ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,110
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ...>>เจฟฟรีย์ แซคส์: "ถ้ามีฐานทัพอเมริกันอยู่บนแผ่นดินของคุณ นั่นหมายความว่าคุณถูกยึดครอง"...

    ===

    นักวิเคราะห์ชั้นนำของสหรัฐฯ เจฟฟรีย์ แซคส์ วิพากษ์วิจารณ์แนวทางที่ขัดแย้งกันของบางประเทศต่อการโจมตีของอิหร่าน และการเพิกเฉยต่อการรุกรานทางทหารต่ออิหร่าน

    เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ตามรายงานของ Russia Today เขาได้กล่าวถึงการควบคุมของสหรัฐฯ เหนือประเทศที่ตั้งฐานทัพอเมริกันว่า "ถ้ามีฐานทัพทหารสหรัฐฯ อยู่บนดินแดนของคุณ นั่นหมายความว่าคุณไม่ใช่รัฐอธิปไตย นี่เป็นคำกล่าวพื้นฐาน ประเทศเหล่านี้คือดินแดนที่ถูกยึดครอง"

    เจฟฟรีย์ แซคส์ กล่าวเสริมว่า "ทำไมเยอรมนีถึงยังตั้งฐานทัพอเมริกันอยู่ 80 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง? ทำไมญี่ปุ่นถึงยังตั้งฐานทัพเหล่านี้อยู่ 80 ปีหลังสงคราม? นี่ใช้ได้กับทุกประเทศในนาโต"

    นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อดังกล่าวว่า "อเมริกาควบคุมประเทศเหล่านี้ พวกเขาไม่มีอำนาจอธิปไตย น่าเสียดายที่พวกเขาแทบจะพูดจาไม่รู้เรื่องเลย ที่สหประชาชาติ พวกเขาพูดถึงแต่เรื่องการโจมตีของอิหร่าน โดยไม่พูดถึงเลยว่าอิหร่านเป็นฝ่ายถูกโจมตี"

    https://www.facebook.com/share/p/18htuDBGL4/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,110
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฉีกเป้าต่างชาติ 36.7 ล้านคนเที่ยวไทยปีม้าไฟ แย่หนักสุดๆเหลือ 30 ล้านคนปริ่มๆ หดหายกว่า 6.6 ล้านคน วูบแรงกว่า 18% รายได้อาจวูบกว่า 32% วืดเหลือเกือบ 1.4 ล้านล้านบาท BTimes

    May 6, 2026 ลดมาไทย! ต่างชาติเข้าไทยเกือบ 12 ล้านคนใน 4 เดือนแรกปี 69 สารพัดปัจจัยลบรุมสกรัมท่องเที่ยวไทย ลดเป้าต่างชาติเที่ยวไทยปี 69 ไม่เกิน 33.2 ล้านคน แย่สุดหดหายกว่า 6.6 ล้านคน วูบแรงถึง 18%

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่าแนวโน้มภาพรวมการท่องเที่ยวปี 2026 นี้ คาดว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าไทยทั้งปีจะอยู่ที่ 30.07 – 33.20 ล้านคน ปรับลดลงจากเป้าหมายเดิมที่ 36.7 ล้านคน ส่งผลสร้างรายได้ลดลงมาอยู่ประมาณ 1.36 – 1.51 ล้านล้านบาท

    สำหรับตัวเลขดังกล่าว เป็นการคาดการณ์ในกรณีดีที่สุด ภายใต้สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน อาหาร และต้นทุนการขนส่งให้สูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันในตลาดท่องเที่ยวที่รุนแรงขึ้น การขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงของสายการบิน รวมถึงการปรับลดจำนวนเที่ยวบินในบางเส้นทาง

    สำหรับการประเมินภาพรวมการท่องเที่ยวของไทยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2026 มีดังนี้

    กรณีดีที่สุด หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางสามารถยุติได้ในเดือนมิถุนายนนี้ จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยจำนวน 33.20 ล้านคน รายได้ 1.51 ล้านล้านบาท ตลาดระยะใกล้ได้รับผลกระทบเล็กน้อย

    กรณีปานกลาง สถานการณ์ยุติเดือนกันยายน นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 31.3 ล้านคน รายได้ 1.42 ล้านล้านบาท ตลาดระยะใกล้ได้รับผลกระทบปานกลาง และ

    กรณีเลวร้ายที่สุด สถานการณ์ยืดเย้อถึงปลายปี นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 30 ล้านคน รายได้ 1.36 ล้านล้านบาท ตลาดระยะใกล้ได้รับผลกระทบมาก
    #ท่องเที่ยว #ไทย #สงคราม #BTimes

    https://www.facebook.com/share/1D7ox6S2L3/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,110
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สหรัฐฯ ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การสนับสนุนยูเครนครั้งสำคัญ หลังรัฐบาลวอชิงตันภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อนุมัติการขายชุดอุปกรณ์นำวิถีระเบิด (JDAM) มูลค่ากว่า 374 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ดีลประวัติศาสตร์ 1.3 หมื่นล้าน: สหรัฐฯ อนุมัติขาย JDAM ให้ยูเครนภายใต้เงื่อนไข “จ่ายเอง-ส่งของ”

    กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน อนุมัติแผนการจำหน่ายชุดอุปกรณ์นำวิถีระเบิดเทลคิท (Joint Direct Attack Munition - JDAM) จำนวน 1,532 ชุด ให้แก่รัฐบาลยูเครนอย่างเป็นทางการ โดยคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 374 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 13,000 ล้านบาท) อุปกรณ์ดังกล่าวผลิตโดยบริษัท Boeing ซึ่งจะเปลี่ยนระเบิดธรรมดาให้กลายเป็นอาวุธนำวิถีที่มีความแม่นยำสูงและมีระยะทำลายล้างไกลถึง 45 ไมล์

    ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เน้นการทำธุรกรรมแบบแลกเปลี่ยนมากกว่าการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า โดยการสั่งซื้อครั้งนี้ยูเครนเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วยงบประมาณของตนเอง ต่างจากการส่งมอบอาวุธในปี 2022 ที่ผ่านมาซึ่งเป็นการใช้เงินภาษีของชาวอเมริกันผ่านงบประมาณช่วยเหลือฉุกเฉิน

    นักวิเคราะห์มองว่าการอนุมัติขายอาวุธครั้งนี้คือสัญญาณชัดเจนว่าสหรัฐฯ ยังคงรักษาสถานะพันธมิตรผู้สนับสนุนยุทโธปกรณ์แก่ยูเครน แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบธุรกิจที่ "อเมริกาต้องได้ประโยชน์" โดยคาดว่าการส่งมอบอุปกรณ์นำวิถีลอตใหญ่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการโจมตีเชิงรุกให้แก่กองทัพยูเครนท่ามกลางสถานการณ์ในยุโรปตะวันออกที่ยังคงตึงเครียด

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: สหรัฐฯ อนุมัติการขายชุด JDAM จำนวน 1,532 ชุด มูลค่า 374 ล้านดอลลาร์ให้ยูเครน
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: กำหนดการส่งมอบที่แน่นอนและฐานทัพที่จะใช้ในการติดตั้งอุปกรณ์
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การเจรจาลับเกี่ยวกับข้อตกลงยุติความขัดแย้งที่พ่วงมาพร้อมกับดีลอาวุธนี้

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – รายงานตรงกันจากสื่อชั้นนำและเอกสารจากเพนตากอน
    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Reuters / Bloomberg
    https://www.facebook.com/share/1B8ZqkG7iC/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,110
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【ดอลลาร์จะเจ๊งปีหน้า… พูดมา 20 ปีแล้ว】
    FB_IMG_1778067307951.jpg
    โลกไม่ได้ฟังกูรูจีน — เงินดอลลาร์นอกอเมริกาทะลุ 14.5 ล้านล้าน นิวไฮประวัติศาสตร์
    ทุกปี ทุกไตรมาส ทุกครั้งที่เฟดขึ้นดอกเบี้ย ทุกครั้งที่ทรัมป์ทวีต ทุกครั้งที่ BRICS ประชุม จะมีกูรูจีนกลุ่มหนึ่งออกมาประกาศเสียงดังฟังชัดว่า “美元崩溃” — ดอลลาร์กำลังจะล่มสลาย จักรวรรดิอเมริกากำลังจะพังทลาย หยวนกำลังจะขึ้นครองบัลลังก์
    พูดมาตั้งแต่สมัยซับไพรม์ปี 2008 พูดต่อช่วงโควิด พูดอีกตอนรัสเซียถูกแซงก์ชั่น พูดซ้ำตอนซาอุฯ ขายน้ำมันเป็นหยวน พูดทุกครั้งที่ทองคำขึ้น พูดทุกครั้งที่บิตคอยน์ขึ้น พูดทุกครั้งที่อะไรก็ตามขึ้น
    ผ่านไป 20 ปี ปรากฏว่า…
    เงินดอลลาร์ที่ฝากอยู่ในธนาคารนอกอเมริกา (Offshore US Dollar Deposits) พุ่งแตะ 14.5 ล้านล้านดอลลาร์ — สูงที่สุดในประวัติศาสตร์
    เพิ่มขึ้นกว่า 220% จากระดับราว 4.5 ล้านล้านในต้นศตวรรษ ตามข้อมูลจาก BIS (Bank for International Settlements)
    โลกไม่ได้กำลัง “หนี” ดอลลาร์ — โลกกำลัง “แห่” ถือดอลลาร์มากขึ้นเรื่อยๆ
    เปรียบเทียบให้เห็นภาพ เงินยูโรที่ถูกฝากนอกยูโรโซน — ซึ่งเป็นสกุลเงินอันดับ 2 ของโลก — มีมูลค่าราว 3.5 ล้านล้านดอลลาร์เท่านั้น
    ห่างจากดอลลาร์ประมาณ 4 เท่า
    ส่วนหยวนที่กูรูจีนบอกว่า “กำลังจะแทนที่ดอลลาร์” ครองส่วนแบ่งใน global payment ผ่าน SWIFT อยู่ที่ราว 2-4% แล้วแต่เดือน บางเดือนยังแพ้ดอลลาร์แคนาดา
    ตลกเงียบที่กูรูจีนไม่ค่อยพูดถึง
    ที่กูรูสายเปาโจวสายปิงตูชอบยกมาอ้างคือ ส่วนแบ่งดอลลาร์ใน “ทุนสำรองทางการ” ของธนาคารกลางทั่วโลก (IMF COFER) ที่ลดจาก 64.69% ในปี 2017 มาเหลือ 56.77% ในปัจจุบัน
    แล้วก็พาดหัวว่า “ดอลลาร์เสื่อมอำนาจ!”
    แต่สิ่งที่ไม่บอกคือ ในขณะที่ทุนสำรองทางการลดลงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ดอลลาร์ที่หมุนอยู่ในระบบเอกชนนอกอเมริกา (Eurodollar / Offshore USD) กลับ ขยายตัว 220% ใน 20 ปี
    แปลว่ารัฐบาลโลกถือดอลลาร์ในกระเป๋าหลวงน้อยลงนิดหน่อย แต่ภาคธุรกิจ ภาคธนาคาร ภาคการค้าทั่วโลกกลับกู้ดอลลาร์ ใช้ดอลลาร์ ฝากดอลลาร์มากขึ้น เป็นเท่าตัว
    เหมือนคนบอกว่า “ร้านนี้ลูกค้าหายหมดแล้ว!” ทั้งที่จริงแค่ลูกค้า VIP บางคนสั่งน้อยลง แต่ลูกค้าทั่วไปเข้าคิวยาวเหยียดออกมานอกร้าน
    แล้วทำไมโลกถึงยังต้องการดอลลาร์?
    คำตอบไม่ซับซ้อน — เพราะการค้าโลกยังเดินด้วยดอลลาร์, น้ำมันยังขายเป็นดอลลาร์เป็นหลัก (เรื่อง petroyuan ของซาอุฯ ตามตัวเลข OEC คิดเป็นสัดส่วนแค่ราว 2% ของการค้าโลก ถ้าทุกบาร์เรลในตะวันออกกลางย้ายไปหยวนหมด), หนี้ของบริษัทข้ามชาติทั่วโลกยังออกเป็นดอลลาร์, และที่สำคัญ — ไม่มีสกุลเงินไหนที่ตลาดทุนเปิดและลึกพอจะรองรับเงินทั่วโลกได้
    หยวนยังควบคุมการไหลออกของทุน ยูโรไม่มีสหภาพการคลังจริง เยนเศรษฐกิจหดตัวมาเป็นทศวรรษ ปอนด์เป็นแค่อดีต ฟรังก์สวิสประเทศเล็กไป
    โลกอยากย้ายไปจากดอลลาร์มาก แต่ ย้ายไม่ได้ เพราะไม่มีที่ไป
    บรรทัดสุดท้าย
    ถ้ารวมเงินฝากดอลลาร์ในประเทศสหรัฐทั้งหมดด้วย ตัวเลขจะเกิน 19 ล้านล้านดอลลาร์ และดอลลาร์ offshore คิดเป็นสัดส่วนราว 43% ของเงินฝากในประเทศ — ใหญ่ขนาดที่ระบบการเงินโลกขาดดอลลาร์ไปแม้แค่อาทิตย์เดียวจะเกิดวิกฤติทันที (เหมือนตอนมีนาคม 2020 ที่เฟดต้องเปิด swap line ฉุกเฉินกับ 14 ธนาคารกลาง)
    อำนาจที่แท้จริงไม่ได้วัดจากการที่คนมาประกาศว่าตัวเองมีอำนาจ — แต่วัดจากการที่ทั้งโลกเลือกใช้สิ่งของของคุณ ทั้งๆ ที่ไม่ชอบคุณก็ตาม
    กูรูจีนจะประกาศต่อไปว่าดอลลาร์จะตายปีหน้า — และโลกก็จะแห่ฝากดอลลาร์ต่อไปอีกนิวไฮ
    ปีหน้าเจอกันใหม่ที่ 15 ล้านล้าน

    ที่มา: BIS Locational Banking Statistics, IMF COFER, Atlanta Fed Policy Hub (McCauley 2024), Mish Talk

    https://www.facebook.com/6157743685...JddCG72biBNrReKHHjQzTBRemQCl/?mibextid=NOb6eG
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,110
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อาชญากรรมโดยชาวจีนในต่างแดนพุ่งสูง — ปล้น ฉ้อโกง ลักทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย ลามไทย เกาหลี ญี่ปุ่น แคนาดา อิตาลี สื่อจีนนอกระบบชี้เป็นผลของ “การไร้ขอบเขตทางจริยธรรม” ที่ถูกหล่อหลอมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน


    ■ ปล้นร้านทอง 30 แหวน มูลค่า 380,000 บาท


    เช้าวันที่ 27 เมษายน 2026 นักท่องเที่ยวชายชาวจีน 2 คนถูกจับกุมในจังหวัดนครราชสีมา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย หลังร่วมกันก่อเหตุปล้นร้านทอง


    ทั้งคู่สวมหน้ากากบุกเข้าไปในร้าน คนหนึ่งใช้ปืนสั้นข่มขู่พนักงาน อีกคนใช้ค้อนทุบตู้โชว์ ขโมยแหวนทองคำไปประมาณ 30 วง มูลค่ารวมประมาณ 380,000 บาท (กว่า 11,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ) แล้วหลบหนีด้วยรถโตโยต้าสีขาว


    ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ตำรวจในเขตประเวศ กรุงเทพฯ จับกุมผู้ต้องสงสัยทั้งสองคนได้สำเร็จ พร้อมยึดเครื่องประดับที่ขโมยได้ทั้งหมด ผู้ต้องหาเป็นชาวจีนชื่อ โจว ถิงเทา (Zhou Tingtao) อายุ 27 ปี และ ซุน ห่าวหง (Sun Haohong) อายุ 18 ปี


    ■ ตำรวจดักจับขณะคืนรถเช่า


    ตำรวจระบุว่าผู้ต้องสงสัยเช่ารถในกรุงเทพฯ ก่อนขับไปก่อเหตุที่นครราชสีมา จากนั้นตำรวจระบุตัวผู้ต้องสงสัยจากกล้องวงจรปิด แล้วไปดักรอที่บริษัทเช่ารถ ทั้งสองถูกจับกุมขณะนำรถโตโยต้าสีขาวกลับมาคืน


    ตอนถูกจับกุม ผู้ต้องสงสัยยังพกทองที่ปล้นมาไว้ในตัว แต่ปืนที่ใช้ก่อเหตุไม่พบ ทั้งคู่สารภาพว่าโยนปืนทิ้งระหว่างหลบหนี และยอมรับว่าตัดสินใจลงมือปล้นเพราะใช้เงินไปกับการเที่ยวในไทยจนหมดตัว ส่วนหนึ่งใช้ไปกับการเลี้ยงแฟนสาวชาวไทย


    ตำรวจไทยตั้งข้อหาทั้งสองในความผิดฐานปล้นทรัพย์ ทำให้สังคมไทยตื่นตระหนก และจุดประเด็นถกเถียงในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเลอย่างกว้างขวาง ชาวเน็ตจีนหลายคนแสดงความเห็นว่า “การปล้นร้านทองโดยใช้อาวุธเป็นความผิดร้ายแรงในทุกประเทศ คาดว่าจะติดคุกอย่างน้อย 15 ปี” “ชาวจีนก่ออาชญากรรมในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ ให้โลกได้เห็นความ ‘ยิ่งใหญ่’ ของจีน” และ “ในจีนไม่มีงานทำ ก็เลยมีความสุขกับการกินข้าวในคุกไทยมากกว่า”


    ■ รัฐบาลไทยจ่อทบทวนนโยบายฟรีวีซ่า 60 วัน


    การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลักของไทย และนักท่องเที่ยวจีนเป็นกลุ่มสำคัญมายาวนาน ปี 2025 นักท่องเที่ยวต่างชาติสร้างรายได้ให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย 1.5 ล้านล้านบาท โดย 2 ประเทศต้นทางอันดับสูงสุดคือมาเลเซียและจีน ประเทศละกว่า 4.4 ล้านคน


    ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2024 ไทยและจีนใช้ข้อตกลงยกเว้นวีซ่าถาวรสำหรับผู้ถือพาสปอร์ตธรรมดา และในเดือนกรกฎาคม 2024 ไทยขยายฟรีวีซ่า 60 วันให้พลเมือง 93 ประเทศรวมถึงจีน


    แต่ปลายเดือนเมษายนนี้ สื่อไทยรายงานว่ารัฐบาลไทยกำลังทบทวนนโยบายฟรีวีซ่า 60 วัน พิจารณาลดระยะเวลาพำนักและเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคนเข้าเมือง เพื่อรับมือความเสี่ยงด้านความมั่นคงและการใช้ประโยชน์จากการยกเว้นวีซ่าในทางที่ผิด


    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทยชี้ว่า ข้อมูลแสดงว่านักท่องเที่ยวคุณภาพสูงกว่า 90% พำนักในไทยเพียง 1-30 วัน ขณะที่กลุ่มที่อยู่นานเกิน 30 วันมีเพียงราว 10% และเป็นกลุ่มเล็ก ๆ นี้เองที่มักพบการกระทำผิดกฎหมาย


    ■ ตำรวจไทยเตือน “นักท่องเที่ยวจีนต้องระวังคนจีนด้วยกันเอง”


    ในปีที่ผ่านมา การที่ชาวจีนถูกล่อลวงไปเที่ยวไทยและถูกค้ามนุษย์ไปยังศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในเมียนมาเป็นข่าวเชิงลบที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนมาไทยลดลงอย่างมาก แต่รัฐบาลไทยยืนยันมาตลอดว่าไทยปลอดภัย และการหลอกลวงชาวจีนไม่เกี่ยวกับคนไทย


    วันที่ 16 ธันวาคม 2025 โฆษกตำรวจไทยกล่าวต่อสื่อมวลชนว่า “เมื่อนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวไทย พวกเขาควรระมัดระวังคนจีนที่อยู่ในไทยอยู่แล้วมากกว่าระวังคนไทย” และยังกล่าวอีกว่า “คนจีนฉลาดมาก คนไทยหลอกพวกเขาไม่ได้หรอก ตราบใดที่คนจีนไม่ฉ้อโกงคนจีนด้วยกัน ก็ไม่มีใครหลอกพวกเขาได้”


    ชาวเน็ตจำนวนมากชี้ว่า คำพูดของโฆษกเปิดเผยให้เห็นเพียง “ปลายภูเขาน้ำแข็ง” ของขบวนการฉ้อโกงข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะหัวขบวนและผู้ลงมือก่อเหตุลักพาตัวและคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ส่วนมากเป็นชาวจีนจริง ๆ


    ■ จับ “นักต้มตุ๋นจีน” พร้อมไอโฟน 64 เครื่อง — ที่ลำปาง


    24 เมษายน 2026 ตำรวจไทยจับกุมผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงอีกครั้ง — ก็เป็นชาวจีนอีกเช่นเคย เหตุเกิดที่ด่านตรวจบนทางหลวงในจังหวัดลำปาง ตำรวจไทยเรียกตรวจรถยนต์ต้องสงสัย พบมีคน 4 คนในรถ คนขับเป็นคนไทย และผู้โดยสารชายชาวจีน 3 คนที่ไม่สามารถแสดงพาสปอร์ตหรือเอกสารระบุตัวตนได้ บ่งชี้ว่าเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย


    ตำรวจตรวจค้นกระเป๋าเดินทาง 3 ใบ พบ iPhone 64 เครื่อง, ซิมการ์ดระหว่างประเทศ 200 ใบ, Mac Mini 2 เครื่อง, คอมพิวเตอร์หลายเครื่อง และบุหรี่นอกจำนวนมาก อุปกรณ์เหล่านี้เป็นเครื่องมือหลักที่ใช้ในขบวนการคอลเซ็นเตอร์ฉ้อโกง


    เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมหลอกลวงทางโทรคมนาคมยังคงคึกคักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวจีนบางส่วนยังคงเสี่ยงเข้ามาดำเนินการ แต่ภายใต้การจับตามองของนานาชาติ พวกเขาเริ่มทำงานแบบลับ ๆ มากขึ้น


    ■ “เซ็ตซีโร่” หัวขบวนคอลเซ็นเตอร์เชื่อมจีน


    มีรายงานว่าศูนย์คอลเซ็นเตอร์ฉ้อโกงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสัมพันธ์เชิงพึ่งพาอาศัยกับโครงการ Belt and Road Initiative ของจีน และมีสายใยซ่อนเร้นเชื่อมโยงไปถึงผลประโยชน์ของลูกหลานเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน


    ล่าสุด เฉิน จื้อ (Chen Zhi) หัวหน้า Prince Group ของกัมพูชา และ เซอ จื้อเจียง (She Zhijiang) หัวหน้า Yatai International Holding Group ของเมียนมา ถูกจับกุมและส่งตัวกลับจีน ทั้งสองคนเคยเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคงสาธารณะและความมั่นคงแห่งชาติของจีนมาก่อน การจับกุมครั้งนี้อาจสะท้อนนัยลึกซึ่งกว่าที่เห็น


    ■ ปะทะรุนแรง — คนงานไทย-จีน ที่นิคมฯ ระยอง


    แม้รัฐบาลไทยจะเข้าใกล้ชิดกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนมากขึ้น แต่ความไม่พอใจของประชาชนไทยต่อจีนกำลังเพิ่มสูง วันที่ 24 เมษายน 2026 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย พบกับ นายหวัง อี้ (Wang Yi) รัฐมนตรีต่างประเทศจีนที่กรุงเทพฯ และขับรถยนต์ไฟฟ้า BYD Sea Lion 7 ด้วยตนเองพานายหวังไปร่วมรับประทานอาหารกลางวัน


    แต่ขณะเดียวกัน รัฐวิสาหกิจจีนเข้าไปเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุก่อสร้างหลายครั้งในไทย ทำให้ความไม่พอใจในหมู่ประชาชนไทยทวีขึ้น ปีที่ผ่านมา อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินที่กรุงเทพฯ ซึ่งสร้างโดยกลุ่มบริษัท China Railway เป็นอาคารเดียวที่ถล่มในเขตกรุงเทพฯ ระหว่างเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในเมียนมาประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 95 คน


    14 มกราคมปีนี้ เกิดอุบัติเหตุทางรถไฟครั้งใหญ่ในภาคอีสานของไทย เมื่อเครนที่ใช้ในโครงการรถไฟความเร็วสูงล้มทับรถไฟโดยสาร ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 32 คน บาดเจ็บ 64 คน สะพานนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟความเร็วสูงเฟสแรกมูลค่า 5,400 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นโครงการ Belt and Road สำคัญในภูมิภาค ถัดมา 15 มกราคม เครนอีกตัวล้มระหว่างก่อสร้างทางหลวงใกล้กรุงเทพฯ คร่าชีวิต 2 คน อุบัติเหตุเครนถล่มทั้งสองครั้งเกิดขึ้นภายใน 2 วัน และเกี่ยวข้องกับบริษัท Italian-Thai Development ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ China Railway ของจีน


    วันที่ 26 เมษายน เกิดเหตุปะทะระหว่างคนงานชาวจีนกับชาวไทยที่ไซต์ก่อสร้างในพื้นที่มาบข่า จังหวัดระยอง บาดเจ็บหลายราย ตำรวจท้องที่และหน่วยงานราชการได้เริ่มสอบสวน


    ภาพที่เผยแพร่ทางออนไลน์แสดงให้เห็นกลุ่มคนงานไทยและจีนจำนวนมากเผชิญหน้ากัน ตะโกนและทำร้ายร่างกาย คนงานไทยรายหนึ่งเปิดเผยว่า งานที่ไซต์แบ่งกันชัดเจน — บริษัทจีนรับผิดชอบระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ควบคุม ขณะที่บริษัทไทยรับผิดชอบโครงสร้างและท่อ ทั้งสองฝ่ายต้องทำงานในพื้นที่เดียวกัน จึงเกิดความขัดแย้งเป็นครั้งคราว เหตุการณ์เริ่มจากหัวหน้าทั้งสองฝ่ายมีปากเสียงกัน จากนั้นลูกน้องเห็นหัวหน้าตัวเองเสียเปรียบจึงเข้าร่วม กลายเป็นการชกต่อยขนาดใหญ่ คลื่นความร้อนรุนแรงในระยองและแรงกดดันให้เร่งโครงการอาจมีส่วนช่วยจุดชนวน บริษัทก่อสร้างจึงระงับงานและแยกคนงานไทยกับจีนออกจากกันเพื่อลดความตึงเครียด


    ■ “เอาใจใส่ทุกวิถีทาง” — รากของพฤติกรรมไร้ขอบเขต?


    นาย Lee ชาวจีนซึ่งเคยอาศัยอยู่ในไทย ระบุว่า คนไทยมีลักษณะนิสัยอ่อนโยนและเคร่งศาสนา ในขณะที่ในจีน ศาสนาถูกทำลายระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม ภายใต้การสนับสนุนลัทธิอเทวนิยมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พรรคคอมมิวนิสต์ส่งเสริมให้คนจีนหาเงินด้วยทุกวิถีทาง นำไปสู่การขาดกรอบทางศีลธรรม ผลที่ตามมาคือเมื่อพวกเขาเดินทางออกนอกประเทศ ก็ไม่มีขอบเขตจริยธรรม ก่ออาชญากรรมและใช้ความรุนแรงจนทำให้ชาวต่างชาติหวาดกลัว อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นความผิดของพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่ของคนจีนทุกคน


    ■ เกาหลีตั้งหน่วยพิเศษล่าหัวขโมยจีน


    ที่เกาะเชจู เกาหลีใต้ ที่ให้ฟรีวีซ่ากับนักท่องเที่ยวจีน เกิดเหตุลักทรัพย์โดยนักท่องเที่ยวจีนซ้ำซากจนตำรวจเชจูต้องตั้งหน่วยพิเศษเพื่อรับมือกลุ่มล้วงกระเป๋าชาวจีน


    หนังสือพิมพ์ Chosun Ilbo ของเกาหลีรายงานว่า นักท่องเที่ยวจีนวัย 40 กว่าปีที่เข้าเชจูแบบไม่ต้องวีซ่า (อยู่ได้สูงสุด 30 วัน) ขโมยกระเป๋าสตางค์ที่มีเงินสด 200,000 วอนจากผู้โดยสารวัย 70 ปีบนรถเมล์เมื่อ 9 เมษายน หลังตรวจสอบกล้องวงจรปิด ตำรวจจับกุมเขาในวันที่ 15 พฤษภาคม


    นอกจากนี้ ผู้ต้องสงสัยชาวจีนวัย 50 กว่าปี 2 คน ถูกจับเมื่อ 12 เมษายน ฐานขโมยกระเป๋าสตางค์ที่ตลาดดั้งเดิมในเชจู มูลค่าความเสียหายราว 1 ล้านวอน หนึ่งในผู้ต้องสงสัยยังขโมยเงิน 80,000 วอนจากตลาดอีกแห่งเมื่อ 10 เมษายน วันที่ 14 เมษายน ชาวจีน 3 คนขโมยกระเป๋าสตางค์ที่มีเงิน 600,000 วอนจากผู้โดยสารบนรถเมล์และหลบหนีไป ยังไม่ถูกจับกุม


    ชาวเน็ตเกาหลีรายหนึ่งกล่าวอย่างโกรธเคืองว่า “นักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาแบบไม่ต้องวีซ่า ควรถูกใส่กุญแจมือ ปล่อยตัวก็ต่อเมื่อพวกเขากลับออกไปหลังเที่ยวเสร็จ”


    ■ ก่อความวุ่นวายที่ป๊อปอัปสโตร์ Stray Kids


    ป๊อปอัปสโตร์ “SKZOO” ธีมวง Stray Kids ของเกาหลีเปิดให้บริการตั้งแต่ 24 เมษายน ถึง 3 พฤษภาคม ระหว่างนั้น นักท่องเที่ยวจีน 3 คน ผู้หญิง 2 ชาย 1 ก่อความวุ่นวาย เนื่องจากร้านห้ามนำเก้าอี้และบันไดเข้ามาเพื่อความปลอดภัย แต่ทั้งสามนำเก้าอี้เข้ามาโดยฝืนกฎ เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขอให้ออก ก็ปฏิเสธ พอพนักงานพยายามนำเก้าอี้ออก ก็ถูกด่าทอและทำร้ายร่างกาย พนักงานหลายรายได้รับบาดเจ็บ คลิปภาพเหตุการณ์แพร่กระจายในออนไลน์อย่างรวดเร็ว


    ■ ลามถึงญี่ปุ่น แคนาดา อิตาลี และสหรัฐฯ


    วันที่ 25 เมษายน ที่ฮอกไกโด ญี่ปุ่น ตำรวจจับกุมชายจีนวัย 32 ปี นามสกุล Lee ฐานต้องสงสัยจุดไฟเผาป้ายรถเมล์ไม้ในหมู่บ้าน Rusutsu จนถูกทำลายทั้งหลัง สื่อญี่ปุ่นรายงานว่าผู้ต้องสงสัย Li Chengzhi เป็นพนักงานประจำที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนั้น ถูกตั้งข้อหาวางเพลิงอาคารที่มิใช่ที่อยู่อาศัย


    วันที่ 26 เมษายน ที่อิตาลี กองกำลัง Guardia di Finanza ภายใต้คำสั่งของอัยการเมือง Padova ทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ดำเนินการโดยชาวจีน ปฏิบัติการชื่อรหัส “Underground Finance” ครอบคลุมหลายจังหวัด เข้าตรวจค้น 35 จุดพร้อมกัน เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหา 21 คน จับกุม 12 คน ยึดเงินสด ทรัพย์สินทางการเงิน อสังหาริมทรัพย์ รถหรู เครื่องประดับ และคริปโต รวมมูลค่าเกิน 40 ล้านยูโร


    วันที่ 31 มีนาคม ที่แคนาดา ตำรวจโตรอนโตยึด SMS Blasters หรือสถานีฐานปลอม เป็นครั้งแรกในประเทศ จับกุมชาวจีน 3 คน อายุ 27, 25 และ 21 ปี อุปกรณ์พกพาเหล่านี้สามารถยึดสัญญาณโทรศัพท์ได้พร้อมกันหลายพันเครื่อง ส่งข้อความปลอมจากธนาคารและไปรษณีย์แคนาดา และยังขัดขวางบริการจริงรวมถึงสาย 911 มีโทรศัพท์ได้รับผลกระทบหลายพันเครื่อง ก่อให้เกิดการขัดข้องเครือข่ายกว่า 13 ล้านครั้ง และส่งผลกระทบต่อบริการ 911 ชั่วคราว ผู้ต้องหาถูกตั้งข้อหา 44 กระทง รวมทั้งฉ้อโกงและก่อความเสียหาย


    ในสหรัฐฯ กระทรวงยุติธรรมกำลังจัดการคดีของ รูเธีย หู (Ruthia He) จบจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งและ Carnegie Mellon ปริญญาโทด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ เคยทำงานเป็น Project Manager ที่ Facebook ปี 2019 เธอก่อตั้งบริษัทบริการสุขภาพทางไกล “Done Global” ให้บริการรักษา ADHD ออนไลน์ จ่ายยาควบคุมรวมถึง Adderall ผ่านระบบสมัครสมาชิก ผู้ใช้จำนวนมากไม่ได้เป็นผู้ป่วย ADHD จริง แต่ใช้ยาในฐานะ “Smart Pills”


    หูถูกกล่าวหาว่าสร้างวัฒนธรรมเน้นผลงาน กระตุ้นให้แพทย์จ่ายยาเกินขนาด การสื่อสารภายในเปิดเผยว่าเธอมองว่าการทำให้ลูกค้าติดยาเป็นโมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ มิถุนายน 2024 หูและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ David Brody ถูกจับกุมโดยกระทรวงยุติธรรมและ DEA นี่เป็นการดำเนินคดีอาญาของรัฐบาลกลางครั้งแรกของสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าบริษัทบริการสุขภาพทางไกลในข้อหากระจายยาควบคุมอย่างผิดกฎหมาย คณะลูกขุนตัดสินว่าหูมีความผิดทั้ง 7 ข้อหา รวมการสมคบคิดกระจายสารควบคุม ฉ้อโกงประกันสุขภาพ และขัดขวางกระบวนการยุติธรรม โทษสูงสุดถึง 20 ปี


    ■ “สงครามไร้ขอบเขต” — ยุทธศาสตร์ระยะยาวของจีน?


    นักเขียนชาวแคนาดา Shan โพสต์บน X ว่า “ราชาค้ายาในอเมริกาคนนี้เคยเป็นนักเรียนหัวกะทิจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง มี ‘ปัญญาชน’ ที่พรรคคอมมิวนิสต์ปั้นมาอีกกี่คนที่กำลังทำลายอเมริกา?”


    ที่น่าสังเกตคือ สารคดีเชิงสืบสวน China Stealth Invasion ที่เพิ่งเผยแพร่ ตั้งคำถามว่าปักกิ่งอาจกำลังดำเนินยุทธศาสตร์ระยะยาวของ “สงครามไร้ขอบเขต” (Unrestricted Warfare / 超限戰) ต่อสหรัฐฯ — แนวคิดในหนังสือที่เขียนร่วมกันโดยนายพันชาวจีน เฉียว เหลียง (乔良) และ หวัง เซียงสุ่ย (王湘穗) เมื่อกุมภาพันธ์ปี 1999 ที่เสนอให้ทลายขอบเขตระหว่างสงครามและไม่ใช่สงคราม ระหว่างการทหารและไม่ใช่การทหาร โดยใช้ยุทธวิธีไม่สมมาตร เช่น สงครามเศรษฐกิจ สงครามการเงิน สงครามไซเบอร์ สงครามจิตวิทยา สงครามกฎหมาย และสงครามสื่อ


    ผู้กำกับสารคดี จง เถียน (Zhong Tian) ระบุว่า ในยุคของสีจิ้นผิง พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ละทิ้งนโยบาย “ซ่อนกำลัง” และเริ่มเข้าครอบงำสหรัฐฯ ทีละขั้น ตัวอย่างเช่น แทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ ใช้ TikTok เก็บข้อมูลคนอเมริกัน ส่งออกแผงโซลาร์ที่ควบคุมจากระยะไกลและสามารถปิดได้ในยามขัดแย้ง พรรคคอมมิวนิสต์ยังควบคุมชิปที่ใช้ในอาวุธสหรัฐฯ และอื่น ๆ จงเถียนย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องเข้าใจพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสิ่งที่พรรคกำลังทำเสียก่อน


    ที่มา: China Observer (中国观察), Yangtze Evening News (扬子晚报 / Yangzi Wanbao), Chosun Ilbo (조선일보),, สื่อญี่ปุ่น, สำนักงานตำรวจไทย, ตำรวจเชจู, กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ, Guardia di Finanza อิตาลี, ตำรวจโตรอนโต และสารคดี China Stealth Invasion

    https://www.facebook.com/share/p/1Cg1LL9JEZ/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,110
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【เปิดด้านมืด “แอปจ่ายเงินจีน” ในญี่ปุ่น — เม็ดเงินมหาศาลจากนักท่องเที่ยวจีน แต่คนญี่ปุ่นไม่ได้ประโยชน์ รัฐมนตรีคลัง “คาตายามะ ซัตสึกิ” ออกโรงชี้เป็นปัญหาใหญ่】

    ยอดขายจากร้านในญี่ปุ่นถูกบันทึกเป็น “ธุรกรรมในประเทศจีน” ธนาคารและกรมสรรพากรญี่ปุ่นไม่สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ กลายเป็นช่องโหว่สำหรับแท็กซี่เถื่อน ทัวร์ผิดกฎหมาย และการฟอกเงินข้ามชาติ


    ด้านมืดของแอปจ่ายเงินสัญชาติจีน

    ในยุคที่การจ่ายเงินผ่าน QR Code แพร่หลาย แอปจ่ายเงินจากจีนถูกใช้กันอย่างกว้างขวางในญี่ปุ่น ทั้ง “WeChat Pay (微信支付)” ของเทนเซ็นต์ (騰訊/Tencent) และ “Alipay (支付宝)” ของ Ant Group (螞蟻集團) ในเครืออาลีบาบา ซึ่งสามารถพบเห็นได้ตามร้านค้าทั่วไปในญี่ปุ่นเคียงข้างกับ PayPay และ Rakuten Pay

    แต่บริการเหล่านี้มีด้านมืดที่น่ากังวล เมื่อนักท่องเที่ยวจีนเข้าร่วมทัวร์ภาษาจีนที่ดำเนินการโดยผู้ประกอบการสัญชาติจีนในญี่ปุ่น หรือซื้อสินค้าจากร้านค้าของชาวจีน หากชำระเงินผ่าน WeChat Pay หรือ Alipay โดยใช้ QR Code ที่โอนเข้าบัญชีในประเทศจีน ธุรกรรมจะจบลงในรูปแบบการโอนเงินระหว่างบัญชีภายในแอป ยอดขายดังกล่าวจึงไม่ถูกตรวจจับโดยกรมสรรพากรญี่ปุ่น แม้จะเป็นการค้าขายในญี่ปุ่น แต่ทุกอย่างจบลงภายในระบบเศรษฐกิจของจีน

    ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกรรมที่จบภายในแพลตฟอร์มแบบนี้ ไม่ผ่านการตรวจสอบของธนาคารหรือหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินเหมือนบัตรเครดิตหรือการโอนผ่านธนาคาร ผู้เกี่ยวข้องจึงเตือนว่าเรื่องนี้กลายเป็นแหล่งซ่องสุมของการฟอกเงิน


    เหตุใดจึงปราบปราม “แท็กซี่ป้ายขาว” ไม่ได้

    ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือปัญหา “แท็กซี่ป้ายขาว” (白タク) บริเวณสนามบินนาริตะ รถรับ-ส่งโดยสารผิดกฎหมายที่ใช้รถส่วนบุคคลโดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งสื่อรายงานต่อเนื่องมาโดยตลอด

    หนังสือพิมพ์ Yomiuri Shimbun รายงานเมื่อปี 2023 ว่าในการลงพื้นที่ พบรถป้ายขาวจอดที่อาคารผู้โดยสาร มีชายพูดภาษาจีน 2 คนลงจากเบาะหลัง คนขับยกกระเป๋าออกจากท้ายรถส่งให้ คนขับซึ่งเปิดเผยว่ามาจากฮ่องกงตอบนักข่าวอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “พาเพื่อนมาเที่ยว ไม่ได้รับเงินเลย”

    แอปภาษาจีนเพียงตัวเดียวสามารถจองรถ จ่ายเงิน จบครบในระบบออนไลน์ เจ้าหน้าที่สอบสวนยอมรับว่า “เมื่อไม่มีการแลกเงินสดในที่เกิดเหตุ และอ้างว่าเป็นเพื่อน การตั้งข้อหาจึงทำได้ยากมาก”

    สำนักงานบริการการเงิน (FSA) ของญี่ปุ่นก็มองเรื่องนี้เป็นปัญหา คาตายามะ ซัตสึกิ (片山さつき) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (กำกับดูแลด้านการเงิน) ได้ออกมาชี้ในเดือนมีนาคมปีนี้ว่ามีปัญหาเรื่องการจัดเก็บภาษีและความบกพร่องในการป้องกันการฟอกเงิน โดยกรมสรรพากรพบกรณีที่มีการประกอบธุรกิจจริงแต่ไม่มีร่องรอยการเสียภาษี


    ธนาคารยังจับเส้นทางเงินไม่ได้

    แท็กซี่เถื่อนที่นาริตะเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง สื่อเศรษฐกิจภาษาอังกฤษของจีน “ไฉซิน โกลบอล” (Caixin Global / 财新) รายงานโดยอ้างพนักงานฝ่ายบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์ร่วมทุนของจีนว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่น การชำระเงินในต่างประเทศของชาวจีนกว่า 50% ดำเนินการผ่าน QR Code ของ WeChat Pay และ Alipay และการขยายตัวยังลามไปถึงสหรัฐฯ และยุโรป

