ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    26,850
    ค่าพลัง:
    +33,908
    'นาซา' พบหลักฐานเป็นครั้งแรกว่าชั้นโอโซนกำลังฟื้นตัวเพราะการสั่งห้ามสาร 'ซีเอฟซี'
    Published on Sat, 2018-01-13 10:21

    นาซาอาศัยข้อมูลจากดาวเทียมออราที่เก็บข้อมูลของชั้นโอโซนพบว่าปริมาณการทำลายชั้นโอโซนลดลงราวร้อยละ 20 ในช่วงประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา โดยจากการวัดผลทางเคมีในชั้นโอโซนพบว่านโยบายห้ามใช้สารซีเอฟซีในระดับโลกสามารถลดการทำลายโอโซนได้จริง ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ชิ้นแรกสำหรับกรณีนี้

    39659436541_c39c054dd0_o_d.jpg
    ที่มาภาพประกอบ: NASA/Reid Wiseman (@astro_reid)

    องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ 'นาซา' (NASA) เปิดเผยในเว็บไซต์ของตนเองว่าชั้นโอโซนของโลกกำลังฟื้นตัวซึ่งเป็นการค้นพบหลักฐานเชิงประจักษ์ของปรากฏกาณ์นี้เป็นครั้งแรก

    ชั้นโอโซนเป็นส่วนหนึ่งในชั้นบรรยากาศของโลกที่มีก๊าซโอโซนอยู่หนาแน่นช่วยดูดกลืนรังสีอัลตราไวโอเล็ตที่เป็นอันตรายต่อ โดยที่ผ่านมาการปล่อยมลพิษทางอากาศและสารเคมีบางประเภทของมนุษย์ส่งผลเสียในการทำลายชั้นโอโซน เช่น สารคลอโรฟลูโอโรคาร์บอนส์ หรือ ซีเอฟซี

    อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2561 เว็บไซต์ขององค์การนาซาเปิดเผยข้อมูลจากการสำรวจผ่านดาวเทียมระบุว่าปริมาณสารคลอรีนที่ทำงานโอโซนนั้นมีปริมาณลดลง ส่งผลทำให้ชั้นโอโซนถูกทำลายลดลง

    นาซาระบุว่าเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าการออกมาตรการห้ามใช้สารซีเอฟซีในระดับนานาชาติตั้งแต่ช่วงราว 30 ปีที่แล้วได้ผล ทำให้ลดการทำลายโอโซนลงได้ราวร้อยละ 20 เมื่อวัดจากชั้นบรรยากาศในช่วงฤดูหนาวของแถบแอนตาร์กติกเมื่อเทียบกับปี 2548 ซึ่งเป็นปีที่ตรวจวัดปริมาณโอโซนและคลอรีนครั้งแรกด้วยดาวเทียมออร่าของนาซา

    ซูซาน สตรอห์น นักวิทยาศาสตร์ด้านชั้นบรรยากาศจากศูนย์การบินอวกาศก็อดเดิร์ดของนาซา ระบุว่า "พวกเราเห็นได้ชัดว่าปริมาณคลอรีนจากสารซีเอฟซีมีปริมาณลดลงในชั้นโอโซน ซึ่งส่งผลทำให้เกิดการสลายตัวของโอโซนน้อยลง"

    สารซีเอฟซีเมื่อขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศแล้วจะแตกตัวทางเคมีเมื่อได้รับรังสีอัลตราไวโอเล็ตจากแสงอาทิตย์ทำให้ปล่อยคลอรีนอะตอมออกมา และคลอรีนจะปทำลายโมเลกุลของโอโซน เมื่อโอโซนถูกทำลายก็จะส่งผลทำให้รังสีอัลตราไวโอเล็ตแผ่ลงมาที่โลกมากขึ้นเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกทั้งพืชและสัตว์ โดยส่งผลกระทบทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง โรคต้อกระจก และยับยั้งระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

    หลังจากที่มีการค้นพบ 'รูรั่วโอโซนในทวีปแอนตาร์กติก' (Antarctic Ozone Hole) ในปี 2528 หลายประเทศก็ลงนามใน 'พิธีสารมอนทรีออลว่าด้วยสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน' เพื่อมีการกำกับดูแลการใช้สารที่ทำลายโอโซน หลังจากนั้นจึงมีการแก้ไขพิธีสารสั่งให้มีการเลิกผลิตสารซีเอฟซีโดยสิ้นเชิง

    จากที่ก่อนหน้านี้มีเพียงการวิจัยแบบวิเคราะห์เชิงสถิติเท่านั้นที่นำเสนอว่าการทำลายชั้นโอโซนลดลง แต่หลักฐานจากดาวเทียมของนาซาถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ชิ้นแรกที่แสดงให้เห็นว่าการทำลายชั้นโอโซนลดลงจริงและชี้ให้เห็นว่าสาเหตุมาจากมาตรการการสั่งห้ามสารซีเอฟซี

    ข้อมูลของนาซาได้รับมาจากเครื่องมือตรวจวัดที่ชื่อว่า 'ไมโครเวฟลิมบ์ซาวน์เดอร์' (MLS) จากดาวเทียมออรา โดยเก็บข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2547 โดยมีการวัดในช่วงเดือน ก.ค. ถึงเดือน ก.ย. ทุกปี สาเหตุที่ต้องตรวจวัดช่วงนี้เพราะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงน้อยกวาทำให้แยกแยะได้ว่าการสลายตัวของโอโซนมาจากคลอรีนจริง

    พวกเขาพบว่าปริมาณการสูญเสียโอโซนลดลง โดยที่หลังจากคลอรีนทำลายก๊าซโอโซนที่มีอยู่จนเกือบหมดแล้วพวกมันจะทำปฏิกิริยากับมีเธนจนกลายเป็นกรดไฮโดรคลอริคที่จะถูกตรวจวัดโดย MLS ขณะเดียวกันก็ต้องตรวจวัดเทียบกับไนตรัสอ็อกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซที่คงอยู่ได้ยาวนานและทำตัวคล้ายซีเอฟซีส่วนใหญ่ในชั้นบรรยากาศสตราโตสเปียร์ ขณะที่ซีเอฟซีลดลงบนพื้นผิวโลกแต่ไนตรัสอ็อกไซด์บนชั้นบรรยากาศจะยังมีอยู่เท่าเดิม โดยเมื่อมีการเปรียบเทียบกับกรดไฮโครคลอริกแล้วจะพบว่าคลอรีนในชั้นโอโซนลดลงราวร้อยละ 0.8 ทุกปี รวมแล้วมีการสูญเสียโอโซนลดลงตั้งแต่ปี 2548-2559 ร้อยละ 20

    สตรอห์นกล่าวว่าผลจากการวัดใกล้เคียงกับที่แบบจำลองพยากรณ์เอาไว้ว่าถ้าลดปริมาณคลอรีนจำนวนเท่านี้จะทำให้การสูญเสียโอโซนลดลงเท่าใด นั่นทำให้พวกเขามั่นใจว่าการลดระดับคลอรีนในชั้นโอโซนมาจากการหยุดใช้สารซีเอฟซี อย่างไรก็ตามพวกเขายังไม่แน่ใจว่ารูรั่วของโอโซนจะลดขนาดลงด้วยหรือไม่เพราะปัจจัยของรูรั่วนี้มาจากเรื่องอุณหภูมิซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละปีด้วย

    ขณะที่กลุ่มนักวิจัยหวังว่ารูรั่วโอโซนในทวีปแอนตาร์กติกจะฟื้นฟูได้หลังจากสารซีเอฟซีหมดไปแล้ว แต่แอนน์ ดักลาสส์ นักวิทยาศาสตร์จากก็อดเดิร์ดผู้ร่วมเขียนงานวิจัยในครั้งนี้ก็บอกว่าการที่ชั้นโอโซนจะฟื้นฟูตัวเองได้ทั้งหมดจะใช้เวลาหลายสิบปี อาจจะราวปี 2603 หรือ 2623 เพราะสารซีเอฟซีมีช่วงอายุอยู่ได้นานมากราว 50-100 ปี มันจึงจะอยู่ในชั้นบรรยากาศไปอีกนาน


    เรียบเรียงจาก
    NASA Sees First Direct Proof of Ozone Hole Recovery, NASA, 04-01-2018
    https://www.jpl.nasa.gov/news/news.php?feature=7033

    ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
    https://en.wikipedia.org/wiki/Chlorofluorocarbon

    https://www.prachatai.com/journal/2018/01/74921
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    26,850
    ค่าพลัง:
    +33,908
    SpringNews


    เพราะพลังงานสำคัญกับทุกคน กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จึงมุ่งมั่นสร้างสรรค์

    ขับเคลื่อนภารกิจด้านอนุรักษ์พลังงาน และพลังงานทดแทนมาตลอด 25 ปี

    เราขอสัญญาว่า เราจะไม่หยุดพัฒนา และส่งเสริมแหล่งพลังงานใหม่ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของทุกคนตลอดไป

    ติดตามเรื่องราวดีๆ จากคลิปนี้กัน

    #25ปี

    #กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

    #สร้างสรรค์โปร่งใสยั่งยืน

    #ThesisTheSeries5

    #กองทุนอนุรักษ์ฯสร้างสรรค์โปร่งใสยั่งยืน
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    26,850
    ค่าพลัง:
    +33,908
    ปอกเปลือก ทรราช
    ที่นี่เยอรมัน ไม่ใช่อเมริกา! ตำรวจเยอรมันแจกใบสั่งให้คอนวอยรถบรรทุกพลเรือนขนรถถังปืนใหญ่กองทัพสหรัฐ ทำผิดกฎจราจรหลายกระทง

    IMG_8036.JPG IMG_8037.JPG IMG_8038.JPG

    ----------

    วันที่ 11 ม.ค.61 RT พาดหัวข่าวว่า "ถูกแบนโดยอัตโนมัติ: ตำรวจจราจรเขี่ยคอนวอยกองทัพสหรัฐตกถนนไฮเวย์" (Auto-banned: US army convoy kicked off German highway by traffic cops)

    เจ้าหน้าที่ตำรวจเยอรมันกำลังเตือนบรรดาผู้ขับขี่รถยนต์ว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย (nobody is above the law) การเคลื่อนไหวในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรหลายนายพากันหยุดขบวนรถบรรทุกปืนใหญ่อัตราจรของกองทัพบกสหรัฐ โดยแจ้งว่าพาหนะเหล่านี้บรรทุกน้ำหนักเกิน และไม่มีเอกสารชี้แจงที่ถูกต้อง

    ทางด่วนสาย Autobahns ในเยอรมันนีเป็นเส้นทางจราจรความเร็วสูงที่หนาแน่น ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นยังคงตื่นตัวระมัดระวังอยู่เสมอ แต่ก็มีขบวนรถที่บรรทุกปืนใหญ่ของกองทัพบกของสหรัฐที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ให้รับมืออยู่ทุกวัน

    คอนวอยที่กล่าวถึงข้างต้น ประกอบด้วยรถเทรเลอร์บรรทุกปืนใหญ่อัตราจร M109 ของอเมริกันหกคัน ไม่ระบุจุดหมายปลายทาง ซึ่งดำเนินการโดยกองทัพบกสหรัฐ ถูกสั่งให้หยุดตรวจโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเมือง Saxony กลางทางของไฮเวย์หมายเลข A4

    "การขนส่งที่ไม่ปรกติ" นี้ถูกสั่งให้หยุดนอกเมือง Bautzen ทางตะวันออกของเยอรมัน "จากการตรวจสอบ [คอนวอยขบวนนี้] ไม่พบเอกสารประกอบการขนส่งที่จำเป็น สิ่งของที่บรรทุกมากว้างเกินไป เหนือสิ่งอื่นใด บรรทุกน้ำหนักเกินเป็นจำนวนมาก" เจ้าหน้าที่ตำรวจอธิบาย รถบรรทุกคันหนึ่งในจำนวนนี้ ได้บรรทุกน้ำหนักเกินถึง 16 ตัน และคนขับรถก็มาจากบริษัทขนส่งของโปแลนด์ ทั้งยังขับขี่เกินข้อจำกัดในการขับขี่และอ่อนล้าด้วย

    "รายการความผิดที่ยาวเป็นหางว่าว" ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องห้ามขบวนรถเหล่านี้ผ่านไปได้ จนกว่าพาหนะเหล่านี้จะมีความเหมาะสมสำหรับคาร์โกที่เหมาะสม มีใบขับขี่ที่ถูกต้อง และตรงตามกฎจราจรข้ออื่นๆด้วย ในที่สุดบริษัทรับส่งสินค้าและคนขับรถก็ถูกปรับ แถลงการณ์กล่าว

    เหตุการณ์ที่ไม่ปรกตินี้ ถูกนำไปพาดหัวข่าวตามสื่อเยอรมัน และนำไปสู่การแสดงความคิดเห็นต่างๆนานาในโซเชียลมีเดีย บางคนก็ยกย่องเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าปฏิบัติหน้าที่ได้ดี บ้างคนก็ประหลาดใจว่าทำไมกองทัพสหรัฐถึงใช้รถของพลเรือนในการขนอาวุธยุทโธปกรณ์

    The Eyes
    เพจ: ปอกเปลือก ทรราช
    https://www.facebook.com/fisont
    https://vk.com/theeyesproject
    12/01/2561
    ----------
    https://www.rt.com/news/415579-germany-us-howitzers-stopped/
    https://sputniknews.com/europe/201801111060662927-german-police-halt-usa-howitzers/
    https://sputniknews.com/cartoons/201801111060673200-germany-us-howitzers-stopped/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    26,850
    ค่าพลัง:
    +33,908
    ปอกเปลือก ทรราช
    ปูตินชมคิมน้อยว่า "ฉลาดเฉียบแหลมและมีวุฒิภาวะ รอบนี้คิม จอง-อึน ชนะ" (สหรัฐนับ 10?)

