ตำนานพระพุทธยักษ์?

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย deneta, 18 เมษายน 2010.

  1. deneta

    deneta เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    2,711
    ค่าพลัง:
    +5,657
    [​IMG]

    โรม บุนนาค เล่าเรื่องพระแก้วมรกต กับพระบาง เป็นพระคู่อริกัน ไว้ในหนังสือ มิติลี้ลับ ในพงศาวดาร (สำนักพิมพ์สยาม บันทึก) ว่า
    เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกต จากกรุง ธนบุรีมาประดิษฐานฯ กรุงรัตนโกสินทร์ ก็ได้ ทรงให้อัญเชิญพระพุทธลาวัณ หรือพระบาง มาไว้ด้วยกัน ทั้งพระแก้วมรกตและพระบาง ทรงอัญเชิญจากเวียงจันทน์มาไว้ที่กรุงธนบุรี ในแผ่นดินพระเจ้าตากสิน ระหว่างนั้น เจ้านันทเสน ราชบุตรพระเจ้าล้านช้าง ซึ่งพำนักอยู่ในพระนคร ได้กราบทูลว่า ปีศาจที่รักษาองค์พระทั้งสองไม่ชอบกัน หากไปอยู่ด้วยกันในบ้านเมืองใด มักการเมืองไม่ดีไม่งาม

    เดิมพระแก้วอยู่เชียงใหม่ พระบางอยู่หลวงพระบาง ครั้นพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช อัญเชิญพระแก้วจากเชียงใหม่มางานศพพระราชบิดา แล้วไม่กลับไปเชียงใหม่ สามปีต่อมาเชียงใหม่ตั้งเจ้าเมืองคนใหม่ พระเจ้าไชยเชษฐาก็ยกทัพจากหลวงพระบางไปตีเอาเมืองเชียงใหม่ รบกันเป็นปี ไม่เพียงทัพหลวงพระบางเอาชนะเชียงใหม่ไม่ได้ เชียงใหม่กลับรุกเอาดินแดนใกล้หลวงพระบางเข้าไปทุกที
    พระเจ้าไชยเชษฐาให้เข้าทรงถามผีที่รักษาเมือง คนทรงบอกว่า ผีรักษาพระบางไม่ชอบผีที่ รักษาพระแก้ว ขอให้ไล่พระแก้วไปไว้ที่อื่น พระเจ้าไชยเชษฐาจึงนำพระแก้วไปฝากไว้ที่เวียงจันทน์ บ้านพี่เมืองน้อง นับแต่นั้น ทัพหลวงพระบางก็มีกำลังขึ้น ตีเอาดินแดนที่เสียไปคืนได้หมด ฝ่ายเชียงใหม่ก็ถอยกลับไป ไม่มารุกรานอีก บ้านเมืองก็อยู่กันสงบสุข

    อีก 200 ปีต่อมา เวียงจันทน์กับหลวงพระบางรบกันเอง เวียงจันทน์ชนะนำพระบางไปไว้รวมกับพระแก้วที่เวียงจันทน์ นับแต่นั้นเวียงจันทน์ก็วุ่นวาย พี่น้องรบรากันเองบ้าง รบกับญวนจนเสียเมืองให้ญวน
    จนเมื่อรัชกาลที่ 1 เสด็จไปอัญเชิญพระแก้วกับพระบางมาไว้ด้วยกันที่กรุงธนบุรี เพียงสองปีก็มีเรื่องวุ่นวาย (มีการปฏิวัติ ผลัดแผ่นดิน) "ขอพระราชโปรดเกล้า ให้แยกย้ายพระแก้วกับพระบาง ให้อยู่ต่างบ้านต่างเมืองกัน จึงจะมีความเจริญแก่พระนครซึ่งจะตั้งขึ้นใหม่"
    รัชกาลที่ 1 ทรงเชื่อในคำกราบทูล โปรดให้ เจ้านันทเสนไปครองเวียงจันทน์ และโปรดนำพระบางไปไว้เวียงจันทน์ด้วย
    ครั้นต่อมา ในแผ่นดินพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าอนุวงศ์ แห่งเวียงจันทน์เป็นกบฏ กรมพระ ราชวังบวรยกทัพไปตีปราบ เมื่อตีเวียงจันทน์ได้ ทรงเลือกเอาพระสำคัญ มี พระบาง พระแทรกคำ พระฉันสมอ และพระศิลาเขียว (ไม่มีชื่อ) นำมาถวายรัชกาลที่ 3 โปรดให้นำไปไว้ที่หอนาควัดพระแก้วได้ไม่ นาน ก็ทรงทราบเรื่องพระบางแต่หนหลัง มีพระ ราชดำริว่า การนำพระบางมาจะขัดกับพระดำริของรัชกาลที่ 1 โปรดให้พระยาบดินทรเดชา (สิงห์) อัญเชิญพระบางไปประดิษฐานที่วัดจักรวรรดิราชาวาส
    [​IMG]

    พระฉันสมอ
    วัดอัปสรสวรรค์ วรวิหาร
    [​IMG]
    พระแซกคำ
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR><TD>




