ตกลง..จิต..มีจริงมั้ย?? อธิบายยังไง?..ด้วยวิทยาศาสตร์

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย ไม้บรรทัด, 4 กันยายน 2010.

  1. ไม้บรรทัด

    ไม้บรรทัด เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 กันยายน 2008
    โพสต์:
    116
    ค่าพลัง:
    +293
    เมื่อสักครู่ มีผู้สงสัย ตั้งคำถาม?กับขาพเจ้าว่า..
    สมอง มีหน้าที่รับรู้ ประมวลผล สั่งการ เป็น อารมณ์ ความรู้สึก การกระทำ คำพูด ความนึกคิด ให้ร่างกายทั้งหมด ไม่ใช่หรือ???ไม่มีจิตอยู่จริง??? และเมื่อสมองตาย ก็หายไป ไม่มีจิตหลงเหลืออยู่จริง??? แล้วจิตคืออะไร???
    ..ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่สามารถอธิบาย ให้เห็นเป็นรูปธรรมตามหลักวิทยาศาสตร์ได้...คือไปไม่เป็น
    ขอความกรุณาท่านกัลยาณมิตรทั้งหลาย โปรดช่วยอธิบายที ให้มีหลักเหตุและผล บนหลักวิทยาศาสตร์ ว่า จิตมีอยู่จริงหรือไม่??????
    :':)':)'( ขอขอบคุณกัลยาณมิตรทั้งหลายไว้ล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ด้วยครับ
     
  2. ChainQLel2

    ChainQLel2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    356
    ค่าพลัง:
    +618
    สำหรับผมแล้ว จิตมีอยู่จริง จิตไม่ได้ทำงานโดยสมอง แต่สามารถส่งผ่านความรู้สึกไปสู่สมองได้ ยกตัวอย่างเช่น สมองของผมมักสั่งการกับร่างกายว่าเหนื่อยเหลือเกินอยากนอนในที่ทำงาน แต่อีกด้านหนึ่งเหมือนมีอีกความคิดที่บอกว่าอย่าหลับในที่ทำงานนะมันไม่ดี เอาเปรียบผู้อื่น ความคิดที่ว่าน่าจะเป็นจิตที่บอกสมองอีกทีว่ายังทำในสิ่งที่สมองสั่งไม่ได้

    สรุปแล้ว สมองมีไว้สั่งการร่างกายของผมครับ รวมไปถึงการคิดตามกระบวนการเช่น การคิดเลข บอกความรู้สึกต่างๆทางร่างกาย
    สำหรับจิตแล้วจิตจะคอยสั่งการสมองอีกทีหนึ่ง เป็นที่รวมของกระบวนการนึกคิดต่างๆ เข้าใจสิ่งที่ผิดและถูก ลึกซึ้งกว่าสมองมากมาย จิตสั่งร่างกายผ่านสมองอีกที ไม่น่าที่จะสั่งร่างกายเราได้โดยตรงจำเป็นที่จะต้องผ่านสมอง หากเสียสติ ร่างกายกับสมองก็ยังสามารถดำรงอยู่ได้ในอีกสภาพ รวมไปถึงเวลานอนหลับ สมองรวมถึงร่างกายของเราเกือบทั้งหมดก็จะหยุดทำงาน แต่จิตยังสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ เช่นความฝัน การรู้สึกตัวขณะร่างกายหลับ การพยายามขยับร่างกายแต่ไม่สามารถขยับได้เพราะจิตเราไม่ได้เชื่อมต่อกับร่างกายในขณะนั้น บางทีคำตอบอาจอยู่เหนือกว่าธรรมชาติของสมองมนุษย์ธรรมดาจะเข้าใจได้ ต้องใช้จิตครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กันยายน 2010
  3. โลกุตตระ

    โลกุตตระ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    448
    ค่าพลัง:
    +2,624
    ปฏิบัติเอา จึงจะรู้ได้...
     
  4. porrawee

    porrawee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 มีนาคม 2008
    โพสต์:
    285
    ค่าพลัง:
    +779
    งั้นผมขอถามคุณข้อนึงเลยว่า ทำไมสมองที่ทำให้เราคิด ประมวล สั่งการเนี่ย ทำไมมันจึงสามารถนึกย้อนไปในอดีตชาติหรือระลึกชาติล่ะครับ
    ในความคิดของผมนะครับ ผมคิดว่า วิทยาศาสตร์ ณ ตอนนี้ที่เรายังใช้ๆอยู่ในปัจจุบันเนี่ยยังอยู่ในรูปแบบของ มิติที่ 3 อยู่ ยังมีหลายๆเรื่องเลยที่มนุษย์ยังไม่ได้ค้นพบ แต่เราก็เคยได้เห็นอาจารยืต่างๆจากนาซ่า เช่น ดร.วรภัทร ภู่เจริญ ซึ่งท่านได้ลองมาศึกษาทางพุทธศาสนา แล้วลองปฏิบัติดูแล้วพบว่าวิทยาศาสตร์ตอนนี้เนี่ยยังจุดที่ผิดอยู่ เพราะ ยังมีความจริงที่จริงยิ่งกว่านั้น ฯลฯ

    ส่วนทฤษฎีนั้นตอนนี้เท่าที่ผมรู้จักที่พอจะพิสูจน์เรื่องจิตได้ผมคิดว่าน่าจะเป็นทฤษฎีควอนตัม นะครับ
    ผมเคยได้ยินมาว่า เคยมีการทดลองว่า เวลาตายแล้ว ช่วงตอนที่เราตายเนี่ย น้ำหนักเราจะลดลงไปนิดนึง เหมือนมีอะไรหายไปจากตัวนิดนึง น่ะ่นะ อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ คิดว่าน้ำหนักนิดนึงนี่ล่ะ ที่เป็นจิตวิญญาณ

    จิตนั้นไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า จิตนั้นตามธรรมชาติของมัน มันจะเกิดดับตลอดเวลา ด้วยอัตราความเร็วที่สูงมากๆๆๆๆ แต่มันไม่ดับสูญครับ มีแต่ร่างกายของเราครับ ที่ดับสูญไป เมื่อเราตายแล้ว จิตไม่มีที่อยู่ก็ต้องเร่ร่อนไปในที่ต่างๆ เพื่อเกิด โดยเป็นไปตามอำนาจพลังบุญและพลังบาป ไม่แปลกเลยที่หลายๆคนสามารถระลึกชาติได้ว่าชาติที่แล้วเคยเกิดเป็นอะไร
    ***หากผิดพลาดประการใด เชิญผู้รู้ช่วยแก้ไขด้วยครับ ***
     
  5. krit59

    krit59 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    219
    ค่าพลัง:
    +346
    เรื่องจิตเป็นเรื่องอจินไตย พระพุทธเจ้าห้ามคิด เดี๋ยวมีส่วนแห่งความเป็นบ้า

    มันก็เหมือนกับคลื่นมือถือนี่แหละ คนที่บอกว่ามีคลื่น แล้วทำไมมันถึงมองไม่เห็นล่ะ


    นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้เป็นรู้ทั้งหมดนะครับ
     
  6. Mr.Boy_jakkrit

    Mr.Boy_jakkrit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    2,063
    ค่าพลัง:
    +2,676

    จิตมีจริงหรือไม่จริงอย่าพึ่งคิดครับ ประเดี๋ยวหัวแตกเสียก่อน
    ถามกลับเลยแล้วกัน
    ความสุขของคุณเกิดจากอะไร ?
    และความทุกข์ของคุณเกิดจากอะไร ?
    เป็นไปได้ไหมว่าความสุขและความทุกข์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และเป็นเพราะเหตุใด ?
    จงอธิบายมาในแง่ใดก็ได้เท่าที่เข้าใจ เช่นถ้าในแง่ชีววิทยาอาจกล่าวได้ว่าความสุขเกิดจากสมองหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิล (endorphin) แล้วทำไมสารนี้ไม่เกิดตลอดอายุขัยของมนุษย์ปัจจัยเสื่อมสลายของสารนี้เกิดจากที่ใดและหายไปด้วยปัจจัยใด อาจจะเพราะสภาพจิตใจที่หดหู่ ก็แล้วทำไมมันไม่เบิกบานอยู่ตลอดเวลาล่ะ ก็เพราะว่ามันไม่คงที่มีการเกิดดับที่เร็วกว่าการเดินทางของกระแสไฟฟ้าซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ได้มีพิสูจน์พบแล้วว่ากระแสไฟฟ้ามีการไหลอย่างไร

    กรณีที่สอง เด็กคนหนึ่งเล่นดินปั้นดินเหนียวทำเป็นรูปรถยนต์อย่างมีความสุข ในขณะที่เด็กอีกคนหนึ่งทำเล่นรถบังคับอย่างความสุข ถามว่าความสุขเกิดขึ้นจากอะไร ?
    และหากมีการทดลองให้เด็กสองคนนี้สลับเล่นของเล่นกันเด็กแต่ละคนจะมีความสุขเพิ่มขึ้นหรือลดลงด้วยข้อมูลสอบถามเชิงคุณภาพ เพราะเหตุใด ?

    ยิ่งทดลองยิ่งถลำไปไกล บางท่านไกลเกินกว่าจะกรู่ให้กลับโดยเฉพาะผู้ศึกษาทางจิตเพราะเราและเขากำลังถกเถียงในสิ่งที่ไม่มีตัวตนหากจะจำแนกแยกแยะและสรุปออกมาให้เป็นแม่แบบที่คงที่ย่อมเป็นไปไม่ได้

    มันเป็นเช่นนั้นเพราะที่ผ่านมาการศึกษาเรื่องจิตนี้มุ่งที่กลุ่มทดลองซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกแต่ยังไม่เคยใครที่ทดลองด้วยตนเองแล้วออกมาวาดภาพให้ดูว่าลักษณะของจิตเป็นเช่นไร

    วิธีการทดลอง คือ นั่งสมาธิ ตามระลึกรู้ลมหายใจเข้า หายใจออก คือรู้ตามความเป็นจริงหายใจเข้าก็รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกก็รู้ว่าหายใจออก
    และไม่ต้องสั่งให้ร่างกายหายใจตามสมองนะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของร่ายการที่สามารถปรับสมดุลระหว่างออกซิเจนและจังหวะเต้นของหัวใจ ทำอยู่อย่างนั้นแหละทำไปเรื่อยๆมีสติตลอดเวลา
     
  7. ratercracker

    ratercracker เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    484
    ค่าพลัง:
    +729
    ความทุกข์ ความสุข ดีใจ เสียใจ เกิดขึ้นที่ใด พิจารณาตรงนี้ให้มาก ก็พอรู้ได้ในเบื้องต้น
     