    IMG_8039.JPG IMG_8040.JPG IMG_8041.JPG

    ----------

    วันที่ 11 ม.ค.61 RT พาดหัวข่าวว่า "ผู้นำเกาหลีเหนือทั้งฉลาดปราชญ์เปรื่องและเป็นผู้ใหญ่ชนะในยกนี้ - ปูตินแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวิกฤตคาบสมุทรเกาหลี" (‘Shrewd & mature N. Korean leader has won this round' – Putin on peninsula crisis)

    ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซียกล่าวชมประธานาธิบดีคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนืออย่างตรงไปตรงมาว่า "เป็นผู้ชนะ" ในวิกฤตรอบล่าสุดในคาบสมุทรเกาหลี และเชื่อว่าขณะนี้กรุงเปียงยางกำลังพยายามลดความตึงเครียดลง

    "ยกนี้ ผมเชื่อว่าคุณคิม จอง-อึน ชนะแล้วแน่นอน" ปูตินกล่าวกับบรรดาผู้สื่อข่าวในที่ประชุมสื่อรัสเซีย และกล่าวว่า เกาหลีเหนือได้บรรลุถึงเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของตนเองแล้ว

    "เขามีอาวุธนิวเคลียร์ และ… มิสไซล์ ที่มีรัศมีทำการถึง 13,000 กิโลเมตร ซึ่งสามารถไปถึงที่ใดๆบนโลกนี้ได้เกือบทั้งหมด หรืออย่างน้อยก็ดินแดนใดๆที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นศัตรูของเขา" ปูตินกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีนี้ "ดูเหมือนว่าผู้นำเกาหลีเหนือกำลังพยายามจะยุติความตึงเครียดในภูมิภาค เขาเป็นนักการเมืองที่ฉลาดเฉียบแหลมคนหนึ่ง และเป็นผู้ใหญ่แล้ว"

    [ก่อนหน้านี้ ในการปะทะฝีปากกับทรัมป์ คิมน้อยหยามประธานาธิบดีสหรัฐว่า "เฒ่าทารกป่วยจิต" ต่อมาสื่ออเมริกันและตะวันตกต่างก็พากันตั้งคำถามเกี่ยวกับ "สุขภาพจิตหรือสมรรถภาพทางจิต" ของผู้นำสหรัฐ ทรัมป์รีบออกมาบอกว่าตนเองมีสุขภาพจิตที่มั่นคงและอัจฉริยะด้วย (คนบ้าที่ไหนมันจะยอมรับว่าตนเองบ้าบ้างหละ?)

    หลังจากที่ทรัมป์คลั่งและโม้ว่าปุ่มนิวเคลียร์ของตนเองใหญ่กว่าของผู้นำเกาหลีเหนือ และท้าดวลขนาดปุ่มนิวเคลียร์กับผู้นำเกาหลีเหนือ เพียงเพราะคิมน้อยพูดว่า ตนเองมีปุ่มนิวเคลียร์อยู่ที่โต๊ะทำงานอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น - ผู้แปล]

    The Eyes
    เพจ: ปอกเปลือก ทรราช
    https://www.facebook.com/fisont
    https://vk.com/theeyesproject
    12/01/2561
    ----------
    https://www.rt.com/news/415628-putin-says-shrewd-korean-leader-won/
    http://tass.com/politics/984727
    https://sputniknews.com/russia/201801111060680364-putin-syria-bases-attack/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    26,850
    ค่าพลัง:
    +33,908
    ปอกเปลือก ทรราช
    ยูเอ็น เฮติ และสื่อหลักรุมสับทรัมป์ กรณีเหยียดหยามผู้อพยพชาวต่างชาติว่ามาจาก "ประเทศรูตูด"

    IMG_8042.JPG IMG_8043.JPG IMG_8044.JPG IMG_8045.JPG

    ----------

    วันที่ 12 ม.ค.61 RT พาดหัวข่าวว่า "ทรัมป์ถามว่า ทำไมผู้อพยพจำนวนมากเหล่านั้นจากประเทศรูขี้ถึงเข้ามาที่สหรัฐด้วย? - รายงาน" (Trump asks why so many immigrants come to US from ‘s***hole countries’ – reports)

    ตามรายงานข่าวแจ้งว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ (ประเทศที่ชอบเรียกร้องและชี้นิ้วสั่งให้ประเทศอื่นๆรับผู้อพยพผิดกฎหมายไปดูแลโดยอ้างมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนอยู่บ่อย) ได้ตามว่าผู้คนจำนวนมากเหล่านั้นจากประเทศรูตูด (/รูขี้/รูดาก/รูตด = shithole) เช่น เอลซัลวาดอร์ เฮติ และบางประเทศในแอฟฟริกาเข้ามยังสหรัฐ? ผลลัพธ์ที่เลวร้ายอาจจะนำไปสู่การปฏิรูปเกี่ยวกับกฎหมายคนเข้าเมืองจากทั้งสองพรรคก็ได้

    Washington Post รายงานว่า ทรัมป์เกรี้ยวกราดมากระหว่างการประชุมที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพฤหัสบดีนี้ เมื่อวุฒิสมาชิก Lindsey Graham (R-South Carolina) และวุฒิสมาชิก Dick Durbin (D-Illinois) เสนอให้รื้อฟื้นการป้องกันคนเข้าเมืองจากเฮติ เอลซัลวาดอร์ และบางประเทศในแอฟฟริกา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงเกี่ยวกับการรับคนเข้าเมืองระหว่างสองพรรค

    วุฒิสมาชิกกลุ่มหนึ่งได้ตกลงว่าจะลดจำนวนวีซ่าล็อตเตอร์รี่ลงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ และจะฟื้นฟู "สถานะป้องกันชั่วคราว" ต่อคนเข้าเมืองจากประเทศที่กำลังประสบปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือความขัดแย้งภายในประเทศ

    "ทำไมเราถึงรับคนเหล่านี้ จากประเทศรูตูดเหล่านั้นมาไว้ที่นี่ด้วย?" ทรัมป์กล่าวกับ Washington Post ของสหรัฐ ทรัมป์แนะนำให้รับผู้อพยพจากประเทศต่างๆ เช่น นอร์เวย์เพิ่มขึ้น (แทนประเทศที่ยากจน)

    โฆษกข้าหลวงใหญ่คณะกรรมการด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติปรี๊ดแตก โดยได้แสดงความคิดเห็นต่อว่านายทรัมป์ว่า "ไม่มีคำพูดอื่นใดที่เหมาะสม นอกเสียจากคำว่า 'เหยียดผิว'"

    "คุณไม่สามารถเฉดหัวประเทศและทวีปทั้งหมดที่มีประชากรทั้งประเทศที่ไม่ได้เป็นคนผิวขาวว่าเป็น 'ประเทศรูตูด' และดังนั้นก็จะไม่ต้อนรับได้หรอกนะ นี่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องภาษาที่ 'หยาบคาย' (vulgar) เท่านั้น มันเกี่ยวกับการเปิดประตูให้กับด้านที่เลวร้ายที่สุดของมนุษยชาติด้วย ซึี่งเกี่ยวกับการกระทำให้ดูสมเหตุสมผล และส่งเสริมการเหยียดผิว และการเกลียดกลัวชาวต่างชาติ" โฆษก UNHCR กล่าว

    วันเดียวกันนี้ รัฐบาลเฮติ ซึ่งชื่อของประเทศตนเองถูกพาดพิงถึงในวาทกรรมเชิงเหยียดหยามเชื้อชาติ-ผิวสีของประธานาธิบดีสหรัฐ มหาอำนาจเบอร์หนึ่ของโลก ได้เรียกเอกอัครราชทูตสหรัฐเข้าไปอธิบายว่า ทำไมประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงได้ใช้ภาษาหยาบโลน (เถื่อน/ถ่อย/สถุน) ในความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆหลายประเทศ ซึ่งรวมทั้งเฮติ เอลซัลวาดอร์ และบางประเทศในอัฟฟริกาแบบนั้น?

    นาย Paul Altidor เอกอัครราชเฮติประจำสหรัฐกล่าวกับสำนักข่าว NBC News ว่า รัฐบาลเฮติได้ประณามอย่างรุนแรงต่อการแสดงความคิดเห็นของทรัมป์ "ประธานาธิบดีอาจจะไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง หรืออาจจะได้รับการศึกษามาแบบผิดๆ ชาวเฮติต่างก็พากันต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารสหรัฐในสงครามปฏิวัติ และเราก็คงเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือรายใหญ่ต่อสังคมอเมริกันอย่างต่อเนื่อง" นาย Paul Altidor กล่าว

    The Eyes
    เพจ: ปอกเปลือก ทรราช
    https://www.facebook.com/fisont
    https://vk.com/theeyesproject
    12/01/2561
    ----------
    https://www.rt.com/usa/415658-trump-shithole-twitter-reaction/
    https://www.rt.com/news/415690-no-other-word-but-racist-trumo/
    https://www.rt.com/usa/415677-haiti-trump-remark-explanation/
    https://www.nbcnews.com/politics/wh...ti-african-countries-shithole-nations-n836946
    https://www.washingtonpost.com/poli...1ac729add94_story.html?utm_term=.365d9dd069e7
    https://nypost.com/2018/01/12/un-hu...s-trumps-shithole-remark-shameful-and-racist/
    https://www.theguardian.com/us-news...y-over-trumps-shithole-countries-remark#img-1
    http://edition.cnn.com/2018/01/12/politics/trump-shithole-countries-reaction-intl/index.html
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    26,850
    ค่าพลัง:
    +33,908
    ปอกเปลือก ทรราช

    Screenshot_2018-01-13-18-45-48.png Screenshot_2018-01-13-18-45-58.png Screenshot_2018-01-13-18-46-09.png

    หายสงสัย... ซากเครื่องบินรบ F-15C ของกองทัพอากาศซาอุดิอาระเบีย ที่ถูกนักรบฮูติแห่งเยเมนสอยเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2561 ในเยเมน นักวิเคราะห์มองว่า นักรบฮูติอาจจะสอยด้วย R-27 (AA-10 Alamo-B ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ แต่นำไปดัดแปลงสำหรับใช้งานแบบภาคพื้นสู่อากาศ รัศมีทำการ 80-130 กม. ใช้มาตั้งแต่สมัยโซเวียต ความเร็วที่ 4.5 มัค) หรือ S-75 Dvina (ภาคพื้นสู่อากาศ ของโซเวียต รัศมีทำการที่ 45 กม. ความเร็วที่ 3.5 มัค) พัฒนาจาก SA-2 Guideline
    -------------


    https://www.almasdarnews.com/article/confirmed-saudi-jet-crashes-northern-yemen/
    https://www.almasdarnews.com/article/houthi-forces-shoot-saudi-warplane-yemen-video/
    https://theaviationist.com/2018/01/...-15-kill-with-sam-over-capital-city-of-sanaa/
    http://www.popularmechanics.com/military/aviation/a14929167/yemen-rebels-shot-down-f15-tornado/
    http://www.businessinsider.com/saudi-f-15-houthis-shot-down-yemen-2018-1
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    26,850
    ค่าพลัง:
    +33,908
    Richard Whitt
    เกมส์เดิมพันอัจฉริยะ

    FB_IMG_1515844670795.jpg

    Petro-Yuan Looms - How China Will Shake Up The Oil Futures Market

    • นับตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม ค.ศ. 2018 เป็นต้นไป หน่วยงานที่ชื่อว่า The Shanghai International Energy Exchange หรือที่เรียกกันย่อ ๆ ว่าหน่วยงาน INE ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Shanghai Future Exchange จะเริ่มเปิดตลาดการซื้อ - ขายน้ำมันดิบล่วงหน้า โดยอนุญาตให้ผู้ซื้อขายชาวจีนหรือนักลงทุนต่างประเทศ สามารถประกอบธุรกรรมด้วยการกำหนดราคาซื้อ - ขายโดยอาศัยเงินหยวนเป็นหน่วยชำระทางบัญชี หรือซื้อ - ขายกันด้วยระบบ Petro-Yuan ชนิดไม่ต้องเสียเวลาไปอ้างอิงพึ่งพา Petro-Dollar อีกต่อไป