    หัวใจของระบบนี้คือ “โมเดลแบบปิด” (Closed-Loop) ทั้งสองแอปเติบโตอย่างรวดเร็วในจีนโดยไม่ต้องพึ่งระบบธนาคารแบบเดิม ทุกขั้นตอนตั้งแต่รับชำระเงินจนถึงการโอนเงินจริงประมวลผลภายในระบบของบริษัทเอง และไม่เปิดเผยข้อมูลธุรกรรมต่อเครือข่ายธนาคารภายนอก เมื่อระบบนี้ถูกนำไปใช้นอกประเทศ ฝ่ายธนาคารของประเทศปลายทางจึงไม่สามารถตรวจสอบได้แม้แต่สถานที่ทำธุรกรรมหรือชื่อร้านค้า


    ส่องบทเรียน “ทัวร์ราคาถูก” ในประเทศไทย

    ประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ถูกกระทบจากปัญหานี้มาโดยตลอด หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของฮ่องกง South China Morning Post (SCMP) เคยรายงานเมื่อปี 2018 เกี่ยวกับ “ทัวร์ศูนย์ดอลลาร์” (Zero-Dollar Tour) ซึ่งใช้กลยุทธ์ตั้งราคาทัวร์ต่ำผิดปกติเพื่อดึงดูดลูกค้า แล้วไปทำกำไรจากช่องทางอื่น

    บริษัทเหล่านี้จดทะเบียนเป็นบริษัทตัวแทนในไทย แต่ผู้ดำเนินการจริงคือเจ้าของชาวจีน รายได้ส่วนใหญ่ไหลกลับไปจีน ผู้ประกอบการไทยแทบไม่ได้กำไร และมีการสงสัยว่าเลี่ยงภาษีระดับหลายร้อยล้านดอลลาร์ (หลายพันล้านบาท)

    แหล่งรายได้หลักคือการบังคับนักท่องเที่ยวให้ซื้อสินค้าจากร้านที่กำหนด ผู้ที่ปฏิเสธจะถูกไกด์รุมต่อว่า บางครั้งถึงขั้นไม่คืนกุญแจห้องพัก นักท่องเที่ยวที่พูดภาษาอังกฤษหรือไทยไม่ได้แทบไม่สามารถแจ้งความกับตำรวจไทยได้


    ผลของการปฏิเสธไม่ซื้อของฝาก

    หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทัวร์ศูนย์ดอลลาร์ฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง หนังสือพิมพ์ออนไลน์ภาษาอังกฤษของไทย The Nation รายงานในปี 2024 ว่าผู้ประกอบการจีนใช้คนไทยเป็นนอมินีในการจดทะเบียนบริษัททัวร์ และดำเนินธุรกิจในรูปแบบ “ทัวร์ทำลายตลาด” ที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

    นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) เตือนว่าทัวร์ที่ตั้งราคาถูกจนแข่งไม่ไหวเหล่านี้กำลังทำลายตลาดท่องเที่ยวไทย แม้จะมีผู้ประกอบการบางส่วนถอนตัวหลังคำเตือน แต่ยังห่างไกลจากการกำจัดให้สิ้นซาก

    นอกจากไทย กรณีบังคับนักท่องเที่ยวให้ซื้อสินค้ายังเกิดขึ้นในที่อื่น ปี 2015 ที่ร้านเครื่องประดับย่านฮุงฮอม (紅磡) ฮ่องกง ชายวัย 53 ปีจากมณฑลเฮยหลงเจียง (黑龍江) เสียชีวิตหลังถูกทำร้ายเพราะปกป้องเพื่อนร่วมทัวร์ที่ปฏิเสธการซื้อ


    บริษัทบังหน้าในบ้านร้าง

    ตำรวจสอบสวนกลางด้านอาชญากรรมเศรษฐกิจของไทย (ECSD) บุกจับครั้งใหญ่ในจังหวัดสมุทรปราการ ตามรายงานของ The Nation จับกุมชาวจีน 21 คน คนไทย 51 คน รวม 72 คน เป้าหมายคือกลุ่มบริษัทที่ใช้คนไทยเป็นนอมินีบังหน้าธุรกิจของชาวต่างชาติ

    จุดเริ่มต้นของคดีคือการจับกุมชายชาวจีนชื่อ “หลี่” (Lee) ซึ่งถูกตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) ออกหมายแดง ฐานต้องสงสัยว่าฉ้อโกงนักลงทุนชาวจีนรวมมูลค่า 14,000 ล้านบาท แล้วหลบหนีมาประเทศไทย เขาตั้งบริษัทนอมินีในไทยผ่านสำนักงานบัญชี โดยหลอกชาวจีนคนอื่นว่าจะได้วีซ่าและบัตรประชาชนไทย

    จากการสืบสวน สำนักงานบัญชีที่หลี่ใช้เองก็เป็นบริษัทนอมินี โดยมีหญิงชาวจีนชื่อเล่น “เอียน” และ “วีนัส” สั่งการจากในประเทศจีนผ่านแอปแชต WeChat ครอบครัวคนไทยรับเป็นกรรมการ “นอมินี” ให้สำนักงานและบริษัทนอมินีหลายแห่ง โดยดำเนินธุรกิจในกิจการที่กฎหมายไทยสงวนไว้สำหรับคนไทย

    มีบริษัทถูกจับ 15 บริษัท ทั้งหมดจดทะเบียนที่ที่อยู่เดียวกันในตำบลบางเสาธง สมุทรปราการ เมื่อตำรวจไปตรวจสถานที่จริง พบเพียงร้านค้า/บ้านพักที่ทรุดโทรมราวกับบ้านร้าง ไม่มีร่องรอยการใช้งานมานานหลายปี


    ยอดขายในญี่ปุ่นถูกนับเป็น “ธุรกรรมในจีน”

    ทั้งแท็กซี่เถื่อนที่นาริตะ และทัวร์ผิดกฎหมายในไทย ปัญหามีรากเดียวกันคือระบบ “โมเดลแบบปิด” ของ Alipay และ WeChat Pay เมื่อชำระเงินผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้ ธนาคารและหน่วยงานกำกับแทบไม่สามารถติดตามเส้นทางเงินได้

    ไฉซิน โกลบอลชี้ว่า เมื่อนักท่องเที่ยวจีนในญี่ปุ่นผูกบัตรเครดิตกับ Alipay แล้วชำระเงินด้วย QR Code รายการในใบแจ้งหนี้บัตรจะถูกบันทึกเป็นธุรกรรมในประเทศจีน ทั้งที่จ่ายในร้านที่ญี่ปุ่น แต่ในบัญชีกลับเป็นธุรกรรมในจีน หมวดหมู่ที่บันทึกเป็นเพียงคำกว้าง ๆ เช่น “ความบันเทิง” และไม่เปิดเผยชื่อร้านค้าให้ธนาคารผู้ออกบัตรทราบ

    ส่วนยอดเงินที่เข้าบัญชีร้านค้านั้น จะแสดงว่าผ่านบริษัทลูกในสิงคโปร์ “Alipay Singapore” ผู้รับผิดชอบฝ่ายบัตรเครดิตของธนาคารแห่งหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า แม้ในความเป็นจริงเป็นธุรกรรมข้ามแดน แต่ “ปริมาณมหาศาล” ถูกบันทึกเป็นธุรกรรมภายในประเทศ


    ฟอกเงินมูลค่ามหาศาลในคลินิกศัลยกรรม

    แพลตฟอร์มเดียวกันถูกใช้ในอาชญากรรมระดับใหญ่กว่า ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ สำนักข่าวเฉพาะทางคริปโต DL News รายงานเมื่อมกราคมปีนี้ว่า กรมศุลกากรโซลทลายเครือข่ายฟอกเงินมูลค่า 102 ล้านดอลลาร์ (ราว 153 ล้านดอลลาร์ในรายงาน เทียบเป็นเงินไทยประมาณ 3,500 ล้านบาท) ที่มีฐานในคลินิกศัลยกรรมขนาดใหญ่

    ตัวการคือพนักงานชาวจีนที่ทำหน้าที่หัวหน้าที่ปรึกษาในคลินิก รับเงินที่นักท่องเที่ยวจีนจ่ายผ่าน Alipay และ WeChat Pay เข้าบัญชีพิเศษ แล้วร่วมกับผู้สมรู้ร่วมคิดชาวจีนซื้อสกุลเงินคริปโตในต่างประเทศ จากนั้นแลกเป็นวอนผ่านตลาดคริปโตในเกาหลี และถอนเป็นเงินสดผ่านบัญชีและตู้ ATM หลายแห่ง การฟอกเงินระดับสากลเกิดขึ้นที่เคาน์เตอร์รับเรื่องของคลินิก


    ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์กลายเป็นแหล่งทุจริต

    ในปี 2024 เครือข่ายขยายออกนอกวงการศัลยกรรม ดึงเจ้าของร้านโทรศัพท์มือถือชาวเกาหลีเข้ามาร่วมขบวนการ ขยายการฟอกเงินไปสู่ค่าสินค้าปลอดภาษีและค่าเล่าเรียนโรงเรียนสอนภาษา กรมศุลกากรส่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 3 คน

    ตามรายงานของ CoinDesk ตลาดคริปโตที่ใช้ฟอกเงินไม่มีใบอนุญาต ตัวตนยังไม่ทราบ แม้แต่ประเภทของสกุลเงินคริปโตที่ใช้ก็ยังระบุไม่ได้

    อุตสาหกรรมความงามมีขนาดตลาดใหญ่จึงถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงินได้ง่าย อุตสาหกรรมศัลยกรรมความงามของเกาหลีมีมูลค่าราว 11,000 ล้านดอลลาร์ ลูกค้าศัลยกรรมจากจีนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 100% ตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์คาดว่าจะแตะ 3,100 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2033 เมื่อมีกระแสเงินที่ถูกกฎหมายไหลเข้าจำนวนมหาศาลขนาดนี้ การทำธุรกรรมผิดกฎหมายจึงปะปนได้อย่างเนียน ๆ

    กรมศุลกากรเกาหลีประกาศเข้มงวดการตรวจสอบคลินิกที่รับลูกค้าต่างชาติหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว


    WeChat Pay ปล่อยปละ “ข้อสงสัยฉ้อโกง”

    ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเหล่านี้รับมือกับปัญหาอย่างไร? SCMP รายงานว่า สำนักงานการเงินฮ่องกง (HKMA) สั่งปรับบริษัท WeChat Pay สาขาฮ่องกงในเครือเทนเซ็นต์ เป็นเงิน 875,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 4 ล้านบาท)

    บริษัทไม่ได้จัดระบบควบคุมที่เหมาะสมในการตรวจสอบลูกค้าด้านป้องกันการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ก่อการร้าย ระยะเวลาที่พบความบกพร่องคือตั้งแต่สิงหาคม 2016 ถึงตุลาคม 2021 รวมกว่า 5 ปี ตัวอย่างเช่น แม้ได้รับแจ้งจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายให้ตรวจสอบเลขโทรศัพท์มือถือที่ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง บริษัทกลับไม่ดำเนินการประเมินความเสี่ยง แม้แต่การตรวจสอบว่าหมายเลขนั้นเป็นของลูกค้าตัวจริงหรือไม่ก็ละเลย

    ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือสถานการณ์น่ากังวลเช่นนี้ถูกปล่อยปละละเลย จากการสอบสวนของ HKMA หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายได้ส่งข้อมูลรวม 1,827 รายการเกี่ยวกับ 500 บัญชีต้องสงสัยฉ้อโกงให้ WeChat Pay แต่บริษัทไม่ดำเนินการอย่างน้อย 80 วัน นานสุดถึง 900 วัน หรือผัดผ่อนปัญหาเป็นเวลาเกือบ 2 ปีครึ่ง


    แอปจ่ายเงินจีนห่างไกลจาก “มาตรฐานสากล”

    การชำระเงินดิจิทัลกำลังขยายตัวและจะเติบโตต่อไป มีหนทางใดที่จะให้ทั้งความสะดวกและความโปร่งใสในเวลาเดียวกัน?

    ในปี 2021 ธนาคารกลางจีน (PBOC) เคยเสนอให้ผู้ให้บริการชำระเงินที่ไม่ใช่ธนาคารใช้ “Four-Party Model” ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับการชำระเงินดิจิทัลข้ามพรมแดน

    ระบบนี้คือธนาคารฝั่งผู้ใช้และธนาคารฝั่งร้านค้าจะเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเป็นอิสระ ข้อมูลธุรกรรมจะถูกแชร์ผ่านสถาบันการเงินหลายแห่ง การมีธนาคารเป็นตัวกลางจะแก้ปัญหาจุดบอดที่เกิดในระบบปิด ทั้งการตรวจสอบฟอกเงิน การยืนยันตัวตน และการกำกับการแลกเปลี่ยนเงินตรา

    แต่หากใช้ระบบนี้ โมเดลธุรกิจที่ Alipay และ WeChat Pay สร้างมาก็จะต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งสองบริษัทประมวลผลทุกอย่างตั้งแต่การชำระเงิน เคลียริ่ง จนถึงการโอนเงินภายในระบบปิดของตัวเอง ความที่มองไม่เห็นจากภายนอกอาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดแข็งของทั้งสองบริษัท ผ่านมา 4 ปีจากข้อเสนอของ PBOC ในความเป็นจริงที่หลายประเทศ หลายสกุลเงิน และโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินหลายระบบปะปนกัน ความคืบหน้าที่แท้จริงแทบไม่มี


    ที่มา: Yahoo Japan / President Online (โดย อาโอบะ ยามาโตะ 青葉やまと นักเขียน-นักแปลอิสระ), Caixin Global (财新), South China Morning Post, The Nation, DL News, CoinDesk, ประกาศ HKMA

