ตั้งแต่นั่งสมาธิมาไม่เคยเกิดปิติเลยครับ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย teeratoy2002, 29 สิงหาคม 2011.

  1. ฟางว่าน

    ฟางว่าน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    1,215
    ค่าพลัง:
    +1,190
    นั่งนิ่งๆ ใจไม่วอกแวก เกิดปีติคือได้ฌานสิ ปฐมฌานประกอบด้วยวิตก วิจารณ์ ปีติ สุข เอกคตาไง
     
  2. บุคคลทั่วฺไป

    บุคคลทั่วฺไป เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    2,190
    ค่าพลัง:
    +1,227
    ปีติ คืออาการที่อยู่เหนือการควบคุมของร่างกาย
    เกิดปีติก็ดี ไม่เกิดปีติก็ดี ขอให้ใจสงบเป็นพอ
    คนไม่เกิดปีติ คือคนที่ธาตุขันธ์แข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีโรคภัยแอบแฝง
    ดังนั้นจึงไม่มีการแสดงอาการวิปริตผิดปกติที่อยู่นอกเหนือการควบคุมออกมา
    จขกท.สมควรดีใจ ที่ตนเองไม่มีโรคภัย
     
  3. บุคคลทั่วฺไป

    บุคคลทั่วฺไป เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    2,190
    ค่าพลัง:
    +1,227
    ที่สำคัญคือ ปลอดภัยจากอาการสติแตก

    คนที่เกิดปีติมากๆ ถ้าไม่ระวังให้ดี เสี่ยงที่จะเกิดอาการสติแตก เป็นบ้าเพราะปฏิบัติธรรม อย่างที่บางคนเป็น

    (คนที่เกิดปีติ นอกจากจะแสดงว่าใจเริ่มสงบแล้ว ยังแสดงว่าคนๆนั้นมีโรคภัย หรือธาตุขันธ์ไม่สมบูรณ์แอบแฝงอยู่

    ในเวลาปกติไม่แสดงอาการ แต่พอจิตเริ่มสงบ พ้นจากการควบคุม ตกเข้าสู่ภวังค์ อาการเหล่านั้นจึงแสดงออกมา

    มากน้อยแล้วแต่คน ถ้าจิตสงบแล้วไปเห็นนิมิตที่น่ากลัว มีสิทธิ์สติแตกหรือเพี้ยน หรือถึงเป็นบ้า ควรระวัง ไม่มีปีติดีแล้ว)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 พฤศจิกายน 2015
  4. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,983
    ค่าพลัง:
    +3,265
    ฮั่นแน่ ปิติ คือ. แต๋วแตก. ซะงั้น


    บาซูซู เยชุนชู อะเป่าเนี่ยะ
     
  5. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,983
    ค่าพลัง:
    +3,265
    ปิติ ทางธรรม. มันมีปัจจัย. จากจิตปราโมทย์ เพราะจิตปราสจาก วิปฏิสาร

    พูดภาษาบ้านๆ. คือ. มีสีล. ความปรกติของใจ


    ปิติ ความหมายที่โลกเขาเอาไปใช้ อันนั้น. ลั่นกุญแจใส่ลิ้นชักไว้ จิฮับ


    มุขปิติ แต๋วแตกเปนบ้า. ผมขอซื้อละกัน. ฝากแผกใส่กล่อง ส่งบ้านกล้วยไข่โต้ย


    ฮาดี ลุงๆเหล่านั้นคงชอบ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 พฤศจิกายน 2015
  6. บุคคลทั่วฺไป

    บุคคลทั่วฺไป เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    2,190
    ค่าพลัง:
    +1,227
    อาการที่นั่งสมาธิแล้วเกิดความรู้สึกว่าตัวว่าตัวเองเอนราบไปกับพื้นบ้าง(เอนไปทางด้านหน้า)
    รู้สึกว่าตัวเองจมลงไปในดินจนเหลือแค่ศีรษะโผล่มาบ้าง
    อาการคันเหมือนมีแมลงมาไต่ตามใบหน้าบ้าง ไม่ทราบว่าสมควรเรียกว่าปีติไหม
     
