เรื่องเด่น ตำนานพระพุทธบาทสี่รอย (ฉบับล้านนา)

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย ธรรมวิวัฒน์, 4 เมษายน 2018.

  1. ธรรมวิวัฒน์

    ธรรมวิวัฒน์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    22,136
    กระทู้เรื่องเด่น:
    67
    ค่าพลัง:
    +100,000
    IMG_3226.jpg

    ตำนานพระพุทธบาทสี่รอย (ฉบับล้านนา)
    พระครูพุทธบทเจติยารักษ์ (พระครูบาพรชัย ปิยะวัณโณ)

    วัดพระพุทธบาทสี่รอย อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

    ความเป็นมาของมหาศิลาเปรต

    ย้อนไปในอดีตกาลอันไกลโพ้น นับได้ ๙๒ กัป ที่ล่วงมาแล้ว
    ได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง สมัยนั้นนั่นแล
    ทรงพระนามว่า “พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า”
    เสด็จอุบัติขึ้นในโลก เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ ให้ล่วงพ้นวัฏฏสงสาร
    เฉกเช่นเดียวกับพระสมณโคดมพุทธเจ้าของเราในปัจจุบันสมัยนี้

    ในครั้งนั้นบังเกิดมีพระสาวกองค์หนึ่งในพระวิปัสสีพุทธเจ้า
    มีฐานะเป็นพระสังฆนายก ปกครองพระภิกษุเถรานุเถระเป็นอันมาก
    แต่พระสังฆนายกองค์นี้ กลับแสวงหาปัจจัยทั้งสี่
    อันได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย มากเกินสมควร
    ได้มีคำสั่งออกไปทั่วสังฆมณฑลว่า

    “วัดของเรานี้ไม่เหมือนวัดอื่นๆ
    ด้วยเป็นที่ชุมนุมของพระมหาเถระเจ้าทั้งหลายอยู่เป็นเนืองนิตย์
    ฉะนั้นขอให้พระภิกษุทั้งหลาย
    จงนำเอาปัจจัยสี่อันเป็นของสงฆ์ทั้งหลาย
    อันได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย
    รวมทั้งแก้วแหวนเงินทองทั้งปวงมาให้แก่วัดของเรา
    เพื่อว่าเราจะได้นำมาถวายทาน แก่พระมหาเถระเจ้าทั้งหลายต่อไป”


    เมื่อพระภิกษุทั้งหลายได้รับคำสั่งของพระสังฆนายกดังนี้แล้ว
    ต่างก็ล้วนลำบากใจ แต่ไม่กล้าทักท้วงคัดค้าน ด้วยเกรงจะมีความผิด
    คงได้แต่จำใจนำของมามอบให้ที่วัดของพระสังฆนายก
    จนเต็มโบสถ์เต็มวิหารไปหมด

    ท้ายที่สุดเมื่อพระสังฆนายกองค์นั้นได้มรณภาพลงไปแล้ว
    ก็ได้ตกนรก จมลงไปหมกไหม้อยู่ในอบายภูมิทั้ง ๔ ตลอดกาลนาน
    ด้วยผลกรรมที่ได้เบียดเบียนพระสงฆ์ทั้งหลายให้ต้องได้รับความลำบาก
    เมื่อชดใช้กรรมในนรกแล้ว อดีตพระสังฆนายกองค์นั้น
    ก็ได้เกิดมาเป็นเปรต มีนามว่า “มหาศิลาลวงใหญ่” (เปรตหิน)
    พูดวาจาใดใดไม่ได้ ด้วยสรีระกลายเป็นหิน

    __264.jpg
    [ภาพรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ ที่ล่วงมาแล้วในภัทรกัปนี้]

    พระพุทธเจ้ากกุสันโธ เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต
    และทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาทไว้
    เหนือหินมหาศิลาเปรตเป็นรอยแรก โดยทรงเมตตาประทานให้เอง

    นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนกาลเวลาได้ล่วงเลยมาถึง ๙๒ กัป
    ลุถึงสมัย
    “พระพุทธเจ้ากกุสันโธ”
    ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๑ ในมหาภัทรกัปนี้
    พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็ได้เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรตแล้ว
    จึงทรงประทับรอยพระบาทไว้เหนือก้อนหินมหาศิลาเปรตนั้นเป็นรอยแรก


    และทรงมีพระมหากรุณาตรัสสอนมหาศิลาเปรต
    และให้ภาวนาบริกรรมคาถาว่า
    “อัปปะกิจโจ อัปปะกิจโจ”
    ซึ่งหมายถึง เป็ยนักบวชควรทำตนเป็นผู้มีภาระน้อย
    เพราการมีภาระมากไม่ใช่ทางบรรลุมรรคผลนิพพาน
    จะกลายมาเป็นมารมาผูกมัดจิตใจ
    ทำให้ตนต้องได้ตกอยู่ในอบายภูมิ


    พระพุทธเจ้าโกนาคมโน เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต
    และทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาทเป็นรอยที่ ๒
    โดยทรงประทานให้เอง ซ้อนรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันโธ

