ตำนานการถ่ายทอดชี้ธรรม

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย piyaa, 12 สิงหาคม 2010.

  1. piyaa

    piyaa เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    1,730
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +16,073
    ภายหลังจากที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรลุถึง อนุตตรสัมโพธิญาณแล้วทรงพิจารณาเห็นว่าธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้มามีความ ละเอียดสุขุมลุ่มลึกยิ่ง ก็บังเกิดความท้อพระว่า จะมีใครสักกี่คนที่จะเข้าใจ อีกทั้งพระทัยหนึ่งก็เกิดความมักน้อยว่า จะไม่แสดงธรรมเพื่อโปรดใครเลย!
    พระดำริของพระพุทธองค์ด้วยเรื่องนี้ได้ทราบไปถึง ท้าวสหัมบดีพรหมในเทวโลก ท้าวสหัมบดีพรหมตกพระทัยเป็นอย่างยิ่งถึงกับเปล่งสุรเสียงอันดังถึงสามครั้ง ว่า
    "โลกจะฉิบหายในครั้งนี้ๆ..ๆ.."
    เสียงนั้น ก็ดังแผ่ไปทั่วหมื่นโลกธาตุ ท้าวสหัมบดีพรหมพร้อมด้วยเหล่าเทวาคณานิกรจึงเสด็จลงมากราบทูลอาราธนาว่า
    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นบรมครูผู้ชี้ธรรมทั้งแก่ เทวดา และ มนุษย์ทั้งหลาย พระองค์ทรงแสดงธรรมด้วยวิธีการอันเหมาะอันควร ตามจริงของแต่ละบุคคล กล่าวคือ
    ๑. วิธีค่อยเป็นค่อยไป วิธีนี้ผู้ฟังจะค่อยๆได้รับธรรมะจากง่ายไปหายาก เป็นขั้นเป็นตอนไปโดยลำดับ พระพุทธองค์ทรงใช้วิธีนี้แสดงธรรมแก่คนหมู่มาก ซึ่งแต่ละคนต่างก็ได้รับรู้และหยั่งถึงความหมายในธรรมนั้น ไปตามลักษณะภูมิปัญญาของตน
    ๒. วิธีชี้ตรงฉับพลัน วิธีนี้เหมาะสมกับบุคคลผู้ที่มีพื้นฐานความสามารถสูงเป็นพิเศษ พระพุทธองค์จะทรงถ่ายทอดชี้ธรรมโดยมิต้องตรัสอะไร และผู้ซึ่งได้รับการถ่ายทอดนั้น ก็สามารถเข้าใจความหมายได้ทันที กล่าวได้ว่าวิธีการถ่ายทอดเช่นนี้ เป็นวิธีที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ
    ดังโศลกธรรมของนิกายฌาน หรือเซน ชึ่งกล่าวถึงการถ่ายทอดวิธีนี้ว่าเป็น
    "การส่งมอบพิเศษนอกคัมภีร์
    ไม่ต้องอาศัยตัวอักษร
    ชี้ตรงไปยังจิตของมนุษย์
    ให้เห็นแจ้งในภาวะเดิมแท้....บรรลุ "พุทธะ" โดยฉับพลัน"


    <center>การถ่ายทอดธรรมในครั้งพุทธกาล</center>
    โดยอาศัยพระสูตรหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า "ต้าฝั่นเทียนอุ้มผู่เจี้ยอี้จิง"แปลว่า พระสูตรอันกล่าวถึงปัญหาที่ท้าวมหาพรหมทูลถาม มีใจความตอนหนึ่งกล่าวไว้ดังนี้
    "สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ ภูเขาคิชฌกูฏค่ำนั้น ท้าวมหาพรหมได้เสด็จมาเข้าเฝ้าถวายดอกบัวเป็นพุทธบูชาแล้วจึงกราบทูลอาราธนา ให้ทรงแสดงธรรม
    พระตถาคตจึงทรงยกพระหัตถ์ขวาอันบรรจงหยิบดอกบัวชูขึ้นท่ามกลางสันนิบาตนั้น โดยมิได้ตรัสแต่ประการใด
    ในขณะนั้นปวงเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลายต่างไม่เข้าใจในความหมาย มีเพียงพระมหากัสสปะผู้เดียวเท่านั้นที่ทัศนาองค์พระบรมครูด้วยดวงตาอัน เปล่งประกายจำรัส พร้อมกับรอยยิ้มละไม
    ครั้นแล้วพระโลกนาถเจ้า จึงตรัสขึ้นในท่ามกลางที่ประชุมว่า
    "ตถาคตมีธรรมจักษุอันถูก ตรงนิพพาน
    ตถาคตเป็นผู้มีญาณทัศนะอันรู้จบพร้อมในธรรม
    ตถาคตเป็นผู้มีดวงจิตอันหลุดพ้นแล้ว
    ตถาคตเป็นผู้ธำรงสัจจะอันบริสุทธิ์ไม่เคลือบคลุม
    สิ่งใดอันตถาคตเป็น...ธรรมใดอันตถาคตรู้
    สิ่งนั้น ธรรมนั้น....ตถาคตได้ถ่ายทอด
    ให้แก่มมกัสสปะโดยครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว"
    พระมหากัสสปะ ผู้ถึงช่วงเวลาแห่งการตรัสรู้ได้บรรลุธรรมทันที เมื่อพระพุทธองค์ทรงใช้ดอกบัว เป็นประหนึ่ง "กุญแจทองไขประตูใจ" เปิดให้เห็นพุทธจิตธรรมญาณแท้ไนตน นี่ก็คือการส่งทอดปัญญาญาณจาก "จิต สู่ จิต" นั่นเอง
    ด้วยเหตุฉะนี้จึงถือว่า พระมหากัสสปะเถระผู้ซึ่งได้รับการแสดงธรรมโปรดโดยวิธี "ชี้ตรงฉับพลัน" และเป็นพระสังฆปรินายกองค์ที่หนึ่ง แห่งพุทธศาสนาในอินเดีย
    หลังจากที่องค์สมเด็จพระศากยมุนีพุทธเจ้า เสด็จดับขันธ์สู่ปิรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปะเถระจึงต้องเข้ารับภาระกิจใหญ่หลวงในการจรรโลงพระศาสนา ปกครองดูแลเหล่าสงฆ์สาวกจัดระเบียบต่างๆ ในอาณาจักรธรรม และที่สำคัญพระองค์ทรงเป็นประธานในการทำสังคายนาพระธรรมวินัย ครั้งที่ ๑
     