  7. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,983
    ค่าพลัง:
    +3,265
    แล้วแต่สถานการณ์

    ส่วนใหญ่พอปฏิเสธ ไม่ตีอกชกหัวเสียอกเสียใจ
    ท้อแท้ กระฟัดกระเฟียด ขัดใจ ก็ต้องรักษาสมบัติใน
    ปัจจุบัน เปนเหตุเอออวยไปก่อน

    พอรักษาสีลเปน จิตสงบ ก็ค่อยจิกหัว จับแหกตาให้ดู
    ปิติ ที่มันมีความสงบ สงัดจาก กามวิตก พยาบาทวิตก
    สิหิงสาวิตก จะเหนเลย คนละเรื่อง

    แล้วมันสนุก ที่ค่อยๆ นมสิการเข้ามาจนถูกทาง


    ไม่ใช่ใช้ฌาณสี่พร่ำเพรื่อ ไปทัก ปิติแต๋วแตก แล้วห้ามเขาเข้าหาธรรม
     
  8. บุคคลทั่วฺไป

    บุคคลทั่วฺไป เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    2,190
    ค่าพลัง:
    +1,227
    เอาแบบตรงๆเลยนะ ผมนั่งสมาธิ ผมไม่สนใจเรื่องปีตินั้นหรอก
    ถึงใครจะบอกว่าเป็นปีติ หรือไม่เป็นปีติ ผมก็ไม่เสียใจอะไร
    ดีเสียอีกที่ไม่มีปีติ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าร่างกายและจิตใจ
    ของเราปกติดี ไม่มีอะไรแทรกซ้อน
    ไม่มีโรค ไม่มีผี ไม่มีองค์เข้ามาอาศัย หรือถึงมีก็ไม่มีอำนาจเหนือเรา
    บังคับกายเราให้แสดงอาการวิปริตไม่ได้
    คนที่นั่งสมาธิแล้วไม่เกิดปีติสมควรจะดีใจ ไม่ใช่ไปน้อยอกน้อยใจ
    แล้วไม่ต้องไปคิดว่าปีตินั้นจะเป็นของดีวิเศษอย่างไร
    อาการที่รู้สึกว่าจมลงไปในดิน หรือการเอนราบไปกับพื้นนั้น
    เป็นแค่อาการของกรรมที่เคยไปข่มขู่พระให้เลิกปฏิบัติเท่านั้น
    อาการคันยิบๆเหมือนมีแมลงมาไต่นั่นคืออาการของคนมีของที่มาแอบแฝงในร่างกาย แต่ไม่ถึงขั้นควบคุมจิตใจและร่างกายเราได้ ก็แสดงให้รู้ว่าคันๆ
    เลิกนั่งสมาธิก็หายไปเอง
    คนที่ไม่มีอาการประหลาดพวกนี้ต่างหากคือคนที่โชคดี
    มีกายและใจที่บริสุทธิ์ไม่มีสิ่งปนเปื้อน

    สำหรับใครที่คิดว่าอาการประหลาดๆเวลานั่งสมาธิเป็นของดีก็ตามใจ
    ของแบบนี้ใจใครใจมัน บังคับให้เชื่อไม่ได้
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 พฤศจิกายน 2015
  9. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,983
    ค่าพลัง:
    +3,265

    เชยระเบิด ระเบ้อ

    ก็ เรียนให้ทราบไปแล้วว่า ปิติ เป็นธรรมเกิดจากปัจจัยการ

    ชนคนใด รักษาศีล สำรวมอินทรีย์ สงัดจาก กามสัญญา จิตของคนๆ
    นั้นจะต้องเกิด ปิติ เป็นวิบากเกิดขึ้นกับจิต เกิดตามปัจจัยการ ไม่ใช่
    เพราะอยากจะเป็น ห้ามก็ไม่ได้ เพราะมันเป็น ธรรมนิยาม กฏแห่งกรรม
    อิทัปปัจจัยตา อตมยตา ไกรวัลย์ธรรม(ก็ได้)