    ภายหลังที่พระพุทธเจ้ากกุสันโธได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว
    ก็มาถึงสมัยของ
    "พระพุทธเจ้าโกนาคมโน"
    พระองค์ก็ได้เสด็จมาที่มหาศิลาเปรต
    ให้ภาวนาบริกรรมคาถาว่า
    “สัลละหุกะวุตติไปตลอด
    จะได้หลุดพ้นจากความเป็นเปรตในภายภาคหน้า
    จากนั้นพระพุทธเจ้าโกนาคมโนก็ได้ประทับรอยพระบาทซ้อนไว้
    ในรอยพระบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันโธเป็นรอยที่ ๒
    (ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ารอยที่ ๑)


    พระพุทธเจ้ากัสสโป เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต
    และทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาท เป็นรอยที่ ๓
    โดยประทานให้เอง ซ้อนรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง ๒ พระองค์
    ในมหาภัทรกัปนี้



     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 เมษายน 2018
  2. ธรรมวิวัฒน์

    ธรรมวิวัฒน์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    22,136
    กระทู้เรื่องเด่น:
    67
    ค่าพลัง:
    +100,000
    ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าโกนาคมโน ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว
    ก็มาถึงสมัย "พระพุทธเจ้ากัสสโป"
    ซึ่งพระองค์ก็ได้เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต
    ด้วยเหตุผล ๒ ประการ คือ

    เพื่อทรงชี้แนวทางตรงไปสู่พระนิพานหนึ่ง
    และเพื่อให้มหาศิลาเปรตนั้น พ้นจากปิติวิสัย (ภูมิแห่งเปรต) อีกประการหนึ่ง

    พระพุทธเจ้ากัสสโป จึงเสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรตเป็นพระองค์ที่ ๓
    และได้ทรงมีระพุทธดำรัสตรัสชี้แนะให้มหาศิลาเปรตนั้น
    ภาวนาบริกรรมคาถาว่า “อัปปะคัพโภ อัปปะคัพโภ”
    ด้วยทรงมีพระมหากรุณาให้พ้นจากความเป็นหิน

    แล้วจึงได้ทรงประทับรอยพระบาท
    ซ้อนไว้ในรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้งสองพระองค์
    ปรากฏเป็นรอยที่ ๓ ขึ้นมา (ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ารอยพระพุทธบาททั้ง ๒ รอย)

    พระพุทธเจ้าโคตโม (พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน)
    เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต
    ณ เวภารบรรพต (วัดพระพุทธบาทสี่รอย ในปัจจุบันนี้)
    และทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาทเป็นรอยที่ ๔
    โดยประทานให้เอง ซ้อนรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์
    ในมหาภัทรกัปนี้

    ภายหลังจากที่พระพุทธเจ้ากัสสโป ได้เสด็จดับขันธปรินิพานไปแล้ว
    ก็มาถึงพุทธสมัยแห่งพระศาสนาของ พระพุทธเจ้าโคตโม (พระสมณโคดม)
    ได้เสด็จจาริกประกาศธรรมโปรดเวไนยสัตว์
    ไปตามสถานที่ต่างๆ พร้อมด้วยพุทธสาวก ๕๐๐ องค์
    อันมี พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และพระอานนท์ เป็นต้น
    จนกระทั่งเสด็จมายัง ปัจจันตยประเทศ (ประเทศไทยในปัจจุบัน)

    ถึงเทือกเขาตอนเหนือของประเทศชื่อ เวภารบรรพต (สถานที่แห่งนี้)
    และได้แวะเสวยจังหันอยู่บนเขาเวภารบรรพตแห่งนี้
    เมื่อพระพุทธองค์เสวยจังหันเสร็จ
    ขณะประทับอยู่ที่นั่น ก็ได้ทรงทราบด้วยพระญาณสมบัติว่า
    ในเทือกเขาแห่งนี้ ได้มีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า
    ที่มาตรัสรู้ก่อนในภัทรกัปนี้ประทับอยู่บนก้อนหินก้อนใหญ่

    พระองค์ก็ทรงเล็งดูรอยพระพุทธบาทแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์
    คือ พระพุทธเจ้ากกุสันโธ พระพุทธเจ้าโกคมโน พระพุทธเจ้ากัสสโป

    IMG_3224.jpg


    ในวาระนั้น พระพุทธเจ้าโคตโม
    ได้มีพระพุทธดำรัสกับพระอานนท์ว่า

    “ดูกร อานนท์ ก้อนศิลาอันงามวิเศษ
    ที่เป็นเหตุแห่งการโปรดสัตว์ทั้งหลายยังปรากฏมีอยู่ฤา”


    พระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก จึงกราบทูลว่า

    “ภันเต ภะคะวา ก้อนหินนี้มีรอยพระพุทธบาทใหญ่ ๓ รอย
    งดงามยิ่งนัก เหมือนรอยพระพุทธบาทของพระศาสดาพระพุทธเจ้าข้า”


    จากนั้น พระพุทธเจ้าโคตโม
    จึงได้ตรัสถึงอดีตกาลที่ได้ผ่านมาแล้วแต่ปางบรรพ์
    แก่พระอานนท์และพุทธสาวกว่า

