ทรงนิพนธ์"คือ...สายใย" พระองค์ทีฯครบ1ชันษา

ในห้อง 'ข่าวในพระราชสำนัก' ตั้งกระทู้โดย MBNY, 26 เมษายน 2006.

  1. MBNY

    MBNY Administrator ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2003
    โพสต์:
    6,802
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +22,294
    <TABLE cellSpacing=5 cellPadding=1 width="100%"><TBODY><TR><TD>ทรงนิพนธ์"คือ...สายใย" พระองค์ทีฯครบ1ชันษา

    </TD><TD vAlign=top align=right>
    </TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=5 cellPadding=1 width="20%" align=left border=0><TBODY><TR bgColor=#f8b8cb><TD>[​IMG]
    สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชทานภาพชุดล่าสุดซึ่งถ่ายทอดพระจริยาวัตรอันงดงามยิ่งของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ซึ่งทรงเจริญพระชันษา 1 ปี ในวันที่ 29 เมษายน 2549

    </TD></TR></TBODY></TABLE>พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ฯทรงพระนิพนธ์ "คือ..สายใย" ถ่ายทอดพัฒนาการพระองค์เจ้าทีปังกรฯ ในโอกาสพระชันษาครบ 1 ปี เผยทรงโปรดพระบิดาอุ้ม ฟังเพลง เสวยน้ำส้ม ทรงเลี้ยงโอรสด้วยวิธีประยุกต์ความรู้สมัยใหม่กับภูมิปัญญาไทย



    *หมายเหตุ* : เนื่องในวโรกาสที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ทรงเจริญพระชันษา 1 ปี ในวันที่ 29 เมษายน 2549 นิตยสารแพรวและนิตยสาร Real Parenting ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชทานภาพชุดล่าสุด ซึ่งถ่ายทอดพระจริยาวัตรอันงดงามยิ่งของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ พร้อมพระนิพนธ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ มาเผยแพร่ในนิตยสารแพรว ฉบับ 26 เมษายน 2549 และนิตยสาร Real Parenting ฉบับ พ.ค.2549


    [​IMG]


    คือ..สายใย

    พระนิพนธ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ




    เผลอแป๊บเดียว พระองค์ทีฯ มีพระชันษาเกือบขวบแล้ว ทรงมีพระสุขภาพแข็งแรงมาก ทรงมีความพยายามที่จะประทับยืนด้วยพระองค์เอง เป็นช่วงที่เรียกว่าเริ่มตั้งไข่ อีกอย่างในวัยนี้ เป็นวัยแห่งการค้นหา จึงโปรดการใช้พระหัตถ์และนิ้วพระหัตถ์แหย่หรือไชของต่างๆ เช่น ปลั๊กไฟ จึงต้องระวังมากๆ

    ท่านทรงมีพัฒนาการดีมาก ตอนนี้รับสั่งคำว่า "แม่" ได้ชัดเจนแล้ว เวลาที่ทรงเห็นว่าแม่ไม่สนพระทัย ท่านจะทำพระเนตรละห้อย และมีรับสั่งเรียกด้วยพระสุรเสียงดังชัดเจน เหมือนจะทรงเตือนแม่ว่า "อย่าลืมว่ามีลูกอยู่ตรงนี้นะ" เพราะฉะนั้น เวลาที่อยู่กับพระองค์ทีฯจึงต้องให้ความสนพระทัยท่านตลอดเวลา ต้องเล่นกับท่าน อ่านหนังสือให้ท่านฟัง และร้องเพลงให้ท่านฟัง ท่านทรงพระสำราญมากที่สุด เวลาที่ท่านได้ประทับอยู่กับทูลกระหม่อมพ่อและแม่พร้อมๆ กัน โดยเฉพาะเวลาที่ทูลกระหม่อมพ่อทรงเล่นด้วย ทรงอุ้มท่านแล้วให้ลอยตัวเหมือนเครื่องบิน ท่านจะโปรดมากที่สุด พระสรวลเสียงดังมาก

