ตามหานิพพานจะเจอเมื่อหรั่ย

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ธรรมแท้ว่าง, 19 ตุลาคม 2021.

  1. ธรรมแท้ว่าง

    ธรรมแท้ว่าง กายเบาใจเบา

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    12,312
    ค่าพลัง:
    +12,623
    เมื่อหรั่ยเจอหนองอ้อ เมื่อนั้นเจอนิพพาน
    ท่านเข้าใจว่าอย่างไรคับ
     
  2. ๑๓อักษร

    ๑๓อักษร สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2021
    โพสต์:
    450
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +68
    ลุงครบเดือนแล้วหราา
     
  3. ปวีรัศม์ชา

    ปวีรัศม์ชา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มิถุนายน 2020
    โพสต์:
    701
    ค่าพลัง:
    +637
    โดนแบน + ออกไปทำงาน น่าจะไม่ค่อยมาเล่นมาตอบแล้วมั้ง

    ความยิ่งใหญ่ขั้นนั้นไม่รู้

    แค่จิตเห็นจิตก็ได้กระแสแล้ว เพราะความคิดไปต่อไม่ได้ ชนหาย ชนหาย จิตกับความคิดทันกันเป๊ะ

    ไม่ใช่ขั้นกำหนดรู้ตามอายตนะนะ อันนั้นไม่ทันหรอก
    ต้องเห็นในจิต มันจะทัน 0:0
     
  4. pl12

    pl12 มุ่งแสวงหาทางหลุดพ้นโดยสันติวิธีการ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กันยายน 2020
    โพสต์:
    27
    ค่าพลัง:
    +2
    นิพพานไม่ใช่นิพพาล
     
  5. ๑๓อักษร

    ๑๓อักษร สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2021
    โพสต์:
    450
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +68
    7ec8c5c5da2dae9dfd049b198368bc3c.gif
     
  6. ธรรมแท้ว่าง

    ธรรมแท้ว่าง กายเบาใจเบา

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    12,312
    ค่าพลัง:
    +12,623
    555 อนาฬิกาเวลาของลุงไม่ผูกติดกับนาฬิกา
    (ไม่ได้โดนแบบนะฮับ พักโพสต์เฉยๅฮับ)
     
  7. ๑๓อักษร

    ๑๓อักษร สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2021
    โพสต์:
    450
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +68
    นี่ลุง ดูความจริง

     
  8. ปวีรัศม์ชา

    ปวีรัศม์ชา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มิถุนายน 2020
    โพสต์:
    701
    ค่าพลัง:
    +637
  9. ๑๓อักษร

    ๑๓อักษร สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2021
    โพสต์:
    450
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +68
    แล้วก่อนที่มันจะทัน ละทำไง
     
  10. ๑๓อักษร

    ๑๓อักษร สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2021
    โพสต์:
    450
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +68
    566f79c42e69c9d35bbb5b7007cda6bd.gif

    ก๊อปๆ ตอบไม่ได้ละเซ่ กั๊กๆ
     
  11. ปวีรัศม์ชา

    ปวีรัศม์ชา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มิถุนายน 2020
    โพสต์:
    701
    ค่าพลัง:
    +637
    ตามทู้ลุงแมงกุดจี่ ลุงตั้งคำถามพาไปนิพพาน

    อีชั้นก็ไม่ได้ตอบในขั้นที่ฝึกหัดตามอายตนะ ที่ฝึกหัดขั้นนี้อยู่นะ

    แต่พูดในขั้นที่จิตเห็นความคิดในจิต เห็นด้วยตาใน จิตมันจะแยกอารมณ์นี่นั่นออกคนละส่วนชัดเจน

    ถ้าพูดขั้นฝึกตามอายตนะ จิตมันก็ยังส่งออกไปหาสิ่งที่ถูกรู้

    ถึงจะรู้เฉยๆ แต่จิตมันจะไปโฟกัสความหมายของสัญญานี่นั่น นี่ขาว นี่ดำ นี่สวย นี่ไม่สวย นี่สั้น นี่ยาว บลาๆ สัญญาแบ่ง2 ตลอด

