ตายไม่สูญ..แล้วไปไหน

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย ปัญญาพร, 14 พฤศจิกายน 2010.

  1. ปัญญาพร

    ปัญญาพร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มีนาคม 2008
    โพสต์:
    332
    ค่าพลัง:
    +797
    [MUSIC]http://palungjit.org/attachments/a.1227413/[/MUSIC]
    ตายไม่สูญ..แล้วไปไหน<O:p</O:p

    “ ตายแล้วไม่สูญ ” และ “ ตายแล้วไปไหน ” นี้ไม่น่าจะเป็นที่ข้องใจของท่านเลยเพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วอย่างละเอียดว่าเมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้ว ทางที่ไปก็มี 5 สาย คือ <O:p
    • อบายภูมิ ได้แก่ เกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย และเป็นสัตว์เดรัจฉาน <O:p
    • เกิดเป็นมนุษย์ <O:p
    • เกิดเป็นเทวดา หรือนางฟ้าอยู่บนสวรรค์ <O:p
    • เกิดเป็นพรหม <O:p
    • ไปพระนิพพาน <O:p
    ท่านที่ตายแล้วจะไปเกิดที่ใด พระพุทธเจ้าก็ตรัสบอกเหตุที่จะไปเกิดไว้ครบถ้วนตามกฎของกรรม คือการกระทำ ได้แก่ความประพฤติดีหรือชั่ว ในสมัยที่เกิดเป็นมนุษย์นี้เอง กฎของกรรมหรือความประพฤติดีหรือชั่ว ที่จะพาไปเกิดในที่ใดที่หนึ่งตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ 5 ทางนั้น ท่านว่าไว้อย่างนี้ <O:p
    แดนที่เกิดสายที่หนึ่งที่เรียกว่า อบายภูมิ<O:p
    แดนที่เกิดสายที่หนึ่ง ที่เรียกว่า อบายภูมิ มีนรกเป็นต้นนั้นเป็นผลจากความประพฤติชั่ว คือก่อกรรมทำเข็ญในสิ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่คนและสัตว์ ท่านจัดกฎใหญ่ ๆ ไว้ ๕ ประการ <O:p</O:p
    เป็นคนที่ใจ โหดร้าย ชอบข่มเหงรังแก เบียดเบียนคนและสัตว์ให้ได้รับความเดือดร้อน โดยเข้าใจผิดคิดว่า เป็นความดีหมายถึงละเมิดศีลข้อที่ ๑ <O:p
    มือไว ชอบลักขโมยของที่เจ้าของยังไม่อนุญาต หรือฉ้อโกง เอาทรัพย์สินของคนอื่นด้วยเล่ห์กลโกง หมายถึง ละเมิดศีลข้อที่ ๒ <O:p
    ใจเร็ว ได้แก่มีจิตใจไม่เคารพในความรักของคนอื่นชอบลอบทำชู้ ภรรยา และธิดา สามีของคนอื่น ด้วยความมัวเมาในกามคุณ หมายถึง ละเมิดศีลข้อที่ ๓ <O:p
    พูดปด ได้แก่ พูดไม่ตรงต่อความเป็นจริง เพื่อหวังทำลายประโยชน์ของผู้อื่นโดยเจตนา หมายถึง ละเมิดศีลข้อที่ ๔ <O:p
    • ชอบทำตนให้เป็นคน หมดสติ ด้วยการย้อมใจให้หมดความรู้สึกในการรับผิดชอบด้วยน้ำเมา หมายถึง การละเมิดศีลข้อที่ ๕ <O:p
    กรรม คือ ความประพฤติในกฎ ๕ ประการนี้ ท่านว่าตายจากความเป็นคนแล้วไปสู่อบายภูมิ มีตกนรก เป็นต้น <O:p
    แดนเกิดสายที่สองคือเกิดเป็นมนุษย์<O:p</O:p

