ดาราสาวสวยมีชื่อเสียง เป็นภิกษุณีผู้มีธรรม

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย toplus99, 28 ตุลาคม 2012.

  1. toplus99

    toplus99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +13,015
    [​IMG]
    จากชีวิตจริง ดาราสาวสวย มีชื่อเสียง เป็นภิกษุณีผู้มีธรรม
    จากชีวิตจริง ดารานางแบบสาวสวย มีชื่อเสียงมาก
    เป็นภิกษุณีผู้มีธรรมะในใจ เปี่ยมด้วยความสุข

    เรามาร่วมอนุโมทนา สาธุ ไปกับเธอคนนี้กันนะครับ
    ผู้ไม่หลงความงาม ชื่อเสียง และเงินทอง...
    แต่กลับหันหน้ามุ่งหาความสงบ...ทางธรรม...
    ขอให้เธอเจริญในธรรมและบรรลุสิ่งที่เธอหวัง...
    [​IMG]

    โคฮีนัว สิงค์ ชื่ออันไพเราะภาษาเปอร์เซียโบราณอันแปลว่า มงกุฎเพชร
    เป็นชื่อในวงการของ ทิพปา สิงค์ นักแสดงและนางแบบสาวชั้นแนวหน้า
    ของเนปาล เชื้อสายอินเดีย ที่จู่ๆ ตัดสินใจผันตัวเองมาบวชเป็นภิกษุณี
    เธอโกนผม ไม่แต่งหน้า และทำสิ่งที่สวนทางกับอาชีพนักแสดงอย่างยิ่ง
    จนหลายคนตกใจ มีทั้งเสียงยินดี ไม่พอใจ และสนับสนุนในคราวเดียวกัน
    หลังจากการเป็นนางเอกมิวซิค วิดีโอ กว่า ๒๕ เรื่อง และอาชีพนางแบบ
    กว่า ๑๐ ปี บน catwalks bikini shoots และนิตยสารเสื้อผ้าแฟชั่น

    ตอนนี้เธอได้ชื่อใหม่ทางพระพุทธศาสนาแบบเนปาล
    เธอกล่าวว่าที่เธอเลือกจะบวชเป็นภิกษุณีในพระพุทธศาสนา
    ก็เพราะพระพุทธศาสนานั้นเรียบง่ายและเป็นความจริงของชีวิต
    และสอนให้เธอได้เป็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง
    ชื่อเกิดของเธอคือ ทิพปา

    ต่อมาเมื่อเข้าวงการดารานางแบบก็กลายเป็น โคฮีนัว
    ในขณะที่แม่ของเธอชอบเรียกเธอว่า ชนะคยา
    ส่วนพ่อของเธอให้ nickname ใหม่กับเธอหลังบวชเป็นภิกษุณีว่า “buddha”
    ภิกษุณีสาวสวยให้สัมภาษณ์อย่างติดตลกเกี่ยวกับชื่อเหล่านั้น
    แต่อย่างไรก็ตามชื่อของเธอตามแบบสงฆ์
    ซึ่งเป็นตัวตนจริงของเธอก็คือ Ani Losang Dolma

    นอกจากนี้ ภิกษุณีคนสวยยังกล่าวว่า เธอไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นหรือดีใจ
    กับการได้เป็นนักแสดงหรือเวลามีคนมาชมในความสวยของรูปร่างน่าตาของเธอ
    เพราะสำหรับเธอมันก็เป็นแค่อาชีพหรือภาระหน้าที่หนักหน่วงเท่านั้น
    ผู้คนที่เข้ามามองดูเธอแค่เพียงรูปร่างภายนอก ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ ของเธอ
    บางคนชื่นชมในความสวยก็ดีไป ในขณะที่มีอีกหลายๆ คน
    ในสังคมอันโบร่ำโบราณของอินเดียและเนปาล
    ที่มองว่า นักแสดงนางแบบเป็นพวกขายเรือนร่าง
    [​IMG]
    ภิกษุณีสาวอดีตนักแสดง ยังกล่าวอีกว่า
    เธอรู้สึกชื่นชมการเป็นภิกษุณีมาก
    ตั้งแต่เด็กเวลาที่เธอพบพวกภิกษุณี ที่ Swayambu
    นางดูมีความสุขและแต่งกายแบบเดิมเสมอ เรียบง่าย
    และปราศจากเครื่องยึดเหนี่ยวใจให้ตกต่ำ เช่น สังคมของคนธรรมดา
    ที่ต้องนึกถึงภาพลักษณ์และปั้นแต่งอยู่เสมอ

    ยิ่งเวลาอายุน้อยมีกิเลสอยากได้มากเท่าไร สังเกตได้ว่าความสุขก็น้อยลงเท่านั้น
    หลายคนคิดว่าที่เธอบวชภิกษุณี เพื่อสร้างข่าวให้ตัวเองดังยิ่งขึ้น
    แต่ภิกษุณีสาวก็กล่าวว่าไม่เป็นความจริงเช่นนั้น
    เพราะเธอไม่ได้บอกสื่อมวลชนเลยตลอดเดือนที่เริ่มบวช แต่คนอื่นก็มาสืบรู้กันเอาเอง
    ภิกษุณีสาวกล่าวว่า เธอเป็นนางแบบที่ดังอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องสร้างข่าวเทียม
    เพื่อทำลายชื่อที่มีอยู่แล้วด้วยการโกหก

    เธอคิดว่าตลอดระยะเวลาเป็นดารานางแบบนี้ เธอก็ได้สร้างชื่อมามากเกินพอแล้ว
    และเธออยากจะละทิ้งมันไปทั้งหมดจริงๆ แล้วสื่อมวลชนเป็นสิ่งที่เธอยอมแพ้
    เวลาที่ใครสักคนเกิดมา ไม่มีใครรู้หรอกว่าตัวเองจะโตขึ้นแล้วเป็นอะไร
    เราทุกคนซึมซับเรียนรู้สิ่งรอบตัวและก็กลายเป็นเราในอนาคต
    และแน่นอน ภิกษุณีไม่ใช่คนของสื่อมวลชน

    เธอกล่าวว่าความแตกต่างระหว่างตอนเป็นโคฮีนัวกับตอนนี้ ก็ตลกดี
    เจอเหตุการณ์ที่ต่างกัน ตอนเป็นโคฮีนัว ก็มีแฟนคลับผู้ชายโทรมา
    ให้ฉันเลิกกับแฟนของตัวเอง (ดาราด้วยกัน)
    ในขณะที่แฟนคลับผู้หญิงของแฟนเรา ก็โทรมาบอกให้เขาเลิกกับเรา

