"ดูจิต" เพื่อให้เข้าถึงอธิจิตที่ถูกต้อง

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ธรรมภูต, 22 พฤษภาคม 2013.

  1. ธรรมภูต

    ธรรมภูต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    3,621
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +2,192
    สืบเนื่องจากมีการสอนเรื่อง”ดูจิต”กันอย่างแพร่หลายอยู่ทุกวันนี้ มีความเข้าใจกันไปต่างๆนานา คนละทิศคนละทาง ซึ่งมีทั้งที่เป็นของจริง และมีทั้งที่เป็นของผิดจากความเป็นจริง

    ที่เป็นของจริงแท้นั้น ล้วนเป็นของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ฝ่ายปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาสาย “พุทโธ”หรือ ฝ่ายปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาในรูปแบบต่างๆอย่างจริงจัง ถึงแม้ว่าการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานในบางรูปแบบที่มีอยู่นั้น จะไม่ใช่สัมมาสมาธิโดยตรงก็ตามที่ แต่ก็สามารถนำมาปรับเปลี่ยนให้พัฒนามาเป็นสัมมาสมาธิได้ในภายหลังได้เช่นกัน เมื่อได้รับการแนะนำให้ดำเนินไปได้อย่างถูกต้อง จากพ่อแม่ครูบาอาจารย์สายปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา “พุทโธ”ที่เป็นพระแท้ ซึ่งยังคงมีหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน

    อย่างน้อยๆการที่ได้ฝึกฝนอบรมปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามาบ้างนั้น ก็จะทำให้เราได้รู้จักการตะลอมจิต หรือ การประคองจิตให้อยู่ในทิศทางที่ตนเองต้องการได้ ไม่มากก็น้อย ยังดีกว่าพวกที่ไม่เคยปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามาเลย คนพวกนี้จะไม่รู้จักการตะลอมจิต หรือ การประคองจิตให้สงบมีสติเป็นสมาธิมาก่อนเลย คนพวกนี้จะไม่เคยได้สัมผัสสภาวะจิตที่สงบมีสติตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆได้เลย ถึงแม้จะเป็นการชั่วครั้งชั่วคราวก็ตามที ก็ยังดีกว่าพวกที่ไม่เคยมีจิตสงบตั้งมั่น เมื่อกระทบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกได้เลย

    ไม่แตกต่างไปจากการสอน”ดูจิต”ที่ผิดจากความเป็นจริง ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นการดูอาการของจิต ที่ไหลไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป หมุนเวียนเปลี่ยนไปตลอดเวลาของการดำเนินงานในชีวิตประจำอยู่ และสิ่งที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนกระทั่งถึงเวลาเข้านอนไปแล้ว เมื่อจิตไหลไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ก็สอนให้ได้แต่รู้ ดูอยู่อย่างนั้น โดยไม่ต้องเข้าไปแทรกแซง แล้วสติจะเกิดขึ้นได้เองอัตโนมัติ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ โดยเหตุผลตามความเป็นจริงที่เป็นตรรกะเลย

    การนำเอาสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตลอดวันตลอดคืน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไปเป็นเรื่องธรรมดาของโลกที่มีอยู่เป็นอยู่ แต่กลับนำเอามาสอนว่านี่แหละคือการ “รู้เห็นตามความเป็นจริง” ที่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา เป็นการเข้าใจผิดไปจากความเป็นจริงกันเองว่า คือการปฏิบัติทางจิตที่เรียกว่า"จิตตานุปัสสนา"ในแบบ"ดูจิต"ที่มีการสอนกันอยู่อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เป็นการเข้าใจแบบผิดฝาผิดตัวของผู้สอนเองที่ไม่รู้จักสภาวะจิตที่แท้จริง เนื่องจากผู้สอนเองนั้น ก้อยังไม่เคยเข้าถึงสภาวะ"อธิจิต" หรือ "สัมมาสมาธิ"มาก่อนอย่างแน่นอน

    การที่เราตามรู้ตามเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิตประจำวันนั้น เราไม่เรียกว่าเป็นการรู้เห็นตามความเป็นจริงหรอก กับสิ่งที่ได้เกิดขึ้นเหล่านี้ เราควรเรียกว่า"รู้เห็นอาการของจิตที่แสดงออกไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน"เท่านั้น เป็นเพียงการให้สำรวมระมัดระวัง กาย วาจา ใจ หรือ ที่เรียกว่า "อินทรีย์สังวร"ในขั้นอธิศีลนั่นเอง

    โดยให้เราหมั่นจดจำสภาวธรรมที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้เกิดอาการของจิตออกมา หรือ เรียกว่าการที่จิตได้แสดงอาการออกไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด อันไม่พึ่งประสงค์ หรือ พึงประสงค์ก็ตามในขณะนั้น เมื่อรู้สึกตัวเพราะสัญญาจดจำได้จนกลายเป็นถิระสัญญา และมีการเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ให้มารู้สึกเฉยๆ(เฉยโง่)