    แต่ถ้าฝึกไปเรื่อยๆ จิตมันจะรู้เอง.. มันจะทวนกลับจากสัญญาที่อยู่ตามอายตนะ นี่โลภ นี่โกรธ บลาๆ ที่แบ่ง2 มาโฟกัสที่รู้อุเบกขาเพียวๆ คือรู้สัญญาชั้นนี้เพียวๆ เลย ไม่ใช่สัญญาแบ่งออก... จิตมันทำงานเอง ..ซึ่งคนฝึกน่าจะรู้ได้ ซึ่งง่ายเลยทีนี้ ไม่ต้องระลึกช่วย จิตมันเป็นเองเรยย์

    อีชั้นกำลังพูดอันนี้นะ
     
  12. ๑๓อักษร

    ๑๓อักษร สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2021
    โพสต์:
    450
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +68
    ก๊อปๆ ไปดู คนจริงนู้น ท่านจะพูดจากประสบการณ์
    จึงตอบได้ อย่าง พระ พุทธะ สอน อุรุเวลกัสปะ เจ้าต้นตำหรับเซนเสียด้วย


    จิต มีสภาพรู้ จิต คิดปั๊ป แน่นอนมันรู้ทันที
    แต่ มันไม่รู้ตัวเองว่ามันกำลังคิด

    นี่ ประสบการจริงของคนภาวนาเป็นแบบนี้

    ฉะนั้น ไม่มีทางหรอก ที่จะรู้ทันรู้ตัวเอง ในทันทีว่ามันกำลังคิด
    ถ้ามันรู้ทันในทันที ว่าตัวมันเองกำลังคิด
    มันไม่ต้องมาภาวนาหรอก
    มันนิพพานไปนานแล้ว
    นี่พวกภาวนาไม่เป็นจะตอบไม่ได้ เพราะ อาศัยว่า รู้ คือ นิพพาน





    จึงต้อง อาศัยการฝึกฝน

    การรู้ตามอายตนะ ไม่ว่า อันไหน มันก็จะรู้ลงไปถึงจิต ตลอด

    และไม่ว่า ฐานกาย เวทนา จิต ธัม มันรู้ไปถึงจิตตลอด แหล่ะอินางเอ้ย

    ไม่เลือกฐาน เลือกอายตนะสำหรับคนภาวนาเป็น


    อายตนะ บรรพะ
    จึงจัดอยู่ในหมวดธัมมานุปัสนา คือนักภาวนาที่มีปัญญากล้า
    พวกนี้ จะชำนาญ เจโตปริญาญาณ และ บุปเพนิวาสาฯ จตูปปาตญาณ อตีตังสญาณ เป็นต้น
     
  13. ปวีรัศม์ชา

    ปวีรัศม์ชา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มิถุนายน 2020
    โพสต์:
    701
    ค่าพลัง:
    +637
    มี รู้ทันที 0 :0 จะเห็นด้วยตาใน ในจิต มันแยกตัวออก ระหว่างผู้รู้ กับสิ่งที่ถูกรู้ แล้วตรงกลางระหว่างผู้รู้ กับสิ่งที่ถูกรู้ เหมือนมันไม่มีอุปทาน อีชั้นยังว่ามันคือตัวจิตจริงๆ มันอยู่แบบอากาศ มันรู้ทั่วๆ ไม่โฟกัสจุด ( ลป.ดูลย์บอกว่า จิตอยู่ตรงกลางระหว่างผู้รู้ กับสิ่งที่ถูกรู้)

    ถ้ารู้ขั้นฝึกตามอายนะ จะยังไม่รู้ว่าจุดที่ความคิดออก จริงๆ มันออกมาจากตรงไหน จิตมันจะยังผสมอารมณ์อยู่ และจะคิดว่ามันอยู่ตามอายตนะ ขั้นนี้ตามความคิดยังไม่ทัน

    การฝึกตามอายตนะเพื่อให้จิตมีกำลัง พาไปเห็นจุดที่ความคิดมันออกมาได้

    แต่ก็นั่นแหล่ะ เพราะจิตอวิชชามันก๊อปปี้ทุกอย่าง ถ้าฝึกรู้ที่รูปมาก จิตมันก็จะพินารูปมาก ถ้าฝึกรู้ความคิดมาก จิตจะรู้ความคิดมาก เป็นไปตามเหตุที่เราสร้างเป๊ะ
     
  14. ๑๓อักษร

    ๑๓อักษร สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2021
    โพสต์:
    450
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +68
    จะฝึก ตามแบบไหน ใน 21
    ผลมันก้เหมือนกันหมดละ อินาง ผลมันจะทำให้จิตมีสติปัญญา

