ด้วยอำนาจแห่งกรรม...ทำให้ตายตกไปตามกัน

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย Lukhgai, 3 มกราคม 2011.

  1. Lukhgai

    Lukhgai เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    3,000
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +8,241
    พระพุทธศาสนาสอนเรื่องกรรมเอาไว้ว่า คนเรามีกรรมเป็นของตนเอง มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งที่อาศัย ใครทำกรรมใดไว้จะเป็นทายาท ต้องได้รับผลกรรมนั้นสืบไป
    ท่านอาจารย์วัลลภได้กล่าวย้ำเกี่ยวกับผลกรรมจากการทำแท้งไว้หลายครั้งว่า “การทำแท้ง” เป็นกรรมหนัก ที่สามารถตัดรอนชีวิตผู้กระทำให้มีอันเป็นไปชนิดที่เรียกว่าตายตกไปตามกันหรือไม่ก็ตายทั้งเป็นเลยทีเดียว ทั้งการตายทางสังคม ตายทางเศรษฐกิจ ตายทางอิสรภาพ นอกจากนี้อำนาจกรรมจากการทำแท้งยังอาจส่งผลบีบคั้นทางอารมณ์จนทำให้ผู้เป็นแม่ต้องฆ่าตัวตายไปก็มี
    คุณธาริณี เป็นอีกท่านหนึ่งที่ประสบกับพลังอำนาจแห่งกรรมด้วยเอง และยังต้องสูญเสียน้องสาวที่รักไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ เพราะผลจากกรรมหนักที่ได้กระทำไว้ในอดีต จึงอยากแบ่งปันเรื่องราวให้เป็นข้อคิดและเป็นอุทาหรณ์สอนใจทุกท่านว่าอย่าได้ก่อกรรมทำเวรกันอีกเลย เพราะเราทำกรรมใดไว้ไม่ว่าบุญหรือบาป ก็ย่อมต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    ดิฉันเป็นคนจังหวัดนครปฐม บ้านอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนครชัยศรี สมัยก่อนเมื่อเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา แถวบ้านดิฉันนั้นเรียกได้ว่าเป็นชนบทอย่างแท้จริง การคมนาคมยังไม่สะดวกเท่าทุกวันนี้ ไปไหนมาไหนแต่ละทีก็ต้องอาศัยเรือแจวเรือพาย บ้านแต่ละหลังก็ตั้งอยู่ห่างๆ กันเพราะสมัยนั้นแต่ละครอบครัวต่างก็มีที่ดินเยอะ และมีอาชีพทำสวนผลไม้/สวนผักบ้าง ปลูกดอกไม้ กล้วยไม้บ้าง บางคนก็เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ตามวิถีชนบทไทย
    สำหรับเรื่องราวที่ดิฉันจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนที่ดิฉันอายุได้ประมาณ 20 ปี ตอนนั้นดิฉันมีน้องสาวหนึ่งคน อายุห่างจากดิฉันประมาณ 2 ปี น้องสาวของดิฉันจัดได้ว่าเป็นคนหน้าตาดี จึงมีหนุ่มๆ ทั้งในละแวกบ้าน และหนุ่มจากต่างถิ่นมาติดพันชนิดที่เรียกได้ว่าหัวบันไดบ้านไม่แห้ง จนกระทั่งวันหนึ่งน้องสาวของดิฉันเกิดพลาดท่าได้เสียกับเด็กหนุ่มต่างถิ่นคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกชายเจ้าของโรงสี แรกๆ ก็ดูท่าทางรักกันดี ได้ยินว่าจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการพาพ่อแม่มาสู่ขอน้องสาวของดิฉันให้เป็นเรื่องเป็นราวอีกด้วย