    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    ส่วนพระฉันสมอ พระราชทานให้พระยาพลเทพ (ฉิม) อัญเชิญไปไว้ที่วัดอัปสรสวรรค์ พระแทรกคำ พระราชทานให้พระยาราชมนตรี (ภู่) อัญเชิญไปไว้ที่วัดคฤหบดี ถือว่าพระทั้งสามถูกอัญเชิญไปอยู่นอกพระนคร พ.ศ. 2407 เกิดฝนแล้งหนักข้าวยากหมากแพง เหล่าเสนาบดีเข้าชื่อกันกราบทูลรัชกาลที่ 4 ว่า "ด้วยได้ยินราษฎรหญิงชายหลายเหล่าซุบซิบกันเนืองๆมานานแล้วว่า ตั้งแต่พระเสิม พระไสย และพระแสน ซึ่งเดิมทีอยู่เวียงจันทน์ และถูกนำมาไว้หนองคาย และโปรดให้อัญเชิญมาไว้ ณ วัดปทุมวนาราม เมื่อปลายปีมะเมีย สัมฤทธิศก ฝนในแขวงกรุงเทพฯตกน้อยกว่าแต่ก่อนทุกปี บางพวกก็ว่า พระพุทธรูปเหล่านี้ไปอยู่ ที่ไหนของแพงที่นั่น ลาวเขาถือว่า พระพุทธรูป ของบ้านร้างเมืองเสีย ปีศาจมักสู่สิง ลาวเรียกว่าพุทธยักษ์ รังเกียจนัก ไม่ให้เข้าบ้านเข้าเมือง" ทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่า พระเสิม พระไสย พระแสน เป็นพระมีชื่อเสียงคนลาวนับถือมาช้านาน แต่เหตุไฉน เมื่อรัชกาลที่ 1 หรือเมื่อกรมพระราชวังบวรในรัชกาลที่ 3 เสด็จไป ไฉนจึงไม่ทรงอัญเชิญมา คราวใดที่ฝนแล้ง ราษฎรก็โทษกันแต่พระเสิม พระไสย สององค์นี้ ทั้งยังขู่ว่าจะเอาไป ลงข่าวในหนังสือพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ ตั้ง แต่อัญเชิญพระบาง พระแทรกคำ พระเสิม พระไสย พระแสน มาก็นาน ยังไม่เห็นฤทธิ์เดชวิเศษเป็นคุณแก่บ้านเมือง อีกอย่างลาวเขาก็นับถือ จึงกราบทูล ขอให้คืนแก่เจ้าเมืองลาวตามเดิม พระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ 4 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) บันทึกว่า

    [​IMG]
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=200 border=0><TBODY><TR><TD class=text_pic1black></TD><TD class=text_pic2black>พระเสริม ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ – ต้น ๒๒ (กลางคริสต์ศตวรรษที่ 16) สัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง ๑.๒ เมตร พระอุโบสถวัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร</TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=200 border=0><TBODY><TR><TD></TD><TD></TD></TR><TR><TD class=text_pic1black>[​IMG]
    ระแสน (เมืองมหาชัย) ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ – ต้น ๒๒ (กลางคริสต์ศตวรรษที่ 16) สัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง ๕๗ เซนติเมตร สูง ๘๙ เซนติเมตร พระวิหารวัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร

    [​IMG]
    พระใส ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ – ต้น ๒๒ (กลางคริสต์ศตวรรษที่ 16) สัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง ๕๒ เซนติเมตร พระอุโบสถวัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร


    [​IMG]



    </TD><TD class=text_pic2black></TD></TR></TBODY></TABLE>​
    "ทรงสดับในเรื่องราวนั้นแล้วทรงพระ ราชดำริเห็นด้วย ครั้นมาถึง ณ ปีขาล อัฐศก เจ้าอุปราชเมืองหลวงพระบางมาเฝ้าฯ จึงโปรด เกล้าให้รับเอาพระบางไปไว้ ณ เมืองหลวงพระบางตามเดิม ส่วน พระเสิม พระไสย นั้น โปรดให้ ประดิษฐานไว้ที่วิหาร พระแสน ประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถ วัดปทุมวนาราม ด้วยกัน ทั้งสามองค์.

    OบารายO
    ตำนานพระพุทธยักษ์? - ข่าวไทยรัฐออนไลน์
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 เมษายน 2010
  2. wvichakorn

    wvichakorn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    3,535
    ค่าพลัง:
    +9,147
    [​IMG]

    ขออนุโมทนาค่ะ

     
  3. เกรสคับ

    เกรสคับ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มีนาคม 2008
    โพสต์:
    163
    ค่าพลัง:
    +174
    อาจจะเป็นได้ทั้งเทวดา ยักษ์ โอปาติกะแหละคับ ที่เฝ้า ดูแล รักษา องค์พระพุทธรูป แต่ล้วนแล้วย่อมเป็นผู้มีสัมมาทิฐิด้วยกันทั้งสิ้น

    ( ไม่แน่ใจว่าผมได้ยินที่ไหนนะครับ ว่าพระยานาค ก็เฝ้าพระบรมสารีริกธาตุอยู่ที่เมืองบาดาล เช่นเดียวกับเทวดา บูชาพระจุฬามณี )

    ดังนั้น ผมว่า มีความเป็นไปได้นะครับ ^^
     
  4. mpcp17

    mpcp17 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    50
    ค่าพลัง:
    +68
    อิน พรหม ยม ยักษ์ มาร เทพ ครุฑ นาค ก็บูชาในคุณพระพุทธะเหมือนกันเพียงแต่ต่าง
    เผ่าพันธุ์สัตว์เท่านั้นเอง
     

แชร์หน้านี้

Loading...