    จุดมุ่ง มันจึงคือ สติตัวเดียว เพราะสติมันจะทำให้รู้ทัน ทำให้จิตเห็นจิต

    ขาดสติตัวเดียว จิตไม่มีทางรู้ทัน ไม่มีทางเห็นตัวเองได้

    เมื่อ รู้ทันตัวเองได้ ท่านจึงเรียก ว่า
    หนทางแห่งมรรค
    หนทางแห่งจิตตื่น
    หนทางแห่งนิพพาน
    นี่คือ ความต่างของผู้มีประสบการณ์ จะแจกแจงออกมาได้
    จะต่างจาก คน ก๊อปๆมาพูดแต่ส่วนผล แต่ไม่รู้เรื่องประสบการณ์จริง


    หมวด สติปัฏฐาน ท่านจึงชื่อ ว่า
    กายานุปัสนา
    เวทนานุปัสนา
    จิตตานุปัสนา
    ธัมานุปัสนา

    คือ การ ตามรู้ จนผลมันเกิด
    จึงเรียกว่า รู้ทัน นี่ เข้าใจบ๊อ
    ก่อนมันจะรู้ทัน มันมาจากไหน

    f240b04073e629c6a914030c25658aaf.gif
     
  15. ธรรมแท้ว่าง

    ธรรมแท้ว่าง กายเบาใจเบา

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    12,312
    ค่าพลัง:
    +12,623
    ชอทนี้ ท่านพราหมณ์ผู้มีปัญญาความรู้มากมายแต่ก็ยังไม่รู้แจ้งเรื่องการกราบไหว้บูชา
    เซ่นไหว้ จะก่อให้เกิดอานิสงค์อะไรได้
    หรือไม่
    แต่มารู้แจ้งเอาตอนได้รับฟังจากพระพุทธะโอวาทเพียง 2 -3 ประโยค
    (ดังนั้นสูงสุดคือ 3
    พระคำภีร์ สามัญที่สุดคือ 3 ประโยค
    ก็สามารถทำให้รู้แจ้งได้ เท่าๆ กัน)
     
  16. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา ลอยลำ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    6,276
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +4,750
    ลุงฟังตอนที่ ท่านพุทธะอุปมาจะข้ามฟากไหมล่ะ..ท่านอุรุเวลกัสสปะเล่นเอาโง่ออกเลย
     
  17. Mdef

    Mdef เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    1,337
    ค่าพลัง:
    +1,799
    สมถกรรมฐานเบื้องต้นหลวงปู่โต๊ะ อินทสุวัณโณ

    showimage.jpg

    หลวงปู่เริ่มเล่าว่า... “การปฏิบัติในขั้นต้น สมถกรรมฐานยังงั้นไปก่อน

    ถามท่าน... สมถกรรมฐานนั้น จะต้องทำกันถึง 40 ประการหรือไม่ ขอรับ

    ท่านตอบ... ไม่ต้อง แล้วแต่ความพอใจ จะภาวนาในพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ อะไรก็ได้ แต่การภาวนาเช่นนั้นน่ะ มันมีหลักอยู่ ต้องมีสติออกไปควบคุมจิต เมื่อสติเข้าไปควบคุมจิตแล้ว ให้รู้ว่าจิตน่ะมันไปอยู่ที่ไหน มันอยู่ข้างใน มันอยู่กับอะไร เมื่อออกไปข้างนอก มันไปอยู่กับอะไร เมื่ออยู่ข้างในมันเป็นยังไง สมาธิมันก็เกิดขึ้นเพราะจิตหยุดอยู่ที่จุด คือสติ

    ถามท่าน... เมื่อจิตหยุดอยู่เช่นนั้น แล้วจะทำอะไรต่อไป

    ท่านตอบ... ไม่ต้อง เมื่อนิมิตเกิดขึ้นให้รู้ไว้ว่า มันมีสีสัน วรรณะ หรือมีภาพอะไร แล้วก็ปล่อยมันไป อย่าไปยึดถือสิ่งอันนั้นไว้