    ส่วน”ดูจิต”ที่เข้าถึง”อธิจิต”ที่เรียกว่าระลึกรู้(มีสติ) ต้องเพียรพยายาม สลัด สำรอก เพื่อปล่อยวางอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่ยินดียินร้ายเหล่านั้นให้ออกไปจากจิตของตนเองให้ได้นั่นเอง ซึ่งต้องมีขบวนการในการฝึกฝนอบรมสัมมาสติ ให้มีขึ้น ให้เกิดขึ้นที่จิตของตนเองจนคล่องแคล่วเป็น"วสี"เท่านั้น

    ปัจจุบันนี้มีการสอนปฏิบัติธรรม โดยใช้หลักการแบบง่ายๆ สบายๆ และลัดสั้น(บทเรียนลัด)ที่ได้รับความนิยม มีการอบรมมาจากผู้สอนแบบผิดๆ โดยการหลอกตนเองว่า ให้เราพยายามวางเฉยกับอารมณ์ความรู้สึกอันไม่พึงประสงค์ หรือ พึงประสงค์เหล่านั้นให้ได้ โดยให้สติเกิดขึ้นเองอัตโนมัติเพราะเหตุใกล้ โดยไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องแทรกแซง ไม่ต้องเจตนาใดๆเลย

    เป็นการสอนที่ขัดแย้งกันเองอย่างยิ่ง โดยการสอนในตอนต้นนั้น สอนให้พยายามจำจดสภาวธรรมที่เกิดขึ้นบ่อยๆจนกลายเป็นถิระสัญญาให้ได้ แสดงว่าต้องมีการตั้งเจตนาหรือ ความตั้งใจไว้ก่อนหน้าแล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นเองเลย กาลต่อมากลับสอนให้"รู้เฉยๆ"แล้วสติจะเกิดขึ้นได้เองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องแทรกแซง ไม่ต้องเจตนาใดๆ

    ซึ่งบางครั้งได้ลองพยายามวางเฉยแล้วแต่ไม่สำเร็จ ถึงกับต้องใช้วิธีพยายามเปลี่ยนเอาอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดในทางอันเป็นกุศล เข้ามาแทนที่อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอันไม่พึงประสงค์นั้น เมื่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นสบงลง ก็เข้าใจไปว่าตนเอง"วางเฉย"ได้แล้ว ทั้งที่ยังเป็นเฉยโง่อยู่ แท้จริงแล้วเป็นความคุ้นชินกับวิธีการเหล่านี้เสียมากกว่า

    เมื่อทำจนรู้สึกคุ้นชินกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นได้ ก็จะรู้สึกเฉยๆไปเอง เพราะความคุ้นชินกับสิ่งต่างๆทั้งหลายที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เพราะเป็นความคิดเองเออเองไปทั้งสิ้น จนเข้าใจผิดไปว่าตนเองสามารถ"วางเฉย"ได้แล้ว หรือ ที่พยายามพูดโมเมกันขึ้นมาเองว่ามีสติเกิดขึ้นได้เองอัตโนมัติ ความจริงที่เป็นอยู่นั้น ล้วนเกิดจากถิระสัญญาที่ตนเองเคยตั้งใจไว้ เคยได้ตั้งจิตเจตนาเอาไว้ก่อนแล้วในการที่จะสำรวมระมัดระวัง กาย วาจา ใจของตนเอง หรือ ที่เรียกว่า"อินทรีย์สังวร"ไม่ให้ล่วงละเมิดศีลธรรมอันดีงามที่จะเกิดขึ้น จนเป็นความเคยชินที่เกิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เป็นของประจำจิตใจของตนเองไปแล้ว

    โดยไม่ลองย้อนกลับมาพิจารณาให้เห็นอย่างถ่องแท้ ถึงเหตุที่ทำให้ตนเองสามารถ"วางเฉย"ต่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นมาได้อย่างไร? แท้จริงแล้วเป็นเพียงความคุ้นชินที่เกิดจากถิระสัญญาต่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่ไม่พึงประสงค์ หรือ พึงประสงค์เหล่านั้นได้ ที่เรียกว่า “ติดกับดับอาการวางเฉยของจิต หรือ จิตสังขารอย่างละเอียดนั่นเอง ที่เรียกว่าเฉยโง่” ไม่ใช่การ”วางเฉย”ได้ของจิต หรือ “อุเบกขาธรรม”อย่างแท้จริง

    การ”วางเฉย”ได้ของจิตที่แท้จริง หรือ “อุเบกขาธรรมนั้น” ต้องสืบเนื่องมาจากการที่จิตได้รับการฝึกฝนอบรม"อธิจิตสิกขา" หรือ "สัมมาสมาธิ" จะเรียกว่า "สติปัฏฐานสี่"ก็ได้ จนจิตเข้าถึงสภาวธรรมที่เรียกว่า”อุเบกขาสติปาริสุทธิง”ในฌานที่๔ของสัมมาสมาธินั่นเอง จนจิตมีสติกำกับอย่างต่อเนื่องเนืองๆ สามารถปล่อยวางอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆทั้งทีพึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ต่างๆเหล่านั้นออกไปจากจิตได้สำเร็จ