    ปิติ เกิดจาก ศีล มันจะเป็น การเพี้ยน ป่วยไข้ มีอะไรแทรกซ้อน ได้ยังไงกัน

    ฝึกดีๆ หายตัวได้ เหาะได้ ดำดิน ก็ได้ แตกตัวเป็นพันก็ได้ สารพัด จะเป็น
    ไปตาม ปัจจัยการ ไม่ใช่เพราะอยาก มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับไปเป็น
    ธรรมดา

    วิญญูชน ย่อมซ่องเสพ ศีล มีจิตตั้งมั่น น้อมไปในญาณทัศนะ แล้วค่อย
    ตลบเข้ามา กำหนดรู้ การสิ้นอาสวะ


    ไม่มีปิติ ก็ไม่มี การรู้เห็นความเป็นจริง มันก็มีแต่ " คิดซะมาก "

    เชยระเบิด ระเบ้อ ยิ่งแพลม หางยิ่งโพล่ หน่าฮับ




    ปล.ลิง สำหรับคน ที่ปฏิบัติแล้ว เพี้ยนอย่างใดอย่างหนึ่ง อันนั้น เขาไม่เรียกว่า
    ผู้ปฏิบัติธรรม เขาเพี้ยนของเขาก่อนลงมือปฏิบัติเสียอีก จะไปโทษการปฏิบัติ
    ธรรมทำให้เพี้ยน นี่ชัดเลย เป็นพวกไม่เคยลงมือประกอบ ประพฤติธรรม ซึ่งก็มีแต่
    พวก เดียรถีย์ นอกศาสนาเท่านั้น ที่พยายาม ชักชวน ให้คนเห็นอย่างนั้น
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 พฤศจิกายน 2015
  10. บุคคลทั่วฺไป

    บุคคลทั่วฺไป เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    2,190
    ค่าพลัง:
    +1,227
    แกสิมีหาง แต่คงโดนตัดหางขาดไปแล้วมั้ง
     
  11. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,983
    ค่าพลัง:
    +3,265
    เอาไงดีฮับ

    ฝึกสมาธิมาก็น้อย จะเป็น ฌง เป็น ชาน ก็ไม่รู้จัก

    ปริยัติ ก็ปรารภ สารภาพออกมาอีกว่า ศึกษามาน้อย

    วุฒิภาวะไม่มี แล้ว ขยันโพส อ้างว่ารู้ ปฏิปทาของ พระพุทธเจ้า


    โอยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
     
  12. บุคคลทั่วฺไป

    บุคคลทั่วฺไป เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    2,190
    ค่าพลัง:
    +1,227
    กูไปอ้างเมื่อไหร กูเห็นมีแต่มึงที่อ้างว่ารู้สารพัด
     
  13. บุคคลทั่วฺไป

    บุคคลทั่วฺไป เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    2,190
    ค่าพลัง:
    +1,227
    สิ่งที่กูพูดถึงฌานสี่ ก็พูดตามที่เรียนมา ไม่ได้บอกว่ารู้เอง

    การพูดถึงเจโตวมุตติ ปัญญาวิมุตติ คือพูดตามหลักที่ได้เรียนมา

    ไม่มีอะไรผิด มันไม่เหมือนไอ้พวกที่อวดรู้ อ้างว่าเข้าถึงธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างมึงหรอก
     
  14. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,983
    ค่าพลัง:
    +3,265
    สงสัย จะไม่ได้สังเกต เพราะไป สาระวน เรื่อง อวดรู้

    คุณคร้าบ เวลาเกล้ากระผม ย้อนแย้ง ผมก็ อิงว่า " พระไตรปิฏก เขียนไว้ "