    [​IMG]
    ท่านทรงติดทูลกระหม่อมพ่อมาก เวลาที่ทูลกระหม่อมพ่อทรงอุ้ม ท่านจะไม่สนพระทัยใครเลย แม้แต่แม่ แต่ถ้าไม่มีทูลกระหม่อมพ่อ ก็เป็นแม่อยู่ดี เหมือนทรงทราบว่า แม่เป็นของตายแน่นอน ตัวอย่างที่เห็นอย่างชัดเจน คือท่านจะทรงตื่นเต้น ดีพระทัย และทรงกระโดดทุกครั้ง เมื่อเสด็จผ่านแถวทหารกองเกียรติยศ เพราะโปรดฟังเสียงแตรจากกองทหารเกียรติยศ

    นอกจากนี้ พระองค์ทีฯยังโปรดที่จะทักทายบุคคลเข้าเฝ้า ไม่เคยแสดงพระอาการตื่นคนแปลกหน้าเลยสักนิด อาจจะเป็นเพราะมีคนเข้าเฝ้าท่านเยอะมากตลอดเวลา ตั้งแต่ท่านแรกประสูติ ทำให้ท่านไม่ทรงกลัวคนแปลกหน้า หรืออาจจะพูดได้ว่า ท่านทรงโปรดการรับแขกก็ได้ อย่างเช่นเวลามีใครมาเข้าเฝ้า ท่านจะทรงโบกพระหัตถ์ทักทาย และรับสั่งด้วย แต่เป็นภาษาเด็ก เวลาที่พาท่านตามเสด็จฯในงานต่างๆ ท่านจะทรงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทรงทักทายแขกในงานได้เป็นอย่างดี ทรงมีพระอารมณ์ดีเวลาที่อยู่ท่ามกลางผู้เข้าเฝ้า แม้ถึงเวลาที่จะต้องบรรทมก็จะต้องฝืนพระองค์จนจบพระภารกิจ

    [​IMG]

    ตอนนี้ท่านทรงทราบและทรงจำพี่เลี้ยง พยาบาล แพทย์ หรือข้าราชบริพารที่ถวายงานท่านได้ เวลาที่ใครจะทูลลาหรือท่านทรงโปรดพักผ่อน ท่านจะโบกพระหัตถ์ให้ คล้ายๆ ท่าทางบ๊ายบาย พัฒนาการของพระองค์ทีฯที่เกิดขึ้น เราทำบันทึกใส่ลง "เบบี้บุ๊ก" ด้วยตัวเอง แต่เลือกบันทึกเฉพาะทุกอย่างที่เป็นครั้งแรกในชีวิตของลูก พยายามที่จะบันทึกในรายละเอียด ก็ทำได้บ้าง แต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะปกติแล้วคุณหมอและพยาบาลที่ถวายการดูแลท่าน จะมีสมุดบันทึกอย่างละเอียดในทุกเรื่องของท่านอยู่แล้ว เวลาเราอยากทราบก็ขออ่านจากคุณหมอ

    [​IMG]

    ตอนนี้เราให้ความสำคัญกับการอ่านหนังสือถวายพระองค์ทีฯมากที่สุด ทุกคนคงทราบว่า การอ่านหนังสือให้เด็กฟังตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ขวบ จะเป็นการเสริมสร้างพัฒนาการทั้งด้านสติปัญญาและอารมณ์ รวมถึงการเล่านิทานด้วย เพราะจะทำให้เด็กมีจินตนาการด้วยตนเอง ผู้ใหญ่หลายคนบอกว่า การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง นอกจากแม่และลูกจะได้ใกล้ชิดกันแล้ว ลูกยังจะซึมซับการใช้คำและภาษาต่างๆ โดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสที่จะอบรมสั่งสอนลูกโดยผ่านการอ่านหนังสือไปด้วยในตัว แล้วที่ยังทำอยู่เป็นประจำ ตั้งแต่พระองค์ทีฯ แรกประสูติ คือการเปิดเพลงถวายให้ท่านฟัง ในเวลาก่อนบรรทม ซึ่งก็จะเป็นเพลงเบาๆ เพื่อทำให้ท่านผ่อนคลายและสงบก่อนที่จะบรรทม เราว่าได้ผลดีมากทีเดียว