    เกิดจากการที่จิต ”วางเฉย” เพราะจิตสลัด สำรอก และปล่อยวางอารมณ์ต่างๆออกไปได้จริงไม่ใช่”เฉย”แบบที่นึกเอา การที่จิตได้ฝึกฝนอบรมไสัมมาสมาธิไ หรือ "อธิจิต" จนคล่องแคล่วชำนิชำนาญในการเข้าออกจากสมาธิ ที่เราเรียกว่า"เป็นวสี” จึงจะเป็น”อุเบกขาธรรม”ที่แท้จริงที่เกิดจากจิตที่ได้รับการฝึกฝนอบรมมาอย่างดีแล้วเท่านั้น คือจิตที่มีสัมมาวายามะ สัมมาสติกำกับอยู่ที่ฐานที่ตั้งของสติ หรือ ที่เรียกว่า"สติปัฏฐาน" ฐานที่ตั้งของสติอย่างต่อเนื่องหรือที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านเรียกว่าฐานเดิมของจิตนั่นเอง

    การที่จิตมีฐานที่ตั้งของสติ หรือ เรียกว่า"สติปัฏฐาน"นั้น เกี่ยวพันอะไรกับ"อธิจิตสิกขา"ล่ะ เป๊นเรื่องที่เกี่ยวพันกันอย่างยิ่ง การจะเข้าถึง"อธิจิต"ได้นั้น ก่อนอื่นเราต้องมารู้จักคำว่า "อธิจิต" คือ"จิตอันยิ่ง" อะไรหละที่เรียกว่าจิตอันยิ่ง? จิตอันยิ่งก็คือจิตที่ได้รับการฝึกฝนอบรมอริยมรรคมีองค์แปดในหมวดสมาธิ มีสัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิกำกับอยู่ตลอดเวลา จนจิตมีสติสงบตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ ณ.ภายในจิต เป็นจิตที่มีคุณภาพอย่างยิ่ง อ่อนควรแก่การงานทุกชนิด เป็นจิตอันยิ่ง(อธิจิต)

    คือจิตที่รู้เห็นตามความเป็นจริง(จิตเห็นจิต)ว่า จิตสังขาร หรือ อาการของจิตที่หวั่นไหวไม่สงบตั้งมั่น ส่งออกไปปรุงแต่งตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆทั้งหลายทั้งภายใน และภายนอกนั้น ล้วนต้องเกิด-ดับไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆทั้งหลายทั้งภายใน และภายนอกเหล่านั้นเช่นกัน เมื่อรัก ชอบ ชัง ก็จะแสดงออกไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้น

    จิตจะเสวยได้ที่ละอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด หรือ ที่เรียกว่า"เกิด-ดับไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่ละอารมณ์ความรู้นึกคิด"นั่นเอง ขณะจิตเสวยอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอยู่นั้น เป็นสภาวะจิตที่ขาดสติ หรือ เผลอสติ จิตจึงแสดงอาการต่างๆออกไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้น เมื่อมารู้สึกตัวได้ในภายหลังเพราะเคยตั้งเจตนาไว้ว่าจะต้องสำรวมระมัดระวังกาย วาจา ใจให้อยู่ในกรอบของศีลธรรมอันดีงาม ก็จะเกิดความละอายแก่ใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและดับไปก่อนหน้าเหล่านั้น ทำให้หมั่นจดจำต่อสภาวธรรมที่เกิด-ดับเหล่านั้น จนกลายเป็นถิระสัญญา และคอยระมัดระวังกาย วาจา ใจให้อยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีงามที่ตนเองต้องการ

    เมื่อคอยสำรวมระมัดระวังกาย วาจา ใจได้บ่อยๆเนืองๆ คือผ่านการศึกษาอธิศีลได้แล้ว ควรนำสภาวะจิตที่มี"อินทรีย์แก่กล้า"นี้ นำมาต่อยอดโดยลงมือปฏิบัติ"สัมมาสมาธิ" เพื่อให้จิตเข้าถึง”อธิจิต”อย่างแท้จริง นำจิตไปสู่ความเป็นผู้มีสติปัญญา รู้เห็นตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นที่จิต

    การที่จิตไม่สงบตั้งมั่นและยังหวั่นไหวต่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายอยู่นั้น เหตุเพราะจิตขาดกำลังของ สติ สมาธิ ปัญญา สืบเนื่องมาจากจิตที่ขาดการฝึกฝนอบรมการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา “พุทโธ”นั่นเอง จิตจึงมีกำลังไม่มากพอในการที่จะปล่อยวางอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายออกไปจาก จิตของตน