    ถามท่าน... เมื่อจิตหยุดอยู่เช่นนั้นมันได้ผลอะไร

    ท่านตอบ... สมาธิมันจะสูงขึ้นเป็นลำดับๆ

    ถามท่าน... เมื่อสมาธิมันสูงขึ้นเป็นลำดับๆ แล้วใจคอมันเป็นยังไง ขอรับ

    ท่านตอบ... อ้า...แข็งแกร่ง แข็งแกร่งขึ้นผิดปกติ

    ถามท่าน... ไปแข็งแกร่งกับใครขอรับ

    ท่านตอบ... อ้าว...ก็ไปแข็งแกร่งกับกิเลสน่ะซี เมื่อกิเลสมันเกิดขึ้น ความโลภก็ดี ความโกรธก็ดี ความหลงก็ดีเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว เราจะไม่เป็นไปตามอำนาจของมัน

    ถามท่าน... เมื่อมันไม่เป็นไปตามอำนาจของมันแล้ว มันเป็นอะไร

    ท่านตอบ... อ้าว...เมื่อจิตมันสูงแล้ว ก็เมื่อจิตมันสูงกว่ากิเลสนั้นๆ เพราะฉะนั้นกิเลสนั้นๆ มันก็ทำอะไรเราไม่ได้

    ถามท่าน... เราจะสังเกตว่ายังไงขอรับ กิเลสที่ว่าสูงนั่นน่ะ เราจะสังเกตได้ยังไง

    ท่านตอบ... ก็ยั้งได้ยังไงเล่า ความโลภเคยโลภมาก โลภน้อยลง ความโกรธเคยโกรธมาก โกรธน้อยลง และความหลงเคยหลงมาก น้อยลง น้อยลง เป็นลำดับๆ ไป

    ถามท่าน... แล้วจุดของความจบมันอยู่ที่ไหน ขอรับ

    ท่านตอบ... มันก็เฉยๆ จะได้อะไรมามันก็แค่นั้น หรือไม่ได้อะไรมา มันก็แค่นั้น มันไม่มีโทมนัส และโสมนัสในสิ่งอันใด มันเฉยๆ มันเห็นเป็นของธรรมดาเท่านั้นเอง โลภ โกรธ หลง นี่แหละมันก็เบาบางลงเรื่อยไป

    ถามท่าน... ได้ความโลภ กับความโกรธนี่นะ มันมีผลยังไง

    ท่านตอบ... เออ...ความโลภยังดียังได้อยู่บ้าง ความโกรธไม่มีประโยชน์เลย เกิดขึ้นในที่ใดเผาที่นั้นให้ย่อยยับลงไปทุกที ความโกรธนี่ไม่ได้ ไม่ได้อะไรเลย ตัวของตนก็เดือดร้อน แล้วยังทำให้บุคคลอื่นได้เดือดร้อนขึ้นมาด้วย เพราะฉะนั้น ความโกรธควรยับยั้งให้มากกว่าความโลภ ความโลภเมื่อรู้ทันแล้วเขาก็ไม่ทำอะไรเรา

    ถามท่าน... ความหลงล่ะขอรับ

    ท่านตอบ... ก็ทำให้เกิดวิชชาขึ้นซิ ทำให้วิชชาเกิดขึ้นก็ความหลงนี่มันอะไรก็ความมัวเมาไปด้วยประการต่างๆ มืดมนอนธการไปหมด เราก็กำหนดให้มันมีวิชชาเกิดขึ้น เมื่อมันมีวิชชาความรู้เกิดขึ้นแล้วมันก็ถึง “บางอ้อ” ว่าอ้อ...เรามาหลงอยู่เป็นนานสองนานเพราะเราไม่ชำนาญในเรื่องวิชชาความรู้นี่เอง เราจึงเป็นคนหลงอยู่ยังงี้

    ถามท่าน... วิชชาหรือขอรับ

    ท่านตอบ... เออ...นั้นแหละ ทำให้มากขึ้นแล้ว ปัญญาจะตามมา ปัญญาจะตามมา

    ถามท่าน... ปัญญาแปลว่าอะไรขอรับ

    ท่านตอบ... อ้าว...ก็ความรู้ความเข้าใจในสิ่งอะไรๆ รู้เท่าทันไปหมด แล้วเห็นโทษด้วย

    ถามท่าน... เห็นโทษอะไรขอรับ

    ท่านตอบ... ก็เช่น รูปเป็นไง มันก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาไปตามหน้าที่ของมันยังงั้นซิ เมื่อมันทรุดโทรมหรือทำลายไป เราก็ไม่เสียอกเสียใจอะไร เพราะเรามี “ความรู้” อยู่แล้ว อะไรมันก็เกิดขึ้นล่อลวงเราไม่ได้