    พระองค์ทีฯโปรดเสียงดนตรี เราเชื่อว่าเสียงดนตรีทำให้ท่านเป็นเด็กที่ร่าเริง และมีพระอารมณ์แจ่มใสตลอดเวลา เพลงที่ยังเป็นเพลงประจำของท่านคือ "อิ่มอุ่น" และ "little happiness" อ้อ! ตอนนี้มีเพลง "คือ...สายใย" ซึ่งเป็นเพลงประจำโครงการสายใยรักจากแม่สู่ลูก ที่มีคุณดี้ (นิติพงษ์ ห่อนาค) เป็นผู้แต่งคำร้อง และมีคุณเบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) เป็นผู้ร้อง พระองค์ทีฯฟังแล้วก็โปรดมาก เพราะเป็นเพลงที่เบาๆ สบายๆ และฟังดูอบอุ่น สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกผ่านน้ำนมแม่ อยากให้ลองไปหาฟังดูกัน คิดว่าทุกคนน่าจะชอบ เพราะฟังแล้วรู้สึกสบายจริงๆ

    เคยให้สัมภาษณ์ตั้งแต่ก่อนประสูติพระองค์ทีฯว่า "หากไม่มีปัญหาอะไรจะให้นมลูกเอง ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้" ตอนที่ตั้งท้อง เราทั้งอ่านหนังสือมาก คุยกับคนที่มีประสบการณ์ก็มาก อีกอย่างในครอบครัวของเราเอง คุณแม่ก็เลี้ยงลูกทุกคนด้วยนมแม่มาตลอด เห็นคุณค่าและประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มาก ไม่ว่าจะทางด้านร่างกาย อารมณ์ หรือจิตใจ เห็นได้อย่างชัดเจนว่าความสัมพันธ์อันอบอุ่นระหว่างแม่และลูกจะเริ่มที่การให้ลูกดูดนมจากอกแม่เอง จึงตั้งใจไว้เลยว่า ถ้าเรามีลูก และถ้าไม่มีปัญหาอะไร เราจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เอง

    ในระหว่างที่ตั้งท้องเราให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การดูแลด้านโภชนาการ การรักษาอารมณ์ และการทำจิตใจให้ผ่องใส ทำให้เรามีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีมาก ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของคนที่จะเป็นแม่ เมื่อคลอดพระองค์ทีฯแล้ว คุณหมอและพยาบาลได้ให้ความรู้และสอนวิธีการให้นมลูกที่ถูกต้อง คือดูดเร็ว ดูดบ่อย และดูดถูกวิธี จึงทำให้มีปริมาณน้ำนมมากพอที่จะเลี้ยงลูกได้ตามที่ตั้งใจไว้ และเมื่อให้ลูกดูดนมบ่อยมากขึ้น ปริมาณน้ำนมก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ

    ตอนที่ประสูติพระองค์ทีฯช่วงแรก ยอมรับว่ากังวลใจมากว่าจะมีน้ำนมให้ลูกพอไหม น้ำนมที่มีจะมีคุณภาพดีหรือไม่ ตอนให้นมลูกแรกๆ ก็เก้ๆ กังๆ ทำอะไรไม่ถูก หรืออื่นๆ อีกร้อยแปดประการที่คุณแม่มือใหม่จะต้องเผชิญ ทุกๆ อย่างที่เกี่ยวกับลูกเป็นเรื่องที่ชวนให้กังวลใจทั้งสิ้น การอ่านหนังสือทุกชนิดที่เกี่ยวกับการเลี้ยงลูก การพูดคุยปรึกษาหารือกับผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อนแล้ว หรือการขอข้อแนะนำจากคุณหมอที่ถวายงาน ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างความมั่นใจในเบื้องต้น