    เมื่อเราได้รับการฝึกฝนอบรมจิตจนกระทั่งเข้าถึง"อธิจิต"ที่แท้จริงแล้ว จิตย่อมมีกำลัง หรือ ที่เรียกว่า"มีพละ"เกิดขึ้น มีศีล สติ สมาธิ และปัญญามากพอที่นำพาให้เกิดวิชชาจิตหลุดพ้นเกิดขึ้นบริบูรณ์ ดั่งมีพระพุทธพจน์รับรองไว้ดังนี้

    “อานาปานสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา
    จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน ปริปุเรนฺติ,
    จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ภาวิตา พหุลีกตา
    สตฺต โพชฺฌงฺเค ปริปุเรนฺติ,
    สตฺต โพชฺฌงคา ภาวิตา พหุลีกตา
    วิชฺชา วิมุตฺตึ ปริปุเรนฺติ. แปลว่า
    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสตินี้ ถ้าทำให้เกิดขึ้น
    ทำให้บ่อยๆแล้ว ย่อมได้ชื่อว่า ทำสติปัฏฐานสี่ให้บริบูรณ์,
    สติปัฏฐานสี่นี้ ถ้าทำให้เกิดขึ้น ทำให้บ่อยๆแล้ว
    ย่อมได้ชื่อว่า ทำโพชฌงค์เจ็ดให้บริบูรณ์,
    โพชฌงค์เจ็ดนี้ ถ้าทำให้เกิดขึ้น ทำให้บ่อยๆแล้ว
    ย่อมได้ชื่อว่า ทำวิชชาจิตหลุดพ้นทุกข์ให้บริบูรณ์ ดังนี้

    สรุปตามพุทธโอวาทที่ทรงตรัสไว้ชัดเจน โดยไม่ต้องตีความใดๆเลย
    การ"ดูจิต"ที่มีมาในมหาสติปัฏฐาน๔ จะบริบูรณ์ได้นั้น ต้องมีรากฐานมาจาก
    การฝึกฝนอบรมปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา "อานาปานสติ" หรือ ภาวนา"พุทโธ"
    อันเป็นรากฐานสำคัญ ที่จะทำให้การ"ดูจิต"ไม่ติด"คิด" จิตเห็นจิตตามความเป็นจริงนั่นเอง.



    เจริญในธรรมทุกๆท่าน
    ธรรมภูต
     
  2. รีล มาดริด

    รีล มาดริด เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 เมษายน 2012
    โพสต์:
    0
    ค่าพลัง:
    +719
    -*- ว่ากันไป ตามเรื่อง......

    ผล ที่สุด ไม่มีใครมารู้ด้วย นอกจากตัวเราเอง.....ครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 พฤษภาคม 2013
  3. ผ่านมาเฉยๆ

    ผ่านมาเฉยๆ ไรเซ็นมันพูดว่าอะไรหว่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    947
    ค่าพลัง:
    +1,210
    กลับมาแล้วเหรอครับท่านธรรมภูต
     
  4. สับสน!

    สับสน! เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 เมษายน 2010
    โพสต์:
    0
    ค่าพลัง:
    +3,984
    คุณ เรียล แมดริด เถียงกับผมตั้งครึ่งวัน ยังมีข้อข้องใจอะไรอีก ก็ว่ามาครับ เอาให้รู้เรื่อง ชัดเจน-ไม่งั้นคุณก็ตกเป็นเหยื่อเขาอีกคน ครับ:cool:
     