    พอมาตอนนี้ เป็นภิกษุณีโกนหัวใส่จีวร มีวันหนึ่งเดินไปบิณฑบาต
    เจอกลุ่มเด็กผู้ชายกำลังเตะบอล พวกเค้าบังเอิญเตะมาโดนหัวเรา
    พวกเค้าคิดว่าเราเป็นเณรผู้ชาย ภิกษุณีสาวกล่าวพลางหัวเราะ

    ภิกษุณีสาว กล่าวว่า เธอจะไม่มีทางกลับไปเดินบนเส้นทางเดิม
    ของนักแสดงอีกตลอดไป เพราะการเป็นภิกษุณีคือสิ่งที่ฉันอยากเป็นมาตลอด
    ทั้งหมดนี้คือหนทางของหญิงสาวที่ก้าวสู่การเป็นภิกษุณีในต่างแดน
    แน่นอนว่ามีทั้งเสียงคัดค้านและต้อนรับ

    ผู้สื่อข่าวถามคำถามสุดท้ายจากเธอว่า
    เธอมีอะไรที่จะบอกเยาวชนรุ่นเด็กบ้าง

    ภิกษุณีสวยสวยตอบว่า
    คนเรานั้นเกิดมาก็ง่ายต่อการพบเจอสุขและทุกข์
    ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอันแสนสั้น
    สิ่งที่เป็นอมตะคือวิญญาณของเรา
    คนที่สามารถอยู่กับทั้งสุขและทุกข์
    โดยไม่สะทกสะท้านคือผู้ที่ค้นพบสุขอันแท้จริง
    [​IMG][​IMG]
    [​IMG][​IMG]




    --------------------------------------------------------------

    คัดลอกจากคุณ Thuncharin Panpittinunt
    สาวสวยกับบทบาทภิกขุณี
     
  2. Moderator6

    Moderator6 ทีมผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    1,355
    ค่าพลัง:
    +3,726
    ขออนุโมทนาครับ อีกท่านหนึ่งที่น่าชื่นชม คือ ท่านนี้ครับ
    [​IMG]

    ธรรมะมีค่ามากกว่ามรดก 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ

    Ajahn Siripanno (ท่านสิริปัญโญ) : เป็นลูกชายคนเดียวของมหาเศรษฐี Tan Sri Ananda Krishnan (2nd richest man in Malaysia & Southeast Asia and 89th in the world according to Forbes.) ซึ่งเป็นรุ่นที่ 2 ของมหาเศรษฐีผู้ใจบุญสุนทานชาวศรีลังกาเชื้อสายทมิฬ ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และ มารดาซึ่งเป็นคนไทย ครอบครัวนี้มีลูกสาว 2 คน และมีลูกชายเพียง 1 คน คือ Ajahn Siripanno ท่าน จบการศึกษาจากประเทศอังกฤษ และสามารถพูดได้ถึง 8 ภาษา ท่านได้เลือกที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อ 18 ปีที่แล้ว และไม่เคยมองย้อนกลับมาอยากใช้ชีวิตฆารวาส

    ท่าน ปฏิเสธโอกาสที่จะทำงานเพื่อเข้ามาดูแลและขยายอาณาจักรธุรกิจของบิดา รวมทั้งปฏิเสธไม่รับมรดกของครอบครัวซึ่งมูลค่ากว่า 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่กลับเลือกเดินบนเส้นทางของการเจริญสมาธิภาวนาตามแนวปฏิบัติสายพระป่าของ ไทย ปัจจุบันท่านยังคงมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขในธรรม สงบเย็น และสามารถแสดงธรรมได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ท่านเป็นลูกศิษย์สายพระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) แห่งวัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี


    Money is not everything. If you think money is everything what would you say about this man. He is the only son of Tan Sri Ananda Krishnan (second richest man in Malaysia & Southeast Asia and 89th in the world). He refused opportunity to work with his father to expand his father’s empire (personal fortune more than USD 8 billion) and instead chose the life of a simple Buddhist monk 18 years ago. Until now he follow the path of the Thai forest meditation tradition.

    [​IMG] Kumar Sanderagisan
    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]
    Ananda Krishnan & son, Ajahn Siripanno.

    http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=41957#.T6puGDw8FjB.facebook
     
  3. toplus99

    toplus99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +13,015
    แหม๊..เสียดายยังไม่มีประสบการณ์เคยรวย....แล้วเบื่อรวยแบบนี้มั่ง
    หากมีโอกาส เบื่อรวยเมื่อไหร่...จะออกบวชซะ ให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเลย

    นี่ก็กำลังหาประสบการณ์แบบนี้อยู่นะนี่!

    เอ...เมื่อไรน๊า?
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 ตุลาคม 2012
  4. blackangel

    blackangel เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    1,755
    ค่าพลัง:
    +1,911
    บางส่วนจากรัตนสูตร


    ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ อย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้หรือในโลกอื่น หรือรัตนะใดอัน ประณีตในสวรรค์ ทรัพย์และรัตนะนั้นเสมอด้วยพระตถาคต ไม่มีเลย พุทธรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้

    พระศากยมุนีผู้มีพระหฤทัยดำรงมั่น ได้บรรลุธรรมใดอันเป็นที่สิ้น กิเลส เป็นที่สำรอกกิเลส เป็นอมฤตธรรมอันประณีต ธรรมชาติอะไรๆ อันสมควรด้วยพระธรรมนั้นย่อมไม่มี ธรรมรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ขอ ความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้

    พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ทรงสรรเสริญแล้วซึ่งสมาธิใด ว่าเป็นธรรมอันสะอาด บัณฑิตทั้งหลายกล่าวสมาธิใด ว่าให้ผลในลำดับสมาธิอื่น เสมอด้วยสมาธินั้นย่อมไม่มี ธรรมรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดี จงมีแก่สัตว์ เหล่านี้

    บุคคล ๘ จำพวก ๔ คู่ อันสัตบุรุษทั้งหลาย สรรเสริญแล้ว บุคคลเหล่านั้นควรแก่ทักษิณาทาน เป็น สาวกของพระสุคต ทานที่บุคคลถวายแล้วในท่านเหล่านั้น ย่อมมีผลมาก สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วย สัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้