    แดนเกิดสายที่สอง คือเกิดเป็นมนุษย์ ท่านว่าคนที่ตายแล้วจะมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ ต้องมีกรรมบถ ๑๐ หรือที่รู้กันง่าย ๆ ก็คือ เป็นคนมีศีล ๕ ประจำได้แก่ <O:p</O:p
    • เป็นคนมีเมตตาปราณี ไม่รังแกข่มเหงทำร้ายใครไม่ว่าคนหรือสัตว์ มีความรัก เมตตาปรานีคนสัตว์เสมอด้วยรักตนเอง <O:p</O:p
    • ไม่มือไว คือเคารพสิทธิ์ในทรัพย์สินของบุคคลอื่นไม่ยอมถือเอาทรัพย์สินของใครมาเป็นของตน ในเมื่อเจ้าของไม่อนุญาตด้วยความเต็มใจ <O:p</O:p
    • ไม่ใจเร็ว ละเมิดความรักในบุตร ธิดา ภรรยา สามีของบุคคลอื่น <O:p</O:p
    • ไม่เป็นคนไร้สัจจะ พูดแต่เรื่องที่เป็นสาระตรงต่อความเป็นจริง <O:p</O:p
    • ทำตนให้เป็นคนมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ คือ เป็นคนมีอารมณ์รับรู้ความดี ความชั่วตามกฎของกรรม ไม่ปล่อยใจให้เลื่อนลอยด้วยน้ำเมาต่าง ๆ <O:p</O:p
    ท่านที่ทรงความดี ๕ อย่างนี้ ท่านว่าตายจากความเป็นคนแล้ว มีสิทธิ์กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ได้
    <O:p</O:p
    <O:p</O:p
    แดนเกิดที่สายที่สาม ได้แก่ สวรรค์
    แดนเกิดสายที่สาม ได้แก่ สวรรค์ อาการที่ทำให้คนเกิดเป็นเทวดาหรือนางฟ้าบนสวรรค์ ท่านบรรยายไว้มาก แต่เมื่อสรุปกล่าวโดยย่อมี ๒ อย่างคือ <O:p</O:p
    • เป็นคนมีความละอายต่อความชั่ว ไม่ยอมทำชั่วในที่ทุกสถาน <O:p</O:p
    • เกรงผลของชั่ว จะทำให้เกิดความเดือดร้อน <O:p</O:p
    เหตุ ๒ ประการนี้ เป็นผลทำให้ตายจากความเป็นคนไปเกิดเป็นเทวดาหรือนางฟ้า
    <O:p</O:p
    <O:p</O:p
    แดนเกิดสายที่สี่ได้แก่ พรหมโลก<O:p</O:p

    แดนที่เกิดสายที่สี่ ได้แก่ พรหมโลก พรหมกับเทวดามีดินแดนที่เกิดเป็นคนละแดนกัน พรหมท่านว่าศักดิ์สิทธิ์ดีกว่าเทวดาและมีชั้นภูมิสูงกว่า มีอำนาจมากกว่า มีความสุขดีกว่า ความสวยสดงดงามดีกว่าเทวดา แต่พรหมไม่มีเพศ คือ ไม่มีเพศหญิงหรือเพศชาย ทั้งนี้เพราะพรหมไม่มีการครองคู่ ท่านว่ามีความสุขสงบสงัด ท่านที่จะเป็นพรหมได้ ท่านว่าต้องเป็นนักกรรมฐาน และมีอารมณ์จิตสุดท้ายก่อนตาย อารมณ์จิตเป็นฌานที่เรียกว่าเข้าฌานตาย
    <O:p
    แดนเกิดสายที่ห้า ได้แก่ พระนิพพาน<O:p</O:p

