ตำนาน__ความเชื่อ หรือ__ ความจริง( พญานาค. )

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย rinnn, 4 ตุลาคม 2006.

  1. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,666
    ค่าพลัง:
    +24,008
    พญานาค




    _. <!--MsgFile=0-->
    [​IMG]

    คำนำ


    .มนุษย์เราเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ บางอย่างที่เรา
    สงสัย ก็อาจแสวงหาคำตอบจากการไต่ถามผู้รู้ หรือค้น
    คว้าจากตำรับตำราต่างๆ ได้ แต่เรื่องราวบางอย่าง เช่น
    ชีวิตในปรโลก หรือ ชีวิตหลังความตาย เป็นเรื่องที่
    มีความละเอียดลึกซึ้ง เกินกว่าที่เราจะใช้ดวงปัญญา
    ในระดับมนุษย์ธรรมดามาแสวงหาคำตอบได้

    เช่นเดียวกับเรื่องของ " พญานาค " หนึ่ง
    ในสรรพชีวิตที่เวียนว่ายตายเกิดในห้วงวัฎสงสาร
    ซึ่งปัจจุบันมีข้อถกเถียงกันมากว่า " พญานาค และ
    บั้งไฟพญานาค มีจริงหรือไม่ ? "
    แน่นอนว่า สำหรับ
    ผู้ยึดมั่นกับการพิสูจน์แบบทางโลก และยัง ไม่ได้
    ศึกษาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    อย่างถ่องแท้ ก็อาจจะด่วนสรุปว่า สิ่งนี้ไม่มีจริง
    หรือเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ อย่างไรก็ดี วิสัย
    ของบัณฑิตจะไม่พึงด่วนปฎิเสธอะไรง่ายๆ จนกว่า
    จะได้ศึกษาข้อมูลทุกอย่างให้รอบด้านเสียก่อน

    เรื่องราวที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นข้อมูลในมุมมอง
    ของพระพุทธศาสนา ทั้งจากพระไตรปิฏกและจากประสบการณ์
    จริงของผู้ที่เคยได้สัมผัสกับเรื่องราวของพญานาคในแง่มุมต่างๆ ที่
    จะช่วยยืนยันว่า " พญานาค " มีจริง โดยมีเหตุปัจจัยจาก
    อำนาจของกฎแห่ง กรรม ที่คอยบังคับสรรพสัตว์ให้ต้อง
    เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในห้วงสังสารวัฎ นอกจากนี้ท่านจะได้ทราบ
    คำตอบที่แท้จริงว่า บั้งไฟพญานาคนั้นเกิดขึ้นได้ อย่างไร ? และทำไม
    จึงเกิดขึ้นเฉพาะ ในวันออกพรรษาเท่านั้น

    หวังว่าบทความนี้ จะก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการ
    ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่สามารถไขความลับ
    ทั้งมวลของโลกและจักรวาลได้ <!--MsgFile=1-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ........ปรากฏการณ์ " บั้งไฟพญานาค " ที่เกิดขึ้นในวันออกพรรษ
    ของทุกๆ ปีที่จังหวัดหนองคาย ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง
    ในสังคมไทยยุคไฮเทค ซึ่งข้อถกเถียงต่างๆ ก็ล้วนตั้งอยู่บนสมมุติฐานใหญ่ๆ
    ๒ ประการ คือ


    ๑ . สมมุติฐานที่ไม่เชื่อว่าพญานาคมีจริง กลุ่มนี้เห็นว่า พญานาคเป็น
    เรื่องปรัมปราที่เล่าสืบต่อๆ กันมา จึงไม่เชื่อว่า ดวงไฟที่ลอยขึ้นมาจากลำน้ำ
    โขงคือ บั้งไฟพญานาค ดังนั้น จึงมีการตั้งสมมุติฐานกันว่า อาจจะเกิดจาก
    ฝีมือของมนุษย์ หรือเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ แต่สุดท้ายก็ยังไม่
    สามารถหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ มาพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดว่า เกิด
    จากอะไรกันแน่

    ๒ . สมมุติฐานที่เชื่อว่าพญานาคมีจริง กลุ่มนี้จะเป็นผู้ที่เคารพ
    นับถือพญานาคสืบเนื่องกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ยาวนานนับพันปี รวมไปถึง
    ชาวพุทธที่ศึกษาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนเกิด
    ความเชื่อมั่นว่า คนเราตายแล้วไม่สูญ ชีวิตในโลกหน้ามีจริง ซึ่งพญานาค
    ก็เป็น ภพภูมิหนึ่งของชีวิตหลังความตาย ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของกฏแห่ง
    กรรม


    ดังนั้น หากเราต้องการพิสูจน์เรื่องพญานาค ก็ควรเปิดใจศึกษาข้อมูล
    จากทั้งสองฝ่าย แต่จนถึงขณะนี้ กลุ่มแรกก็ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
    ใดๆ มายืนยันได้อย่างชัดเจน ส่วนกลุ่มที่สองก็มีหลักฐานเก่าแก่อันทรง
    คุณค่ายิ่ง คือ พระไตรปิฏก ที่เป็นแหล่งรวบรวมความรู้อันบริสุทธิ์ของ
    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่สืบต่อกันมาตั้งแต่หลังพุทธปรินิพพานนาน
    ถึงสองพันกว่าปี <!--MsgFile=2-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    .......ในพระไตรปิฏกกล่าวถึงเรื่องราวของพญานาคมากมายหลายแห่งด้วย
    กัน นับเป็นข้อมูลที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีโอกาส
    ได้รับรู้ข้อมูลเหล่านี้มากนัก

    พญานาค หรือ นาคราช หมายถึง กายทิพย์ชนิดหนึ่ง จัดเข้าในเดรัจฉาน
    ภูมิ เป็นสัตว์ที่เป็นทิพย์ เป็นราชาแห่งงู ประดุจราชาแห่งมนุษย์ ในสุทธกสูตร
    กล่าวถึงพญานาค ว่า มีกำเนิด ๔ อย่างคือ ๑ . เกิดในฟองไข่ เรียกว่า อัณฑชะ
    ๒ . เกิดในครรภ์ เรียกว่า ชลาพุชะ ๓. เกิดในสิ่งที่ไม่สะอาดหมักหมม
    ในเหงื่อไคล เรียกว่า สังเสทชะ ๔. เกิดแล้วโตทันที เรียกว่า โอปปาติกะ
    ( สุทธกสูตร มก. ๒๗/๕๕๖ ) <!--MsgFile=3-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ในทานูปการสูตร ได้กล่าวถึงเหตุแห่งการเกิดเป็นนาคเอาไว้ว่า เป็น
    เพราะมนุษย์บางคนได้ฟังมาว่า พญานาคมีอายุยืน มีวรรณะงาม มีความ
    สุขมาก พวกเขาจึงตั้งความปรารถนาว่า เมื่อตายไปแล้ว ขอให้ได้ไปเกิดเป็น
    พญานาค ในกำเนิดทั้ง ๔ ตามที่ตัวเองต้องการ และยังได้ให้ทานวัตถุ ๑๐
    อย่าง มีข้าว น้ำ ผ้า ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน
    ที่พัก ประทีป และได้อธิษฐานจิตไปเกิดเป็นพญานาค เมื่อตายไปก็ได้เกิดเป็น
    พญานาคสมความปรารถนา ( ทานูปการสูตร มก. ๒๗/๕๖๔ ) <!--MsgFile=4-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ในอีกพระสูตรหนึ่งคือ อหิตสูตร ได้แบ่งพญานาคในกำเนิดทั้ง ๔
    ดังกล่าว ออกเป็น ๔ ตระกูลด้วยกัน คือ


    ๑. ตระกูลวิรูปักขะ เป็นพญานาคที่ มีผิวกายเป็นสีทองคำ

    ๒. ตระกูลเอราปักถะ มีผิวสีเขียว

    ๓. ตระกูลฉัพยา ปุตตะ มีผิวสีรุ้ง

    ๔. ตระกูลกัณหาโคตมะ มีผิวสีดำ


    ( อหิตสูตร มก. ๓๕/๒๑๕ ) <!--MsgFile=5-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    พญานาคที่เป็นใหญ่กว่านาคทั้งปวง คือ ท้าววิรูปักข์ ซึ่งเป็น ๑ ใน ๔ มหาราช
    ที่ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา โดยท้าววิรูปักข์จะปกครองอยู่ทางด้านทิศตะวันตก
    ของภูเขาสิเนรุ <!--MsgFile=6-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">
    </td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    สำหรับถิ่นที่อยู่อาศัยของนาคแตกต่างกันไป ในอรรถกถาบันทึกไว้
    ว่า พญานาคบางจำพวกก็อาศัยอยู่ใต้ทะเลใหญ่ เช่น วรุณนาคราช ที่เคย
    ประโคมดนตรีถวายพระพุทธเจ้า และพระสาวก มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย
    ในพิภพใต้ทะเลที่กว้างใหญ่ ถึง ๕๐๐ โยชน์ และเสวยทิพยสมบัติดุจดั่งท้าวสักกะเทวราช <!--MsgFile=7-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">
    </td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">
    </td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    พญานาคบางพวกชอบอาศัยอยู่ในแม่น้ำ เช่น กาฬนาคราช ที่อาศัย อยู่ใต้
    แม่น้ำเนรัญชรา จะตื่นขึ้นครั้งหนึ่งในวันที่พระโพธิสัตว์ลอยถาดทองในแม่น้ำ เนรัญชรา
    ก่อนจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า <!--MsgFile=8-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">
    </td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">
    </td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    แต่สำหรับพญานาคในแม่น้ำโขงนั้น มีถิ่นที่อยู่เป็นเมืองที่อยู่ใต้ท้องแม่น้ำโขง
    ลึกลงไปใต้แผ่นดินที่รองรับน้ำในแม่น้ำโขงอยู่ไม่มากนัก ซึ่งเป็นภพละเอียดที่ซ้อน
    อยู่กับโลกมนุษย์ของเรา <!--MsgFile=9-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    สัมผัสประสบการณ์จริง.....

    " เห็นพญานาคกลางลำน้ำโขง " <!--MsgFile=10-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table>
    ข้าพเจ้าชื่อ ณัฐนารถ ปิ่นเฟื่อง เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๗ ข้าพเจ้า
    และครอบครัวได้เดินทางไปชมบั้งไฟพญานาคที่ อ. โพนพิสัย และทอดผ้าป่าที่
    วัดอุทุมพร บ้านเดื่อ ต. จุมพล อ. โพนพิสัย จ. หนองคาย ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่
    ของ อ. โพนพิสัย โดยมี จ่าสิบตำรวจ ใจ ผดุงผล ลูกน้องเก่าของสามีได้
    บอกบุญให้มาทอดผ้าป่าที่นี่

    ครอบครัวของข้าพเจ้าได้พักค้างคืนที่บ้านของจ่าสิบตำรวจใจ เพื่อรอ
    ดูบั้งไฟพญานาค เพราะตรงจุดนี้มีบั้งไฟขึ้นมาก และผู้คนไม่แออัดยัดเยียด
    เหมือนในตัวอำเภอ หลังจากรับประทานอาหารเย็นแล้ว พวกเราก็อาบน้ำ
    อาบท่า เอาเสื่อมาปูริมโขงหน้าวัดอุทุมพร นอนนับดาวไปพลางๆ เพื่อรอดู
    บั้งไฟ ปีนั้นวันออกพรรษาของไทยกับของลาวไม่ตรงกัน เป็นที่รู้กันว่าบั้งไฟ
    อาจจะขึ้นน้อย หรือไม่แน่อาจจะไม่ขึ้นเลยก็ได้ แต่ไหนๆ ตั้งใจมาแล้วก็
    ต้องดูให้ได้ <!--MsgFile=1-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>​
    </center>
    ข้าพเจ้ารอดูตั้งแต่หกโมงเย็น หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน พระจันทร์
    ก็ขึ้นมาให้ชมตอนทุ่มเศษๆ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้เห็นบั้งไฟพญานาคเลย
    รออยู่จนถึงประมาณ ๓ ทุ่ม ได้มีบั้งไฟพญานาคลูกใหญ่พิเศษ ลูกเดียวโดดๆ
    คล้ายลูกรักบี้ ลอยขึ้นมาจากแม่น้ำโขง ตรงหน้าวัดที่พวกเรานั่งกันอยู่ บั้งไฟ
    ลอยขึ้นมาช้าๆ อย่างอ้อยอิ่ง เหมือนตั้งใจจะให้เราดูกันชัดๆ ให้เต็มตา เห็น
    เป็นดวงไฟสีรุ้งสวยงาม ดูแล้วเย็นตา พวกเราทั้งหมดที่ชมอยู่มีประมาณ ๓๐ คน
    ต่างก็ร้องด้วยความตื่นเต้น บั้งไฟนี้ลอยขึ้นไปสูงประมาณยอดมะพร้าว
    แล้วก็ค่อยๆ หายลับไป ทุกคนตื่นเต้นมาก เพราะบั้งไฟลูกนี้ ขึ้นมาจากแม่น้ำ
    โขงใกล้ฝั่งไทย ห่างจากจุดที่พวกเรานั่งดูอยู่ประมาณแค่ ๑๐ เมตรเท่านั้นเอง <!--MsgFile=2-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ข้าพเจ้ากับลูกสาวคนสุดท้องยังนั่งตาสว่างอยู่ เพราะหวังว่าอาจจะได้เห็นบั้งไฟอีก
    แต่ก็ยังไม่มีอะไรใหม่ๆ ให้ดู ประมาณสักเที่ยงคืน ข้าพเจ้ากับลูกสาวคนเล็กก็
    ได้เห็นขอนไม้ใหญ่ ๒ ท่อน ผุดขึ้นมากลางแม่น้ำโขง ตอนนั้นดวงจันทร์อยู่
    ในตำแหน่งตรงศีรษะ คือ กลางท้องฟ้าพอดี แสงจันทร์ยิ่งสว่างมากขึ้นไป
    เรื่อยๆ ทำให้มองเห็นท่อนไม้นั้นชัดเจน จึงสังเกตว่า ทำไมไม้สองท่อนนั้น
    ถึงลอยอยู่กับที่ ไม่ย่อมไหลไปตามกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ข้าพเจ้ามีความรู้สึก
    ว่าน้ำตรงนั้นเหมือนกับหยุดไหลไปเลย ท้องน้ำดูสงบนิ่ง แม้แต่คลื่นน้อยๆ ก็ไม่มี
    ทำให้รู้สึกประหลาดใจมากทีเดียว <!--MsgFile=3-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ทันใดนั้นเอง ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงจากกลุ่มคนข้างๆ ร้องดังขึ้นว่า
    " พญานาค ๆ ดูพญานาค ๒ ตัว กลางแม่น้ำนั่นสิ " ข้าพเจ้าและลูกหันไป
    ตามเสียงนั้น ก็เห็นคนพูดกำลังดูกล้องส่องทางไกล ท่าทางเขาตื่นเต้นมาก
    พูดออกมาตลอดเวลาว่า พญานาคๆ ตัวใหญ่จังเลย ข้าพเจ้าก็พลอยตื่นเต้น
    ไปด้วย รีบกระเถิบเข้าไปใกล้ๆ แล้วขอยืมกล้องส่องทางไกลมาดูบ้าง ซึ่ง
    เขาก็ใจดี ให้ยืมทันที <!--MsgFile=4-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    เมื่อข้าพเจ้าส่องกล้องไปตรงจุดที่ขอนไม้ใหญ่สองท่อนนั้นลอยอยู่ ภาพที่เห็น
    ทำให้ขนลุกไปทั้งตัว เพราะเห็นพญานาคตัวใหญ่มาก ๒ ตัว อยู่กลางแม่น้ำโขง
    ข้าพเจ้ารู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง เพราะตื่นเต้นมาก จึงรีบส่งกล้องให้ลูกสาวดูบ้าง
    ลูกสาวดูแล้วร้องอย่างตื่นเต้นว่า " โอโห..... ตัวใหญ่จังเลย เห็นหงอนบนหัวด้วย
    เสียดายนะแม่ เราไม่ได้เอากล้องส่องทางไกลมา "
    จากนั้นข้าพเจ้าก็ส่องกล้องดูซ้ำอีก
    อย่างไม่รู้เบื่อ ซึ่งเจ้าของกล้องก็ใจดีให้ยืมดูอย่างเต็มอิ่ม