  5. THE SEVEN

    THE SEVEN เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 เมษายน 2012
    โพสต์:
    154
    ค่าพลัง:
    +870
    ดูจิต
    ดูจิตได้จริงก็ดีมากๆอยู่ ทำได้ก็ละกิเลสได้ไว โดยเฉพาะกิเลสละเอียด ตั้งแต่
    กามฉันทะ ปฏิฆะขึ้นไป ใช้วิธีดูจิตนี้ร่วมกับกรรมฐาน11(กายคตา อสุภ10) ในการทำความเพียรเผากิเลสจะดีมาก
    แต่จริงๆมันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น พระท่านอาจจะสอน รู้ รู้ รู้ ตามรู้ไป บลาๆๆๆ (แต่ท่านมักจะละไว้เป็นที่เข้าใจว่า จริงๆแล้วกว่าจะอยู่ในสภาวะนี้ ท่านมีสติสัมปชัญญะสมาธิ อันแก่กล้าสมบูรณ์อยู่แล้ว ซึ่งไอ้สภาวะที่ละไว้ในฐานะเข้าใจเอาเองนี้ มันไม่ได้ทำกันง่ายๆเลย ต้องทำถูกต้อง สม่ำเสมอและมีสะสมมาก่อนด้วย)
    ดูจิตจริงๆอาจไม่ยาก แต่ที่ยากคือสภาวะปัจจัยอะไรที่ต้องมีแล้วก่อนถึงจะดูจิตได้
    ถ้าไม่มีสภาวะอย่างที่ท่านมีที่ท่านทำ มันจะเหมือนดูตัว คิดซ้อนคิด เป็นการดูตัวหลอก
    จะพาเราเสียเวลาไปซะเปล่าๆ ได้แค่ระงับอารมณ์นั้นให้เบาลงไม่ดำเนินต่อเนื่อง หรือเปลี่ยนอารมณ์ไปเท่านั้น
    การดูจิตจริงๆจะว่าดูจิตก็ไม่เชิง เหมือนจิตเดิมที่มีสติผู้รู้สมทบ แยกเป็นเอกเทศจากขันธ์จากอารมณ์ ดูอารมณ์ รู้อารมณ์ หรือเจตสิก หรือดูจิตที่แล่นจากรู้ไปสู่อารมณ์ที่อายตนะผัสสะ
    จะดูจิตนั้นดีอยู่ก็จริง แนะนำว่าควรดูเมื่อปัจจัยพร้อมแล้ว มันดูได้เฉพาะขณะที่เรามีสติสัมปชัญญะสมาธิ อันแก่กล้าระดับหนึ่ง ถึงแม้ท่านที่ยกจิตเป็นอริยะเจ้าเบื้องต้นไปแล้วแต่ถ้าขณะนั้นไม่มีสภาวะอย่างที่บอก มันก็ไม่สามารถดูจิตในขณะนั้นได้
    สติปัฏฐาน4 สำหรับผู้ที่เริ่มต้น จะดูที่ตัวจิตเลยไม่ได้ ในจิตตานุปัสสนา ได้แต่กำหนดอายตนะ6ที่ผัสสะ เสียงหนอ เห็นหนอ กลิ่นหนอ รสหนอ ถูกหนอ ดีใจหนอ ชอบหนอ
    ไม่ชอบหนอ คิดหนอ ฯ
    ควรดูที่ตัวทุกข์ก่อนเพื่อง่ายในการฝึก คือ ดูกาย กายานุปัสสนา (อานาบรรพ อิริยาบถบรรพ สัมปชัญญบรรพ นวสีวถิกาบรรพ ปฏิกูลมนสิการบรรพ ธาตุมนสิการบรรพ)
    แนะนำว่าเจริญสติปัฏฐาน4 ที่ฐานกายานุปัสสนาก่อนที่จะดูจิตครับ ตัวเวทนาจะเกิดตามมา จิตก็กำหนดจิตสังขารทางอายตนะ6ที่ผัสสะ เสียงหนอ คิดหนอ ฯ
    ยังไม่ต้องรีบร้อนไปดูจิต สามฐาน กาย เวทนา จิต ก็ลงที่ฐานธรรม
    เมื่อเพียรเจริญสติปัฏฐาน4อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง โดยที่ฐานกายานุปัสสนา ให้ใช้กรรมฐาน11 (กายคตา อสุภ10) ในการทำความเพียรเผากิเลสให้มาก ใช้กรรมฐาน11นี้มากๆ ควรใช้ขณะเกิดฌาน1ขึ้นไปแล้วจึงนำกรรมฐาน11นี้มาพิจารณา
    เพียงเท่านี้ท่านก็สามารถเดินไปสู่เส้นทางอริยเจ้าเบื้องต้นได้โดยที่ยังไม่เน้นตั้งใจไปดูจิต
    เมื่อเพียรเจริญสติปัฏฐาน4อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง จนกระทั่งเรามีสติสัมปชัญญะสมาธิ แก่กล้าสมบูรณ์ จนเหมือนจิตเดิม ที่มีสติผู้รู้สมทบ แยกเป็นเอกเทศจากขันธ์จากอารมณ์ และเกิดเป็นวสี ตบะ อยู่ในอารมณ์สติสัมปชัญญะสมาธินั้นได้แล้ว ตอนนี้แหละที่ ตัวจิตเดิมที่มีสติผู้รู้สมทบอยู่ จะดูอารมณ์ รู้อารมณ์ หรือเจตสิก ดูจิตที่แล่นจากรู้ไปสู่อารมณ์ที่อายตนะผัสสะ รวมทั้งดูไอ้ความคิดที่ผุดขึ้นมาด้วย
    ตัวจิตเดิมที่มีสติผู้รู้สมทบอยู่ มันจะดู กาย เวทนา จิต ธรรม ที่เราเจริญฐานสตินี้ซ้ำๆ ตัวรู้มันเรียนรู้ของมันเอง เกิดปัญญาญาญและจัดการ ละ วาง กิเลส อุปทาน เบ็ดเสร็จ
    ภายใต้สติสัมปชัญญะสมาธินั้น
     