    ซึ่ง มันก็เหมือนกับ ที่คุณบอกว่า พูดตามหลักที่เรียนมา

    แล้ว จะ กระฟัดกระเฟี๊ยด ทำไมฮับ

    ถ้าจำมาผิด เพื่อนทัก มันเสียหายตรงไหน

    ยิ่งประเด็นไปบอกว่า พระพุทธองค์ใช้อยาก เพื่อแสวงหาการเป็นสัพพัญญู

    ผมก็บอกว่า อย่าไปพูดหากจำได้ไม่แม่น เพราะ พระไตรปิฏก มีระบุไว้
    ว่า " ไม่ใช่เพราะอยาก " แต่เป็นเพราะ " ปัจจัยการ "

    ผมจะเก่งกว่า รึก็เปล่า เพราะ ก็แต่ จดจำพอได้ ก็บอกกล่าวเล่าสิบตาม
    ปรกติ เป็นใคร ก็ต้องทำแบบนี้ กับคุณ ทั้งนั้น

    เว้นไว้แต่ ......เขาจะไม่เห็น ประโยชน์ที่จะต้องไปรักษาทรัพย์ให้เพื่อน
     
  15. บุคคลทั่วฺไป

    บุคคลทั่วฺไป เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    2,190
    ค่าพลัง:
    +1,227

    อ้อ ถ้ายอมรับว่ากางตำราพูด ก็ไม่ต้องไปอวดวิเศษอะไรอีก
    มาทำตัวเหมือนกับว่ารอบรู้ซะเต็มประดา แบบว่าคนอื่นเป็นปุถุชน
    ตนเองคืออริยะ ทุเรศ
    แกมันไม่เหลืออะไรอีกแล้ว
     
  16. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,983
    ค่าพลัง:
    +3,265
    กั๊กๆๆๆๆๆ

    ่ต่อให้เป็น อริยะเจ้า มีเหรอฮับ ท่านจะพูดอะไรนอกเหนือ สัทธรรม ไม่ตรงตามตำรา พระไตรปิฏก

    มีสาวก คนไหน ประกาศตนเป็น เจ้าของคำสอนเหล่านั้นฮับ

    จะเป็น อริยะ ไม่เป็น อริยะ พูดนอกตำราไม่ได้อยู่แล้วฮับ

    ดังนั้น

    ถ้าจำผิด ก็แค่ จำผิด

    คนที่จำได้ ก็ ย้อนแย้งทักท้วง นี่เป็นเรื่องปรกติ อยู่แล้ว จะ งง อะไรไปถึงไหน ฮับ
     
  17. ขาจอน

    ขาจอน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    698
    ค่าพลัง:
    +272
    ผมดูลมหายใจ ตอนแรกก็พุทโธไปด้วย
    คราวนี้มันก็ไปวางไว้กลางๆ ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร เพราะ ไม่ได้ไปจับหนือเพ่งลม แต่ก็รู้ลมเข้าออก ถ้าอยู่ตรงนี้ พุทโธมันจะจางไป เหมือนไม่มีคำพูดอะไรเลย อยู่กับลมตรงนั้น ซึ่งก็ไม่ได้เพ่งเพราะมันมีแว๊บหลุดไปบ้าง ไปจับลมบ้าง ถี่ยิบ ถ้าช้าไปมันจะสร้างคำพูด หรือจับขา หน้า แขนขึ้น บางทีจิตมันดันๆก็ไปจับลม ถ้าจับลมปุ๊ปพุทโธมาทันที พอรู้มันก็กลับมากลางๆได้ ถ้าจิตมันหลุดไปจับขึ้นจนมีตัวขึ้นมา มีคำพูดขึ้นมา เหมือนมันมีราคะแทรกๆอยู่บ่อยๆ
    ที่ทำมาไม่รู้ว่าใช่ปิติหรือเปล่า มีตัวแข็ง ขนลุก แต่มันก็แว๊บเดียว พอรู้ว่ามันไปที่ตัว ออกจากกลางๆนั้นนั่นหละมันก็กลับมาเอง เหมือนมีอะไรเคลือบๆจิตด้วย แต่ก็แว๊บเดียว แว๊บไปมาเรื่อย
    ที่ทำรู้สึกว่าสติชัดเจนดี แต่ทำสมาธิแบบลึกๆไม่เป็น ไม่รู้ว่าต้องเพ่งอะไรยังงไง เคยอ่านว่าต้องทำฌานถึงจะมีปิติ แล้วจิตต้องสงบแน่นิ่ง สุดท้ายลมก็จะหายไปเป็นแสง เลยไม่รู้ว่าที่ทำนี่มันจะใช่ปิติแบบที่เขาว่าๆกันไหม เพราะมันไม่ได้แน่นิ่ง แล้วลมก็ไม่ได้หาย ไม่ได้มีแสงอะไรด้วย ถ้าไม่ใช่ก็แนะนำด้วยครับ