    ถามท่าน... ทีนี้เราอบรมจิตใจให้มันมีวิชชาเกิดขึ้นมากๆ แล้วมันจะเป็นยังไงขอรับ หยุดเพียงแค่นี้หรือจะต้องทำอะไรต่อไปอีก

    ท่านตอบ... เอ้า...ยังหยุดไม่ได้ หยุดยังไม่ได้ มันยังดับไม่สนิท

    ถามท่าน... เป็นเพราะอะไรจึงยังดับไม่สนิท

    ท่านตอบ... ก็เรามันยังเป็นปุถุชนอยู่นี่

    ถามท่าน... ผู้ปฏิบัติอยู่อย่างนี้ ปุถุชนหรือขอรับ

    ท่านตอบ... เออ...ไม่ใช่ เอา! เลื่อนแล้ว เลื่อนแล้ว เป็นกัลยาณชน อบรมกัลยาณชนให้มันแข็งแกร่ง เห็นว่ากัลยาณชนนี้มันยังไม่พ้นทุกข์ ก็ขยับขึ้นไปอีกให้เป็นอริยชน ทานก็ให้เป็นอริยทาน ศีลก็ให้เป็นอริยศีล สมาธิก็ให้เป็นอริยสมาธิ ปัญญาก็ให้เป็นอริยปัญญา

    ถามท่าน... เท่านี้ หรือขอรับ

    ท่านตอบ... ยัง...ยังกลับได้ มันยังกลับมาได้ มันยังวนเวียนกลับมาได้

    ถามท่าน... แล้วจะต้องทำยังไงต่อไป อริยะมันมีกี่ขั้น ขอรับ

    ท่านตอบ... ก็มี 4 ซิ บุคคล 8 นับเป็นคู่ได้ 4 คู่

    ถามท่าน... มีอะไรบ้างขอรับ

    ท่านตอบ... ก็ตามปริยัติก็มีหลักอยู่แล้ว ศีล 5 มั่นคงเด็ดขาดได้แล้วเป็นได้ ไม่กลับอีกต่อไป

    ถามท่าน... ศีล 5 นี่หรือขอรับ

    ท่านตอบ... เออ...ศีล 5 นี่แหละ ทำให้มั่นคงทีเดียว

    ถามท่าน... เมื่อทำให้มั่นคงเช่นนี้ได้แล้ว เขาเรียกว่าศีลอะไรขอรับ

    ท่านตอบ... นี่ล่ะ เขาเรียกว่าอริยศีลล่ะ

    ถามท่าน... อริยศีลมันมีผลกับผู้ปฏิบัติได้ยังไงขอรับ

    ท่านตอบ... ปิดอบายภูมิได้ซิ ปิดนรกได้ ไม่ตกนรก เป็นศีลของพระอริยะ แล้วก็สักกายทิฏฐิ คนที่ถึงแล้วในศีล 5 ไม่มีทิฏฐิในเรื่องถือเขา ถือเรา หรือความเห็นอะไรต่างๆ ไม่เฉไฉไปในทางอื่น เห็นแต่ในทางปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า ไม่ถือมงคลตื่นข่าวทั้งหมด เห็นว่ามนุษย์เรามีสภาพเหมือนกัน เกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพรากจากของรักของชอบใจอะไรๆ นั่น