    พระอริย บุคคลเหล่าใดในศาสนาของพระโคดม ประกอบด้วยดีแล้ว (ด้วยกายประโยคและวจีประโยคอันบริสุทธิ์) มีใจมั่นคง เป็นผู้ไม่มีความห่วงใย (ในกายและชีวิต) พระอริยบุคคล เหล่านั้น บรรลุอรหัตผลที่ควรบรรลุหยั่งลงสู่อมตนิพพาน ได้ซึ่งความดับกิเลส โดยเปล่าเสวยผลอยู่ สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดี จงมีแก่สัตว์เหล่านี้

    เสาเขื่อนที่ฝังลงดิน ไม่หวั่นไหว เพราะลมทั้งสี่ทิศ ฉันใด ผู้ใดพิจารณาเห็นอริยสัจทั้งหลาย เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นสัตบุรุษ ผู้ไม่หวั่นไหวเพราะโลกธรรม มีอุปมาฉันนั้น สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วย สัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้

    พระอริยบุคคลเหล่าใด ทำให้แจ้งซึ่งอริยสัจทั้งหลาย อันพระศาสดาทรงแสดงดีแล้ว ด้วยปัญญาอันลึกซึ้ง พระอริยบุคคลเหล่านั้น ยังเป็นผู้ประมาทอย่างแรงกล้าอยู่ก็จริง ถึงกระนั้นท่านย่อมไม่ยึดถือเอาภพที่ ๘ สังฆรัตนะแม้นี้เป็น รัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมี แก่สัตว์เหล่านี้

    สักกายทิฐิและวิจิกิจฉา หรือแม้สีลัพพตปรามาส อันใดอันหนึ่งยังมีอยู่ ธรรมเหล่านั้นอันพระอริยบุคคลนั้นละได้แล้ว พร้อมด้วยความถึงพร้อมแห่งการ เห็น (นิพพาน) ทีเดียว อนึ่งพระอริยบุคคลเป็นผู้พ้นแล้ว จากอบายทั้ง ๔ ทั้งไม่ควรเพื่อทำอภิฐานทั้ง ๖ (คือ อนันตริยกรรม ๕ และการเข้ารีด) สังฆรัตนะแม้นี้ เป็นรัตนะ อันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์ เหล่านี้

    พระอริยบุคคลนั้น ยังทำบาปกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจก็จริง ถึงกระนั้น ท่านก็ไม่ควรเพื่อจะ ปกปิดบาปกรรมอันนั้น ความที่บุคคลผู้มีธรรมเครื่อง นิพพานอันตนเห็นแล้ว เป็นผู้ไม่ควรเพื่อปกปิดบาปกรรมนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอัน ประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์ เหล่านี้

    พุ่มไม้ในป่ามียอดอันบานแล้วในเดือนต้นใน คิมหันตฤดู ฉันใด พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงธรรมอัน ประเสริฐยิ่ง เป็นเครื่องให้ถึงนิพพาน เพื่อประโยชน์ เกื้อกูล มีอุปมาฉันนั้น พุทธรัตนะแม้นี้ เป็นรัตนะอัน ประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์ เหล่านี้

    พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ทรงทราบธรรมอัน ประเสริฐ ทรงประทานธรรมอันประเสริฐ ทรงนำมา ซึ่งธรรมอันประเสริฐ ไม่มีผู้ยิ่งไปกว่า ได้ทรงแสดง ธรรมอันประเสริฐ พุทธรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้

    พระอริยบุคคลเหล่าใด ผู้มีจิตอันหน่ายแล้วในภพต่อไป มีกรรม เก่าสิ้นแล้ว ไม่มีกรรมใหม่เครื่องสมภพ พระอริยบุคคลเหล่านั้นมีพืชอันสิ้นแล้ว มีความพอใจไม่งอกงาม แล้ว เป็นนักปราชญ์ย่อมนิพพาน เหมือนประทีปอัน ดับไปฉะนั้น สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วย สัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้

    ที่มา http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?name=%C3%B5%B9%CA%D9%B5%C3
     
  5. toplus99

    toplus99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +13,015
    วิลิต เตชะไพบูลย์" อำลาไฮโซฯ เป็นเกษตรกรชั่วชีวิต

    [​IMG]
    2 ปีกว่าในเรือกสวนไร่นาตระกูล "เตชะไพบูลย์" เข้ามาตั้งรกรากในเมืองไทยเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน "วิลิต เตชะไพบูลย์" หรือ "คุณเล็ก" ทายาทคลื่นลูกที่สามของตระกูล เป็นบุตรคนเล็กในจำนวนพี่น้อง 3 คน ของนายอุธรณ์ เตชะไพบูลย์ (น้องชายคนที่ 5 ของนายอุเทน เตชะไพบูลย์) กับนางโนรี เตชะไพบูลย์ เจ้าของโรงแรมรีเจ้นท์ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี วิลิตจบจากคณะบัญชี จุฬาฯ เมื่อปี 2531 เป็นความหวังของตระกูลที่จะสืบทอดธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว


    ครอบครัวมอบหมายให้ดูแล บริษัท รีเจ้นท์ยืนยงพัฒนา จำกัด ซึ่งเป็นส่วนส่งเสริมธุรกิจของโรงแรมรีเจ้นท์ชะอำ แต่จิตวิญญาณของวิลิตมิได้อยู่ที่ธุรกิจการโรงแรม กลับมุ่งแสวงหาสิ่งที่เป็นสัจธรรมของชีวิต ออกไปสัมผัสกับประชาชนยากไร้ในชนบท ตระเวนไปกับคณะของอาจารย์เสน่ห์ จามริก เมื่อหลายปีก่อน ไปดูเรือกสวนไร่นาที่ภาคอีสาน ศึกษาการเกษตรแบบผสมผสาน หรือที่เรียกกันว่า "ทำกิน-เหลือขาย" ไม่พึ่งพาการตลาดเป็นหลัก ลงลึกถึงสภาพชีวิตของชาวนาชาวไร่ว่าเหตุใดจึงยากจนไม่รู้จบ การทำมาหากินบนวิถีชีวิตชาวไร่ชาวนาแบบเดิม โดยใช้ต้นทุนจากธรรมชาติ จะอยู่กันได้หรือไม่


    ขณะเดียวกันที่โรงแรมรีเจ้นท์ชะอำ "วิลิต" ร่วมกับ "วิลาศ เตชะไพบูลย์" พี่ชาย เปิด "หมู่บ้านหรรษา" เป็นเวทีให้ชนหลายหมู่เหล่าใน จ.เพชรบุรี อาทิ ชาวไทย ทรงดำ, กะเหรี่ยง-กะหร่าง, ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน, ศิลปินเพื่อชีวิต, เครือข่ายองค์กรเอ็นจีโอต่างๆ มาใช้ลาน-เวทีของหมู่บ้านแสดงวิถีชีวิตและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหลากหลาย

    วิลิตใช้พื้นที่ 10 ไร่ ข้างโรงแรมรีเจ้นท์ชะอำ แบ่งเป็นแปลงทดลองปลูกข้าว 2 ไร่ และไร่สวนอีก 7 ไร่ โดยทำการเกษตรด้วยวิธีธรรมชาติ ไม่พึ่งพาสารเคมี โดยเขาลงมือปลูกข้าวทำนาหว่านไถเอง
    ต้นปี 2543 "วิลิต" ตัดสินใจทิ้งบริษัท รีเจ้นท์ยืนยงพัฒนาฯ และธุรกิจต่างๆ ของตระกูล เพื่อไปใช้ชีวิตเป็น "ชาวนา" อยู่กลางทุ่งในเนื้อที่ 11 ไร่ ที่บ้านทุ่งพร้าว หมู่ 8 ต.ท่ายาง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เป็นข่าวเกรียวกราว ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วประเทศ

    ช่วงนั้นหลายคนมองว่าทายาทเศรษฐีกับของเล่นใหม่ จะไปได้สักกี่น้ำ คนรวยทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด อะไรทำนองนั้น!!
    ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้หนุ่มคนนี้หันเหจากชีวิตในแวดวงไฮโซฯ เพราะเขาเคยออกบวชเมื่อจบจากจุฬาฯใหม่ๆ ที่วัดบวรฯ จากนั้นไปศึกษาธรรมะกับ "หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน" ที่วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ทำให้เขาได้เรียนรู้การใช้ชีวิตเรียบง่าย
    ไถนาด้วยรูปแบบผสมผสานเก่า-ใหม่

    วันนี้ เวลาผ่านไปแล้วกว่า 2 ปี วิลิตกับความเป็นอยู่อย่างชาวไร่ชาวนาไปถึงไหน
    "ชีวิตผมลงตัวกับการอยู่ที่นี่ตลอดชีวิตแล้วครับ" วิลิตกล่าวอย่างหนักแน่น และว่าตลอดห้วง 2 ปีที่ผ่านมา มีความสุขมากกับการใช้ชีวิตในชนบท ลงมือหว่านไถทำนาทำไร่ด้วยตนเอง แต่ทำนาตามแนวคิดคือทำนาปีละครั้ง ไม่ใช้สารเคมี และปลูกผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ ตามสัดส่วนของพื้นที่ รายได้พอค่ากับข้าว ถ้าถามว่าอยู่ได้หรือไม่ ตอบได้ว่าไม่ 100% เพราะพื้นที่ที่มีอยู่ 11 ไร่ แบ่งทำนาแค่ 3 ไร่ คิดว่าตัวคนเดียวแค่ 3 ไร่ ก็พอกินเหลือนอกนั้นทำไร่สวนผสมอีก 2-3 ไร่ แต่ปรากฏว่ารายรับไม่พอกับรายจ่าย เพราะไม่ได้ทำนาปรัง ปีนี้จึงต้องซื้อที่ดินเพื่อทำนาเพิ่มอีก 5 ไร่ คาดว่าปีหน้าจึงพอจะอยู่ได้"

    วิลิตเล่าอย่างถ่อมตัวว่า "ทำนามา 2 ปีกว่า ยังเป็นตัวอย่างที่ดีไม่ได้ เพราะไม่มีครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบเหมือนชาวนาจริงๆ จึงทำนาแบบไม่มีแรงกดดัน ยังไม่ขยันเหมือนชาวนาทั่วไป ความสามารถก็ยังไม่เท่าชาวนาที่มีพื้นฐานทำนามานาน อย่าถามว่ามาทำนาที่นี่คุ้มหรือเปล่า เพราะนั่นหมายถึงไปติดยึดกรอบแนวคิดเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม 30 ปีที่ผ่านมา ชาวนาต้องพึ่งพาการตลาดเป็นหลัก มีคาถาการตลาดเข้ามาเกี่ยวพัน ถ้าใครไม่ทำตามคาถาจะกลายเป็นกลุ่มชาวนาด้อยพัฒนา แต่ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าชาวนาทุกวันนี้เป็นหนี้กันทั้งบ้านทั้งเมืองและไม่มีใครรับผิดชอบ เป็นผลจากความผิดพลาดของนโยบายรัฐที่เร่งผลผลิตการส่งออก จึงชี้นำให้มีการใช้ปุ๋ยใช้ยาเคมี เมื่อเร่งผลผลิตก็ต้องมาบริหารต้นทุน ทำให้กระบวนการซับซ้อน ผมเชื่อว่าโดยพื้นฐานทางวัฒนธรรมชาวนาไทยอยู่รอดได้โดยไม่ต้องอิงระบบการเร่งส่งออกเพื่อการตลาด 100%"

    "ในทรรศนะผม ชาวนาต้องขี้เกียจสักหน่อย อย่าขยันเกิน เพราะขยันเกินแล้วจะเป็นหนี้ นโยบายรัฐผิดพลาดมาโดยตลอด จะพูดกันให้ชัดๆ ต้องย้อนไปดูแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ตั้งแต่ฉบับที่ 1 ได้รับอิทธิพลมาจากสหรัฐอเมริกาโดยตรง สหรัฐส่งคนมาช่วยจอมพลสฤษดิ์เขียนแผนฯ นักวิชาการไทยตอนนั้นล้วนจบมาจากเมืองนอก ไม่รู้ปัญหาที่แท้จริงของชาวนา จึงนำพาประเทศไปสู่ระบบการส่งออก เมื่อกำหนดให้การส่งออกเป็นรายได้ประชาชาติ เพราะระบบพออยู่พอกินไม่สนองนโยบายรัฐ รัฐเองก็ไม่สนใจว่าเกษตรกรจะพังหรือไม่ สนใจแต่รายได้ประชาชาติ คิดเพียงว่าถ้ารายได้ประชาชาติดีขึ้น ชีวิตของทุกคนก็จะดีขึ้นด้วย ซึ่งมันไม่ใช่ ภาระกลับตกอยู่กับเกษตรกรในรูปของหนี้สิน คุณภาพชีวิตตกต่ำ จะเห็นได้ว่าผลผลิตของเกษตรกรสูง แต่ประโยชน์ไปตกอยู่กับส่วนอื่นที่มิใช่เกษตรกร"