    • ความเคลื่อนไหวในเรื่อง 'ทองคำสีดำ' จึงแทบไม่ต่างอะไรไปจากความเคลื่อนไหวในเรื่อง 'ราคาทองคำ' ดังที่กล่าวไปแล้วและทำให้ใครต่อใครหันมาให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมิใช่น้อย เกิดการออกมาให้ความเห็นวิพากษ์วิจารณ์กันว่าเป็น 'ปฐมฤกษ์แหวกม่านไม้ไผ่' ที่ลุ่มลึก แหลมคม ซ่อนเงื่อน หรือการเปิดตลาดซื้อ - ขายน้ำมันดิบล่วงหน้าแห่งแรกของจีน ในตลาด INE ที่อยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษคราวนี้ จะกลายเป็นตัวเขย่าตลาดน้ำมัน และสั่นสะเทือนบทบาทอิทธิพลของเงินดอลลาร์ไปได้ถึงขั้นไหน

    • ราคาน้ำมันดิบที่เคยถูกกำหนดโดยผู้เล่นหลัก ๆ ที่ทำสัญญาซื้อ - ขายน้ำมันดิบล่วงหน้าด้วยเงินสกุลดอลลาร์อยู่ในตลาด West Texas Intermediate หรือ WTI ในกรุงนิวยอร์ก และ Brent Crude Oil ในกรุงลอนดอน จะเปลี่ยนนิสัย เปลี่ยนรสนิยม หันมาทำสัญญาซื้อ - ขายน้ำมันดิบล่วงหน้าด้วยเงินหยวนกันที่ตลาดเซี่ยงไฮ้มากน้อยเพียงใด มากพอที่จะทำให้ตลาดน้ำมัน ซึ่งเคยถูกครอบงำด้วยอิทธิพลเงินดอลลาร์ต้องเปลี่ยนโฉมหน้าไปเป็นอย่างอื่น หรือเกิดอำนาจการต่อรองของผู้ซื้อที่จะทำให้เงินสกุลหยวนของจีน มีโอกาสสอดแทรกขึ้นมาแทนที่เงินสกุลดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกา ในอนาคตอีกไม่ใกล้ไม่ไกล ได้จริง ๆ หรือไม่

    • เมื่อบทบาทของจีนและบทบาทของเงินหยวน ไม่ว่าในตลาดน้ำมันหรือบริหารจัดการสินทรัพย์ไปลงทุนหาประโยชน์โดยคำนึงถึงความมั่นคงอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ หรือกลยุทธ์การลงทุนในยุคเงินล้นโลกก็แล้วแต่ นับวันดูจะออกไปในแนว 'ขาขึ้น' อย่างเห็นได้โดยชัดเจน ในขณะที่บทบาทของอเมริกาและบทบาทของเงินดอลลาร์ หนีไม่พ้นกำลังก้าวเข้าสู่ 'ขาลง' ขึ้นอยู่กับว่าจะลงแบบฮาร์ดแลนดิ้ง หรือซอฟต์แลนดิ้ง เท่านั้นเอง

    • อย่างที่รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี นายซิกมาร์ กาเบรียล (Sigmar Gabriel) เคยกล่าวเอาไว้นั่นแหละว่าบทบาทการครอบงำโลกด้านต่าง ๆ ของอเมริกา 'กำลังกลายเป็นประวัติศาสตร์' หรือกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ 'หุบเหวมรณะ' เข้าไปทุกที คงขึ้นอยู่กับการบริหารประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์เป็นหลัก

    • คือทั้ง ๆ ที่จีนได้ตระเตรียมแผนการที่จะกำหนดราคาซื้อ - ขายน้ำมันด้วย Petreo-Yuan มาเป็นปี ๆ อันอาจส่งผลสะเทือนต่อ Petro-Dollar ในระดับผู้พลิกฟ้าคว่ำดิน แต่สิ่งที่บรรดานักวิเคราะห์ในตลาดน้ำมันต่างเห็นพ้องต้องกันก็คือว่า การที่รัฐบาลอเมริกันภายใต้การนำของอัจฉริยะที่มั่นคงมาก ๆ อย่างโดนัลด์ ทรัมป์กำลังเตรียมงัดเอา 'มาตรการบทลงโทษครั้งใหม่' มาเล่นงานประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อย่างอิหร่าน ในอีกไม่กี่วันนับจากนี้ จึงแทบไม่ต่างไปจากการส่งผลประโยชน์ให้กับผู้อื่นโดยไม่ได้ตั้งใจนั่นเอง

    • ดังที่หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดบริษัทซื้อ - ขาย SEB อย่างนาย Bjarne Schieldrop ได้ให้ความเห็นเอาไว้กับผู้สื่อข่าวว่า 'การคว่ำบาตรแบบฝ่ายเดียว หรือ Unilateral Sanctions ของอเมริกานั้น ไม่เพียงแต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่านนั้น แต่กลับยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้อิหร่านหันมาสนใจเงินหยวนมากขึ้น ในการกำหนดราคาซื้อ - ขายล่วงหน้าด้วยระบบ Petro-Yuan และนี่อาจทำให้การครอบงำตลาดน้ำมันในระบบ Petro-Dollar ที่เคยมีมาอย่างยาวนาน อาจต้องเสื่อมลงไปในอีกไม่ช้าไม่นาน'

    • หรือแทบไม่ต่างไปจากการที่ 'โดนัลด์ ทรัมป์' หันไปตะลุยจู่โจมไล่ฟัดประเทศปากีสถาน ด้วยข้อหาว่าไม่ลงทุน ลงแรง ในการช่วยอเมริกาปราบปรามผู้ก่อการร้ายซักเท่าไหร่นัก ถึงขั้นตัดสินใจแช่แข็งงบช่วยเหลือทางทหารจำนวน 255 ล้านดอลลาร์ และงบช่วยเหลือทางเศรษฐกิจอีกกว่า 900 ล้านดอลลาร์

    • ส่งผลให้นักวิเคราะห์โดยส่วนใหญ่ ไม่ว่านาย Brian Cloughley อดีตทูตทหารออสเตรเลีย หรือนาย Claude Rakisitis ผู้เชี่ยวชาญด้านปากีสถานแห่งมหาวิทยาลัย Georgetown ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าคือ 'การผลักปากีสถานให้หันไปหาจีน' หนักขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง

    • และข้อวิเคราะห์ดังกล่าวคงไม่ถึงกับผิดพลาดมากมายเกินไปนัก เมื่อเจาะข่าววงในไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง อันเป็นข่าวที่นายทหารแห่งกองทัพบกสหรัฐอเมริกา พันเอก Lawrence Selling” ออกมาสารภาพด้วยตัวเองว่า หลังจากมีการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของจีนและปากีสถานเมื่อไม่นานมานี้ มีความเป็นไปได้ว่า...ปากีสถานจะอนุญาตให้จีนสร้าง 'ฐานทัพเรือแห่งที่สอง' ของจีน บริเวณพื้นที่ใกล้ ๆ เมืองท่า Gwadar ที่อยู่ห่างไปจากพรมแดนประเทศอิหร่านประมาณ 50 ไมล์

    • โดยที่ก่อนหน้านั้นจีนได้ทุ่มเงินลงทุนถึง 62 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเนรมิตเครือข่ายถนน รถไฟ ท่อขนส่งน้ำมัน ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจ China-Pakistan Economic Corridor หรือ CPEC จนสามารถเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจระหว่างเอเชียกลางและเอเชียใต้ได้อย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ 'ทางที่มืดมนหม่นหมองมองไม่เห็น แสนลำเค็ญคลำทางอย่างหมองเศร้าของโดนัลด์ ทรัมป์' จึงกลายคนละเรื่องเดียวกันกับ 'หมดแสงสว่างที่ปลายทางของอเมริกา' อย่างมิอาจแยกออกจากกันได้เลย

    • บรรณานุกรม :

    Credit : https://www.zerohedge.com/news/2018-01-03/petro-yuan-looms-how-china-will-shake-oil-futures-market

    Credit : https://www.insidefutures.com/artic...US Dollar and influence Crude Oil prices.html

    Credit : https://oilprice.com/Geopolitics/International/China-Is-About-To-Shake-Up-Oil-Futures.html

    Credit : https://www.bloomberg.com/news/arti...shake-up-the-oil-futures-market-quicktake-q-a

    Credit : http://www.ine.cn/en/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    26,850
    ค่าพลัง:
    +33,908
    FB_IMG_1515845070569.jpg

    เฝ้าระวังพม่า ยกระดับอีก รวมเมืองหลวงเก่าใหม่
    อะเลิทเราตามมานาน ตอนนี้ไหวถี่ &แรงขึ้น แนวสะแกง+สาขา
    ใต้ดินร้อนระอุ สะสมพลัง มานาน Watch~~~
    - CA130118/13:49
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    26,850
    ค่าพลัง:
    +33,908
    ทูตแอฟริกันใน UN เรียกร้อง “ทรัมป์” ถอนคำพูด-ขออภัย หลังเรียกชาติผู้ลี้ภัย “ประเทศโสโครก”

    บรรดาเอกอัครราชทูตของกลุ่มประเทศแอฟริกันในองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เรียกร้องเป็นเอกฉันท์เมื่อวานนี้ (12 ม.ค.) ให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ถอนคำพูด และขออภัยที่เรียกชาติผู้ลี้ภัยว่า “พวกประเทศโสโครก” (shithole countries)

    คลิก>>https://mgronline.com/around/detail/9610000003980

    #MGROnline #ทูตแอฟริกัน #UN #เรียกร้อง #ทรัมป์ #ผู้ลี้ภัย

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 มกราคม 2018
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    26,850
    ค่าพลัง:
    +33,908
    เปิดวินาทีระทึก! รถเก๋งขับหนีไม่ทัน เจอโคลนถล่มพัดปลิวในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 9 ม.ค. ขณะที่ยอดเหยื่อภัยธรรมชาติดังกล่าวเพิ่มเป็น 17 ศพ หนึ่งในนั้นมีครอบครัวคนไทยต้องสูญเสียเด็กวัย 6 ขวบ และยังสูญหายอีก 2 ราย..

    #mgronline #โคลนถล่ม #Mudslides #คนไทย #California #US

     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    26,850
    ค่าพลัง:
    +33,908
    ตามคาด! “ทรัมป์” ไม่ฟื้นมาตรการคว่ำบาตรนุก “อิหร่าน” แต่ขู่จะยอมให้เป็น “ครั้งสุดท้าย”

    เอเอฟพี - ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวานนี้ (12 ม.ค.) ว่าจะยังไม่ฟื้นมาตรการคว่ำบาตรโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งช่วยให้ข้อตกลงควบคุมนิวเคลียร์ที่เตหะรานทำร่วมกับชาติมหาอำนาจทั้ง 6 เมื่อปี 2015 ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง

    คลิก>>https://mgronline.com/around/detail/9610000003875

    #MGRonline #ทรัมป์ #มาตรการคว่ำบาตร #อิหร่าน #ครั้งสุดท้าย
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    26,850
    ค่าพลัง:
    +33,908
    Weekend Focus: ชาวเน็ตแห่เชียร์ “โอปราห์ วินฟรีย์” ชิงชัย “ทรัมป์” ในศึกเลือกตั้งปธน.2020

    พิธีกรหญิงผิวสีชื่อดัง “โอปราห์ วินฟรีย์” กลายเป็นที่กล่าวขวัญในสื่อทั่วโลกสัปดาห์นี้ หลังจากที่เธอได้กล่าวสุนทรพจน์อันทรงพลังในเวทีลูกโลกทองคำครั้งที่ 75 จนจุดกระแสเรียกร้องจากบรรดาชาวเน็ตในสหรัฐฯ ให้เธอลงชิงชัยแข่งกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในศึกเลือกตั้งปี 2020 เสียเลย และแม้นักวิเคราะห์บางคนจะเชื่อว่า วินฟรีย์ มีโอกาสอยู่ในมือ แต่หลายคนยังอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าชาวอเมริกันจะ “เอาจริงหรือ?” กับการเลือกบุคคลผู้มีชื่อเสียงแต่ไร้ประสบการณ์ทางการเมืองมาเป็นผู้นำประเทศอีกคน

    คลิก>>https://mgronline.com/around/detail/9610000003878

    #MGROnline #โอปราห์_วินฟรีย์ #ชิงชัย #ทรัมป์ #เลือกตั้ง #ประธานาธิบดี #สหรัฐฯ

     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    26,850
    ค่าพลัง:
    +33,908
    “แมร์เคิล” บรรลุข้อตกลง SPD ปูทางตั้งรบ.ผสม แต่นักวิจารณ์เตือนจะเป็นแค่ “รบ.ผู้แพ้”

    นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เคิล แห่งเยอรมนี ประกาศเมื่อวานนี้ (12 ม.ค.) ว่าพรรคคอนเซอร์เวทีฟของเธอสามารถบรรลุข้อตกลงซึ่งจะปูทางไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ร่วมกับพรรคฝ่ายค้านโซเชียลเดโมแครตส์ (SPD) ซึ่งถือเป็น “จุดเริ่มต้นที่สดใส” ของยุโรป ในขณะที่นักวิเคราะห์เตือนว่า แมร์เคิล ซึ่งมักจะถูกยกให้เป็นสตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก อาจครองเก้าอี้นายกฯ สมัยที่ 4 โดยไม่มีอำนาจอิทธิพลมากเท่าเก่า และยังมองไม่เห็นวิสัยทัศน์ว่าจะนำพายุโรปไปในทิศทางใด