    แดนเกิดสายที่ห้าได้แก่ พระนิพพาน แดนนี้เป็นเขตที่รู้เรื่องกันยากมาก เพราะนักปราชญ์สมัยนี้ถือว่า “ นิพพานสูญ ” กันเป็นประเพณีไปแล้ว ขอบอกไว้ย่อ ๆ ว่า คนที่จะถึงพระนิพพานได้นั้น ต้องมีความบริสุทธิ์ ๑๐ อย่างคือ <O:p</O:p
    • ไม่เมาในตนเองหรือวัตถุต่าง ๆ ที่คิดวาเป็นสมบัติของตน รู้เสมอว่าจะต้องตายและพลัดพรากจากของรักของชอบแน่นอน ไม่มีอะไรที่ห้ามความตายและความพลัดพรากได้ ทำจิตใจเป็นปกติเมื่อความตายมาถึงหรือเมื่อต้องพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรัก <O:p</O:p
    • ไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงสอนตามความเป็นจริง ทุกอย่างในโลกนี้ไม่ว่าสิ่งที่มีชีวิตต้องทำลายตนเองลงไปในเมื่อกาลเวลามาถึง ไม่มีอะไรทรงสภาพเป็นปกติอยู่ได้ ใครทำความดี ความดีก็คุ้มครองให้มีความสุขใจ ใครทำชั่ว ความชั่วจะบันดาลความเดือดร้อนให้ แม้ผู้อื่นยังไม่ลงโทษ ตนเองก็มีความหวาดสะดุ้งเป็นปกติ <O:p</O:p
    • รักษาศีลมั่นคง ดำรงจิตอยู่ในศีลเป็นปกติ <O:p</O:p
    • ทำลายความใคร่ในกามารมณ์ให้สิ้นไปจากใจ ด้วยอำนาจความรู้ถึงความจริง ว่าความรักเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ภัยอันตรายที่มีขึ้นแกตน เพราะอาศัยความรักเป็นเหตุ <O:p</O:p
    • มีจิตใจเต็มไปด้วยความเตตาปรานี ไม่โกรธ ไม่จองล้างจองผลาญ คิดทำอันตรายใคร ไม่ว่าใครจะแสดงอาการอย่างไร จิตก็ไม่คลายจากความเมตตา <O:p</O:p
    • ไม่มัวเมาในรูปฌาน โดยคิดว่าการที่ตนทรงรูปฌานได้นี้ เป็นผู้ถึงที่สุดของความดี เมาฌานจนไม่สนใจความดีที่ตนยังไม่ได้ <O:p</O:p
    • ไม่มัวเมาในอรูปฌาน โดยคิดว่าความดีเพียงเท่านี้ยังไม่เป็นทางสิ้นทุกข์ <O:p</O:p
    • มีอารมณ์เป็นปกติ ไม่คิดถึงเรื่องอารมณ์เหลวไหล มีจิตใจเต็มไปด้วยความหวังดี ไม่ว่าต่อคนหรือสัตว์ ตลอดเวลาที่ตื่นอยู่ <O:p</O:p
    • ไม่ถือตน ทะนงตน ว่าดีเลิศประเสริฐกว่าใคร มีอารมณ์ใจเป็นปกติ เห็นคน สัตว์ ทรัพย์สินทั้งหมดเป็นของธรรมดาที่จะต้องตาย จะต้องสลายไป และมีอารมณ์ไม่หวั่นไหวเมื่อเข้าสังคมสมาคมใด ๆ มีอาการเป็นเสมือนว่าสังคมนั้นสมาคมนั้น ๆ เป็นกลุ่มของคนที่ต้องตาย ไม่ทำตัวใหญ่หรือเล็กจนน่าเกลียด ทำตนพอเหมาะพอสมควรแก่สมาคมนั้น ๆ เรื่องของเขา เขาจะดีจะชั่วก็ต้องของเขา เราช่วยได้ก็ช่วย ช่วยไม่ได้ก็เฉยไว้ ไม่สนใจที่จะไปเบ่งบารมีทับใคร <O:p</O:p
    • ตัดความรัก ความพอใจในโลกีย์วิสัยให้หมด งดอารมณ์อยากดีอยากเด่น ทำอารมณ์เป็นพระพุทธ ในพระอุโบสถ พระพุทธท่านยิ้มเสมอ ท่านที่จะถึงพระนิพพานต้องยิ้มได้อย่างพระพุทธ ใครจะดีจะชั่วก็ยิ้ม เพราะเห็นเป็นของธรรมดามันหนีไม่ได้ไล่ไม่พ้น <O:p</O:p
    เมื่อยังมีตัวตนเป็นคนมันก็ต้องพบอาการอย่างนี้ อยู่ก็สบายใจ ความตายจะมาถึงก็ไม่สะดุ้งหวาดกลัวเพราะรู้ตัวอยู่เสมอว่าจะต้องตาย มีอารมณ์ในปกติ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่ผูกพัน ทรัพย์สินหรือสัตว์หรือบุคคลอื่น เท่านี้ก็ไปพระนิพพานได้ <O:p</O:p
    ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ ที่ไม่ทำความชั่วเลยน่ะไม่มี ดังนั้น ถ้าเราจะชดใช้บาปก็คงชดใช้กันไม่ไหว มีทางเดียวในกิจของพระพุทธศาสนา คือ หนีบาป ด้วยการปฏิบัติดังนี้ <O:p</O:p
    • การคิดถึงคุณพระรัตนตรัย คือ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระอริยสงฆคุณ <O:p</O:p
    • ทรงศีล ๕ ไว้ให้บริสุทธิ์ <O:p</O:p
    • มีพรหมวิหาร ๔ ให้ครบถ้วน <O:p</O:p
    • มีอิทธิบาท ๔ ทรงตัว <O:p</O:p
    • มีการภาวนาจิตให้ทรงตัว <O:p</O:p
    • พยายามรวบรวมบารมี ๑๐ ประการให้มีในจิตใจให้ครบถ้วน <O:p</O:p
    • พยายามตัดสังโยชน์ ๑๐ ประการให้หมด <O:p</O:p
    • จรณะ ๑๕ ปฏิบัติให้ครบถ้วน
    <O:p</O:p
    <O:p</O:p
    สรุปหัวข้อบารมี ๑๐<O:p</O:p