  2. จิ-โป

    จิ-โป เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    1,006
    ค่าพลัง:
    +2,196
    แม้รับธรรมก่อน ปฏิบัติทีหลัง ก็ยังหาบุคคลที่ปฏิบัติได้ยากยิ่ง
    จุดหนึ่งนั้นเป็นความลับสวรรค์ พึงระวังอย่างสูงในการชี้แนะธรรม
    ควรกล่าวเพียงธรรมโดยภาพรวม ไม่อาจกล่าวถึงจุดหนึ่งนั้น
    เพราะแม้พุทธองค์ยกดอกบัวขึ้นมาตรงจุดนั้นก็เพียงบอกใบ้ให้
    คนที่มีดวงตาเห็นธรรมที่สูงสุดได้รับรู้ ประโยคที่กล่าวล้วนเป็นธรรม
    ที่ลึกซึ้งของสัจจะซึ่งมีมาก่อนศาสนาพระองค์
    ไม่อาจบอกให้คนทั่วไปที่ยังไกลจากภูมิธรรมนี้ได้ เพราะการสอน
    และอธิบายเรื่องจุดหนึ่งนั้นอาจต้องทำพระไตรปิฏกอีกเล่มมารองรับ
    ภูมิปัญญาและคนพิสูจย์ในเรื่องเจตสิกยังไม่เพียงพอ ยังไม่ถึงเวลานั้น
    ช่วงกาลนี้ปูธรรมตามพระไตรปิฏกก่อน ปลายกาลเมื่อคนเวียนว่ายตายเกิด
    รับรู้จากพระไตรปิฏกมาใว้มากแล้ว ค่อยแสดงจุดหนึ่งปลายกาลจะบรรลุง่าย
    กว่า แม้ยุคนี้ถือเป็นยุคขาวตามมติแห่งท่านทั้งหลาย แต่บุคคลที่มีดวงตา
    เห็นธรรมและมีวาสนาเท่านั้นที่จะพบสัจจะแห่งจุดหนึ่งนี้


    ท่านกล่าวว่า "ธรรมนี้เข้าถึงง่ายแต่เป็นดาบสองคม"
    กล่าวต่อไปอีกว่า เมื่อคนที่ไม่นับถือศรัทธามารู้มาเข้าใจในเนื้อหาแต่ปฏิเสธ
    การปฏิเสธนั้นจะฝังรากลงลึกสู่จิตใต้สำนึก ทำให้เป็นเครื่องกีดขวางทางสำเร็จ
    เพราะเมื่อพบเห็นสภาวะตลอดจนการรับรู้ธรรมอันเกิดจากจุดหนึ่ง ก็จะกลับลง
    ความเห็นตามที่ตนปฏิเสธว่าไม่ใช่ ไม่เป็นแนวทาง ทำให้ไม่อาจสำเร็จได้จะเสีย
    เวลาเวียนว่ายตายเกิดอีกหลายภพชาติจึงสะสางจิตใต้สำนึกแห่งการปฏิเสธนี้ได้

    ส่วนนักปฏิบัติทั้งหลายที่เป็นนักแสวงหาความหลุดพ้นจริงๆนั้น แม้ธรรมพูดจากคนที่เรา
    ไม่ศรัทธาเลยแต่ทำให้ละวางกิเลสได้ ก็ยินดีปฏิบัติเพราะมองตรงกิเลสไม่ได้มอง
    ตรงแนวทาง ซึ่งตรงนี้แม้สมัยพุทธภูมิคนมาหาพระพุทธองค์เพื่อหลุดพ้นมากมาย
    แต่คิดใหมว่า ทำไมท่านถึงไม่ชี้แนะให้เห็นจุดหนึ่งนี้ นั้นเพราะไม่มีคนที่มีดวงตา
    เห็นธรรมพอที่จะส่งเสริมแนวทางนี้ได้ นอกจากพระมหากัสปะเท่านั้นเอง
    ผลใม้ยังไม่สุกงอมยังไม่ควรเก็บเกี่ยว
    พึงระวังในการแสดงชี้แนะธรรมนี้ครับ
     
  3. หนุมาน ผู้นำสาร

    หนุมาน ผู้นำสาร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    14,364
    ค่าพลัง:
    +52,214
    *** นำสัตว์โลกหลุดพ้นทุกข์ ****

    โลกุตตระธรรม
    สัจจะธรรม
    สัจจะ

    - " หนุมาน ผู้นำสาร "
     

แชร์หน้านี้

Loading...