    ปล.พ่อแม่ครูจารย์เคยบอกผมว่าภาวนาไปเดี๋ยวมันค่อยๆลงของมันเอง ตอนนี้ก็ยังงงครับรู้สึกมันไม่ได้ลงแบบชาวบ้านที่เป็นนิมิติมีแสงมีฤทธิ์อะไรกับเขา
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 พฤศจิกายน 2015
  18. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,983
    ค่าพลัง:
    +3,265

    ทำแบบนั้นแหละ ฮับ

    อานาปานสติ จะเป็น กรรมฐาน ที่รู้ลมเข้าออกตลอดเวลา ไม่มีการ " ลมหายไป "

    อานาปานสติ ไม้เน้น รวมจิต แบบ การทำฌาณ ฤาษี

    ดังนั้น

    ตรงนี้คือ จิตมันผลิกไปทำ ฌาณแบบฤาษี มันจะรวมเป็นแสง ซึ่งจะกลาย
    เป็น อำนาจกสิณ ซึ่งจะต้องดู ปัจจัยการอีกว่า จิตวางอย่างไรกันแน่ เพราะ
    ใน อานาปานสตินั้น ลมหายใจแบบอานาปาสตินั้น จะมี ธาตุทั้ง4 ปรากฏ
    ครบ ไม่เหมือน การทำฌาณแบบฤาษี ซึ่งจะเน้นอารมณ์บัญญัติลงเป็น
    ธาตุใดธาตุหนึ่ง

    ทีนี้ จะเกิดปิติ หรือไม่เกิดปิติ ยังไม่ต้อง คำนึงตรงนั้น

    จากที่เล่า คุณสามารถสังเกตได้ว่า หากจิตปักในธาตุเกินไป พุทโธ จะหาย

    หากจิตไป สนใจบริกรรมเกินไป จะลืม อานาปานสติ
    สิ่งที่ควรสังเกต ไม่ใช่ว่า ทำอย่างไรถึงจะถูก ถึงจะพอดี

    หากเห็นได้แบบนี้ สติไว ใช้ได้

    ให้ไปพิจารณา จิตมันไปจับอันไหน เดี๋ยวมันก็ เสื่อม แปรปรวนตลอดเวลา

    ให้ตามดู อนิจจาลักษณะ เข้ามา

    พอ ตามได้ จะค่อยๆเห็นว่า จิตมันจะไป บริกรรม หรือ รู้ลม หรือ รวมเป็น
    แสง มันไม่ได้เกิดจากเรา แต่เกิดจากจิตมันเป็น อนัตตา

    ให้ยกเห็น ไตรลักษณ์เข้ามา เสริมทัพ การภาวนา

    ถ้าไม่เห็น ก็ คิดนำไปก่อนได้ ว่า แบบนี้ อนิจจา แบบนี้ อนัตตา

    จนกว่า จิตมันจะ ร่อนออก คือ อบรมได้ แล้วมันจะ แยกแยะเวลา
    จิตไหลไปใน อารมณ์กรรมฐานอย่างไร ปฏิปทาใด จิตจะไม่
    หวงแหนรักษา สภาวะนั้น จะรู้ไปตามที่มันเป็น ตามไปติดๆๆๆๆๆๆ