    ก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าเคยคิดว่าพญานาคมีอยู่แต่ในภาพของกล่องไม้ขีด
    ไฟ และในนิยายปรัมปราเท่านั้น แต่ในคืนนั้นข้าพเจ้าได้เห็นของจริงเข้าแล้ว
    เห็นจริงๆ แบบจะๆ ด้วยตาเนื้อ นานกว่า ๓ ชั่วโมง จนกระทั่งตี ๓ ของวันใหม่
    ร่างของพญานาคทั้งสองก็ค่อยๆ จมหายลงไปในลำน้ำโขง <!--MsgFile=5-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    รุ่งเช้า ข้าพเจ้าก็เล่าเรื่องเมื่อคืนให้คนอื่นๆ ฟังด้วยความตื่นเต้น แต่
    พวกชาวบ้านฟังแล้วก็เฉยๆ ไม่มีใครตื่นเต้นเลย มีแต่ครอบครัวของข้าพเจ้า
    และเพื่อนๆ อีก ๖ คนที่มาด้วยเท่านั้นที่ตื่นเต้น พอฟังจบพวกชาวบ้าน
    และจ่าใจก็หัวเราะ บอกว่าพญานาคสองตัวนี้ จะมาสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    ที่วัดอุทุมพร ในวันออกพรรษาเป็นประจำทุกปี ถ้าใครอยากเห็นก็ให้มาดูใหม่
    ได้ในวันออกพรรษาปีหน้า <!--MsgFile=6-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    จ่าใจยังได้เล่าอีกว่า วัดอุทุมพรเป็นวัดโบราณสร้างมาประมาณพันปี
    เศษแล้ว แต่ก่อนตรงนี้เป็นเมืองใหญ่ มีกษัตริย์ปกครองราษฏรอยู่เย็นเป็นสุข
    และเล่าขานสืบต่อกันมาว่า กษัตริย์ที่สร้างวัดอุทุมพรนี้เมื่อตายไปก็ได้ไปเกิด
    เป็นพญานาคพร้อมกับมเหสี และได้มาสักการะบูชาพระพุทธเจ้าเป็นประจำ
    ทุกปี ซึ่งหลังจากเหตุการณ์คราวนั้น ข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้มีโอกาสไปชมบั้งไฟ
    พญานาคที่โพนพิสัยอีกเลย แต่ก็ยังจำสิ่งที่เห็นเมื่อสิบปีก่อนได้อย่างชัดเจน
    และจ่าใจที่อยู่ที่บ้านเดื่อ อ.โพนพิสัย ก็ยังยืนยันว่า แม้เดี๋ยวนี้ พญานาคทั้งสอง
    ก็ยังคงมาสักการะบูชาพระพุทธเจ้า ที่วัดอุทุมพรอยู่เหมือนเดิม <!--MsgFile=7-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    " เคยเห็นมาก่อนแล้วที่นครพนม "


    ........" ประสบการณ์ ที่วัดอุทุมพร จริงๆ แล้วไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านั้น
    เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๐๕ ตอนนั้นดิฉันอายุ ๒๓ ปี ได้ตามสามีไปประจำการอยู่ที่
    ฐาน ต.ช.ด. บ้านนาเข อ. บ้านแพง จ. นครพนม ที่นั่นก็มีตำนานเล่าลือเกี่ยวกับ
    พญานาค คือ เจ้าแม่สองนางว่า เป็นหญิงสาวสวยที่เป็นพี่น้องกัน ทำหน้าที่
    คอยรักษาแม่น้ำโขงตลอดแนวชายแดนไทย-ลาว ซึ่งริมฝั่งแม่น้ำโขงแถบ
    หนองคายและนครพนม จะเห็นศาลเจ้าแม่สองนางขึ้นอยู่ตลอดแนว

    มีอยู่วันหนึ่ง พวกภรรยาตำรวจชวนไปเล่นน้ำตรงแถวฝั่งลาว ขณะที่
    ดิฉันกำลังลอยคอเล่นน้ำอยู่เพลินๆ ก็ได้ยินเสียงน้ำแตกซ่าดังมาก ดังมาจาก
    ฝั่งไทยตรงหน้าศาลเจ้าแม่สองนาง พอหันไปตามเสียง ก็เห็นงูตัวใหญ่ และ
    ยาวมาก สีดำทะมึน คะเนว่า ศูนย์กลางลำตัวไม่น่าจะต่ำกว่า ๑ เมตร และยาวกว่า
    ๓๐ เมตร
    กำลังว่ายน้ำข้ามมาทางฝั่งลาว ซึ่งห่างจากจุดที่ดิฉันกำลังเล่นน้ำประมาณ
    แค่ ๒๐ เมตร มองเห็นถนัดชัดเจนมาก ตอนนั้นดิฉัน ตกใจจนตัวสั่น ทำอะไรไม่ถูกเลย <!--MsgEdited=8-->
    <!--MsgFile=8-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table>
    .แต่พวกภรรยาตำรวจที่ไปด้วยกัน เห็นดิฉันตกใจ ก็พากันหัวเราะแล้ว
    บอกว่า " บ่ต้องกลัวหรอก เปิ่นบ่ได้ทำร้าย เปิ้นมีแต่คอยช่วยเหลือ " แล้ว
    ยังเล่าให้ฟังต่ออีกว่า พวกคนไทยที่มาทำไร่ยาสูบบนดอนกลางน้ำทาง
    ฝั่งลาว เวลามาเก็บยาสูบใส่เรือข้ามกลับไปฝั่งไทย จะต้องจุดธูปบอกเจ้าแม่
    สองนางให้คุ้มครองรักษา เนื่องจากแม่น้ำโขงในฤดูร้อนจะมีคลื่นลมแรง
    บางครั้งก็มีพายุ แต่ถ้าบอกกล่าวเจ้าแม่ก่อนก็จะปลอดภัย ทำให้ชาวบ้าน
    แถบริมฝั่งโขงนับถือเจ้าแม่สองนางมาก นี่เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่
    เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อ ๔๐ กว่าปีที่แล้ว

    ภายหลังดิฉันได้ชมรายการ โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ทางช่อง
    DMC ทำให้ได้ฟังเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับพญานาคมากมายหลายๆ เรื่อง
    ซึ่งทำให้ดิฉันรู้สึกตื่นเต้นมาก จึงตัดสินใจเขียนเรื่องราวที่ตัวเองได้เห็นมา
    กับตาส่งมาที่รายการนี้ เพื่อยืนยันว่า พญานาคมีตัวตนจริงแน่นอนค่ะ " <!--MsgFile=9-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>​
    </center>
    " คนเห็นกันเป็นร้อยๆ ยืนยันได้ว่าพญานาคมีจริง "


    ......." สมัยก่อน ผมรับราชการเป็นตำรวจตระเวนชายแดน ตอนนี้เกษียณ
    มาได้ ๑๐ กว่าปีแล้ว ผมรู้จักกับ คุณนายณัฐนารถ มานาน ตั้งแต่สามีของท่าน
    มาเป็นผู้บังคับ หมวด ต.ช.ด. ๔๐๖ อยู่ที่ อ. โพนพิสัย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙

    บั้งไฟพญานาคมีคนเห็นกันหลายคน ใช่ว่าผมเห็นอยู่แค่คนเดียว ดวง
    ไฟส่วนใหญ่จะขึ้นวันออกพรรษา ชาวบ้านแถบนี้ก็เคารพเลื่อมใส มัน
    มีมานานแล้ว คนแถวนี้ก็ไม่ได้แตกตื่นอะไร เพราะเห็นจนชินแล้ว เห็น
    ดวงไฟลอยขึ้นมา แล้วน้ำก็ไหลวนกลางแม่น้ำโขง พอเอาไฟส่องดูในน้ำก็
    จะเห็นพญานาคตัวใหญ่มาก เห็นลางๆ ชาวบ้านก็จะยกมือไหว้ แล้วตะโกน
    บอกว่า " พญานาคขึ้น โชคดี... โชคดี... " <!--MsgFile=10-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ผมเองก็เลื่อมใสว่า พญานาคมีจริงแน่ๆ เพราะผมเห็นจริง ตอน
    ได้ยินเสียงน้ำแตกกระจาย ทีแรกนึกว่าวัว ควาย ลงไปเล่นน้ำ แต่ความจริง
    ไม่ใช่ เห็นเป็นเหมือนกับงูใหญ่โผล่ขึ้นมา น้ำตรงนั้งก็พุ่งขึ้นแตกกระจาย
    เป็นเหมือนน้ำพุอยู่กลางน้ำโขง น้ำจะวนเป็นรัศมีกว้างใหญ่และไหลพุ่งขึ้นสูงมาก
    คนเห็นกันเป็นร้อยๆ ยืนยันได้ว่ามีจริง เป็นเรื่องจริง
    ที่ผมเห็นเองกับตา
    ไม่ได้โกหก เพราะผมก็ถือศีลถือธรรมอยู่ตามหลักโบราณเป็นประจำ คนไม่เคยเห็น
    อาจจะไม่เชื่อ แต่ผมขอยืนยันอีกครั้งว่าเป็นเรื่องจริงแน่นอนครับ.... " <!--MsgFile=11-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    " เวินพระสุก "

    ปริศนาพระพุทธรูปใต้ลำน้ำโขง <!--MsgFile=12-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table>
    Case Study





    .......กระผมชื่อ พระสุทธิพันธ์ วิสุทฺธิโก พื้นเพครอบครัวของหมู่ญาติล้วน
    เป็นคน อ. โพนพิสัย จ. หนองคาย โยมตาของกระผมเป็นคนหมู่บ้านหนองกุ้ง
    โยมตากับโยมยายมีลูกด้วยกันทั้งหมด ๗ คน ซึ่งโยมแม่ของกระผมเป็นลูก
    คนที่ ๕ มีเหตุการณ์แปลกๆ ที่เกิดขึ้นกับพี่ๆ ของโยมแม่ คือ โยมป้าซึ่งเป็น
    ลูกสาวคนโต และเป็นนางงามประจำอำเภอโพนพิสัย โยมป้าคนโตอยู่ดีๆ
    ก็หลับตายไปเฉยๆ และต่อมาไม่นานนักโยมป้าคนที่ ๓ ก็หลับตายไปเฉยๆ
    อีกเช่นกัน ทำให้ต่อมาโยมตา ซึ่งเป็นผู้กว้างขวางในย่านนั้น ได้หันมา
    ทำบุญกุศลให้กับตนเองและครอบครัว ด้วยการบูรณะวัดมัชฌิมาวาส แต่
    สร้างยังไม่ทันเสร็จ โยมตาก็มาเสียชีวิตกลางแม่น้ำโขง โยมยายจึงรับหน้า
    ที่บูรณะวัดต่อจนเสร็จ


    อีก ๑๐ กว่าปีให้หลัง ลูกชายทั้งสองของโยมตาและโยมยายก็
    นอนหลับเสียชีวิตไปเฉยๆ อีกเช่นกัน โดยไม่มีร่องรอยบาดแผลอะไรเลย
    คนหนึ่งไปเสียชีวิตที่อเมริกา อีกคนหนึ่งมาเสียชีวิตที่บ้านดงบัง รวมแล้ว
    พี่ๆ ของโยมแม่เสียชีวิตเพราะหลับตายทั้งหมด ๔ คน เป็นหญิง ๒ คน
    ชาย ๒ คน <!--MsgFile=1-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>​
    </center>
    .......สำหรับครอบครัวของกระผมนั้น เมื่อโยมแม่แต่งงานกับโยมพ่อ ก็
    ให้กำเนิดพี่ชายของกระผม แต่พี่ชายเสียชีวิตตอนอายุเพียงแค่ขวบเดียว
    หลังจากนั้นไม่นาน โยมแม่ก็ตั้งครรภ์อีก และได้คลอดกระผมออกมา แต่
    ในขณะที่ตั้งครรภ์ท่านก็ฝันว่า พี่ชายที่เสียชีวิตไปแล้วมาขอเกิดเป็นลูกอีก
    ครั้งหนึ่ง พอกระผมคลอดออกมาได้ไม่กี่วัน โยมแม่กลัวว่าอายุจะสั้น จึง
    นำ กระผมไปถวายเป็นลูกของพระครูสุวรรณคุณาวสัย ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัด
    หนองกุ้งใต้ หลวงพ่อพระครูก็บอกโยมแม่ให้เป็นแม่นม ต้องพูดจาเพราะๆ
    ไม่ดุด่า แล้วก็ให้นำดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาในวันพระทั้ง ๘ ค่ำ และ ๑๕ ค่ำ
    กระผมจึงมีคนมากราบไหว้ตั้งแต่ยังแบเบาะทุกๆ วันพระ


    พออายุได้ ๑๐ ขวบ กระผมก็ได้บวชเป็นสามเณรที่วัดมัชฌิมาวาส
    ต. กุดบง อ. โพนพิสัย จ. หนองคาย ซึ่งโยมตาและโยมยายของกระผมได้บูรณะ
    เอาไว้ กระผมบวชตอน ๒ ทุ่ม พอวันรุ่งขึ้น ๘ โมงเช้า ก็ขึ้นธรรมาสเทศน์
    มหาชาติเลย โดยมีหลวงพ่อเจ้าอาวาส คือ หลวงพ่อกุ ปริปฺณฺโณ เป็นผู้ฝึก
    ให้เทศน์ ( ปัจจุบันมรณภาพแล้ว อายุรวมได้ ๑๑๓ ปี ) พอขึ้นเทศน์ครั้งนั้น
    แล้ว ผมก็กลายเป็นสามเณรที่คนทั้งอำเภอรู้จัก ในนามสามเณรนักเทศน์
    ต่อมา ก็มีโยมมานิมนต์ไปเทศน์เรื่อยๆ และก็ได้นำปัจจัยทั้งหมดมาร่วม
    สร้างโบสถ์ที่วัดมัชฌิมาวาส หลังจากนั้น ๑ ปี กระผมก็ได้ลาสิกขาออกมา
    เรียนหนังสือต่อ และรับราชการที่กรมแพทย์ทหารเรือ และภายหลังได้มา
    บวชเป็นพระตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ <!--MsgFile=2-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ต่อมาหลวงพ่อกุ ได้นิมนต์กระผมให้ไปพบกับหม่อมราชวงศ์ ๒ ท่าน
    ( ขอสงวนนามจริง ) ในฐานะที่กระผมเป็นลูกหลานของผู้บูรณะวัดมัชฌิมาวาส
    เมื่อได้มีโอกาสสนทนากับท่านทั้ง ๒ ทำให้รู้สึกอัศจรรย์ใจในเรื่องราวความ
    ฝันของหม่อมทั้งสองที่เล่าให้ฟังว่า ทั้งคู่เป็นพระราชธิดาของกษัตริย์ที่อยู่
    อีกฝั่งของแม่น้ำโขง ชื่อ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ซึ่งเจ้าเชษฐ์ ได้มาเข้าฝัน
    แล้วบอกในความฝันว่า ให้ไปสร้างศาลาการเปรียญกับวัดทางฝั่งไทย
    ที่อยู่เยื้องกับปากแม่น้ำงึม ( แม่น้ำงึมเป็นแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดของประเทศลาว
    ที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง ) ที่วัดนั้นจะพบกับพระสูงอายุมากรูปหนึ่ง และท่านจะ
    อยู่ลำพัง รูปเดียวเท่านั้น


