เรื่องเด่น ดูแลสุขภาพใจอย่างไร ให้มีสุข

ในห้อง 'จิตวิทยา & สุขภาพ' ตั้งกระทู้โดย dhamaskidjai, 17 พฤศจิกายน 2010.

  1. dhamaskidjai

    dhamaskidjai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 มกราคม 2009
    โพสต์:
    1,855
    ค่าพลัง:
    +5,727
    [​IMG]
    คอลัมน์ หมอรามาฯ ไขปัญหาสุขภาพ ฉบับนี้ ขอเปลี่ยนบรรยากาศจากการไขปัญหาสุขภาพ โรคภัย มาเป็นไขสุขภาพใจ ซึ่งจะทำอย่างไรถึงจะมีความสุขทางใจได้ คุณหมอจากภาควิชาจิตเวชฯ มีวิธีมาบอกกัน

    สิ่ง ที่ประกอบเป็นตัวเรามีสองส่วนคือ ร่างกายและใจ ในด้านสุขภาพแล้ว เราเอาใจใส่สุขภาพกายของเราค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับสุขภาพใจ สังเกตง่าย ๆ เวลาเราป่วยไข้ ไม่สบาย เราจะหายารับประทาน นอนพักผ่อน แต่เวลาจิตใจของเราไม่ค่อยสบาย เช่น เครียด วิตกกังวล เรามักไม่ค่อยรู้ตัว หลงกลัดกลุ้มคิดมาก ปล่อยไว้จนปรากฏอาการออกมาทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง นอนไม่หลับ แล้วแก้ไขโดยหายาแก้ปวดศีรษะ แก้ปวดท้อง หรือยานอนหลับรับประทาน ไม่ได้ทำให้จิตใจผ่อนคลายทั้ง ๆ ที่จิตใจอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่

    สาเหตุสำคัญที่ทำให้ร่างกาย ได้รับความเอาใจใส่มากกว่าจิตใจคือ เรารับรู้ความผิดปกติทางกายได้ไวกว่าการรับรู้ความผิดปกติทางจิตใจ ทั้งนี้ เพราะส่วนใหญ่เราไม่เคยฝึกสังเกตใจของตนเองว่าเป็นอย่างไร เมื่อไม่ค่อยได้สังเกตใจตนเอง เวลาที่ใจไม่ค่อยปกติก็ไม่รู้ตัว ปล่อยทิ้งไว้จนเกิดปัญหาทางร่างกายตามมา และอาจจะมีปัญหาทางจิตใจถึงขั้นที่เป็นโรคทางจิตเวชได้ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคนอนไม่หลับ เป็นต้น ดังนั้นการเรียนรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพใจจึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ

    อย่าง ที่กล่าวมาแล้วว่า เราไม่ค่อยรู้ว่าสภาพจิตใจของเราเป็นอย่างไร จึงไม่ได้ดูแลเอาใจใส่ใจของเราเท่าที่ควร การดูแลสุขภาพใจ จึงเริ่มต้นที่การฝึกให้รู้ทันจิตใจของเราเองหรือที่เรียกว่าการฝึกเจริญสติ เมื่อฝึกฝนจนมีสติบ่อย ๆ ใจก็จะไม่หลงจมอยู่กับความคิด ความรู้สึกด้านลบนาน ทำให้ใจได้พักบ้างเป็นช่วง ๆ จนมีความผ่อนคลาย จิตใจก็จะค่อย ๆ ผ่องใสขึ้น

    การฝึกเจริญสติอย่างง่าย ๆ คือ ฝึกในขณะที่ทำงานหรือทำกิจวัตรชีวิตประจำวัน เช่น ขณะที่กำลังแปรงฟันให้สังเกตว่า ใจเผลอไปไหนบ้าง เผลอคิดเรื่องงาน คิดถึงอดีต คิดถึงอนาคต ทำให้ใจไม่ค่อยอยู่กับปัจจุบันคือการแปรงฟัน เราแค่รู้เฉยๆ ว่าใจคิดโน่นคิดนี่ สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีอะไรวุ่นวายอยู่ในใจ ไม่ค่อยทุกข์ใจก็อาจจะไม่รู้สึกว่าได้ประโยชน์จากการฝึกรู้ทันความคิดความ รู้สึก แต่สำหรับคนที่คิดมาก ฟุ้งซ่าน วิตกกังวล ขี้หงุดหงิด ขี้โมโห จะเห็นชัดว่า การฝึกเจริญสติมีประโยชน์มาก คือพอใจเริ่มฟุ้งซ่าน วิตกกังวล หรือหงุดหงิดไปพักหนึ่งก็ระลึกรู้ขึ้นมาได้ว่า ฟุ้งซ่าน วิตกกังวล หงุดหงิด เพียงแค่รู้ก็ช่วยให้ใจไม่หลงไปกับความสงบระงับก็เกิดขึ้นเอง โดยไม่ต้องพยายามกดข่มใจเลย

    ความทุกข์ - ความสุข

    สิ่งที่ควรกระทำ มีดังนี้


    1. ไม่หาทุกข์ใส่ตัว โดยปกติแล้วภพภูมิมนุษย์ถือว่าเป็นสุขคติภูมิ คือภพภูมิที่มีความสุขอยู่แล้ว ความทุกข์ก็ไม่หนักหนาอะไรพอเป็นไปได้ ไม่ลำบากใจ ก็ไม่ควรหาทุกข์ใส่ตัว

    2. ไม่สละความสุขที่ชอบธรรม ทำสิ่งที่มีความสุขไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น มีความสุขได้ตามอรรถภาพ

    3. ไม่ยึดติดในความสุข ถ้าติดสุข พอสุขหายไป หรือไม่ได้แบบเดิมก็ทุกข์

    4. เพียรละเหตุแห่งทุกข์

    แล้วเราเป็นทุกข์เพราะอะไร?