  6. ฟางว่าน

    ฟางว่าน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    1,080
    ค่าพลัง:
    +969
    จิตในทรรศนะของผมมีดวงเดียว แต่ที่ในคัมภีร์พระอภิธรรมแบ่งประเภทของจิตออกเป็นร้อยกว่าประเภทนั้น ผมเข้าใจว่าเป็นอาการที่เนื่องของจิตที่ประพัทธ์กับอายตนะภายนอก หรือเป็นธรรมเจตสิก แต่ผมห่างตำราพระอภิธรรมมาหลายปี จึงอาจจะไม่เข้าใจธรรมของพี่ธรรมภูติ แต่จิตผมนะพี่นะ มีดวงเดียว มีความเป็นกลาง หรืออธิบายว่าเป็นแสงสว่างดวงกลมๆใสๆก็ไม่ผิด เมื่อก่อนผมก็คิดว่าไปๆมาๆเชื่อพี่ดีกว่าว่าจิตเป็นอัตตา
     
  7. ธรรมภูต

    ธรรมภูต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    3,621
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +2,192
    http://www.fungdham.com

    หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
    สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่


    ให้รู้ด้วยการภาวนา 23 ต.ค 29 - 13 ส.ค 29

    ฯลฯ..มันมีอยู่หนึ่งเดียว แต่ต้องภาวนาให้รวมลงเป็นดวงหนึ่งดวงเดียว เพราะ...

    เจริญในธรรมทุกๆท่าน
     
  8. newamazing

    newamazing เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2012
    โพสต์:
    1,704
    ค่าพลัง:
    +1,381
    ผูใดไม่บริโภคกายคตาสติ ผูนั้นไม่ได้บริโภคอมตะ
     
  9. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,051
    ค่าพลัง:
    +3,457
    เอ่อ คุณครับคุณ

    สายพระป่า หลวงตามหาบัว ท่านสอนเกี่ยวกับสติปัฏฐาน มีความ
    ตอนหนึ่งระบุถึง พวกที่ชอบอ้าง " ต้องดูกายก่อนแล้วจึงจะดูอันอื่น
    ได้ " อะไรแบบนี้ไว้ดังความข้างล่างนี้

    ก็ดังที่ตัดมาให้อ่าน และ เน้นตรงส่วนท้าย

    พระท่านกล่าวว่า พวกที่อ้างลำดับ ต้อง กายก่อน อะไรเทือกนี้ คือ คนๆ
    นั้น " หลงผิด " กล่าวออกมาเพราะ ยังหลงอยู่ ยังทำผิดอยู่

    หรือ หนักกว่านั้น หากไปอ่าน ท่อนแรก

    หลวงตาท่าน ฟันธง ชี้เปรี้ยงลงไปเลยว่า " คาดเดา "

    ซึ่ง อาการ " คาดเดา " นี้จะเกิดกับ ผู้ที่ ยังไม่ลงมือปฏิบัติ

    ถ้า ลงมือปฏิบัติแล้ว จะไม่ " คาดเดา " เอา

    แล้วอย่างนี้ คุณจะอธิบาย หรือ ยืนยัน ความยาก ความง่าย ต้องกายก่อน
    อยู่อย่างที่กล่าวเอาไว้ สวนคำครูบาอาจารย์ หรือเปล่า

    อ่านเต็มๆ ได้ที่ : สติปัฏฐาน ๔ พระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน ( โพส #3)
     
  10. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,051
    ค่าพลัง:
    +3,457
    ความข้างต้น ก็เป็นการอธิบาย พวกที่ทำสมาธิไม่ได้ เพราะ มีสิ่งแวด
    ล้อมกดถ่วง ซึ่งก็คือ พวกคนเมือง( คนที่ต้องใช้ความคิด ปัญญาชน)

    หลวงตาท่านระบุชัดเจนว่า พวกนี้ ทำสมาธิด้วยวิธีไหน

    หากเป็นพวกต่อต้านศาสนา ก็จะ แย้งทันทีเลยว่า "ปัญญา" จะมาแต่ไหน
    หากไม่ทำ "สมาธิ" ก่อน

    แต่บทความนี้ระบุชัดเจนว่า สมาธิเกิดภายหลังปัญญา ใช้ปัญญานำก่อน
    แล้วสมาธิเกิดเป็นผลมาทีหลัง

    ก็ไม่รู้ว่า ตกลงต้อง ทำ สมาธิ ให้เกิดก่อน แล้วค่อยใช้ปัญญา เท่านั้น ตามที่ จขกท เสนอ

    หรือว่า " ใช้ปัญญานำก็ได้ สมาธิเกิดทีหลัง " คนประเภทนี้มีอยู่ หลวงตาระบุว่า มี ทำได้

    อ่านเต็มๆ ได้ที่ : ธรรมวิสุทธิ์ ใน “มหาสมัยในปัจจุบัน”
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 23 พฤษภาคม 2013
  11. เตชพโล

    เตชพโล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    267
    ค่าพลัง:
    +1,431
    เอาอะไรมาสรุปว่า "พวกที่ทำสมาธิไม่ได้ เพราะ มีสิ่งแวด
    ล้อมกดถ่วง ซึ่งก็คือ พวกคนเมือง"