    [​IMG]
    แต่ที่สำคัญที่สุดคือเราเลี้ยงพระองค์ทีฯแบบสังเกตพระอาการและปรับทุกๆ อย่างให้เข้ากับลูกเป็นหลัก เราจึงไม่ได้เคร่งครัดตามตำราเลี้ยงเด็กร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ประยุกต์ความรู้สมัยใหม่กับภูมิปัญญาเดิมๆ ที่คิดว่าเหมาะสมกับพระองค์ทีฯ อย่างเช่น เวลาพระองค์ทีฯมีอาการพระนาภีอืด เราก็ถวายยามหาหิงคุ์เพื่อทาพระนาภีให้ท่าน เหมือนเมื่อตอนที่เราเด็กๆ เวลาท้องอืด ท้องเฟ้อ คุณแม่ก็เอามหาหิงคุ์มาทาท้อง ทามือ ทาเท้าให้ แล้วก็ยังได้ผลเหมือนเดิม เพราะฉะนั้น สำหรับคุณแม่มือใหม่ทั้งหลาย ขอเพียงแต่ตั้งใจว่าจะเลี้ยงลูก ดูแลลูกอย่างใกล้ชิด อยู่กับลูกให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ สังเกตอาการและความต้องการของลูก แล้วปรับประยุกต์ทุกเรื่องเข้ากับความต้องการของลูก อย่างเป็นไปตามธรรมชาติ รับรองว่าแล้วจะดีเอง



    พระองค์ทีฯได้เสวยนมแม่จนมีพระชันษาได้ 7 เดือน ตอนนี้จึงมีการถวายพระกระยาหารเสริมด้วย จะมีรายการอาหารที่จัดถวายโดยแพทย์และพยาบาล เพียงแต่เราจะขอดู และอาจจะเปลี่ยนแปลงในบางรายการที่เห็นว่าท่านควรจะได้เสวยแล้วในช่วงที่ท่านมีอายุเท่านี้ หรืออยากให้ท่านได้ลองอาหารต่างๆ ดูบ้าง เพื่อให้ทรงคุ้นเคย แต่ดูเหมือนท่านจะโปรดเครื่องเสวยทุกประเภท ที่โปรดมากคือ น้ำส้มคั้นสดๆ แล้วก็โปรดที่จะเสวยจากแก้ว ตอนนี้พยาบาลถวายน้ำให้ท่านเสวยจากแก้วได้บ้างแล้ว ก็พยายามหัดให้ท่านเสวยแบบผู้ใหญ่ แต่เวลาที่ท่านกำลังเสวย แม่ต้องหลบไปก่อน เพราะถ้าท่านทอดพระเนตรเห็นแม่แล้วจะไม่เสวย จะต้องให้แม่เล่นด้วย หรือต้องให้อุ้มท่านตลอดเวลา ซึ่งจะเป็นอุปสรรคในการเสวยของท่านมาก ทำให้ต้องใช้เวลานานกว่าปกติ ท่านจึงจะอิ่ม

    การถวายพระกระยาหารเสริมก็อาศัยจากการอ่านหนังสือ การคุยกับคนที่มีประสบการณ์ หรือถามผู้ใหญ่เช่นกัน แต่ก็อย่างที่เขียนเล่าไว้ตั้งแต่ตอนแรก คือ เราเลี้ยงลูกแบบสังเกตอาการ สังเกตว่าท่านโปรดหรือไม่โปรดอะไร แล้วจัดถวายท่านตามนั้น ทั้งนี้ โดยยึดคำแนะนำของคุณหมอและพยาบาลที่ถวายการดูแลท่านด้วย

    คงต้องยอมรับว่า ในสังคมปัจจุบันนี้ ความจำเป็นทางด้านเศรษฐกิจ หน้าที่การงาน ทำให้แม่ต้องรีบกลับเข้าทำงานหลังคลอด ทราบว่าบางคนกลับเข้าทำงานตั้งแต่ลูกมีอายุเพียงเดือนเดียว ทั้งๆ ที่เรามีกฎหมายให้ลาคลอดได้ถึง 3 เดือน แต่ด้วยความจำเป็นที่ต้องการรายได้มาดูแลครอบครัวเพิ่มเติม ทำให้ลูกต้องหย่านมเร็วขึ้น ด้วยเหตุนี้เราจึงคิดว่าหน่วยงานใดที่สามารถสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้โดยทางใดทางหนึ่งที่น่าจะทำ อย่างเช่น การอำนวยความสะดวกแม่โดยการมี "มุมปั๊มนม" เก็บกลับบ้าน หรือถ้าเป็นไปได้มีสถานรับเลี้ยงเด็กในที่ทำงาน เราเคยไปดูงานมาหลายที่ เห็นว่าหลายหน่วยงานเขามีสถานรับเลี้ยงเด็ก เพื่อเป็นสวัสดิการให้แก่เจ้าหน้าที่ เวลาที่แม่มาทำงานตอนเช้าก็อุ้มลูกมาฝากที่ "เดย์แคร์" ตอนพักกลางวันก็มาให้นมลูกได้ มาดูแลเล่นกับลูกได้ แล้วตอนเย็นก็รับกลับบ้านพร้อมกัน หรือบางทีแม่ทำงานในเดย์แคร์ เลี้ยงลูกตัวเองไปด้วย ดูแลเด็กคนอื่นในเดย์แคร์ไปด้วย ดูแล้วก็ไม่ยากที่จะนำไปปฏิบัติในแต่ละหน่วยงาน เพียงแต่ต้องร่วมมือและช่วยเหลือกันจริงๆ