    หม่อมทั้งสองท่านก็มาตามหาวัดในฝันที่หมู่บ้านหนองกุ้ง ปรากฏว่า

    อได้มาเห็นวัดมัชฌิมาวาสแล้ว ก็บอกว่านี่แหละ คือ วัดที่อยู่ในความฝัน
    และทั้งสองท่านก็ได้เป็นต้นบุญสร้างศาลาการเปรียญจนเสร็จ และยังอุปถัมภ์
    วัดมาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่น่าอัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งก็ คือ
    บ้านหนองกุ้งที่กระผมเกิดนี้ มีจุดที่พบพระพุทธรูปองค์หนึ่งชื่อ " พระสุก " ซึ่ง
    จมอยู่ใต้ลำน้ำโขง บริเวณนั้นเรียกกันว่าเวินพระสุก คำว่า " เวิน " หมายถึง
    คุ้งน้ำวน ซึ่งพระสุกนี้เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
    ซึ่งสร้างขึ้นพร้อมกัน ๓ องค์ คือ ๑. พระสุก ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ใต้ลำน้ำโขง
    บริเวณเวินพระสุก ๒. พระใส ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย จ. หนองคาย
    ๓. พระเสริม ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดปทุมนาราม กรุงเทพฯ <!--MsgFile=3-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    พระครูสุวรรณคุณาวสัย ที่โยมแม่นำกระผมไปฝากเป็นลูกท่าน ได้
    เคยทำพิธีอัญเชิญพระสุกขึ้นจากน้ำ โดยมีชาวบ้านและตัวกระผมก็ได้เห็น
    เหตุการณ์นี้ด้วยตาของตนเอง จำได้ว่าขณะที่กำลังอัญเชิญพระสุกที่ค่อยๆ
    ลอยโผล่พ้นน้ำขึ้นมาเองได้ประมาณหน้าอกของพระองค์ แต่แล้วทันใดนั้น
    ท่านก็กลับจมลงไปอีก ไม่สามารถอัญเชิญขึ้นมาได้ แม้ต่อมามีความพยายาม
    ทำพิธีอัญเชิญอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ปัจจุบันคิดว่า พระสุกยังคงจมอยู่
    ณ บริเวณนั้น ท่านเจ้าคณะอำเภอโพนพิสัยองค์ปัจจุบัน คือ พระครูพิสัยกิจจาธร
    มีความตั้งใจที่จะอัญเชิญพระสุกขึ้นมา และอยากจะสร้างวัดพระสุก คู่ กับพิพิธภิณฑ์เจ้าเชษฐ์ฯ
    ที่ท่านสร้างไว้ เพื่อเป็นสถานที่ให้คนได้มา สักการะบูชาต่อไป แต่ว่าตอนนี้ยังไม่สามารถทำได้ <!--MsgFile=4-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    คำถาม


    ๑. เพราะเหตุใดพี่ๆ ของโยมแม่ถึงนอนหลับตายไปเฉยๆ เหมือนกันทั้ง ๔ คน

    ๒. กระผมมีบุพกรรมอะไรจึงถูกยกให้เป็นลูกพระครู และมีคนมากราบไหว้ทุกวันพระตั้งแต่ยังแบเบาะ

    ๓. หม่อมทั้งสองเกี่ยวข้องกับเจ้าเชษฐ์อย่างไร ทำไมถึงมาอุปถัมภ์และสร้างศาลาการเปรียญที่ วัดมัชฌิมาวาส

    ๔. ทำไมการอัญเชิญพระสุกขึ้นมาจึงทำไม่สำเร็จ แม้ขึ้นมาได้แค่อก แต่ท่านก็จมลงอีก แล้วจะมีโอกาส
    อัญเชิญท่านขึ้นมาได้อีกหรือไม่ <!--MsgFile=5-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ฝันในฝัน

    หลับตาฝันเป็นตุเป็นตะ ตื่นขึ้นมา หาว 1 ที
    แล้วก็นำมาเล่าให้ฟังเป็นนิยายปรัมปรากันนะจ๊ะ

    ( โดย คุณครูไม่ใหญ่ ในโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา )




    .......เหตุที่พี่น้องทั้ง ๔ คน นอนหลับตายไปนั้นก็เพราะว่า ทั้ง ๔ คน เคยเกิดเป็นพญานาค
    ซึ่งเป็นบริวารของผู้ปกครองพญานาคตรงสะดือแม่น้ำโขง คือ ส่วนที่ลึกและกว้างที่สุดของ
    ลำน้ำโขง เมื่อหมดอายุขัยของการเป็นนาคก็มาเกิดเป็นมนุษย์ และก่อนมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ได้
    สัญญาว่า จะกลับไปอยู่กับเจ้านายอีก เพราะว่ารับใช้เจ้านายมานาน จนเกิดความผูกพันและ
    อธิษฐานจิตว่า จะอยู่ในโลกมนุษย์ไม่นาน ก็จะกลับมารับใช้เจ้านายอีก ดังนั้นการที่พี่น้อง
    ของโยมแม่ทั้ง ๔ คน ละโลกก็เพราะหมดอายุขัย ตามความปรารถนาของตัว และตอนนี้ก็
    กลับไปเป็นพญานาคบริวารอยู่กับเจ้านายของตัวเองเหมือนเดิม <!--MsgFile=6-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ด้วยบุญที่เคยออกบวชในอดีตชาติ และปฎิบัติธรรมจนเข้าถึงธรรม ก็
    อธิษฐานจิตว่า ขอให้ได้บวชตั้งแต่เยาว์วัย จึงทำให้ได้มาบวชเป็นสามเณร
    และถูกยกให้เป็นลูกของพระครู ส่วนที่ได้รับการกราบไหว้จากผู้คนตั้งแต่
    ยังแบเบาะ ก็เพราะบุญที่ตอนบวชในชาตินั้น ได้ชวนญาติโยมเป็นจำนวน
    มากให้มารักษาอุโบสถศีลทุกวันพระ บุญนี้ก็เลยส่งผลให้มีคนมากราบไหว้
    ในวันพระตั้งแต่ยังแบเบาะ <!--MsgFile=7-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ส่วนหม่อมราชวงศ์ทั้งสองท่าน ชาติในอดีตได้เกิดเป็นพระราชธิดา
    ของเจ้าเชษฐ์จริงๆ โดยมีพี่น้องเป็นพระราชธิดารวมกันสามพระองค์
    ทั้งสามได้ขอสร้างพระประจำตัวจากเจ้าเชษฐ์ คือ พระเสริมซึ่ง
    ประดิษฐานอยู่ที่ วัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ เป็นของพระราชธิดาองค์โต
    ส่วน พระสุก ที่ยังจมอยู่ใต้ลำน้ำโขงที่บริเวณเวินพระสุกนั้น เป็นของราชธิดา
    องค์กลาง และ พระใส ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคาย
    เป็นของพระราชธิดาองค์เล็ก <!--MsgFile=8-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ภายหลังจากพระราชธิดาทั้งสามสิ้นพระชนม์แล้ว องค์โตกับองค์เล็ก
    ก็ได้มาเกิดเป็นหม่อมสองท่าน ส่วนองค์กลางที่ได้สร้างพระสุกไปเกิดเป็น
    พระมเหสีของพญานาคที่มีศรัทธาต่อ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ พญานาค
    ที่พ่นบั้งไฟเป็นพุทธบูชาในวันออกพรรษานั่นเอง
    แต่ก่อนนั้นพระพุทธรูป
    สามองค์อยู่ที่เมืองลาว ต่อมาถูกอัญเชิญมาอยู่ในเมืองไทย แต่พระสุกนั้น
    พระมเหสีของพญานาคมีความปรารถนาว่า จะดูแลเองเพราะเป็นพระ
    ประจำตัวของท่าน จึงได้ใช้ฤทธิ์บันดาลให้เกิดพายุฝน จนทำให้เรือแพที่
    อัญเชิญมาล่มลง และก็นำพระสุกไปดูแลเองที่เมืองนาคบาดาลใต้ลำน้ำโขง <!--MsgFile=9-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    เจ้าเชษฐ์ได้ไปเข้าฝันหม่อมทั้งสองจริงๆ เพราะท่านมีศรัทธาใน หลวงปู่ กุ ปริปฺณฺโณ
    ที่ท่านมีศีลาจารวัตรที่งดงาม และอยู่ในสายตาของเจ้าเชษฐ์ตลอด จึงอยากได้บุญ
    ไปเข้าฝันอดีตราชธิดาทั้งสอง ให้มาอุปถัมภ์สร้างศาลาการเปรียญที่ วัดมัชฌิมาวาสนั่นเอง
    ส่วนสาเหตุที่ อัญเชิญ พระสุก ขึ้นมาจากลำน้ำโขงไม่สำเร็จก็เพราะมเหสีพญานาค ที่เป็น
    อดีตราชธิดาองค์กลางของเจ้าเชษฐ์ และเป็นเจ้าของพระสุกไม่อนุญาต จึงทำให้
    อัญเชิญขึ้นมาไม่สำเร็จ แต่ถ้าเมื่อใดท่านอนุญาตก็จะสามารถอัญเชิญได้สำเร็จ <!--MsgFile=10-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    เปิดใจเจ้าของ Case Study
    พญานาค ชีวิตในสังสารวัฎ


    พระสุทธิพันธ์ วิสุทฺธิโก

    " ความดี ใครๆ ก็ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นนาคหรือคน เรามั่นคงชาวโลกมั่นใจ "



    ......." อาตมาเคยสงสัยมานานแล้วว่า ทำไมโยมป้าและโยมน้าทั้ง ๔ ถึง
    ได้หลับตายไปเฉยๆ เมื่อได้รับความเมตตาจากคุณครูไม่ใหญ่ใน รายการ Case Study
    ว่าท่านหมดอายุขัย และตั้งใจไปเกิดเป็นพญานาค ทำให้ประจักษ์ว่า
    ชีวิตในสังสารวัฎ เป็นชีวิตที่เลือกเกิดได้ โดยเฉพาะปริศนาพระสุกที่
    เจ้าของเดิมไม่ยอมนั้น เกี่ยวกับพญานาคซึ่งอยู่ในความสนใจของคนทั่วไป
    จำได้ว่าตอนเด็กได้ร่วมพิธีอัญเชิญ และเห็นกับตาตนเองว่ามีองค์พระจริง
    แต่ทำไมถึงอัญเชิญไม่ได้ แม้จะมีความพยายามหลายครั้ง


    ถ้าชีวิตเลือกเกิดได้ ก็จะทำให้ทุกคนมุ่งมั่นสร้างบารมี โดยไร้เงื่อนไข
    เพราะต้องเวียนว่ายตายเกิด นาคก็เป็นภพภูมิที่มีอยู่จริงตามกฎแห่งกรรม
    พญานาคก็เป็นอดีตมนุษย์ที่มีความศรัทธาเลื่อมใสมากต่อการบังเกิดขึ้น
    ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะกลับเป็นนาคแล้ว ก็ยังมีความเคารพต่อ
    พระปฎิมากร ( พระสุก ) และประกาศให้มนุษย์เห็นในความศรัทธามั่นคง
    ด้วยการพ่นบั้งไฟบูชาในวันออกพรรษา ที่มีจำนวนมากขึ้นทุกปี ทำให้เรา
    ได้ตระหนักว่า การทำความดี ต้องเพื่อความดี แม้ใครไม่เห็น แต่เราก็เห็น
    ความมั่นคงในพระรัตนตรัยของพญานาคตลอดมาทุกปี เห็นได้จากกระแส
    ศรัทธาของคลื่นมหาชนนับแสน เพราะมั่นใจว่า ทำดีต้องได้ดี ทำดีมีคนเห็น
    ทำบุญก็ต้องได้บุญ เกิดมาสร้างบารมีก็ต้องสร้างบารมี จนถึงที่สุดแห่งธรรม
    ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนอยากสร้างความดี โดยเฉพาะผู้ที่ได้เห็น
    ดวงไฟแห่งความศรัทธาของพญานาคที่เกิดขึ้นทุกๆ ปี เฉกเช่นหัวใจของ
    นักสร้างบารมีผู้ไม่มีวันย่อท้อต่ออุปสรรค เพราะรู้ว่าโลกแล้วแต่เรา เมื่อเราสว่างโลกก็สว่างด้วย
    ถ้าเรามั่นคงในพระรัตนตรัย ทุกคนจะมั่นใจในกฏแห่งกรรม " <!--MsgFile=11-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    พระครูพิสัยกิจจาทร

    เจ้าอาวาสวัดหลวง

    เจ้าคณะอำเภอโพนพิสัย จ. หนองคาย


    " อาตมาเป็นคนนำทางหม่อมทั้งสองท่านไปที่วัดมัชฌิมาวาส "


    ......." เรื่องหม่อมราชวงศ์สองท่านมาตามหาวัดในความฝันเป็นเรื่องจริง
    มาหาอาตมาที่วัดหลวงนี่แหละ และอาตมาก็นำทางไปวัดมัชฌิมาวาสเอง
    หลวงพ่อเจ้าคณะจังหวัดหนองคายท่านก็ไปด้วย พาไปที่บ้านหนองกุ้ง ตอน
    แรกพาไปที่วัดจอมเพชรก่อน เพราะตั้งอยู่เยื้องกับปากน้ำงึม ไปถึงแล้ว
    หม่อมทั้งสองบอกว่า " วัดนี้ไม่ใช่ " ก็ไปต่ออีก จนมาถึงวัดมัชฌิมาวาส บ้าน
    หนองกุ้งกลาง