  8. chotipala

    chotipala Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    47
    ค่าพลัง:
    +89
    มีจริงครับ
    E=mc2 เป็นวิชาฟิสิกล์ที่เรียนมาเบื้องต้นในทฤษฏีสัมพันธภาพของไอน์ไตน์ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนและนานมากแล้วครับ ตอนนี้นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยในเทลาวีฟให้ความสนใจกันมาก รูป ๒๘ เปรียบดั่ง พลังงานจลน์ นาม ( จิต และเจตสิก ) เปรียบดั่งพลังงานศักดิ์
    นะครับมีอยู่จริงๆ ไอน์ไตน์ตอบไม่ได้ว่าเคลื่อนย้ายมวลสารไปสู่ที่ใด
    แต่พระพุทธเจ้าไปเห็นมาแล้วทุกภพภูมิ สืบค้นต่อไปนะครับไปให้ถึงคำว่า...
    สาวกของพระสมณโคดม...
    ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น......สาธุๆๆ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • hell_locate.jpg
      hell_locate.jpg
      ขนาดไฟล์:
      128.8 KB
      เปิดดู:
      143
  9. nachan

    nachan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15
    ค่าพลัง:
    +109
    จิตเป็นพลังงาน ที่เร็วกว่าแสงถ้าทำภาวนาจะรู้จักเอง เข่นเห็นใบหน้าคนก่อนหนึ่งวันแล้วรุ่งขึ้นก็ได้พบเห็น (คนที่ไม่เคยพบเห็นรู้จักมาก่อน) เมตาฟิสสิค พึ่งยอมรับการมีจิตราว 20 กว่าปีมานี้ พระพุทธเจ้าสอนชาวพุทธมา 2พันกว่าปีแล้ว วิทย์พึ่งรู้ว่ามี การทำภาวนาคือการฝึกจิตโดยตรง จิตเคลื่อนไม่หยุดนิ่ง ดุจ ไซน์เวพ เป็น +แล- ตลอดเวลา จิตแยกจากกาย มารู้เห็นกายนอนอยู่ก็ได้ ถ้าภาวนถึง และมีนิสัยบารมีเดิมมา ถ้าไม่ถึงอริยะขั้นต้นจะไม่รู้จักจิตได้จึงสงสัยเป็นธรรมดา แต่จิตก็เป็นศูนย์ได้ เช่นหยุดนิ่งที่ฌาน 4 หรืออัปปนาสมาธิ ทุกสิ่งดับหมด เสียง ตัวตน ความรู้ สึก นึกคิด เจ็บปวดเวทนา ดับหมด ลมหายใจด้วย แค่บอกมาก็ไม่มีทางรู้แล้ว 1 ใน 200ล้านเลยมั้งที่เขารู้ได้ จึงต้องไม่เข้าใจและสงสัยเป็นธรรมดาโลก
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กันยายน 2010
  10. blackangel

    blackangel เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    1,750
    ค่าพลัง:
    +1,919
    แล้วสิ่งที่ทำให้คุณอยากจะโผสถามคืออะไรครับ ความสงสัยนี้เกิดจากอะไร จากสมองยังงั้นหรอ ?
     
  11. หาธรรม

    หาธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 มกราคม 2007
    โพสต์:
    1,163
    ค่าพลัง:
    +3,739
    "สมอง มีหน้าที่รับรู้ ประมวลผล สั่งการ เป็น อารมณ์ ความรู้สึก การกระทำ คำพูด ความนึกคิด ให้ร่างกายทั้งหมด ไม่ใช่หรือ???ไม่มีจิตอยู่จริง??? และเมื่อสมองตาย ก็หายไป ไม่มีจิตหลงเหลืออยู่จริง??? แล้วจิตคืออะไร???"
    อ้างอิง...

    ตอบกระทู้...

    สมองหรือจิตกันแน่ที่ทำหน้าที่คิด ถ้าสมองทำหน้าที่คิดและสั่งการทั้งหมด แล้วสัตว์ที่ไม่มีสมองล่ะ พวกพรหม เทวดา โอปาติกะ เขาใช้อะไรคิด

    เรารู้ชัดแล้วว่าสัตว์เหล่านี้มีอยู่จริง

    จิต ต่างหากละที่ทำหน้าที่คิดและสั่งการ ดังนั้นจึงเปรียบว่าจิตเป็นนาย

    สมอง เป็นเพียงอวัยวะที่ทำหน้าที่แทนจิต หรือทำหน้าที่ตามจิตสั่งการ เช่น ประมวลผลต่าง ๆ
    ที่ว่าสมองสั่งการนั่นไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือต้องกล่าวว่า จิตสั่งให้สมองสั่งการ

    วิธีทดสอบยืนยันด้วยตนเองว่าจิตมีจริง

    ๑. นั่งตัวตรงดำรงสติมั่น หายใจเข้า บริกรรมว่า พุทธ หายใจออกบริกรรมว่า โธ ทำความรู้สึกที่ลมเข้าออกที่ปลายจมูก ตอนแรกหายใจเข้า-ออกให้ยาวและลึกสักสามถึงห้าครั้ง แล้วบริกรรมและตามลมด้วยนะ จากนั้นปล่อยให้ลมหายใจถี่ขึ้น

    ๒. เมื่อลมหายใจ ถี่ขึ้น ๆ ๆๆๆๆๆๆๆ ยังบริกรรมอยู่ และ ทำความรู้สึกรู้ที่ลมหายใจปลายจมูกอยู่ เมื่อลมนายใจละเอียดและถี่มาก คำบริกรรมจะค่อย ๆ จางลงแล้วคำบริกรรมจะหายไปเองในที่สุด แต่มีสติรู้อยู่ (ไม่ต้องดึงคำบริกรรมกลับมาอีก แต่ให้ปล่อยไปเลย)

    ๓. ความรู้สึกทางกายที่เด่นชัดขึ้นจะปรากฏ คือ มีความอิ่มเอิบทางกาย หรือที่เราเรียกว่าปิติ ให้สังเกตดูว่ามันเป็นความสุขที่เกิดทางกาย เช่น เย็นซาบซ่านไปทั้งตัว หรือ ปิติแบบอื่น ๆ เช่น รู้สึกว่าตัวเบา ตัวโยก ตัวพอง สังเกตให้ดีจะรู้ว่า มันเป็นความรู้สึกทางกายที่ชัดเจนจากนั้น อย่ายินดีในปิติ วางเสีย เมื่อปิติดับกายก็ดับหายไป เพราะมันเป็นความรู้สึกทางกาย

    ๔. เมื่อความรู้สึกทางกายหรือกายหายไป จะมีเพียงสุขที่เป็นนามธรรมอยู่ คือ สุขอยู่ที่จิต ความรู้สึกทางกายไม่มี ตอนนี้ล่ะจะรู้เห็นว่ามีแต่เพียงจิตรู้ชัดอยู่

    พอถึงตอนนี้แล้วความรู้สึกทางกายไม่มี รู้สึกว่าไม่มีอวัยวะอะไรเหลืออยู่ สมองก็ไม่มี เหลือแต่เพียงตัวรู้ที่รู้อยู่ นี่แหละคือ "จิต"
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กันยายน 2010
  12. ผู้พันจุ่น

    ผู้พันจุ่น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 สิงหาคม 2007
    โพสต์:
    1,396
    ค่าพลัง:
    +2,983
    กายกับจิต กายคือสิ่งที่มองเห็นได้ง่าย เราเรียกว่ารูป ส่วนจิต ไม่มีรูปร่าง เราเรียกว่านาม มีหน้าที่ ดังนี้ คือ.........

    รู้สึก จดจำ คิดปรุงแต่ง และการเชื่อมต่อของการผัสสะแห่งอายตนะ (เช่น ตาผัสสะรูป เกิด จักษุวิญญาณ.....ฯ)

    เราจะเห็นจิตด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดคือ ความรู้สึก เราลองตั้งใจหายใจเข้า-ออก แรง ๆ ถ้าเราไม่เอาจิตไปจดจ่อที่รูจมูก แบบหายใจตามปกติ เราก็ไม่รู้สึกว่ามีลม เข้า-ออก แต่เมื่อเราเอาจิตไปกำหนดให้รู้สึกที่รูจมูก เราจะสัมผัสกับลมที่มันหายใจ เข้า-ออก ใช่ไหม.........

    เมื่อเรานั่งสมาธิ เราเอาความรู้สึกจดจ่อที่ความสงบของจิต คอยดูว่าเมื่อมันเกิดความคิดปรุงแต่ง ตัวไหนมันทำหน้าที่คิด และรู้ เรามองมันเป็นไหมที่จะระลึกรู้เห็นการปรุงแต่งของจิต.....ถ้าเราเห็นตัวทำหน้าที่ คิดรู้ในขณะเกิดสมาธิ นั่นแหละ จิต.....

    คุณต้องทดลองทำแล้วคุณจะเข้าใจในวรรคหลังนี้ จะอธิบายยากสักหน่อย ถ้าคุณไม่ทดลองทำให้ได้สมาธิ ความเข้าใจตามความคิดแบบเหตุผล อธิบายสภาวะของคำว่าสมาธิ ที่แปลว่า ความตั้งมั่นของจิต หรือ ความหวานของน้ำตาล และ ความเผ็ดของพริก...ไม่ได้ครับ..................

    ปัญญาผมมีเท่านี้ ไม่ทราบว่าพอได้คำตอบไหม??????
     
  13. งูขาว

    งูขาว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มกราคม 2008
    โพสต์:
    945
    ค่าพลัง:
    +1,824
    ทางธรรม จิตเดิมแท้ คือ (สติ ที่สมบูณร์แบบ) เป็นความว่างที่ควบคุมกายและใจให้เป็นปกติและสมบูรณ์
    ทางวิทยาศาสตร์ จิต ก็คือ สูญญากาศ หรืออวกาศ(เป็นความว่าง)ที่เราเห็นๆกันอยู่แต่จับต้องไม่ได้รองรับอนันตจักรวาลทั้งหมด ทุกรูปธรรม-นามธรรม ทั่งหมดไว้ เป็นความว่างที่สมบุรณ์แบบ สมดุลในตังเองเป็นปกติ ไม่รู้ร้อนรู้หนาว

    จิตเดิมแท้ ความว่างที่ไม่สูญ สุญญตา อวกาศ เหนือโลก หลุดพ้น พระสัพพัญญุตญาณ
    นิพพาน โลกุตะ วิมุติ แล้วแต่จะบัญญัติกันมากมาย มันอันเดียวกัน มีอยู่ทุกที่
     
  14. LadyOfLight

    LadyOfLight เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    755
    ค่าพลัง:
    +2,472
    @คุณไม้บรรทัด

    ถ้าผู้สงสัยคนนั้น เชื่อในวิทยาศาสตร์จริงๆ
    น่าจะลองเริ่มศึกษาจากวิชาฟิสิกส์ ก่อนนะคะ
    แล้วไปให้ถึง Quantum Physics
    แล้วมันก็จะไปถึง Metaphysics ไปเอง
    โดยที่เค้าไม่ต้องไปหาคำตอบจากใคร แล้วถกเถียงกันให้เป็นเรื่องเป็นราว
    และเมื่อไปถึง Metaphysics ก็จะเริ่มเข้าใจทุกๆสิ่งที่อยู่ศาสนา ความเชื่อ ต่างๆไปเอง
     
  15. มีแปปเดียว

    มีแปปเดียว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มกราคม 2010
    โพสต์:
    889
    ค่าพลัง:
    +3,876
    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD style="PADDING-BOTTOM: 5px; PADDING-LEFT: 0px; PADDING-RIGHT: 0px; VERTICAL-ALIGN: top; PADDING-TOP: 5px" class=WorkCenterContentFont>คอลัมน์ - ความทรงจำนอกมิติ
    ศ.นพ.ประสาน ต่างใจ
    5 มีนาคม 2549

    บทความบทที่สองภายใต้ชื่อเดียวกัน จะเป็นเรื่องของจักรวาลวิทยาว่าด้วยชีวิต นั่นคือเรื่องของที่มาของชีวิต มนุษย์กับวิวัฒนาการทางชีววิทยาเทียบกับพุทธศาสนา