    คลิก>>https://mgronline.com/around/detail/9610000003906

    #MGROnline #แมร์เคิล #นายกรัฐมนตรี #เยอรมนี #ข้อตกลง #SPD

     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    26,850
    ค่าพลัง:
    +33,908
    ทำเนียบขาวเผยผลตรวจสุขภาพ “ทรัมป์” แข็งแรงดีเยี่ยม

    ทำเนียบขาวเผยผลการตรวจสุขภาพครั้งแรกของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวานนี้ (12 ม.ค.) ซึ่งแพทย์ได้รับรองแล้วว่าผู้นำสหรัฐฯ ในวัย 71 ปี ยังคงมีสุขภาพแข็งแรงดีเยี่ยม

    คลิก>>https://mgronline.com/around/detail/9610000003939

    #MGROnline #ทำเนียบขาว #ผลตรวจสุขภาพ #ทรัมป์

     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    26,850
    ค่าพลัง:
    +33,908
    4564.jpg



    201688120758-house.jpg
    เมื่อคืนวันที่ 29 ธันวาคม 2560 ผมได้มีโอกาสฟัง นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ในเรื่องการแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเกษตรกรรายย่อยที่ยากจน ที่ตกเป็นหนี้สินนายทุนเจ้าหนี้และถูกเอารัดเอาเปรียบ จนต้องสูญเสียที่ดินทำกิน ทำให้ผมรู้สึกตกตะลึง ตื่นเต้นและแปลกประหลาดใจ เพราะคิดไม่ถึงว่าท่านนายกฯ จะพูดถึงเรื่องการหาทางช่วยเหลือแก้ปัญหาหนี้สินที่ไม่เป็นธรรมและช่วยเกษตรกรที่ต้องสูญเสียที่ดินทำกินให้แก่เจ้าหนี้และนายทุนเงินกู้ ด้วยสาเหตุจากกฎหมายขายฝาก

    และท่านนายกฯ ยังมีดำริที่จะเสนอให้มีการยกเลิกกฎหมายขายฝาก ที่เป็นต้นเหตุให้ชาวนาต้องสูญเสียที่ดิน โดยจะทำให้ได้ในปีนี้ ภายใต้รัฐบาลของท่าน

    ทั้งยังได้เสนอเรื่องนี้ให้ “คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย” ชุดที่มี ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน และมีคุณคำนูณ สิทธิสมาน เป็นกรรมการ บรรจุเป็นวาระเร่งด่วนในการพิจารณา โดยไม่ต้องรอการปฏิรูปในกรอบใหญ่ แสดงให้เห็นว่า นายกฯ มีความประสงค์ดำเนินการเรื่องนี้ให้เห็นผลโดยเร็ว


    Zc07kBoDNZz9OYi9-503x206.jpg
    การที่ท่านนายกฯ มีดำริที่จะยกเลิกกฎหมายขายฝากหรือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวด 4 ส่วนที่ 1 ม.491-502 ว่าด้วย ขายฝากที่บังคับใช้อยู่ขณะนี้ หากดำเนินได้เป็นผลสำเร็จ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็จะเป็นนายกรัฐมนตรีท่านแรกของไทย ที่เสนอยกเลิกกฎหมายที่ปลด แอกทับคอคนจนมาเป็นเวลาเกือบ 100 ปี ให้หมดสิ้นไปในยุครัฐบาล คสช. ซึ่งจะเป็นการสร้างความยุติธรรมที่มีความหมายสำคัญยิ่งสำหรับคนจน และงานนี้จะทำให้ท่านได้ใจชาวนาคนยากจนที่ถูกนายทุนเจ้าหนี้เอารัดเอาเปรียบมาชั่วนาตาปีอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะการยกเลิกกฎหมายฉบับนี้เปรียบเหมือนปลดแอกออกจากบ่าของคนจนทั้งแผ่นดิน

    ที่ต้องขอชื่นชมและยกมือเชียร์ท่านนายกฯประยุทธ์ ในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ก็เพราะเห็นว่ากฎหมายดังกล่าว เป็นกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทั่วไป และเกษตรกร ชาวไร่ชาวนา ที่มีที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของตน ให้ต้องตกเป็นผู้ที่สูญเสียที่ดินทำกินให้กับเจ้าหนี้หรือนายทุน ที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมายเอาเปรียบได้โดยง่าย เพราะการประกอบอาชีพชาวนา มีความเสี่ยงความไม่แน่นอนสูงจากภัยธรรมชาติ ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ราคาพืชผลไม่ดีไม่แน่นอน เมื่อมีความจำเป็นในชีวิต ลูกป่วย พ่อแม่หรือตนเอง คนในครอบครัวมีปัญหาเดือดร้อนหรือขาดแคลนเงินทุนหรือเครื่องมืออันจำเป็นในการผลิต จะกู้ยืมจากสถาบันการเงินก็ไม่สะดวก จำต้องบากหน้าไปกู้หนี้ยืมเงินบรรดานายทุนเจ้าหนี้

    thaihealth_c_deflnuvxz258.jpg
    ซึ่งบุคคลเหล่านั้นก็อาศัยการทำสัญญาขายฝากที่ดินกับชาวนาด้วยราคาตํ่ากว่ามูลค่าที่ดินทรัพย์ที่นำมาขายฝากและกำหนดเวลาไถ่ถอนในระยะสั้น เมื่อชาวนาไม่สามารถมีเงินมาไถ่ถอนได้ตามกำหนดเวลาก็ดี หรือแม้มีเงินมาไถ่ถอนตามกำหนดเวลา ก็อาจโดนเล่ห์เหลี่ยมกลโกง เพื่อไม่ให้ชาวนาเจ้าของที่ดินผู้ขายฝาก สามารถมาไถ่ถอนได้ทันเวลา ที่ดินก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าหนี้ผู้รับซื้อฝากทันทีตั้งแต่วันทำสัญญา ทำให้ชาวนา เกษตรกรที่ยากจนและไม่รู้เท่าทันเจ้าหนี้นายทุน ต้องสูญเสียที่ดินทำกิน สิ้นเนื้อประดาตัวเป็นจำนวนมาก

    กฎหมายขายฝากจึงเป็นเครื่องมือทางกฎหมายสำหรับเจ้าหนี้นายทุน เพื่อใช้ไล่ล่าแย่งยึดเอาที่ดินแปลงงามๆทำเลดีๆราคาแพง จากคนจนที่มีที่ดินทำกิน และเป็นสาเหตุหลัก ทำให้ชาวนาเกษตรกรเหล่านั้น กลายเป็นชนชั้นที่ไร้ที่ดินเป็นของตนเอง ที่ขมขื่นหนักยิ่งกว่านั้นก็คือ ต้องกลายเป็นผู้เช่าที่ดินตนเองที่หลุดลอยไปหรือของคนอื่นทำกินเพื่อยังชีพ ผลผลิตที่ได้ต้องจ่ายเป็นค่าเช่าที่ดิน ค่าเครื่องมือการผลิต ทำเท่าไหร่ก็ไม่มีเหลือไม่พอกิน กลายเป็นทาสติดที่ดิน ซึ่งจะพบเห็นสภาพชีวิตของชาวนาเกษตรกรลักษณะนี้มากที่สุดในภาคกลาง เหนือ และอีสาน

    20cd232c9b271b9da8238c856e02b78d-503x333.jpg
    ในช่วงชีวิตหนึ่งของผู้เขียน เมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษากฎหมาย หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ผมได้เป็นอาสาสมัครร่วมกับเพื่อนๆนักศึกษา ออกไปคลุกคลีใช้ชีวิตกับพี่น้องชาวนาในภาคกลางแถบพิษณุโลก พิจิตร สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง ก็พบว่าชาวนาจำนวนมากหลายหมื่นหลายแสนครอบครัว ต้องสูญเสียที่ดินที่นาให้กับเจ้าหนี้นายทุน เพราะความจำเป็นที่ต้องไปกู้ยืมเงินดอกเบี้ยสูงและจำยอมต้องทำสัญญาขายฝากที่ดินไว้กับ นายทุนเจ้าหนี้ เมื่อไถ่ถอนไม่ทันหรือโดยกลโกงที่ดินก็หลุดลอยไป เจ้าหนี้นายทุนหลายคนมีที่ดินที่หลุดมือมาจากชาวนาเป็นจำนวนหลายหมื่นไร่

    พวกเรานักศึกษาได้พบเห็นปัญหาดังกล่าว ด้วยความเศร้าสะเทือนใจและเห็นใจพี่น้องชาวนาเป็นอย่างยิ่ง จึงได้นำปัญหามาเรียนเสนอต่อรัฐบาล อ.สัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น รัฐบาลอาจารย์สัญญาจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการประนอมหนี้สิน เพื่อช่วยเหลือชาวไร่ชาวนาที่เป็นทาสติดที่ดินเหล่านั้น โดยส่งคณะกรรมการดังกล่าวออกไปปฏิบัติหน้าที่ ในเขตพื้นที่ภาคกลางหลายจังหวัด ผู้เขียนกับเพื่อนนักศึกษาก็ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการด้วย แต่ปัญหาชาวนาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ผมและเพื่อนๆ ที่ออกไปสัมผัสปัญหาด้วยตนเองในเรื่องนี้ จึงได้แนะนำให้ชาวนารวมตัวกันจัดตั้งเป็น “สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย” เพื่อรวบรวมปัญหาและความต้องการเสนอต่อรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและการถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรมจากบรรดานายทุนเจ้าหนี้ ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นเจ้าที่ดินครอบครองที่ดินรายละหลายหมื่นไร่ ที่ยึดเอามาจากชาวนา ข้อเสนอที่สำคัญขณะนั้นคือ

    9.1-home-503x335.jpg
    1. ขอให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายขายฝากเสีย 2.ขอให้ตราพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่านา ยกเลิกการทำนาแบบแบ่งกึ่ง(ชาวนาทำนาได้ผลผลิตเท่าไร ต้องแบ่งให้เจ้าของที่ดินครึ่งหนึ่ง) 3.ขอให้รัฐบาลดำเนินการปฏิรูปที่ดิน เพื่อจัดสรรที่ดินทำกินแก่ชาวนาและเกษตรกร 4.ให้รัฐบาลช่วยเหลือปัญหาเรื่องราคาผลผลิตที่ตกตํ่า จากการรวมตัวเสนอข้อเรียกร้องที่มีเหตุผลของชาวนา รัฐบาลก็ได้ให้โอกาสตัวแทนชาวนามานั่งโต๊ะเจรจากับรัฐบาลเพื่อรับฟังปัญหา ในที่สุดรัฐบาลขณะนั้นก็ได้ดำเนินแก้ไขจนเป็นผลสำเร็จ 2 เรื่องใหญ่ๆคือ

    1. มีการตราพระราชบัญญัติ ควบคุมค่าเช่านา พ.ศ. 2517 ออกบังคับใช้ 2. มีการตราพระราชบัญญัติปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2518 อีกฉบับเพื่อดำเนินการปฏิรูปที่ดิน กฎหมายทั้ง 2 ฉบับยังคงมีผลบังคับใช้ถึงปัจจุบัน แต่ที่ยังไม่สามารถยกเลิกได้ก็คือกฎหมายขายฝาก ยังคงเป็นกฎหมายที่สร้างปัญหาเป็นเครื่องมือที่สร้างความไม่เป็นธรรมแก่สังคมมาต่อเนื่องจนปัจจุบัน

    51-e1412321515655.jpg
    การที่นายกรัฐมนตรีมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะดำเนินการให้มีการยกเลิกกฎหมายขายฝากให้เสร็จสิ้นโดยเร็วในยุครัฐบาลของ คสช.จึงเป็นเรื่องน่าชื่นชมอย่างยิ่ง เพราะนี่คือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุหนึ่งของความยากจนและการเอารัดเอาเปรียบชาวนาเกษตรกร จากนายทุนเจ้าหนี้ที่มีความรู้ทางกฎหมายและฐานะทางสังคมที่สูงกว่า และจะเป็นการปิดโอกาสคนโกงที่จ้องเอาเปรียบคนจน

    การยกเลิกกฎหมายฉบับนี้จึงเท่ากับเป็นการปลดแอกให้คนจน ปลดโซ่ตรวนที่พันธนาการชีวิตชาวนาเกษตรกร ให้เขามีโอกาสเงยหน้าอ้าปากสู้ชีวิต เพื่อปลูกข้าวให้คนกิน ทำให้ข้อเรียกร้องที่ชาวนารอคอยมาร่วม 40 ปี บังเกิดผล

    ด้วยมาตรการนี้กับการปฏิรูปที่ดินและส่งเสริมสินเชื่อที่เป็นธรรมแก่เกษตรกร ก็จะทำให้แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืนได้ หากการดำเนินการเรื่องนี้สำเร็จจริง ก็เชื่อได้ว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะอยู่ในหัวใจประชาชน เป็นผลงานรัฐบาลที่คนจนจะจดจำตลอดไป” เป็นการแก้ปัญหาอย่างผู้นำประเทศ ที่มองถึงอนุชนรุ่นต่อๆไป มิใช่การหาเสียงแบบนักการเมือง ผมจึงขอสนับสนุนครับ

    ……………
    คอลัมน์ : ข้าพระบาท ทาสประชาชน /หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ / ฉบับ 3330 ระหว่างวันที่ 11-13 ม.ค.2561

    http://www.springnews.co.th/th/2018/01/179387/
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 มกราคม 2018
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    26,850
    ค่าพลัง:
    +33,908
    หมี CNN

    13-01-61/16 : (((( WARNING SIGNAL WAR ))))

    หลัง 18 มค. นี้ หลังจีนเปิดตลาดซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า แล้วซื้อขายเป็นเปโตรหยวน นี่คือสิ่งที่ตามมาไม่ช้านี้?