    ที่นั่นมีพระหลวงตาแก่อยู่องค์เดียว ท่านชื่อ หลวงพ่อ กุ ตอนนั้นอายุ
    ๙๕ ปี แต่ตอนนี้มรณภาพไปแล้ว ท่านเป็นแบบคนเก่าแก่นะ พูดภาษาไทย
    ก็ฟังไม่เข้าใจ ต้องพูดภาษาอีสานถึงเข้าใจ แล้วก็ไม่รู้จักเจ้าคณะจังหวัดด้วย
    อาตมาก็ต้องแนะนำว่า เจ้าคณะจังหวัดมาเยี่ยมนะ นี่หม่อมราชวงศ์นะ แล้วก็
    เลยคุยกันเรื่องศาลาหลังเก่าเมื่อร้อยกว่าปี ที่เคยประดิษฐานพระเสริมกับ
    พระใส ได้ความว่า ศาลานั้นรื้อไปแล้ว หม่อมราชวงศ์ทั้งสองเกิดศรัทธาก็
    มาทอดกฐิน และวางศิลาฤกษ์สร้างศาลาการเปรียญ ตอนนี้ก็เสร็จแล้ว
    ใช้งบก่อสร้างหมดไปประมาณ ๓ ล้านกว่าบาท


    ส่วนเรื่องบั้งไฟพญานาคนั้น อาตมาบวชเป็นเณรอยู่ที่วัดหลวงมา
    ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ เคยเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ พอวันออกพรรษาจะเห็น
    เป็นดวงไฟ ลอยขึ้นมาจากลำน้ำโขง ลอยขึ้นไม่ค่อยสูงนักสัก ๒-๓ เมตร
    มีลักษณะแสงและสีเหมือนกับหิ่งห้อย เห็นอย่างนี้มาทุกปี แต่ก็ไม่ได้
    สนใจว่ามันคืออะไร



    จน ๑๐ กว่าปีให้หลังมานี้ รู้สึกว่าบั้งไฟจะขึ้นต่างจากแต่ก่อน ขึ้นมา
    เป็นลูกขนาดเท่าไข่เป็ด ไข่ไก่ สีแดงอมชมพู ยิ่งในวันออกพรรษาเมื่อปี
    พ.ศ. ๒๕๔๓ ที่วัดหลวงของเรามีพิธีเททองหล่อพระพุทธรูป ปีนั้นมีบั้งไฟ
    ขึ้นเยอะมาก ประมาณ ๗๐๐-๘๐๐ ลูก ขึ้นตรงท่าน้ำวัดหลวงเลย ขึ้น
    ติดต่อกันทีละ ๗ ลูกบ้าง ๙ ลูกบ้าง ๑๓ ลูกก็มี แต่ละลูกก็ลอยสูงมาก
    เป็นร้อยเมตรเลย ยิ่งตอนที่กำลังเททองหล่อพระอยู่ อาตมาเห็นบั้งไฟลูก
    ใหญ่ขนาดเท่าสัมโอ ลอยขึ้นมาติดๆ กันถึง ๙ ลูก ปกติเคยเห็นแต่ลูกเท่า
    ไข่เป็ด ไข่ไก่ <!--MsgFile=12-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    อาตมาอยากฝากถึงคนที่จะมาดูบั้งไฟพญานาคว่า เมื่อมาแล้ว ให้
    ทุกคนทำตัวให้สมกับเป็นชาวพุทธ ให้มีศีล ๕ งดดื่มสุราของมึนเมาในวันนั้น
    เพราะเป็นวันสำคัญที่พระพุทธเจ้าเปิดโลก เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
    ทางที่ดีควรสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ
    และรักษาศีลให้ดี เพราะคนที่มาก็มีทั้งคนที่เชื่อ และ ไม่เชื่อ แต่ยังไงก็ขอ
    อย่าได้ลบหลู่ เพราะสิ่งนี้มีมานานแล้ว และคนที่นี่ส่วนใหญ่ก็เชื่อ และ
    นับถือกันมากด้วย " <!--MsgFile=13-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 ตุลาคม 2006
  2. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,666
    ค่าพลัง:
    +24,008
    บั้งไฟพญานาค
    ในทรรศนะของโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา
    <!--MsgFile=14-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table>
    เรื่องราว อันน่าอัศจรรย์นี้เกิดขึ้นในวันมหาปวารนา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน
    ๑๑ หรือตรงกับวันออกพรรษาของประเทศลาว ซึ่งวันออกพรรษาของไทย
    ถึงก่อนวันออกพรรษาของลาวหนึ่งวัน แต่บางปีก็มาพ้องตรงกัน เมื่อถึงวัน
    นั้น คลื่นมหาชนจำนวนมากจะหลั่งไหลไปที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง อ. โพนพิสัย
    จ. หนองคาย เพื่อรอดูดวงไฟที่ลอยขึ้นมาจากกลางลำน้ำโขง


    ผู้เฒ่าผู้แก่ของพี่น้องชาวไทย ลาว ทั้ง ๒ ฝั่ง เล่าสืบต่อกันมาว่า
    ดวงไฟนั้นเป็นบั้งไฟพญานาค ที่ท่านบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยจิตที่
    เลื่อมใส แต่พอตกมาถึงยุคนี้เข้าก็มีผู้ที่อยากจะรู้ว่า ดวงไฟที่เกิดขึ้นนี้จริงๆ
    แล้วมันคืออะไรกันแน่ บ้างก็บอกว่ามนุษย์สร้างขึ้น บ้างก็บอกว่าเกิดขึ้นเอง
    ตามธรรมชาติ ล่าสุดก็เอาเครื่องมือไฮเทคมาพิสูจน์กัน แต่ข้อสรุปสุดท้าย
    บอกว่าเกิดจากธรรมชาติ


    ในฐานะที่เราเป็นโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา เราก็น่าจะมี
    ทรรศนะของเราบ้าง ถ้าหากว่าบังเอิญไม่ไปตรงอะไรกับใคร หรือบางทีอาจ
    พ้องบ้าง ก็ต้องถือว่า ให้ฟังเป็นนิทาน ฟังเพลินๆ ก็รู้ไว้ใช่ว่าติดขาติดแข้ง
    กันไป ไม่ ต้องถึงกับใส่บ่าแบกหาม <!--MsgFile=1-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    เรื่องก็มีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อหลายพันปีก่อนสมัย
    พุทธกาล บนผืนแผ่นดินอันสะอาดบริสุทธิ์ของประเทศลาวในปัจจุบัน ชาว
    เมืองเป็นผู้มีศีลมีธรรม มีจิตใจที่งดงาม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน มีความเคารพผู้
    หลักผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่ ดูแลมารดาบิดากันเป็นปกติ พระราชาผู้ปกครอง
    บ้านเมืองทรงมีธรรมราชาครบถ้วน ๑๐ ประการ แล้วก็มีปุโรหิตท่านหนึ่ง
    เป็นคนจิตใจงาม เป็นผู้มีปัญญามาก เวลาจะตัดสินคดีความอะไรก็บริสุทธิ์
    ยุติธรรม ท่านชำนาญในไตรเพท มีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมบวงสรวงพญา
    นาค โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล เพราะมีความเชื่อว่า
    นาค เป็นผู้ให้น้ำ ท่านก็ประกอบพิธีอย่างนี้ทุกปีๆ จนกระทั่งหมดอายุขัย <!--MsgFile=2-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ด้วยใจที่ผูกพันกับพญานาคมาก กอปรกับบุญกุศลที่ท่านปุโรหิตทำใน
    ระดับที่ดีของชาวโลก ในยุคที่พระพุทธศาสนายังไม่บังเกิดขึ้น เมื่อละโลกแล้ว
    ท่านจึงไปเกิดเป็นพญานาค มีกายสีทองสวยงาม เป็นหัวหน้าปกครองชุมชน
    นาคในระดับล่าง อยู่ใต้ลำน้ำโขง ซึ่งจะเป็นภพซ้อนภพ มีอายุยืนมาก <!--MsgFile=3-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    พญานาคมีอยู่ ๓ ระดับ คือ ระดับล่าง ระดับกลาง ระดับสูง ระดับ
    สูงก็อยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ระดับกลางๆ ก็ลดหย่อนลงมา ระดับล่าง
    ก็อยู่ในระดับพื้นมนุษย์ มีบ้านเมืองที่สวยสดงดงามพอสมควร ท่านเป็นผู้ปกครอง
    ชุมชนนาคในละแวกลำน้ำโขงนั้น ซึ่งกว้างขวางมาก พญานาคท่านนี้ เมื่ออยู่
    ในเมืองนาค ท่านจะแปลงกายเป็นกายทิพย์ ที่คล้ายๆ มนุษย์ มีเครื่องประดับงดงาม
    แล้วท่านปรารถนาพุทธภูมิมานาน ตั้งแต่ก่อนจะมาเกิดเป็นปุโรหิต แม้มาเป็นปุโรหิต
    ก็มีความรู้สึกเช่นนี้อยู่ลึกๆ ในใจ <!--MsgFile=4-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ครั้นเวลาล่วงเลยมาถึงสมัยพุทธกาลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม พอใกล้ถึง
    วันออกพรรษา เหล่าเทวดาก็โจษกันไปทั่วว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จลงจากดาวดึงส์
    จนเสียงอื้ออึงโจษขานดังไปทั่ว พร้อมๆ กับเสียงดนตรีสวรรค์ดังไปถึงนาคพิภพ ทำให้อาสนะ
    ของพญานาคที่เคยอ่อนนิ่มกลับแข็งกระด้างขึ้นมา สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น พญานาคและบริวาร
    จึงออกมาจากนาคพิภพ ขึ้นไปอยู่บนผิวน้ำของแม่น้ำโขง ในวันเทโวโรหณะออกพรรษา
    สายตาก็มองไปบนท้องฟ้า <!--MsgFile=5-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ท้าวมหาราชทั้ง ๔ คอยอารักขา นาค ครุฑ ยักษ์ คนธรรพ์ โดยเฉพาะคนธรรพ์จะร้องรำ
    ทำเพลง ประโคมดนตรีตลอดเวลา พลุสวรรค์หลากสี แต่ไม่ได้ดังตุ้มๆ เหมือนพลุในเมืองมนุษย์
    แต่ดังเป็นเสียงดนตรีสวรรค์ ดอกไม้ทิพย์สวยสดงดงาม หอมฟุ้ง ตลบอบอวลไปทั่ว บริเวณสองข้าง
    ทางก็เต็มไปด้วยทวยเทพทุกชั้น ผู้ปกครองของสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น เทพอัปสร เรียงกันลงมาเป็นกระบวน
    ถัดจากนางเทพอัปสรก็จะมีเหล่าเทวดายืนเรียงรายกันเต็มไปหมดเลย มีบันไดทองคำใส บันไดแก้ว
    เพชร บันไดเงิน ทอดลงมาจากดาวดึงส์จนถึงพื้นโลกมนุษย์ <!--MsgFile=6-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอยู่ตรงกลางบันไดแก้วเพชรที่มีหลากสี ทั้งม่วง คราม น้ำเงิน เขียว
    เหลือง แสด แดง ตามหลังมาด้วยปัญจสิกขเทวบุตร และมาตุลีเทพสารถี ส่วนบันไดทองคำใสก็เป็น
    ของเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ มีท้าวสุยามา ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นยามา ถือพัดวีชนี ท้าวสักกเทวราชหรือ
    พระอินทร์ถือปาริฉัตกะ ถัดมาก็ท้าวสันตดุสิต ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นดุสิต ท้าวนิมมานรมิต ผู้ปกครอง
    สวรรค์ชั้นนิมมานรดี ถัดมาก็ท้าวปรนิมมิต ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี และตามด้วยเหล่า
    เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ทั้งหลาย