    (II) จักรวาลวิทยาแห่งชีวิต ชีววิทยาและวิวัฒนาการ

    ทุกวันนี้และโดยแควนตัมฟิสิกส์ชี้บ่งว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลรวมทั้งชีวิตต่างเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างที่จะแยกกันไม่ได้ ดังนั้นก้อนหินก้อนดินกับชีวิตก็ไม่ได้แตกต่างกันในทางคุณสมบัติของสิ่งที่เป็นพื้นฐาน เพราะต่างก็ประกอบขึ้นมาด้วยอะตอมที่มาชุมนุมกัน มนุษย์ก็ประกอบขึ้นด้วยอะตอม ที่บางทีและก่อนหน้านั้นเคยก่อประกอบเป็นดาวเป็นดวงอาทิตย์ดวงไหนก็ไม่รู้ นอกจากนี้ แควนตัมฟิสิกส์ยังบอกว่า ชีวิตเป็นจุดหมายปลายทางของจักรวาล นั่นหมายความว่าชีวิตไม่ใช่เรื่องของความบังเอิญ จริงๆ แล้วอะไรๆ ที่เกิด ตั้งอยู่ และแก่ชราดับลงไป รวมทั้งกาแล็กซี ดาว ระบบสุริยะและโลก กระทั่งตัวจักรวาลของเราจักรวาลนี้เอง ล้วนเกิดขึ้นด้วยเป้าหมายและเป็นประหนึ่งองค์กรแห่งชีวิตทั้งสิ้น พูดง่ายๆ คือ ในทางฟิสิกส์นั้น ไม่ว่าเราจะมองจากจุดไหนและอย่างไร? จักรวาลนี้ก็เป็นจักรวาลแห่งชีวิต - มีการเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ชีวิต (กับจิต) เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้ - ที่แท้จริง นั่นก็เหมือนกับที่จอร์จ วอลด์ นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลจากฮาร์วาร์ดที่พูดว่า "จิตมันมีมาตั้งแต่แรก มันคงไม่นั่งรอนอนรอให้โลกมีมนุษย์เกิดขึ้นมาเสียก่อน ดั่งที่บางคนคิดหรอก (George Wald : Cosmology of Life and Mind 1996) แต่ที่พูดมานั้น ไม่ใช่ชีววิทยา "สมัยใหม่" ที่เราใช้กันอยู่ในวงวิชาการของปัจจุบัน แต่เป็นวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ฟิสิกส์ใหม่ที่ทุกวันนี้ - สำหรับเมืองนอก - เรื่องของวิทยาศาสตร์แห่งชีวิต ดูเหมือนจะเปลี่ยนจากนักชีววิทยาเป็นนักฟิสิกส์ใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ก็เพราะว่า มันเป็นเรื่องของการค้นหาความจริงว่า ทำไมจักรวาลจึงต้องเตรียมทุกอย่างเพื่อให้ชีวิตเกิดขึ้นได้และมนุษย์เกิดขึ้นมาได้ (anthropic principle) แถมให้มนุษย์ต้องมีจิตที่เรียนรู้เรื่องของความทุกข์ และเรียนรู้เรื่องความสุขความหลุดพ้นที่แท้จริง ไม่ใช่ความสุขแบบเพลิดเพลินเจริญกายเจริญใจ นอกจากนี้ นักฟิสิกส์ยังพยายามหาโลกแห่งชีวิตในที่อื่นๆ ของจักรวาลด้วยเหตุเดียวกัน ดังที่เซอร์อาร์โนลด์ เอ็ดคิงตัน ยอดนักฟิสิกส์รางวัลโนเบลชาวอังกฤษ เป็นคนที่พูดว่า "จักรวาลประกอบขึ้นมาด้วยหนึ่งร้อยพันล้านกาแล็กซี และแต่ละกาแล็กซีต่างก็มีดาวเช่นดวงอาทิตย์ของเราราวๆ หนึ่งร้อยพันล้านดวง ดังนั้นหากเราคำนวณอย่างต่ำที่สุดในทางสถิติคือหนึ่งเปอร์เซ็นต์ โอกาสที่จะมีโลกแห่งชีวิตเฉพาะในกาแล็กซีทางช้างเผือกกาแล็กซีเดียว ก็จะมีถึงหนึ่งพันล้านโลก" มิน่าเล่าที่นิยามวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นหนังหรือโทรทัศน์จึงมีมากมายเพราะเป็นได้จริงทางวิทยาศาสตร์ ความรู้นั้นเป็นเช่นเดียวกันทุกอย่างในพุทธศาสนาทั้งในอภิธรรมกับกาลจักร์

    แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เพียงบอกว่าจักรวาลมีเป้าหมายอยู่ที่การสนับสนุนให้ชีวิตเกิดขึ้นและอยู่ได้เมื่อไรก็ตามที่โอกาสอำนวย และโดยสถิติ โอกาสเช่นนั้นมีที่โลกใดก็ได้ และขณะนี้ องค์การดาราศาสตร์ของประเทศต่างๆ ก็พยายามหากันอยู่ แต่ตรงนั้นเป็นปัญหาที่ไกลออกไป บทความนี้ต้องการเพียงตอบคำถามว่า ชีวิตคืออะไร? และชีวิตรวมทั้งมนุษย์แตกต่างจากก้อนหินก้อนดินได้อย่างไร? หากว่าไม่แตกต่างกัน ทำไมสสารวัตถุที่ประกอบเป็นชีวิตและเป็นมนุษย์ถึงรองรับให้ชีวิตและจิตเข้ามาอยู่ได้? ตรงนี้วิชาชีววิทยา "สมัยใหม่" ที่ตั้งบนนิโอดาร์วินิสม์ไม่ตอบ และคงตอบไม่ได้ ทำให้วินัยวิทยาศาสตร์โดยชีววิทยาแบบที่เรามีอยู่ เข้ากับความรู้ทางพุทธศาสนาไม่ได้เลย แต่นั่นไม่ได้ทำให้คำพูดที่พูดไว้ในบทความคราวที่แล้วว่าวิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนามีความสอดคล้องต้องกันแทบทั้งหมดต้องเป็นหมัน เพราะหากมองไปที่ชีววิทยาใหม่ที่ลงไปในรายละเอียดต่ำกว่าระดับโมเลกุลไปมากๆ ที่ระดับแควนตัม และเหนือแควนตัม เราจะพบว่า วิทยาศาสตร์โดยชีววิทยาใหม่และแควนตัมฟิสิกส์มีส่วนชี้บ่งความสอดคล้องต้องกันกับพุทธศาสนาอยู่มากทีเดียว บทความวันนี้จะพูดในด้านนั้น

    ก่อนอื่น คงต้องพูดคร่าวๆ ถึงชีววิทยาที่เราใช้กันอยู่ ที่ในความเห็นของนักคิดระดับโลก เช่น เซอร์คาร์ล ปอปเปอร์ บอกว่ามันไม่ใช่วิทยาศาสตร์ แต่เป็นเมตาฟิสิกส์ที่มีการสังเกตอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เพียงเพื่อให้นักวิชาการสามารถทำการวิจัยต่อไปได้ ชีววิทยาที่เราใช้กันในทุกวันนี้ หรือชีววิทยา "สมัยใหม่" ที่ตั้งบนทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติและวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน นั้นเป็นคนละเรื่องกับองค์ความรู้ใหม่ที่เรียกว่า ชีววิทยาใหม่ (new biology) ที่ตั้งบนแควนตัมฟิสิกส์ที่มีขึ้นไม่ถึงสิบปีมานี้ ชีววิทยาอันแรกเป็นความรู้ที่อยู่ตรงกันข้ามกับพุทธศาสนาในแทบทุกๆ ประเด็น ในขณะที่ชีววิทยาใหม่ - อันหลัง - ดูเหมือนจะมีความสอดคล้องต้องกันกับพุทธศาสนาอยู่มากดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น

    ชีววิทยา "สมัยใหม่" นั้นตั้งอยู่บนหลักการที่มีว่าชีวิตเกิดขึ้นมาได้จากความบังเอิญและความจำเป็นของสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา (chance and necessity) จากความเรียบง่ายต่อยอดสู่ความซับซ้อนมากขึ้นไปเรื่อยๆ ความซับซ้อนที่ว่านั้น ทฤษฎีของดาร์วินอธิบายว่า เป็นผลของการคัดเลือกตามธรรมชาติ การกลายพันธุ์ที่เป็นไปอย่างสะเปะสะปะหรือตามบุญตามกรรม (random mutation) เพื่อให้ได้สายพันธุ์หรือเผ่าพันธุ์ที่แข็งแรงที่สุด ชีววิทยาดาร์วินิสม์จึงเน้นแต่การต่อสู้การแข่งขันเอาชนะกันโดย "แยกส่วน" จากกันประหนึ่งว่า สัตว์โลกและมนุษย์รู้จักแต่จะฆ่าหรือทำลายล้างกันเป็นสรณะนำ พฤติกรรมทั้งหมดถูกควบคุมโดยโมเลกุลทางพันธุกรรรม (DNA) ที่สั่งผ่านอาร์เอ็นเอ (RNA) ที่สร้างตัวเองอย่างซ้ำซ้อนได้ ให้สร้างโปรตีนเป็นเซลล์ เป็นเนื้อเยื่อ และอวัยวะในรูปเดียวกัน ชีววิทยาแบบนี้ จึงตอบว่าชีวิตคืออะไร? ไม่ได้หรือไม่ก็ไม่ตอบ แต่ - ในด้านของชีววิวัฒนาการ ทฤษฎีนี้ก็อธิบายความหลากหลายของชีวภาพได้อย่างสมบูรณ์

    ในทางพุทธศาสนาเท่าที่ผู้เขียนรู้นั้น โดยอภิธรรมปิฎก ไม่ได้พูดถึงการเกิดของชีวิตว่ามาจากสสารวัตถุได้อย่างไร? เพียงบอกว่า วิวัฒนาการของสิ่งไม่มีชีวิตเช่นก้อนหินก้อนดินเป็นไปโดยเหตุปัจจัยของธรรมชาติ แต่พุทธศาสนาโดยอภิธรรมจะพูดแยกสัตว์โลกที่รวมถึงมนุษย์ไว้ด้วยกัน โดยแยกออกจากพืชและต้นไม้ซึ่งถือว่า แม้มีชีวิตแต่ไม่มีตัวรู้ หรือไม่มีสติ (non-sentience) ไม่มีประสบการณ์ทางจิตที่แสดงถึงการ "ดำรงอยู่ของชีวิต" (living or existing) พุทธศาสนาจะอธิบายกลไกธรรมชาติทั้งหมดที่ทำงานและควบคุมการเกิดของชีวิตว่าเป็นไปตามกฎธรรมชาติของการเป็นเหตุปัจจัยกันหนึ่ง (สสารวัตถุที่ไม่มีชีวิต) กับกฎแห่งกรรมที่ต้องมีเจตนาเป็นฐานตั้ง อีกหนึ่ง (สัตว์โลก หรือ sentient being) ทั้งสองกฎนี้จะพูดในบท (III) ว่าด้วยเรื่องจิตและจิตวิญญาณ อีกนัยหนึ่งพุทธศาสนาโดยอภิธรรมจะถือว่าพืชพรรณไม้ย่อมไม่มีความรู้สึกทุกข์สุขเหมือนสัตว์โลกอื่นๆ รวมทั้งมนุษย์ (sential being) นั่น อาจจะอธิบายได้ว่า เพราะพุทธศาสนามีจุดหมายที่ศีลกับจริยธรรมที่เน้นจิตใจกับการพ้นจากความทุกข์ทางโลกแห่งโลกียะมากกว่าจะไปพูดถึงความแตกต่างหรือไม่แตกต่างระหว่างพืชกับคน อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมแล้ว พุทธศาสนาถือว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกในจักรวาลล้วนมาจากหนึ่งเดียวกันโดยแยกจากกันไม่ได้ และทุกวันนี้ ฟิสิกส์ใหม่หรือแควนตัมเมคานิกส์ก็พิสูจน์ว่าเป็นเช่นนั้นจริง เวทนาและจิตรู้ของสัตว์กับของคนจึงเหมือนกันโดยเนื้อหา หากต่างกันเพียงที่ดีกรี อภิธรรมปิฎกยังพูดภึงภพหรือการดำรงอยู่ว่า มนุษย์และสัตว์ (รวมอบายทั้งสี่) และเทวดาที่สิงสถิตสวรรค์ทั้งหกชั้นล้วนเกิดในภพแห่งตัณหาความอยาก จึงมี "รูป" ที่ก่อประกอบขึ้นมาด้วยสสารวัตถุที่หยาบกว่า นั่นคือภพที่เรียกว่ากามาวจรภพ แยกจากภพแห่งรูปพรหมและอรูปพรหมที่ไร้รูปไร้วัตถุไร้ตัณหา