    https://www.facebook.com/share/p/1HBLQG1YQG/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,110
    ค่าพลัง:
    +97,153
    #SOCIAL แม้จีนจะพยายามบอกว่าไต้หวันคือหนึ่งจังหวัดของจีน แต่คนจีนกลับไม่มีสิทธิ์เดินทางไปไต้หวันโดยไม่ขออนุญาต หรือขอเอกสารเข้าเมืองก่อน ซึ่งทุกวันนี้ไม่ออกให้ประชาชนทั่วไปแล้ว ส่วนไต้หวันแม้จะไม่ถูกรับรองเป็นประเทศ แต่กลับมีพาสปอร์ตที่ทรงพลังอันดับ 33 ของโลกเข้าประเทศอื่นโดยไม่ต้องขอวีซ่าถึง 139 ชาติ ขณะที่พาสปอร์ตจีนไปได้แค่ 85 ชาติเท่านั้น
    .
    ความร้อนแรงของความขัดแย้ง ระหว่างจีนและไต้หวันปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อการเดินทางเยือนประเทศเอสวาตินีของไล่ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถูกสกัดกั้นจากรัฐบาลปักกิ่งแทบจะทุกวิถีทาง เพื่อไม่ให้เครื่องบินของคณะรัฐบาลไต้หวันบินผ่านน่านฟ้าประเทศต่างๆ ที่จีนมีสถานทูตและมีอิทธิพลอยู่
    .
    แต่สุดท้ายก็ไม่อาจจุดยั้งการเดินทางของคณะรัฐบาลไต้หวันได้ ภารกิจดังกล่าวสามารถลุล่วงไปได้ทั้งไปและกลับ แม้จะไม่ราบรื่นนะ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า ไต้หวันไม่ได้ยอมสิโรราบหรืออยู่ภายใต้การบังคับควบคุมของรัฐบาลปักกิ่ง
    .
    ส่วนปักกิ่งก็ทำได้แค่ แสดงความไม่พอใจและวิพากษ์วิจารณ์การเดินทางของรัฐบาลไต้หวัน แล้วบอกว่าเป็นพวกต้องการแบ่งแยกดินแดน จากนโยบายจีนเดียวเพียงเท่านั้น
    .
    แน่นอนว่าจีนมีความต้องการที่จะควบรวมไต้หวันให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของจีนให้ได้มาโดยตลอด และบอกต่อโลกมาเสมอว่าไต้หวันเป็นเพียงแค่จังหวัดหนึ่งของจีนเท่านั้น ไม่มีสถานะเป็นประเทศหรือรัฐอิสระ ที่ได้รับการรับรองมติจากสหประชาชาติ
    .
    แต่สำหรับไต้หวันแล้ว เชื่อมั่นเสมอว่าตนมีอิสระและไม่ได้ขึ้นกับจีน มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยซึ่งแตกต่างจากจีนที่เป็นระบอบสังคมนิยมพรรคคอมมิวนิสต์ มีกองทัพ มีระบบเศรษฐกิจ และมีพาสปอร์ตเป็นของตัวเอง
    .
    แม้รัฐบาลจีนพยายามจะบอกว่าไต้หวันคือดินแดนของจีน แต่ในความเป็นจริงแล้วชาวจีนแผ่นดินใหญ่ไม่สามารถเดินทางเข้าไต้หวันด้วยวิธีเดียวกับการเดินทางข้ามมณฑลภายในประเทศจีนได้
    .
    ในแง่ของการบริหารจัดการและการปฏิบัติจริง การเดินทางข้ามช่องแคบไต้หวันมีกระบวนการที่ซับซ้อนและมีลักษณะคล้ายคลึงกับการเดินทางระหว่างประเทศ เนื่องจากไต้หวันมีระบบการตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร และการบริหารจัดการชายแดนเป็นของตนเองแยกต่างหาก
    .
    ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ไม่สามารถใช้เพียงบัตรประจำตัวประชาชนจีนในการผ่านด่านเข้าไต้หวันได้ แต่จำเป็นต้องได้รับอนุมัติจากหน่วยงานของทั้งสองฝั่งซึ่งต้องใช้เอกสาร 2 ชนิดควบคู่กัน
    .
    เอกสารจากฝั่งแผ่นดินใหญ่ต้องขอ "ใบอนุญาตเดินทางไป-กลับไต้หวัน" (往来台湾通行证 - Exit-Entry Permit for Travelling to and from Taiwan) หรือที่มักเรียกกันว่า “ต้าทงเจิ้ง (大通证) ออกโดยกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน
    .
    นอกจากนี้ยังต้องได้รับประเภทการสลักหลัง (Endorsement/签注) ที่ระบุจุดประสงค์การเดินทางที่ชัดเจน เช่น ท่องเที่ยว ธุรกิจ หรือเยี่ยมญาติ
    .
    เอกสารจากฝั่งไต้หวัน เมื่อได้รับเอกสารจากฝั่งจีนแล้ว จะต้องนำไปยื่นขอ "ใบอนุญาตเข้า-ออกพื้นที่ไต้หวัน" (中華民國臺灣地區入出境許可證 - Exit & Entry Permit) หรือที่เรียกว่า “รู่ไถเจิ้ง (入台证)” ซึ่งออกโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของไต้หวัน
    .
    การเดินทางข้ามช่องแคบไม่ได้เปิดเสรีและมักผันผวนตามสถานการณ์ทางการเมืองและนโยบายของทั้งสองฝ่าย การท่องเที่ยวแบบอิสระ (Free Independent Traveler - FIT) ทางการจีนได้ระงับการออกใบอนุญาต (G Endorsement) สำหรับชาวจีนที่ต้องการเดินทางไปเที่ยวไต้หวันด้วยตนเองมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2019 ด้วยเหตุผลด้านความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบ ทำให้ชาวจีนไม่สามารถจองตั๋วบินไปเที่ยวไต้หวันเองได้เหมือนในอดีต
    .
    ส่วนการท่องเที่ยวแบบกลุ่มก็อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด โดยมักจะมีการอนุญาตหรือระงับเป็นระยะๆ และจำกัดเฉพาะบริษัททัวร์ที่ได้รับการรับรองเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันก็ระงับการเดินทางแล้วเช่นกัน
    .
    ถ้าเป็นการเดินทางจุดประสงค์อื่น เช่น การเดินทางเพื่อธุรกิจ การศึกษา การแลกเปลี่ยนทางวิชาการ หรือการเยี่ยมญาติ ยังคงทำได้ แต่มีกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสารเชิญจากหน่วยงานหรือบริษัทในไต้หวันที่เข้มงวดมาก
    .
    เมื่อเดินทางถึงสนามบินหรือท่าเรือในไต้หวัน ชาวจีนจะต้องผ่านจุดตรวจคนเข้าเมืองและด่านศุลกากรเช่นเดียวกับผู้เดินทางจากประเทศอื่นๆ โดยเจ้าหน้าที่จะประทับตราเข้าเมืองลงบนใบ "รู่ไถเจิ้ง" (入台证) ไม่ใช่การประทับตราลงในหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงประเด็นข้อพิพาททางสถานะ
    .
    “จีนเดียว” ที่จีนคิดเองเออเองอยู่ฝ่ายเดียว
    .
    หลักการจีนเดียว ที่จีนแผ่นดินใหญ่เรียบรวบรวมดินแดนที่จีนเชื่อว่าอยู่ภายใต้อาณัติของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นดินแดนที่อยู่ในแผ่นดินจีนที่เป็นลักษณะของเขตปกครองตนเอง หรือแม้แต่ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ภายใต้การปกครองของต่างชาติมาก่อนทั้งมาเก๊า และฮ่องกง และดินแดนสุดท้ายที่จีนต้องการมากที่สุดในการรวบรวมให้เข้ามาอยู่กับจีนแดงก็คือไต้หวัน ที่เรียกว่าเป็นงานยากและดื้อดึงที่สุดสำหรับจีน
    .
    ในความพยายามควบรวมทุกดินแดนจีนมักสื่อสารว่าไต้หวันเป็นของจีนภายใต้หลักการเดียว ซึ่งถือเป็นวาทกรรมทางการเมืองที่จีนใช้มาตลอด แต่ความเป็นจริงในทางปฏิบัติยังตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
    .
    เหตุผลที่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ไม่สามารถเดินทางเข้าไต้หวันได้อย่างเสรีเหมือนการเดินทางข้ามมณฑล แม้รัฐบาลปักกิ่งจะประกาศว่าไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งของตนมีด้วยกัน 3 ประการ
    .
    1. ความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไต้หวันมีอำนาจอธิปไตยเหนือพรมแดนตนเอง : แม้ในทางนิตินัยตามมุมมองของจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวันจะเป็นเพียงมณฑลหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงทางพฤตินัย ไต้หวันหรือสาธารณรัฐจีน (ROC) เป็นองค์กรทางการเมืองที่ปกครองตนเองอย่างสมบูรณ์ ไต้หวันมีรัฐบาล รัฐธรรมนูญ กองทัพ และมีระบบตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรเป็นของตนเอง
    .
    รัฐบาลปักกิ่งไม่มีอำนาจศาล ไม่มีกองกำลัง หรือเจ้าหน้าที่ใดๆ ที่สามารถไปควบคุมจุดตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินหรือท่าเรือในไต้หวันได้
    .
    ดังนั้น ผู้ที่จะกำหนดว่าใครสามารถเดินทางเข้าไต้หวันได้และต้องใช้เอกสารใด จึงเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จของรัฐบาลไต้หวันแต่เพียงผู้เดียว
    .
    2. ทั้งสองฝ่าย "ไม่ใช้พาสปอร์ต" ในการข้ามช่องแคบ : เพื่อรักษาจุดยืนทางการเมืองของตนเอง ทั้งจีนและไต้หวันต่างก็ไม่ยอมรับหนังสือเดินทาง (Passport) ของกันและกันในการเดินทางข้ามช่องแคบ เพราะการประทับตราลงในพาสปอร์ตของอีกฝ่าย เท่ากับการยอมรับสถานะ "ความเป็นรัฐชาติ (Sovereign State)" ของอีกฝ่ายโดยปริยาย
    .
    เพื่อแก้ปัญหานี้ ทั้งสองฝ่ายจึงสร้างกลไกเอกสารเดินทางพิเศษขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงคำว่าพาสปอร์ตอย่างที่อธิบายไปข้างต้นบทความ
    .
    3. เหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ : จากมุมมองของไต้หวัน การเปิดพรมแดนให้ชาวจีนแผ่นดินใหญ่กว่า 1.4 พันล้านคนเดินทางเข้าออกได้อย่างเสรีเหมือนการเดินทางข้ามจังหวัด ถือเป็นความเสี่ยงระดับวิกฤตต่อความมั่นคงของชาติ ทั้งในแง่ของการแทรกซึมทางการเมืองและข่าวกรอง ป้องกันสายลับหรือผู้ปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร
    .
    ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ป้องกันการหลั่งไหลของแรงงานหรือทุนที่อาจเข้ามากระทบระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างฉับพลัน
    .
    และรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันแรงกระเพื่อมทางสังคมที่อาจเกิดจากความแตกต่างทางอุดมการณ์
    .
    ฉะนั้นวาทกรรม "ไต้หวันคือมณฑลหนึ่ง" เป็นการแสดงจุดยืนทางการเมืองของรัฐบาลปักกิ่ง แต่ในทางปฏิบัติ กลไกการข้ามแดนถูกออกแบบมาเพื่อรักษาจุดยืนของตัวเองไม่ให้ถูกกลืนกิน และไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน
    .
    ไม่ใช่ประเทศ แต่มีพาสปอร์ตที่ทรงพลังมากกว่าจีนแดง
    .
    พาสปอร์ตของสาธารณรัฐจีน หรือไต้หวัน (ROC Passport) ถือเป็นหนึ่งในเอกสารเดินทางที่มีความน่าสนใจที่สุดในโลกในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากมีสถานะที่ย้อนแย้งระหว่างการขาดการรับรองทางการทูตอย่างเป็นทางการ กับอำนาจในการเดินทางจริงที่สูงมาก
    .
    อันดับความทรงอิทธิพลระดับโลกอัปเดตปี 2026 อ้างอิงจากดัชนี Henley Passport Index ซึ่งจัดอันดับพาสปอร์ตตามจำนวนจุดหมายปลายทางที่เดินทางเข้าได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า ครอบคลุม Visa-free, Visa on arrival และ eTA
    .
    พาสปอร์ตไต้หวันอยู่ในอันดับที่ 33 ของโลก สามารถเดินทางเข้าได้ 139 ประเทศและดินแดนโดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า ถือเป็นพาสปอร์ตที่ทรงอิทธิพลเป็นอันดับ 8 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจาก สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฮ่องกง บรูไน และมาเก๊า
    .
    เมื่อเปรียบเทียบกับจีนแผ่นดินใหญ่อยู่ในอันดับที่ 59 เข้าได้ 81 ปลายทาง และไทยอยู่ในอันดับที่ 60 เข้าได้ 79 ปลายทาง
    .
    แม้ไต้หวันจะมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ (Official Diplomatic Ties) กับเพียงสิบกว่าประเทศบนโลก แต่ความทรงอิทธิพลของพาสปอร์ตไต้หวันนั้นมาจากความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมของพลเมือง
    .
    คนไต้หวันสามารถถือพาสปอร์ตเดินทางเข้าสู่เขตเศรษฐกิจหลักของโลกได้เกือบทั้งหมดอย่างเสรี เช่น กลุ่มประเทศเชงเกน (Schengen Area) ของยุโรป 90 วัน, สหราชอาณาจักร 180 วัน, ญี่ปุ่น 90 วัน, และออสเตรเลีย (ผ่านระบบ ETA)
    .
    นอกจากนี้ไต้หวันเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในเอเชียที่อยู่ในโปรแกรมยกเว้นวีซ่า (Visa Waiver Program - VWP) ของสหรัฐอเมริกา พลเมืองไต้หวันเพียงแค่ลงทะเบียนระบบ ESTA ออนไลน์ก็สามารถบินเข้าสหรัฐฯ ได้สูงสุด 90 วัน ซึ่งการที่สหรัฐฯ อนุมัติสิทธินี้ ถือเป็นดัชนีชี้วัดความน่าเชื่อถือขั้นสูงสุดในสายตาประชาคมโลก ทั้งในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ
    .
    แต่กระนั้นพาสปอร์ตไต้หวันมีข้อจำกัดเชิงภูมิรัฐศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ ความขัดแย้งเรื่องสถานะความเป็นรัฐเดี่ยว ทำให้พาสปอร์ตไต้หวันเผชิญกับเงื่อนไขเฉพาะตัวที่พาสปอร์ตชาติอื่นไม่พบคือ การเดินทางเข้าจีน ฮ่องกง และมาเก๊า รัฐบาลปักกิ่งไม่ยอมรับพาสปอร์ตไต้หวันว่าเป็นเอกสารแสดงตนระหว่างประเทศ ดังนั้น พลเมืองไต้หวันจะต้องใช้บัตรผ่านพิเศษที่เรียกว่า "ไถเปาเจิ้ง" (台胞证 - Taiwan Compatriot Permit) ที่ออกโดยทางการจีน เพื่อเดินทางเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และมาเก๊าแทน
    .
    ทั้งยังมีบางประเทศที่ยึดถือนโยบาย "จีนเดียว" อย่างเคร่งครัดสูงสุดและปฏิเสธไม่รับรองพาสปอร์ตไต้หวันในทุกกรณี ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ประเทศจอร์เจีย ซึ่งไม่อนุญาตให้ผู้ถือพาสปอร์ตไต้หวันเดินทางเข้าประเทศ ไม่ว่าจะมาด้วยจุดประสงค์ใดก็ตาม
    .
    ในบางกรณี แรงกดดันทางการทูตทำให้ระบบ e-Visa ของบางประเทศ เช่น บอตสวานา นำตัวเลือก "Taiwan" ออกจากระบบ ทำให้พลเมืองไต้หวันต้องจำยอมเลือกสัญชาติ "China" หากต้องการยื่นขอวีซ่าออนไลน์
    .
    อำนาจของพาสปอร์ตไต้หวันจึงเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนว่า ในเวทีโลกยุคปัจจุบัน อำนาจแห่งเอกสารเดินทางไม่ได้ผูกติดอยู่กับการถูกรับรองในที่ประชุมสหประชาชาติเสมอไป แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยความแข็งแกร่งทางเทคโนโลยี เสถียรภาพทางประชาธิปไตย และอำนาจซื้อของกลุ่มพลเมืองเป็นสำคัญ
    .
    เพราะฉะนั้นในปัจจุบัน แม้จีนพยายามที่จะบอกต่อโลกว่าไต้หวันคือดินแดนของจีน แต่ด้วยโครงสร้างทั้งหมดที่เห็นเชิงประจักษ์ ยังคงเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสถานะดังกล่าว แล้วมันก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่แม้ว่าไต้หวันจะเป็นเพียงแค่ดินแดนเล็กๆ จะยอมศิโรราบให้กับจีน ต่อให้ในอนาคตจีนพยายามจะกดดันหรือใช้กำลังเข้ายึดครอง ก็คงไม่ใช่สิ่งที่จีนจะกล้าแลก ความคุ้มค่าและการสูญเสียอาจจะมากกว่าสิ่งที่ได้กลับมา และยิ่งเป็นการซ้ำเติมรอยร้าวให้เกิดความขัดแย้งภายในระหว่างทั้งสองดินแดนให้ลึกลงไปอีก
    .
    และต่อให้จีนจะปกครองไต้หวันได้ แต่ก็อาจจะไม่มีความสงบสุขภายในดินแดนและกลายเป็นหนามที่คอยทิ่มแทงจีนจนเป็นบาดแผลที่ไม่รู้จักหายก็เป็นได้

    https://www.facebook.com/share/p/1Eibu9Awd9/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,110
    ค่าพลัง:
    +97,153
    บทความนี้ถอดคำพูดจาก หลู่ อี้เหิง (โตรอนโต้ ฟางเหลี่ยน) จบปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่พำนักในแคนาดา

    ฟางเหลี่ยน กล่าว :

    ตอนที่ 1

    สวัสดีครับทุกคน

    ผมคือ โตรอนโต้ ฟางเหลียน วันนี้เราจะคุยกันเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ “การนอนราบ”

    ช่วงนี้ หน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เผยแพร่วิดีโอหนึ่งออกมา วิดีโอนี้เรียกได้ว่าเหลวไหลจนถึงที่สุด ในวิดีโอ เขาโยนความผิดเรื่องพฤติกรรม “นอนราบ” ของคนจีนในปัจจุบันไปให้การชี้นำของกองกำลังต่างชาติ เขามองว่าเป็นเพราะกองกำลังต่างชาติชี้นำ คนจีนถึงได้เลือกนอนราบ

    แต่คนหนุ่มสาวจีนเดินไปสู่การนอนราบ จริง ๆ แล้วเป็นเพราะกองกำลังต่างชาติหรือ? แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องตลก สาเหตุที่เยาวชนจีนเดินไปสู่การนอนราบ มีทั้งสาเหตุด้านการอยู่รอด และสาเหตุระดับผิวหน้า เรามาพูดถึงสาเหตุระดับผิวหน้าก่อน สาเหตุระดับผิวหน้านี้ง่ายมาก นั่นก็คือ ตอนนี้คนจีนพยายามแล้วไม่ได้ผลตอบแทน

    เช่น ทิศทางความพยายามแบบคลาสสิกมากอย่างหนึ่งของคนจีน ก็คือการเรียนหนังสือ

    การเรียนหนังสือเป็นเครื่องมือหลักของคนจีนในการพลิกชะตาชีวิตมาตลอด หรือถึงขั้นพูดได้ว่า นับตั้งแต่ระบบสอบขุนนางเกิดขึ้นในจีนสมัยราชวงศ์สุย การเรียนหนังสือก็คือเครื่องมือหลักของคนจีนในการพลิกชะตาชีวิต

    แต่ตอนนี้ เครื่องมือนี้กำลังเสื่อมประสิทธิภาพ

    ในวงการการศึกษา มีคำศัพท์เฉพาะคำหนึ่งเรียกว่า “อัตราผลตอบแทนทางการศึกษา”

    ก็คือ การเรียนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปี จะนำรายได้เพิ่มมาให้คุณเท่าไร

    ในทศวรรษ 1980 และ 1990 อัตราผลตอบแทนทางการศึกษานี้ค่อนข้างต่ำ เพราะในเวลานั้นเศรษฐกิจแบบตลาดของจีนยังไม่สมบูรณ์ จีนยังจมอยู่ในเงาของการปฏิวัติวัฒนธรรม

    ดังนั้น อัตราผลตอบแทนทางการศึกษาของทั้งสังคมตอนนั้นอยู่ที่ประมาณ 3% เท่านั้น

    หมายความว่า การเรียนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปี ทำให้ค่าจ้างเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเพียง 3% นักศึกษามหาวิทยาลัยที่เรียนจบ 4 ปี ก็มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าคนจบมัธยมแค่ประมาณ 10%

    แต่เมื่อเศรษฐกิจแบบตลาดของจีนมาถึง ตัวเลขนี้ก็พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ถึงปี 2020 อัตราผลตอบแทนทางการศึกษาเพิ่มขึ้นเป็น 8.1% และในปี 2009 ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดที่ 9.7% ในเวลานั้น อัตราผลตอบแทนทางการศึกษาถือว่าน่าดูมาก ความต่างของค่าจ้างจริงระหว่างคนเรียนปริญญาตรีกับคนไม่เรียนปริญญาตรี ก็ขึ้นไปมากกว่า 40%

    แต่พอถึงปี 2020 ตัวเลขนี้กลับลดลงอีกครั้ง

    ปี 2020 อัตราผลตอบแทนทางการศึกษาของจีนลดลงมาอยู่ที่ 4.5% และปี 2023 ตัวเลขนี้ลดลงต่อไปอยู่ที่ 4% ส่วนปี 2025 ตอนนี้ยังไม่มีผลสถิติที่ก้าวหน้ากว่านี้ออกมา ดังนั้นเรายังไม่รู้ตัวเลขที่แน่ชัด แต่จากสภาพจีนในปัจจุบัน แน่นอนว่ามันต้องต่ำกว่านี้ ควรจะใกล้เคียงกับระดับทศวรรษ 1980 และ 1990 แล้ว

    อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนด้านการศึกษา 3% ถึง 4% ก็หมายความว่า การตรากตรำเรียนหนังสือหลายสิบปี เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ อาจทำให้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นไม่ถึง 20%

    และตัวเลขนี้ไม่เพียงด้อยเมื่อเทียบภายในประเทศ แต่เทียบกับต่างประเทศก็ยังด้อยอย่างชัดเจน ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนด้านการศึกษาของสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 12.5% ค่าเฉลี่ยของประเทศกลุ่มโออีซีดีอยู่ที่ 8%

    และแม้แต่อีกประเทศหนึ่งที่ถูกพูดถึงเรื่องการนอนราบอย่างญี่ปุ่น ก็ยังอยู่ที่ 9%

    นอกจากนั้น สิ่งที่เกินจริงยิ่งกว่าคือ ตอนนี้จีนยังเกิดภาวะกลับหัวในเรื่องการจ้างงาน ข้อมูลก่อนหน้านี้ของจื้อเหลียนจ้าวผินแสดงให้เห็นว่า

    สถานการณ์การจ้างงานของจีนถึงขั้นเกิดภาวะที่อัตราการมีงานทำของนักศึกษาปริญญาตรีต่ำกว่านักศึกษาวิทยาลัยอาชีวะหรืออนุปริญญา

    อัตราการมีงานทำของผู้จบปริญญาโทและเอกก็ต่ำกว่าผู้จบปริญญาตรีอีก

    แน่นอนว่า สภาพที่ความพยายามไม่สามารถได้ผลตอบแทนเช่นนี้เกิดขึ้นในจีน สุดท้ายแล้วก็เพราะการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างบัณฑิตจบใหม่หยุดนิ่ง

    ตามรายงานการจ้างงานนักศึกษาปริญญาตรีจีนที่ไมโคสเผยแพร่ ในปี 2024 เงินเดือนเฉลี่ยของบัณฑิตปริญญาตรีจบใหม่จีนอยู่ที่เพียง 6,199 หยวนต่อเดือน โดยเกือบ 60% ของบัณฑิตปริญญาตรีจบใหม่มีเงินเดือนต่ำกว่า 6,000 หยวน นักศึกษามหาวิทยาลัยที่เพิ่งจบแล้วเงินเดือนเกินหมื่นหยวนมีน้อยมาก มีสัดส่วนไม่ถึงหนึ่งในสิบของทั้งหมด

    แม้ตัวเลขปี 2024 เมื่อเทียบกับปี 2019 ที่อยู่ที่ 5,440 หยวน จะยังเพิ่มขึ้นมากกว่า 700 หยวน เพิ่มขึ้น 13%

    แต่เรื่องนี้ยังต้องคิดรวมระดับเงินเฟ้อเข้าไปด้วย

    ถ้าคิดเงินเฟ้อเข้าไป การเพิ่มขึ้น 13% ใน 5 ปี พูดได้เลยว่าอำนาจซื้อจริงแทบไม่โต หรือถึงขั้นติดลบ

    แต่ถ้าเราขยายเส้นเวลาออกไป แล้วเอาปี 2014 กับปี 2019 มาเปรียบเทียบกัน ปี 2014 รายได้ต่อเดือนเฉลี่ยของบัณฑิตจบใหม่จีนอยู่ที่ 3,487 หยวน ถึงปี 2019 ในช่วงเวลา 5 ปีเท่ากัน เพิ่มขึ้นเกือบ 2,000 หยวน เพิ่มขึ้น 56% ความต่างระหว่างปี 2014 ถึง 2019 กับปี 2019 ถึง 2024 นั้นชัดเจนผิดปกติมาก

    ในสภาพที่อัตราผลตอบแทนจากการเรียนหนังสือของจีนเป็นแบบนี้ สภาพการจ้างงานของนักศึกษาปริญญาตรีและสภาพเงินเดือนเป็นแบบนี้ ใครจะยังอยากแข่งขันเรื่องวุฒิการศึกษาอีก? ใครยังจะอยากทุ่มแรงกับการเรียนหนังสือมากขนาดนั้นอีก?

    คุณอยากให้คนอื่นพยายาม คุณต้องสร้างวงจรบวกที่ความพยายามสามารถได้ผลตอบแทน ความพยายามไม่ได้ผลตอบแทน แต่คุณยังบังคับให้คนอื่นพยายาม นั่นก็คือการเล่นตุกติกแบบไร้ยางอาย

    แน่นอน ตอนนี้ยังมีพ่อแม่บางส่วนที่ยอมบีบให้ลูกแข่งกันเอง ให้เรียน ให้แข่งขัน ความเต็มใจแบบนี้ก็เป็นแค่เสียงสะท้อนของความคิดจากยุคเก่า

    พวกเขายังไม่ได้เดินออกมาจากแรงเฉื่อยทางประวัติศาสตร์ของยุคที่การเรียนหนังสือให้ผลตอบแทนสูง

    ดังนั้นจากข้อมูลเหล่านี้จะเห็นได้ว่า การนอนราบด้านการศึกษา ไม่ใช่ผลจากการโฆษณาชวนเชื่อของกองกำลังต่างชาติอะไรทั้งนั้น แต่เป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการลดลงอย่างชัดเจนของอัตราผลตอบแทนทางการศึกษา

    ——-

    ตอนที่ 2

    แน่นอน ปัญหาการศึกษาก็เป็นเพียงภาพสะท้อนเล็ก ๆ ของทั้งสังคมจีนในปัจจุบัน

    ตอนนี้ทั้งประเทศจีน สำหรับคนจีนแล้ว ล้วนมีความไม่สมดุลครั้งใหญ่ระหว่างสิ่งที่จ่ายออกไปกับสิ่งที่ได้รับกลับมา

    ในอดีต การทุ่มเทกับการทำงานล่วงเวลาแบบ 996 การทุ่มเทกับการเอาใจหัวหน้า การก้มหัวประจบสอพลอ การแข่งขันกันเองที่เรียกว่าเน่ยเจวี่ยน แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะคนจีนมันต่ำต้อย ถึงขั้นวันไหนไม่พยายามแล้วจะคันไปทั้งตัว

    ความจริงก็คือ เพราะในอดีต การทำงานล่วงเวลา 996 และการเอาใจหัวหน้า มันสามารถนำผลประโยชน์มหาศาลมาให้เราได้จริง

    แต่ถ้าทั้งสังคมไม่มีอนาคตล่ะ?

