ตาม

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย รสมน, 18 กันยายน 2010.

  1. รสมน

    รสมน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กุมภาพันธ์ 2009
    โพสต์:
    1,451
    ค่าพลัง:
    +2,047
    ตามหลักพระธรรมของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้แสดงว่า เมื่อจิตเกิดขึ้นต้องรู้อารมณ์
    ไม่มีขณะใดเลยในสังสารวัฏฏ์ที่จิตเกิดขึ้นจะว่างเว้นจากอารมณ์ทั้ง ๖ อารมณ์


    ต่อไปจะแสดงธรรมเกี่ยวกับอาบัติ
    พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 710

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น พึงเข้าไปหาสงฆ์ กระทำอุตราสงค์เฉวียงบ่า

    ข้างหนึ่ง ไหว้เท้าแห่งภิกษุผู้แก่ทั้งหลายแล้ว นั่งกระโหย่ง ประนมมือพึงกล่าว
    อย่างนี้ว่า

    อหํ ภนฺเตอิตฺถนฺนามํ อาปตฺตึ อาปนฺโน ตํ ปฏิเทเสมิ ( ท่านเจ้าข้า ! กระผมต้อง

    อาบัติมีชื่ออย่างนี้ ขอแสดงคืนอาบัตินั้น ).

    ภิกษุผู้แสดง อันภิกษุรับอาบัตินั้น พึงกล่าวว่า ปสฺสสิ (เธอเห็นหรือ).

    ผู้แสดง: อาม ปสฺสามิ (ขอรับ ! ผมเห็น)

    ผู้รับ: อายตึ สํวเรยฺยาสิ (เธอพึงสำรวมต่อไป).

    ผู้แสดง: สาธุ สุฏฺฐุ สํวริสฺสามิ (ดีละ ผมจะสำรวมให้ดี).
    พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 620

    [วิเคราะห์สังฆาทิเสส]

    คำว่า สงฺโฆว เทติ ปริวาสํ เป็นอาทิ ท่านกล่าวแล้ว เพื่อแสดง

    แต่เนื้อความเท่านั้น ไม่เอื้อเฟื้อพยัญชนะ แม้ในคาถาที่ ๒.

    ก็ในบทว่า สงฺฆาทิเสโส เป็นอาทินี้ มีเนื้อความดังต่อไปนี้:-

    การออกจากอาบัตินั้นใด ของภิกษุผู้ต้องอาบัตินี้แล้วใคร่จะออก สงฆ์

    อันภิกษุนั้นพึงปรารถนา ในกรรมเบื้องต้นแห่งการออกจากอาบัตินั้น เพื่อ

    ประโยชน์แก่การให้ปริวาส และในกรรมที่เหลือจากกรรมเบื้องต้น คือใน

    ท่ามกลาง เพื่อประโยชน์แก่การให้มานัต หรือเพื่อประโยชน์แก่การให้มานัตต์

    กับมูลายปฏิกัสสนะ และในที่สุดเพื่อประโยชน์แก่อัพภาน. ก็ในกรรมทั้งหลาย

    มีปริวาสกรรมเป็นต้นนี้ กรรมแม้อย่างหนึ่ง เว้นสงฆ์เสีย อันใคร ๆ ไม่อาจ

    ทำได้ ฉะนี้แล.

    สงฆ์อันภิกษุพึงปรารถนาในกรรมเบื้องต้น และในกรรมที่เหลือแห่ง

    กองอาบัตินั้น เหตุนั้น กองอาบัตินั้น ชื่อว่าสังฆาทิเสส.
    [วิเคราะห์นิสสัคคีย์]

    เนื้อความแห่งคาถาที่ ๕ พึงทราบดังนี้:-

    หลายบทว่า นิสฺสชฺชิตฺวา ย เทเสติ เตเนตํ มีความว่า ความ

    ละเมิดนั้น ท่านเรียกนิสสัคคิยะ เพราะต้องสละแล้วจึงแสดง.

    พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 622
    [วิเคราะห์ปาจิตตีย์]

    เนื้อความคาถาที่ ๖ พึงทราบดังนี้:-

    บาทคาถาว่า ปาเตติ กุสลํ ธมฺมํ มีความว่า ความละเมิดนั้น

    ยังกุศลจิตกล่าวคือกุศลธรรม ของบุคคลผู้แกล้งต้องให้ตกไป เพราะเหตุนั้น

    ความละเมิดนั้น ชื่อว่ายังจิตให้ตกไป เพราะฉะนั้น ความละเมิดนั้น ชื่อว่า

    ปาจิตติยะ.

    ก็ปาจิตติยะ ย่อมยังจิตให้ตกไป, ปาจิตติยะนั้น ย่อมผิดต่ออริยมรรค

    และย่อมเป็นเหตุแห่งความลุ่มหลงแห่งจิต. เพราะเหตุนั้น คำว่า ผิดต่อ

    อริยมรรค และคำว่า เป็นเหตุแห่งความลุ่มหลงแห่งจิต ท่านจึงกล่าวแล้ว.
    [วิเคราะห์ปาฏิเทสนียะ]

    ในปาฏิเทสนียคาถาทั้งหลาย คำว่า ภิกษุเป็นผู้ไม่มีญาติ เป็นอาทิ

    ท่านกล่าวแล้ว เพื่อแสดงความกระทำความเป็นธรรมที่น่าติ ซึ่งพระผู้มีพระ-

    ภาคเจ้าตรัสว่า แน่ะเธอ ฉันต้องธรรมที่น่าติ. ก็อาบัตินั้น ท่านเรียกว่า

    ปาฏิเทสนียะ เพราะจะต้องแสดงคืน.
    [วิเคราะห์ทุกกฏ]

    เนื้อความแห่งทุกกฏคาถา พึงทราบดังนี้:-

    คำว่า ผิด แย้ง พลาด นี้ทั้งหมด เป็นคำยักเรียก ทุกกฏที่กล่าว

    ไว้ในคำนี้ว่า ยญฺจ ทุกฺกฏํ.