    แนวคิดการเกษตรแบบไม่พึ่งพาสารเคมี ไปรอดหรือไม่ วิลิตให้ข้อคิดว่า ถ้าปลูกข้าวแล้วใส่ปุ๋ยเคมีได้ข้าว 100 ถัง ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีได้ 50 ถัง แต่ควรคิดด้วยว่าได้ 100 ถัง ต้องเสียค่าปุ๋ยค่ายาไปเท่าไหร่ ต้นทุนเท่าไหร่ ดอกเบี้ยที่กู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)เท่าไหร่ ค่าลงทุนพันธุ์ข้าวเท่าไหร่ สมมุติว่าปลูกข้าวได้ 120 ถังต่อไร่ แล้วเจ๊งเป็นหนี้ แต่ปลูกได้ 50 ถังต่อไร่ โดยไม่ต้องมีต้นทุน ก็มีแต่กำไร เพราะฉะนั้นจะทำมากไปทำไม

    กลางปี 2544 วิลิตเป็นแกนนำในการจัดตั้ง "กลุ่มเพื่อนชาวนา" ที่ทำการกลุ่มตั้งอยู่ที่ตลาดกลางการเกษตรเพชรบุรี(ตลาดหนองบ้วย) ชักชวนชาวนาในพื้นที่ประมาณ 70-80 คน รวมตัวกันเพื่อพูดคุยหาทางแก้ไขปัญหาหนี้สิน โดยอาศัยเงื่อนไขจาก พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งเป็นนโยบายรัฐจนปัจจุบันนี้วิลิตสามารถรวบรวมชาวไร่ชาวนาใน จ.เพชรบุรี เข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มฯ ได้ประมาณ 5,500 คนแล้ว

    เขาแสดงความเห็นเกี่ยวกับ ธ.ก.ส.ว่า การเกิดของธนาคารนี้เริ่มต้นจากเจตนาดีของรัฐ ที่ต้องการเอาเงินทุนมาเป็นน้ำมันหล่อลื่นช่วยเกษตรกรให้ตั้งตัวได้ แต่ความจริงไม่ใช่ เพราะตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ธ.ก.ส.คือนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐ เป็นธนาคารที่รีดเลือดจากเกษตรกร ไม่ใช่เป็นไปเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน เป็นแค่น้ำมันหล่อลื่นในการรีดผลผลิตภาคเกษตรเพื่อการส่งออกเท่านั้น ขณะที่เกษตรกรมีแต่หนี้สินเพิ่มพูนมากขึ้นทุกวัน

    วันนี้ นอกจากวิลิตจะยืนยันว่า "ผมไม่ไปไหน" จะใช้ชีวิต "ชาวนา" ไปจนชั่วชีวิตแล้ว ยังใช้ประสบการณ์ชีวิตเพื่อหาทางช่วยเหลือ "เพื่อนชาวนา" โดยเชื่อมโยงเครือข่ายไปยังกลุ่มชาวนาชาวไร่ต่างๆ ทั่วประเทศอย่างเต็มกำลังความสามารถ

    พื้นที่ 16 ไร่ ที่บ้านทุ่งพร้าวของเขาในวันนี้ มีบรรยากาศและกลิ่นอายของชาวชนบทอย่างแท้จริง เรือนทรงไทยเก่าๆ หลังเล็กๆ โดดเด่นอยู่กลางทุ่งนาพร้อมต้อนรับมิตรสหายที่ไปร่วมวงจิบน้ำชา-ซัดเหล้าโรงในยามแดดร่มลมตก วันดีคืนดีชาวบ้านย่านดังกล่าวจะได้ยินเสียงพิณจีน(โกวเจ็งหรือกู่เจิ้ง) จากปลายนิ้วของวิลิตที่กรีดตะหวัดบนเส้นสายอย่างไพเราะน่าฟังอีกด้วย

    เรื่องราวของชาวนาไทยในอนาคตหากจะผันแปรไปในทางสร้างสรรค์ เชื่อว่าคนหนุ่มนาม "วิลิต เตชะไพบูลย์" จะมีส่วนหนุนช่วยให้ก้าวเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นธรรม

    มุมสีชมพู
    วันนี้วิลิตในวัย 37 ปี กำลังคบหาคู่ใจกับ น.ส.กิ่งกานต์ วิไลแก้ว หรือ "กิ่ง" วัย 24 ปี สาวสวยชาวกรุงเทพฯ เพิ่งจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาศิลปอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นชาวกรุงเทพฯ หน้าตาสะสวยโดยไม่ต้องปรุงแต่ง ร่างผอมบาง ผิวขาว พูดจาฉะฉาน น้ำเสียงกังวาลสดใส และมีมนุษยสัมพันธ์

    กิ่งกำลังฝึกการทอผ้าแบบไทยพวนของ "กลุ่มเยาวชนทอผ้าพื้นบ้านสืบสานวัฒนธรรมไทยพวน" ที่โรงฝึกทอผ้าหลังที่ทำการ อบต.มาบปลาเค้า อ.ท่ายาง
    กิ่งเล่าว่า รู้จักกับวิลิตโดยพ่อแม่แนะนำให้รู้จักที่บ้านเมืองปลายปี 2545 จากนั้นก็สืบสานสัมพันธ์กันเรื่อยมา แต่ขณะนี้เป็นเพียงขั้นเริ่มต้นเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น กำลังศึกษาชีวิตของกันและกัน เรียกว่ายังอยู่ในช่วงดูใจ

    กิ่งยอมรับว่าวิลิตเป็นคนพิเศษในหัวใจคนหนึ่ง และบอกว่าได้เคยไปที่บ้านทุ่งพร้าวของวิลิตหลายครั้งแล้ว ได้เห็นวิลิตลงมือทำนาด้วยตนเอง ได้ซึมซาบแนวคิดของวิลิตเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในลักษณะนี้

    "คิดว่าคนเราชอบไม่เหมือนกัน เมื่อเขาชอบยังไง เขาก็ทำของเขาไป แต่เขามีเหตุผลในสิ่งที่เขาทำ ฟังแล้วน่าสนใจ เคยถามเขาเหมือนกันว่าทำไมจึงทิ้งชีวิตธุรกิจของครอบครัวมาทำนา เขาบอกว่าเบื่อ ขณะนี้เขาค้นพบสิ่งที่เป็นตัวตนของเขาแล้ว และสามารถช่วยเหลือชาติบ้านเมืองได้ทางหนึ่งด้วย"