    • ทานบารมี พอใจในการให้ทานอยู่เสมอ เป็นการตัดโลภะ ความโลภ <O:p</O:p
    • ศีลบารมี พยายามรักษาศีลให้ครบถ้วน เป็นการป้องกันอบายภูมิ <O:p</O:p
    • เนกขัมมะบารมี พยายามระงับนิวรณ์ในเบื้องต้น ตัดสังโยชน์ไปเสียเป็นเรื่องสุดท้าย ป้องกันความวุ่นวายของชีวิต <O:p</O:p
    • ปัญญาบารมี ทรงปัญญาไว้ให้ดี ยอมรับนับถือกฎของความจริง คือการตัดอารมณ์กลุ้ม <O:p</O:p
    • วิริยะบารมี มีความพากเพียรต่อสู้กับกิเลสและอารมณ์ของความชั่ว เป็นการค่อย ๆ ทำลายความชั่วให้พินาศไป <O:p</O:p
    • ขันติบารมี ต้องมีความอดทนใจ เพราะกำลังใจของคนเราอยู่กับกิเลสมานาน ถ้าจะห้ำหั่นมันก็ต้องมีการต่อสู้ ต้องอดทน <O:p</O:p
    • สัจจะบารมี ความตั้งใจจริง เราตั้งใจว่าจะทำอย่างอะไรก็ทำอย่างนั้น อย่าท้อถอย ไม่ยอมละ <O:p</O:p
    • อธิษฐานบารมี ตั้งใจไว้ให้ดีว่า มนุษย์โลก เทวโลกและพรหมโลก เป็นทุกข์ ตั้งใจไว้เฉพาะว่าจะไปนิพพาน <O:p</O:p
    • เมตตาบารมี ทำจิตใจของเราให้ดี มีความแช่มชื่นเห็นคนและสัตว์ทั้งโลกเป็นที่รักของเราทั้งหมด เราไม่มีเวรไม่มีภัยกับใครแล้ว <O:p</O:p
    • อุเบกขาบารมี อดทนต่อความอดกลั้นทั้งหลายต่ออุปสรรคทั้งหมด วางเฉย ไม่ต่อสู้ ไม่รุกราน ไม่หวั่นไหว สร้างกำลังใจไว้โดยเฉพาะในเรื่องร่างกาย ร่างจะเป็นทุกข์ขนาดไหนถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของมัน
    <O:p
    สรุปหัวข้อสังโยชน์ ๑๐ ต้องตัดให้หมด<O:p</O:p