    ถามท่าน... แล้วมันลดได้หรือขอรับ

    ท่านตอบ... อือ...ทำให้มากเข้าซิ แล้วมันก็ลดได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขนี่แหละ เขาปรารถนากันนัก แต่มาถึงเราเข้า เรารู้ทัน เมื่อเราได้ลาภ ก็ให้เป็นสักแต่ว่าได้ลาภ ได้ยศก็สักแต่ว่าได้ยศ ได้สรรเสริญก็สักแต่ว่าสรรเสริญ ได้สุขก็สักแต่ว่าสุขเท่านั้นแหละ มันไม่มีอะไร มันเป็นของอาศัยหรือแสดงเหตุปัจจัยให้เราเห็น ว่า เราได้ยังงั้นๆ มันก็เป็นการยกย่องของโลกเขายังนั้น เราก็อย่าเป็นไปตามโลกเข้าก็แล้วกัน เมื่อจิตของเรามันไม่เป็นไปตามโลกเขา มันก็เป็นสักแต่ว่าเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วมันก็ดับไป มันอยู่ยังงี้ล่ะ ทีนี้วิจิกิจฉา ความสงสัยไม่มี ในทานก็ไม่สงสัย ในศีลก็ไม่สงสัย ในสมาธิก็ไม่สงสัย ในปัญญาก็ไม่สงสัย ในวิมุตติก็ไม่สงสัยอะไรทั้งนั้น เชื่อ เชื่อคำของพระพุทธเจ้า เรียกว่า ตถาคตโพธิสัทธา คือ เชื่อในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เชื่อแน่นอนว่า พระพุทธเจ้าไม่หลอกบุคคลใดๆ พระองค์ทรงตรัสรู้อย่างไร ก็มาเทศนาสั่งสอนพวกเราให้กระทำตามดูบ้าง บางทีจะมีนิสัยปัจจัยที่เคยก่อสร้างมาแล้ว ก็จะเห็นถ่องแท้แน่ใจเกิดขึ้นโดยไม่ได้อาศัยอะไร มันเกิดขึ้นของมันเองแน่นแฟ้น เพราะเราได้ประสบการณ์ของเราเอง ดีอก ดีใจ มากกว่าไปอาศัยประสบการณ์ของบุคคลอื่น ใครอยากเดินตามตถาคตก็ให้ทดลองดูบ้าง เมื่อท่านทดลองเมื่อไหร่ ท่านได้บุญเมื่อนั้น เพราะพระธรรมให้ผลไม่จำกัดกาลเวลา ทำเวลาไหนได้ผลเวลานั้นเมื่อกระทำนั้นเอง และสีลัพพตปรามาสไม่ลูบคลำสิ่งที่นอกจากคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่เล่นด้วย

    ถามท่าน... ไม่เล่นด้วยเพราะอะไร ขอรับ

    ท่านตอบ... ก็เราไปเล่นด้วย มันก็วุ่นไปนะซี มันวุ่นไปเอาทางโน้นมั่ง เอาทางนี้มั่ง ลงท้ายที่สุด ไม่ได้อะไรเลย

    ถามท่าน... ที่ไม่ได้อะไรเลยน่ะ เรียกว่ายังไง ขอรับ

    ท่านตอบ... อ้าว...มันเป็นไปด้วยกามสุขัลลิกานุโยค เป็นไปด้วยอัตตกิลมถานุโยค เราเป็นผู้ปฏิบัติในพระพุทธศาสนาต้องเลี่ยงทางสองประการนี้ ให้พ้นไปจากจิตใจ

    ถามท่าน... ถ้ามันลอกแลกไปล่ะ ขอรับ

    ท่านตอบ... เออ...มันลอกแลกไป เอายังไงเอาเสียอย่าง เมื่อเราจะเอาทางกาม ก็เอากาม มันก็เอาตัวรอดไปได้เหมือนกัน แต่ความมุ่งหมายของเราน่ะ จะเอายังไง ที่เราเข้ามาบวชมาเรียน มาศึกษาธรรมนี้น่ะ เราต้องการอะไร

    ตอบท่าน... ต้องการพ้นทุกข์ซิขอรับ

    ท่านตอบ... เอานั่นซิ มันต้องเดินทางนั้น จะเดินทางโน้นทางนี้ มันก็จะไม่ได้อะไร เพื่อการพ้นทุกข์ ก็แกรู้จักไหมเล่า อริยสัจ 4 น่ะ อะไรเล่าที่มาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

    ตอบท่าน... ก็กามสิขอรับ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ทำให้เกิดทุกข์

    ท่านถาม... แล้วเราจะทำอย่างไรเล่า จึงจะสกัดกั้นเจ้าตัณหาเหล่านั้นไว้ได้ มันจะไม่เกิดขึ้น ตำราก็มีอยู่แล้ว แกอ่านหรือเปล่าเล่า อะไรเล่า

    ตอบท่าน... มรรคขอรับ มรรค 8

    ท่านถาม... มีอะไร

    ตอบท่าน... สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ

    ท่านบอก... มากไป มากไป ย่อมันลงไปให้มันสั้นๆ เข้าหน่อยเป็นยังไง ก็ศีล สมาธิ ปัญญานี่เอง อบรมศีล สมาธิ ปัญญา ให้แก่กล้าขึ้น