    บันไดเงินเป็นของมหาพรหม ซึ่งล้วนแต่งชุดขาว มหาพรหมในที่นี้หมายถึงพรหมผู้มีศักดิ์ใหญ่
    มีอานุภาพมาก ทั้ง ๑๖ ชั้น ผู้มีศักดิ์ใหญ่มากที่สุดก็อยู่ข้างหน้า เสด็จมาทางบันไดที่ดูคล้ายๆ เงินยวง
    ไม่ใช่เงินดำๆ แบบเมืองมนุษย์ แล้วก็เนรมิตฉัตรสีขาว ๙ ชั้นลอยอยู่เบื้องบน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    เปล่งฉัพพรรณรังสี สว่างไสว เนรมิตพระวรกายให้ใหญ่กว่าเทวดาและพรหม ในระดับที่มนุษย์
    อยู่ไกลก็เห็นใกล้ แต่อยู่ใกล้ๆ จะเห็นพอดีๆ คือจะใกล้หรือไกลก็เห็นเท่ากันด้วยพุทธานุภาพ <!--MsgFile=7-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    เหตุการณ์ในวันนั้นไม่ใช่มนุษย์ทั่วโลกได้เห็นกันหมด แต่เห็นเฉพาะผู้มีบุญที่สังกัสสะนคร
    ซึ่งอยู่ในเมืองสาวัตถี ในรัศมีแค่ ๓๖ โยชน์เท่านั้น แล้วมนุษย์ที่เห็นวันนั้นก็มีหลายประเภท คือ
    ผู้ที่เลื่อมใสก็มี ที่เฉยๆ ก็มี ไม่เลื่อมใสก็มี ที่เลื่อมใสมากก็เห็นมาก ที่เฉยๆก็เห็นหย่อนลงมา ที่ไม่
    เลื่อมใสก็เห็นมั่งไม่เห็นมั่ง แต่พวกมีตาทิพย์กายละเอียดเขามองเห็น เพราะฉะนั้นมนุษย์เห็นเฉพาะ
    จุดตรงนั้น แล้ว ณ ตรงนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดบังเกิดขึ้น ก็จะเสด็จลงมาที่สังกัสสะนคร
    นี่แหละ เพราะเป็นเมืองที่เป็นเนิน สามารถเห็นได้รอบทิศ มีจารึกของภิกษุฟาเหียนที่ท่านเดินทางไป
    ค้นหาพระคัมภีร์สืบคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่อินเดีย ในนั้นกล่าวว่า ท่านเห็นตำแหน่ง
    ที่บันไดทอดมาถึงพื้นมนุษย์ด้วย <!--MsgFile=8-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    เพราะฉะนั้นมนุษย์ก็เห็น เทวดาก็เห็น แล้วนาคก็เห็น ท่านจึงเกิดกุศลศรัทธามาก ได้เปล่ง
    วาจาตั้งความปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต ดังนั้น เมื่อถึงวันเข้าพรรษา
    พญานาคก็จะออกมาจากนาคพิภพ มาจำศีลภาวนาใต้ลำน้ำโขง ซึ่งท่านปรารถนาจะให้ใครเห็นหรือไม่
    เห็นก็ได้ด้วยอนุภาพของท่าน <!--MsgFile=9-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ตอนแรกท่านก็มาตามลำพังตนเดียว ต่อมาลูกน้องบริวารเกิดศรัทธาตามขึ้นมาจำศีลด้วย
    พอถึงวันออกพรรษา ด้วยจิตที่เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงบูชาพระพุทธองค์ด้วยประทีป
    ที่กลั่นจากใจใสๆ ด้วยการประพฤติพรหมจรรย์มาตลอด ๑ พรรษา และได้อธิษฐานว่า
    ด้วยอานิสงส์นี้ ขอให้ข้าพระองค์ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต <!--MsgFile=10-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ารพ่นไฟของนาคนั้นมีหลายลักษณะ ถ้าพ่นเพราะความโกรธจะพ่นอย่างร้อนแรง โดนที่ไหน
    ก็พังที่นั่น แต่ก็พ่นไม่ได้ทุกตัว ปริมาณที่พ่นไฟก็ไม่เท่ากัน แล้วแต่ฤทธิ์ของใคร ใครมีบุญมาก
    มีฤทธิ์มาก ก็พ่นได้มาก หรืออีกแบบหนึ่งที่เราได้ยินบ่อยๆ ในพระไตรปิฏกว่า " บังหวนควัน "
    คือจะพ่นควันที่มีไอร้อนออกมา <!--MsgFile=11-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">
    </td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    แต่การพ่นไฟเป็นประทีปบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอีกแบบ การที่พญานาคจะพ่นไฟถวาย
    เป็นพุทธบูชาได้ ต้องประพฤติพรหมจรรย์ ไม่เสพเมถุนตลอด ๑ พรรษา แล้วก็ระลึกนึกถึง
    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันเทโวโรหณะ ที่เสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ด้วยใจที่ปลื้มปีติ แล้วพ่นไฟลอย
    ขึ้นไปในอากาศ เมื่อเป็นฟองอยู่ใต้น้ำก็กลมๆ เนื่องจากเป็นของกึ่งหยาบ กึ่งละเอียด ทำให้เวลา
    ลอยพ้นน้ำขึ้นมาผิวน้ำจะไม่กระเพื่อม คือ เหมือนผ่านอากาศ แล้วลอยขึ้นไปสว่างวาบบนท้องฟ้า <!--MsgFile=12-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    แต่เดิมท่านทำลำพังเพียงคนเดียว ต่อมานาคบริวารเกิดกุศลศรัทธาก็ทำตามบ้าง เพราะฉะนั้น
    จึงเกิดแสงสว่างขึ้นบนท้องฟ้า ช่วงสั้นบ้าง ยาวบ้าง ดวงโตบ้าง ดวงเล็กบ้าง แล้วแต่อานุภาพของ
    แต่ละท่าน ใครกำลังบารมีอ่อนก็พ่นได้ไม่กี่ดวง แล้วก็สูงไม่มาก แต่ของพญานาคจะสูงทีเดียว ด้วย
    เหตุนี้บั้งไฟพญานาคจึงเกิดขึ้นในวันออกพรรษาทุกปี และเริ่มมีมากขึ้นตามห้วยหนองคลองบึงต่างๆ <!--MsgFile=13-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    นี่คือสิ่งที่เป็นอจินไตยที่เกิดขึ้นจริงด้วยจิตที่เลื่อมใสของพญานาค
    พญานาคท่านก็รู้จิตใจของมนุษย์ทุกคน ในทุกยุคที่ผ่านมาสองพันห้าร้อย
    กว่าปี ว่ามนุษย์คิดกันอย่างไร ยุคต้นๆ มนุษย์มีจิตเลื่อมใสพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    ก็เชื่อมั่น ส่วนในยุคนี้ เชื่อก็มี เชื่อมั่งไม่เชื่อมั่งก็มี ไม่เชื่อเลยก็มี
    แต่พญานาคท่านไม่สนใจ เพราะเอาใจไปอยู่กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์อยู่ตลอดเวลา ปลื้มปีติ ไม่สนใจเสียงการละเล่น
    ต่างๆ ของมนุษย์ทั้งสองฝั่งริมโขงเลย ใครจะคิดตำหนิติเตียน หรือจะลบหลู่
    ท่านก็เฉยๆ ไม่สนใจ ใจปลื้มอยู่ในบุญ เพราะท่านรู้ว่ามนุษย์ไม่เห็นวันนั้น จะ
    ให้มาปลื้มอย่างท่านคงยาก <!--MsgFile=14-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    เพราะฉะนั้น เมื่อถึงวันมหาปวารณของไทย หรือวันออกพรรษาของลาว
    เราจะเห็นดวงไฟลอยขึ้นมาจากลำน้ำโขงเป็นประจำทุกปี ปีละครั้ง และมีที่นี่ที่
    เดียวในโลก เพราะฉะนั้น ณ จุดตรงนี้ ถ้าหากว่าผู้มีบุญทั้งหลายได้ไปดูแล้ว
    ทำจิตให้เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างพญานาค ก็จะเป็นทางมาแห่งบุญ
    แล้วก็เป็นทางไปสู่สวรรค์ ด้วยอานิสงส์แห่งการเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    สมบัติใหญ่จะไหลมาเทมา เราจะมีดวงปัญญาอันเลิศ มีรัศมีสว่างไสว ผิวพรรณผ่องใส
    เป็นมนุษย์ก็จะสวยงามทีเดียว <!--MsgFile=15-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>

    </center>
     
  3. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,666
    ค่าพลัง:
    +24,008
    คุณเคยได้ยินบ้างไหม




    ...เคยได้ยินบ้างไหม
    เรื่องราวกล่าวขานมานานปี
    ดวงไฟจากนที
    พุ่งผ่านสายน้ำทุกปีที่ลำน้ำโขง

    เคยได้ยินบ้างไหม
    เธอเคยได้ยินบ้างไหม

    เพ็ญคืนออกพรรษา
    พญานาคาได้มาชุมนุม
    ตรึกระลึกถึงคุณ
    กลั่นเป็นดวงใสพ่นดวงไฟสู่ท้องฟ้า

    บั้งไฟพญานาคา
    บั้งไฟพญานาคา

    เหตุองค์พระสัมมา
    เสด็จลงมาจากดาวดึงส์
    ต่างระลึกนึกถึง
    เกิดความเลื่อมใส
    พ่นดวงไฟเพื่อบูชา

    บูชาองค์พระสัมมา
    บูชาองค์พระสัมมา

    พญานาคคอยรักษา
    ผู้มีบุญญาได้มาชุมนุม
    สวดสรรเสริญพระคุณ
    ด้วยบุญเกื้อหนุน
    แล้วคุณก็จะได้เห็น

    บั้งไฟพญานาคา
    บูชาองค์พระสัมมา

    ************************

    รับชมและรับฟัง

    ( คลิก )

    http://203.147.62.17/MV1/ever_heard.wmv


    _.[​IMG] <!--MsgFile=0-->
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#204080" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table>
    กำเนิดอาณาจักร พญานาค




    * <!--MsgFile=0-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#204080" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    " ในทรรศนะของโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา "



    ๑. กำเนิดอาณาจักร พญานาค



    _.[​IMG]



    ......." เมืองบาดาล ใต้ลำน้ำโขงซึ่งเป็นภพซ้อนภพ คือ เป็นภพละเอียด
    ของนาค ซ้อนอยู่ในภพหยาบของโลกมนุษย์ และ ครอบคลุมดินแดนทั้งฝั่งไทยลาว "

    ย้อนอดีตไปเมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ปี มีอาณาจักรโบราณแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่บริเวณริม
    แม่น้ำโขงทั้ง ๒ ฝั่ง อาณาจักรแห่งนี้มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ชาวเมืองอยู่เย็นเป็นสุข ประชาชน
    มีจิตใจงดงาม เป็นคนดี มีศีลธรรม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน มีความเคารพกันตามลำดับอาวุโส
    ความดีงามเหล่านั้นก็ยังสืบทอดมาเป็นวัฒนธรรมสองแผ่นดินไทย-ลาว จนถึงในปัจจุบัน ลูกมีความ
    กตัญญูต่อบิดา-มารดา เลี้ยงดูท่านให้อยู่ดีมีสุข เกิดความอบอุ่น ไม่ทอดทิ้งท่านให้อยู่โดดเดี่ยวเดียว
    ดาย ลำบากลำบน

    พระราชาปกครองบ้านเมืองด้วยทศพิธราชธรรม ในสมัยนั้นพระพุทธศาสนายังไม่เกิดขึ้น
    ประชาชนนับถือ คัมภีร์ไตรเพท ของศาสนาพราหมณ์ ไตรเพทประกอบด้วย คัมภีร์ ๓ เล่ม
    คือ ฤคเวท , ยชุรเวท , และ สามเวท

    ฤคเวท เป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วย บทสวดสรรเสริญความยิ่งใหญ่ดีงามของเทพเจ้า

    ยชุรเวท เป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วย บทสวดอ้อนวอน ในพิธีฆ่าสัตว์บูชายัญ เพื่อให้เทพเจ้า
    เกิดความเมตตาสงสารรักใคร่

    สามเวท เป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วย บทเพลงสำหรับสวด หรือ ร้องเป็นทำนอง ให้เทพเจ้าเพลิดเพลิน
    เคลิบเคลิ้มในพิธีฆ่าสัตว์บูชายัญ เชื่อว่าเมื่อเทพเจ้าเพลิดเพลินเคลิบเคลิ้มก็จะได้ประทานพรให้โดย
    ง่าย <!--MsgFile=1-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    .พระราชามีปุโรหิตสำคัญท่านหนึ่ง เป็นผู้มีจิตใจดีงาม มีปัญญามาก ชำนาญแตกฉาน
    ในไตรเพท ก่อนจะมาเกิดเป็นปุโรหิต ท่านเคยสร้างบารมีโดยตั้งความปรารถนาที่จะเป็น
    พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์หนึ่งในอนาคต แต่อยู่ในระดับนึกในใจ ยังไม่เคยเปล่งวาจา หรือ
    ชักชวนใครให้ร่วมสร้างบารมีด้วย หลังจากนั้น ก็เวียนว่ายตายเกิด จนมาเป็นปุโรหิตในเมืองนี้

    ท่านปุโรหิตมีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมบวงสรวงพญานาค โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ฝนตก
    ต้องตามฤดูกาล เพราะประชาชนส่วนมากมีความเชื่อว่า นาคเป็นผู้ให้น้ำ

    นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาราชการของพระราชา คอยแนะนำให้พระราชาบริจาคทาน
    ให้แก่คนยากจนมิได้ขาด ตัวท่านเองก็มักจะบริจาคทานเป็นประจำ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ตัดสินคดี
    ความ ซึ่งท่านก็ปฎิบัติหน้าที่อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมอีกด้วย <!--MsgFile=2-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ท่านปุโรหิตมีใจผูกพันกับพญานาคมาก จึงตั้งใจประกอบพิธีกรรมบวงสราวทุกปี
    เมื่อหมดอายุขัย ด้วยจิตที่ผูกพัน จึงได้ไปบังเกิดเป็นพญานาค มีชื่อว่า โอฆินทรนาคราช
    มีกายสีทองสวยงามมาก และได้เป็นผู้ปกครองชุมชนนาคในระดับภุมเทวา ณ เมืองบาดาล
    ใต้ลำน้ำโขง ซึ่งเป็นภพซ้อนภพ คือ เป็นภพละเอียดของนาคซ้อนอยู่ในภพหยาบของโลกมนุษย์
    และครอบคลุมดินแดนทั้งฝั่งไทยลาว <!--MsgFile=3-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    มเหสีของโอฆินทรนาคราช อดีตเป็นราชธิดาของกษัตริย์โบราณแถบลุ่มแม่น้ำโขง
    เช่นกัน เธอเป็นผู้มีจิตใจงดงาม โอบอ้อมอารี มีเมตตา ชอบช่วยเหลือคนทุกข์ยาก แต่ในสมัย
    นั้นพระพุทธศาสนายังไม่บังเกิดขึ้น ประชาชนมีความเชื่อในเรื่องเทพเจ้าแห่งลำน้ำ จึงมักจะทำ
    พิธีกรรมบวงสรวงเทพนาคราชเป็นประจำทุกปี ด้วยจิตใจผูกพันกับเทพเจ้าแห่งลำน้ำ เมื่อละโลก
    แล้ว จึงไปเกิดเป็นอัครมเหสีของเทพเจ้าแห่งลำน้ำ คือ โอฆินทรนาคราชนั่นเอง

    ขณะเกิด เธอเกิดแบบโอปปาติกะ เช่นเดียวกับโอฆินทรนาคราช คือ เกิดแล้วโตทันที
    และเกิดบนแท่นบรรทมของโอฆินทรนาคราชด้วย เป็นนางนาคมาณวิกาสาวทันที
    โอฆินทรนาคราชได้พบนางก็ทราบทันทีว่า นางคือ นางแก้วผู้มาเกิดเป็นมเหสีคู่บุญของตน
    จึงได้สถาปนาให้เป็นอัครมเหสี ต่างอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดมา <!--MsgFile=4-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table>
    <b><big><big>" การสืบราชสมบัติพญานาค " และ สะดือแม่น้ำโขงอยู่ที่ไหน ? ...............

    </big></big></b>
    " มธุรนาคราช ชื่อนี้ถือนิมิตจากผิวพรรณของท่านว่า เหมือนสีน้ำผึ้ง คือ
    เป็นสีน้ำตาลทองเข้มๆ ซึ่งเป็นอานิสงส์แห่งการถวายน้ำผึ้งครั้งเป็นมนุษย์ "



    _.[​IMG] <!--MsgFile=0-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#204080" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    " ในทรรศนะของโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา "




    .......ย้อนอดีตไปเมื่อ ๓,๐๐๐ ปีที่แล้ว ณ หมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง
    ในยุคนั้น ผู้คนทั้งหลายมีความเชื่อว่า วิญาญาณของบรรพบุรุษหลังจากตายแล้วไม่สูญ จะคอย
    ติดตามคุ้มครองดูแลลูกๆ หลานๆ ต่อไป แล้วก็มีความเลื่อมใสในเรื่องเทพเจ้าแห่งลำน้ำ
    ซึ่งปัจจุบันความเชื่อเหล่านี้ก็ยังคงอยู่

    ในครั้งนั้น มีชายหนุ่มอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนั้น มีอาชีพหาของป่าและตัดฟืน
    ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเช่นเดียวกับผู้คนในยุคสมัยนั้น

    ต่อมาวันหนึ่ง มีพระดาบสเหาะจากป่าหิมพานต์ มาบำเพ็ญพรตที่ใต้ร่มไม้ใหญ่
    บริเวณริมฝั่งโขง ซึ่งไม่ไกลจากหมู่บ้านแห่งนั้นนัก

    ดาบสผู้นี้มีลักษณะสง่างาม ผิวพรรณวรรณะผ่องใส มีรัศมีพวยพุ่งออกมารอบกาย
    แม้จะมีอายุเป็นพันปีแล้วก็ยังดูหนุ่มแน่น ท่านได้บรรลุฌาน ๔ อภิญญา ๕ สามารถ
    เหาะเหินเดินอากาศได้ <!--MsgEdited=1-->
    <!--MsgFile=1-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table>
    วันหนึ่ง ชายหนุ่มผู้นั้นเข้าป่าเพียงลำพังเพื่อหาน้ำผึ้ง เขาได้น้ำผึ้งมาเต็มกระบอกไม้ไผ่
    เมื่อได้มาพบดาบสนั้น เห็นรัศมีผิวพรรณของท่านผ่องใส ก็มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายน้ำผึ้งแก่ดาบส
    โดยวางไว้ตรงหน้า โดยคิดว่าดาบสท่านนี้คงเป็นเทพยดาที่อยู่บริเวณนั้นเป็นแน่

    ดาบสท่านนี้ เป็นผู้สำเร็จแล้ว แม้ไม่ต้องขบฉันอาหารเยี่ยงคนทั่วไป แต่ก็รับไว้ด้วย
    อาการดุษณีภาพ คือ นั่งเฉยๆ เพื่ออนุเคราะห์แก่ชายหนุ่ม