    - อเมริกาป่วน จีน รัสเซีย ประกาศเปิดศึกล้างไพ่ทันที

    - รัสเซียเตรียมการขั้นสูงสุด S-400 ถึงไคร์เมียร์แล้ว พร้อมรบ

    - จีนประกาศความพร้อมทุกด้าน เสริมกำลังทั้งในและนอก

    - โสมแดงเตรียมพร้อม อิหร่านก็พร้อม แผนวางไว้หมดแล้ว

    - จุดยุทธศาสตร์สำคัญของ...ถูกล็อคเป้า หากโจมตีก่อน

    - ยิวสัด...เตรียมลุย สั่ง...อูฐเตรียมกองกำลังถล่มอาหรับ

    - เปโตรดอลล่าร์จะดิ่งเหว การเงินโลกปั่นป่วน ธนาคารดิ้น

    - ทองคำจะขึ้นแบบไม่มีปี่มีขุ่ย หลังตลาดทองคำคึกคักรับหยวน

    - ยุโรปต้องเลือกข้าง ยูเครนจะเป็นแพะบูชายันต์ ตายก่อนใคร

    - การปิดน่านน้ำ และแผ่นฟ้าของเ...จะเริ่มต้นขึ้น ชิงลงมือก่อน

    - ก่อการร้ายเดินหน้าเข้ายุโรป เตรียมจุดไฟ สร้างสถานการณ์

    - UN จะไร้ผล ยามเมื่อ...ไม่สนหน้าอิานทร์ หน้าพรหมใดใด

    - NATO จะแตกเหล่า EU จะนิ่งเฉย ตัวใคร ตัวมัน ดูแลกันเอง

    - ฺBRICS & AIIB จะประสานเสียงเทดอลล่าร์ ดึงการค้าโลกเข้า

    - ....เตรียมประกาศภาวะฉุกเฉิน ทหารเข้ากุมอำนาจเต็มที่

    - อเมริกาจะลุกเป็นไฟ แผนการเผาเมืองจะกระจายไปทั่วทุกรัฐ

    ปล.น้ำมันสำรองที่...เตรียมเทขาย หากทั่วโลกหันไปเทรดหยวน ...ก็ไม่มีทางเลือกอื่น กลุ่ม OPEC NON OPEC เอาตัวรอด ไม่มีใครอยากให้....ขายน้ำมันผูกขาด ยามสงคราม น้ำมันกำลังจะขึ้น ใครจะยอมทุบหม้อข้าวตัวเอง จีน รัสเซีย อิหร่าน คือตลาดซื้อขายใหญ่สุดของโลก น้ำมัน....ที่ขโมยเขามาแล้วขายแพงกว่ากลุ่ม NON OPEC มีแค่ขี้ข้าซื้อเท่านั้น โปรดติดตาม ช่วงนี้แหละ เงียบๆ เนี่ยแหละ น่ากลัวที่สุด เพราะระเบิดลูกแรกที่ลงมักจะไม่มีอะไรบอกล่วงหน้า และนี่คือ "สงครามครั้งสุดท้าย" ที่จะมีแผ่นดินที่ชื่อ "อเมริกา" "อิสราเอล" "ซาอุดิอาระเบีย" ชะตากรรมที่โลกหลีกเลี่ยงไม่ได้!

    https://sputniknews.com/russia/2018...&utm_content=g28R&utm_campaign=URL_shortening

    ---------------------------------------------------------------------------
    เข้าถ้ำ RONIN คลิกที่ LINK ตามนี้ : https://line.me/R/ti/p/@mheecnn

    หรือเข้า LINE และ Search พิมคำว่า "@mheecnn" แล้วแอดเข้าถ้ำ

    เพจสำรองของหมี CNN คือ เพจ " หมี RT " Search หาใน FB ตามชื่อนี้เลยเด้อคร๊า ดูโลโก้ หมีอี้จับซา(ชักดาบ)
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    26,850
    ค่าพลัง:
    +33,908
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    26,850
    ค่าพลัง:
    +33,908
    สารคดีตามรอยพระพุทธเจ้า ep.1
    ตอน "ดร.เอ็มเบดการ์ รัฐบุรุษจากสลัม ผู้นำพระพุทธศาสนากลับคืนสู่อินเดีย"

    ศาสนาพราหมณ์คือศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดตามประวัติศาสตร์โลก คาดว่าเกิดขึ้นก่อนพระพุทธศาสนาประมาณ ๑,๐๐๐ ปีขึ้นไป แรกเริ่มเกิดจากความเชื่อของชาวอารยันที่นับถือบูชาธรรมชาติ เพราะเชื่อว่าจะมีเทพเจ้าสถิตอยู่ตามธรรมชาตินั้นๆ เช่นเทพเจ้าฝน พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดิน น้ำ ลม ไฟ ต่อมาเมื่อถูกตั้งคำถามจากชาวบ้านว่าโลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เลยมีการเขียนคัมภีร์ขึ้นใหม่โดยสร้างเทพเจ้าองค์ใหม่ขึ้นมา นามว่า 'พระพรหม' การเกิดขึ้นของพระพรหมนี้นำมาซึ่งการแบ่งชนชั้นวรรณะของคนในสังคมอินเดีย โดยแบ่งเป็นวรรณะหลักๆได้ดังนี้

    ๏ วรรณะพราหมณ์ เกิดจากปากของพรหม ทำหน้าที่ทำพิธีกรรมและสอนศาสนา
    ๏ วรรณะกษัตริย์ เกิดจากอกของพรหม ทำหน้าที่ทำสงครามปกป้องบ้านเมือง
    ๏ วรรณะแพศย์ เกิดจากมือของพรหม ทำอาชีพเกษตรและค้าขาย
    ๏ วรรณะศูทร เกิดจากเท้าของพรหม คือกรรมกรและผู้ใช้แรงงาน

    นอกจากนี้ยังมีวรรณะอื่นๆอีกกว่า ๓,๐๐๐ วรรณะ ซึ่งเกิดจากการแต่งงานของคนที่มีวรรณะต่างกัน ลูกที่ออกมาก็จะได้ชื่อวรรณะใหม่ไปเรื่อยๆไม่รู้จบ แต่มีอยู่คำๆหนึ่งที่เอาไว้เรียกคนนอกวรรณะ คำๆนี้แปลเป็นไทยได้ว่า 'กาลากิณี' คำๆนี้คือคำว่า 'จัณฑาล!' คนจัณฑาลในสังคมอินเดียขณะนั้น ถูกกดขี่ข่มเหงทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม จนเรียกได้ว่าแทบไม่มีที่ยืน

    จนวันหนึ่งมีเจ้าชายนามว่า 'สิทธัตถะ' กำเนิดขึ้น ท่านพยายามแสวงหาพิธีหลุดพ้น ครั้นเข้าไปศึกษาที่สำนักพราหมณ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในขณะนั้นถึงสองสำนัก ศึกษาจนอาจารย์ทั้งสองสำนักต้องบอกว่าไม่มีเรื่องที่จะสอนแล้ว ทำให้ท่านตัดสินใจเข้าป่าไปแสวงหาวิธีด้วยตนเอง หกปีในป่าที่ท่านทำทุกรกริยา ทานมูลสัตว์ แม้ของตัวท่านเอง เอาโคลนทาตัวและไม่อาบน้ำเป็นปีๆ กลั้นหายใจจนหน้ามืดตาลาย ลดอาหารจนแทบเรียกได้ว่าไม่ได้เสวย จนหนังหน้าท้องติดกับกระดูกสันหลัง ใช้มือลูบตามเนื้อตัวก็มีเส้นขนหลุดติดมือมา หกปีที่ทรมาณกายอยู่อย่างนี้ จนในที่สุดท่านก็รู้ได้ว่า เส้นทางที่ดีที่สุดในการหลุดพ้น 'คือทางสายกลาง'

    ท่านตรัสรู้เป็นพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่สุด การตรัสรู้ของท่าน 'คือการตรัสรู้ซึ่งภาวะทั้งหลายภายใต้ความเป็นจริง' ศาสนาของท่านรุ่งเรืองไปในอินเดียอย่างรวดเร็ว และหลักคำสอนที่ว่า 'คนเราจะสูงต่ำก็เพราะการกระทำ ไม่ใช่เพราะชาติตระกูล' ทำให้การแบ่งชนชั้นวรรณะในสมัยนั้นเริ่มเสื่อมลง อีกทั้งท่านยังตรัสอีกว่า การปลุกเสก พรมน้ำมนต์ การดูดวง การเข้าทรง การทำพิธีบนบาน สะเดาะเคราห์ บูชาไฟ เป็นเดรัจฉานวิชา! เรียกได้ว่าทำให้พราหมณ์ในสมัยนั้นหมดทางเลี้ยงชีพกันเลยทีเดียว คนในสังคมหันมาเชื่อเรื่องกรรมในที่สุด ทำศาสนาพราหมณ์เสื่อมถอยจนแทบตั้งตัวไม่ติด

    แต่ไม่น่าเชื่อว่าศาสนาของท่านได้ตั้งอยู่ภายในอินเดียได้เพียง ๑,๗๐๐ ปีเท่านั้น โดยสาเหตุหลักๆของการเสื่อมถอยก็ได้แก่

    ๏ กองทัพมุสลิมบุกเข้าตีอินเดียถึงสามครั้งใหญ่ วัดหลายแห่งโดนเผาจนแทบไม่เหลือซาก คนพุทธต้องอพยบไปทิเบตและแคว้นต่างๆ คนที่ไม่อบยพก็ต้องเปลี่ยนไปเป็นมุสลิมถ้าอยากมีชีวิตรอด ที่สำคัญคือคนที่หัวโล้นห่มเหลืองจะไม่มีทางเลือกใดๆ พระนับหมื่นรูปได้แต่นั่งสมาธินิ่งๆภายในวัด รอทหารมุสลิมมาตัดคออย่างอนาถ! มหาวิทยาลัยลานันทา มหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาวพุทธถูกเผาไปพร้อมกับคัมภีร์ ไฟไหม้นานสามเดือนจึงจะมอด!

    ๏ ถูกศาสนาพราหมณ์กลืนกิน ยามถูกอิทธิพลของศาสนาพุทธกลบ พราหมณ์เลยแต่งคัมภีร์ใหม่ๆออกมาเรื่อยๆ ได้รวมเทพเจ้าทุกองค์ในอินเดีย(พระพิฆเนศ,พระศิวะ ฯลฯ) รวมถึงพระพุทธเจ้าให้กลายมาเป็นศาสนาเดียวกัน โดยตั้งชื่อใหม่ว่า 'ศาสนาฮินดู' คือศาสนาของคนอินเดีย จนในขณะนั้นกลายเป็นข้อพิพาทระหว่างสองศาสนา ด้วยเนื้อหาในคัมภีร์แต่งใหม่ที่ว่า 'พระพุทธเจ้าเป็นนารายณ์อวตาลที่๙ โดยพระนารายณ์อวตาลลงมาเป็นพระพุทธเจ้าก็เพื่อหลอกล่อให้อสูรนับถือและจะได้ออกห่างไปจากคัมภีร์พระเวทย์ และพากันตกนรกพร้อมกัน!' เนื้อหาตรงนี้ทำให้คนฮินดูมองคนพุทธเป็นอสูร คนพุทธที่ไม่มั่นคงในศาสนาของตนก็เปลี่ยนไปนับถือฮินดู คนฮินดูที่แอบมีใจให้พระพุทธเจ้าก็ไม่ต้องเปลี่ยนไปนับถือพุทธ เพราะในฮินดูก็มีพระพุทธเจ้าให้ไหว้

    ๏ พระเสื่อมปฏิบัติซะเอง คือแทนที่จะออกไปแสดงธรรม กลับหลงยศหลงศักดิ์อยู่วัด คนที่มีทุกข์เลยกลับไปอ้อนวอนต่อเทพเจ้าดังเดิม อีกทั้งพระที่ไม่ศึกษาคำสอนได้นำแก่นของฮินดูเข้ามาปฏิบัติ พระหันไปปลุกเสก ทำน้ำมนต์ สะเดาะเคราะห์ ดูดวง จนพุทธแยกจากฮินดูไม่ออก กลายเป็นศาสนากึ่งไสยศาสตร์ และด้วยความที่ฮินดูมีความเป็นไสยศาสตร์เต็มตัวอยู่แล้ว มีเทพเจ้าให้เลือกมากมาย พุทธเลยหมดกำลังไปในตัว

    ๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏๏

    ประวัติชีวิต ด.ร.อัมเบดการ์ หรือชื่อเต็มของท่าน คือ บาบาสาเหบ พิมเรา รามจิ อัมเบดการ์ เกิดในวรรณะศูทรที่ยากจนที่สุดตระกูลหนึ่งของอินเดีย

    เกิดเมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๔๓๔ ท่านเกิดในหมู่บ้านคนอธิศูทร (คนวรรณะจัณฑาล มีชื่อเรียกมากมาย เช่น หริจันทร์ จัณฑาล อธิศูทร ในที่นี้จะใช้คำว่า อธิศูทร) ชื่อว่า อัมพาวดี เป็นบุตรชายคนสุดท้อง

    เมื่อวันที่ท่านอัมเบดการ์เกิดนั้น บิดามารดาได้ตั้งชื่อให้ว่า "พิม"
    แม้จะเกิดมาในครอบครัวอธิศุทรที่ยากจน แต่บิดาก็พยายามส่งเสียจนเด็กชายพิม สามารถเรียนจนจบมัธยม ๖ บิดาพยายามอดมื้อกินมื้อ เงินที่ได้รับจากการรับจ้างแบกหามก็เอามาส่งเสียเป็นค่าเล่าเรียนให้กับเด็กชายพิม แต่ในระหว่างการเรียนนั้น พิมจะต้องเผชิญหน้ากับความดูหมิ่นเหยีดหยามของทั้งครูอาจารย์และนักเรียนซึ่งเป็นคนในวรรณะสูงกว่า

    เรื่องบางเรื่องที่กลายเป็นความช้ำใจในความทรงจำของพิม เช่นว่า เมื่อเขาเข้าไปในห้องเรียน ทั้งครูและเพื่อนร่วมชั้นต่างก็แสดอาการขยะแขยง รังเกียจ ในความเป็นคนวรรณะต่ำของเขา เขาไม่ได้รับอนุญาตแม้แต่การที่จะไปนั่งบนเก้าอี้ในห้องเรียน เขาต้องเลือกเอาที่มุมห้องแล้วปูกระสอบ นั่งเรียนอยุ่อย่างนั้น แม้แต่เวลาจะส่งงานต่ออาจารย์ อาจารย์ก็มีทีท่ารังเกียจไม่อยากจะรับสมุดของเขา

    เวลาที่เขาถูกสั่งให้มาทำแบบทดสอบหน้าชั้นเรียน นักเรียนในห้องที่เอาปิ่นโต ห่ออาหารที่ห่อมากินที่โรงเรียน วางไว้บนกระดานดำ จะเร่งกรูกันไปเอามาไว้ที่ตัว เพราะกลัวว่าความเป็นเสนียดของพิม จะไปติดห่ออาหารของพวกเขาที่วางอยู่บนกระดานดำ

    แม้แต่เวลาที่เขาจะไปดื่มน้ำที่ทางโรงเรียนจัดไว้ เขาก็ถูกห้ามอย่างเด็ดขาดที่จะไปจับต้องแท๊งค์น้ำ หรือแก้วที่วางอยู่ เพราะทุกคนรังเกียจว่าเสนียดของเขา จะไปติดที่แก้วน้ำ เขาต้องขอร้องเพื่อนๆที่พอมีความเมตตาอยู่บ้าง ให้ตักน้ำแล้วให้พิมคอยแหงนหน้า อ้าปาก ให้เพื่อนเทน้ำลงในปากของพิมเพื่อป้องกันเสนียด ในความเป็นคนต่างวรรณะของเขา ซึ่งเป็นความน่าเจ็บช้ำใจยิ่งนัก

    อย่างไรก็ตาม ในโลกนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ยักษ์มาร ครูคนหนึ่ง ซึ่งเป็นวรรณะพราหมณ์ แต่เป็นผู้มีเมตตาผิดกับคนในวรรณะเดียวกัน บางครั้งครูท่านนี้ก็จะแบ่งอาหารของตนให้กับพิม แต่เขาก็แสดงออกมากไม่ได้เพราะอาจจะถูกคนในวรรณะเดียวกันเกลียดชังไปด้วย ครูท่านนี้คิดว่า เหตุที่พิมถูกรังเกียจเพราะความที่นามสกุลของเขาบ่งชัดความเป็นอธิศูทร คือนามสกุล "สักปาล"(นามสกุลของคนอินเดียเป็นตัวบอกวรรณะด้วย) ครูท่านนั้นได้เอานามสกุลของตน เปลี่ยนให้กับพิม โดยแก้ที่ทะเบียนโรงเรียน ให้เขาใช้นามสกุลว่า "อัมเบดการ์" พิมจึงได้ใช้นามสกุลใหม่นั้นเป็นต้นมา (จากนามสกุลอัมเบดการ์นี้เอง ทำให้หลายๆคนคิดว่าพิม เป็นคนในวรรณะพราหมณ์ )

    หลังจากอดทนต่อความยากลำบาก การถุกรังเกียจจากคนรอบข้างที่รู้ว่าเขาเป็นคนอธิศูทรแล้ว เขาก็ได้สำเร็จการศึกษาจบมัธยม ๖ ซึ่งนับว่าสูงมาก สำหรับคนวรรณะอย่างพิม แต่มาถึงขั้นนี้พ่อของเขาก็ไม่สามารถที่จะส่งเสียให้เรียนต่อไปได้อีก จนจบปริญญาตรี

    เคราะห์ดีที่ในขณะนั้น มหาราชาแห่งเมืองบาโรดา ซึ่งเป็นมหาราชาผุ้มีเมตตา พระองค์ไม่มีความรังเกียจในคนต่างวรรณะ ปรารถนาจะยกระดับการศึกษาแม้คนระดับอธิศูทร ได้มีนักสังคมสงเคราะห์พาพิม อัมเบดการ์เข้าเฝ้ามหาราชา พระองค์ได้ทรงพระราชทานเงินทุนในการศึกษาต่อของพิม โดยให้เป็นเงินทุนเดือนละ ๒๔ รูปี ทำให้พิมสามารถเรียนจบปริญญาตรีได้ ต่อมามหาราชาแห่งบาโรดา ได้ทรงคัดเลือกนักศึกษาอินเดีย เพื่อจะทรงส่งให้ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ประเทศอเมริกา ซึ่งพิมได้รัลคัดเลือกด้วย เขาได้พบกับสิ่งที่เรียกว่าอิสรภาพและความเสมอภาค เพราะที่อเมริกานั้น ไม่มีคนแสดงอาการรังเกียจเขาในความเป็นคนอธิศูทรเหมือนอย่างในประเทศอินเดีย หลังจากจบการศึกษา ถึงขั้นปริญญาเอกแล้ว เรียกว่ามีชื่อนำหน้าว่า ด.ร. พิม อัมเบดการ์ เขาได้เดินทางกลับมาอินเดีย ได้พยายามต่อสู้เพื่อคนในวรรณะเดียวกัน ไม่ใช่แต่เท่านั้น เขาพยายามต่อสู้กับความอยุติธรรมที่สังคมฮินดู ยัดเยียดให้กับคนในวรรณะต่ำกว่า

    ด.ร. อัมเบดการ์ ได้ทำงานในหลายๆเรื่อง หลังจากจบการศึกษาที่อเมริกาแล้ว เขาได้เป็นอาจารย์สอนในวิทยาลัยซิดนาห์ม ในบอมเบย์ ในปี ๒๔๖๑ ต่อมาได้รับการพระราชทานอุปถัมภ์จากเจ้าชายแห่งเมืองโครักขปูร์ ซึ่งเป็นผู้มีพระทัยเมตตาเช่นเดียวกับมหาราชาแห่งบาโรด้าในปรารถนาที่จะถอนรากถอนโคนความอยุติธรรม ที่สังคมฮินดูกีดกันคนในวรรณะอื่นๆ ได้ทรงอุปถัมภ์ให้คนอธิศุทร มารับราชการในเมืองโครักขปุร์ แม้นายควาญช้าง พระองค์ก็เลือกจากคนอธิศูทร เจ้าชายแห่งโครักขปุร์ได้ทรงอุปถัมภ์ในการจัดทำหนังสือพิมพ์ มุขนายก หรือ "ผู้นำคนใบ้" ของด.ร.อัมเบดการ์ เช่นอุปถัมภ์ค่ากระดาษพิมพ์ และอื่นๆ ซึ่งอัมเบดการ์ไม่ได้เป็นบรรณาธิการเอง แต่อยู่เบื้องหลัง และเขียนบความลงหนังสือพิมพ์ ในบทความครั้งหนึ่ง มีคำพูดที่คมคายน่าสนใจ ว่า

    "อินเดียเป็นดินแดนแห่งความเหลื่อมล้ำต่ำสูง สังคมฮินดูนั้นช่างสูงส่งประดุจหอคอยอันสูงตระหง่าน มีหลายชั้นหลายตอน แต่ไม่มีบันไดหรือช่องทางที่จะเข้าไปสู่หอคอยอันนั้นได้ คนที่อยู่ในหอคอยนั้น ไม่มีโอกาสที่จะลงมาได้ และจะติดต่อกับคนในหอคอยเดียวกันในอีกชั้นหนึ่งก็ทำไม่ได้ ใครเกิดในชั้นใดก็ตายในชั้นนั้น"

    เขาได้กล่าวถึงว่าสังคมฮินดูมีส่วนประกอบอยู่สามประการ คือ พราหมณ์ มิใช่พราหมณ์ และอธิศูทร พราหมณ์ผู้สอนศาสนามักกล่าวว่า พระเจ้ามีอยู่ในทุกหนแห่ง ถ้าเช่นนั้น พระเจ้าก็ต้องมีอยู่ในอธิศูทร แต่พราหมณ์กลับรังเกียจคนอธิศูทร เห็นเป็นตัวราคี นั่นแสดงว่าเขากำลังเห็นพระเจ้าเป็นตัวราคีใช่หรือไม่

    ด.ร.อัมเบดการ์ มีผลต่อความเคลื่อนไหวหลายๆอย่างในอินเดียขณะนั้น เขาเป็นอธิศูทรคนแรกที่ได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของอินเดีย หลังจากที่อินเดียได้รับเอกราช เป็นผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญของอินเดีย เขาเป็นผู้ที่ชี้แจงต่อที่ประชุมในโลกสภา โดยการอนุมัติของ ด.ร.ราเชนทรประสาท ให้ชี้แจงอธิบายต่อผู้ซักถาม ถึงบางข้อบางประเด็นในรัฐธรรมนูญ หนังสือพิมพ์บางฉบับลงเหตุการ์ตอนนี้ว่า "ด.ร.อัมเบดการ์ ทำหน้าที่ชี้แจงอธิบาย เรื่องร่างรัฐธรรมนูญต่อผู้ร่วมประชุม ประดุจพระอุบาลีเถรเจ้า วิสัชชนาข้อวินัยบัญญัติ ในที่ประชุมปฐมสังคายนา ต่อพระสงฆ์ ๕๐๐ มีพระมหากัสสปะเป็นประธาน ฉะนั้น"

    และเขาเป็นผู้ต่อสู้เพื่อทำลาย ความอยุติธรรม ที่คนในชาติเดียวกันหยิบยื่นให้กับคนในชาติเดียวกัน แต่ต่างวรรณะกันเท่านั้น

    การปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ
    ด.ร.อัมเบดการ์ แต่งงานมีครอบครัว สองครั้ง ครั้งแรกแต่งกับคนในวรรณะเดียวกัน ชื่อว่านางรามาไบ ครั้งที่สอง เขาได้พบรักกับแพทย์หญิงในวรรณะพราหมณ์คนหนึ่ง ชื่อว่า ชาดา คาไบ ในโรงพยาบาลที่เขาไปรับการรักษาอาการป่วย เขาได้แต่งงานครั้งที่สอง และเป็นครั้งแรกที่คนในวรรณะต่ำเช่นเขา ได้แต่งงานกับคนในวรรณะสูง คือวรรณะพราหมณ์ เมื่ออายุเขาได้ ๕๖ ปี และมีคนใหญ่คนโต นักการเมือง พ่อค้า คนในวรรณะต่างๆมาร่วมงานแต่งงานของเขามากมาย ต่างจากครั้งแรก ที่เขาแต่งงานในตลาดสด

    หลังจากนั้น ด.ร.อัมเบดการ์ ได้ลงจากเก้าอี้ทางการเมือง เขาถือว่าเขาไม่ได้พิศวาสตำแหน่งทางการเมืองอะไรนัก ที่เขาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ก็เพราะเขาต้องการทำงานเพื่อเรียกร้องความถูกต้องให้กับคนที่อยุ่ในวรรณะต่ำที่ได้รับการข่มเหงรังแกเท่านั้น

    เหตุการณ์สำคัญประการหนึ่ง ที่ ด.ร.อัมเบดการ์ได้กระทำ และเป็นสิ่งที่มีคุณูปการมากต่อพระพุทธศาสนา ในประเทศอินเดีย คือการเป็นผู้นำชาวพุทธศูทรกว่า ๓ แสนคน ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ เหตุการณ์ตอนนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก จึงขอกล่าวถึงอย่างละเอียดสักหน่อย