    ถามท่าน... เมื่อมีปัญญาแล้ว จะตัดได้ยังไง

    ท่านบอก... อ้าว! นิโรธยังไงล่ะ นิโรธมันดับ ดับความใคร่ ความปรารถนานั่นแหละ ดับลงไป ดับลงไป อะไรๆ ก็ดับไปด้วย เขาก็รู้ๆ กันหมด พูดที่ไหน ใครๆ เขาก็รู้กันหมดว่าดับยังงี้ๆ ดับลงไป ดับลงไป ถ้าดับไม่ได้ ให้ค้นลงไป ค้นลงไป

    ถามท่าน... ค้นลงไปที่ไหนขอรับ

    ท่านตอบ... ค้นที่จิตใจซิ ค้นที่จิตใจ เวลานี้จิตใจเป็นอย่างไร ราคํ วา จิตฺตํ วีตราคํ วา จิตฺตํ เมื่อเรานั่งอยู่นี่ราคะมีไหม เมื่อมี ก็ให้รู้ว่ามี เมื่อเรานั่งอยู่นี่ ราคะมีไหม เมื่อมันไม่มี ก็ให้รู้ว่า มันไม่มี ราคะมี กับราคะไม่มี มันต่างกันยังไง

    ถามท่าน... นั่นซีขอรับ มันต่างกันยังไง

    ท่านตอบ... ต้องใช้ปัญญา ต้องใช้ปัญญา เข้าไปพิจารณาว่ามีราคะกับไม่มีราคะน่ะ มันต่างกันยังไง เออ! มันต่างกันมาก มันมีความสุข มันมีความสุข

    ถามท่าน... ความสุขนั้นมันเป็นยังไงขอรับ

    ท่านตอบ... เออ จิตใจผ่องใส จิตผ่องใสบริสุทธิ์ ปัญญาเกิดขึ้น เมื่อปัญญาเกิดขึ้น พ้นจากตัวปัญญาไปแล้วเขาเรียกว่า วิมุตติ วิมุตติ วิมุตติ

    ถามท่าน... วิมุตติ มันมีอยู่เท่าไหร่ขอรับ

    ท่านตอบ... มีอยู่ 3 ตทังควิมุตติ วิกขัมภนวิมุตติ สมุจเฉทวิมุตติ

    ถามท่าน... เราผู้ปฏิบัติ จะทำให้เกิดวิมุตติ‌ไหนขอรับ

    ท่านตอบ... ต้องขั้นต้นไปก่อน

    ท่านบอก... ตทังควิมุตติ มันหลุดไปได้กี่ชั่วโมง ความหลุดพ้นจากกิเลสนี่น่ะ มันหลุดไปได้กี่ชั่วโมง สมุจเฉทวิมุตติ มันหลุดไปได้กี่‌ชั่วโมง ให้ค่อยๆ สังเกตดู ทีนี้ปัญญาจะเกิดขึ้น‌เพราะหลุดพ้นจากวิมุตติแล้วจากโลภก็ดี โกรธก็ดี หลงก็ดี สมุจเฉทวิมุตติมันจะหลุดพ้นจาก‌กิเลสนั้นได้ชั่วครั้งชั่วคราว ให้สังเกตให้ดี เราก็‌รักษาใจให้มันเรื่อยๆ ไปแต่เมื่อเรายังเป็นปุถุชนอยู่ เมื่อออกจากการทำจิตทำใจมันก็อาจกลับมาได้อีก เพราะสติของเรายังไม่มีกำลังพอไม่เหมือน‌พระอรหันต์ท่าน ท่านมีสติวินัยอยู่เสมอ พวกเรา‌ยังไม่มีสติวินัย มันจึงถลำถลาออกไปอยู่เสมอ