    พระพุทธองค์ทรงจำแนกนักปฏิบัติไปตามจริตต่าง ได้แก่
    ราคจริต โทสจริต โมหจริต วิตกจริต สัทธาจริต พุทธิจริต

    ไม่ได้จำแนก คนในเมือง คนนอกเมือง
    จำแนกแบบนี้มันจำแนกแบบ marketing
    จำแนกแบบโลก ๆ

    แบ่ง segment เป็นคนในเมือง คนนอกเมือง
    target market มุ่งที่ คนในเมือง ทำงาน office
    ใช้ความคิดเป็นหลัก เป็นพวกปัญญาชน อย่างนี้เหรอ
    positioning ก็เลยต้องดูจิต อย่างนี้เหรอ

    marketing plan
     
  12. บุคคลทั่วไป 3 คน

    บุคคลทั่วไป 3 คน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,938
    ค่าพลัง:
    +1,253
    คุณกำลัง อธิบาย คำสอนของหลวงตา หรือเปล่าครับ

    หลวงตาบ้านคุณ สอนเรื่อง ดูจิต เหรอครับ

    แต่ คนเมือง หรือ คนไม่เมือง จะไปยากส์อะไร คุณ ก็เอา ธรรมะ ของหลวง
    ตาไปค้นดูสิครับว่า เทศน์ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร
     
  13. เตชพโล

    เตชพโล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    267
    ค่าพลัง:
    +1,431
    หลวงตาท่านสอนให้ดูหัวใจตัวเอง

    ท่านไม่ได้สอนหรอกว่า
    ต้องพวกในเมืองนะต้อง ดูจิต
    ท่านสอนให้ทำสมาธิ ให้เจริญปัญญา
    ใครถูกจริตแบบไหนก็ให้ปฏิบัติืไปแบบนั้น
    ท่านไม่ได้กำหนดว่า คนในเมือง ต้องทำแบบนั้น
    คนนอกเมือง ต้องทำแบบนี้

    ท่านสอนให้สังเกตตนเองว่า
    ถนัดแบบใด แบบใดถูกจริต ก็ให้ปฏิบัติแบบนั้นไป
     
  14. newamazing

    newamazing เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2012
    โพสต์:
    1,704
    ค่าพลัง:
    +1,381
    ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า
    หรือโคนไม้ หรือเรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ
    ตั้งกายตรง ดำารงสติเฉพาะหน้า เธอนั้น มีสติหายใจเข้า
    มีสติหายใจออก :
    เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว,
    เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว;
    เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น,
    เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น;
    เธอย่อมทำาการฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้รู้พร้อม
    เฉพาะซึ่งกายทั้งปวง (สพฺพกายปฏิสำเวที) หายใจเข้า”,
    ว่า “เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก”;2 พุทธวจน
    เธอย่อมทำาการฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็นผู้ทำ
    กายสังขารให้รำงับ (ปสฺสมฺภยำ กายสงฺขารำ) หายใจเข้า”,
    ว่า “เราเป็นผู้ทำากายสังขารให้รำางับ หายใจออก”;

    อานาปานสติก็เริ่มต้นพิจารณากายก่อน และ เวทนา จิต ธรรมนั้นก็ต้องอยู่กับกายตลอด(ลมหายใจ) ฉะนั้นการพิจารณาสิ่งใดจะขาดกายไม่ได้ (ผู้ใดไม่บริโภคกายคตาสติ ผู้นั้นไม่ได้บริโภคอมตะ)
     
  15. บุคคลทั่วไป 3 คน

    บุคคลทั่วไป 3 คน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,938
    ค่าพลัง:
    +1,253
    วลีที่อยู่ก่อน "เธอนั้น มีสติ หายใจเข้า"

    แล้ว ระบุด้วยว่า " เฉพาะหน้า "

    อันนั้น กาย หรือเปล่า ฮับ

    แล้ว ทางปฏิบัติ ลมหายใจเข้า มีสติระลึกรู้ ลงปัจจุบันขณะ ที่ลมหายใจเข้า

    อันนี้ มันมี หน้า มี หลัง มีกาลเวลา เหลื่อมล้ำ ไม่เป็น ปัจจุบัน กัน หรือเปล่าฮับ


    *********


    แล้วถ้า คนใดคนหนึ่ง กล่าวย้อนแย้งหลวงตา ในส่วนที่หลวงตาว่า หากใคร
    กล่าวว่า มีเงื่อนเวลา ก่อน หลัง หลวงตาระบุว่า พวกนี้ ยัง "คาดเดาเอา"
    และ " หลงผิด " อันนี้ จะว่าอย่างไร

    <img src='http://img.kapook.com/image/pet/article-1293373-0A626C40000.jpg' width=200>
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 พฤษภาคม 2013
  16. THE SEVEN

    THE SEVEN เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 เมษายน 2012
    โพสต์:
    154
    ค่าพลัง:
    +870
     