    ความจริงอัมเบดการ์สนใจพระพุทธศาสนามานานแล้ว โดยเฉพาะจากการได้อ่านหนังสือพระประวัติของพระพุทธเจ้า ซึ่งเขียนโดยท่านพระธัมมานันทะ โกสัมพี ชื่อว่า "ภควาน บุดดา" (พระผู้มีพระภาคเจ้า) เขาได้ศึกษาแล้วว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ไม่มีข้อรังเกียจในเรื่องวรรณะ ไม่ปิดกั้นการศึกษาพระธรรม ให้ความเสมอภาค และภราดรภาพแก่คนทุกชั้น ในจิตใจของ ด.ร.อัมเบดการ์ เป็นชาวพุทธอยู่ก่อนแล้ว แต่เขาตั้งใจจะทำให้เป็นรูปเป็นร่างยิ่งขึ้น สิ่งที่ปรารถนาก็คือ การปฏิญาณตนเป็นชาวพุทธ พร้อมกับพี่น้องชาวอธิศูทร ในงานฉลองพุทธชยันติ ท่านด.ร.อัมเบดการ์ ได้กล่าวสดุดีพระพุทธศาสนา เขียนหนังสือเผยแผ่พระพุทธธรรมหลายเล่ม เช่น "พุทธธรรม" "ลักษณะพิเศษของพระพุทธศาสนา" และคำปาฐกถาอื่นๆ ที่ได้รับการตีพิมพ์ภายหลัง เช่น "การที่พระพุทธศาสนาหมดไปจากอินเดีย" เป็นต้น

    ก่อนหน้าที่จะมีงานฉลองพุทธชยันตี เป็นที่ทราบกันดีว่า อินเดียในขณะนั้น มีชาวพุทธอยู่ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นอัพโภหาริก คือน้อยจนเรียกไม่ได้ว่ามี แต่เหตุใดจึงมีงานฉลองนี้ขึ้น คำตอบนี้น่าจะอยุ่กับท่านยวาห์ ราล เนรูห์ ซึ่งท่านได้กล่าวคำปราศรัยไว้ในที่ประชุมโลกสภา (รัฐสภาของอินเดีย เรียกว่า โลกสภา) เรื่องการจัดงานฉลองพุทธชยันตี ว่า
    "พระพุทธเจ้า เป็นบุตรที่ปราดเปรื่องยิ่งใหญ่ และรอบรู้ที่สุดของอินเดีย ในโลกนี้ซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เคียดแค้น และรุนแรง คำสอนของพระพุทธเจ้า ส่องแสงเหมือนดวงอาทิตย์ที่รุ่งโรจน์ ไม่มีคนอินเดียคนใด ที่จะนำเกียรติยศ เกียรติภุมิ กลับมาสู่อินเดียได้เท่ากับพระพุทธองค์ หากเราไม่จัดงานฉลองท่านผู้นี้แล้ว เราจะไปฉลองวันสำคัญของใคร" และได้กล่าวอีกตอนหนึ่งว่า "ข้าพเจ้าไม่นับถือศาสนาใดๆในโลกทั้งนั้น แต่หากจะต้องเลือกนับถือแล้ว ข้าพเจ้าขอเลือกนับถือพระพุทธศาสนา"

    ในงานฉลองพุทธชยันตินั้น รัฐบาลอินเดียได้จัดสรรงบประมาณการจัดงาน ฉลองตลอด ๑ปี เต็มๆ โดยวนเวียนฉลองกันไปตามรัฐต่างๆ รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณต่างๆ เช่น ทำตัดถนนเข้าสุ่พุทธสังเวชนียสถานต่างๆให้ดีขึ้น สร้างธรรมศาลาทำการอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาร่วมงานพุทธชยันตีจากประเทศต่าง จัดพิมพ์หนังสือสดุดี พระพุทธศาสนา จัดทำหนังสือวิชาการพระพุทธศาสนา โดยนักปราชญ์หลายท่านเขียนขึ้น ประธานาธิบดีราธ กฤษนัน เขียนคำนำสดุดีพุทธคุณ ให้ชื่อว่า "2500 years of Buddhism" (๒๕๐๐ ปีแห่งพระพุทธศาสนา) ทั่วทั้งอินเดีย ก้องไปด้วยเสียง พุทธัง สรณัง คจฺฉามิ

    ส่วนในการปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะนั้น ท่านอัมเบดการ์ได้นำชาววรรณะศูทร ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะที่เมืองนาคปูร์ สาเหตุที่ท่านเลือกเมืองนี้ แทนที่จะเป็นเมืองใหญ่ๆ อย่างบอมเบย์ หรือเดลลี ท่านได้ให้เหตุผลว่า

    "ผู้ที่ทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตอนแรกๆ นอกจากพระสงฆ์ คือพวกชนเผ่านาค ซึ่งถูกพวกอารยัน กดขี่ข่มเหง ต่อมาพวกนาคได้พบกับพระพุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมจนพวกนาคเหล่านั้นเลื่อมใส ปฏิญาณตนเป็นชาวพุทธ และเผยแผ่พระพุทธศาสนา ไปทั่ว เมืองนาคปูร์นี้ เป็นเมืองที่พวกนาคตั้งหลักแหล่งอยู่" (คำกล่าวของท่านอัมเบดการ์มีมูลอยู่ไม่น้อย และจะว่าไปแล้ว หลังจากพระพุทธศาสนา เริ่มถูกทำลายจากอินเดีย เมืองนาคปูร์เป็นเมือง ที่มีชาวพุทธอาศัยอยู่มากและเป็นเมืองที่มีชาวศุทร หรือคนวรรณะต่ำอยู่มากอีกด้วย
    ดังนั้นศูนย์กลางพุทธศาสนิกชนในอินเดียปัจจุบันที่เป็นคนวรรณะศูทร จึงอยู่ที่นาคปูร์

    ในการปฏิญาณตนเป็นชาวพุทธ ๓ แสนคน เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ นั้น มีพระภิกษุอยู่ในพิธี ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย ๓ รูป คือ ท่านพระสังฆรัตนเถระ พระสัทธราติสสะเถระ และพระปัญญานันทะเถระ ในพิธีมีการประดับธงธรรมจักรและสายรุ้งอย่างงดงาม ในพิธีนั้นผู้ปฏิญาณตนได้กล่าวคำปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ และคำปฏิญญา ๒๒ ข้อ ของท่านอัมเบดการ์ ดังนี้

    ๑. ข้าพเจ้าจะไม่บูชาพระพรหม พระศิวะ พระวิษณุต่อไป
    ๒. ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อว่าพระราม พระกฤษณะ เป็นพระเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่เคารพต่อไป
    ๓.ข้าพเจ้าจะไม่เคารพบูชาเทวดาทั้งหลายของศาสนาฮินดูต่อไป
    ๔. ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อลัทธิอวตารต่อไป
    ๕. ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้าคืออวตารของพระวิษณุ การเชื่อเช่นนั้น คือคนบ้า
    ๖. ข้าพเจ้าจะไม่ทำพิธีสารท และบิณฑบาตแบบฮินดูต่อไป
    ๗.ข้าพเจ้าจะไม่ทำสิ่งที่ขัดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า
    ๘.ข้าพเจ้าจะไม่เชิญพราหมณ์มาทำพิธีทุกอย่างไป
    ๙.ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้มีศักดิ์ศรีและฐานะเสมอกัน
    ๑๐.ข้าพเจ้าจะต่อสู้เพื่อความมีสิทธิเสรีภาพเสมอกัน
    ๑๑. ข้าพเจ้าจะปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ โดยครบถ้วน
    ๑๒. ข้าพเจ้าจะบำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศ โดยครบถ้วน
    ๑๓.ข้าพเจ้าจะแผ่เมตตาแก่มนุษย์และสัตว์ทุกจำพวก
    ๑๔. ข้าพเจ้าจะไม่ลักขโมยคนอื่น
    ๑๕. ข้าพเจ้าจะไม่ประพฤติผิดในกาม
    ๑๖. ข้าพเจ้าจะไม่พูดปด
    ๑๗. ข้าพเจ้าจะไม่ดื่มสุรา
    ๑๘. ข้าพเจ้าจะบำเพ็ญตนในทาน ศีล ภาวนา
    ๑๙. ข้าพเจ้าจะเลิกนับถือศาสนาฮินดู ที่ทำให้สังคมเลวทราม แบ่งชั้นวรรณะ
    ๒๐.ข้าพเจ้าเชื่อว่าพุทธศาสนาเท่านั้นที่เป็นศาสนาที่แท้จริง
    ๒๑.ข้าพเจ้าเชื่อว่าการที่ข้าพเจ้าหันมานับถือพระพุทธศาสนานั้นเป็นการเกิดใหม่ที่แท้จริง
    ๒๒. ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าจะปฏิบัติตนตามคำสอนของพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด

    หลังจากปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะแล้ว เขากล่าวว่า "ข้าพเจ้าเกิดมาจากตระกูลที่นับถือศาสนาฮินดู แต่ข้าพเจ้าจะขอตายในฐานะพุทธศาสนิกชน"

    คำปราศรัยในที่ประชุมปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ ของ ด.ร.อัมเบดการ์นั้น เป็นการแสดงถึงความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาของเขา ต่อมาได้มีผู้พิมพ์คำปราศรัยนี้ลงเป็นหนังสือ เป็นคำปราศรัยที่ยาวถึง ๑๒๖ หน้า ขนาด ๘ หน้ายก มีตอนหนึ่งที่ควรกล่าวถึง เช่น
    "พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอมาจากตระกูลต่างๆกัน ย่อมมีความเสมอกันเมื่อมาสู่ธรรมวินัยนี้แล้ว เหมือนมหาสมุทรย่อมเป็นที่รวมของน้ำที่ไหลมาจากแม่น้ำและทะเลต่างๆ เมื่อมาสู่มหาสมุทรแล้วก้ไม่สามารถจะแยกได้ว่าน้ำส่วนไหนมาจากที่ใด"

    "พระพุทธศาสนาเท่านั้นที่ปฏิเสธระบบวรรณะ และคนบางคนไม่มีเหตุผลจะโจมตีพระพุทธศาสนา หรือไม่มีเหตุผลมาหักล้างคำสอนของได้ ก็อ้างเอาอย่างหน้าด้านๆว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของพวกนอกวรรณะ"

    "ถ้าหากจะมีพระนามใด ที่โจษขานกันนอกประเทศอินเดียที่โด่งดัง และกล่าวกันด้วยความเคารพสักการะแล้ว จะมิใช่พระนามของพระราม หรือพระกฤษณะ แต่จะเป็นพระนาม ของพระพุทธเจ้า เท่านั้น"

    เมื่อนักหนังสือพิมพ์ถามถึงเหตุผลในการนับถือพระพุทธศาสนา เขากล่าวว่า "เพราะการกระทำอันป่าเถื่อนของชาวฮินดูที่มีต่อคนวรรณอธิศูทรเช่นเรามานานกว่า ๒๐๐๐ ปี" พร้อมกันนั้นท่านกล่าวต่อว่า "พอเราเกิดมาก็ถูกตราหน้าว่าเป็นวรรณะอธิศูทรซึ่งมีค่าต่ำกว่าสุนัข อะไรจะดีเท่ากับการผละออกจากลัทธิป่าเถื่อน ปลีกตัวออกจากมุมมืด มาหามุมสว่าง พุทธศาสนาได้อำนวยสุขให้ทุกคนโดยไม่เลือกหน้า โดยไม่เลือกว่าเป็นวรรณะกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ความจริงข้าพเจ้าต้องการเปลี่ยนศาสนาตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๙๐ แต่เหตุการณ์ยังไม่อำนวย ข้าพเจ้าขอกล่าวว่าระบบวรรณะควรจะสูญไปจากอินเดียเสียที แต่ตราบใดที่ยังนับถือพระเวทอยู่ ระบบนี้ก็ยังคงอยู่กับอินเดียตลอดไป อินเดียก็จะได้รับความระทมทุกข์ ความเสื่อมโทรมตลอดไปเช่นกัน พวกพราหมณ์พากันจงเกลียดจงชังพระพุทธศาสนา แต่หารู้ไม่ว่าพระสงฆ์ในพุทธกาล ๙๐ % เป็นคนมาจากวรรณะพราหมณ์ทั้งสิ้น ข้าพเจ้าอยากจะถามพวกพราหมณ์ในปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้น กับพวกเขาหรือ"

    อนุสาวรีย์ ดร. เอ็มเบตการ์ ที่หน้ารัฐสภาอินเดีย
    เป็นที่น่าเสียดายว่าหลังจากพิธีปฏิญาณตนเป็นชาวพุทธได้ ๓ เดือน ท่านอัมเบดการ์ได้ถึงแก่กรรม ด้วยโรคร้าย ในวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ (ในอินเดียเป็นปี ๒๕๐๐ อินเดียนับพุทธศักราชเร็วกว่าไทย ๑ ปี เช่นเดียวกับพม่า และลังกา) สร้างความยุ่งเหยิงให้กับชาวศูทรมากมาย เพราะยังไม่ทันพาพวกเขาไปถึงจุดหมาย ท่านก็มาด่วนถึงแก่กรรมไปเสียก่อน เหมือนเรือที่ขาดหางเสือ
    เมื่อท่านอัมเบดการ์ถึงแก่กรรมนั้น มีหลายท่านแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง เมื่อข่าวการมรณะกรรมของท่านแพร่ออกไป มีทั้งรัฐมนตรี นักการเมืองเดินทางมาเคารพศพ และแสดงความเสียใจแก่ภรรยาของท่านอัมเบดการ์