    ปัจจุบันจีนไม่เพียงค่าจ้างของบัณฑิตจบใหม่หยุดนิ่ง ค่าจ้างของทั้งสังคมก็แทบหยุดนิ่งเช่นกัน

    ทุกปี สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนจะประกาศการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างทั้งสังคม โดยแบ่งเป็นหน่วยงานเอกชนในเขตเมือง และหน่วยงานไม่ใช่เอกชนในเขตเมือง

    ในยุคทองในอดีต หรือก็คือก่อนปี 2014 การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างจีนในเวลานั้นสามารถรักษาระดับมากกว่า 10% ต่อปีได้

    แม้หลังปี 2015 ความเร็วในการเติบโตนี้จะชะลอลง แต่ก็ยังคงรักษาระดับสูงที่ 7% ถึง 8% ได้

    แต่หลังปี 2022 สถานการณ์นี้เปลี่ยนไปอย่างมาก อัตราการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างคนจีนลดลงทั่วกระดานมาอยู่ต่ำกว่า 5%

    ปี 2024 ถึงขั้นมีข้อมูลน่าตกใจว่า ค่าจ้างในหน่วยงานเอกชนเพิ่มขึ้น 1.7% และค่าจ้างในหน่วยงานไม่ใช่เอกชนเพิ่มขึ้น 2.8%

    ข้อมูลอาจไม่มีเสียง แต่ข้อมูลมีพลัง

    ภายใต้ข้อมูลแบบนี้ คุณจะให้คนจีนพยายามต่อไปอย่างไร?

    เมื่อความพยายามไม่สามารถได้ผลตอบแทน การนอนราบจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของคนจีนในปัจจุบัน

    แน่นอน สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงสาเหตุบนผิวหน้าเท่านั้น

    ถ้าเราขุดลึกลงไปว่าทำไมคนจีนถึงต้องนอนราบ สาเหตุที่ลึกกว่านั้นจริง ๆ คือปัญหาความไม่เข้ากันระหว่างคนจีนกับระบบของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งถูกเปิดโปงออกมาในภาวะการเติบโตต่ำ

    อัตราการเติบโตของจีดีพี 5% ถ้ามองเผิน ๆ ก็ยังดูใช้ได้ ยังคงสูงกว่าสหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และยุโรป

    แต่จีดีพีเติบโต 5% เมื่อนำมาไว้ในบริบทของจีน กลับเต็มไปด้วยปัญหา นี่คืออัตราการเติบโตจีดีพีที่คนจีนกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้

    ก่อนอื่น จีดีพีเติบโต 5% ที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนประกาศออกมา มีน้ำปนอยู่จำนวนมาก อัตราการเติบโตจีดีพีจริงอาจมีแค่ 2% ถึง 3%

    หรืออาจถึงขั้นสู้สหรัฐฯ ไม่ได้ด้วยซ้ำ

    อีกอย่าง อัตราการเติบโตจีดีพีเท่ากัน แต่คุณภาพของจีดีพีในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ไม่เหมือนกัน

    จีดีพีของประเทศหนึ่งจริง ๆ แล้วต้องถูกแบ่งให้คนสามกลุ่ม กลุ่มเหล่านี้คือ รัฐ ประเทศ หรือรัฐบาล, ภาคธุรกิจ, และประชาชน

    ในประเทศปกติ คนสามกลุ่มนี้มีการแบ่งกันค่อนข้างสมดุล

    แต่ในจีน เพราะอำนาจไม่เท่าเทียม อำนาจของข้าราชการสูงกว่านักธุรกิจ สูงกว่าประชาชน ในความเป็นจริงจึงกลายเป็นว่า เมื่อจีดีพีมาถึงจีน พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องแบ่งก่อน พอพรรคแบ่งเสร็จ นักธุรกิจถึงจะขึ้นโต๊ะได้ พอนักธุรกิจแบ่งเสร็จ ประชาชนถึงจะได้ขึ้นโต๊ะ

    จีดีพีเติบโตบนกระดาษ 5% หลังผ่านการขูดรีดเป็นชั้น ๆ แบบนี้ พอไปถึงโต๊ะของประชาชน ที่เหลือจริง ๆ ก็มีไม่เท่าไรแล้ว

    และตอนนี้ยังเกิดสถานการณ์ที่ยิ่งเศรษฐกิจเติบโตต่ำ นักธุรกิจและพรรคคอมมิวนิสต์จีนกลับยิ่งแบ่งได้มากขึ้น

    เช่น ภายใต้ฉากหลังของจีดีพีเติบโตต่ำ 5% ในตอนนี้ ค่าใช้จ่ายของพรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่ได้ลดลงตามการชะลอตัวของจีดีพี

    บางทีในข้อมูลกระดาษของรายจ่ายการคลังจีน เช่น งบประมาณสาธารณะทั่วไป ในช่วงหลายปีหลังอาจเริ่มชะลอลงและเริ่มต่ำกว่าจีดีพีอย่างชัดเจน งบประมาณสาธารณะทั่วไปในปี 2025 เพิ่มขึ้นเพียง 1% ปี 2024 เพิ่มขึ้นเพียง 3.6%

    แต่งบประมาณสาธารณะทั่วไปเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งของค่าใช้จ่ายจำนวนมากของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

    ค่าใช้จ่ายซ่อนเร้นจำนวนมากไม่ได้เพิ่มขึ้นน้อยเลย

    เช่น ในปัญหาหนี้สิน ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา การเพิ่มขึ้นของหนี้มหภาคของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในแต่ละปีล้วนมากกว่า 10%

    สูงกว่าอัตราการเติบโตจีดีพีมาก และสูงกว่าระดับ 6% ถึง 9% ในอดีตด้วย

    เศรษฐกิจเติบโตช้าลง แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่เพียงไม่ลดการกู้เงิน กลับเพิ่มแรงกู้เงินมากขึ้น

    เมื่อสถานการณ์นี้แปลงมาเป็นความจริงในชีวิต ก็คือช่วงไม่กี่ปีมานี้ จีดีพีเติบโตช้าลงเรื่อย ๆ แต่เงินอุดหนุนต่าง ๆ และการสนับสนุนอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน กลับมีมากขึ้นเรื่อย ๆ

    แล้วเงินอุดหนุนเหล่านี้ใช้เงินของใคร? ความจริงแล้วก็ยังเป็นการแย่งผลประโยชน์จากประชาชนไม่ใช่หรือ?

    จีดีพี 100 หยวน เขาเอาไปอุดหนุน 20 หยวน ประชาชนก็ต้องได้น้อยลง 20 หยวน

    แน่นอน นอกจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนแล้ว ภาคธุรกิจในช่วงสองปีนี้ก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน การชะลอตัวของเศรษฐกิจไม่ได้ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นอย่างมากของทรัพย์สินของชนชั้นนายทุนใหญ่บางกลุ่ม

    ในจีน ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยเป็นข้อมูลที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนปิดเงียบอย่างมาก ข้อมูลปกติที่ใช้วัดความเหลื่อมล้ำอย่างค่าสัมประสิทธิ์จีนี ครั้งล่าสุดที่ประกาศก็เมื่อ 4 ปีก่อนแล้ว

    และค่าสัมประสิทธิ์จีนีที่ทางการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประกาศ กับค่าสัมประสิทธิ์จีนีที่มหาวิทยาลัยบางแห่งในจีนสำรวจออกมา ก็แตกต่างกันค่อนข้างมากมาโดยตลอด จึงไม่มีความน่าเชื่อถือมากนัก

    ดังนั้น เราไม่สามารถดูการเปลี่ยนแปลงของความเหลื่อมล้ำในจีนได้โดยตรงจากข้อมูลทางการบางชุด

    แต่เพียงแค่ดูจากระดับของมหาเศรษฐี ก็พอมองเห็นแนวโน้มว่าความเหลื่อมล้ำในจีนกำลังขยายตัว

    เช่น ปี 2010 มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของจีนคือ จงชิ่งโฮ่ว ในปีนั้น เขาขึ้นอันดับหนึ่งในรายชื่อมหาเศรษฐีจีนของหูรุ่น ด้วยทรัพย์สิน 80,000 ล้านหยวน ขณะนั้นจีดีพีรวมของจีนอยู่ที่ 41.2 ล้านล้านหยวน

    ถึงปี 2025 ผู้ขึ้นอันดับหนึ่งในรายชื่อมหาเศรษฐีหูรุ่นคือ จงซ่านซ่าน ด้วยทรัพย์สิน 530,000 ล้านหยวน

    ขณะนั้นจีดีพีรวมของจีนอยู่ที่ 140 ล้านล้านหยวน

    ใน 15 ปี จีดีพีเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าเล็กน้อย แต่มูลค่าทรัพย์สินของคนรวยที่สุดเพิ่มขึ้นเกือบเจ็ดเท่า

    และถ้าดูจากจำนวนมหาเศรษฐีโดยรวม ตอนนี้จีดีพีรวมของจีนยังสู้สหรัฐฯ ไม่ได้ เรื่องนี้ทุกคนรู้ดี

    แต่ในปี 2021 ผลสถิติจากรายชื่อมหาเศรษฐีหูรุ่นแสดงว่า จำนวนมหาเศรษฐีระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์ของจีนกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    เพิ่มขึ้นจนแซงสหรัฐฯ อย่างมาก กลายเป็นประเทศที่มีมหาเศรษฐีระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์มากที่สุดในโลก

    ตอนนั้นผมจำได้ว่ายังมีคนเอาเรื่องนี้มาอวย

    แต่ถ้าเราคิดให้ละเอียด เรื่องนี้ไม่ได้ตลกมากหรือ?

    จีดีพีรวมของจีนมีแค่ 60% ของสหรัฐฯ แต่จำนวนมหาเศรษฐีระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์กลับมากกว่าสหรัฐฯ นั่นไม่ใช่กำลังบอกหรือว่าความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยในจีนสูงกว่าสหรัฐฯ มาก?

    ——-

    ตอนที่ 3

    ความจริงแล้ว เมื่อจีดีพีออกมา ก็จะมีงานเลี้ยงแบ่งเค้กจีดีพีเกิดขึ้น

    ในจีน พรรคคอมมิวนิสต์จีนแบ่งก่อน แล้วค่อยถึงภาคธุรกิจ สุดท้ายจึงถึงประชาชน

    เมื่อก่อน เพราะอัตราการเติบโตจีดีพีสูงพอ เค้กโตเร็วพอ

    ต่อให้ผ่านการขูดรีดสองชั้นนี้ อย่างน้อยก็ยังเหลือถึงมือประชาชนบ้าง

    ในเวลานั้น ประชาชนพยายามและอดทน ก็ยังได้รับความพึงพอใจได้ เพราะความจริงแล้วคนจีนมีความต้องการค่อนข้างต่ำ

    แต่จีดีพีเติบโตบนกระดาษ 5% จีดีพีจริงเติบโต 2% ถึง 3% พอผ่านการขูดรีดเป็นชั้น ๆ แบบนี้ ไปถึงมือประชาชนก็ไม่เหลือเท่าไรแล้ว หรืออาจไม่ใช่การเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่เป็นการลดลง

    การเติบโตด้วยความเร็วสูงในอดีตคือผ้าปิดหน้าอายผืนหนึ่ง มันปกปิดความขัดแย้งระหว่างระบบขูดรีดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับคนจีน

    แต่เมื่ออัตราการเติบโตจีดีพีชะลอลง ผ้าปิดหน้าอายผืนนี้ก็ถูกกระชากออกจนหมด

    การนอนราบในตอนนี้ ความจริงแล้วก็คือการปะทุของความขัดแย้งเชิงระบบระหว่างระบบขูดรีดสูงของจีนกับประชาชนจีน ภายใต้ภาวะการเติบโตต่ำ

    มันเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งของการต่อต้านของประชาชน

    เพียงแต่การต่อต้านแบบนี้ การปะทุแบบนี้ ไม่ได้รุนแรงอย่างที่เราคิด แต่มันเป็นการต่อต้านที่ดูอ่อนโยนอย่างยิ่ง

    คนหนุ่มสาวใช้การนอนราบเป็นวิธีต่อต้านการขูดรีดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและการขูดรีดของภาคธุรกิจ

    ดังนั้น การบอกว่าการนอนราบคือการประท้วงแบบไร้เสียง เป็นขบวนการไม่ให้ความร่วมมือแบบคานธีของจีนในศตวรรษที่ 21 ความจริงก็ไม่ผิด

    แน่นอน พูดถึงตรงนี้ ผมไม่ได้คิดว่าการนอนราบ หรือขบวนการไม่ให้ความร่วมมือแห่งศตวรรษที่ 21 แบบนี้ จะสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ตลอด

    ที่พูดแบบนี้ ไม่ใช่เพราะผมกับสีจิ้นผิงมีความคิดร่วมกัน แล้วเห็นว่าคนจีนควรต้องพยายาม

    แต่เพราะผมมองว่าการนอนราบแบบนี้ในอนาคตของจีนไม่มีฐานความเป็นจริงรองรับ คนจีนไม่มีทางนอนราบไปได้ตลอด

    โครงสร้างความถดถอยทางเศรษฐกิจและการแสดงออกทางสังคมของจีน ในหลายด้านเหมือนกับญี่ปุ่นในศตวรรษก่อนอย่างมาก

    เช่น จุดเริ่มต้นของความถดถอย ทั้งคู่เริ่มจากการแตกของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์

    ในรูปแบบธุรกิจของความถดถอย ก็เป็นภาวะเงินฝืดเหมือนกัน

    ก่อนเกิดความถดถอย ญี่ปุ่นก็จมอยู่ในภาวะเกินดุลการค้าขนาดใหญ่เช่นกัน

    การแตกของวิกฤตฟองสบู่ญี่ปุ่นก่อให้เกิด “คนรุ่นนอนราบ” ของญี่ปุ่น

    แน่นอน คนรุ่นนี้ในญี่ปุ่นมีชื่อเรียกหลายแบบ บางคนเรียกพวกเขาว่า “คนไร้ประโยชน์ยุคเฮเซ” ชื่อนี้มาจากการที่พวกเขาเติบโตในยุคจักรพรรดิเฮเซ

    บางคนก็เรียกพวกเขาว่า “ซาโตริเจเนอเรชัน” คำว่าซาโตริหมายถึงคนรุ่นนี้เหมือนเกิดมาก็ตรัสรู้ เกิดมาก็เหมือนมองชีวิตทะลุ ไม่เกิดลูก ไม่บริโภค ไม่ท่องเที่ยว

    คนรุ่นนี้ลากยาวมาจนถึงญี่ปุ่นในวันนี้ คนญี่ปุ่นในวันนี้ยังคงรักษาระดับการนอนราบไว้สูงมาก

    ในอดีต ช่วงที่เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว คนจีนก็ดูถูกและถึงขั้นหัวเราะเยาะการนอนราบแบบนี้ของคนญี่ปุ่นมาโดยตลอด

    แต่เรื่องดี ๆ อย่างการนอนราบได้ตลอดแบบนี้ จะไม่ตกถึงคนจีนในอนาคต

    ตอนที่คนญี่ปุ่นเริ่มนอนราบ จีดีพีต่อหัวของญี่ปุ่นอยู่ที่มากกว่า 30,000 ดอลลาร์สหรัฐแล้ว แม้ถ้ามองจากมุมปัจจุบัน จีดีพีต่อหัว 30,000 ดอลลาร์อาจไม่ได้ถือว่าสูงมากเป็นพิเศษ แต่ต้องเข้าใจว่านั่นคือเมื่อ 40 ปีก่อน

    ในเวลานั้น จีดีพีต่อหัวของญี่ปุ่นสูงกว่าสหรัฐฯ ถึง 30%

    นี่คือฐานที่ทำให้คนญี่ปุ่นสามารถนอนราบต่อไปได้

    แต่จีนที่ตอนนี้มีจีดีพีต่อหัวแค่ 14,000 ดอลลาร์ จะมีฐานแบบเดียวกันได้จากไหน?

    นอกจากปัญหาจีดีพีต่อหัวแล้ว ปัญหาเชิงโครงสร้างบางอย่างก็ไม่สามารถรองรับให้จีนเดินไปเหมือนญี่ปุ่นต่อไปได้

    เช่น ปัจจุบันอัตราหนี้มหภาคของรัฐบาลญี่ปุ่นแม้จะขึ้นไปมากกว่า 300% แล้ว สูงที่สุดในโลก

    แต่ตอนที่ญี่ปุ่นเพิ่งเริ่มเข้าสู่ความถดถอย อัตราหนี้มหภาคของรัฐบาลญี่ปุ่นมีเพียง 60%

    หลายปีที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นเผชิญความถดถอย ก็ใช้การกู้หนี้ของรัฐบาลเพื่อจัดสวัสดิการและทำหน้าที่รองรับสังคมญี่ปุ่น

    ช่วยบรรเทาปัญหาการหยุดชะงักของการพัฒนาเศรษฐกิจญี่ปุ่น ใช้เวลาแลกพื้นที่

    แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนในจุดนี้เห็นได้ชัดว่าไม่มีทางทำแบบญี่ปุ่นในอดีตได้แล้ว

    อัตราหนี้มหภาคของจีนตอนนี้ขึ้นมาถึง 270% แล้ว และในช่วงหลายปีนี้เพิ่มขึ้นปีละมากกว่า 10%

    ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป อีกไม่กี่ปีก็จะชนเพดานหนี้จนระเบิด

    จุดเริ่มต้นของความถดถอยของเราอาจคล้ายญี่ปุ่น แต่เส้นทางข้างหน้าจะต่างกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ถ้าญี่ปุ่นคือการร่วงลงอย่างช้า ๆ สำหรับจีนในอนาคตก็คือการดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ดิ่งลงจนเราจะนอนราบต่อไปไม่ได้แน่นอน

    ——-

    ตอนที่ 4

    การดิ่งลงอย่างรวดเร็วแบบนี้จะทำให้เรานอนราบไม่ได้อย่างไร เราสามารถยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมจากอัตราการว่างงานของเยาวชน

    หลังญี่ปุ่นเริ่มฟองสบู่แตกในปี 1991 อัตราว่างงานของเยาวชนก็เริ่มค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ

    และขึ้นไปถึงจุดสูงสุดในปี 2003 ที่ 10.3% ใช้เวลาทั้งหมด 12 ปี

    จุดเริ่มต้นของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์จีน ความจริงสามารถนับได้จากปี 2021 ถ้านับแบบนี้ก็ช้ากว่าญี่ปุ่นครบ 30 ปีพอดี

    ดังนั้น ตอนนี้ปี 2026 ปัญหาการว่างงานของเยาวชนจีนพุ่งขึ้น ความจริงก็เป็นแค่จุดเริ่มต้น

    คาดว่าจะถึงจุดสูงสุดในปี 2033

    แล้วในกระบวนการพุ่งไปสู่จุดสูงสุดนี้ จีนจะเป็นอย่างไร?

    ปัจจุบัน อัตราการว่างงานของเยาวชนจีนก็เป็นบัญชีเละเทะ

    ในปี 2023 อัตราว่างงานของเยาวชนจีนเคยพุ่งไปถึง 21.3%

    หลังจากนั้น เพราะตัวเลขดูไม่ดี พรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงรีบแก้ไขข้อมูล ระงับการเผยแพร่อัตราว่างงานไปกว่าครึ่งปี

    จากนั้นก็ประกาศตัวเลขที่ต่ำมากออกมา อัตราว่างงานลดลงอย่างรวดเร็วเหลือ 14.9%

    แต่การแก้ไขข้อมูลแบบนี้ไม่ได้หยุดไม่ให้อัตราว่างงานของเยาวชนจีนเดินหน้าสูงขึ้นต่อไป

    ในเดือนสิงหาคม 2025 อัตราว่างงานของเยาวชนจีนยังคงขึ้นมาถึง 18.9%

    ปัจจุบัน สถิติอัตราว่างงานของเยาวชนล่าสุดมาจากเดือนมีนาคม ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เดือนมีนาคม อัตราว่างงานของเยาวชนจีนอยู่ที่ 16.9%

    แน่นอน อัตราว่างงานเยาวชนเดือนมีนาคมที่ 16.9% นี้ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์ว่างงานของเยาวชนจีนปีนี้ดีกว่าปีที่แล้ว

    อัตราว่างงานของเยาวชนมีลักษณะตามฤดูกาลสูงมาก เพราะนักศึกษามหาวิทยาลัยจะจบการศึกษาในเดือนมิถุนายน ดังนั้นโดยทั่วไปช่วงฤดูหนาว คือเดือนธันวาคม พฤศจิกายน มกราคม กุมภาพันธ์ อัตราว่างงานเยาวชนจะลดลง พอถึงเดือนมิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม อัตราว่างงานเยาวชนจะสูงขึ้น และมักขึ้นถึงจุดสูงสุดในเดือนสิงหาคมหรือกันยายน

    อัตราว่างงานเยาวชนเดือนมีนาคมปีนี้ขึ้นมาถึง 16.9% แล้ว ขณะที่เดือนมีนาคมปีที่แล้วอยู่ที่เพียง 16.5% ดังนั้นตอนนี้ยังเพิ่มขึ้น 0.4%

    ตามแนวโน้มนี้ เมื่อถึงเดือนสิงหาคมหรือกันยายนปีนี้ อัตราว่างงานเยาวชนจะทะลุ 19% อย่างแน่นอน หรืออาจขึ้นไปถึงมากกว่า 20%

    นี่เป็นแนวคิดแบบไหน?