    เขียนพบว่าการอธิบายการเกิดของชีวิตในพุทธศาสนาดูจะสอดคล้องกับแควนตัมฟิสิกส์อยู่ไม่น้อยจริงๆ ดู (I : Michio kaku) ประกอบ และดู Anthropic Principle ด้วย) องค์ทะไล ลามะ บอกว่าจักรวาล "แต่ละ" จักรวาลมีขึ้นเพื่อเป้าหมายของการโผล่ปรากฏของชีวิต - มนุษย์ - จิตและจิตวิญญาณ โดยเป็นไปตามกฎแห่งจักรวาลกับกฎแห่งกรรม (ที่พูดไปแล้ว) โดยต่างคนต่างทำ แต่จะมาทำงานร่วมกันเมื่อธาตุทั้ง 5 มารวมกันเป็นกองขันธ์ เริ่มด้วยธาตุลมธาตุไฟ ธาตุน้ำและธาตุดิน (รูป) และต่อมาจะมีอากาศ (และวิญญาณธาตุ) เข้าไปซึมแทรกในที่ว่างภายใน (นาม) หลวงปู่ดุลย์เขียนว่า (วิเวกปางพุทธพงศ์ โรงพิมพ์คุรุสภา 2533) "....สรรพสิ่งจักรวาลรวมแล้วมีแต่รูปกับนามสองอย่างนี้เท่านั้น....รูปนามรวมกันเกิดปฏิกิริยาที่เปลี่ยนแปลงตลอดกาลและเกิดกาลเวลาขึ้น.....รูปนามเกิดๆ ดับๆ สืบเนื่องไปตามพระไตรลักษณ์ ไม่มีหยุดนิ่งหรือคงที่ถาวรได้....จากรูปนามที่ไม่มีชีวิต เป็นรูปนามที่มีชีวิต - ที่มีจิตวิญญาณให้การเคลื่อนไหว เกิดเป็นกรรม....ด้วยอำนาจของกรรม สุขุมรูปทั้ง 5 กองจะรวมกันเข้าเป็นรูปปรมาณูทางกลม ที่เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง....เป็นคูหาให้จิตเข้ามาอาศัย...."

    ในอีกด้านหนึ่ง พุทธศาสนาแตกต่างไปจากชีววิทยา "สมัยใหม่" (ที่ใช้กันอยู่) แต่ดูจะสอดคล้องแนบขนานกับแควนตัมเมคานิกส์ที่เป็นพื้นฐานของชีววิทยาใหม่ (ที่ยังไม่เป็นที่รู้หรือยังไม่เป็นที่ยอมรับกันระหว่างนักชีววิทยาด้วยกัน) ชีววิทยา "สมัยใหม่" นั้นจะพูดถึงการดำรงรอดของผู้ที่แข็งแรงกว่า" นั่นคือ ชีววิทยาจะมองว่าชีวิตคือการต่อสู้ หรือการแข่งขันเอาชนะกัน ที่ต่อมานักวิทยาศาสตร์สังคมเข้าใจว่านั่นเป็นความจริงที่สมบูรณ์แล้ว จึงนำมาเป็นหัวใจของระบบสังคมเศรษฐกิจและการเมืองแบบ "แยกส่วน" จนบัดนี้ - ทั้งๆ ที่ชีววิทยาเพิ่งเกิดมาไม่ถึงสองร้อยปี - ที่กำลังก่อความหายนะอย่างสุดๆ ให้กับเราและสังคมของเราอยู่ในขณะนี้ ชีววิทยาดาร์วินิสม์นั่นจึงตรงกันข้ามกับความจริงของฟิสิกส์ใหม่และชีววิทยาใหม่ที่มีส่วนสอดคล้องกับความรู้ในพุทธศาสนา

    โดยพุทธศาสนานั้น - แทนที่ และนอกจากการแข่งขันต่อสู้เอาชนะกัน หรือเข่นฆ่าทำลายสกันดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ในความเป็นจริงแล้ว และแม้แต่เราจะมองจากด้านทางโลกแห่งโลกียกามเอง มันก็ยังมีการเจรจาอาศัยหรือประนีประนอมกันหรือไล่สูงขึ้นไปกว่านั้น เช่นไปถึงการเสียสละแม้ชีวิตตนเพื่อการดำรงอยู่ของชีวิตอื่น หรือของเผ่าพันธุ์อื่น หรือกระทั่งสูงขึ้นไปกว่านั้น - ความรักความเมตตา อหิงสาและการให้อภัยอย่างจริงใจ - พฤติกรรมที่นอกจากมนุษย์แล้ว แม้ในสัตว์ชนิดต่างๆ เราก็พบเห็นกันเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นนกที่ยอมเสียสละชีวิตตนเองเพื่อความอยู่รอดของนกคนละเผ่าพันธุ์กัน ลูกหมาที่แม่หมูเลี้ยง หรือลิงกอริลลาที่ช่วยและดูแลเด็กที่บังเอิญตกลงไปในกรงอย่างทะนุถนอม

    น่าคิดที่ชีววิทยา "สมัยใหม่" (เก่าและปัจจุบันที่เป็นคนละเรื่องกับชีววิทยาใหม่ หรือ new biology ที่พูดถึงข้างบน) ไม่เคยสนใจหรือคิดจะนำพฤติกรรมของสัตว์โลกที่แสดงความเสียสละหรือความรักเมตตาเช่นนั้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง นอกจากเรื่องของการต่อสู้เอาชนะกันเท่านั้นมาคิดและยึดมั่นว่าความจริงของโลกเป็นเช่นนั้น มิน่าที่โลกเราจึงมีแต่ความรุนแรงตลอดเวลา.


    <SCRIPT type=text/javascript src="http://w.sharethis.com/button/sharethis.js#publisher=17494b01-07fd-4174-a9a4-070239fa6298&type=website&embeds=true"></SCRIPT>ShareThis

    </TD></TR><TR><TD>
    <SCRIPT type=text/javascript><!-- google_ad_client = "pub-7507868228904813"; /* 468x60, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 12/3/09 */ google_ad_slot = "7476496514"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60; //--> </SCRIPT><SCRIPT type=text/javascript src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"> </SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("ads_core.google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT>​
    <FORM id=webForm onsubmit="return check()" method=post name=webForm action=/index.php?mo=3> </FORM><SCRIPT type=text/javascript> function check() { var v3 = document.webForm.name.value; var v2 = document.webForm.Msg.value; var v5 = document.webForm.email.value; if (v3.length==0) { alert("กรุณาป้อนชื่อ หรือ ชื่อสมาชิก (Enter your name)"); document.webForm.name.focus(); return false; } /*else if (v2.length==0) { alert("กรุณาป้อนรายละเอียดข้อความ (Enter detail)"); document.webForm.Msg.focus(); return false; }*/ if(document.webForm.password.value!="") { if(document.webForm.personal.value==""){ alert("กรุณาเลือกสถานะของท่าน (เจ้าของเว็บไซต์/สมาชิก)"); document.webForm.personal[0].focus(); return false;} } else if(v5.length!=0) { if(!document.webForm.email.value.match(/^[\w]{1}[\w\.\-_]*@[\w]{1}[\w\-_\.]*\.[\w]{2,6}$/i)){alert("รูปแบบ email ไม่ถูกต้องครับ");document.webForm.email.focus();return false;} } } function setURL() { var temp = window.prompt('ใส่ URL ที่คุณต้องการสร้างเป็นลิงค์','http://'); if(temp) setsmile('{url}'+temp+'{/url}'); } function setImage() { var temp = window.prompt('ใส่ URL ของรูปที่คุณต้องการให้แสดงในคำตอบของคุณ','http://'); if(temp) setsmile('{img}'+temp+'{/img}'); } function setBold() { var temp = window.prompt('ใส่ข้อความที่คุณต้องการทำเป็นตัวหนา',''); if(temp) setsmile('{b}'+temp+'{/b}'); } function setItalic() { var temp = window.prompt('ใส่ข้อความที่คุณต้องการทำเป็นตัวเอียง',''); if(temp) setsmile('{i}'+temp+'{/i}'); } function setUnderline() { var temp = window.prompt('ใส่ข้อความที่คุณต้องการให้มีเส้นใต้',''); if(temp) setsmile('{u}'+temp+'{/u}'); } function setColor(color,name) { var temp = window.prompt('ใส่ข้อความที่คุณต้องการให้เป็นสี'+name,''); if(temp) setsmile('{color='+color+'}'+temp+'{/color}'); } function setsmile(what) { document.webForm.Msg.value = document.webForm.elements.Msg.value+" "+what; document.webForm.Msg.focus(); } </SCRIPT>
    </TD></TR></TBODY></TABLE><!-- Begin AdSense --><SCRIPT type=text/javascript><!-- google_ad_client = "pub-7507868228904813"; google_ad_slot = "4044022460"; google_ad_width = 728; google_ad_height = 90; //--> </SCRIPT><SCRIPT type=text/javascript src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"> </SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("ads_core.google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><!-- end AdSense -->

    <IFRAME style="VISIBILITY: hidden; TOP: 0px; LEFT: 0px; body: transparent" id=stframe class=stframe height=450 src="http://wd.sharethis.com/share4x/index.bbbff42b4cdd82d97d6776ce7eedd9cd.html#init/publisher=17494b01-07fd-4174-a9a4-070239fa6298/type=website/embeds=true/sessionID=1283617100882.31084/fpc=7639673-12add8a2514-32f70ed5-2/pUrl=http%253A%252F%252Fpalungjit.org%252Ff2%252F%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2587-%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2595-%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B1%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25A2-%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2598%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2587-%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C-255852.html" frameBorder=0 width=345 allowTransparency name=stframe scrolling=no></IFRAME>
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 4 กันยายน 2010
  16. มีแปปเดียว

    มีแปปเดียว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มกราคม 2010
    โพสต์:
    889
    ค่าพลัง:
    +3,876
    ศ.นพ.ประสาน ต่างใจ

    19 มีนาคม 2549


    บทความวันนี้ ภาค (III) เปรียบเทียบองค์ความรู้ว่าด้วยเรื่องของจิตและจิตวิญญาณในทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งประเด็นทางแควนตัมฟิสิกส์ ที่นักฟิสิกส์ใหม่จำนวนไม่น้อย เริ่มด้วยฟริตจอฟ แคปรา


    กับหนังสือที่เขย่าแวดวงนักวิทยาศาสตร์ของเขาในปี 1975 - เชื่อว่า เป็นไปอย่างสอดคล้องต้องกัน - อย่างน้อยส่วนหนึ่งที่สำคัญ - กับศาสนาที่อุบัติทางตะวันออก โดยเฉพาะศาสนาเต๋ากับพุทธศาสนา (Fritjof Capra : The Tao of Physics, 1975 ; David Bohm : Cosmos, Life Matter and Consciousness, in David Lorimer ; The Spirit of Science, 1999 ; Henry Strapp : Mind, Matter & Quantum Mechanics, 2nd Edition 2003)

    เป็นไปไม่ได้ที่เราจะเรียนรู้และถ่ายทอดเรื่องของจิตได้ทั้งหมดในหนังสือเล่มเดียว อย่าว่าแต่บทความที่มีเพียงไม่กี่หน้า และก็คงไม่ใช่วัตถุประสงค์ด้วย ที่อาจพอทำได้ก็แค่การเปรียบเทียบความจริงที่ได้จากการศึกษาของทั้งสองวินัย เพื่อให้ความเข้าใจคร่าวๆ ต่อธรรมชาติของจิต นั่นคือ ระหว่างวิทยาศาสตร์เท่าที่รับรู้ด้วยกายสัมผัสผ่านอายตนะภายนอกทั้งห้ากับพุทธศาสนาที่รับรู้ด้วยอายตนะภายใน - อายตนะที่หก - ที่มีหนึ่งเดียว