    นายกรัฐมนตรีเนรูห์ได้กล่าวอย่างเศร้าสลดว่า "เพชรของรัฐบาลหมดไปเสียแล้ว"
    ในวันต่อมานายกรัฐมนตรีเนรูห์ได้กล่าวไว้อาลัย ด.ร.อัมเบดการ์ และสดุดีความดีของเขาอย่างมากมาย ตอนหนึ่งเขาได้กล่าวว่า "ชื่อของอัมเบ็ดการ์ จะต้องถูกจดจำต่อไปอีกชั่วกาลนาน โดยเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อลบล้างความอยุติธรรมในสังคมฮินดู อัมเบดการ์ต่อสู้กับสิ่งที่ทุกคนเห็นว่าเป็นที่จำต้องต่อสู้ อัมเบดการ์ได้เป็นคนปลุกให้สังคมของฮินดูได้ตื่นจากความหลับ"

    และได้ให้มีการหยุดประชุมสภา เพื่อไว้อาลัยแด่ ด.ร. อัมเบดการ์ หลังจากนั้น ได้มีคนสำคัญต่างๆ และผู้ทราบข่าวการมรณกรรมของ ด.ร.อัมเบดการ์มากมาย ได้ส่งโทรเลขไปแสดงความเสียใจต่อภรรยาของอัมเบดการ์ มุขมนตรีของบอมเบย์ คือนายชะวาน ถึงกับประกาศให้วันเกิดของอัมเบดการ์ เป็นวันหยุดราชการของรัฐ เพื่อเป็นเกียรติแก่ดวงวิญญาณของท่านอัมเบดการ์
    ภรรยาของเขาต้องการจะนำศพของท่านอัมเบดการ์ ไปทำพิธียังบอมเบย์ รัฐบาลก็ได้จัดเที่ยวบินพิเศษให้ เมื่อเครื่องบินนำศพมาถึงบอมเบย์ ประชาชนหลายหมื่นคนได้มารอรับศพของอัมเบดการ์ ซึ่งมีหลายคนที่ไม่สามารถอดกลั้นความเศร้าไว้ได้ ร้องไห้ไปตามๆกัน

    ด.ร.อัมเบดการ์ ผู้เกิดมาจากสังคมอันต่ำต้อย ต่อสู้เพื่อตัวเอง เพื่อสังคม และเพื่อประเทศชาติอันเป็นส่วนรวม ตั้งแต่เกิดจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต บัดนี้ เขาได้จากไปแล้ว ทิ้งแต่ความดีเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้สรรเสริญ ชาวพุทธในอินเดียเชื่อว่า ดร.อัมเบดการ์คงยังไม่ไปไหน จะคงอยู่กับพวกเขา คอยช่วยพวกเขา เพราะอัมเบดการ์ไม่เคยทิ้งคนจน ไม่เคยลืมคนยาก ช่วยเหลือพวกเขาอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ต่อท้ายจากบทสวดสังฆรัตนะ พวกเขาจึงอ้างเอาด.ร.อัมเบดการ์เป็นสรณะด้วย โดยสวดว่า พิมพัง(ขื่อเดิมของอัมเบดการ์) สรณัง คัจฉามิ อยู่จนทุกวันนี้.
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    26,850
    ค่าพลัง:
    +33,908
    สารคดีตามรอยพระพุทธเจ้า ep.2
    ตอน "ก่อนพระพุทธศาสนาจะเกิดขี้น ชาวชมพูทวีป เขานับถืออะไรกัน?"

    ศาสนาพราหมณ์คือศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดตามประวัติศาสตร์โลก คาดว่าเกิดขึ้นก่อนพระพุทธศาสนาประมาณ ๑,๐๐๐ ปีขึ้นไป แรกเริ่มเกิดจากความเชื่อของชาวอารยันที่นับถือบูชาธรรมชาติ เพราะเชื่อว่าจะมีเทพเจ้าสถิตอยู่ตามธรรมชาตินั้นๆ เช่นเทพเจ้าฝน พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดิน น้ำ ลม ไฟ ต่อมาเมื่อถูกตั้งคำถามจากชาวบ้านว่าโลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เลยมีการเขียนคัมภีร์ขึ้นใหม่โดยสร้างเทพเจ้าองค์ใหม่ขึ้นมา นามว่า 'พระพรหม' การเกิดขึ้นของพระพรหมนี้นำมาซึ่งการแบ่งชนชั้นวรรณะของคนในสังคมอินเดีย โดยแบ่งเป็นวรรณะหลักๆได้ดังนี้

    ๏ วรรณะพราหมณ์ เกิดจากปากของพรหม ทำหน้าที่ทำพิธีกรรมและสอนศาสนา
    ๏ วรรณะกษัตริย์ เกิดจากอกของพรหม ทำหน้าที่ทำสงครามปกป้องบ้านเมือง
    ๏ วรรณะแพศย์ เกิดจากมือของพรหม ทำอาชีพเกษตรและค้าขาย
    ๏ วรรณะศูทร เกิดจากเท้าของพรหม คือกรรมกรและผู้ใช้แรงงาน

    นอกจากนี้ยังมีวรรณะอื่นๆอีกกว่า ๓,๐๐๐ วรรณะ ซึ่งเกิดจากการแต่งงานของคนที่มีวรรณะต่างกัน ลูกที่ออกมาก็จะได้ชื่อวรรณะใหม่ไปเรื่อยๆไม่รู้จบ แต่มีอยู่คำๆหนึ่งที่เอาไว้เรียกคนนอกวรรณะ คำๆนี้แปลเป็นไทยได้ว่า 'กาลากิณี' คำๆนี้คือคำว่า 'จัณฑาล!' คนจัณฑาลในสังคมอินเดียขณะนั้น ถูกกดขี่ข่มเหงทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม จนเรียกได้ว่าแทบไม่มีที่ยืน

    จนวันหนึ่งมีเจ้าชายนามว่า 'สิทธัตถะ' กำเนิดขึ้น ท่านพยายามแสวงหาพิธีหลุดพ้น ครั้นเข้าไปศึกษาที่สำนักพราหมณ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในขณะนั้นถึงสองสำนัก ศึกษาจนอาจารย์ทั้งสองสำนักต้องบอกว่าไม่มีเรื่องที่จะสอนแล้ว ทำให้ท่านตัดสินใจเข้าป่าไปแสวงหาวิธีด้วยตนเอง หกปีในป่าที่ท่านทำทุกรกริยา ทานมูลสัตว์ แม้ของตัวท่านเอง เอาโคลนทาตัวและไม่อาบน้ำเป็นปีๆ กลั้นหายใจจนหน้ามืดตาลาย ลดอาหารจนแทบเรียกได้ว่าไม่ได้เสวย จนหนังหน้าท้องติดกับกระดูกสันหลัง ใช้มือลูบตามเนื้อตัวก็มีเส้นขนหลุดติดมือมา หกปีที่ทรมาณกายอยู่อย่างนี้ จนในที่สุดท่านก็รู้ได้ว่า เส้นทางที่ดีที่สุดในการหลุดพ้น 'คือทางสายกลาง'

    ท่านตรัสรู้เป็นพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่สุด การตรัสรู้ของท่าน 'คือการตรัสรู้ซึ่งภาวะทั้งหลายภายใต้ความเป็นจริง' ศาสนาของท่านรุ่งเรืองไปในอินเดียอย่างรวดเร็ว และหลักคำสอนที่ว่า 'คนเราจะสูงต่ำก็เพราะการกระทำ ไม่ใช่เพราะชาติตระกูล' ทำให้การแบ่งชนชั้นวรรณะในสมัยนั้นเริ่มเสื่อมลง

    อีกทั้งท่านยังตรัสอีกว่า การปลุกเสก พรมน้ำมนต์ การดูดวง การเข้าทรง การทำพิธีบนบาน สะเดาะเคราห์ บูชาไฟ เป็นเดรัจฉานวิชา! , และหากการอ้อนวอนทำให้สมปรารถนาได้จริง จะมีใครในโลกเสื่อมจากอะไรได้ เพราะใครๆก็ต่างอ้อนวอนเป็น และอีกพระสูตรหนึ่งที่ว่า สุขทุกข์ไม่ได้เกิดจากผู้อื่นดลบันดาล เรียกได้ว่าทุกคำสอนช่างสวนทางกับความเชื่อในตอนนั้นเสียเหลือเกิน ทำให้พราหมณ์ในสมัยนั้นหมดทางเลี้ยงชีพกันเลยทีเดียว เพราะคนในยุคนั้นต่างหันหลังให้กับเทพเจ้าของพราหมณ์ หันมาเชื่อในเรื่องของกรรมกันอย่างแพร่หลาย จนศาสนาพราหมณ์เสื่อมถอยจนแทบตั้งตัวไม่ติด

    แต่ไม่น่าเชื่อว่าศาสนาของท่านได้ตั้งอยู่ภายในอินเดียได้เพียง ๑,๗๐๐ ปีเท่านั้น โดยสาเหตุหลักๆของการเสื่อมถอยก็ได้แก่

    ๏ กองทัพมุสลิมบุกเข้าตีอินเดียถึงสามครั้งใหญ่ วัดหลายแห่งโดนเผาจนแทบไม่เหลือซาก คนพุทธต้องอพยบไปทิเบตและแคว้นต่างๆ คนที่ไม่อบยพก็ต้องเปลี่ยนไปเป็นมุสลิมถ้าอยากมีชีวิตรอด ที่สำคัญคือคนที่หัวโล้นห่มเหลืองจะไม่มีทางเลือกใดๆ พระนับหมื่นรูปได้แต่นั่งสมาธินิ่งๆภายในวัด รอทหารมุสลิมมาตัดคออย่างอนาถ! มหาวิทยาลัยลานันทา มหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาวพุทธถูกเผาไปพร้อมกับคัมภีร์ ไฟไหม้นานสามเดือนจึงจะมอด!

    ๏ ถูกศาสนาพราหมณ์กลืนกิน ยามถูกอิทธิพลของศาสนาพุทธกลบ พราหมณ์เลยแต่งคัมภีร์ใหม่ๆออกมาเรื่อยๆ ได้รวมเทพเจ้าทุกองค์ในอินเดีย(พระพิฆเนศ,พระศิวะ ฯลฯ) รวมถึงพระพุทธเจ้าให้กลายมาเป็นศาสนาเดียวกัน โดยตั้งชื่อใหม่ว่า 'ศาสนาฮินดู' คือศาสนาของคนอินเดีย จนในขณะนั้นกลายเป็นข้อพิพาทระหว่างสองศาสนา ด้วยเนื้อหาในคัมภีร์แต่งใหม่ที่ว่า 'พระพุทธเจ้าเป็นนารายณ์อวตาลที่๙ โดยพระนารายณ์อวตาลลงมาเป็นพระพุทธเจ้าก็เพื่อหลอกล่อให้อสูรนับถือและจะได้ออกห่างไปจากคัมภีร์พระเวทย์ และพากันตกนรกพร้อมกัน!' เนื้อหาตรงนี้ทำให้คนฮินดูมองคนพุทธเป็นอสูร คนพุทธที่ไม่มั่นคงในศาสนาของตนก็เปลี่ยนไปนับถือฮินดู คนฮินดูที่แอบมีใจให้พระพุทธเจ้าก็ไม่ต้องเปลี่ยนไปนับถือพุทธ เพราะในฮินดูก็มีพระพุทธเจ้าให้ไหว้

    ๏ พระเสื่อมปฏิบัติซะเอง คือแทนที่จะออกไปแสดงธรรม กลับหลงยศหลงศักดิ์อยู่วัด คนที่มีทุกข์เลยกลับไปอ้อนวอนต่อเทพเจ้าดังเดิม อีกทั้งพระที่ไม่ศึกษาคำสอนได้นำแก่นของฮินดูเข้ามาปฏิบัติ พระหันไปปลุกเสก ทำน้ำมนต์ สะเดาะเคราะห์ ดูดวง จนพุทธแยกจากฮินดูไม่ออก กลายเป็นศาสนากึ่งไสยศาสตร์ และด้วยความที่ฮินดูมีความเป็นไสยศาสตร์เต็มตัวอยู่แล้ว มีเทพเจ้าให้เลือกมากมาย พุทธเลยหมดกำลังไปในตัว

     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    26,850
    ค่าพลัง:
    +33,908
    13/1/2561 พายุทราย สามารถเปลี่ยนกลางวันให้เป็นกลางคืนได้ เกิดที่คาซัคสถาน

    cr. Rodrigo Contreras Lopez
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 มกราคม 2018
Loading...

แชร์หน้านี้

Loading...