    หลังจากชายหนุ่มกลับไปถึงหมู่บ้านแล้ว ก็เล่าเรื่องราวที่ไปพบดาบส ซึ่งตัวเองเข้าใจ
    ว่าเป็นเทพยดาให้เพื่อนบ้านฟัง

    วันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มก็พาเพื่อนบ้านกลุ่มใหญ่มา เพื่อจะสักการะดาบส ได้เตรียมอาหาร
    หวานคาวมาด้วย แต่ดาบสไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว จึงพากันวางอาหารหวานคาวและเครื่อง
    สักการะต่างๆ เป็นการเซ่นสรวงสถานที่ที่ดาบสเคยนั่ง คือ ตรงใต้ต้นไม้ใหญ่นั่นเอง <!--MsgFile=2-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>​
    </center>
    ในใจของชายหนุ่มนั้น ยังคงมีความปิติและประทับใจในการที่ได้พบ ได้ถวายน้ำผึ้ง
    แก่ดาบสผู้สำเร็จนั้น เมื่อใกล้จะละโลก เขาได้เห็นนิมิตภาพที่ตนเองเคยถวายน้ำผึ้ง รวม
    กับความผูกพันที่มีต่อสายน้ำโขง และ ความเชื่อต่อเทพเจ้าแห่งลำน้ำ ดังนั้นเมื่อละโลกแล้ว
    จึงไปเกิดเป็นบุตรของพญานาคราชโอฆินทร ณ เมืองบาดาลใต้สองผืนแผ่นดินไทย-ลาว
    บริเวณลุ่มแม่น้ำโขง โดยเกิดแบบโอปปาติกะ บนตักของอัครมเหสี พญานาคราชดีใจที่ได้
    บุตรผู้มีบุญญาธิการ ได้ทำพิธีสมโภชและขนานนามแก่บุตรว่า มธุรนาคราช

    ชื่อนี้ถือนิมิตจากผิวพรรณของท่านว่า เหมือนสีน้ำผึ้ง คือ เป็นสีน้ำตาลทองเข้มๆ ซึ่ง
    เป็นอานิสงส์แห่งการถวายน้ำผึ้งครั้งเป็นมนุษย์ เมื่อเจริญวัยขึ้นมา ผิวพรรณกลับเปล่งปลั่ง
    เป็นสีทอง เหล่านาคทั้งหลายจึงขนานนามท่านว่า สุวรรณมธุรนาคราช แปลว่าพญานาค
    น้ำผึ้งทอง

    ฝ่ายชาวบ้านที่มีจิตเลื่อมใสในพระดาบสและตามมาสักการะแต่ไม่พบ ภายหลังได้มาเกิดเป็น
    บริวารของสุวรรณมธุรนาคราช โดยเกิดเป็นนาคในกำเนิดต่างๆ ตามกำลังบุญของตน ซึ่งมีทั้ง
    ๔ กำเนิด คือ

    โอปปาติกะ เกิดแล้วโตทันที เช่นเดียวกับเทวดา-นางฟ้า
    สังเสทชะ เกิดจากเหงื่อไคล หรือ ที่ชื้นแฉะโสโครก
    ชลาพุชะ เกิดในครรภ์ เช่นเดียวกับมนุษย์
    อัณฑชะ เกิดในฟองไข่ เช่นเดียวกับงูทั่วไป <!--MsgEdited=3-->
    <!--MsgFile=3-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table>
    เกิดเป็นบุตรของ พญานาคราชโอฆินทร
    ณ เมืองบาดาลใต้สองผืนแผ่นดินไทย-ลาว
    บริเวณลุ่มแม่น้ำโขง โดยเกิดแบบโอปปาติกะ
    บนตักของอัครมเหสี
    <!--MsgFile=4-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>​
    </center>
    .เมื่ออายุเกือบ ๕๐๐ ปี ซึ่งเป็นช่วงอยู่ในวัยรุ่น มธุรนาคราชได้ติดตามพญานาคราช
    โอฆินทรา บิดา ขึ้นไปบนพื้นดิน และได้เห็นเหตุการณ์ วันเทโวโรหณะ
    ขณะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเปิดโลกด้วย ในวันนั้นเองโดยพุทธานุภาพทำให้สัตวโลกทั้งหลาย
    ใน ภพสาม นอกจากจะแลเห็นพุทธลักษณะอันงดงามและฉัพพรรณรังสีอันสว่างไสวรอบ
    พระวรกายแล้ว ทั้งสัตว์นรก มนุษย์และเทวดายังสามารถเห็นซึ่งกันและกันอย่างชัดเจนอีกด้วย

    ครั้งนั้น ทั้งพญานาคและมนุษย์ เมื่อได้ยลพุทธลักษณะต่างบังเกิดความศรัทธา เคารพ
    เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงต่างตั้งใจบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามสติปัญญา และ
    อานุภาพของตน <!--MsgFile=5-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    เมื่อเวลาผ่านไป ราชบุตรโตเต็มที่ ถึงเวลาที่จะต้องมี ดวงแก้วประจำตัว เกิดขึ้น
    โอฆินทรนาคราชผู้เป็นพระราชาจึงให้บุตรชายไปจำศีล ณ สะดือแม่น้ำโขง

    หลังจากรักษาศีลจนกระทั่งถึงคือวันเพ็ญ ด้วยบุญที่ถวายน้ำผึ้งแก่ดาบส ทำให้ดวงแก้ว
    ประจำตัวบังเกิดขึ้นโดยง่าย มีความสว่างไสวยิ่งนัก ซ้ำยังบันดาลให้เกิดวิมานทอง ตลอด
    จนสมบัติมากมาย ณ บริเวณสะดือแม่น้ำโขงนั่นเอง โอฆินทรราชาแห่งนาครู้ว่า บุตรของตน
    มีบุญญาธิการมาก จึงได้ยกตำแหน่งพระราชาให้ปกครองพิภพแทนตนสืบไป



    ( สะดือแม่น้ำโขง คือ บริเวณอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ) <!--MsgFile=6-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    อัครมเหสีของสุวรรณมธุรนาคราชนั้น อดีตชาติเคยเกิดเป็นพระราชธิดาของ
    พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช อดีตกษัตริย์ผู้ปกครองอาณาจักรล้านช้าง

    พระองค์มีราชธิดา ทั้งหมด ๓ พระองค์ องค์ที่เป็นอัครมเหสีของสุวรรณมธุรนาคราช นั้น
    เป็นราชธิดาองค์กลาง ขณะเป็นมนุษย์มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้สร้าง พระสุก ไว้
    แต่ไม่ค่อยได้เจริญสมาธิภาวนา และยังมีความเลื่อมใสศรัทธาในเรื่องอานุภาพของพญานาคอย่าง
    แรงกล้า ตามความเชื่อดั้งเดิมของบรรพบุรุษ เมื่อละโลกแล้วได้ไปบังเกิดเป็นนางนาคในภพบาดาล
    ในกำเนิดโอปปาติกะ โดยเกิดบนแท่นบรรทมของสุวรรณมธุรนาคราช เมื่อสุวรรณมธุรนาคราช
    ได้พบก็ทราบทันทีว่า เธอคือนางแก้วคู่บุญของตน ถึงแม้ว่านางจะมาทีหลังมเหสีองค์อื่น แต่เธอ
    ก็มีบุญญาธิการมากที่สุด จึงได้รับการสถาปนาไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี <!--MsgFile=7-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table>

    </center>

    </center>

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 ตุลาคม 2006
  4. ยอดยาหยี

    ยอดยาหยี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    576
    ค่าพลัง:
    +2,697
    เคยดูแล้วค่า ของ DMC ได้รู้อะไรหลายอย่างดีค่ะ
     
  5. pong-sit

    pong-sit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,629
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +17,779
    เยอะจัง เดี๋ยวว่างๆจะมาอ่านนะครับ
     
  6. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,666
    ค่าพลัง:
    +24,008
    พญานาคปกครองด้วย " ระบอบบุญญาธิปไตย " โดยถือหลักผู้มีบุญมาก ปกครองผู้มีบุญน้อย

    ๓. ความเป็นอยู่และการปกครอง


    " พวกกำเนิดแบบโอปปาติกะนั้น เป็นพญานาคชั้นปกครอง
    ปกครองประชากรนาคด้วยระบอบบุญญาธิปไตย
    โดยถือหลักผู้มีบุญมาก ปกครองผู้มีบุญน้อย "



    _.[​IMG] <!--MsgFile=0-->
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#204080" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table>
    " ในทรรศนะของโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา "




    .......ความเป็นอยู่ และการปกครองของนาคราชในอาณาจักรต่างๆ ของภพบาดาล
    ใต้แม่น้ำโขง ครอบคลุมมาถึงใต้แผ่นดินที่เป็นปริมณฑลกว้างใหญ่ ทั้งฝั่งไทยและลาว ยาว
    ตลอดลำน้ำโขง บริเวณสะดือแม่น้ำโขง ซึ่งอยู่ตรงกับอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย
    ถือว่าเป็นศูนย์กลางการปกครองของภพบาดาล ทั้งใต้น้ำและใต้ดิน

    การปกครองของพญานาค

    พญานาคมีการปกครองด้วยระบอบบุญญาธิปไตย คือ
    ผู้มีบุญมากปกครองผู้มีบุญน้อย ลำดับชั้นปกครอง ได้แก่

    พวกกำเนิดแบบโอปปาติกะ ปกครองพวกกำเนิดแบบสังเสทชะ

    พวกกำเนิดแบบสังเสทชะ ปกครองพวกกำเนิดแบบชลาพุชะ

    พวกกำเนิดแบบชลาพุชะ ปกครองพวกกำเนิดแบบอัณฑชะ เป็นไปตามลำดับ


    ลักษณะของพญานาคแต่ละกำเนิด


    พวกกำเนิดแบบอัณฑชะ คือ เกิดในฟองไข่ ส่วนใหญ่เป็นงูชั้นล่าง เช่น
    งูเหลือม งูเห่า งูจงอาง เป็นต้น

    พวกกำเนิดแบบชลาพุชะ ดีขึ้นมาหน่อย คือ เกิดในครรภ์ เป็นงูขนาดใหญ่มาก
    ขนาดท่อนซุงหลายสิบต้นต่อกันยาวเป็นร้อยเมตร อยู่ใต้น้ำลึก คนมักจะเรียกว่า งูเทพเจ้า

    พวกกำเนิดแบบสังเสทชะ ก็ดีขึ้นมาอีก พวกนี้จะเป็นกึ่งสัตว์เดรัจฉาน และกึ่งทิพย์
    เมื่ออยู่ในเมืองบาดาลสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ โดยจะทำหน้าที่เป็นบริวารรับใช้อยู่
    ในวิมานที่ภพบาดาลของพวกโอปปาติกะ

    พวกกำเนิดแบบโอปปาติกะ นั้นเป็นพญานาคชั้นปกครอง ปกครองประชากรนาค
    ด้วยระบอบบุญญาธิปไตย โดยถือหลักผู้มีบุญมาก ปกครองผู้มีบุญน้อย
    <!--MsgFile=1-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    อายุขัยของพญานาค

    .......พญานาคใต้แม่น้ำโขง เป็นพญานาคระดับ ภุมเทวา ประเภทหนึ่ง ซึ่งมีอายุแตกต่าง
    กันตามกำลังบุญ

    พวกกำเนิดแบบโอปปาติกะ จะมีอายุประมาณ ๕,๐๐๐ - ๑๐,๐๐๐ ปี
    พวกกำเนิดแบบสังเสทชะ เกิดจากเหงื่อไคล ในน้ำที่หมักหมม จะมีอายุประมาณ ๑,๐๐๐ - ๕,๐๐๐ ปี
    พวกกำเนิดแบบชลาพุชะ เกิดในครรภ์ หรือประเภทงูเทพเจ้า จะมีอายุประมาณ ๑๐๐ - ๕๐๐ ปี
    พวกกำเนิดแบบอัณฑชะ เกิดในไข่ เป็นงูสามัญ จะมีอายุ ๑๐ ปี บ้าง ๒๐ ปี บ้าง ๓๐ ปีบ้าง


    การแปลงกายเป็นมนุษย์


    ..พวกเกิดแบบโอปปาติกะ

    ..พวกกำเนิดแบบสังเสทชะ ซึ่งเกิดในเมืองบาดาล แปลงกายได้เฉพาะขณะอยู่ใน
    เมืองบาดาล ถ้าหากออกพ้นเมืองบาดาลก็จะกลายร่างเป็นนาคเหมือนเดิม

    ..พวกกำเนิดแบบชลาพุชะ และ อัณฑชะ ล้วนแปลงกายไม่ได้ เพราะบุญน้อย ฤทธิ์ก็น้อย
    ตาม จึงอยู่ในสภาวะของงูตลอดไป

    สามารถแปลงกายได้ทั้งขณะอยู่บนบกและอยู่ในน้ำ
    อาหารของพญานาค


    ..พวกำเนิดแบบอัณฑชะ หรืองูทั่วๆ ไป จะกินพวกกบเขียดปลาเล็กๆ เป็นอาหาร

    ..พวกกำเนิดแบบชลาพุชะ หรืองูเทพเจ้า จะกินปลาใหญ่เป็นอาหาร

    ..พวกกำเนิดแบบสังเสทชะ และ โอปปาติกะ
    วิมานตนเองใต้ภพบาดาล จะกินอาหารทิพย์ที่เกิดจากบุญภายใน <!--MsgEdited=2-->
    <!--MsgFile=2-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    วิมานในภพบาดาล

    .......เป็นทองคำ พื้นรอบนอกวิมานจะเป็นทรายเงิน ทรายทอง ทรายแก้ว ตามกำลังบุญ
    ของเจ้าของวิมาน ภายในวิมานจะมีคลังเก็บสมบัติ ทั้งที่เป็นหีบแก้ว แหวนเงินทองและ
    รัตนชาติ บางส่วนก็เป็นสมบัติโบราณ ที่ตนเองมีหน้าที่เก็บรักษา เช่น พระพุทธรูปโบราณ
    ที่จมลงไปในดิน หรือสิ่งก่อสร้างสำคัญของวัดวาอารามที่ปรักหักพัง หรือเทวรูปต่างๆ

    มีเรื่องเล่าในพระไตรปิฎก เกี่ยวกับอดีตชาติของ พระรัฐปาล ซึ่งคัดย่อ
    เฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับพญานาคว่า มีพระดาบสองค์หนึ่งได้เห็นสมบัติอันอลังการของ
    พญานาค ก็กลับไปเล่าให้โยมอุปัฏฐากฟัง โยมอุปัฏฐากก็เชื่อพระดาบสนั้น จึงปรารถนาสมบัติ
    พญานาค เมื่อทำบุญก็จะอธิษฐานให้ไปเกิดในภพพญานาค เมื่อตายแล้วก็ได้ไปเกิดเป็นพญานาค
    สมดังใจที่ได้อธิษฐานไว้ <!--MsgFile=3-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    หน้าที่ของพญานาค