    กิ่งยังเล่าอีกว่า เคยทดลองลงไปเกี่ยวข้าวในนาของวิลิตร่วมกับชาวบ้าน รู้สึกสนุกดี
    เมื่อถามว่าหากจะต้องมาใช้ชีวิตชาวนาอยู่ที่บ้านทุ่งพร้าวร่วมกับวิลิตจะทนกับสภาพนี้ได้หรือไม่ กิ่งบอกว่ายังไม่ทราบ กำลังทดสอบตัวเองอยู่เหมือนกัน ถ้าปลงได้ก็อยู่ได้ ที่นี่เหมาะสำหรับคนที่ไม่ต้องการอะไรมาก ถ้ายังมีความอยากหรือมีความฟุ้งเฟ้อก็อยู่ไม่ได้

    ที่มาข้อมูลดีๆจาก
    มติชนรายวัน 26 กพ.46
     
  6. toplus99

    toplus99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +13,015
    <TABLE width="100%"><TBODY><TR><TD width=320 align=left><!-- AddThis Button END --></TD><TD>
    </TD></TR></TBODY></TABLE>

    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=520><TBODY><TR><TD>[​IMG]

    ยินดีต้อนรับ เว็บบ้านนาวิลิต
    นาวิลิต มีจุดเริ่มต้นมาจาก วิลิต เตชะไพบูลย์ คนเมืองหลวงที่เลือกที่จะตัดตัวเองออกจากระบบการแข่งขันและระบบการบังคับกด ขี่ในสังคม ผันตัวเองมาเป็นชาวนา

    บนพื้นที่ 8 ไร่ของเขา ข้าวพันธุ์พื้นบ้านที่เคยหายสาบสูญไปหลายต่อหลายสายพันธุ์ถูกนำกลับมาปลูก ใหม่อีกครั้ง “กันตัง” “นางพญา” “บายศรี” อาจไม่ใช่ข้าวพันธุ์ยอดนิยมในท้องตลาด แต่เป็นพันธุ์หลักของ “นาวิลิต” ซึ่งผลิตออกจำหน่ายใช้ชื่อยี่ห้อของตัวเขาเองกับโลโก้น้องวัวผู้น่ารัก เหมือนๆ กับชื่อร้านค้ากรีนช็อปภายในอาคารสำนักงานกลางกรุง


    </TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=520><TBODY><TR vAlign=top><TD style="PADDING-BOTTOM: 20px; PADDING-LEFT: 10px; PADDING-RIGHT: 10px; PADDING-TOP: 20px" colSpan=2>[​IMG] วิลิตอยากคุย


    "ผมคิดว่าการทำนามันไม่ใช่แค่ไถหว่านเพาะปลูกเหมือนต้นไม้..." </TD></TR><TR vAlign=top><TD style="PADDING-BOTTOM: 20px; PADDING-LEFT: 10px; PADDING-RIGHT: 10px; PADDING-TOP: 20px" colSpan=2>วิลิต เตชะไพบูลย์ รายการพอเพียงเพื่อเพียงพอ


    ทิ้งธุรกิจพันล้าน หันไปเป็นชาวนา ย้อนไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว หลังจากตัดสินใจทิ้งธุรกิจพันล้าน ทิ้งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการโรงแรมรีเจนท์ชะอำ อันเป็นธุรกิจของครอบครัว ‘วิลิต เตชะไพบูลย์’ ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ก็หันเหชีวิตไปเป็นเกษตรกรเต็มตัว และดูเหมือนทุ่งนาเขียวขจีที่เขาลงมือหว่านไถด้วยตัวเองจะน่าหลงใหลกว่าห้อง แอร์เย็นฉ่ำ เขาและภรรยา
    (กิ่งกานต์ เตชะไพบูลย์) พร้อมด้วยลูกชายวัยน่ารักทั้ง 2 คน (เพลงพัชร และพลพัชร เตชะไพบูลย์) จึงยังคงลงหลักปักฐานอยู่ที่บ้านทุ่งพร้าว อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    "ผมคิดว่าการทำนามันไม่ใช่แค่ไถหว่านเพาะปลูกเหมือนต้นไม้ แต่หมายถึงการสร้างชีวิตของเราขึ้นมา ชีวิตที่เป็นจริง และเมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วชีวิตคนเราจึงไม่ใช่แค่ข้าวปลาอาหารที่เป็นรูปธรรม หรือข้าวปลาอาหารที่ตีราคา แต่หมายถึงว่า เราคงต้องสร้างอะไรอีกหลายอย่างที่เกี่ยวเนื่องกัน ไม่ว่าจะเป็นชีวิตครอบครัว ชีวิตชุมชนที่ถูกทำลายหายไป ที่จะต้องมาพร้อมกับการฟื้นฟู
    เพราะฉะนั้นผมคิดว่า บางทีอาจจะไม่ได้หมายถึงแต่ผู้ต้องการจะไปปลูกข้าว แต่ผมอยากจะเชิญชวนให้พวกเราในสังคมที่กำลังมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของโลก และความเสื่อมสลายทั้งหลายในโลกนี้ มาช่วยกัน “ฟื้นสิ่งที่เราเสียไป” โดยเอาเรื่อง “ข้าว” เป็นอุทาหรณ์ ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ คุณค่าในครอบครัวที่เราให้ความสำคัญน้อยลง เพราะถูกกระแสการแข่งขันมันดึงออกไป รวมถึงเรื่องเพื่อน ตลอดจนความสำคัญที่เราจะโยงใยกันให้มันเป็นชุมชน เป็นเครือข่ายที่จะเกื้อหนุนกันและกัน ประคองซึ่งกันและกัน ในสภาวะที่กระแสโลกมันถาโถม เอารัดเอาเปรียบ เพื่อให้เราที่เป็นประชาชน ไม่ว่าจะเป็นคนเมือง คนชนบท หรือคนทุกๆ สังคมได้เติบโตขึ้นมาโดยที่ไม่มีใครมาเบียดเบียน"
     
  7. toplus99

    toplus99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +13,015
    ความสุขนี่ มันช่างหาได้ง่าย....ซะเหลือเกินหนอ

