อนเอาชนะ นอร์เวย์ ด้วยสกอร์รวม 2-0 ในเกมเพลย์ออฟ

    กานา
    กาน่า ปรากฏตัวในรอบคัดเลือกของฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1962 หลังจากนั้นแม้จะพยายามแบบเลือดตาแทบกระเด็นแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จทั้งในปี 1998 รวมถึงในปี 2002 ที่ตั้งความหวังจะไปโชว์ฝีเท้าบนทวีปเอเชียให้ได้ แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อจบด้วยอันดับ 4 ตามหลัง ไนจีเรีย, ไลบีเรีย และ ซูดาน

    แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ กานา ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายในปี 2006 คงจะเป็นประสบการณ์ของบรรดานักเตะฝีเท้าดีที่ตระเวนค้าแข้งอยู่กับสโมสรดังทั่วเวที ยุโรป มากมายไม่ว่าจะเป็น มิคาเอล เอสเซียง กองกลางของ เชลซี, ซามูเอล คูฟฟูร์ กองหลังของ โรม่า, สเตฟาน อัปเปียห์ มิดฟิลด์ของ เฟเนร์บาห์เช่ และ ซุลลี่ มุนตารี่ ห้องเครื่องของ อูดิเนเซ่

    อิตาลี
    ในฟุตบอลโลกระยะหลัง อิตาลี ไปไม่ถึงดวงดาวเสียที แต่จุดตกต่ำที่สุดน่าจะเริ่มต้นในปี 1998 เมื่ออกหักพ่ายให้กับเจ้าภาพ ฝรั่งเศส ในรอบก่อนรองชนะเลิศด้วยการดวลจุดโทษหลังเสมอกันในช่วงต่อเวลาพิเศษ 0-0 ถัดมาอีก 4 ปี ขุนพล "อัซซูรี่" ก็มาเสียท่าให้เจ้าภาพร่วม เกาหลีใต้ ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยประตูโกลเด้นโกล

    ทำให้ในศึกฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศ เยอรมนี อิตาลี หมายมั่นปั้นมือมากเป็นพิเศษที่จะทวงบัลลังก์แชมป์กลับคืนมาอีกครั้ง โดยอิตาลี ถูกวางให้อยู่ในกลุ่ม อี ร่วมกับ กานา, สหรัฐฯ และ เช็ก ซึ่งแม้จะไม่ถูกยกให้เป็นเต็งหาม แต่พวกเขาก็ยังน่ากลัวอยู่เสมอในเวทีลูกหนังโลก

    สหรัฐอเมริกา
    สหรัฐฯ มักจะถูกสบประมาทในเรื่องของศักยภาพและฝีเท้านักเตะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศึกดอยช์ลันด์ 2006 แม้ว่าจะผ่านเข้ารอบสุดท้ายในฐานะอันดับ 1 ของกลุ่ม แต่ว่าคู่แข่งในรอบคัดเลือกโซนคอนคาเคฟค่อนข้างที่อ่อนชั้นมากกว่า

    ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศ เยอรมนี ในช่วงกลางปีนี้จะเป็นโอกาสอันดีของ สหรัฐฯ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ตัวเองและลบคำสบประมาททั้งหลายทั้งปวงที่เคยตราหน้าพวกเขาเอาไว้ แต่ก็ไม่ใช่งานง่ายเลยเมื่อต้องมาร่วมสายกับทีมแข็งอย่าง อิตาลี และ สาธารณรัฐเช็ก


    [​IMG]สาย เอฟ
    ออสเตรเลีย
    แฟนลูกหนัง ออสเตรเลีย โห่ร้องกันแทบคลั่ง หลังการรอคอยอย่างยาวนานถึง 32 ปี มีอันต้องสิ้นสุดลงเมื่อทีมรักได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลก 2006 เป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ หลังจากครั้งแรกในปี 1974 ที่ประเทศ เยอรมนี เช่นกัน ต้องตกรอบแรกในฐานะบ๊วยของกลุ่มโดยมีแต้มเดียวจากการเสมอ ชิลี 0-0 แถมยิงประตูไม่ได้เลย

    ประสบการณ์ในเวทีระดับโลกของออสเตรเลีย นั้นแทบไม่มีเลยแต่ต้องมาอยู่กลุ่มเดียวกับ บราซิล แชมป์โลก 5 สมัยและเต็ง 1 รวมถึงตัวสอดแทรกที่คาดเดาไม่ได้อย่าง โครเอเชีย และ ญี่ปุ่น ที่กระดูกถือว่าเจนจัดใช่ย่อยคงต้องคอยจับตาว่าทีมจากทวีปดาวน์อันเดอร์ จะไปได้ไกลแค่ไหน