    ..นาคพวกกำเนิดแบบอัณฑชะ มีความเป็นอยู่เหมือนงูทั่วไป


    ..พวกกำเนิดแบบชลาพุชะ เป็นงูเทพเจ้ามีหน้าที่เฝ้าสถานที่สำคัญ เช่น วัดวาอารามเก่าๆ
    หรือ เฝ้าสมบัติโบราณ นักขุดสมบัติมักจะเจองูใหญ่ประเภทนี้ไล่ขบกัด ต้องวิ่งเผ่นหนีกันกระเจิด
    กระเจิง บางทีก็มาเข้าฝันเจ้าของสมบัติว่า อยากจะไปเกิดแล้ว ให้มาขุดเอาสมบัติไปก็มี เช่นสั่งว่า
    ให้ไปคนเดียว ห้ามชวนคนอื่นไปด้วย เพราะไม่ใช่เจ้าของ ตอนตี ๒ ก็ไปขุดตามที่ฝัน
    แล้วเจอไหสมบัติพร้อมกับงูตัวโตมหึมา แต่งูก็ไม่ทำร้าย ยินดียกสมบัติให้

    ..พวกกำเนิดแบบสังเสทชะ และ โอปปาติกะ
    ภพบาดาล รายล้อมไปด้วยนางนาคมาณวิกาสาวสวยวัยกำนัดคอยฟ้อนรำปรนเปรอไม่ห่ายกาย

    ..พวกำเนิดแบบโอปปาติกะ เป็นนาคชั้นผู้ปกครอง มีหน้าที่เป็นผู้พิพากษา คอยตัดสินคดี
    ความต่างๆ ในสายการปกครองของตนไปด้วยในตัว ดังเช่น คดีตัวอย่างต่อไปนี้
    มีชีวิตประจำวันเสวยสุขอยู่ในวิมานใต้<!--MsgFile=4-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    .......ครั้งหนึ่ง มีนาคบริวารออกไปว่ายน้ำที่ลำน้ำโขง ได้พบหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังว่ายน้ำ
    เล่นอยู่ ก็เกิดหลงรัก แต่เธอเป็นมนุษย์ อยู่ร่วมกันไม่ได้ จึงเข้ารัดร่างแล้วดึงลงไปใต้น้ำ ทำให้
    เธอจมน้ำตาย แล้วร่ายมนต์บังคับ ฉุดเอาวิญญาณมา โดยเจ้าของร่างไม่ยินยอมพร้อมใจ เพราะ
    อยู่ๆ ก็จะเอาไปเป็นเจ้าสาว อย่างนี้ยอมรับไม่ได้ แต่กายละเอียดของเธอถูกมนต์บังคับไว้ ไม่
    สามารถดิ้นหนีไปไหน

    ฝ่ายญาติของหญิงสาวที่อยู่เมืองมนุษย์ ก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ บุญนั้นมากพอที่จะส่ง
    ผลให้วิญญาณของหญิงสาวผู้นั้น ให้ได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีกว่านาค แต่นาคหนุ่มไม่ยอม
    ได้ดึงรั้งวิญญาณของเธอไว้ ทำให้เธอไปไม่ได้
    <!--MsgFile=5-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    การที่นาคหนุ่มดึงรั้งเธอเอาไว้ ถือว่าเป็นความผิดขั้นร้ายแรงของนาคหนุ่ม เหตุการณ์
    นี้ ร้อนถึงเจ้าหน้าที่เขตที่เป็นกุมภัณฑ์ ( ยักษ์ประเภทหนึ่ง ) ต้องลงมาร้องเรียนพญานาค
    ผู้ปกครอง

    พญานาคผู้ปกครองจึงต้องตัดสินให้นาคหนุ่มปล่อยวิญญาณหญิงผู้นั้นไป และทำโทษ
    ด้วยการกักบริเวณ โดยให้นาคหนุ่มไปอารักขาพระพุทธรูปโบราณ หรือเจดีย์โบราณที่จมอยู่
    ใต้ดินเป็นเวลาร้อยๆ ปี การลงโทษทำนองนี้ก็แล้วแต่ว่าจะไปอยู่นานแค่ไหน พิจารณาตาม
    ความหนักเบาของพฤติกรรมในแต่ละรายๆ ไป <!--MsgFile=6-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ....อีกคดีหนึ่ง พญานาคหนุ่มบริวารของเมืองหนึ่ง ไปหลงรักนางนาคมาณวิกา
    ซึ่งเป็นบริวารของพญานาคอีกเมืองหนึ่ง เหตุเกิดขณะที่นางนาคออกจากเมืองบาดาลของตน
    มาว่ายน้ำเล่น นาคหนุ่มบังเอิญออกมาว่ายน้ำเล่นอยู่ตรงนั้นพอดี เมื่อพบนาคสาวเข้าก็เกิด
    ความรักขึ้นมาท่วมท้นหัวใจใคร่จะร่วมอภิรมย์สมสู่กับนางขึ้นมาทันที จึงจู่โจมเข้ารัดร่าง
    นาคสาวที่กำลังเล่นน้ำเพลินอยู่ไม่ทันระวังตัว

    นางนาคตกใจดิ้นสุดแรง สะบัดตัวเพื่อให้หลุดออกจากการรัดนั้น ในที่สุดก็หลุดรอด
    ออกมาได้ พุ่งตัวหนีไปอย่างรวดเร็ว แต่นาคหนุ่มไม่ยอมเลิกรา ไล่กวดตามไปไม่ลดละ
    พยายามตีคู่ และเบียดตัวเข้าประชิดร่างของนาคสาว จนผิวเนื้อสัมผัสกัน เธอเบี่ยงตัวง
    หลบหลีก แต่ไม่พ้นหนุ่มนาคจอมเจ้าชู้ แล้วนาคหนุ่มก็ใช้คำหวานป้อยอจนเธอใจอ่อน

    ว่าพลางเจ้านาคหนุ่ม ก็ว่ายคลอเคลียไม่ยอมห่าง ออดอ้อนจนสาวนาคยอมตกลง
    ปลงใจรับรักเจ้าหนุ่มนาค แล้วก็แอบมาพลอดรักกันนอกเมืองบาดาลบ่อยๆ
    <!--MsgEdited=7-->
    <!--MsgFile=7-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>อยู่มาวันหนึ่ง มีนางนาคบริวารตนหนึ่งมาเจอเข้า ความลับก็แตก รู้ไปถึงสามีของนางนาค
    จึงมีการไปร้องเรียนกับหัวหน้าของตน แต่หัวหน้าเขตไม่สามารถตัดสินลงโทษได้ เพราะคู่
    กรณีเป็นพลเมืองของอีกเมืองหนึ่ง ต้องไปร้องเรียนกับผู้ปกครองใหญ่ คือ สุวรรณมธุรนาคราช

    สุวรรณมธุรนาคราช จึงสั่งให้นาคทั้งสองซึ่งกระทำผิดศีลข้อ ๓ คือ กาเมฯ ให้เลิกกัน
    อย่าได้ประพฤติผิดเยี่ยงนี้อีก แต่ทั้งสองไม่อาจทำใจให้เลิกราจากกันได้ เพราะเกิดรักฝังใจเสียแล้ว
    สุวรรณมธุรนาคราชจึงต้องสั่งลงโทษทั้งสอง โดยให้แยกกันกักบริเวณ ตนหนึ่งให้ไปเฝ้าพระพุทธรูป
    โบราณที่อยู่ใต้ดิน อีกตนหนึ่งเฝ้าสถูปโบราณที่ปรักหักพัง ห้ามฝ่าฝืน หรือหนีมาพบกันเด็ดขาด
    หากฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษอย่างหนัก โดยจะให้หัวหน้าเขตที่เป็นกุมภัณฑ์ควบคุมตัวไปรับโทษที่
    ยมโลก บังคับให้ปีนต้นงิ้วได้รับทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง.... <!--MsgFile=8-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table>
    ๔. กิเลส พญานาค




    .......แท้จริงแล้วพญานาคก็คือ อดีตมนุษย์
    อยู่ในทั้งสามเรื่องนี้ เช่นเดียวกับมนุษย์ คือ เรื่องกิน กาม และเกียรติ

    เรื่องอาหารการกินของพญานาคในกำเนิดโอปปาติกะ เกิดขึ้นจากบุญซึ่งตนเอง
    ทำไว้ในสมัยเป็นมนุษย์ ส่วนบริวาร คือ พวกที่เกิดแบบสังเสทชะ เกิดในน้ำสกปรก ในเหงื่อไคล
    ก็จะอาศัยอาหารการกินที่เกิดจากบุญของเจ้านายรวมกับบุญของตน

    รวมถึงการบริโภคสมบัติ ซึ่งแต่ละชิ้นก็เกิดด้วยบุญ ใครจะแย่งชิงกัน หรือลักขโมยกันไม่ได้
    เพราะบุญของผู้นั้นคุ้มครองสมบัติของตนเอาไว้ ปกครองกันแบบบุญญาธิปไตย จึงต่างต้องวนเวียนตกเป็นทาสของกิเลสมาร<!--MsgFile=9-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">
    </td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">
    </td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ในเรื่องของเกียรติ หรือ ศักดิ์ศรีก็แย่งกันไม่ได้เช่นเดียวกัน มีการแบ่งพื้นที่เขตแดนในการ
    ดูแลตามกำลังบุญของตน หรือตามแต่เจ้าเมืองนั้นจะมอบหมายให้ตามกำลังบุญ ไม่มีการรบราฆ่า
    ฟันเพื่อแย่งชิงพื้นที่กัน ยกเว้นพวกกำเนิดต่ำกว่า คือ กำเนิดแบบอัณฑชะ และ ชลาพุชะ บางครั้ง
    จะมีการแย่งชิงพื้นที่หรือหากินข้ามเขตกันบ้างเป็นครั้งคราว

    เรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ ก็แบ่งกันตามกำลังบุญ และตามกำเนิดสูงต่ำ จึงไม่มีการทะเลาะกัน
    เรื่องตำแหน่งและเกียรติยศ ไม่เหมือนมนุษย์ซึ่งแย่งชิงกัน ทั้งตำแหน่งหน้าที่และการงาน

    ส่วนเรื่องกามนั้น พญานาคจะมีเรื่องทะเลาะกันก็เพราะเรื่องกามนี้เป็นหลัก
    คดีที่เกิดขึ้นมักจะเป็นเรื่องเหล่านี้ ผู้ปกครองต้องตัดสินเกี่ยวกับเรื่องผัวๆ เมียๆ ตลอดเวลา
    <!--MsgFile=10-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    .สำหรับนาคที่ได้รับการลงโทษจากความผิด เรื่องชู้สาว ถ้าเป็นโทษที่ไม่ร้ายแรงก็ให้
    โดนกักบริเวณ โดยให้ไปจำศีลอยู่ที่ถ้ำใต้น้ำ หรือ ให้ไปจำศีลอยู่ที่โพรงดินใกล้ตลิ่งริมแม่น้ำโขง
    <!--MsgFile=11-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    แต่ถ้านาคตนใดทำความผิดร้ายแรง เนื่องจากตั้งใจทำผิดศีลข้อ ๓ พร้อมทั้งพิจารณาเห็นว่า
    บุญในตัวของนาคหมดแล้ว ก็จะถูกตัดสินให้ส่งตัวไปยมโลก โดยให้ไปปีนต้นงิ้ว
    ถูกอีกาปากเหล็กจิก ถูกสุนัขปากเหล็กกัดจนกระทั่งตายแล้วฟื้น ฟื้นแล้วกลับตายอีก
    ทนทรมานเช่นนี้ นานเป็นล้านๆ ปี นับตามเวลาในโลกมนุษย์ <!--MsgFile=12-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ขอเชิญชวนเที่ยวชมบั้งไฟพญานาค ( ลาว )


    ( คลิก )


    http://203.147.62.17/MV1/bangfai_Lao.wmv

    ...ขอเชิญชวน
    เที่ยวชมบั้งไฟพญานาค
    ร่วมตักบาตรเทศกาลงานออกพรรษา
    เป็นจารีตประเพณีลาวได้สืบมา
    พุทธศาสนา..
    บูชาในวันเพ็ญเดือน ๑๑

    เสียงบรรเลงมโหรี ปี่แคนดังก้อง
    ระลอกคลื่นแตกฟอง
    น้ำโขงขับกล่อมเสียงเพลง
    ฮึด จุ่ม ฮึด ฮึด ฮึด ฮึด ฮึด จุ่ม ฮึด
    งามสีพาย ประดับฉาบทาแม่น้ำโขง

    ปีหนึ่งมีครั้งเดียว
    หวาดเสียวบั้งไฟพญานาค
    สว่างไสวทั่วลำน้ำโขงน่าอัศจรรย์
    แสดงถึง...ความรักของพญานาค
    ถวายไหว้กราบองค์พระพุทธสัมมา

    ขึ้น ๑๕ ค่ำ
    วันเพ็ญเดือน ๑๑
    เป็นคืนพญานาค
    กราบพระองค์ทรงพระธรรม
    ชูช่อแสงไฟ
    ในน้ำงึมน้ำโขง

    ขอเชิญชวน
    เที่ยวชมประเพณีลาว
    เกล้าผมมวยห่มผ้าสไบเฉียง
    งามแท้ในจารีตประเพณี
    เที่ยวชมดูให้เห็นกับตา
    เทพเทวาโปรดความงดงาม
    คนลาวลูกแม่โขง
    แซ่ซ้องสรรเสริญแม่นที
    <!--MsgFile=13-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10"></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>

    </center>
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 ตุลาคม 2006
  7. Chayutt

    Chayutt รูปเดิมไม่เคยเปลี่ยนเลยครับ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    6,408
    ค่าพลัง:
    +50,770
    ผมก็เคยได้ฟังจาก CD ของ DMC บ้างแล้วเหมือนกันครับ

    ขอบคุณคุณ runn ที่นำมาลงไว้ให้คนอื่นๆได้อ่านเป็นความรู้นะครับ
    แต่อยากขอให้ช่วยเปลี่ยนสีตัวอักษร ช่วงที่เป็นสีเขียวอ่อน สีส้มอ่อน อะไรพวกนั้นให้เป็นสีเข้มหมดได้ไหมครับ เพราะดูแล้วต้องใช้สายตาเพ่งมาก ไม่สบายตาเลยครับ

    ขอบคุณครับ
     
  8. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,666
    ค่าพลัง:
    +24,008
    " บั้งไฟพญานาค " มีแต่เฉพาะในลำน้ำโขง ? และ พญานาคที่อื่นๆ ในโลกมีหรือไม่ ?