    ในปีที่ 5 หลังญี่ปุ่นเริ่มถดถอย ปี 1996 อัตราว่างงานของเยาวชนญี่ปุ่นเพิ่งขึ้นมาถึง 6.7%

    ในเวลานั้น ยังมีระยะทางอีก 60% กว่าจะถึงจุดสูงสุดของอัตราว่างงานเยาวชนญี่ปุ่น

    สำหรับจีน ถ้าจำลองตามการเพิ่มขึ้นของอัตราว่างงานเยาวชนแบบญี่ปุ่น ภายในปี 2030 แค่อัตราว่างงานเยาวชนบนกระดาษที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนประกาศ ก็จะขึ้นไปมากกว่า 30%

    ถึงปี 2033 คาดว่าจะถึงมากกว่า 38%

    แน่นอนว่านี่ยังเป็นตัวเลขที่ถูกทำให้ดูดีแล้ว

    ถ้าอิงตามอัตราว่างงานเยาวชนก่อนที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะแก้ไขข้อมูล ก็คือเวอร์ชันปี 2023 นั้น อัตราว่างงานของเยาวชนจีนในปี 2023 อาจขึ้นไปถึงมากกว่า 50%

    และไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชันอัตราว่างงานเยาวชนในปัจจุบัน หรือเวอร์ชันที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเคยประกาศก่อนหน้านี้ ความจริงก็ควรจะไม่ใช่ข้อมูลอัตราว่างงานเยาวชนที่แท้จริง

    ในปี 2023 จางตันตัน รองศาสตราจารย์จากสถาบันพัฒนาแห่งชาติ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง เคยกล่าวว่า

    เธอมองว่าอัตราว่างงานเยาวชนประมาณ 20% ที่ประกาศในปี 2023 นั้นก็เป็นของปลอมเช่นกัน จากการคำนวณของเธอ อัตราว่างงานเยาวชนที่แท้จริงของจีนควรขึ้นมาถึง 46.5%

    และถ้าเอาข้อมูลนี้ไปเทียบกับประสบการณ์ความถดถอยของญี่ปุ่นในอดีต

    จีนที่ถดถอยต่อเนื่องไม่จำเป็นต้องรอถึงปี 2033 แค่ถึงปี 2030 อัตราว่างงานของเยาวชนก็จะเข้าใกล้ 100% แล้ว

    เยาวชนทุกคนจะต้องเตรียมรับสภาพ “เรียนจบเท่ากับตกงาน”

    แน่นอน อัตราว่างงานเยาวชน 100% ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง

    เยาวชนบางส่วนสามารถยอมรับการว่างงานได้ เพราะพ่อแม่สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้

    แต่ไม่ใช่ทุกคนที่พึ่งพาพ่อแม่ได้ หลายครอบครัวฐานะไม่ดี พอไม่มีงาน ก็เท่ากับเข้าใกล้สภาพอดตาย

    แล้วสถานการณ์เดียวที่อาจเกิดขึ้นคืออะไร?

    ก็คือ เยาวชนจีนกลุ่มนี้ในอนาคตจะไม่สามารถนอนราบได้อีก จะเริ่มกลับไปสู่การแข่งขันกันเองอีกครั้ง

    เช่น เริ่มพยายามมากขึ้น ยอมรับการทำงานล่วงเวลามากขึ้น เริ่มยอมรับงานบางอย่างที่เดิมไม่อยากทำ เช่น รปภ. พนักงานร้านอาหาร และอื่น ๆ อีกมากมาย

    การที่เยาวชนกลับไปสู่การแข่งขันกันเองอีกครั้ง จะไม่ใช่การแข่งขันกันเองที่เป็นของเยาวชนเท่านั้น

    เมื่อเยาวชนเพื่อแย่งงานสักตำแหน่ง เริ่มยอมรับการทำงานล่วงเวลาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หรือถึงขั้นยอมรับค่าจ้างต่ำมากไปทำงานค่าแรงต่ำ ย่อมกดทับตลาดแรงงานเดิมต่อไปอีก

    คนหนุ่มสาวยอมทำ 996 แล้ว คุณที่อายุ 35 ปีจะทำอย่างไร? ก็ทำได้แค่ตามคนหนุ่มสาวไปทำ 996 ด้วย

    คนหนุ่มสาวยอมไปเป็น รปภ. แล้ว ในฐานะคนแก่ 60 ปี คุณจะหางานอย่างไร?

    อีกไม่กี่ปี เมื่อเราหันกลับมามองวันนี้ เราอาจพบว่า การนอนราบอาจไม่ใช่สิ่งสวยงาม แต่สำหรับคนจีนแล้ว เราก็จะคิดถึงยุคที่เคยนอนราบได้

    ยุคนอนราบจะเป็นเหมือนดอกไม้ไฟสั้น ๆ ของคนจีน เป็นดอกไม้ไฟที่ไม่เจิดจ้า แต่ยังคุ้มค่าที่จะระลึกถึง

    ที่มา :

    https://www.facebook.com/share/p/1EZNXGARF2/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,110
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【“นอนราบ” คือการต่อต้านเงียบของคนจีน — เมื่อเศรษฐกิจชะลอจนคนรุ่นใหม่ไม่เชื่อว่าความพยายามยังมีรางวัล】

    ยูทูบเบอร์การเมืองจีน “โตรอนโต ฟางเหลี่ยน” ชี้ รัฐจีนโยนความผิดให้ “อิทธิพลต่างชาติ” เป็นเรื่องน่าขัน ต้นเหตุแท้จริงคือผลตอบแทนการศึกษาดิ่ง ค่าแรงนิ่ง และระบบขูดรีดที่เปลือยชัดเมื่อเศรษฐกิจโตช้าลง


    คุณโตรอนโต ฟางเหลี่ยน (多伦多方脸 / Toronto Big Face / @Torontobigface) ยูทูบเบอร์ด้านการเมืองและเศรษฐกิจจีน ผู้มีผู้ติดตามกว่า 5.36 แสนคน เผยแพร่บทวิเคราะห์เกี่ยวกับปรากฏการณ์ “ถ่างผิง” หรือ “การนอนราบ” ของคนหนุ่มสาวจีน หลังจากกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐจีนเผยแพร่วิดีโอกล่าวโทษว่า พฤติกรรมการนอนราบของชาวจีนเกิดจากการชักนำของ “อิทธิพลต่างชาติ”


    ในมุมของคุณโตรอนโต ฟางเหลี่ยน คำอธิบายเช่นนี้เป็นเรื่องน่าขัน เพราะสาเหตุที่คนรุ่นใหม่จีนเลือกนอนราบไม่ได้มาจากต่างชาติ แต่มาจากความจริงตรงหน้า คือ “ความพยายามไม่ได้ให้ผลตอบแทนเหมือนเดิมอีกต่อไป”


    เมื่อการเรียนหนังสือไม่ใช่บันไดพลิกชีวิตเหมือนเดิม


    เขาชี้ว่า เครื่องมือสำคัญที่สุดของคนจีนในการ “พลิกชะตาชีวิต” มาตั้งแต่ยุคระบบสอบจอหงวน คือการเรียนหนังสือ แต่เครื่องมือนี้กำลังเสื่อมพลังลงอย่างชัดเจน


    ในวงการการศึกษามีคำว่า “อัตราผลตอบแทนการศึกษา” ซึ่งหมายถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเรียนเพิ่มอีกหนึ่งปี ช่วงทศวรรษ 1980-1990 ตัวเลขนี้ของจีนอยู่ราว 3% ก่อนจะพุ่งขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจตลาด และแตะจุดสูงสุดราว 9.7% ในปี 2009 ทำให้ผู้จบปริญญาตรีมีรายได้สูงกว่าผู้จบมัธยมปลายมากกว่า 40%


    แต่หลังจากนั้น ตัวเลขกลับไหลลงอย่างต่อเนื่อง ปี 2020 เหลือ 4.5% และปี 2023 เหลือเพียงราว 4% ขณะที่ปี 2025 ยังไม่มีตัวเลขชัดเจน แต่เขาประเมินว่าอาจเข้าใกล้ระดับยุค 1980-1990 อีกครั้ง


    เมื่อเทียบกับต่างประเทศ ภาพยิ่งชัดขึ้น สหรัฐฯ มีอัตราผลตอบแทนการศึกษาอยู่ราว 12.5% ค่าเฉลี่ยประเทศ OECD อยู่ที่ 8% และแม้แต่ญี่ปุ่น ซึ่งมักถูกพูดถึงในฐานะสังคม “นอนราบ” ก็ยังอยู่ราว 9%


    บัณฑิตจีนจบใหม่ เงินเดือนเฉลี่ย 6,199 หยวน เกือบ 60% ต่ำกว่า 6,000 หยวน


    คุณโตรอนโต ฟางเหลี่ยนอ้างรายงานการจ้างงานบัณฑิตปริญญาตรีจีนของ MyCOS ระบุว่า ปี 2024 บัณฑิตจบใหม่ของจีนมีเงินเดือนเฉลี่ยเพียง 6,199 หยวน หรือราว 28,500 บาท โดยเกือบ 60% ได้เงินเดือนต่ำกว่า 6,000 หยวน หรือราว 27,600 บาท ส่วนคนที่เพิ่งเรียนจบแล้วได้เงินเดือนเกิน 10,000 หยวน หรือราว 46,000 บาท มีไม่ถึง 10%


    แม้เงินเดือนเฉลี่ยปี 2024 จะสูงกว่าปี 2019 ที่อยู่ราว 5,440 หยวน แต่เมื่อคิดรวมเงินเฟ้อแล้ว กำลังซื้อจริงแทบไม่เพิ่ม หรืออาจติดลบด้วยซ้ำ


    เขาเปรียบเทียบว่า ช่วงปี 2014-2019 เงินเดือนบัณฑิตจบใหม่เพิ่มจาก 3,487 หยวนเป็น 5,440 หยวน เพิ่มขึ้นถึง 56% ในเวลา 5 ปี แต่ช่วงปี 2019-2024 กลับเพิ่มขึ้นเพียงราว 13% ความต่างระหว่างสองช่วงเวลานี้สะท้อนชัดว่า “ยุคผลตอบแทนสูงจากการเรียน” กำลังจบลง


    ค่าแรงทั้งระบบหยุดนิ่ง ปี 2024 เอกชนโตเพียง 1.7%


    ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บัณฑิตจบใหม่ แต่สะท้อนถึงค่าแรงทั้งระบบเศรษฐกิจจีน


    ในยุคทองก่อนปี 2014 ค่าแรงจีนเคยเติบโตมากกว่า 10% ต่อปี หลังปี 2015 แม้ชะลอลง แต่ยังอยู่ราว 7-8% ทว่าหลังปี 2022 อัตราเติบโตค่าแรงตกลงมาต่ำกว่า 5% และปี 2024 ค่าแรงในภาคเอกชนเพิ่มเพียง 1.7% ส่วนภาคที่ไม่ใช่เอกชนเพิ่ม 2.8%


    สำหรับคุณโตรอนโต ฟางเหลี่ยน ตัวเลขเหล่านี้ตอบคำถามได้ชัดว่า ทำไมคนจีนจำนวนมากจึงไม่อยาก “สู้” แบบเดิม เพราะเมื่อความพยายามไม่ให้ผลตอบแทน การนอนราบจึงกลายเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดในชีวิตจริง


    ปัญหาลึกกว่านั้น คือระบบแบ่งเค้กที่ประชาชนได้กินเป็นกลุ่มสุดท้าย


    เขาวิเคราะห์ต่อว่า สาเหตุเชิงลึกของการนอนราบคือ ความไม่เข้ากันระหว่างประชาชนจีนกับระบบของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งถูกเปิดโปงออกมาเมื่อเศรษฐกิจโตช้าลง


    แม้ตัวเลข GDP ทางการของจีนจะอยู่ราว 5% แต่เขามองว่าตัวเลขจริงอาจเหลือเพียง 2-3% และที่สำคัญคือ GDP ของจีนไม่ได้ถูกแบ่งเหมือนประเทศปกติ


    ในประเทศทั่วไป GDP ถูกแบ่งระหว่างรัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน แต่ในจีน อำนาจไม่เท่ากัน ข้าราชการพรรคได้กินก่อน นายทุนได้กินต่อ และประชาชนได้กินสุดท้าย เมื่อเศรษฐกิจโตเร็ว เค้กก้อนใหญ่พอจะเหลือเศษมาถึงประชาชน แต่เมื่อเศรษฐกิจโตช้าลง เศษที่เหลือก็แทบไม่พอเลี้ยงชีวิต


    เขายังชี้ว่า แม้เศรษฐกิจจีนชะลอตัว แต่รายจ่ายและภาระหนี้ของรัฐกลับไม่ได้ลดลง ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา หนี้มหภาคของจีนเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ต่อปี สูงกว่าอัตราเติบโต GDP อย่างชัดเจน


    เศรษฐกิจโตช้า แต่คนรวยที่สุดรวยเร็วกว่า GDP


    ประเด็นความเหลื่อมล้ำเป็นอีกส่วนที่เขาเน้นย้ำ แม้จีนจะไม่เปิดเผยค่าสัมประสิทธิ์จีนีอย่างต่อเนื่อง และตัวเลขทางการล่าสุดก็ห่างออกไปหลายปี แต่สามารถมองเห็นแนวโน้มได้จากความมั่งคั่งของมหาเศรษฐี


    ปี 2010 มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของจีนคือคุณจงชิ่งโฮ่ว มีทรัพย์สินราว 80,000 ล้านหยวน ขณะที่ GDP จีนอยู่ที่ 41.2 ล้านล้านหยวน


    ปี 2025 มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งคือคุณจงซ่านซ่าน เจ้าของแบรนด์น้ำดื่ม Nongfu Spring มีทรัพย์สินราว 530,000 ล้านหยวน ขณะที่ GDP จีนอยู่ที่ 140 ล้านล้านหยวน


    ใน 15 ปี GDP จีนเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า แต่มูลค่าทรัพย์สินของมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งเพิ่มเกือบ 7 เท่า


    เขายังยกข้อมูลปี 2021 จาก Hurun ว่า จีนเคยมีจำนวนมหาเศรษฐีพันล้านดอลลาร์มากกว่าสหรัฐฯ ทั้งที่ GDP รวมของจีนยังมีเพียงราว 60% ของสหรัฐฯ ซึ่งในมุมของเขาไม่ได้สะท้อนความสำเร็จ แต่สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงกว่าเดิม


    “นอนราบ” คือการไม่ให้ความร่วมมือแบบคานธีของจีนยุคใหม่


    คุณโตรอนโต ฟางเหลี่ยนมองว่า การนอนราบไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่เป็นการต่อต้านเงียบต่อระบบขูดรีดของพรรคคอมมิวนิสต์และนายทุน เป็นการระเบิดของความขัดแย้งเชิงระบบที่เคยถูกปิดทับไว้ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในอดีต


    เขาเปรียบว่า การนอนราบคือ “การไม่ให้ความร่วมมือแบบคานธี” ของจีนในศตวรรษที่ 21 เป็นการประท้วงที่ไม่มีเสียง ไม่มีการเดินขบวน แต่แสดงออกผ่านการถอนตัวจากการแข่งขันที่ไม่ให้ผลตอบแทน


    แต่จีนอาจนอนราบได้นานไม่เท่าญี่ปุ่น


    อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า การนอนราบของจีนอาจไม่สามารถยืดเยื้อได้เหมือนญี่ปุ่น เพราะตอนญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคนอนราบ GDP ต่อหัวของญี่ปุ่นเกิน 30,000 ดอลลาร์ และในเวลานั้นสูงกว่าสหรัฐฯ ราว 30%


    แต่จีนปัจจุบันมี GDP ต่อหัวเพียงราว 14,000 ดอลลาร์ ฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชนจีนจึงไม่มีเบาะรองรับมากพอให้ “นอนราบ” ได้นานแบบญี่ปุ่น


    อีกด้านหนึ่ง ญี่ปุ่นเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอยด้วยอัตราหนี้มหภาครัฐบาลเพียงราว 60% ทำให้รัฐยังมีพื้นที่กู้เงินเพื่อสร้างสวัสดิการประคองสังคม แต่จีนปัจจุบันมีอัตราหนี้มหภาคแตะราว 270% และเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ต่อปี


    เขาจึงเปรียบว่า หากญี่ปุ่นคือการ “ร่วงลงช้า ๆ” จีนในอนาคตอาจเป็นการ “ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว”


    อัตราว่างงานเยาวชน ตัวเลขจริงอาจสูงกว่าที่รัฐบอกมาก


    หนึ่งในสัญญาณอันตรายที่สุดคืออัตราว่างงานเยาวชน ปี 2023 ตัวเลขทางการของจีนเคยพุ่งถึง 21.3% ก่อนที่รัฐจะหยุดเผยแพร่ข้อมูลเป็นเวลาหลายเดือน และกลับมาเผยแพร่ใหม่ด้วยตัวเลขที่ต่ำลงมาก


    ต่อมาเดือนสิงหาคม 2025 ตัวเลขกลับขึ้นไปที่ 18.9% ส่วนเดือนมีนาคม 2026 อยู่ที่ 16.9% สูงกว่าเดือนมีนาคมปีก่อนหน้าเล็กน้อย ทั้งที่อัตราว่างงานเยาวชนมักมีลักษณะตามฤดูกาล และจะพุ่งขึ้นช่วงหลังนักศึกษาจบใหม่ในกลางปี


    คุณจางตันตัน รองศาสตราจารย์จากสถาบันพัฒนาแห่งชาติ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง เคยประเมินในปี 2023 ว่า ตัวเลขว่างงานเยาวชนจริงอาจสูงถึง 46.5% ไม่ใช่ราว 20% ตามข้อมูลทางการ


    ในมุมของคุณโตรอนโต ฟางเหลี่ยน หากจีนเดินตามเส้นทางถดถอยแบบญี่ปุ่น แต่ด้วยเงื่อนไขที่เปราะบางกว่า อัตราว่างงานเยาวชนในอนาคตอาจพุ่งสูงจนคนรุ่นใหม่จำนวนมากเผชิญสภาพ “เรียนจบเท่ากับตกงาน”


    จากนอนราบ สู่การถูกบีบให้กลับไปเน่ยเจวี่ยน


    เขาสรุปว่า ปัญหาสำคัญคือ คนจีนอาจนอนราบไม่ได้ตลอดไป เพราะไม่ใช่ทุกครอบครัวที่พ่อแม่สามารถเลี้ยงลูกวัยทำงานได้ เมื่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจหนักขึ้น คนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งจะถูกบีบให้กลับเข้าสู่การแข่งขันแบบเน่ยเจวี่ยนอีกครั้ง


    พวกเขาอาจยอมทำงาน 996 ยอมรับค่าจ้างต่ำ ยอมทำงานที่เคยไม่อยากทำ เช่น รปภ. หรือพนักงานร้านอาหาร เพื่อความอยู่รอด


    เมื่อคนหนุ่มสาวยอมทำงานหนักขึ้นด้วยค่าแรงต่ำลง แรงงานวัย 35 ปีจะถูกกดดันให้ทำตาม ส่วนแรงงานวัย 60 ปีจะยิ่งถูกผลักออกจากตลาดงาน


    ในภาพใหญ่ นี่คือวงจรอุบาทว์ที่เศรษฐกิจยิ่งแย่ ชนชั้นปกครองยิ่งขูดรีดหนัก ประชาชนยิ่งได้ผลตอบแทนน้อยลง จึงยิ่งไม่อยากพยายาม และเมื่อคนไม่อยากพยายาม เศรษฐกิจก็ยิ่งแย่ลง


    คุณโตรอนโต ฟางเหลี่ยนมองว่า วิดีโอของกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐจีนที่ออกมาต่อต้านการนอนราบ จึงอาจเป็นเหมือนสัญญาณเปิดศึกระหว่างรัฐกับการถอนตัวเงียบของประชาชน


    สำหรับเขา อนาคตของคนจีนอาจเหลือเพียงสองทาง คือ “ลุกขึ้นต่อต้าน” หรือถูกบีบกลับเข้าสู่การแข่งขันไม่รู้จบจนสิ้นหวัง


    ที่มา: ช่อง YouTube 多伦多方脸 / Toronto Big Face / @Torontobigface บทวิเคราะห์เรื่อง “ถ่างผิง” หรือการนอนราบของคนจีน

    อ่านฉบับเต็มได้ที่ รู้ทันจีน : รู้ทันจีน Social Credit
    Farming Service

    https://www.facebook.com/share/p/18LFcacjLA/?mibextid=wwXIfr
    https://www.facebook.com/share/p/18PxBEWRSG/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,110
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【“ฐานผลิตเมฆขาวที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย” — ชาวเน็ตจีนแซะโรงงานในเสฉวนปล่อยควันสีชมพูคลุ้งฟ้า】


    คลิปไวรัลจากอำเภอเหลยปัว เขตปกครองตนเองชนชาติอี๋เหลียงซาน มณฑลเสฉวน เผยภาพควันสีชมพูพวยพุ่งจากปล่องโรงงาน ชาวเน็ตประชดว่า “เมฆขาวที่คุณเห็นที่ออร์ดอสหรือบนที่ราบสูงทิเบต ที่จริงผลิตจากที่นี่” สะท้อนปัญหามลพิษอุตสาหกรรมที่ชาวจีนไร้ปากเสียง


    คลิปจากอำเภอเหลยปัว มณฑลเสฉวน


    เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2026 ชาวเน็ตจีนถ่ายคลิปจากอำเภอเหลยปัว (雷波县) เขตปกครองตนเองชนชาติอี๋เหลียงซาน (凉山彝族自治州) มณฑลเสฉวน เผยภาพโรงงานแห่งหนึ่งในอำเภอกำลังปล่อยควันสีชมพูข้นคลุ้งออกมาจากปล่อง ลอยคลุมท้องฟ้าเป็นวงกว้าง


    ประชดร้อน: “ฐานผลิตเมฆขาวที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย”


    ผู้ถ่ายคลิปประชดเสียดสีว่า “นี่คือฐานผลิตเมฆขาวที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ควันที่ออกจากปล่องลอยขึ้นฟ้า แล้วถูกส่งไปทั่วประเทศ เมฆขาวที่พวกคุณเห็นที่ออร์ดอส (鄂尔多斯 — เมืองในมองโกเลียใน) หรือบนที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต (青藏高原) ที่จริงล้วนผลิตออกจากที่นี่ทั้งนั้น”


    คำประชดนี้กลายเป็นไวรัลทันที เพราะสะท้อนความรู้สึกของชาวจีนจำนวนมากที่ไม่สามารถวิจารณ์ปัญหามลพิษอุตสาหกรรมได้ตรง ๆ จึงต้องใช้วิธีเสียดสีแทน


    เหลยปัว: อำเภอที่ “น่ากลัวที่สุดในเหลียงซาน”


    ในกระทู้ตอบ มีชาวเน็ตคอมเมนต์ว่า “เหลยปัวเป็นอำเภอที่น่ากลัวที่สุดในต้าเหลียงซาน เป็นพื้นที่สิ้นหวัง แม้แต่ขับรถผ่านก็ยังต้องอ้อมหลีกเลี่ยง” สะท้อนภาพลักษณ์ของเหลยปัวในสายตาชาวจีนภายในที่มองว่าเป็นพื้นที่ปัญหาทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม


    อำเภอเหลยปัวตั้งอยู่บนที่ราบสูงในเขตเหลียงซาน เป็นพื้นที่ที่มีเหมืองแร่และโรงงานอุตสาหกรรมหนักจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ยากจน ห่างไกล และมีปัญหาสาธารณสุขรุนแรง


    ควันสีชมพู: บ่งชี้สารเคมีอะไร?