    บราซิล
    คงไม่มีคำบรรยายอะไรมากสำหรับ บราซิล เพราะพวกเขาคือราชาลูกหนังตัวจริงการันตีโดยแชมป์ฟุตบอลโลกมากที่สุดเหนือใคร 5 สมัยจากการเข้าร่วมชิงชัยทุกครั้งนับตั้งแต่ในปี 1930 เป็นต้นมา จนมาถึงปี 2006 ที่ประเทศ เยอรมนี ซึ่งถือเป็นหนที่ 18 ของขุนพล "แซมบ้า"

    รอบคัดเลือกในปี 2006 บราซิล เริ่มต้นอย่างตะกุกตะกักด้วยผลเสมอมากเกินไป แต่สุดท้ายพวกเขาก็จบด้วยอันดับ 1 ของตารางแบบหวุดหวิดเนื่องจากมีคะแนนเท่ากับ อาร์เจนตินา คู่ปรับตลอดกาลแต่เฉือนชนะไปด้วยลูกได้-เสียที่เหนือกว่า และแน่นอนว่าในหนนี้นักเตะจากแดน "กาแฟ" ยังคงเป็นเต็ง 1 ที่จะคว้าแชมป์มาครองอีกคำรบหนึ่ง

    โครเอเชีย
    ปี 1998 คอลูกหนังทั่วโลกต้องจารึกชื่อของ โครเอเชีย เอาไว้ในความทรงจำพร้อมกับธงลายตราหมากรุกขาว-แดงที่โบกสะบัด หลังคว้าอันดับที่ 3 ในศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศ ฝรั่งเศส มาครองได้สำเร็จ ทั้งๆ ที่เป็นการลงเล่นรอบสุดท้ายครั้งแรกของพวกเขาในเวทีอันทรงเกียรตินี้

    มาถึงรอบคัดเลือกของปี 2006 โครเอเชีย เข้ารอบโดยไม่ปราชัยต่อทีมใดเลยได้มาเยอรมนีในฐานะแชมป์ของกลุ่ม ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าบทพิสูจน์ครั้งใหม่ของทีม "โครแอต" นั้นจะจบลงเช่นไร

    ญี่ปุ่น
    ญี่ปุ่น คือตัวแทนจากทวีปเอเชียที่กลายเป็นหนึ่งในมหาอำนาจบนเวทีฟุตบอลโลกไปแล้วในเวลานี้ เมื่อพวกเขาไปโชว์ฝีเท้าในรอบสุดท้ายมาแล้วสองครั้งหลังสุดในปี 1998 ที่ ฝรั่งเศส และ 2002 ในฐานะเจ้าภาพร่วมกับ เกาหลีใต้

    นักเตะทีมชาติ ญี่ปุ่น ต่างตระเวนค้าแข้งในลีกทั่วทั้งยุโรปไม่ว่าจะเป็น อิตาลี, สเปน, ฝรั่งเศส และ เยอรมนี และถือเป็นส่วนสำคัญนอกจากจะพัฒนาฝีเท้าของนักเตะแล้วยังช่วยเติมเต็มประสบการณ์ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างยิ่งในการลงเล่นรอบสุดท้ายที่เมืองเบียร์

    [​IMG]สาย จี
    ฝรั่งเศส
    วันที่ 12 กรกฎาคม 1998 ทัพ "เลส์ เบลอส์" หรือที่รู้จักกันในชื่อของ ฝรั่งเศส สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการฟุตบอลโลกด้วยการปราบแชมป์โลก 4 สมัย บราซิล ในรอบชิงชนะเลิศราบคาบ 3-0 ทำให้เจ้าภาพในปีนั้นขึ้นเถลิงบัลลังก์แชมป์ทีมที่ดีที่สุดเป็นครั้งแรก

    เส้นทางในรอบคัดเลือกของปี 2006 ฝรั่งเศส เริ่มต้นได้อย่างกระท่อนกระแท่นมีโอกาสที่จะไม่ได้ไปเล่นรอบสุดท้ายร้อนถึงนักเตะอย่าง ซีดาน, โคล้ด มาเกเลเล่ และ ลิลิยอง ตูราม ต้องกลืนน้ำลายตัวเองหลังอำลาทีมชาติไปแล้วคืนทัพอีกครั้งจนซิวตั๋วไปเมืองเบียร์ได้สำเร็จในฐานะจ่าฝูงของกลุ่ม