    คำ ตอบที่สั้นที่สุดคือ ทุกข์เพราะไม่เห็นแจ้งในทุกข์ ไม่เห็นว่ากายใจ หรือขันธ์ 5 เป็นทุกข์ เวลาได้ยินว่าขันธ์ 5 เป็นทุกข์ บ้างก็เฉย ๆ ไม่สนใจเพราะไม่รู้เรื่องหรือไม่ได้ใส่ใจฟัง บ้างก็เชื่อแต่ไม่เข้าใจ บางคนก็เชื่อและคิดตามจนเข้าใจ ทั้งหมดนี้คือยังไม่เห็นแจ้งในทุกข์อยู่นั่นเอง เมื่อยังไม่เห็นชัดแจ้งเหมือนเห็นกับตา จึงยังคงหลงยึดถือกายใจนี้ เป็นของเรา การเห็นแจ้งว่ากายใจเป็นทุกข์ จะทำให้จิตคลายความยึดมั่นถือมั่นกายใจ เมื่อวางจากสิ่งที่เป็นทุกข์ก็หมดทุกข์

    ใครเชื่อตามนี้แล้วไม่ศึกษา ปฏิบัติก็ไม่มีทางพ้นทุกข์ หลักพุทธศาสนาจึงต้องศึกษาปฏิบัติจนเห็นแจ้งด้วยตัวเอง ศึกษาอะไร? คำตอบคือ ไตรสิกขา (ศีลสิกขา จิตสิกขา ปัญญาสิกขา) วิธีการศึกษาก็ง่ายมาก คือการฝึกสติ ฝึกสติไปเรื่อย ๆ ก็จะ เข้าใจเรื่องศีล เรื่องจิต เรื่องปัญญาเอง

    ทุกข์เพราะยึดติด

    เปรียบเรื่องที่ทำ ให้เราเป็นทุกข์เหมือนของร้อน หากว่าเราไม่หลงไปยึดถือเอาของร้อนนั้น เราก็ย่อมไม่รู้สึกร้อน จะรู้สึกร้อนเมื่อยึดถือของร้อนนั้นไว้เท่านั้น เราร้อนเพราะไปถือ ไม่ใช่ร้อนเพราะของนั้นร้อน ดังนั้นที่เราทุกข์ก็เพราะไปยึดไปถือทุกข์ ตัวทุกข์เองไม่ได้ทำอะไรให้เราทุกข์ได้โดยตัวมันเอง แต่จะส่งผลให้เราเป็นทุกข์ก็ตอนที่หลงไปยึดนั่นแหละ หากไม่อยากทุกข์ไม่อยากร้อนก็ให้ปล่อยวางคือ ไม่ยึดถือเท่านั้น ไม่ต้องดิ้นรนทำอะไร คนส่วนใหญ่จะหลงไปกับความพยายามทำให้ของร้อนนั้นเย็นลง แต่ไม่คิดถึงการปล่อย ทำสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง เจอของร้อนอันใหม่มาก็ต้องดิ้นรนทำให้เย็นอีก ไม่เป็นการถอดถอนความทุกข์โดยสิ้นเชิงด้วยการฝึกการปล่อยวางจากความยึดมั่น ถือมั่น.

    รศ.ดร.ชัชวาลย์ ศิลปะกิจ
    ภาควิชาจิตเวชศาสตร์
    คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

    หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
    :: BlogGang.com :: Weblog for You and Your Gang -
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 พฤศจิกายน 2010
  2. น้ำดี1

    น้ำดี1 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    13,402
    ค่าพลัง:
    +43,438
    ขอบคุณค่ะ................
     
  3. อรชร

    อรชร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 เมษายน 2010
    โพสต์:
    1,768
    ค่าพลัง:
    +11,465
    อย่าติดสุข ให้ลืมทุกข์

    ทุกข์...ไป ใจสุข...

    อนุโมทนา...กับบทความดีๆค่ะ
     
  4. คิดดีจัง

    คิดดีจัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มกราคม 2010
    โพสต์:
    1,626
    ค่าพลัง:
    +5,354
    อนุโมทนาครับ

    ทุกข์นั้นเกิดได้ก็ย่อมดับได้

    ทางแห่งการดับทุกข์พระพุทธเจ้าได้ทรงชีทางไว้แล้ว
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 264177.jpg
      264177.jpg
      ขนาดไฟล์:
      114.8 KB
      เปิดดู:
      80

แชร์หน้านี้

Loading...