    จริงอยู่ กรรมใด อันบุคคลทำไม่ดี หรือทำผิดรูป กรรมนั้น ชื่อว่า

    ทุกกฏ. ก็ทุกกฏนั้นแล ชื่อว่าผิด เพราะเหตุที่ไม่ทำตามประการที่พระศาสดา

    ตรัส ชื่อว่าแย้ง เพราะเป็นไปแย้งกุศล ชื่อว่าพลาด เพราะไม่ย่างขึ้นสู่ข้อ

    ปฏิบัติในอริยมรรค.
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=500 align=center border=0><TBODY><TR><TD>
    ๑. การปลงอาบัติเป็นพุทธบัญญัติสำหรับพระภิกษุ และพระภิกษุณีทั้งหลายจุดประสงค์

    คือ เพื่อเป็นการแก้ไขในการกระทำผิดพลาดที่ไม่ร้ายแรงของผู้ที่ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ

    เชื้อสายศากยะบุตร เพื่อให้สำรวมระวังต่อไปว่าจะไม่กระทำเช่นนี้อีก และเพื่อความ

    บริสุทธิ์ของท่านในการอยู่ร่วมกันของสงฆ์ถ้ากระทำผิดที่ร้ายแรง เช่น เสพเมถุน ฆ่า

    มนุษย์ เป็นต้น แก้ไขหรือปลงอาบัติไม่ได้คือพ้นจากความเป็นสภาพของพระภิกษุทันที

    จะอยู่ร่วมกับหมู่คณะอีกไม่ได้
    ๒.การปลงอาบัติไม่ใช่เป็นการแก้อกุศลกรรมบถ คือกรรมที่ได้กระทำสำเร็จไปแล้วย่อม

    ส่งผลได้เมื่อมีโอกาส แต่การปลงอาบัติเป็นการแก้ไขทางพระวินัยที่จะไม่เป็นเครื่อง

    ห้ามสวรรค์หรือมรรคผลของผู้นั้นในชาตินั้น ถ้าไม่ปลงเป็นเครื่องห้าม ฯ
    ๓. วัตถุประสงค์การบัญญัติ มี ๑๐ ประการ โปรดอ่านที่พระวินัย
    </TD></TR></TBODY></TABLE>​
    พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๑ หน้าที่ 393

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักอนันตริยกรรม

    แก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ
    เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑

    เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑

    เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑

    เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑

    เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑

    เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑

    เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑

    เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑

    เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑

    เพื่อถือตามพระวินัย ๑

    เอาบุญมาฝากวันนี้ได้ถวายสังฆทานทุกวัน
    อนุโมทนาบุญกับผู้ใส่บาตรตามถนนหนทาง กรวดน้ำอุทิศบุญ เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน
    รักษาศีล อาราธนาศีล เจริญวิปัสสนา ได้ปฏิบัติธรรม
    ได้ถวายข้าวพระพุทธรูป สักการะพระธาตุ
    ทำงานบ้านช่วยพ่อแม่และเจริญอาโปกสิน ศึกษาการรักษาโรค
    ให้อาหารสัตว์เป็นทาน และได้นำพระธาตุไปประดิษฐานตามวัด
    และสร้างบารมีครบทั้ง 10 อย่าง ขอให้อนุโมทนาบุญด้วย

    ขอเชิญร่วมทำบุญบูรณะปฏิสังขรณ์ปิดทององค์พระประธานพระวิหารวัดบุญนาค
    รับเป็นเจ้าภาพปฎิสังขรณ์และปิดทององค์พระประธาน
    องค์ละ ๕๐,๐๐๐ บาท

    รับเป็นเจ้าภาพปฏิสังขรณ์และปิดทองพระอัครสาวกซ้าย-ขวา
    องค์ละ ๓๕,๐๐๐ บาท
    เจ้าภาพฐานชุกชีพร้อมประดับไฟ ประมาณ ๘๐,๐๐๐ บาท

    ร่วมทำบุญเพื่อสมทบทุน กองบุญละ ๑๙๙ บาท

    หรือร่วมทำบุญสมทบทุนได้ตามกำลังศรัทธา

    สำหรับท่านสาธุชนญาติโยมท่านใดที่ต้องการจะร่วมทำบุญสร้างบารมีในครั้งนี้สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
    พระอาจารย์ภูวดล ญาณโสภโณ เจ้าอาวาสวัดบุญนาค
    สำนักงานเลขาเจ้าคณะตำบลทุ่งต้อม สันป่าตอง เชียงใหม่
    โทร ๐๘๒-๕๕๖๒๘๗๙

    <!-- google_ad_section_end -->
     

แชร์หน้านี้

Loading...