    เรื่องของจิตในทุกๆ ด้านนั้น เป็นเรื่องใหญ่เรื่องยากและซับซ้อนที่สุดในองค์ความรู้ที่มนุษย์เราได้ศึกษาค้นคว้ามาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ - หลายพันปีมาแล้ว - เดิมทีประกอบเป็นรากฐานของวิถีชีวิตของมนุษยชาติอย่างแนบแน่น แต่แม้จะศึกษาค้นคว้ากันขนาดไหนจนปัจจุบันนี้ เราก็ยังหาข้อสรุปที่ยอมรับกันเป็นเอกภาพไม่ได้ องค์ความรู้ที่ยอมรับกันในหมู่นักวิชาการในปัจจุบันส่วนใหญ่มากๆ นั้น จะตั้งอยู่บนหลักการทางวิทยาศาสตร์กายภาพที่มีรากเหง้าที่นิวโตเนียนฟิสิกส์ จิตจึงไม่น่ามีจริง หรือหากมีก็เป็นผล "ชั้นสอง" (secondary) ของวัตถุหรือกายที่โผล่ปรากฏออกมาจากความซับซ้อน หรือไม่จิตกับกายก็ต้องแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง ตามหลักการปรัชญาของเดส์การ์ต ในประเด็นแรก เช่นในด้านของการศึกษาหน้าที่ของสมอง ประสาทสรีรวิทยา หรือการศึกษาชีววิทยาและชีววิวัฒนาการของระบบประสาท หรือประสาทวิทยาศาสตร์ และจิตวิทยาว่าด้วยการศึกษาล้วนเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ "สมัยใหม่" ที่มีนิวโตเนียนฟิสิกส์เป็นฐานทั้งหมด ส่วนในประเด็นหลัง จะเป็นความรู้หรือความเชื่อของนักวิชาการสายปรัชญาส่วนหนึ่ง ทุกวันนี้ การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิต และโดยเฉพาะ ระหว่างสมองกับจิตใจ ในทางประสาทวิทยาศาสตร์ (neurosciences) ได้ก้าวหน้าไปมาก และสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับการทำงานของสมองได้มากจริงๆ แต่ในความเห็นของผู้เขียน นั่นไม่ได้รับการยอมรับเด็ดขาดโดยนักวิทยาศาสตร์ในสาขาอื่น เช่น ฟิสิกส์ โดยเฉพาะแควนตัมเมคานิกส์และนักวิทยาศาสตร์ทางจิตสายอ่อน (soft science) แทบทุกสาขา เช่น จิตวิทยาจิตวิญญาณ (spiritual psychology) และจิตวิทยาว่าด้วยสภาพจิตที่เปลี่ยนไป (altered state of mind) ส่วนนักประสาทวิทยาศาสตร์และนักวิชาการด้านชีววิทยาสายประยุกต์ เช่นแพทยศาสตร์ส่วนมากมักเชื่อว่า เรื่องของจิตและจิตวิญญาณหากมีจริงๆ - ก็เป็นผลพวง "ชั้นสอง" ที่ว่าไว้ข้างต้น ที่ได้มาจากการทำงานอันซับซ้อนของวัตถุของกายหรือของสมอง (epiphenomenon) ของสารเคมี และประจุไฟฟ้าที่กระทำที่ส่วนหนึ่งส่วนใดของสมอง แต่ - นักฟิสิกส์ใหม่จำนวนมากเหลือเกิน รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลหลายคนต่างก็คิดไปอีกด้าน เช่น จอร์จ วอลด์ นักชีววิทยารางวัลโนเบลจากฮาร์วาร์ดที่พูดว่า "จิตมีมาตั้งแต่แรกแล้ว มันไม่นั่งรอนอนรอให้เกิดมีมนุษย์ขึ้นมาเสียก่อนหรอก" (อ้างแล้วในบทความบทที่แล้ว) และจอร์จ วอลด์ ยังพูดเพิ่มเติมว่า "ผมขอพูดว่า จิตซึมแทรกอยู่ในที่ว่างทั้งหมดของจักรวาล และจะขอพูดว่า จิตในภาพของการสร้างสรรค์อาจบางทีเป็นที่มาของสสารด้วย ที่พูดนั่นคนฮินดูที่อินเดียจะเห็นด้วยอย่างแน่นอนเพราะพวกเขาคิดว่าผมกำลังพูดถึงพรหมัน พระเจ้าของเขาที่ดำรงอยู่ตลอดกาล แต่พระเจ้าของยูดาห์ - คริสต์ - อิสลาม คือผู้สร้างจักรวาลทั้งหมด และสร้างเพียงครั้งเดียว" ที่จอร์จ วอลด์ พูดมานั้น จริงๆ แล้ว เป็นสิ่งที่นักปราชญ์พูดกันมานานแล้วตั้งแต่อัลเฟร็ด นอร์ธ ไวท์เฮด จนถึงเซอร์คาร์ล ปอปเปอร์ และต่อมาได้รับการพิสูจน์บางส่วนโดยคณิตศาสตร์ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ระดับนำของโลก - ส่วนใหญ่ได้รางวัลโนเบล - มากมายต่างพากันยึดตามไปเช่นนั้น เช่น เซอร์อาร์โนลด์ เอ็ดดิงตัน, วูลฟ์กัง พอลี, เดวิด โบห์ม, เฮนรี สแตร็ปป์, เซอร์จอนห์ เอคเคิลส์ ฯลฯ นั่นคือข้อมูลที่บอกว่าพื้นฐานของจักรวาลคือจิต (mind stuff-Eddington ; quality-Pauli ; Consciousness-Bohm) สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ดำรงอยู่และรับรู้โดยจิตมนุษย์ล้วนเป็นผลพวงของการสร้างสรรค์จากจิตทั้งสิ้น

    นั่น - ทั้งอภิธรรมและทฤษฎีกาลจักรของพุทธศาสนา ต่างก็กล่าวเช่นนั้น จิตตัสสะ เอกะธัมมัสสะของธรรมบทถูกขยายความต่อในมิลินทปัญญาว่า ธัมมัสสะก็คือนิพพานัสสะ ที่ไม่มีสัณฐาน ไม่มีประมาณ ไม่มีกาลเวลา ฯลฯ

    จริงอยู่ แม้ว่านักคิดนักจิตวิทยาและนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายจะพูดเหมือนๆ กันว่า เรื่องของจิตที่มีชื่อเรียกหาในภาษาต่างๆ หลากหลายล้วนนิยามให้ลงตัวไม่ได้ ที่ไม่ได้เพราะเป็นข้อจำกัดของภาษาที่อธิบายได้แต่เรื่องของกายวัตถุรูปธรรมภายนอก - ซึ่งย่อมไม่สามารถอธิบายหรือทำให้เป็นประสบการณ์ภายในส่วนตัวของผู้หนึ่งผู้ใดได้ หรือทำให้เป็นเรื่องของกายเรื่องเดียวกันได้ น่าคิดที่ข้อมูลหรือองค์ความรู้ที่ได้มาจากสองเส้นทางนี้ - ในความเห็นของผู้เขียน - วิทยาศาสตร์ใหม่ที่พูดเรื่องจิต ความพยายามอธิบายความจริงของธรรมชาติที่ละเอียดยิ่งหนึ่ง กับพุทธศาสนาที่อธิบายสิ่งเดียวกัน แต่ได้มาโดยเส้นทางภายในอีกหนึ่ง ทั้งสองมีความสอดคล้องต้องกันในประเด็นที่สำคัญอย่างน่าแปลกใจ เช่น -

    ดังที่กล่าวขมวดไว้ในช่วงปลายของตอนที่สอง (II) ว่าการเกิดของชีวิตและมนุษย์ (เฉพาะ sentient being - สัตว์โลกที่รู้จักทุกข์สุข) นั้น เป็นผลของพลังงานกรรม (ภายใน) เท่าๆ กับเป็นผลของการจัดองค์กรตัวเองทางกายภาพตามธรรมชาติ (ภายนอก) ที่แม้ต่างคนต่างทำ แต่ก็ต้องพึ่งพากัน ทั้งสองกลไกที่ทำงานพึ่งพากันและกันนั้น ทั้งโดยทฤษฎีกาลจักรและโดยอภิธรรมปิฎกต่างได้กล่าวไว้เหมือนๆ กัน ดังนี้ (Dalai Lama : The Universe in a Single Atom, 2005) "การก่อประกอบเป็นจักรวาลของทุกจักรวาลโดยธรรมชาติจะสัมพันธ์กับ "กรรม" ที่มวลชีวิตรวมทั้งมนุษย์จะต้องรับมาเสมอไป พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ จักรวาลวิทยาของศาสนาพุทธเชื่อว่า วิวัฒนาการของโลกของเราเป็นไปอย่างมีเป้าหมายเพื่อที่จะให้ชีวิต - มนุษย์ - จิตและจิตวิญญาณสามารถมีขึ้นมาได้" ตรงกับหลักการจักรวาลมนุษย์ (cosmological anthropic principle) ที่อ้างในบทความ (I) ไปแล้ว

    ที่พุทธศาสนานำเรื่องของกรรมมาอธิบายการเกิดของมนุษย์และจิตที่ว่ามาข้างบนนั้น ไม่ได้หมายความว่ากรรมเป็นตัวกำหนดการเกิดของจักรวาลทั้งหมด เป็นเพียงบอกว่ากรรมกำหนดและควบคุมเฉพาะแต่กับการเกิดมีขึ้นของชีวิต (sentient being) หรือสัตว์โลกผู้รู้จักความทุกข์และความสุข) แต่จริงๆ แล้ว มันจะมีกฎและกลไกสองชนิดที่เป็นสาเหตุ (causality) ของการเกิดและวิวัฒนาการของสองกระบวนการไปด้วยกัน นั่นคือการเกิดและวิวัฒนาการของกายวัตถุธาตุ หรือจักรวาลกายภาพ หรือการจัดองค์กรตนเองโดยธรรมชาติ (natural self-organizing system) หนึ่งกับการเกิดและวิวัฒนาการของชีวิตและจิต (กรรม) อีกหนึ่ง และทั้งสองสาเหตุนี้ ต่างก็ยังมีสาเหตุย่อยแยกออกไปสองสาเหตุย่อย สาเหตุว่าด้วยเนื้อหาสาระหรือสาเหตุหลัก กับสาเหตุเสริมหรือสาเหตุรอง หากเราจะปั้นหม้อดิน เราก็ต้องมีดินเหนียวเป็นหลัก ผู้ปั้นหม้อ แท่นปั้นกระทั่งเตาอบคือสาเหตุย่อยที่รวมกันเป็นสาเหตุรองไปด้วยกัน

    ทั้งสองสาเหตุใหญ่ (causality) ที่ยกมานี้ ธรรมชาติภายนอก กับกรรมที่เป็นระบบภายใน แม้ว่าจะต่างคนต่างทำ แต่สัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น โดยพุทธศาสนาจะอธิบายว่า วัตถุสสารของจักรวาลหนึ่งกับชีวิตและจิตอีกหนึ่ง ต่างก็มีขึ้นและวิวัฒนาการไปตามเหตุที่ก่อผล (cause and effect) ของมันนั้นๆ โดยผ่านขั้นอันดับสี่ขั้นตอนของกรรมวิธีคือ หนึ่งขั้นตอนแห่งธรรมชาติ สองขั้นตอนของการพึ่งพากัน สามขั้นตอนของหน้าที่ และสี่ขั้นตอนของปรากฏการณ์หรือหลักฐานที่ปรากฏออกมาให้รับรู้