    แต่ธาตุแท้ก็ปรากฏเมื่อน้องสาวของดิฉันรู้ตัวว่าตั้งท้องได้ 2 เดือน พอฝ่ายชายรู้เข้าก็หายตัวไปและไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย น้องสาวจึงมาปรึกษาดิฉันว่าอยากทำแท้ง ซึ่งในตอนนั้นดิฉันก็เห็นดีด้วยเพราะไม่อยากให้น้องสาวเสียอนาคต ทั้งในด้านการศึกษาต่อและไม่อยากให้เสียโอกาสในการหาผู้ชายดีๆ สักคนมาคอยดูแลในวันข้างหน้า ด้วยความที่ตอนนั้นเรายังเด็กด้วยกันทั้งคู่ จึงไม่รู้ว่าจะต้องไปทำแท้งที่ไหนก็มัวแต่รีๆ รอๆ จนวันหนึ่งที่บ้านจับได้เพราะน้องสาวท้องโตผิดปกติตามอายุครรภ์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่เป็นคนผอมบาง
    โชคดีที่ทางบ้านของดิฉันเมตตา ไม่ดุด่าน้องสาวของดิฉันแบบสาดเสียเทเสีย ได้แต่สอนและตักเตือนเพราะรู้ว่าน้องสาวของดิฉันเสียใจและได้รับบทเรียนแล้ว แถมยังบอกอีกว่าให้เก็บลูกในท้องเอาไว้เพราะหลานคนเดียวพ่อแม่เลี้ยงให้ได้ และอายุครรภ์ก็มากถึง 5 เดือนแล้ว ถ้าไปทำแท้งจะเป็นอันตรายและเป็นบาปอีกด้วย น้องสาวของดิฉันจึงต้องปล่อยเลยตามเลย แต่ก็ยังรู้สึกผิดที่ทำให้พ่อแม่เสียใจและอับอายที่ตนเองตั้งท้องโดยไม่มีพ่อ
    ในที่สุดเย็นวันหนึ่งขณะที่น้องสาวของดิฉันท้องแก่ใกล้คลอด อยู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บท้องและมีอาการน้ำเดินทั้งๆ ที่ยังไม่ครบกำหนดคลอด จึงร้องบอกให้ดิฉันพาไปหาหมอ ขณะนั้นพ่อกับแม่ของดิฉันเดินทางไปงานศพญาติที่จังหวัดนนทบุรี ดิฉันจึงรีบประคองน้องลงเรือพายไปหาหมอ ระหว่างพายเรือไปได้ครึ่งทางน้องสาวของดิฉันก็คลอดลูกออกมา แต่เด็กยังนิ่งเงียบไม่มีเสียงร้อง ด้วยความตกใจน้องสาวของดิฉันจึงรีบโยนเด็กลงน้ำไปเลย จากนั้นดิฉันจึงช่วยทำความสะอาดน้องสาวและล้างคราบเลือดออกจากเรือพาย แล้วจึงย้อนกลับเข้าบ้านโดยที่ภาพบนเรือยังคงติดตาหลอกหลอนดิฉันและน้องสาวตลอดมา
    ดิฉันเชื่อว่าหากในวันนั้นน้องสาวของดิฉันมีหมอทำคลอดให้ เด็กคงโดนตบก้นจนร้องไห้ออกมา ไม่เงียบสนิทอย่างในวันนั้น และขณะที่น้องสาวโยนลูกในไส้ลงน้ำวันนั้น ลูกของเธอน่าจะยังมีชีวิตอยู่ก่อนที่จะจมหายไป
    เมื่อพ่อแม่ของดิฉันกลับมาจากต่างจังหวัด ดิฉันและน้องสาวจึงตัดสินใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง โดยมีการปรุงแต่งเรื่องราวเล็กน้อยว่า เด็กคลอดก่อนกำหนดเพราะตายตั้งแต่อยู่ในท้อง น้องสาวเห็นเลยตกใจจึงโยนเด็กลงน้ำไป วันนั้นพ่อกับแม่จึงพาน้องสาวของดิฉันไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล จากนั้นก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย
    หลังจากนั้นไม่นาน ครอบครัวของดิฉันก็มีเหตุการณ์ไม่ดีต่างๆ นานาเกิดขึ้น สวนผลไม้ที่ทำอยู่ก็เสียหาย ขาดทุน เมื่อมีปัญหาเศรษฐกิจพ่อของดิฉันก็กลายเป็นคนติดเหล้า ติดผู้หญิง จนแม่ทนไม่ได้ต้องหนีไปทำงานเป็นแม่บ้านที่ฮ่องกง ส่วนพ่อก็หนีไปมีผู้หญิงใหม่ ดิฉันและน้องสาวทำมาหากินอะไรก็ไม่ขึ้น ตกต่ำทันตาเห็น หนำซ้ำครอบครัวยังมาแตกแยก เป็นหนี้เป็นสินจนต้องขายสวนไปใช้หนี้ เหลือบางส่วนตั้งใจจะเก็บไว้ทำมาหากินแต่เมื่อไม่มีเงินนานๆ เข้าสุดท้ายก็ต้องเอาที่ดินไปจำนอง พอไม่มีเงินไปไถ่ถอนที่ดินก็โดนยึดในที่สุด สรุปแล้วดิฉันไม่เหลืออะไรเลยนอกจากบ้านเพียงหลังเดียว
    เป็นเวลากว่า 10 ปี ที่ดิฉันและน้องสาวต้องอยู่กันตามลำพังอย่างยากลำบาก นานๆ ครั้งแม่จะส่งเงินกลับมาให้บ้าง ดิฉันค้าขายอะไรก็ไม่เจริญ ส่วนน้องสาวเคยเข้าไปทำงานเป็นพนักงานประจำที่บริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่ก็มีปัญหาถูกหัวหน้าลวนลาม จึงต้องลาออกมาช่วยดิฉันค้าขายเล็กๆ น้อยๆ แถวบ้าน ระหว่างนั้นทั้งดิฉันและน้องสาวก็มีผู้ชายมาติดพันบ้าง แต่ไม่มีใครรักจริงสักคน ทำให้เข็ดขยาดกับเรื่องผู้ชายไปเลย
    ดิฉันได้ยินเรื่องราวการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากของท่านอาจารย์วัลลภจากรายการทีวี เพราะมีช่วงหนึ่งท่านอาจารย์วัลลภได้รับเชิญไปออกทีวีบ่อยมาก ดิฉันสนใจจึงชวนน้องสาวให้ไปหาท่านอาจารย์วัลลภด้วยกัน เข้าทำพิธีวันแรกทั้งดิฉันและน้องสาวต่างก็พากันร้องไห้ฟูมฟายและอาเจียน จะหยุดก็หยุดไม่ได้ เมื่อจบพิธีแล้วท่านอาจารย์วัลลภบอกดิฉันและน้องสาวว่าเราทั้งคู่มีวิญญาณเจ้ากรรมนายเวรสิงแทรกอยู่ในร่างกาย อันเนื่องมาจากการฆ่าคนตายเมื่อหลายปีก่อน ต้องหาทางแก้ไขด้วยการสร้างพระพุทธรูปปางชนะมารถวายวัดให้เจ้ากรรมนายเวร เพื่อที่เจ้ากรรมนายเวรจะได้อโหสิกรรมให้ และไม่มาทักท้วงหนี้กรรมอีกต่อไป
    ได้ยินดังนั้นดิฉันจึงรู้สึกขนลุก เพราะเรื่องที่น้องสาวโยนเด็กทารกลงน้ำ นอกจากคนในครอบครัวของดิฉันแล้วก็ไม่มีใครอื่นรู้เรื่องนี้มาก่อน แต่น้องสาวดิฉันไม่เชื่อประกอบกับไม่มีเงินจัดสร้างพระพุทธรูป ดิฉันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าตัวเองยังพอจะมีสร้องทองเก่าๆ ที่แม่เคยให้ไว้ 2-3 เส้น ซึ่งตั้งใจว่าถ้าไม่อดตายจริงๆ จะไม่นำไปขาย ก็เลยบอกน้องสาวว่าดิฉันจะนำทองไปขายเพื่อจะได้สร้างพระปางชนะมารถวายวัดให้เจ้ากรรมนายเวร แต่น้องสาวห้ามไว้ บอกว่าถ้าขายแล้วอีกหน่อยลำบากจะเอาอะไรกิน ดิฉันก็เลยไม่ได้สร้างพระในตอนนั้น
    หลังจากนั้น 1 อาทิตย์ ดิฉันจึงเล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่าไปหาท่านอาจารย์วัลลภมา และยังบอกอีกว่าแสดงอาการอะไรออกมาบ้าง เพื่อนๆ ของดิฉันที่เคยไปเข้าทำพิธีก็บอกว่าถ้ามาที่มูลนิธิธรรมบันดาลแล้วร้องไห้ อาเจียน ต้องสร้างพระชนะมารไถ่กรรมจากเจ้ากรรมนายเวร แล้วเรื่องร้ายจะกลายเป็นดี แต่ถ้ายังทำเฉยวิญญาณเจ้ากรรมนายเวรก็จะคอยกลั่นแกล้งให้เราเดือดร้อนหรือมีอันเป็นไป ทำให้ดิฉันรู้สึกกลัวมาก เพราะที่ลำบากเดือดร้อนบ้านแตกอยู่ทุกวันนี้ก็ร้ายแรงที่สุดสำหรับดิฉันแล้ว ไม่อยากให้มีอะไรร้ายๆ เกิดขึ้นอีกเลย