    ควันสีชมพูหรือสีน้ำตาลแดงที่ปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรม โดยทั่วไปบ่งชี้การปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO₂) ซึ่งเป็นมลพิษทางอากาศที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ มักพบในโรงงานเคมี โรงงานผลิตปุ๋ย หรือโรงงานหลอมโลหะ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันจากทางการจีนว่าโรงงานที่ปรากฏในคลิปคือโรงงานประเภทใดและปล่อยสารใด

    ที่มา: คุณหลี่ เหล่าซือ ปู๋ซื่อ หนี่ เหล่าซือ (李老师不是你老师 / @whyyoutouzhele) / คลิปชาวเน็ตจีน
    https://www.facebook.com/share/p/1BNtuump6z/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,110
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไรเดอร์จีนล้มกลางถนนเพียบ! โพสต์ภาพสะเทือนใจ “ฮีทสโตรก-หมดสติคาที่” ชาวเน็ตเทียบคนลากรถยุคสาธารณรัฐอายุเฉลี่ย 40 ปี

    ไรเดอร์เมืองถงหลิงโพสต์เตือนเพื่อนร่วมอาชีพ “แพลตฟอร์มไม่สนใจชีวิตคุณ สนแค่ยอดส่งวันนี้ถึงเป้าหรือยัง”
    ไรเดอร์โพสต์ภาพสะเทือนใจ เพื่อนร่วมอาชีพล้มกลางถนน

    เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ไรเดอร์ส่งอาหารคนหนึ่งจากเมืองถงหลิง (铜陵) มณฑลอันฮุย ประเทศจีน ได้โพสต์ภาพชุดในชุมชนออนไลน์สำหรับไรเดอร์ (骑手社区) เผยภาพเพื่อนร่วมอาชีพหลายคนนอนหมดสติกลางถนน บางคนคาดว่าเป็นฮีทสโตรก (中暑) บางคนถึงขั้นเสียชีวิตคาที่ (猝死)
    ข้อความเตือนใจถึงเพื่อนไรเดอร์

    ในโพสต์ดังกล่าว เจ้าของโพสต์ระบุข้อความว่า “แพลตฟอร์มพวกนั้นไม่มีทางบอกเรื่องพวกนี้กับคุณหรอก! คนเป็นฮีทสโตรกก็เป็นไป คนล้มก็ล้มไป! แพลตฟอร์มสนใจแค่ว่าวันนี้คุณส่งออร์เดอร์ครบตามเป้าที่เขาตั้งไว้หรือยัง!!”

    “ดังนั้นถึงเวลาพักก็พัก!! ถึงเวลากินก็กิน ถึงเวลาดื่มก็ดื่ม! ถึงเวลาอยู่กับครอบครัวลูกเมียก็อยู่!!! บ้านคือของเราเอง! ลูกและคนที่รักคือของเราเอง! อย่ามองข้ามพวกเขา!!!”
    ชาวเน็ตคอมเมนต์เปรียบเทียบกับยุคสาธารณรัฐ
    โพสต์ดังกล่าวมีคอมเมนต์มากกว่า 391 ข้อความ โดยมีคอมเมนต์หนึ่งจากผู้ใช้ชื่อ “เทียนเหลียงห่าวเก๋อชิว” (天凉好个秋) ที่กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า
    “จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องระบุว่า ในยุคสาธารณรัฐจีน คนลากรถเจ้าซี (黄包车夫) มีอายุเฉลี่ยประมาณ 40 ปี… เฉียดผ่านประวัติศาสตร์ไปอย่างหวุดหวิด แท้จริงห่างกันแค่วันเดียวเท่านั้นเอง”
    คอมเมนต์ดังกล่าวสะท้อนความรู้สึกของชาวเน็ตจำนวนมากที่มองว่า สภาพการทำงานของไรเดอร์ส่งอาหารในจีนยุคปัจจุบัน ไม่ได้แตกต่างจากแรงงานชั้นล่างสุดในยุคศักดินาเมื่อกว่าร้อยปีก่อนเลย เพียงแค่เปลี่ยนจากการลากรถสองล้อมาขับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเท่านั้น
    สะท้อนปัญหาแรงงานแพลตฟอร์มในจีน
    ปัญหาการทำงานหนักเกินขีดจำกัดของไรเดอร์ส่งอาหารในจีนเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบอัลกอริทึมที่บีบเวลาส่งอย่างไร้เหตุผล ค่าปรับที่หนักหากส่งช้า และการขาดสวัสดิการพื้นฐาน ทำให้ไรเดอร์จำนวนมากต้องทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดหรือหนาวจัด จนเกิดเหตุการณ์ล้มหมดสติหรือเสียชีวิตคาที่ทำงานอยู่บ่อยครั้ง
    ที่มา: 李老师不是你老师 (หลี่เหล่าซือปู๋ซื่อหนี่เหล่าซือ) @whyyoutouzhele บนแพลตฟอร์ม X

    https://www.facebook.com/share/p/1CKjeAxMR3/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,110
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【รายได้หนังวันแรงงานจีนทรุดหนัก ต่ำสุดในรอบ 11 ปี — คนเข้าโรงเหลือไม่ถึงครึ่งของปี 2024】

    ห้าอีต่าง 5 พฤษภาคม 2026 ทำเงินวันแรกแค่ 160 ล้านหยวน เทียบ 411 ล้านในปีก่อนหน้า ผู้บริหารสายหนังในปักกิ่งยอมรับ “เคยคิดว่าปีที่แล้วถึงก้นเหวแล้ว แต่ตอนนี้ก้นเหวยังอยู่ลึกกว่านั้นอีก”
    รายได้บ็อกซ์ออฟฟิศวันแรกของช่วงเทศกาลแรงงาน (五一档) ปี 2026 ในจีน ปิดตัวเลขไว้ที่ 160 ล้านหยวน (ประมาณ 800 ล้านบาท) สร้างสถิติต่ำสุดในรอบ 11 ปี หากไม่นับปี 2020 และ 2022 ที่โรงภาพยนตร์ปิดบริการเพราะการระบาดของโควิด-19
    ตัวเลขที่ทำเอาวงการสะอึก
    ปีที่แล้ว (2025) รายได้วันแรกของเทศกาลแรงงานอยู่ที่ 184 ล้านหยวน ซึ่งคนในวงการเรียกกันว่า “ถูกหั่นครึ่งเอว” (腰斩) อยู่แล้ว แต่ปีนี้กลับลดลงไปอีกเกินร้อยละ 13 จากฐานที่ต่ำอยู่แล้ว
    “พวกเราเคยคิดว่าปีที่แล้วถึงก้นเหวแล้ว” ผู้จัดการโปรเจกต์ของบริษัทจัดจำหน่ายภาพยนตร์รายหนึ่งซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงปักกิ่งกล่าว “แต่ตอนนี้ดูแล้ว ก้นเหวยังอยู่ลึกลงไปอีก”
    เปรียบเทียบ 10 ปี — โรงเพิ่ม 3-4 เท่า แต่รายได้กลับหาย
    หากดูเฉพาะตัวเลขรายได้ การร่วงครั้งนี้ชวนงุนงงอย่างมาก เพราะในปี 2015 รายได้วันแรกของเทศกาลแรงงานอยู่ที่ราว 262 ล้านหยวน ผ่านมา 10 ปี จำนวนจอภาพยนตร์ในจีนเพิ่มขึ้น 3-4 เท่าตัว ราคาตั๋วก็ขึ้นไปอีกหนึ่งรอบ แต่รายได้กลับลดลงเกือบ 100 ล้านหยวน
    จำนวนคนดูหายไปครึ่งหนึ่งในเวลาแค่ 2 ปี
    ที่สำคัญกว่านั้นคือจำนวนผู้ชมที่ลดลงอย่างชัดเจน
    ปีนี้ราคาตั๋วเฉลี่ยอยู่ที่ 36.9 หยวน รายได้ 160 ล้านหยวนเทียบเป็นจำนวนผู้ชมประมาณ 4.3 ล้านคน
    ขณะที่ช่วงเดียวกันของปี 2024 ราคาตั๋วเฉลี่ย 39.5 หยวน รายได้ 411 ล้านหยวน คิดเป็นจำนวนผู้ชมเกิน 10.4 ล้านคน
    แค่ในระยะเวลา 2 ปี จำนวนคนที่ยอมเดินเข้าโรงภาพยนตร์ในวันแรงงานหายไปเกือบครึ่งหนึ่ง
    สถิติย้อนหลัง 13 ปี
    จากข้อมูลรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศวันแรกของเทศกาลแรงงาน (วันที่ 1 พฤษภาคม) ระหว่างปี 2013-2026
    • 2026: 160 ล้านหยวน (ข้อมูลถึง 22.00 น.)
    • 2025: 184 ล้านหยวน
    • 2024: 412 ล้านหยวน
    • 2023: 355 ล้านหยวน
    • 2022: ราว 81 ล้านหยวน (โควิด)
    • 2021: 457 ล้านหยวน — สูงสุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์เทศกาลแรงงาน
    • 2020: ปิดโรงเพราะโควิด
    • 2019: 595 ล้านหยวน — สถิติรายได้วันเดียวของเทศกาลที่ไม่ใช่ตรุษจีน
    • 2018: 261 ล้านหยวน (รายได้ 3 วันของเทศกาลเกิน 190 ล้านทุกวัน)
    • 2017: ราว 210 ล้านหยวน (รายได้ 3 วันของเทศกาลเกิน 200 ล้านทุกวัน)
    • 2016: 254 ล้านหยวน
    • 2015: ราว 260 ล้านหยวน
    • 2014: 137 ล้านหยวน
    • 2013: 180 ล้านหยวน (Iron Man 3 ทำรายได้วันแรก 130 ล้าน)
    สรุป
    ข้อมูลถึงเวลา 22.00 น. ของวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 รายได้บ็อกซ์ออฟฟิศวันเดียวอยู่ที่เพียง 160 ล้านหยวน สร้างสถิติต่ำสุดในรอบเกือบ 11 ปีของเทศกาลแรงงาน

    ที่มา: หลี่เหล่าซือปู๋ซื่อหนี่เหล่าซือ (李老师不是你老师 / @whyyoutouzhele), ข้อมูลรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศจากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะ

    https://m.facebook.com/story.php?st...ytekACCrbnl&id=61577436854199&mibextid=ZbWKwL
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,110
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ตำรวจศรีลังกาบุกจับชาวจีน 37 คน กลางย่านชานเมืองโคลัมโบ ยึดมือถือเกือบ 150 เครื่อง พบเปิดศูนย์สแกมข้ามชาติด้วยวีซ่าท่องเที่ยว
    ปฏิบัติการต่อเนื่องหลังเดือนก่อนเพิ่งรวบไป 152 คน — สถานทูตจีนเตือนเอง “ศรีลังกากลายเป็นฐานใหม่แก๊งหลอกลวงออนไลน์”
    บุกจับกลางย่านตาลังกามา ชานเมืองโคลัมโบ
    ตำรวจศรีลังกาแถลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2569 ว่า ได้เข้าจับกุมชาวจีน 37 คน ที่ต้องสงสัยว่าเปิดศูนย์ฉ้อโกงทางไซเบอร์ (cyberscam centre) ในย่านตาลังกามา (Thalangama / 塔蘭加馬) ซึ่งเป็นเขตชานเมืองของกรุงโคลัมโบ เมืองหลวงของศรีลังกา
    ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่จากหน่วยปราบปรามการทุจริตวาลานา (Walana Central Anti-Corruption Strike Force) ร่วมกับตำรวจท้องที่ตาลังกามา หลังได้รับเบาะแสจากประชาชน
    ผู้ต้องหา 36 ชาย 1 หญิง อายุระหว่าง 23–44 ปี
    โฆษกตำรวจศรีลังการะบุว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นชาวจีน อายุระหว่าง 23 ถึง 44 ปี ในจำนวนนี้เป็นชาย 36 คน และหญิง 1 คน ทั้งหมดเดินทางเข้าประเทศด้วยวีซ่าท่องเที่ยวแต่กลับลักลอบทำงานผิดกฎหมาย โดยมีอย่างน้อย 2 คน ที่อยู่เกินกำหนดวีซ่า (overstay) และมีอีก 1 คน ที่ไม่มีหนังสือเดินทางติดตัว
    ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกควบคุมตัวไปยังสถานีตำรวจตาลังกามา ก่อนจะส่งศาลเพื่อฝากขังและดำเนินคดีต่อไป
    ของกลางมหาศาล มือถือ 147 เครื่อง ซิม 100 ใบ
    แหล่งข่าวตำรวจท้องถิ่นเปิดเผยว่า ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางได้จำนวนมาก ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์แท็บเล็ต 35 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 147 เครื่อง และซิมการ์ด 100 ใบ ซึ่งคาดว่าใช้สำหรับติดต่อหลอกลวงเหยื่อทั่วโลก
    นอกจากนี้ ยังพบบุหรี่ผิดกฎหมายอีก 2,100 มวน ในครอบครองของผู้ต้องหารายหนึ่ง อาคารที่ใช้เป็นฐานปฏิบัติการได้ถูกอายัดและจัดกำลังตำรวจคุมเข้มเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม
    ส่วนหนึ่งของปฏิบัติการกวาดล้างใหญ่ทั่วโคลัมโบ
    ในห้วงเวลาเดียวกัน ตำรวจศรีลังกายังเปิดปฏิบัติการอีกชุดในย่านราชาคิริยะ (Rajagiriya / 拉賈吉里耶) ซึ่งเป็นชานเมืองโคลัมโบเช่นกัน สามารถจับกุมชาวต่างชาติได้เพิ่มอีกกว่า 100 คน รวมยอดผู้ถูกจับในรอบนี้เกิน 130 คน โดยกลุ่มที่ราชาคิริยะ มีทั้งชาวจีน เวียดนาม มาเลเซีย มาดากัสการ์ ฟิลิปปินส์ ไทย และกัมพูชา ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติขนาดใหญ่
    ปราบต่อเนื่อง — ปีก่อนรวบไปแล้วกว่า 400 คน
    การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนหลังจากที่ตำรวจศรีลังกาเพิ่งบุกจับชาวต่างชาติ 152 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ที่เปิดศูนย์สแกมในโรงแรมแห่งหนึ่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ และก่อนหน้านั้นในเดือนมีนาคม 2569 สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองศรีลังกาก็เพิ่งจับชาวจีน 135 คน จากปฏิบัติการลักษณะเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดได้ถูกส่งตัวกลับประเทศจีนเรียบร้อยแล้ว
    ขณะที่ในปี 2567 ทางการศรีลังกาได้ควบคุมตัวชาวจีน 230 คน และชาวอินเดีย 200 คน ในข้อหาเปิดศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์ในหลายพื้นที่ของประเทศ
    สถานทูตจีนยอมรับ “ศรีลังกาเอื้อต่อแก๊งสแกม”
    ก่อนหน้านี้ สถานทูตจีนประจำกรุงโคลัมโบได้ออกแถลงการณ์ว่ากำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทางการศรีลังกา เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ชาวจีนเข้าไปก่ออาชญากรรมในประเทศนี้ พร้อมยอมรับตรงไปตรงมาว่า ศรีลังกามีโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมที่พัฒนาแล้ว ทำเลภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวย และนโยบายวีซ่าที่ค่อนข้างผ่อนปรน ปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้แก๊งฉ้อโกงข้ามชาติย้ายฐานปฏิบัติการเข้ามายังประเทศแถบเอเชียใต้แห่งนี้
    ทางการศรีลังกาย้ำว่า จะยังคงเดินหน้าปฏิบัติการกวาดล้างอย่างเข้มข้นต่อไป โดยเฉพาะการตรวจสอบชาวต่างชาติที่ใช้วีซ่าท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือเข้าประเทศเพื่อก่ออาชญากรรม
    ที่มา: Hong Kong Free Press (ฮ่องกงฟรีเพรส), The Japan Times (เจแปนไทมส์), Newswire.lk (นิวส์ไวร์ ศรีลังกา), The Manila Times (มะนิลาไทมส์), AFP (เอเอฟพี)
    https://www.facebook.com/share/p/1Cu68bgZrt/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,110
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ผู้ใช้ Huawei Mate 70 ในจีนเดือด ซื้อเครื่องราคา 9,499 หยวน ใช้แค่ปีเดียวอัปเดตระบบเสร็จจอกะพริบ ศูนย์บริการอ้าง “หมดประกัน” ให้จ่ายเองหลักพัน

    ลูกค้าเก่าสิบกว่าปีโวยลั่น “อัปเดตเสร็จเสีย ทำไมต้องให้ผู้บริโภคจ่าย” ขู่ร้องเรียนสายด่วน 315 และนายกเทศมนตรี พร้อมแฉผ่านโซเชียลทุกแพลตฟอร์ม

    ผู้ใช้รถจีน Huawei ลงทุนซื้อเรือธงราคาเฉียดหมื่นหยวน เจอปัญหาหนักหลังอัปเดตระบบ

    วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ที่อำเภอเวิงหยวน เมืองเสาก่วน มณฑลกวางตุ้ง ผู้ใช้สมาร์ทโฟน Huawei Mate 70 รายหนึ่งออกมาระบายความไม่พอใจผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่าตนเองจ่ายเงิน 9,499 หยวน (ราว 45,000 บาท) ซื้อเครื่องเรือธงระดับไฮเอนด์ของหัวเว่ย แต่ใช้งานได้เพียงประมาณ 1 ปี หลังจากระบบอัปเดตอัตโนมัติ หน้าจอก็เริ่มมีอาการกะพริบรุนแรง

    ศูนย์บริการยืนกราน “ไม่เกี่ยวกับการอัปเดต” อ้างหมดประกันให้จ่ายเองพันกว่าหยวน

    ฝ่ายบริการหลังการขายของหัวเว่ยยืนยันว่าอาการจอกะพริบไม่เกี่ยวข้องกับการอัปเดตระบบ และอ้างว่า “หมดระยะประกันแล้ว” จึงเรียกเก็บเงินค่าเปลี่ยนหน้าจอจากผู้ใช้เป็นจำนวนกว่าหนึ่งพันหยวน แม้ภายหลังจะเสนอให้ส่วนลดเหลือประมาณ 800 หยวน แต่ลูกค้ากลับยิ่งไม่พอใจ

    ลูกค้าโต้กลับเดือด “ใช้เงิน 800 ไปซื้อเครื่องใหม่ก็ได้”

    ในการสนทนาทางโทรศัพท์ที่ถูกบันทึกเอาไว้ ผู้ใช้รายดังกล่าวได้กล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธจัดว่า “อัปเดตเสร็จก็เสีย ทำไมต้องให้ผู้บริโภคเป็นคนจ่าย? เป็นลูกค้าที่สนับสนุนพวกคุณมาสิบกว่าปี ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นแบบนี้หรือ?” พร้อมกับชี้ว่า เงิน 800 กว่าหยวนนั้นสามารถนำไปซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ได้เลย