    เกาหลีใต้
    เกาหลีใต้ คือสุดยอดทีมของทวีปเอเชียตัวจริงเสียงจริง พิสูจน์ด้วยผลงานลุยฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาแล้ว 6 ครั้งในปี 1954, 1986, 1990, 1994, 1998 และ 2002 โดยเฉพาะ 5 ครั้งหลังสุดไม่เคยพลาดแม้แต่หนเดียว แต่ถึงกระนั้นก็ตามพวกเขาไม่เคยพานพบกับชัยชนะเลย ก่อนจะทำสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพร่วมกับ ญี่ปุ่น ในปี 2002 เมื่อนักเตะถิ่นโสมทำได้ถึงอันดับที่ 4

    การลาออกของกุนซือ กุส ฮิดดิ้งค์ หลังเสร็จศึกในปี 2002 ส่งผลกระทบต่อ เกาหลีใต้ ไม่น้อยเมื่อเปิดฉากรอบคัดเลือกในปี 2006 ไม่สู้ดีด้วยความพ่ายแพ้ต่อ ซาอุดี อาระเบีย ทั้งเหย้า-เยือนแต่สุดท้ายพวกเขาก็ดิ้นเข้ารอบสุดท้ายที่ประเทศเยอรมนี ได้สำเร็จในฐานะอันดับ 2 ของกลุ่มเอ

    สวิตเซอร์แลนด์
    ที่ผ่านมา สวิตเซอร์แลนด์ ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายฟุตบอลโลกมาแล้ว 7 ครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1934 แต่ก็ต้องพ่ายให้กับ ยูโกสลาเวีย 2-3 ในรอบก่อนรองชนะเลิศ 4 ปีถัดมา สวิส ล้ม เยอรมนี ได้ในรอบแรกแต่ก็ถูก ฮังการี รองแชมป์ในปีนั้นหยุดพวกเขาเอาไว้แค่รอบก่อนรองชนะเลิศอีกครั้ง

    สำหรับในปี 2006 ที่ เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ เปรียบเสมือนทีมคนหนุ่มเลือดใหม่โดยปราศจากดาราเหมือนในอดีตอย่าง ชิริอาโก้ สฟอร์ซ่า และ สเตฟาน ชาปุยซาต์ แต่โอกาสเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายก็มีสูงไม่น้อยเพราะถ้าหากไม่นับเพื่อนร่วมกลุ่มอย่าง ฝรั่งเศส ที่เหลือคือ โตโก และ เกาหลีใต้ นั้นก็ถือว่าไม่น่าจะยากจนเกินไป

    โตโก
    ก่อนที่จะประสบความสำเร็จอย่างในปี 2006 โตโก ถือว่ามีโชคไม่น้อยเมื่อในรอบคัดเลือกถูกวางให้อยู่ในกลุ่มไม่แข็งนักมีเพียง เซเนกัล ที่มีประสบการณ์บนเวทีลูกหนังโลกมาแล้วเมื่อปี 2002 แม้จะเริ่มต้นด้วยความพ่ายแพ้ต่อ แซมเบีย 0-1 แต่ถัดจากนั้นพวกเขาชนะ 7 เสมอ 2 คว้าจ่าฝูงของกลุ่มมาครองได้ในที่สุด

    จากนั้น โตโก ต้องลงเล่นในศึก แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ ที่ประเทศ อียิปต์ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งประจวบเหมาะเหมือนกับเป็นทัวร์นาเมนต์อุ่นเครื่องของพวกเขาเพื่อเตรียมความพร้อม แต่ว่าก็พ่ายเรียบวุธต่อ คองโก, แคเมอรูน และ แอโกลา ตกรอบแรกไปแบบไม่ได้ลุ้นอะไร


    [​IMG]กลุ่ม เอช
    ซาอุดีอาระเบีย
    "นักเตะเมืองเศรษฐีน้ำมัน" ซาอุดีอาระเบีย สร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าไปเล่นในศึกฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1994 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่เคยห่างหายจากเวทีอันทรงเกียรติแห่งนี้เลยรวมถึงในปี 2006 ที่ประเทศ เยอรมนี ด้วย แม้จะถูกมองว่าเป็นเพียงไม้ประดับก็ตาม