  17. บุคคลทั่วไป 3 คน

    บุคคลทั่วไป 3 คน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,938
    ค่าพลัง:
    +1,253
    เอ่อ หลวงตาท่านกล่าวถูกหรือไม่ถูก อันนี้ ต้องให้คุณเป็น
    คนยกกล่าว ด้วยเหรอครับ

    แน่ใจเหรอ "ท่านก็พูดถูกหนิ" อันนี้ไม่ใช่ว่าคุณกล่าวออกมา
    แบบ " คาดเดา " ไม่เลิก เพื่อ คงความเห็นผิดว่า ดูจิต จะ
    ต้องไปสร้าง สภาวฮาๆ อะไรของคุณ ขึ้นมาก่อน

    ลองอ่านดีๆ สิ

    หลวงตาท่าน กล่าวเน้นลงไปเสียด้วยซ้ำ "บุคคลบางจำพวก
    ไม่สามารถบริกรรมให้เป็นสมาธิได้ " ทำเท่าไหร่ บริกรรม
    เท่าไหร่สมาธิก็ไม่เกิด มีแต่อาการ " ความคาดเดาล้ำหน้า "
    กดถ่วงจิต คอยถ่วงความเจริญ !!!

    พวกนี้ให้ใช้ ปัญญาพิจารณาไปเลย ใช้จิตใช้ใจมาพิจารณา
    ไปเลยว่าไป " จิตไปติดข้องอะไร " ทำอย่างนี้ สมาธิถึง
    จะเกิดขึ้นมาได้

    เนี่ยะ อะไรแบบนี้ จะต้องไปสร้าง " สภาวะฮาๆ " อะไรขึ้น
    มาก่อนพิจารณาจิตหรือเปล่า ต้อง บริกรรมให้จิตรวมเล็ก
    ใหญ่ใส่ชิ้นสดก่อนหรือเปล่า ในเมื่อ หลวงตาฟัน
    ธงว่า ไอ้พวกนี้ บริกรรมยังไง จิตก็ไม่รวมหลอก มีแต่
    สมาธิกิ๊กก๊อก หลอกตัวเอง( ความคิดกดถ่วง ล้ำหน้า ว่า กูทำได้
    กูทำอยู่ กูตามก้นต้อยๆๆๆๆ )
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 พฤษภาคม 2013
  18. เตชพโล

    เตชพโล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    267
    ค่าพลัง:
    +1,431
    หลวงตาท่านสอนให้สังเกตตนเอง
    ว่ามีจริตแบบใด ใช้วิธีใดแล้วจิตสงบเป็นสมาธิก็ควรใช้วิธีนั้น
    บริกรรมแล้วสงบ ก็ใช้วิธีนั้น
    พิจารณาแล้วสงบก็ใช้วิธีนั้น
    นักปฏิบัติต้องหัดสังเกตตน

    ไม่ใช่พอตัวเองเป็นคนในเมือง
    ก็ดูจิตไปเลย ตามอย่างที่เค้าโฆษณาอวดอ้าง
    อย่างนี้ไม่ใช่
     
  19. THE SEVEN

    THE SEVEN เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 เมษายน 2012
    โพสต์:
    154
    ค่าพลัง:
    +870
    สภาวะฮาๆนั่น ไม่ได้บอกว่าจะทำสมาธิให้ได้ก่อน
    ทำอย่างไรสมาธิเกิด
    ประเด็นที่จะบอกคือ มันมีสติสัมปชัญญะแก่กล้าระดับหนึ่ง ร่วมกับอารมณ์ฌานด้วย ซึ่งเป็นฌานใช้งานเพราะทรงอารมณ์ สภาวะฮาๆได้นาน ทรงได้ตลอดเวลา มันจึงดูจิต รู้ ดูอารมณ์ โดยที่ไม่มีขันธ์มีอัตตาไปคล่องเกี่ยวกับผู้ดู ผู้รู้ด้วย
     
  20. paetrix

    paetrix เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 เมษายน 2011
    โพสต์:
    2,478
    ค่าพลัง:
    +1,879
    .........ในความเห็นของผม....สมมุติ เราอยากภาวนา ขึ้นมา เริ่มต้นภาวนา....เราก็ต้องเริ่มด้วยการรู้ตัวว่า ที่เราใช้ชีวิตอยู่นี่...เป็นอยู่โดยมากโดยสภาวะใด ทำกุศล หรือ อกุศลอยู่โดยมาก......กินเหล้า ฆ่าสัตว์ ขี้โมโห บ้ากาม....แค่เบื้องต้น มันก็ต้องเริ่มด้วยการมีสติรู้ตัวก่อน....หรือ ใครว่าไม่จริง.....:cool:ถ้าคิดว่า ตนภาวนาอยู่ แต่ ทำสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เรียกว่า การภาวนา ทุกวัน ทั้งปี โดยไม่เฉลียวใจเลย...ว่า ข้าทำอะไรอยู่...อย่างนี้จะใช้ได้ใหม
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 พฤษภาคม 2013

แชร์หน้านี้

Loading...