    โวยพนักงานรับเรื่องร้องเรียน “มาผลักภาระ ไม่ใช่มาแก้ปัญหา”

    ในระหว่างกระบวนการเรียกร้องสิทธิ์ ผู้ใช้รายนี้ยังได้ตำหนิเจ้าหน้าที่ฝ่ายรับเรื่องร้องเรียนว่า ไม่เพียงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ยังมีท่าทีแข็งกระด้างและพยายามผลักภาระความรับผิดชอบ เมื่อเทียบกับเจ้าหน้าที่ก่อนหน้านี้ที่พูดจาสุภาพกว่ามาก การปฏิเสธแบบ “เครื่องจักร” ของพนักงานคนนี้ยิ่งทำให้ลูกค้าโกรธจัด โดยลูกค้าได้กล่าวกับเจ้าหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาว่า “คุณโทรมาเพื่อมาทำให้ผมโมโหหรือ? ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ก็ส่งคนที่แก้ได้มา”

    ขู่ร้องเรียน 315 - สายด่วนนายกเทศมนตรี แฉผ่านทุกแพลตฟอร์มจนถึงที่สุด

    ในที่สุด การเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ผู้ใช้รายนี้ประกาศกร้าวว่าจะดำเนินการเรียกร้องสิทธิ์จนถึงที่สุด ผ่านสายด่วนคุ้มครองผู้บริโภค 315, สายด่วนนายกเทศมนตรี รวมถึงโพสต์เปิดโปงผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียรายใหญ่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Douyin, Kuaishou และอื่นๆ

    กรณีล่าสุดสะท้อนความไม่พอใจที่สั่งสมต่อการบริการหลังการขายของรถจีน Huawei

    เหตุการณ์นี้กลายเป็นอีกหนึ่งกรณีที่จุดประเด็นถกเถียงในจีนเกี่ยวกับมาตรฐานการบริการหลังการขายของแบรนด์เทคโนโลยีจีนชั้นนำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ว่า เมื่ออุปกรณ์เกิดความเสียหายภายหลังการอัปเดตระบบโดยอัตโนมัติ ผู้ผลิตควรจะรับผิดชอบหรือผลักภาระให้ผู้บริโภคเป็นผู้จ่าย

    ที่มา: หลี่เหล่าซือปู๋ซื่อหนี่เหล่าซือ (李老师不是你老师 / @whyyoutouzhele) บนแพลตฟอร์ม X

    https://www.facebook.com/share/p/1G6B7ymVJq/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,110
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【เปิดโปงแก๊งข่มขืนหมู่ “โรงเรียนสอนขับรถนักขับอาชีพเยอรมนี” — ชายจีนชนชั้นสูงในเยอรมนี ใช้ยาสลบโรงพยาบาลเกินขนาด 5-10 เท่า ลงยาข่มขืนสาวจีน นับสิบราย พร้อมแชร์คลิปในกลุ่ม Telegram】


    สาวจีนในเยอรมนีใช้ LinkedIn ขุดรายชื่อ-ใบหน้าผู้ต้องหาทั้งกลุ่ม เผยมีทั้งผู้บริหารบริษัทรถ นักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นนำ และแพทย์จากปักกิ่ง


    5 พฤษภาคม 2569 — คดีอาชญากรรมทางเพศข้ามชาติขนาดใหญ่ในเยอรมนีกำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกโซเชียลของชาวจีน หลังบล็อกเกอร์หญิงที่อาศัยอยู่ในเยอรมนี (IP เยอรมนี) ใช้ LinkedIn สืบหารูปถ่ายและชื่อจริงภาษาจีนของผู้ต้องหาทั้งหมดในแก๊งข่มขืนหมู่ที่นำโดย จาง ต้าเผิง (张大鹏 / Dapeng Z.) ก่อนนำมาเผยแพร่ในแพลตฟอร์ม Xiaohongshu ทำให้คดีนี้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง

    กลุ่มชาย “ชนชั้นสูงจีน” ในเยอรมนี ตั้งกลุ่ม Telegram แลกเปลี่ยนเทคนิคข่มขืน


    ตามข้อมูลจากวิกิพีเดียจีน ระหว่างปี 2563-2567 เครือข่ายอาชญากรรมที่ประกอบด้วยชายสัญชาติจีนซึ่งอาศัยอยู่ในเยอรมนีหลายคน ได้ก่อเหตุข่มขืนและถ่ายคลิปทารุณกรรมทางเพศต่อหญิงเชื้อสายจีนในหลายเมืองของเยอรมนี เครือข่ายนี้ใช้ชื่อ “โรงเรียนสอนขับรถนักขับอาชีพเยอรมนี” (เยอรมัน: Fahrschule für Experten in Deutschland) ใช้แอปเข้ารหัส Telegram เป็นช่องทางสื่อสาร แลกเปลี่ยนวิธีการก่อเหตุ ปริมาณยา และประสบการณ์การลงยา โดยเรียกเหยื่อว่า “รถ” (Autos) และเรียกการลงยาว่า “เติมน้ำมัน” (Tanken)


    กลุ่มแกนกลางมีสมาชิกประมาณ 8 คน ทั้งหมดเป็น “ชายจีนชนชั้นสูง” ในเยอรมนี ประกอบด้วยผู้บริหารบริษัทรถ นักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดัง และแพทย์ ส่วนกลุ่มย่อยที่เกี่ยวข้องมีสมาชิกถึงประมาณ 4,500 คน และสมาชิกที่ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ลงยาและคลิปแอบถ่ายมีมากกว่า 2,000 คน


    เมื่อเหยื่อหมดสติจากฤทธิ์ยา สมาชิกกลุ่มจะเรียกเหยื่อว่า “หมูตาย” (tote Schweine / 死猪) ส่วนยาที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นยากลุ่ม Benzodiazepines โดยเฉพาะ Midazolam (มิดาโซแลม) ซึ่งเป็นยาสลบระดับโรงพยาบาล สั่งซื้อผ่านช่องทางผิดกฎหมายบน WeChat และส่งทางไปรษณีย์ระหว่างสมาชิก บางครั้งซ่อนในรูปของเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจของศุลกากร


    คดีล่าสุด: นักศึกษาปริญญาโทจีนข่มขืนแฟนสาวซ้ำหลายครั้ง — ใช้ยาเกินขนาด 5-10 เท่า


    หนึ่งในคดีล่าสุดที่ได้รับความสนใจคือคดีของ จง อี้ (钟义 / Zhongyi J.) นักศึกษาจีนวัย 28 ปี ของมหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งมิวนิก (TUM) ภาควิชาวิทยาการหุ่นยนต์ เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 ศาลแขวงเมืองมิวนิกได้ตัดสินจำคุก 11 ปี 3 เดือน ในข้อหาข่มขืนรุนแรงเป็นพิเศษหลายกระทง และพยายามฆ่า โดยผู้พิพากษาผู้ตัดสินคดีกล่าวประณามในชั้นศาลว่าจำเลย “แสดงออกถึงการดูหมิ่นมนุษยชาติและสตรีอย่างน่าตกใจ”


    เหยื่อในคดีนี้คือนักศึกษาจีนหญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของจำเลยและต่อมาได้เป็นแฟน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงธันวาคม 2567 จง อี้ ก่อเหตุในหอพักนักศึกษาของเขาหลายครั้ง โดยใช้ยาสลบระดับโรงพยาบาลในปริมาณที่เกินมาตรฐาน 5-10 เท่า ลงในเครื่องดื่ม ใช้ผ้าชุบยาปิดหน้า หรือฉีดเข้าเส้นเลือดของเหยื่อ


    เมื่อเหยื่อเข้าสู่สภาวะหมดสติลึก จึงทำการล่วงละเมิดทางเพศซ้ำๆ ระหว่างนั้นเหยื่อเคยเกิดอาการหายใจหยุด ลิ้นตกอุดทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตต่อชีวิต แต่จำเลยยังคงก่อเหตุต่อพร้อมบันทึกคลิป และยังถ่ายภาพ “เก็บไว้เป็นที่ระลึก” ก่อนทิ้งเหยื่อไว้คนเดียวในห้องพัก ในคลิปยังมีบันทึกว่าเขาเติมยาให้เหยื่อหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ฟื้น


    จง อี้ ได้เข้าร่วมกลุ่มอาชญากรรมทางเพศออนไลน์ แลกเปลี่ยนเทคนิคการก่อเหตุ ปริมาณยา คลิป และภาพถ่ายกับสมาชิกคนอื่น เพื่ออวดผลงานซึ่งกันและกัน เหยื่อส่วนใหญ่เป็นหญิงจีน ซึ่งไม่รู้ตัวล่วงหน้าจนกระทั่งตำรวจมาแจ้ง


    ตำรวจบุกค้น พบคลิปและภาพอนาจารกว่า 850 รูป


    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 จาง ต้าเผิง (大鹏·Z / Dapeng Z.) ผู้ดูแลกลุ่ม ถูกตำรวจสืบสวนคดีอาญาแห่งรัฐเฮสเซินจับกุม และนำไปสู่การสอบสวนต่อจง อี้


    ในเดือนธันวาคม 2567 เมื่อตำรวจบุกเข้าตรวจค้นห้องพักของจง อี้ พบว่าเหยื่อกำลังอยู่ในสภาพหมดสติจากการถูกลงยา ตำรวจพบคลิปวิดีโอและภาพอนาจารที่จำเลยถ่ายเองมากกว่า 850 รูป เก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือและ iPad พร้อมกับยา อุปกรณ์ถ่างปาก และ “ถ้วยรางวัล” อื่นๆ


    หลังเกิดเหตุ เหยื่อมีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ ความจำเป็นช่วงๆ และเข้าใจผิดว่าเป็นปัญหาการนอนหลับ ถึงขั้นเคยมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย และเมื่อต้องดูคลิปที่ตัวเองถูกข่มขืนในชั้นศาล ก็ได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างหนัก


    สรุปคำพิพากษาผู้ต้องหาในเครือข่าย


    ตามข้อมูลของวิกิพีเดียจีน ผู้ต้องหาที่ถูกตัดสินแล้วและกำลังขึ้นศาล มีดังนี้


    จาง ต้าเผิง (Dapeng Z.) อายุ 43-44 ปี ผู้บริหารบริษัทยานยนต์ในแฟรงก์เฟิร์ต อาศัยในเยอรมนีกว่า 20 ปี ตำรวจยึดคลิปได้กว่า 10 ล้านไฟล์ในคอมพิวเตอร์ของเขา รวมถึงภาพอนาจารเด็กในระดับรุนแรง ถูกตัดสินจำคุก 14 ปี ในข้อหารวม 22 กระทง รวมถึงข่มขืนรุนแรงเป็นพิเศษ พยายามฆ่า ครอบครองและเผยแพร่สื่ออนาจารรุนแรง พร้อมคำสั่งกักกันป้องกันหลังพ้นโทษ เนื่องจากศาลประเมินว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะก่อเหตุซ้ำ


    โจว ถง (Tong Z.) อายุ 25 ปี นักศึกษาวิศวกรรมเครื่องกลในเบอร์ลิน ถูกฟ้อง 13 กระทงต่อหญิง 9 ราย ใช้ชื่อออนไลน์ “พระเจ้าในกลางวัน ปีศาจในกลางคืน” (Gott bei Tag, Teufel bei Nacht) ติดกล้องลับในห้องน้ำของเพื่อนบ้านเพื่อแอบถ่าย ถูกตัดสินจำคุก 5 ปี 9 เดือน เมื่อเดือนสิงหาคม 2568


    จง อี้ (Zhongyi J.) อายุ 28-29 ปี นักศึกษา TUM ตัดสินจำคุก 11 ปี 3 เดือน เมื่อ 14 เมษายน 2569 พร้อมคำสั่ง “กักกันป้องกัน” ให้รับการบำบัดทางจิตเรื่องรสนิยมทางเพศที่ผิดปกติระหว่างจำคุก


    เซา จื้อถิง (Zhiting S.) อายุ 32 ปี เป็นปริญญาโทคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (北大医学院) และกำลังเรียนปริญญาเอกแพทย์ในเยอรมนี ทำงานด้านการแพทย์ในเบอร์ลิน ถูกระบุว่าเป็น “ที่ปรึกษาเทคนิค” ของกลุ่ม ใช้ความรู้ทางการแพทย์ให้คำแนะนำสมาชิกคนอื่นเรื่องการเลือกชนิดยาสลบ การผสม และการควบคุมขนาดยา อัยการยังพบหลักฐานว่าเขาเคยก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศหลายครั้งในประเทศจีนช่วงปี 2562-2564 คดีของเขากำลังขึ้นศาลที่กรุงเบอร์ลินในขณะนี้ คาดว่าจะมีคำพิพากษาประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2569


    นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องหาคนที่ 5 ในเมืองฮัมบูร์ก ผู้ต้องหาคนที่ 6 และ Sizhe Weng ที่อยู่ในลอสแองเจลิส (เป็นนักศึกษาปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย) ซึ่งคดีกำลังดำเนินการอยู่


    เหยื่อรวมหลายสิบราย — ส่วนใหญ่เป็นสาวจีนในเยอรมนี


    ตามข้อมูลของตำรวจอาญาแห่งสหพันธ์เยอรมนีและอัยการในแต่ละพื้นที่ เหยื่อที่ได้รับการยืนยันมีจำนวนมากและกระจายอยู่ในหลายเมือง รวมถึงแฟรงก์เฟิร์ต มิวนิก เบอร์ลิน มันไฮม์ เกิททิงเงิน นูเรมเบิร์ก และบางส่วนในเนเธอร์แลนด์ เหยื่อส่วนใหญ่เป็นหญิงสัญชาติจีนที่อาศัยอยู่ในเยอรมนี รวมถึงนักศึกษา สาวที่มาดูห้องเช่า แฟน หรือเพื่อนบ้านและคนรู้จักของผู้ต้องหา


    เฉพาะคดีของจาง ต้าเผิง คนเดียวก็ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับคดี 22 คดี ส่วนโจว ถง ถูกฟ้อง 13 กระทงต่อหญิง 9 ราย และในคอมพิวเตอร์ของเขายังพบโฟลเดอร์ที่จัดเก็บข้อมูลของเหยื่อมากถึง 18 ราย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเหยื่อจำนวนมากไม่ทราบว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อ — เพราะยาที่ใช้ทำให้สูญเสียความทรงจำ จำนวนเหยื่อที่แท้จริงจึงยากที่จะประเมินอย่างแม่นยำ


    คดีนี้ถูกเปรียบเทียบกับ “คดีเปลิโกต์” ในฝรั่งเศส


    คดีนี้ถูกสื่อและชาวเน็ตจีนเปรียบเทียบกับคดี “เปลิโกต์” (Pelicot) ในฝรั่งเศส เนื่องจากเป็นอาชญากรรมทางเพศโดยใช้สารเคมีในระดับเครือข่าย และยังสะท้อนถึงปัญหาการเหยียดเพศหญิง (misogyny) ในกลุ่มชายจีนบางกลุ่มในต่างประเทศ ตามรายงานของอัยการ ในการพิจารณาคดีของโจว ถง ศาลถึงกับวิจารณ์อย่างรุนแรงในคำพิพากษาว่าพฤติกรรมของจำเลย “มีแนวโน้มเกลียดชังสตรีอย่างน่าขนลุก” (令人发指的厌女倾向)


    ที่มา: วิกิพีเดียจีน (“德国老司机驾校”Telegram群组大规模迷奸案), อาจารย์หลี่ไม่ใช่อาจารย์ของพวกคุณ (李老师不是你老师 / @whyyoutouzhele), บล็อกเกอร์ DB บน Xiaohongshu, สำนักข่าว Tencent

    https://www.facebook.com/share/p/1EPHHAabDr/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,110
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ณ กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ นางเอิร์ท โซเฟีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ รักษาการ ได้นำเสนอข้อมูลแก่คณะผู้แทนทางการทูตและองค์กรระหว่างประเทศในราชอาณาจักรกัมพูชา สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีไทยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทยเกี่ยวกับการทับซ้อนของเขตแดนทางทะเล (MOU-2001) ซึ่งลงนามในปี 2544 โดยฝ่ายเดียว นอกจากนี้ นางเอิร์ท โซเฟีย ยังได้รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับปัญหาพรมแดนระหว่างกัมพูชาและไทยแก่คณะทูตด้วย

    เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ณ กระทรวงฯ นางเอต โซเฟีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ รักษาการ ได้บรรยายสรุปแก่คณะผู้แทนทางการทูตและองค์กรระหว่างประเทศที่ประจำอยู่ในราชอาณาจักรกัมพูชา สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีไทยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ได้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทยฝ่ายเดียว เกี่ยวกับพื้นที่หน้าผาในปี 2544 รัฐมนตรีรักษาการยังได้รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่เกี่ยวกับปัญหาชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทยแก่คณะผู้แทนทางการทูตด้วย
    Screenshot_2026-05-06-18-51-26-96_a23b203fd3aafc6dcb84e438dda678b6.jpg FB_IMG_1778068297718.jpg FB_IMG_1778068299807.jpg FB_IMG_1778068302014.jpg FB_IMG_1778068304699.jpg FB_IMG_1778068308242.jpg FB_IMG_1778068309657.jpg FB_IMG_1778068312911.jpg FB_IMG_1778068316104.jpg
    https://www.facebook.com/share/18gvBxZaMy/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,110
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “ผู้ปกครอง” กระเป๋าฉีก! นโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่มีค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มไม่หยุด "ค่าครองชีพ" แพงขึ้น แถม “เด็กจน” ไม่ได้เรียน มีภาระค่าใช้จ่ายแฝงสูงเกือบหมื่นบาทต่อปี

    https://www.facebook.com/share/1a1fHwgQN4/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,110
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "เอกนิติ" ลั่นไม่ยอมให้เศรษฐกิจพัง ยันจำเป็นต้อง ออก พ.ร.ก. กู้เงิน เพื่อเตรียมกระสุนไว้
    ปลื้มมูดี้ส์ยกไทยเป็นประเทศที่รับแรงกระแทกวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้ดี ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1HXTHP19rH/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,110
    ค่าพลัง:
    +97,153
    18.45 น.ปธน.ทรัมป์ชี้ปฏิบัติการทหารมหากาพย์พิโรธจะยุติ ช่องแคบฮอร์มุสจะเปิดให้ทุกชาติรวมอิหร่าน อยู่บนสมมุติที่ว่าอิหร่านยินยอมในสิ่งที่ต้องตกลง แต่ถ้าไม่ ถล่มด้วยระเบิดจะเริ่มขึ้นด้วยความรุนแรงไม่เคยมีมาก่อน BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1GWbQ4Ho9i/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,110
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เกี่ยวกับการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธโดยระบุว่า:
    FB_IMG_1778068939305.jpg
    “กระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประณามการกระทำที่ทำลายล้างของบรรดาผู้ปกครองอาบูดาบีที่ร่วมมือกับฝ่ายที่กำลังสู้รบกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน รวมถึงการประจำการฐานทัพและอุปกรณ์ทางทหารอย่างต่อเนื่อง และเตือนถึงผลกระทบที่อันตรายของสถานการณ์นี้ต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

    ในช่วงสองวันที่ผ่านมา ในขณะที่การกระทำที่ผิดกฎหมายและยั่วยุของกองทัพก่อการร้ายอเมริกันในภูมิภาคและการเคลื่อนไหวทางทะเลภายใต้ข้ออ้างเท็จเรื่องความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทวีความรุนแรงขึ้น เจ้าหน้าที่ของอาบูดาบียังได้ร่วมมืออย่างเด่นชัดกับผู้รุกรานชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่ขัดแย้งกับหลักการความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและละเมิดหลักการพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ คุกคามความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติอิหร่าน ถึงกระนั้นสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้ใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างที่สุด โดยกระทำการอย่างรับผิดชอบและเคารพเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของภูมิภาคและ... ประชาคมอิสลาม"

    กระทรวงการต่างประเทศปฏิเสธข้อกล่าวอ้างเท็จของอาบูดาบีที่ว่าอิหร่านยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยระบุว่าการกระทำเพื่อป้องกันตนเองของกองทัพสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในขั้นตอนนี้มีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อขับไล่ภัยคุกคามจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

    กระทรวงการต่างประเทศเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านต่อหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติและกฎพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนหลักการความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีกับทุกประเทศในภูมิภาค และเรียกร้องอย่างหนักแน่นให้อาบูดาบีงดเว้นจากการสมรู้ร่วมคิดและการมีส่วนร่วมกับฝ่ายที่เป็นศัตรู ได้แก่ สหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ ในการกระทำต่ออิหร่านที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

    เป็นที่ชัดเจนว่าสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะไม่ละความพยายามใดๆในการใช้มาตรการที่จำเป็นและเหมาะสมเพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติ"

    06/05/2026
    https://www.facebook.com/share/p/1DdQ5KHXL5/
     

แชร์หน้านี้

Loading...