    • สังกายทิฐิ มีความรู้สึกว่ากายนี้ต้องไม่ตาย และร่างกายนี้เป็นเรา เป็นของเรา ตัดสังกายทิฐิ ให้คิดว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีร่างกายนี้ ร่างกายนี้ไม่มีในเรา <O:p</O:p
    • วิจิกิจฉา สงสัยคำสอนของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ตัด วิจิกิจฉา เชื่อตามคำสอนของพระพุทธเจ้าพระธรรม พระอริยสงฆ์ <O:p</O:p
    • สีลัพพตปรามาส ลูบคลำศีล ไม่รักษาศีลจริงจัง ตัดสีลัพพตปรามาส รักษาศีลอย่างจริงจัง <O:p</O:p
    • กามฉันทะ พอใจในกามคุณ ตัดกามคุณ ตัดความพอใจในกามคุณ <O:p</O:p
    • ปฏิฆะ มีอารมณ์กระทบใจ จิตมีความโกรธ ตัดปฏิฆะ ตัดอารมณ์ที่มากระทบใจ จิตมีเมตตาปราณี <O:p</O:p
    • รูปราคะ หลงในรูปฌาน ตัดรูปราคะ ไม่หลงในรูปฌาน <O:p</O:p
    • อรูปราคะ หลงในอรูปฌาน ตัดอรูปราคะ ไม่หลงในอรูปฌาน <O:p</O:p
    • มานะ มีการถือตัวถือตน ตัดมานะ ไม่ถือตัวว่าดีกว่าคนอื่น วิเศษกว่าคนอื่น <O:p</O:p
    • อุทธัจจะ มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน ตัดอุทธัจจะ ตัดอารมณ์ฟุ้งซ่าน <O:p</O:p
    • อวิชชา ไม่รู้ตามความเป็นจริงเรื่องพระนิพพาน ตัดอวิชชา เข้าใจตามความเป็นจริงเรื่องพระนิพพาน
    <O:p</O:p
    <O:p</O:p
    อิทธิบาท ๔<O:p</O:p

    ฉันทะ คือ ความพอใจในกิจที่จะพึงทำ <O:p</O:p
    วิริยะ คือ ความเพียรในการต่อต้านอุปสรรค <O:p</O:p
    จิตตะ คือ เอาจิตใจจดจ่ออยู่เสมอในกิจที่เราจะพึงทำไม่ละเลย ไม่เอาจิตให้ห่างเหิน ไม่เผลอ ให้จดจ่ออยู่แต่สิ่งที่เราจะทำให้ได้ <O:p</O:p
    วิมังสา คือ ก่อนที่จะทำอะไรทั้งหมด ให้พิจารณาใช้ปัญญาใคร่ครวญดูให้ดีเสียก่อนว่าในสิ่งที่เราจะพึงทำนี้ว่าจะมีผลดี ผลเสียอย่างไร เลือกเอาในส่วนเฉพาะที่มีผลดี ไม่เลือกเอาในส่วนที่มีผลชั่ว <O:p</O:p
    ถ้ามีอิทธิบาท ๔ ครบถ้วนแล้ว จรณะ ๑๕ ก็จะมีครบถ้วนด้วย และสามารถจะควบคุมบารมีทั้ง ๑๐ ประการให้คงตัวอาการทั้ง ๓ อย่างนี้จงทรงอารมณ์ให้ครบ อย่าให้ขาด ถ้าอารมณ์ ๓ อย่างนี้บกพร่อง ความสำเร็จที่ต้องการจะไม่เป็นผลเลย ต้องพยายามควบคุมอารมณ์ให้ทรงตัว
    <O:p</O:p
    พรหมวิหาร ๔<O:p</O:p