    อยู่ง่ายๆ เข้าใจง่ายๆ ปรุงแต่งแต่น้อย... ถึงน้อยที่สุด

    ก็ธรรมชาติ แค่นี้เองหนอ..มนุษย์เราเอ๋ย
     
  8. toplus99

    toplus99 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    1,622
    ค่าพลัง:
    +13,015
    [​IMG]
    <TABLE border=0 width="100%" align=center><TBODY><TR><TD class=Thaiorg vAlign=top>
    "พระเถรีสำคัญในสมัยพุทธกาล"​
    พระภิกษุณีสงฆ์ผู้เป็นกำลังสำคัญในการเผลแผ่พระพุทธศาสนา ในสมัยพุทธกาล นับจากภิกษุณีสงฆ์องค์แรกคือ ประนางมหาปชาบดีโคตม และ พระอัครสาวิกา ทั้งสอง คือ พระเขมาและพระอุบลวรรณ มีดังนี้
    มหาปชาบดีโคตมี เป็นพระน้านางของพระพุทธเจ้า เดิมเรียกว่าพระนางปชาบดี เป็นธิดาของพระเจ้าอัญชนะแห่งโกลิยวงศ์ และเป็นพระภคินีของพระนางสิริมหามายา เมื่อพระนางสิริมหายาพระมารดาของพระพุทธเจ้าสิ้นพระชนม์แล้ว พระเจ้าสุทโธนะราชกษัตริย์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ได้มอบสิทธัตถกุมารให้พระนางเลี้ยงดู ต่อมาเมื่อพระเจ้าสุทโธทนะสวรรคตแล้ว พระนางได้ออกบวชเป็นภิกษุณีองค์แรก ในพรรษาที่ ๕ ก่อนพุทธศักราช ๔๐ ปี พระมหาเถรีมหาปชาบดีโคตมีได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในทางรัตตัญญู (บวชนารู้เหตุก่อนใคร ๆ)

    พระเขมา พระเถรีมหาสาวิกาเขมา ประสูติในราชตระกูลแห่งสาคลนครในมัททรัฐ ต่อมาให้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าพิมพิสารพระเจ้าแผ่นดินมคธครองราชสมบัติอยู่ที่พระนครราชคฤห์ มีความมัวเมาในรูปสมบัติของตรได้ฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรมเทศนาเรื่องราคะ และการกำจัดราคะ พอจบพระธรรมเทศนาก็ได้บรรลุพระอรหัต แล้วบวชเป็นภิกษุณี ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางมีปัญญามาก และเป็นอัครสาวิกาฝ่ายขวา

    อุบลวรรณา พระเถรีมหาสาวิกาอุบลวรรณา เป็นธิดาเศรษฐีในพระนครสาวัตถี ได้ชื่อว่าอุบลวรรณาเพราะมีผิวพรรณดังดอกนิลุบล (อุบลเขียว) เป็นสตรีผู้มีรูปโฉมงดงามอย่างยิ่ง จึงเป็นที่ปรารถนาของพระราชาในชมพูทวีปหลายพระองค์ ต่างส่งคนมาติดต่อทาบทามกับ ท่านเศรษฐีผู้เป็นบิดา ก่อให้เกิดความลำบากใจมาก จึงคิดจะให้ธิดาบวชพอเป็นอุบาย แต่นางเองพอใจในบรรพชาอยู่แล้ว จึงบวชเป็นภิกษุณี ด้วยศรัทธาอย่างจริงจัง คราวหนึ่งอยู่เวรจุดประทีปในพระอุโบสถ นางเพ่งดูเปลวประทีปถือเอาเป็นนิมิตเจริญญานมีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ได้บรรลุพระอรหัต พระมหาสาวิกาอุบลวรรณา ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคะ ในทางแสดงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ และเป็นอัครสาวิกาฝ่ายซ้าย

    กีสาโคตมี พระเถรีสำคัญองค์หนึ่งเดิมเป็นธิดาคนยากจนในพระนครสาวัตถี แต่ได้เป็นลูกสะใภ้ของเศรษฐีในพระนครนั้น นางมีบุตรชายคนหนึ่ง อยู่มาไม่นานบุตรชายตายนางมีความเสียใจมาก อุ้มบุตรที่ตายแล้วไปในที่ต่าง ๆ เพื่อหายาแก้ให้ฟื้น จนได้พบพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงสอนด้วยอุบายและทรงประทานโอวาท นางได้ฟังแล้วบรรลุโสดาปัตติผลบวชในสำนักนางภิกษุณี วันหนึ่งนั่งพิจารณาเปลวประทีปที่ตามอยู่ในพระอุโบสถ ได้บรรลุพระอรหัต พระเถรีกีสาโคตมีได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางจีวรเศร้าหมอง

    ธัมมพินนา พระเถรีมหาสาวิกาธัมมทินนาเป็นกุลธิดาชาวพระนครราชกฤห์ เป็นภรรยาของวิสาขเศรษฐี มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง บวชในสำนักนางภิกษุณียำเพ็ญเพียรไม่นานก็ได้สำเร็จพระอรหัตพระเถรีธัมมทินาได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางเป็นธรรมกถึก

    ปฏาจารา พระมหาสาวิกาปฏาจาราเป็นกุลธิดาเศรษฐีในพระนครสาวัตถี ได้รับวิปโยคทุกข์อย่างหนักเพราะสามีและลูกตาย พ่อแม่พี่น้องตายหมด ในเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นฉับพลันทันทีและติดต่อกัน ถึงกับเสียสติปล่อยผ้านุ่งผ้าห่มหลุดลุ่ยเดินบ่นเพ้อไปในที่ต่าง ๆ จนถึงพระเชตวันมหวิหาร พระศาสดาทรงแผ่เมตตา เพปล่งพระวาจาให้นางกลับได้สติ แล้วแสดงพระธรรมเทศนา นางได้ฟังแล้วบรรลุโสดาปัตติผล บวชเป็นพระภิกษุณี ไม่ช้าได้สำเร็จพระอรหัต พระเถรีมหาสาวิกาปฏาจาราได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางทรงพระวินัย

    ภัททกาปิลานี พระมหาสาวิกาภัททกาปิลานี เป็นธิดาพราหมณ์โกสิยดคตรในสาคลนครแห่งมัททรัฐเมื่ออายุ ๑๖ ปีได้สมรสกับปิปผลิมาณพตามความประสงค์ของมารดาบิดา แต่ไม่มีความยินดีในชีวิตครอบเรือน ต่อมาทั้งสามีภรรยาได้สละเรือน นุ่งห่มผ้ากาสวะออกบวชกันเองเดินออกจากบ้านแล้วแยกกันที่ทางสองแพร่ง ปิปผลิมาณพเดินทางต่อไปจนพบพระพุทธเจ้าที่พหุปุตตกนิโครธ ได้อุปสมบท ครั้นล่วงไป ๗ วันก็ได้บรรลุพระอรหัต เป็นพระมหาสาวกนาม พระมหากัสสปะ ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางถือธุดงค์