    ดังกล่าวมาแล้วในตอนแรก (บทที่ (I)) ว่า ทฤษฎีที่อธิบายจักรวาลวิทยาในพุทธศาสนานั้น มีอยู่สองทฤษฎี คือหนึ่งทฤษฎีของอภิธรรมปิฎก กับสองทฤษฎีที่มีอธิบายไว้ในกาลจักร เมื่อสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของกระบวนการเกิดและวิวัฒนาการ มีอยู่สองกระบวนการ ธรรมชาติภายนอกหรือระบบการจัดองค์กรตัวเองที่ต้องมีขึ้นพร้อมกับระบบแห่งกรรมที่เป็นเรื่องของธรรมชาติภายใน ทั้งสองกระบวนการที่ว่านี้ จะทำงานสอดคล้องต้องกันเพื่อความเป็นทั้งหมดหรือเป็นหนึ่งเดียวกันใหม่ได้อย่างไร? เมื่อหลักการบอกมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ภายนอกกับภายในคือหนึ่งเดียวกัน

    ทฤษฎีอภิธรรมไม่ได้ให้รายละเอียดในเรื่องนี้ไว้ เพียงบอกรวมๆ ว่า ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายนอกที่อยู่รอบๆ ชีวิตและมนุษย์ เป็นไปโดยผลรวมของ "กรรมร่วม" (collective karma) ของสิ่งมีชีวิตหลากหลายรวมๆ กันไป ในขณะที่ทฤษฎีกาลจักรอธิบายลงไปในรายละเอียดถึงความสัมพันธ์ระหว่างจักรวาลกายภาพกับร่างกายของแต่ละชีวิตหรือมนุษย์แต่ละคนที่เป็นแต่ละจุลจักรวาลผู้ถอดภาพลักษณ์ย่อยมาจากมหาจักรวาล จักรวาลทั้งสองระบบสัมพันธ์กันและกันมาตลอดขั้นตอนของการวิวัฒนาการ ทฤษฎีกาลจักรให้รายละเอียดถึงการเปลี่ยนแปลง "ภายใน" ของแต่ละองค์กรชีวิต หรือมนุษย์ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง "ภายนอก" ของระบบดาวในจักรวาล เป็นต้นว่า การโคจรของดาว หรือสุริยุปราคาและจันทรคราส การเปลี่ยนแปลงที่ดูจะสอดคล้องกับสถิติของการสังเกตอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เช่น การเพิ่มของอาชญากรรม สถิติคนเป็นโรคจิต การฆ่าตัวตาย การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ฯลฯ ที่เกิดพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงของดวงดาวหรือของเทหวัตถุอากาศของจักรวาลอื่นๆ (Oslander and Lynn : Cosmic Memory, 1990).

    <SCRIPT type=text/javascript src="http://w.sharethis.com/button/sharethis.js#publisher=17494b01-07fd-4174-a9a4-070239fa6298&type=website&embeds=true"></SCRIPT>ShareThis
     
  17. มีแปปเดียว

    มีแปปเดียว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มกราคม 2010
    โพสต์:
    889
    ค่าพลัง:
    +3,876
    อธิบายโดยปรมัตต์สภาวะธรรม กายและจิต (รูปและนาม) ไม่มีอยู่จริง
    การมีอยู่ของรูปและนามนั้นอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์ คือ เกิดขึ้น อยู่ได้ตราบที่เหตุและปัจจัยยังประกอบกันอยู่ และต้องดับไปในที่สุด
    ถ้าเราคิดว่า กายและจิตมีอยู่จริงนั่นคือเราปฏิเสธพุทธธรรมที่ว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
    กายและจิตมีอยู่ตราบเท่าที่เราคิดว่า ยึดว่า มันมีอยู่และมันเป็นของเรา
    กายและจิตจะไม่ใช่ตัวตนเลยในความรู้สึกของคนที่ละสักกายทิษฐิแล้วเพราะรู้ได้ด้วยปัญญาว่ากายไม่ใช่ของเรา จิตไม่ใช่ของเรา กายไม่ใช่เรา จิตไม่ใช่เรา
    เรามีเราเพราะเรามองไม่เห็นปรมัตถ์สภาวะธรรม เราจึงยึดมั่นถือมั่นว่านี้ตือตัวเรา นี้คือจิตเรา นี้เป็นสาเหตุทำให้คนจำนวนมาก
    เกิดความเชื่อเรื่องเจตภูติล่องลอยไป
    เกิดความเห็นผิดว่าการเข้าสู่นิพพานคือการกลับไปรวมกับ พรหมมัน หรือปรมาตมัน
     
  18. มีแปปเดียว

    มีแปปเดียว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มกราคม 2010
    โพสต์:
    889
    ค่าพลัง:
    +3,876
    ได้รับแจกหนังสือ ชี้ทางพ้นทุกข์ พิมพ์แจกโดย อาจารย์มานิต สาครินทร์ ที่รวบรวมคำสอนของอาจารย์แนบไว้ เมื่อครั้งมีโอกาสไปฝึกปฏิบัติวิปัสสนา ที่สำนักวิปัสสนาอ้อมน้อย

    http://www.abhidhamonline.org/Omnoi/Omn2/Omn1.htm

    เลยพิมพ์เผยแพร่เป็นธรรมทาน ครับ

    หลักของวิปัสสนาโดยสังเขป


    วิปัสสนาเป็นหลักสำคัญในพระพุทธศาสนาประการหนึ่ง ผู้ประสงค์จะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น ควรทำความเข้าใจในเรื่องวิปัสสนาให้ถูกต้องเสียก่อน หลักของวิปัสสนาที่ควรเข้าใจ มีดังนี้ คือ
    ๑. วิปัสสนาคืออะไร ?
    วิปัสสนาเป็นชื่อของ ปัญญา ที่เห็นนามรูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ไม่ใช่เห็นพระพุทธเจ้า, พระอินทร์, พระพรหม, เห็นนรก, เห็นสวรรค์ หรือเห็นอะไรอื่น ๆ

    ๒. อารมณ์ของวิปัสสนา ได้แก่อะไร ?
    เมื่อวิปัสสนา คือ ปัญญา ที่เห็นนามรูปไม่เที่ยง, เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาแล้ว อารมณ์ของวิปัสสนาก็ได้แก่ นามรูป นั่นเอง

    การเจริญวิปัสสนา จะต้องกำหนดนามรูปที่เป็นปัจจุบัน จึงเห็นนามรูปที่เป็นไตรลักษณ์ได้ ถ้ากำหนดดูอย่างอื่นแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลเลยที่จะเห็นสภาวะของนามรูป เป็นไตรลักษณ์ได้

    ๓. ประโยชน์ของวิปัสสนา มีอย่างไร ?
    ประโยชน์เบื้องต้น ย่อมทำลายวิปลาสธรรม คือความเห็นรูปนามผิดไปจากความจริง ๔ ประการคือ
    สุภวิปลาส ได้แก่ เห็นรูปนามว่า เป็นของดีงาม
    สุขวิปลาส ได้แก่ เห็นรูปนามว่า เป็นสุข
    นิจวิปลาส ได้แก่ เห็นรูปนามว่า เป็นของเที่ยง
    อัตตวิปลาส ได้แก่ เห็นรูปนามว่า เป็นตัวเป็นตน

    ประโยชน์สูงสุด ทำให้ถึงสันติสุข คือ แจ้งพระนิพพาน

    ๔. ธรรมที่เป็นอุปสรรคแก่วิปัสสนาได้แก่อะไร ?
    อุปสรรคของวิปัสสนา คือธรรมที่เป็นเครื่องปิดบังไตรลักษณ์ไม่ให้เห็นความจริงของนามรูป โดยเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้น โดยสังเขปมีดังนี้
    ๑) สันตติ ปิดบังอนิจจัง สันตติ หมายถึง การเกิดขึ้นติดต่อสืบเนื่องกันของนามและรูปอย่างรวดเร็ว ทำให้เห็นเหมือนกับว่า นามและรูปนั้นยังมีอยู่เรื่อย ๆ ไป จึงเป็นเครื่องปิดบังไม่ให้เห็น อนิจจัง คือความไม่เที่ยงของนามและรูป เมื่อเห็นความจริงของนามและรูปไม่ได้ ก็ต้องเกิดความสำคัญผิดเรียกว่า นิจจวิปลาส คือความเห็นผิดว่า นามรูปเป็นของ “ เที่ยง “

    ๒) อิริยาบถ ปิดบังทุกข์ หมายถึงการที่ไม่ได้พิจารณาอิริยาบถจึงไม่เห็นว่า นามและรูปนี้ มีทุกข์เบียดเบียนบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา เมื่อไม่เห็นว่าเป็นทุกข์ ก็เข้าใจว่าเป็นสุข เรียกว่า “ สุขวิปลาส “ สำคัญว่า นามรูปเป็นสุข เป็นของดี อำนาจของทิฏฐิ คือ ความเห็นผิด จึงเกิดขึ้นและเป็นปัจจัยแก่ตัณหา ทำให้ปรารถนาดิ้นรนไปตามอำนาจของตัณหาที่อาศัยนามรูปเกิดขึ้น เพราะเหตุที่ไม่ได้พิจารณาอิริยาบถจึงทำให้ไม่เห็นทุกข์ และทำให้ “ สุขวิปลาส “ เกิดขึ้น

    ๓) ฆนสัญญา ปิดบังอนัตตา ฆนสัญญาคือ ความสำคัญผิดของสภาวธรรม ที่รวมกันเป็นกลุ่ม เป็นก้อน คือรูปนามขันธ์ ๕ นั้นว่า เป็นตัว เป็นตน เป็นคน เป็นสัตว์ และสำคัญว่า มีสาระแก่นสาร จึงทำให้ไม่สามารถมีความเห็นแยกกันของนามรูปแต่ละรูป แต่ละนามเป็นคนละอย่างได้
    เมื่อไม่สามารถกระจายความเป็นกลุ่มเป็นก้อน คือ ฆนสัญญา ให้แยกออกจากกันได้แล้ว เราก็ไม่มีโอกาสที่จะเห็นอนัตตา คือ ความไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตนได้ เมื่อไม่เห็นอนัตตา วิปลาสที่เรียกว่า “ อัตตวิปลาส “ คือความสำคัญผิด คิดว่า เป็นตัว เป็นตน หรือเป็นเราก็ต้องเกิดขึ้น และจะเป็นปัจจัยแก่ตัณหา ทำให้มีความปรารถนา เห็นว่า เป็นของดี มีสาระเกิดขึ้น
    การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จึงจำเป็นต้องทำลายอุปสรรคสิ่งที่ปิดบังไตรลักษณ์ทั้ง ๓ นี้ให้หมดไป เมื่อสิ่งที่ปิดบังนี้ถูกทำลายไปแล้ว วิปลาสซึ่งเป็นผล ก็ต้องถูกทำลายไปด้วย

    ๕. ธรรมที่เป็นอุปการะแก่วิปัสสนามีอะไรบ้าง ?