    วันรุ่งขึ้นดิฉันจึงแอบไปขายสร้อยทอง 1 เส้น แล้วก็ตรงมาเข้าทำพิธีกับท่านอาจารย์วัลลภโดยไม่ได้บอกน้องสาว หลังกล่าวคำภาวนาแล้วดิฉันก็แสดงอาการร้องไห้อาเจียนออกมาอีก แต่คราวนี้ดิฉันตัดสินใจสร้างพระพุทธ รูปชนะมารถวายวัดให้เจ้ากรรมนายเวรตามคำแนะนำของท่านอาจารย์วัลลภ พร้อมกับถือศีลห้า หมั่นทำบุญตักบาตร สวดมนต์ กรวดน้ำ แผ่เมตตา หลังจากนั้นก็ยังแอบน้องสาวมาเข้าทำพิธีอยู่เรื่อยๆ แต่หลังจากสร้างพระชนะมารถวายวัดแล้ว ดิฉันก็ไม่แสดงอาการร้องไห้ อาเจียนอีกเลย มีแต่อาการในทางที่ดี เช่น ทำท่านกบิน ทำท่ากวักมือเหมือนแม่นางกวัก หรือไม่ก็ทำท่าเหมือนเจ้าแม่กวนอิมกำลังให้พร
    หลังจากมาเข้าทำพิธีกับท่านอาจารย์วัลลภได้ 3 ปีเต็ม สถานการณ์ทางการเงินที่เคยฝืดเคืองกลับดีขึ้น ค้าขายหยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง มีโชคลาภตลอด จนน้องสาวแปลกใจ นอกจากนี้ดิฉันยังได้พบสามีซึ่งเป็นพ่อหม้าย มีฐานะการงานมั่นคง และได้แต่งงานกันในที่สุด สามีของดิฉันเป็นคนดีและรักดิฉันมาก ดูแลดิฉันอย่างดี ทุกวันนี้ก็ให้เงินดิฉันมาลงทุนซื้ออาคารพาณิชย์เปิดร้านมินิมาร์ทและอินเตอร์เน็ทคาเฟ่ ในขณะที่สามีก็มีกิจการปั๊มน้ำมันและอสังหาริมทรัพย์
    ส่วนน้องสาวของดิฉันยังมีชีวิตที่ยากลำบากเหมือนเดิม ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ ค้าขายอะไรก็ถูกโกง หนี้สินท่วมตัว ดิฉันต้องส่งเงินให้ใช้ตลอด เมื่อเห็นว่าดิฉันได้สามีดี น้องสาวของดิฉันจึงอยากหาสามีดีๆ ให้ได้แบบดิฉันบ้าง จะได้มีคนอุปถัมภ์เลี้ยงดู ไม่ต้องทุกข์ยากลำบากอีกต่อไป
    วันหนึ่งเพื่อนๆ ของน้องสาวมาชวนดิฉันและน้องสาวไปเที่ยวที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต เผอิญวันนั้นสามีดิฉันติดธุระไปด้วยไม่ได้ ดิฉันจึงต้องไปกับน้องสาว โดยที่น้องสาวของดิฉันบอกว่าจริงๆ แล้วไม่ได้อยากมาเที่ยว แต่อยากมาทำความรู้จักกับชาวต่างชาติ เผื่อฟลุ้คเจอคนดีๆ ที่สามารถเลี้ยงดูตนเองได้ เรียกว่าอยากได้สามีดีๆ แบบพี่เขย...ว่างั้นเถอะ
    ดิฉันก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะตั้งใจจะมาพักผ่อน วันแรกที่ไปถึงเป็นวันคริสต์มาสพอดี ตามผับตามร้านอาหารต่างๆ จึงจัดงานบันเทิงรื่นเริงมากมาย พวกเราอยู่เที่ยวสนุกกันจนเกือบสว่าง แล้วจึงเข้านอนตอนใกล้รุ่ง วันนั้นน้องสาวดิฉันเมามาก ส่วนตัวดิฉันไม่ดื่มเหล้าอีกเลยหลังจากมาเข้าทำพิธีกับท่านอาจารย์วัลลภ ดิฉันจึงต้องเป็นฝ่ายพยุงน้องสาวกลับเข้าที่พัก เพราะน้องเดินแทบไม่ไหวและเราก็พักห้องเดียวกัน
    เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันที่คลื่นยักษ์สึนามิซัดถล่ม 6 จังหวัดภาคใต้ของไทย หาดป่าตองก็เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ถูกทำลายมากที่สุด ขณะที่นอนอยู่ ดิฉันก็ได้ยินเสียงอึกทึก โครมคราม มันดังมากๆ และจับใจความไม่ได้ มีทั้งเสียงข้าวของแตกหัก เสียงคนร้องโหวกเหวก ดิฉันตกใจมาก หันไปมองเตียงน้องสาวเห็นนอนนิ่งอยู่ จึงตะโกนเรียก ยังไม่ทันขาดคำน้ำขุ่นๆ กับเศษข้าวของก็ทะลักเข้ามาในห้องจนเต็มไปหมด เหลือเพียงช่องว่างนิดหน่อยบนเพดานให้ลอยตัวพอแหงนหน้ายื่นจมูกออกไปหายใจได้ ดิฉันเห็นน้องสาวตาแดงกล่ำ หน้าซีด มีเลือดออกที่ศีรษะ แหงนหน้าหายใจแบบอ่อนแรง จากนั้นก็เหมือนกับว่าจะพยายามกลั้นใจพูดอะไรออกมาทีละคำๆ แต่ดิฉันจับใจความไม่ได้ อยากช่วยน้องก็ช่วยไม่ได้ ในที่สุดน้องสาวดิฉันก็จมน้ำหายไปต่อหน้าต่อตา
    ดิฉันอยากกรีดร้อง แต่มันร้องไม่ออก หมดแรง คิดว่าต้องตายแน่ๆ เพราะไม่รู้ว่าจะออกจากห้องนี้ไปได้อย่างไร น้ำก็ขุ่นจนมองอะไรไม่เห็น อากาศก็น้อยแหงนหน้าจนจมูกติดเพดานแล้วก็ไม่มีวี่แววว่าจะรอดได้ คงเป็นเพราะกุศลส่งหรือบุญบารมีที่ดิฉันได้สร้างพระพุทธรูปไว้ ที่อยู่ๆ ระดับน้ำก็ค่อยๆ ลดลง ซึ่งเป็นจังหวะที่ดิฉันกำลังเหนื่อยอ่อนเต็มที ทำให้มองเห็นช่องแอร์ ดิฉันจึงยื่นมือไปเกาะประคองตัวไว้ จากนั้นน้ำก็เริ่มยุบลงอีกจนเห็นขอบหน้าต่าง
    ดิฉันพยายามตั้งสติคิดว่าถ้าดำน้ำลอดขอบหน้าต่างออกไปแล้วจะเจออีกห้องหนึ่ง หรือจะออกนอกตัวอาคารไปเลย แต่ก็พอจำได้ว่าตอนเข้ามาในห้องครั้งแรกเคยนั่งมองออกไปยังชายทะเล ดิฉันจึงใช้เท้าเคาะสำรวจบริเวณหน้าต่างกระจก เห็นว่าแตกหักเสียหายบ้างแล้วจึงลองถีบดูปรากฏว่าบานกระจกหลุดออกไป ดิฉันจึงกลั้นใจเฮือกสุดท้ายขอออกไปตายเอาดาบหน้า ในที่สุดก็หลุดออกมาเจอคนขี่เจ็ทสกี เขาจึงช่วยเหลือไว้ได้ก่อนที่รีสอร์ตจะถูกคลื่นยักษ์กวาดลงทะเลไปเพียงไม่กี่นาที
    เมื่อน้ำลดลงแล้วดิฉันก็ออกตามหาศพน้องสาวทันที กว่าจะเจอก็อีก 2 วันถัดไป...ไม่น่าเชื่อว่าผลกรรมของการจับเด็กโยนลงน้ำต่อหน้าดิฉันในวันนั้น จะส่งผลให้น้องสาวของดิฉันจมน้ำตายตกไปตามกัน และนับเป็นศพที่สองที่จมน้ำตายต่อหน้าต่อตาดิฉัน เชื่อว่าที่ดิฉันรอดมาได้นั้นก็เนื่องมาจากอานิสงส์ของการถวายพระปางชนะมารให้แก่เจ้ากรรมนายเวรนั่นเอง

    DMBD :
     
  2. OmGaneshPornJuntra

    OmGaneshPornJuntra Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    97
    ค่าพลัง:
    +51
    โอ้!!!อนุโมทนาสาธุสาธุค่ะ เวรกรรมติดจรวดจริงๆไม่ต้องรอชาติหน้า
     
  3. yaka

    yaka เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2010
    โพสต์:
    647
    ค่าพลัง:
    +1,384
    แล้วทำไมตอนที่คุณมีเงินมีทองแล้วไม่ชวนหรือบังคับพาน้องสาวคุณไปสร้างพระสดุ้งมารถวายวัดอีกละค่ะ ยาว่าถ้าเค้าได้ทำก่อนน่าจะดีขึ้นแต่ก็อย่างว่าแหละค่ะ กรรมใครกรรมมันเนอะ
     

แชร์หน้านี้

Loading...