    ลงเป็นปัจจุบัน โดยที่ คราวนี้สังเกตเลย จิตจะไม่ลืม ระลึก อาการ
    หมายรู้ลมเข้า ลมออก จะสั้น จะยาว เป็นไปตาม แต่วิบากที่จิตยังได้
    รับ ชีวตา

    ตรงนี้จะมา ชน มรณาสติ นิดนึง หากยังไม่ข้าม ข้ามฝากตายไม่ได้

    ปิติ ที่เป็น ฌาณฤาษี จะมาหลอก ให้พรึบไปหมด บางที่ พาไปนิมิตต่างๆ

    แต่ถ้า ข้ามฝากตายได้ ปฏิปทาใดๆ ที่จิต ไหลไปเป็น ไหลไปอยู่ จะมี
    กิจหน้าที่ แสดงไตรลักษณ์ญาณ ให้พิจารณา ลงเป็น สัญญาอันเดียว

    พอถึงตรงนี้ได้ จะเห็นเองว่า ปิติ ปัสสัทธิ เป็นยังไง กายสังขารรำงับ เป็นยังไง

    ยังเหลือ จิตสังขารรำงับอีกหน่อยนึง ซึ่ง .......ไว้ว่ากันทีหลัง
     
  19. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,983
    ค่าพลัง:
    +3,265
    นั่นแหละๆ สมาทาน ไว้แบบนั้น เป็น ธรรมอุดหนุด เครื่องไม่ประมาท


    สภาวะ ฌาณ ที่ได้จากการทำ อานาปานสติ ฌาณจะเกิด เมื่อจิตเสพคุ้นมากๆ
    แล้ว จิตมันเห็นคุณ และ โทษ ของ ฌาณนั้นๆ มันถึงจะเคลื่อนเข้าไป
    ออกได้ อยู่ได้ เรียกว่า จิตมันเลื่อมใส ( ตรงนี้แหละ แสง มันจะค่อยๆ
    ปรากฏ หรือ จิตมันจะรวมของมันเอง ไม่เกี่ยวกับเรา ใส่ตัณหานำหน้า
    อยากจะเป็น )
     
  20. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,983
    ค่าพลัง:
    +3,265
    นิมิต ของอานาปานสติ ให้จำให้แม่นๆ ไม่ใช่ แสงสี เด็ดขาด ไม่ใช่ อุโมงค์
    การเห็นนั่น เห็นนี่ คุยนั่น คุยนี่

    อุคหนิมิต ของ อานาปานสติ คือ เห็น กิเลสในปฏิปทาต่างๆ ที่จิตมันมี อาสวะกิเลส
    ชักจูงออกไป รวมจิต ( ไม่ใช่ จิตรวม )

    ปฏิภาคนิมิต คือ การละสมุทัย สภาวะสมาธิเนื้อติดฟัน เหล่านั้น แล้วกลับมา อยู่ใน
    ภูมิจิตมนุษยปรกติตลอดสายการปฏิบัติ หากจิตมันพร้อม หรือ เราปฏิบัติได้สมควร
    แก่ธรรม จิตจะ รวมแล้วพยายามล้างพลาญอาสวะ ให้หมดสิ้นไป ของมันเอง แต่ถ้า
    ยังเหลือเศษของอุปทาน มันจะไม่ข้ามโคตรไปไหน มันจะตีกลับ อย่าเสียดาย

    เพราะกิเลส บางที มันแกล้ง แสดงจิตรวม เพื่อหลอกเรา โดยเฉพาะ พวกอยากได้
    ขั้นโน้น ขั้นนี้ แอบไว้ในจิต เสร็จมันทุกราย
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 พฤศจิกายน 2015

แชร์หน้านี้

Loading...