    การเจริญวิปัสสนา ต้องปฏิบัติตามสติปัฏฐาน ๔ ฉะนั้น สติปัฏฐาน จึงเป็นเหตุให้เกิดวิปัสสนาโดยตรง และมีธรรมที่เข้าร่วมประกอบกับวิปัสสนาอีก เช่น วิปัสสนาภูมิ ๖, ญาณ ๑๖ หรือวิปัสสนาญาณ ๙ และวิสุทธิ ๗ เป็นต้น
    สติปัฏฐาน ๔ สติปัฏฐาน คือฐานที่ตั้งของสติหรือฐานที่รองรับการกำหนดของสติอย่างประเสริฐ สามารถนำจิตให้ดำเนินไปถึงพระนิพพานได้มี ๔ หมวด คือ

    หมวดที่ ๑ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
    มี ๑๔ ปัพพะ ได้แก่
    ๑) อานาปานปัพพะ
    ๒) อิริยาบถปัพพะ
    ๓) สัมปชัญญปัพพะ
    ๔) ปฏิกูลปัพพะ
    ๕) จตุธาตุปัพพะ
    ๖) อสุภะ ๙ ปัพพะ

    หมวดที่ ๒ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
    มี ๙ ปัพพะ ได้แก่
    ๑) สุขเวทนา
    ๒) ทุกขเวทนา
    ๓) อุเบกขาเวทนา เป็นต้น
    เมื่อเวทนาอันใดอันหนึ่ง ปรากฏขึ้น ก็รู้ นามเวทนา นั้น ฯ

    หมวดที่ ๓ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
    มี ๑๖ ปัพพะ ได้แก่
    ๑) จิตมีราคะ ๒) จิตไม่มีราคะ
    ๓) จิตมีโทสะ ๔) จิตไม่มีโทสะ
    ๕) จิตมีโมหะ ๖) จิตไม่มีโมหะ
    ๗) จิตฟุ้งซ่าน ๘) จิตที่หดหู่
    เป็นต้น เมื่อจิตใดปรากฏขึ้น ก็รู้ นามจิต นั้น ฯ

    หมวดที่ ๔ ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
    มี ๕ ปัพพะ ได้แก่
    ๑) นิวรณปัพพะ ๒) ขันธปัพพะ
    ๓) อายตนปัพพะ ๔) โพชฌงค์ปัพพะ
    ๕) อริยสัจปัพพะ
    เมื่อธรรมใดปรากฏขึ้นก็รู้ นามรูป นั้น ฯ

    สติปัฏฐาน ๔ นี้ มีทั้งสมถะ และวิปัสสนา
    กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน อิริยาบถ, สัมปชัญญะและจตุธาตุมนสิการ เป็นวิปัสสนา
    ส่วนอานาปานปัพพะ, ปฏิกูลปัพพะ และอสุภ ๙ ปัพพะ ต้องเจริญสมถะก่อน แล้วจึงยกขึ้นสู่วิปัสสนาภายหลัง
    สำหรับ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน, จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานและธรรมมานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นวิปัสสนาล้วน ๆ

    สงเคราะห์สติปัฏฐาน ๔ ลงในขันธ์ ๕ หรือรูปนาม ได้ดังนี้

    กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
    ได้แก่ รูปขันธ์ เป็น รูปธรรม
    เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
    ได้แก่ เวทนา เป็น นามธรรม
    จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
    ได้แก่ วิญญาณขันธ์ เป็น นามธรรม
    ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
    ได้แก่ ขันธ์ ๕ เป็น รูปกับนาม

    สรุปอารมณ์ของสติปัฏฐานโดยย่อ ก็ได้แก่ รูปธรรม กับ นามธรรม

    ความหมายของสติปัฏฐาน

    สติปัฏฐานมีอย่างเดียว ด้วยอำนาจแห่งการระลึก
    สติปัฏฐานมี ๔ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งอารมณ์
    ฉะนั้น สติปัฏฐาน จึงเป็นได้ทั้ง ผู้เพ่งอารมณ์ กับ อารมณ์ที่ถูกเพ่ง ส่วนตัวเห็นเป็น วิปัสสนา คือปัญญาที่เห็นรูปนามไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, เป็นอนัตตา นั่นเอง
    องค์ธรรมของสติปัฏฐาน โดยฐานะผู้เพ่งอารมณ์ที่จะทำลายอภิชฌาและโทมนัสให้พินาศนั้นประกอบด้วย อาตาปี สัมปชาโน สติมา
    อาตาปี ได้แก่ วิริยะ คือ ความเพียรในสัมมัปปธาน ๔
    สัมปชาโน ได้แก่ ปัญญา คือ ปัญญาในสัมปชัญญะ ๔
    สติมา ได้แก่ สติ ที่ระลึกรู้รูปนามในสติปัฏฐาน ๔

    อารมณ์ของวิปัสสนา ได้แก่ วิปัสสนาภูมิ ๖ คือขันธ์ ๕, อายตนะ ๑๒, ธาตุ ๑๘, อินทรีย์ ๒๒, อริยสัจ ๔ และปฏิจจสมุปบาทองค์ ๑๒ ซึ่งเมื่อย่อวิปัสสนาภูมิ ๖ ลงแล้ว ก็ได้แก่ รูป กับ นาม
    รูปกับนาม เป็นตัวกรรมฐาน ที่จะนำไปใช้ในการปฏิบัติ หรือเป็นครูที่จะสอนให้เกิดปัญญาที่เรียกว่า “ วิปัสสนา “ ได้
    ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติจะต้องศึกษารูปนามให้เข้าใจจนคล่องแคล่วเสียก่อน แล้วจึงลงมือปฏิบัติ

    รูปนามตามทวารทั้ง ๖

    เวลาเห็น สีต่าง ๆ กับจักขุปสาท เป็นรูป
    ผู้เห็น คือ จักขุวิญญาณจิต เป็นนาม
    เวลาได้ยิน เสียงต่าง ๆ กับโสตปสาท เป็นรูป
    ผู้ที่ได้ยิน คือโสตวิญญาณจิต เป็นนาม
    เวลาได้กลิ่น กลิ่นต่าง ๆ กับฆานปสาท เป็นรูป
    ผู้ที่รู้กลิ่น คือฆานวิญญาณจิต เป็นนาม
    เวลารู้รส รสต่าง ๆ กับชิวหาปสาท เป็นรูป
    ผู้ที่รู้รส คือชิวหาวิญญาณจิต เป็นนาม
    เวลาถูกต้อง ดิน,ไฟ, ลม กับกายปสาท เป็นรูป
    ผู้รู้สึกถูกต้องคือกายวิญญาณจิต เป็นนาม
    หรือ อาการที่ง่วง, ฟุ้ง, สงบ เป็นนาม
    ผู้รู้อาการง่วง, ฟุ้ง, สงบ เป็นนาม

    เมื่อเข้าใจนามรูปตามทวารทั้ง ๖ ดีแล้ว และจะเจริญสติปัฏฐานต้องกำหนดที่นาม หรือรูป ตรงที่ทิฏฐิกิเลสอาศัยในอารมณ์นั้นเพื่อไถ่ถอน สักกายทิฏฐิ หรือทำลายวิปลาสธรรม คือ

    เวลาเห็น ให้กำหนด นามเห็น เพราะทิฏฐิกิเลส ยึดนามเห็นว่า เป็น เรา เห็น
    เวลาได้ยิน ให้กำหนด นามได้ยิน เพราะสำคัญผิดที่นามได้ยินว่า เราได้ยิน
    เวลารู้กลิ่น ให้กำหนด รูปกลิ่น เพราะสำคัญผิดที่รูปกลิ่น เป็น เราว่า เราเหม็นหรือเราหอม
    เวลารู้รส ให้กำหนด รูปรส เพราะสำคัญผิดที่รูปรส เป็น เราว่า เราอร่อย หรือ เราไม่อร่อย
    เวลาถูกต้อง ให้กำหนด รูปแข็ง – อ่อน, เย็น – ร้อน, เคร่งตึง – เคลื่อนไหว เพราะสำคัญผิดที่รูปว่า เป็นเรา เป็นต้นว่า เราร้อน หรือ เราหนาว
    เวลาคิดนึก กำหนดได้ทั้งรูป หรือนาม แล้วแต่ทิฏฐิกิเลสอาศัยอยู่ในอารมณ์ใด ก็กำหนดรู้ตามความจริงของอารมณ์นั้น เช่น เวลานั่ง, นอน, ยืน, เดิน ให้กำหนด รูปนั่ง, รูปนอน, รูปยืน หรือ รูปเดิน ขณะที่รูปกายตั้งอยู่ในอาการ นั้น เวลานึกคิด, ง่วง, ฟุ้ง, สงบ ให้กำหนด นามคิดนึก, นามง่วง, นามฟุ้ง, นามสงบ เป็นต้น

    อารมณ์ปัจจุบัน มีความสำคัญในการเจริญวิปัสสนามาก เพราะเป็นอารมณ์ของสติสัมปชัญญะที่จะทำลายอภิชฌาและโทมนัส

    คำว่า “ ปัจจุบัน “ ในที่นี้ มี ๒ อย่าง คือ ปัจจุบันธรรม กับ ปัจจุบันอารมณ์

    ปัจจุบันธรรม ได้แก่ รูปนาม ที่กำลังปรากฏอยู่ตามธรรมดาของสภาวธรรมนั้น ๆ

    ปัจจุบันอารมณ์ ได้แก่ ผู้ปฏิบัติจับปัจจุบันธรรมที่กำลังปรากฏเฉพาะหน้านั้นมาเป็นอารมณ์ ได้ อารมณ์นั้น จึงชื่อว่า ปัจจุบันอารมณ์

    การกำหนดอิริยาบถ
    การเจริญวิปัสสนานั้น เพื่อสะดวกแก่ผู้ที่ยังใหม่ต่อการปฏิบัติ หรือผู้ที่มีกิเลสหนาปัญญาน้อย ควรกำหนดอิริยาบถตามในกายานุปัสสนาสติปัฏฐานเพราะเป็นอารมณ์ที่ปรากฏชัด และมีอยู่ประจำ จึงพิจารณาได้ง่าย และการพิจารณาอิริยาบถ ก็เพื่อทำลายสิ่งที่ปิดบังทุกข์ สิ่งที่ปิดบังถูกทำลายลงเมื่อใดก็จะเห็นทุกข์ของความจริงได้เมื่อนั้น

    ฉะนั้น เมื่อผู้ปฏิบัติ มีความเข้าใจนามรูปจากการศึกษาดีแล้ว ก็พึงกำหนดนามรูปในอิริยาบถปัพพะ ดังนี้

    ในเวลานั่งอยู่ ก็ให้มีความรู้สึกตัวว่า ดู รูปนั่ง
    เวลานอน ก็ให้มีความรู้สึกตัวว่า ดู รูปนอน
    เวลายืน ก็ให้มีความรู้สึกตัวว่า ดู รูปยืน
    เวลาเดิน ก็ให้มีความรู้สึกตัวว่า ดู รูปเดิน
    ความรู้สึกตัว คือ สติสัมปชัญญะของผู้ปฏิบัติ ขณะที่กำหนดรูปอิริยาบถอยู่ ซึ่งขณะนั้น ผู้ปฏิบัติรู้สึกตัวว่า กำลังดูรูปอะไรอยู่

    มีหลักอยู่ว่า ขณะปฏบัตินั้น มีตัวกรรมฐานกับผู้เจริญกรรมฐาน ตัวกรรมฐานได้แก่รูปอิริยาบถ เป็นตัวถูกเพ่ง

    ส่วน ผู้เจริญกรรมฐาน ได้แก่สติสัมปชัญญะเป็นตัวเพ่ง ความรู้สึกตัว คือรู้สึกว่า ตัวผู้เพ่ง กำลังดู ตัวที่ถูกเพ่ง อยู่ ความรู้สึกตัวนี้ มีความสำคัญยิ่งในการเจริญวิปัสสนา

    ถ้าความรู้สึกตัวมีมากเท่าไร ก็ได้อารมณืปัจจุบันมากเท่านั้น
    การให้มีความรู้สึกตัวดูรูปนั่ง, รูปนอน, รูปยืน, รูปเดิน, ในเวลาที่นั่ง, นอน, ยืน, เดิน อยู่ก็เพื่อแยกรูปนั่ง, รูปนอน, รูปยืน, รูปเดิน ออกไปเป็นคนละส่วน เพื่อทำลายฆนสัญญาที่ปิดบังอนัตตาและการกำหนดนี้จะต้องให้ได้อารมณ์ปัจจุบัน คือ เวลาที่กำลังนั่ง, กำลังนอน, กำลังยืน, กำลังเดินอยู่ ต้องทำความรู้สึกตัวให้อยู่กับอารมณ์ปัจจุบันนั้น ๆ เสมอ