    ถามท่าน... แล้วงั้นเราก็ไม่ได้ซิขอรับ เราไม่‌มีสติวินัย เราก็ทำไม่ได้ซิขอรับ

    ท่านบอก... อื้อ! ได้ซิ ทำมันเรื่อยๆ ไป แล้ว‌มันเกิดขึ้นเอง มันเกิดขึ้นเอง ทำให้จิตใจมัน‌ผ่องใส ปัญญาเกิดขึ้น พอสงบจิตสงบใจ มันก็‌ค่อยๆ ผ่องใสขึ้นมา สมาธิมันก็จะแก่กล้าขึ้น มัน‌ก็ค่อยๆ หลุดไปทีละน้อยมันก็เป็นสมุจเฉทได้‌เหมือนกัน บางทีเราไม่รู้สึกของความหลุดก็มี เมื่อ‌เราไปกระทบอะไรสิ่งที่ไม่พอใจ แต่ก่อนนี้เราฉุน‌พอได้ยินอารมณ์เหล่านี้ เราฉุน อิฏฐารมณ์ อนิฏ‌ฐารมณ์ ฉุนทั้งนั้น ไม่พอใจ เจออารมณ์ที่เป็นอิฏ‌ฐารมณ์ ชอบ อนิฏฐารมณ์ ไม่ชอบ รู้ไว้ ยัง ยัง‌ไม่หลุด ยังยินดียินร้ายอยู่แล้วทีนี้จะทำยังไง ต้อง‌เพิกเฉยได้ อารมณ์ที่ดี มันก็เฉย อารมณ์ไม่ดี มัน‌ก็เฉย ไม่รู้สึกว่ามันเป็นอะไร

    ถามท่าน... เมื่อไม่รู้สึกว่ามันเป็นอะไร เขา‌เรียกว่าอะไรขอรับ

    ท่านบอก... ความมั่นคงน่ะซี ความมั่นคง‌ของเราที่ได้อบรมสมาธินี่ ทำให้เราไม่สะทก‌สะท้านในอารมณ์ที่ดีและไม่ดีทั้งหลาย เห็น-รู้-‌ได้ ถ้าเราได้ขั้นนี้เรียกว่าได้โสดา ในระหว่าง‌ปฏิบัตินี้เขาเรียกว่าโสดาปัตติมรรค เมื่อเรา‌เด็ดขาดไปได้ในธรรมทั้ง 3 สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา‌สีลัพพตปรามาส คือศีล 5 มั่นคงเสวยผลล่ะ

    ถามท่าน... โสดาน่ะ แค่ไหนขอรับ ชาวบ้าน‌เรานี่เป็นโสดาได้ไหม

    ท่านตอบ... ได้ครองบ้านครองเมือง ปกครอง‌สมบัติพัสถานมีลูกมีเมียได้ทั้งหมด แต่เขาก็‌มั่นคงในเรื่องการทำมาหากินและเป็นไปเมื่อ‌เกิดสัมมาทิฏฐิ สัมมาอาชีวะ อะไรนั่นเขามั่นคง‌เขาไม่ล่วงในศีล 5 ข้อใดข้อหนึ่ง เขาไม่ล่วง ทั้ง‌นี้ก็มีตัวเปรียบให้เห็นได้ ก็นางวิสาขานั่นไง นั่น‌ก็ได้โสดา ย่างก้าวเข้าสู่อริยชนขั้นต้นแล้วสกิทาคามี เราก็ทำให้น้อยลงไปอีก ความโลภที่ยังมี ทำให้น้อยลง โกรธหลง น้อยลง อนาคา‌ก็ทำให้อวิชชา ตัณหา อุปาทานน้อยลง น้อยลง‌ไปอีกจนหมด ก็เป็นพระอรหันต์ เรียกว่า อยู่จบ‌พรหมจรรย์ แล้วตอนนั้นจะเรียกอะไรก็ได้

    นิพพานัง ปะระมัง สุขัง

    นิพพานัง ปะระมัง สุญญัง

    แต่การที่ทำนี้ ต้องทำให้เราต้องได้ ต้องเห็น‌ต้องรู้

    ได้จริงๆ พูดกันสั้นๆ ให้เข้าใจได้ว่าโลกธรรมทั้ง 8 ไม่รังแกเราได้เลย แม้แต่เพียงนิดหน่อย...

    ที่มา https://www.posttoday.com/dhamma/174509
     
  18. ปวีรัศม์ชา

    ปวีรัศม์ชา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มิถุนายน 2020
    โพสต์:
    701
    ค่าพลัง:
    +637
    ลป.โต๊ะแถวบ้านเลย ไม่ได้แวะไปไหว้นานมว๊ากกก

    พระเครื่องแพงลิปๆ... อิอิ
     
  19. ธรรมแท้ว่าง

    ธรรมแท้ว่าง กายเบาใจเบา

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    12,312
    ค่าพลัง:
    +12,623
    นักปีนตาล ต้องไต่ตั้งแต่โคนต้นให้ถึงยอด
    ในรวดเดียวจบ
    ถ้ามีการพักเหนื่อยกลางต้น
    จะปีนต่อไม่ได้ ต้องลงมาโคนต้นเพื่อ
    เริ่มปีนใหม่ ฉันใดก็ฉันนั้นแหล่ะฮับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...