    “ดูกรอานนท์ ก้อนศิลานี้มิใช่ศิลาแท้จริงดอก
    แต่เป็นก้อนอสุราที่กลับกลายเป็นก้อนศิลา (เป็นศิลาเปรต)

    ศิลานี้เคยเป็นพุทธสาวกในพระพุทธเจ้า วิปัสสี

    สมัยนั้นท่านเป็นพระสังฆนายก ถืออำนาจบาตรใหญ่
    บังคับเอาของของคนอื่นมาเป็นของตน

    ตนเองเป็นพระภิกษุ แต่มักมาก ถือว่าตนเองฉลาด
    คิดว่าตนเองได้ของมาโดยบริสุทธิ์
    โดยมิได้คำนึงถึงความผิดถูกตามพระธรรมวินัย
    ถือว่าตนเองเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า
    และเป็นใหญ่ เอาของของสงฆ์มาใช้ตามอำเภอใจ
    จึงทำให้เป็นศิลาเปรตอยู่ในบัดนี้

    พระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ที่ล่วงมาแล้วในอดีตกาล
    ได้ทรงประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ณ ที่นี้ ทุกพระองค์

    เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสแก่สาวกทั้งหลายเสร็จแล้ว
    พระองค์ก็เสด็จประทับพระบาทซ้อนรอยพระบาท
    ของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ แล้วก็ทรงอธิษฐานว่า


    ในเมื่อกูตถาคตนิพพานไปแล้ว
    เทวดาทั้งหลายก็จักนำเอาพระธาตุของกูตถาคต
    มาบรรจุไว้ที่รอยพระพุทธบาทนี้


    ในเมื่อกูตถาคตนิพพานไปแล้ว ๒,๐๐๐ ปี
    พระพุทธบาทสี่รอยนี้ ก็จักปรากฏแก่ปวงมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย
    เพื่อมนุษย์และเทวดาทั้งหลายจักได้มากราบไหว้และสักการะบูชา
    เมื่อทรงอธิษฐานและทำนายไว้ดังนี้แล้ว
    จึงมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์
    จึงกำเนิดเป็นพระพุทธบาทสี่รอย


    เมื่อพระพุทธองค์ทรงประทับรอยพระพุทธบาทแล้ว
    ก็เสด็จไปเขตวันอาราม อันมีในเมืองสาวัตถีนั้นแล
    เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว
    เทวดาทั้งหลายก็นำเอาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์
    มาบรรจุไว้ที่พระพุทธบาทสี่รอย

    hqdefault.jpg

    มาในสมัยยุคหลัง คนทั้งหลายจึงเรียกขานกันว่า
    พระพุทธบาทสี่รอย
    เพราะมีรอยพระพุทธบาทประทับซ้อนกันถึงสี่รอย

    คือมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ที่ล่วงมาแล้ว
    ในภัทรกัป นี้คือ

    ๑. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันโธ
    ซึ่งเป็นรอยแรก เป็นรอยใหญ่ยาว ๑๒ ศอก

    ๒. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโกนาคมโน
    ซึ่งเป็นรอยที่ ๒ ยาว ๙ ศอก

    ๓. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากัสสโป
    ซึ่งเป็นรอยที่ ๓ ยาว ๗ ศอก

    ๔. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโคตโม (องค์ปัจจุบัน)

    ซึ่งเป็นรอยที่ ๔ ยาว ๔ ศอก

    และแม้ พระศรีอริยเมตไตรย
    ก็จะเสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ณ ที่นี้
    และจักประทับรอยพระพุทธบาทสี่รอยนี้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว
    (คือ ประทับลบทั้งสี่รอยให้เหลือรอยเดียว)”

    paragraphparagraph_251.jpg


    ในกาลอนาคต พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า
    ก็จักเสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาท
    ไว้ที่หินก้อนนี้อีกเป็นรอยที่ ๕

    จนล่วงไปอีกราว ๒๐๐๐ ปี
    หินก้อนนี้ก็จะแตกสลายลง บังเกิดเป็นมนุษย์ขึ้น
    ซึ่งมนุษย์คนนี้จะได้บวชในพระพุทธศาสนา
    สำเร็จมรรคผลนิพพานในสมัยพระศาสนา
    แห่งพระศรีอริยเมตไตรยพระพุทธเจ้านั่นแลฯ



    ที่มา http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=14761
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 เมษายน 2018
  3. มะบอม

    มะบอม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    1,218
    ค่าพลัง:
    +5,154
    สาธุ สาธุ สาธุ
     
  4. pernod

    pernod เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    173
    ค่าพลัง:
    +1,306
    สาธุ สาธุ สาธุ
     
  5. mrmos

    mrmos Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 ตุลาคม 2016
    โพสต์:
    576
    ค่าพลัง:
    +444
  6. อัครไมตรี

    อัครไมตรี ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2016
    โพสต์:
    285
    ค่าพลัง:
    +5,750
    เป็นสถานที่ๆหนึ่งที่หลวงปู่โต๊ะ, พระคณาจารย์รุ่นเก่าเดินธุดงค์ผ่านต้องมาแวะกราบครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 พฤษภาคม 2018

แชร์หน้านี้

Loading...