    รูปนั่ง, รูปนอน, รูปยืน, รูปเดิน อยู่ที่อาการหรือท่าทาง ที่นั่ง, ที่นอน, ที่ยืน, ที่เดิน นั้น ๆ ในสติปัฏฐานแสดงว่า

    “ เมื่อกายตั้งไว้ในอาการอย่างไร ก็ให้รู้ชัดในอาการของกายที่ตั้งไว้แล้วในอาการอย่างนั้น ๆ “ คือ

    รู้รูปนั่ง ตรงอาการ หรือท่าทางที่นั่ง
    รู้รูปนอน ตรงอาการ หรือท่าทางที่นอน เป็นต้น

    ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่ดูรูปนั่ง, รูปนอน, รูปยืน, รูปนอน ขณะกำลังปรากฏเป็นอารมณ์ปัจจุบันอยู่เท่านั้น

    รูปอิริยาบถนี้แหละ จะทำหน้าที่เป็นครูสอนให้รู้ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตา

    ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติจึงมีหน้าที่เข้าไปพบครู รูปนาม ก่อนเท่านั้น และการเข้าพบครู รูปนาม ได้อย่างนั้น โปรดพิจารณาได้จาก “ หลักปฏิบัติ ๑๕ ข้อ “ สำหรับผู้เริ่มเข้ากรรมฐานต่อไป

    http://www.dharma-gateway.com/ubasika/naab/naab-19-01.htm

    สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ฯ
    สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ฯ
    สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ฯ

    ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา.

    เมื่อใดเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง, เป็นทุกข์ เห็นธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตาเมื่อนั้น ย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี่เป็นทางให้ถึงธรรมที่หมดจดวิเศษ
     
  19. มีแปปเดียว

    มีแปปเดียว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มกราคม 2010
    โพสต์:
    889
    ค่าพลัง:
    +3,876
    จิตใจไม่ใช่ของเรา ถ้าถึงพระนิพพานแล้ว ต้องวางจิตใจคืนไว้ให้แก่โลกตามเดิม​
    มีคำวิสัชนาไว้ว่า ผู้ที่เข้าใจว่า ใจนั้นเป็นของๆ ตัวจริง ผู้นั้นก็เป็นคนหลง ความจริงไม่ใช่จิตของเราแท้ ถ้าหากเป็นจิตใจ
    ของเราแท้ก็คงบังคับได้ตามประสงค์ว่า อย่าให้แก่ อย่าให้ตาย ก็คงจะได้สักอย่าง เพราะเป็นของตัว อันที่แท้จิตใจนั้นหากเป็นลมอัน
    เกิดอยู่สำหรับโลก ไม่ใช่จิตใจของเรา โลกเขาตั้งแต่งไว้ก่อนเรา เราจึงเข้ามาอาศัยอยู่กับลม จิตใจ ณ กาลภายหลัง ถ้าหากว่า เป็น
    จิตใจของเรา เราพาเอามาเกิด ครั้น เกิดขึ้นแล้วจิตใจนั้นก็หมดไป ใครจะเกิดขึ้นมาได้อีก นี่ไม่ใช่จิตใจของใครสักคน เป็นของมีอยู่
    สำหรับโลก ผู้ใดจะเกิดก็ถือเอาลมนั้นเกิดขึ้น ครั้นได้แล้ว ก็เป็นจิตของตน ที่จริงเป็นของสำหรับโลกทั้งสิ้น ​
    ที่ว่าจิตใจของตนนั้นก็
    เพียงให้รู้ซึ่งการบุญ การกุศล การบาป การอกุศล และเพียงให้รู้ทุกข์ สุข สวรรค์ แลพระนิพพาน ถือไว้ให้ถึงที่สุดเพียง
    พระนิพพานเท่านั้น ถ้าถึงพระนิพพานแล้ว ต้องวางจิตใจคืนไว้แก่โลกตามเดิมเสียก่อน ถ้าวางไม่ได้ เป็นโทษ ไม่อาจถึง

    พระนิพพานได้
    มีคำแก้ไว้อย่างนี้
     
  20. มีแปปเดียว

    มีแปปเดียว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มกราคม 2010
    โพสต์:
    889
    ค่าพลัง:
    +3,876
    ตทนนฺตรํ ​
    ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสเทศนาต่อไปอีกว่า อานนฺท ดูกรอานนท์ บุคคลทั้งหลายที่หลงขึ้นไปบังเกิดใน
    อรูปพรหมอันปราศจากความรู้นั้น ก็ล้วนแต่บุคคลผู้ปรารถนาพระนิพพาน แต่ไม่รู้จักวางใจให้สิ้นให้หมดทุกข์นั้นเอง
    ไม่
    รู้จักวางจิตวิญญาณอันตนเข้ามาอาศัยอยู่ด้วยกับลมของโลก ทำความเข้าใจว่าเป็นจิตของตัว แลเข้าใจว่าพระนิพพานมีอยู่ในเบื้อง
    บนนั้น ตัวก็นึกเข้าใจเอาจิตของตัวขึ้นไปเป็นสุขอยู่ในที่นั้น ครั้นตายแล้ว ก็เลยพาเอาตัวขึ้นไปอยู่ในที่อันไม่มีรูป ตามที่จิตตนนึกไว้
    นั้น
    ดูกรอานนท์
    ผู้ที่หลงขึ้นไปอยู่ในรูปพรหมแล้ว แลจักได้ถึงโลกุตรนิพพานนั้นช้านานยิ่งนักเพราะว่าอายุของอรูป
    พรหมนั้นยืนนัก
    จะนับว่าเท่านั้นเท่านี้มิอาจนับได้ จึงชื่อว่านิพพานโลกีย์ต่างกัน แต่มิได้ดับวิญญาณเท่านั้น ถ้าหากดับวิญญาณ
    ก็เป็นพระนิพพานโลกุตรได้
    ส่วนความสุขความสำราญในพระนิพพานทั้ง ๒ นั้น ก็ประเสริฐเลิศโลกเสมอกันไม่ต่างกัน แต่
    นิพพานโลกีย์เป็นนิพพานที่ไม่สิ้นสุดเท่านั้น เมื่อสิ้นอำนาจของฌาณแล้ว ยังต้องมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ร้ายแลดี คุณแล
    โทษสุขแลทุกข์ ยังมีอยู่เต็มที่
    เพราะเหตุนั้น ผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งจะปรารถนานิพพานพรหมไม่มีเลย ย่อมมุ่งต่อโลกุตรนิพพานด้วยกัน
    ทั้งนั้น
    แต่ไม่รู้จักปล่อยวาง วิญญาณจึงหลงไปเกิดเป็นอรูปพรหม ส่วนโลกุตรนิพพานนั้นปราศจากวิญญาณ วิญญาณยังมีที่ใด
    ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็มีอยู่ในที่นั้น โลกุตตรนิพพานปราศจากวิญญาณ จึงไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีตาย มีแต่ความสุข
    สบายปราศจากอามิส หาความสุขอันใดจะมาเปรียบด้วยพระนิพพานไม่มี ขึ้นชื่อว่า ความเกิด ความตาย ความร้าย ความดี บาป
    บุญ คุณ โทษ สุข ทุกข์ ความทุกข์ยาก ลำบาก เข็ญใจ ทุกข์ โศก โรค ภัย ไข้ เจ็บ สิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่มีในพระนิพพานเลย
    พระพุทธเจ้าตรัสแก่ข้าฯ อานนท์ ดังนี้แล

    ตทนนฺตรํ ​
    ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสเทศนาต่อไปอีกว่า อานนฺท ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ปรารถนาพระนิพพานแต่ยัง
    ปล่อยวางใจไม่ได้ ยังอาลัยถึงความสุขอยู่ คิดว่าพระนิพพานอยู่ที่นั้นที่นี้ จะเอาจิตแห่งตนไปเป็นสุขในที่แห่งนั้น ครั้นจักปล่อย
    วางใจเสียก็กลัวว่าจะไม่มีอันใดนำไปให้เป็นสุข ถือใจอาลัยสุข เหตุนั้นจึงมิได้พ้นพระนิพพานพรหม ดูกรอานนท์ เราตถาคตแสดง
    ว่าให้ปลงใจ ให้วางใจนั้น เราชี้ข้อสำคัญเอาที่สุดมาแสดงเพื่อให้รู้ให้เข้าใจได้ง่าย
    การวางใจ ปลงใจนั้นคือ วางสุข วางทุกข์ วาง
    บาป บุญ คุณ โทษ วางโลภ โกรธ หลง วางลาภยศ นินทา สรรเสริญ ทั้งหมดทั้งสิ้นเหมือนดังไม่มีหัวใจ จึงชื่อว่าทำให้
    เหมือนแผ่นดิน ถ้ายังทำไม่ได้ อย่าหวังว่าจักได้โลกุตรนิพพานเลย
    ถ้าทำตัวให้เหมือนแผ่นดินได้ในกาลใด พึงหวังเถิดซึ่งโล
    กุตรนิพพาน คงได้คงถึงในกาลนั้น โดยไม่ต้องสงสัย พระนิพพานเป็นของได้ด้วยยากยิ่งนัก แสนคนจะได้แต่ละคนก็ทั้งยาก

    ผู้ปฏิบัติอริยมรรคให้เต็มที่ จึงจะวางใจให้เหมือนแผ่นดินได้​
    ดูกรอานนท์ ผู้มิได้กระทำอริยมรรคปฏิปทาให้เต็มที่ ยังเป็นปุถุชนหนาไปด้วยกิเลส หาปัญญามิได้ แลจักวางใจทำตัวให้
    เป็นเหมือนแผ่นดินนั้นไม่อาจทำได้เลย เหตุที่เขาวางใจไม่ได้ ก็เพราะเขายังถือตัว ถือใจอยู่ว่าเป็นของๆ ตัวแท้ จึงต้องทรมานทน
    ทุกข์อยู่ในโลก เวียนว่ายตายเกิดแล้วๆ เล่าๆ ไม่มีสิ้นสุด ดูกรอานนท์ ​
    ผู้ที่วางใจทำตัวให้เป็นเหมือนแผ่นดินได้นั้น มีแต่บุคคล
    ผู้เป็นนักปราชญ์ และเป็นสัตบุรุษจำพวกเดียวเท่านั้น เพราะท่านไม่ถือตนถือตัว ท่านวางใจเป็นเป็นเหมือนแผ่นดินได้
    ท่านจึงถึงพระนิพพาน
    ส่วนผู้ที่ถือตัวถือใจปล่อยวางมิได้นั้น ล้วนแต่เป็นคนโง่เขลาสิ้นเท่านั้น บุคคลที่เป็นสัตบุรุษ ท่านเห็นแจ้ง
    ชัดซึ่งอนัตตา ท่านถือใจของท่านไว้ ก็เพียงแต่ให้รู้บาป บุญ คุณ โทษ ประโยชน์ แลไม่ใช่ประโยชน์ รู้ศีล ทาน การกุศล แลอกุศล รู้
    ทางสุข ทางทุกข์ ในมนุษย์ และสวรรค์ และพระนิพพานเท่านั้น ครั้นถึงที่สุด ท่านก็ปล่อยวางเสียตามสภาวะแห่งอนัตตา
    ส่วนคน
    โง่เขลานั้นถือตนถือตัว ถือว่าร่างกายเป็นอัตตาตัวตน จึงปล่อยวางมิได้


     

แชร์หน้านี้

Loading...