    ฟุตบอลโลก ณ เมืองเบียร์ ซาอุฯ ยังคงต้องอาศัยประสบการณ์ของนักเตะตัวเก๋าวัย 30 ปีขึ้นไปเป็นตัวพยุงทีมโดยเฉพาะ ซามี่ อัล-จาเบอร์ ดาวยิงวัย 32 ปี ที่เป็นผู้เล่นคนเดียวที่ผ่านศึกเวิลด์คัพมาทั้ง 3 ครั้ง รวมถึงเป็นนักเตะเอเชียคนแรกที่ยิงได้สองประตูในศึกฟุตบอลโลกในปี 1994 และ 1998

    สเปน
    สเปน คืออีกหนึ่งทีมยักษ์ใหญ่บนเวทีลูกหนังโลกที่ไร้ซึ่งความสำเร็จ ทั้งๆ ที่มีศักยภาพครบครันในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลีกลูกหนังที่สุดแข็งแกร่งและศักยภาพของนักเตะที่มีให้เลือกใช้งานมากมาย แต่มักจะตกม้าตายในรอบสุดท้ายจนได้รับฉายาว่า "หมูสนามจริงสิงห์สนามซ้อมไปแล้ว"

    รอบคัดเลือกในปี 2006 เพื่อไปโชว์ฝีเท้ารอบสุดท้ายที่เยอรมนี ทีมชาติสเปน คว้าอันดับสองของกลุ่มโดยเป็นรอง เซอร์เบียแอนด์มอนเตเนโกร ทำให้ต้องไปเตะเพลย์ออฟกับ สโลวะเกีย ก่อนเอาชนะไปท่วมท้น 6-2 ซึ่งหากโชคเข้าข้างพวกเขาสักนิดรับรองว่าครั้งนี้มีลุ้นเข้ารอบลึกๆ แน่นอน

    ตูนิเซีย
    ปี 1978 ที่ อาร์เจนตินา ประวัติศาสตร์ลูกหนังต้องจารึกไว้ว่า ตูนิเซีย คือทีมแรกใน แอฟริกาใต้ ที่คว้าชัยชนะในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย เมื่อเอาชนะ เม็กซิโก 3-1 แต่การเสมอกับ เยอมนี และแพ้ โปแลนด์ ทำให้น้องใหม่ต้องตกรอบแรกม้วนเสื่อกลับบ้านก่อนใคร

    ปีนี้โอกาสเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ของ "อินทรีแห่งคาร์เธจ" ตูนิเซีย เป็นครั้งแรก น่าจะเปิดกว้างเป็นพิเศษเนื่องจากคู่ปรับร่วมกลุ่มอย่าง ยูเครน เมื่อเทียบกันแล้วน่าจะอ่อนประสบการณ์กว่าหลายขุมมีเพียง ซาอุดี อาระเบีย ที่ค่อนข้างจะสูสีเท่านั้น

    ยูเครน
    หลังแยกตัวจาก สหภาพโซเวียต ในปี 1991 ทำให้ ยูเครน มีโอกาสร่วมโม่แข้งในทัวร์นาเมนต์ระดับโลกเช่นเดียวกับชาติอื่นๆ ในรอบคัดเลือกของปี 2006 เพื่อไปเล่นรอบสุดท้ายที่เยอรมนี ทีมชาติยูเครน สร้างผลงานสุดยอดเก็บคะแนนเป็นกอบเป็นกำในช่วงแรกแม้ว่าจะพ่าย ตุรกี 0-1 และเสมอ แอลเบเนีย 2-2 ในสองนัดสุดท้ายแต่ว่าพวกเขาก็ได้เข้ารอบในฐานะจ่าฝูงของกลุ่มได้สำเร็จ

    ศักยภาพนักเตะในแนวรุกของ ยูเครน ถือว่าไม่เป็นรองชาติไหนโดยเฉพาะ อังเดร เชฟเชนโก้ กองหน้าที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในโลกของ เอซี มิลาน และตัวสนับสนุนอย่าง อังเดร โวโรนิน ดาวยิงของ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ซึ่งก็โชคดีที่พวกเขาอยู่ในกลุ่มที่ไม่แข็งนักทำให้โอกาสเข้ารอบสองมีสูงมากทีเดียว


    <hr id="null">
    :: ( S O U R C E : aksorn.com )* ::​
    </td></tr></tbody></table>
    <basefont face="MS Sans Serif"><base target="_blank"><table _base_target="_blank" style="border-collapse: collapse;" align="center" border="1" bordercolor="#000000" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody _base_target="_blank"><tr _base_target="_blank"><td _base_target="_blank"><table _base_target="_blank" align="center" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="780"><tbody _base_target="_blank"><tr _base_target="_blank"><td _base_target="_blank" colspan="2" align="center" bgcolor="white" valign="top"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table>
     

แชร์หน้านี้

Loading...