    ส่วนนายภัททกาปิลานีออกบวชเป็นปริพาชิกา (นักบวชนอกพระพุทธศาสนา)ต่อมาเมื่อพระมหาปชาบดีผนวชเป็นภิกษุณีแล้ว นางภัททกาปิลานีได้มาบวชอยู่ในสำนักของพระมหาปชาบดี เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานด้วยความไม่ประมาท ได้บรรลุพระหัต ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางปุพเพนิวาสานุสสติ

    ภัททา กัจจนา พระมหาสาวิกาภัททา กัจจานา เป็นธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะแห่งโกลิยวงศ์ พระนามเดิมว่า "ยโสธรา" หรือ "พิมพา" อภิเษกสมรสกับเจ้าชายสิทธัตถะเมือพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา เป็นพระมารดาของพระราหุลพุทธชิโนรส ได้นามว่า ภัททา กัจจานาเพราะทรงมีฉวีวรรณดุจทองคำเนื้อเกลี้ยง บวชเป็นภิกษุณีในพระพุทธศาสนาเจริญวิปัสนากัมมัฏฐานไม่ช้าก็สำเร็จเป็นอรหัจ พระมหาสาวิกาภัททา กัจจานา ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางบรรลุมหาภิญญา พระนางทรงเป็นสหชาติกับพระพุทธเจ้า

    ภัททา กุณฑลเกสา พระมหาสาวิกาภัททากุณฑลเกสาเป็นธิดาของเศรษฐีในพระนครราชคฤห์ เคยเป็นภรรยาโจรผู้เป็นนักโทษประหารชีวิต โจรคิดจะฆ่านางเพื่อเอาทรัพย์สมบัติ แต่นางใช้ปัญญาคิดแก้ไขกำจัดโจรได้ แล้วบวชในสำนักนิครนถ์ (นักบวชนอกพระพุทธศาสนาที่เป็นสาวกของนิครนถนาฏบุตร , นักบวชในศาสนาเชน) ต่อมาได้พบกับพระสารีบุตรพระอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า ได้ถามปัญหากันและกัน จนนางมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ต่อมาได้ฟังธรรมเทศนาที่พระศาสดาทรงแสดงได้สำเร็จพระอรหัต แล้วบวชในสำนักนางภิกษุณี พระมหาสาวิกาภัททา กุณฑลเกสาได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในบรรดาภิกษุผู้มาจากตระกูลสูง

    สิคาลมาตา พระมหาสาวิกาสิคาลมาตาเป็นธิดาเศรษฐีในพระนครราชคฤห์ เจริญวัยแล้วแต่งงานมีบุตรคนหนึ่งชื่อ สิงคาลกุมารวันหนึ่งได้ฟังธรรมีกถาของพระศาสดา มีความเลื่อมใสศรัทธา ขอบวชเป็นภิกษุณี ต่อ มาได้ไปฟังธรรมเทศนาที่พระศาสดาทรงแสดงนางคอยตั้งตาดูพระพุทธเจ้า

    สิริสมบัติด้วยศรัทธาอันแรงกล้า พระพุทธองค์ทรงทราบดังนั้นก็ทรงแสดงธรรมให้เหมาะกับอัธยาศัยของนาง นางส่งในไปตามกระแสพระธรรมเทศนาก็ได้บรรลุพระอรหัต พระมหาสาวิกาสิคาลมาตาได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางศรัทธาธิมุต

    โสณา พระมหาสาวิกาโสณาเป็นธิดาของผู้มีตระกูลในพระนครสาวัตถี นางแต่งงานมีสามีและมีบุตร ๑๔ คน เป็นชาย ๗ คน และ หญิง ๗ คน ภายหลังสามีถึงแก่กรรม ลูกชายหญิงก็แต่งงานมีเรือนกันไปหมด จึงออกบวชเป็นภิกษุณี มีความเพียรอย่างแรงกล้า เจริญวิปัสสานาอยู่เรือนไฟได้ฟังพระธรรมเทศนา ของพระศาสดาได้บรรลุพระอรหัตพระมหาสาวิกาโสณาได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางปรารภความเพียร

    อโนชา พระมหาสาวิกาอโนชาเป็นพระอัครมเหสีของกษัตริยืผู้ครองราชสมบัติในนครกุกกุฏวดีในปัจจันตประเทศ ได้ทราบข่าวการอุบัติของพระพุทธเจ้าแล้วบังเกิดปีติศรัทธา สละราชสมบัติทรงม้าเดินทางไกลถึง ๓๐๐ โยชน์ (๔,๘๐๐ กิโลเมตร) มาเฝ้าพระพุทธเจ้าสดับธรรมกถา บรรลุพระอรหัตแล้วได้อุปสมบท เป็นพระมหาสาวกองค์หนึ่งมีพระนามว่าพระมหากัปปินะ ส่วนพระนางอโนชา เมื่อทราบข่าวการอุบัติของพระพุทธเจ้าก็เกิดปีติและศรัทธาเช่นเดียวกัน พระนางทรงรถเสด็จมาเฝ้าพระพุทธเจ้าฟังธรรมบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว รับพรรพชาจากพระอุบลวรรณาเถรีไปอยู่ในสำนักภิกษุณี

    </TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=0 width=500 align=center><TBODY><TR><TD>
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    http://www.dhammathai.org
     
  9. chatyamn

    chatyamn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    664
    ค่าพลัง:
    +4,053
    นี่หน๋อชีวิต....เดินทางค้นหาตัวเอง....ความสุขอยู่ตรงที่เราพอใจ...ยิ่งใกล้ธรรมะ ใกล้ธรรมชาติ ยิ่งสุขใจ.......ดูต้นไม้โต รดน้ำต้นไม้ เฝ้ามองดูมันโต แค่นี้ก็สุขแล้ว....
     
  10. buakwun

    buakwun เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    2,831
    ค่าพลัง:
    +16,604
    อนุโมทนาบุญกับผู้ที่ค้นพบตัวตนและหนทางแห่งการดำเนินชีวิตของตนเอง
    สุขหรือทุกข์เลือกได้ด้วยใจเราเองจริง ๆ
     
  11. suvanna

    suvanna Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 เมษายน 2012
    โพสต์:
    10
    ค่าพลัง:
    +96
    อนุโทนาค่ะ ทุกท่าน
     

แชร์หน้านี้

Loading...