    ๖. ถิ่นกำเนิดบั้งไฟพญานาค



    " พญานาคในลุ่มแม่น้ำโขง จะรำลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    ขณะเสด็จลงจากดาวดึงส์เทวโลกแล้วเกิดปีติ จึงพ่นดวงไฟ
    หลากสีขึ้นมาเป็นพุทธบูชา



    _.[​IMG]
    <!--MsgFile=0-->
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#204080" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table>
    บั้งไฟพญานาค



    " ในทรรศนะของโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา "





    .......บั้งไฟพญานาค มีเฉพาะบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงเท่านั้น เพราะพญานาคที่ลุ่มแม่น้ำโขง
    เป็นพวกมีสัมมาทิฏฐิ นับถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เมื่อถึงวันออกพรรษา พญานาค
    ในลุ่มแม่น้ำโขง จะรำลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขณะเสด็จลงจากดาวดึงส์เทวโลก แล้ว
    เกิดปีติจึงพ่นดวงไฟหลากสีขึ้นมาถวายเป็นพุทธบูชา จากดวงใจที่ใสบริสุทธิ์ กลั่นมาเป็น
    ดวงไฟที่สดสวยงดงาม ผ่านสายน้ำขึ้นไปบนท้องฟ้า ขณะที่มนุษย์ทั้งสองฝั่งน้ำโขงต่างก็จุดธูป
    เทียนบูชาพระรัตนตรัยไปพร้อมๆ กัน <!--MsgFile=1-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ส่วนพญานาคใต้แม่น้ำคงคา หรือ ใต้แม่น้ำเนรัญชรา ซึ่งเป็นถิ่นเกิดของ
    พระพุทธศาสนาในยุคต้นๆ พญานาคเหล่านั้นก็เคยพ่นบั้งไฟมาก่อนเหมือนกัน และพญานาค
    บางตนในครั้งนั้นยังตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์หนึ่งในอนาคตด้วย

    แต่ในยุคหลัง พระพุทธศาสนาถูกรุกรานจากศาสนาอื่น มนุษย์ทั้งหลายจึงอพยพย้ายถิ่นฐาน
    บ้าง เปลี่ยนศาสนาบ้าง กระแสกรรมต่างๆ จากมนุษย์ล้วนส่งผลถึงนาคอย่างเต็มที่

    มนุษย์ที่มีความเคารพบูชาเทพเจ้า มีใจผูกพันในเทพเจ้าต่างๆ หวังจะยึดเอาเทพเจ้าเป็น
    ที่พึ่งของตน แต่เทพเจ้าเหล่านั้นไม่ได้เป็นเนื้อนาบุญที่แท้จริง ถึงใครจะทุ่มเทสักการะบูชา
    มากมายเพียงใด เขาเหล่านั้นก็ได้ความปีติเพียงเล็กน้อย บุญก็เกิดน้อย
    เมื่อมนุษย์เหล่านั้นละโลกแล้วจึงได้เกิดเป็นแค่ภุมเทวาในสายต่างๆ ซึ่งเป็นเทวดาชั้นต่ำ
    ระดับล่างประเภทเดียวกับพระภูมิเจ้าที่ และอาศัยอยู่ในแถบนั้น
    เมื่อเกิดเป็นภุมเทวาก็ยังติดนิสัยมิจฉาทิฏฐิ และความเชื่อแบบเดียวกับเมื่อครั้งที่ตนยังเป็นมนุษย์ <!--MsgFile=2-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ดังนั้นความเป็นอยู่และการปกครองจึงเปลี่ยนแปลงไปตามความเชื่อของตน กลายเป็น
    การปกครองประเภทศรัทธาธิปไตย คือ ถือเอาความเชื่อเป็นใหญ่ พวกเทวดาศรัทธาธิปไตย
    เหล่านี้ก็พยายามบังคับให้เทวดาตนอื่นๆ เชื่อตามตน บางพวกก็ตั้งป้อมเป็นศัตรูกับเทวดาที่ไม่ได้
    นับถือเช่นเดียวกับความเชื่อของตนอีกด้วย

    เทวดา คือ อดีตมนุษย์ ตอนเป็นมนุษย์หากมีความเชื่ออย่างไร เมื่อตายไปได้เป็น
    เทวดาก็ยังมีความเชื่อเช่นนั้นอยู่อีก เทวดาที่นับถือเทพเบื้องบนคนละองค์ก็ทะเลาะเบาะ
    แว้งระรานกัน เพราะต่างมีความเชื่อว่าเทพที่ตัวนับถืออยู่สูงศักดิ์กว่า แต่ตัวเองก็ไม่เคยเห็น
    และไม่เคยเข้าถึง เทพที่ตนเองนับถือก็ไม่เคยลงมาเยี่ยมทักทาย มันเป็นเพียงความเชื่อเลื่อนลอย
    เท่านั้น



    แต่ความเชื่อเลื่อนลอยนั้น ถูกทึกทักจากพวกมิจฉาทิฏฐิให้กลายมาเป็นความเชื่อจริงจัง
    เทวดารวมถึงพญานาคที่นับถือพระพุทธศาสนาในถิ่นนั้นก็พลอยถูกระรานไปด้วย
    เมื่อเป็นมนุษย์พวกที่ต่างความเชื่อก็ระรานกัน ครั้นตายไปเป็นเทวดา พวกที่มีความเชื่อต่างกัน
    ก็ระรานกันต่อ เทวดาทั้งหลายที่นับถือพุทธศาสนา รวมถึงพญานาคที่เป็นสัมมทิฏฐิด้วย จึงจำ
    ใจต้องย้ายถิ่นอพยพหนีความรำคาญ แต่มิใช่เพราะความกลัว มาอยู่แถบแม่น้ำโขง ซึ่งเป็น
    อาณาเขตนับถือพระพุทธศาสนา <!--MsgFile=3-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ปัจจุบัน พญานาคซึ่งถือกำเนิดแถบแม่น้ำคงคา และแม่น้ำเนรัญชรา ต่างมิได้ถือ
    กำเนิดมาจากถิ่นที่มีชาวพุทธอยู่อาศัยอีกต่อไป จึงไม่ได้พ่นบั้งไฟเหมือนสมัยหลังพุทธกาล
    ยุคต้นๆ เพราะต่างมีความเชื่อในเทพเจ้าที่เลื่อนลอย ไม่สามารถทำให้เกิดปีติ จึงไม่มีพลังพอ
    ที่จะกลั่นใจตนเองให้เกิดเป็นดวงไฟสวยงามหลากสีได้

    ปัญหาของเทวดาในเขตแม่น้ำคงคานั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งที่ตนยังเป็นมนุษย์ ถ้าใคร
    ต้องการจะแก้ไข ก็ต้องเข้าไปช่วยแก้ไขกันตั้งแต่เขายังเป็นมนุษย์ โดยการบำเพ็ญตน
    เป็นกัลยาณมิตร นำธรรมะแผ่ขยายไปให้ถึงเขา ให้เขามีสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นก่อน ให้หันมานับถือ
    พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งก่อน <!--MsgFile=4-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ตลอดลำแม่น้ำโขง จะมีเมืองเล็ก เมืองน้อย เมืองใหญ่ ของเหล่าพญานาคเกิดขึ้น
    เรื่อยๆ เป็นกลุ่มๆ ขยายจากโพนพิสัยไปอำเภอบึงกาฬ อำเภอรัตนวาปี อำเภอศรีเชียงใหม่
    ซึ่งแต่ละกลุ่มล้วนนับถือพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น โดยมีเมืองของโอฆินทรนาคราช เป็น
    เมืองหลวง เมืองเจ้าแม่สองนางเป็นเมืองบริวาร ปกครองโดยนางพญานาค
    ที่ในอดีตเป็นธิดากษัตริย์

    เมื่อฤดูเข้าพรรษามาถึง พญานาคทั้งหลาย มีโอฆินทรนาคราช และ สุวรรณมธุรนาคราช
    เป็นผู้นำ ได้พาบริวารออกจากวิมานมาจำศีลที่ใต้แม่น้ำโขง บริเวณที่จำศีล บางส่วนก็เป็นโพรงดิน
    บางส่วนก็เป็นโพรงน้ำ บางส่วนก็เป็นถ้ำใต้น้ำ ต่างก็อยู่รวมๆ กัน และจะสมาทานอุโบสถศีลใน
    ช่วงเข้าพรรษา ถือพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัดไม่ยุ่งเกี่ยวกับกามคุณเลย <!--MsgFile=5-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    และด้วยเหตุผลดังกล่าว บั้งไฟพญานาคจึงมีเฉพาะที่ลุ่มน้ำโขง
    คือ พญานาคในลุ่มน้ำโขงเป็นสัมมาทิฏฐินับถือพระพุทธศาสนา
    และก็เคยเห็นเหตุการณ์ในวันเทโวโรหณะ

    ( คือ ในสมัยพุทธกาล มีครั้งหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จไปจำพรรษา
    บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อโปรดพุทธมารดา แล้วเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
    ในวันออกพรรษา )

    ขณะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเปิดโลก ในวันนั้นเองโดยพุทธานุภาพทำให้สัตวโลก
    ทั้งหลายใน ภพสาม นอกจากจะแลเห็นพุทธลักษณะอันงดงาม และฉัพพรรณรังสี
    อันสว่างไสวรอบพระวรกายแล้ว ทั้งสัตว์นรก มนุษย์ และเทวดา ยังสามารถเห็นซึ่งกันและกัน
    อย่างชัดเจนอีกด้วย

    ครั้งนั้น ทั้งพญานาคและมนุษย์ เมื่อได้ยลพุทธลักษณะต่างบังเกิดความศรัทธาเคารพเลื่อมใส
    ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงต่างตั้งใจบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามสติปัญญาและอานุภาพของตน
    โดยพญานาคจะพ่นดวงไฟที่กลั่นจากใจบริสุทธิ์ หลังจากออกจากจำศีลในช่วงเข้าพรรษาแล้ว เพื่อ
    ถวายเป็นพุทธบูชาในวันออกพรรษา <!--MsgEdited=6-->
    <!--MsgFile=6-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    ถ้าจะถามว่า " พญานาคมีแต่เฉพาะในลำน้ำโขงหรือ ? ที่อื่นๆ ประเทศอื่นๆ มีไหม ? "
    ก็ตอบว่า " พญานาคมีอยู่ทั่วไป ในโลก " ตราบใดที่ยังมีกฏแห่งกรรม มนุษย์ยังทำกรรม คือ
    บุญและบาป อยู่ ภพภูมิที่เป็นที่รองรับก็ยังมีอยู่ และพญานาคก็เป็นสัตว์ในภพภูมิหนึ่งเท่านั้น

    แต่พญานาคที่พ่นบั้งไฟถวายเป็นพุทธบูชา ก็มีเฉพาะที่ลุ่มน้ำโขงเท่านั้น ส่วนพญานาคใน
    ส่วนอื่นๆ ที่กระจายกันไปทั่วโลก ไม่ได้มีจิตเลื่อมใสหรือเป็นสัมมาทิฏฐิ เพียงแต่บังเกิดขึ้นด้วย
    บุญและบาป หรือบุพกรรมที่ตัวเคยทำไว้เมื่อยังเคยเป็นมนุษย์อยู่ ซึ่งเมื่อเป็นมนุษย์อยู่ก็ไม่เคยรู้
    เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา หรือ ไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา หรือเคยนับถือ
    พระพุทธศาสนามาก่อน

    เลยทำให้ติดในทิฏฐิความเชื่อของตัวๆ ในสมัยที่ยังเป็นมนุษย์ แม้จะเปลี่ยนภพภูมิแล้ว
    ก็เลยต้องเสวยวิบากกรรมไปตามกรรม คือ บุญ-บาป ที่ตัวกระทำไว้ จนกว่าจะหมดกรรม
    หรือพ้นจากความเป็นนาค เพราะฉะนั้นการพ่นบั้งไฟของพญานาคในที่อื่นๆ จึงไม่มี <!--MsgEdited=7-->
    <!--MsgFile=7-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    นี่คือสิ่งที่เป็นอจินไตยที่เกิดขึ้นจริงด้วยจิตที่เลื่อมใสของพญานาค
    พญานาคท่านก็รู้จิตใจของมนุษย์ทุกคน ในทุกยุคที่ผ่านมาสองพันห้าร้อย
    กว่าปี ว่ามนุษย์คิดกันอย่างไร ยุคต้นๆ มนุษย์มีจิตเลื่อมใสพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    ก็เชื่อมั่น ส่วนในยุคนี้ เชื่อก็มี เชื่อมั่งไม่เชื่อมั่งก็มี ไม่เชื่อเลยก็มี
    แต่พญานาคท่านไม่สนใจ เพราะเอาใจไปอยู่กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์อยู่ตลอดเวลา ปลื้มปีติ ไม่สนใจเสียงการละเล่น
    ต่างๆ ของมนุษย์ทั้งสองฝั่งริมโขงเลย ใครจะคิดตำหนิติเตียน หรือจะลบหลู่
    ท่านก็เฉยๆ ไม่สนใจ ใจปลื้มอยู่ในบุญ เพราะท่านรู้ว่ามนุษย์ไม่เห็นวันนั้น จะ
    ให้มาปลื้มอย่างท่านคงยาก <!--MsgFile=8-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    .เพราะฉะนั้น เมื่อถึงวันมหาปวารณของไทย หรือวันออกพรรษาของลาว
    เราจะเห็นดวงไฟลอยขึ้นมาจากลำน้ำโขงเป็นประจำทุกปี ปีละครั้ง และมีที่นี่ที่
    เดียวในโลก เพราะฉะนั้น ณ จุดตรงนี้ ถ้าหากว่าผู้มีบุญทั้งหลายได้ไปดูแล้ว
    ทำจิตให้เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างพญานาค ก็จะเป็นทางมาแห่งบุญ
    แล้วก็เป็นทางไปสู่สวรรค์ ด้วยอานิสงส์แห่งการเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    สมบัติใหญ่จะไหลมาเทมา เราจะมีดวงปัญญาอันเลิศ มีรัศมีสว่างไสว ผิวพรรณผ่องใส
    เป็นมนุษย์ก็จะสวยงามทีเดียว <!--MsgFile=9-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
    คุณเคยได้ยินบ้างไหม





    ...เคยได้ยินบ้างไหม
    เรื่องราวกล่าวขานมานานปี
    ดวงไฟจากนที
    พุ่งผ่านสายน้ำทุกปีที่ลำน้ำโขง

    เคยได้ยินบ้างไหม
    เธอเคยได้ยินบ้างไหม

    เพ็ญคืนออกพรรษา
    พญานาคาได้มาชุมนุม
    ตรึกระลึกถึงคุณ
    กลั่นเป็นดวงใสพ่นดวงไฟสู่ท้องฟ้า

    บั้งไฟพญานาคา
    บั้งไฟพญานาคา

    เหตุองค์พระสัมมา
    เสด็จลงมาจากดาวดึงส์
    ต่างระลึกนึกถึง
    เกิดความเลื่อมใส
    พ่นดวงไฟเพื่อบูชา

    บูชาองค์พระสัมมา
    บูชาองค์พระสัมมา

    พญานาคคอยรักษา
    ผู้มีบุญญาได้มาชุมนุม
    สวดสรรเสริญพระคุณ
    ด้วยบุญเกื้อหนุน
    แล้วคุณก็จะได้เห็น

    บั้งไฟพญานาคา
    บูชาองค์พระสัมมา


    ************************

    รับชมและรับฟัง

    ( คลิก )

    http://203.147.62.17/MV1/ever_heard.wmv



    _.[​IMG] <!--MsgFile=10-->
    <center><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG]</td></tr></tbody></table></td><td rowspan="2" bgcolor="#000000" valign="top"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr><tr><td colspan="2" align="left" bgcolor="#000000"><table bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><td width="10">[SIZE=-3] [/SIZE]</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></center>
     
  9. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,666
    ค่าพลัง:
    +24,008
    เปลี่ยนให้แล้วนะคะ...
     

แชร์หน้านี้

Loading...