    • มีความรัก รักในคนในสัตว์ เสมอด้วยตัวเรา <O:p</O:p
    • สงสารเห็นใจคนและสัตว์ มีความสงสาร เสมอด้วยตัวเราเอง <O:p</O:p
    • มีจิตใจอ่อนโยน ไม่อิจฉาริษยา เห็นใครได้ดีพลอยดีใจยินดีด้วย และปฏิบัติดีตามเขา ดูเหตุของความดีว่าทำไมเขาจึงดี เราทำตามนั้นบ้าง มันก็ดี ไม่ใช่แข่งขันกับเขา <O:p</O:p
    • อุเบกขา การวางเฉย เห็นใครเพลี่ยงพล้ำ จิตพร้อมจะช่วยอยู่เสมอถ้ามีโอกาส <O:p</O:p
    นี่คือลักษณะของพรหมวิหาร มี ๔ อย่างแบบนี้ได้บอกไว้แล้วคนที่จะให้ทานต้องมีพรหมวิหาร ๔ เมื่อพรหมวิหาร ๔ มีแล้วศีลก็มีได้ เมตตาความรักก็มี กรุณาความสงสารก็มี จิตใจอ่อนโยนก็มี อุเบกขา การเฉยก็มี เพราะอย่างสัตว์พอที่จะฆ่าได้เราก็ไม่ฆ่า ปล่อยไป จัดเป็นอภัยทาน เห็นของพอที่จะขโมยได้เราก็ไม่ขโมย อุเบกขาก็เฉย เห็นคนที่น่ารักพอที่จะยื้อแย่งความรักเขาได้เราก็ไม่ทำ คนพอที่จะโกหกได้เราก็ไม่โกหก เฉยหรือว่าดื่มสุราเมรัย มันล่ออยู่ข้างหน้า เราก็ไม่ดื่ม เฉย อย่างนี้ก็ได้ หรือมีความรักเสียอย่างหนึ่ง โกรธเขาไม่ได้ ทรมานเขาไม่ได้ มีความรักเสียอย่างหนึ่ง แย่งความรักเขาไม่ได้ โกหกมดเท็จก็ไม่ได้ คนรักกันจะโกหกอย่างไร นี้คือลักษณะของคนที่มีพรหมวิหาร ๔ ดีอย่างนี้ <O:p</O:p
    ฉะนั้น การรักษาศีลก็เป็นการรักษาไม่ยาก ถ้ามีพรหมวิหาร ๔ แล้ว ศีลไม่ยาก อยู่กับตัวแน่นอน หากขาดพรหมวิหาร ๔ ประการนี้แล้ว ก็เป็นว่า ท่านหาความดีอะไรไม่ได้ ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าความชั่วมันจะหลั่งไหลเข้ามาสู่ใจ เป็นปัจจัยให้เกิดความทุกข์ก็มีทั้งปัจจุบันและสัมปรายภพ
    <O:p</O:p
    <O:p</O:p
    ทาน<O:p</O:p

    การบริจาค เป็นการกำจัด โลภะ ความโลภของจิต แล้วคนที่จะให้ทานได้ ก็ต้องประกอบไปด้วยความเมตตากรุณา ตกอยู่ในอำนาจของพรหมวิหาร ๔ ถ้าคนใด จิตจับอยู่ในอำนาจของพรหมวิหาร ๔ วันหนึ่ง สักชั่วขณะจิตเดียว พระพุทธเจ้ากล่าวว่า “ หน้าบุคคลผู้นั้นเป็นผู้ไม่ว่างจากฌาน ” แล้วคนใดที่มีเมตตาจิตอยู่แล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วกล่าวว่า เขาผู้นั้นเป็นผู้มีอภัยทาน มีอานิสงส์มาก ตกนรกไม่เป็น
    “ สูงสุดคือวิหารทาน ” <O:p</O:p
    ทำทานกับคนไม่มีศีล ๑๐๐ ครั้ง <O:p</O:p
    มีอานิสงส์ไม่เท่ากับทำทานกับคนมีศีล ๑๐๐ ครั้ง <O:p</O:p
    ทำทานกับคนมีศีล ๑๐๐ ครั้ง <O:p</O:p
    มีอานิสงส์ไม่เท่ากับถวายทานแต่พระมีศีล ๑ ครั้ง <O:p</O:p
    การถวายทานแด่พระมีศีล ๑๐๐ ครั้ง <O:p</O:p
    มีอานิสงส์ไม่เท่ากับการถวายทานแด่พระอรหันต์ ๑ ครั้ง <O:p</O:p
    การถวายทานแด่พระอรหันต์ ๑๐๐ ครั้ง <O:p</O:p
    มีอานิสงส์ไม่เท่ากับการถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑ ครั้ง <O:p</O:p
    การถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑๐๐ ครั้ง <O:p</O:p
    ก็มีอานิสงส์ไม่เท่ากับการถวายทาน แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ ครั้ง <O:p</O:p
    การถวายทาน แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑๐๐ ครั้ง <O:p</O:p
    ก็มีอานิสงส์ไม่เท่ากับการถวายสังฆทาน ๑ ครั้ง <O:p</O:p
    มีอานิสงส์มาก เป็นอันว่า วัตถุทานจริง ๆ ที่มีอานิสงส์ คือการถวายสังฆทาน แต่วัตถุทานอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถวายสังฆทาน ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับการถวายวิหารทาน ๑ ครั้ง ก็รวมความว่า วัตถุทานอันดับ ๒ คือสังฆทาน วิหารทาน เป็นอันดับ ๑


    :z8<O:p</O:p
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 พฤศจิกายน 2010

แชร์หน้านี้

Loading...