    ตรงนี้ไม่อยากให้คิดว่าฝ่ายใดเสียประโยชน์ เพราะจริงๆ แล้วได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งเจ้าหน้าที่และหน่วยงาน ในตัวเจ้าหน้าที่ที่เป็นแม่ก็รู้สึกสบายใจ เพราะอย่างไรเสียก็มีลูกอยู่ใกล้ๆ แวบไปดูลูกได้ตลอดเวลา ความกังวลใจก็หมดไป สมาธิในการทำงานก็มีมากขึ้น แถมยังรู้สึกดีต่อหน่วยงานอีกที่คอยอำนวยความสะดวกในเรื่องการเลี้ยงลูกให้ด้วย คนเราถ้าจิตใจสบาย ไม่มีความกังวลใจในเรื่องส่วนตัว การปฏิบัติหน้าที่ก็จะทำอย่างเต็มที่ ในเวลาเดียวกันหน่วยงานก็ได้รับผลดีจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เช่นเดียวกัน งานนี้เรียกได้ว่า มีแต่คนได้ ไม่มีใครเสียเลย



    บทบาทของคุณพ่อ ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ที่มีผลต่อการสนับสนุนและให้กำลังใจแม่ ให้แม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้นานที่สุด เราเองมีสมเด็จพระบรมฯ ที่พระราชทานกำลังใจและทรงสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มาตั้งแต่เริ่มแรก พระองค์ท่านทรงให้ความสำคัญในทุกเรื่อง ตั้งแต่การคัดเลือกคณะแพทย์ พยาบาล การสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การถวายพระกระยาหารเสริม ตลอดจนการพัฒนาการในทุกด้านของพระองค์ทีฯ พระองค์ท่านยังทรงคอยห่วงใย พระราชทานคำแนะนำต่างๆ ตลอดจนพระราชทานความรัก และความเข้าใจ ซึ่งถือว่าสำคัญมากๆ สำหรับเรา เพราะฉะนั้น กำลังใจ ความรัก และความเข้าใจ จากคุณพ่อจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดสำหรับคุณแม่

    นอกจากนี้ ก็มีข้าราชบริพารต่างๆ เราทราบว่าพวกเขาทุกคนมีความเสียสละอย่างมาก ในการถวายงานเจ้านายทุกพระองค์ให้ทรงงานได้เป็นอย่างดี จึงคิดว่าถ้าเราไม่ดูแลคนของเราให้ดีก่อนแล้ว เราก็ไม่สามารถจะดูแลหรือช่วยเหลือคนอื่นได้อย่างเต็มที่ สมเด็จพระบรมฯท่านทรงพระราชทานพระราโชบายในการดูแลข้าราชบริพารในพระองค์ว่า "เราต้องดูแลคนในบ้านของเราให้ดี ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี แล้วจึงขยายผลไปสู่สังคมภายนอก"

    เรายึดถือหลักการนี้ในการปฏิบัติมาโดยตลอด เราเห็นได้ด้วยตัวเองว่า พัฒนาการที่ดีของพระองค์ทีฯ มาจากการเลี้ยงดูที่ถูกต้อง ถูกวิธีตั้งแต่การดูแลตัวเองในระหว่างการตั้งครรภ์ การให้นมแม่ การดูแลท่านอย่างใกล้ชิดด้วยความรัก ความอบอุ่น เรามีข้าราชบริพารที่ลาคลอดหลายคน และเมื่อครบกำหนดการลา เขาต้องกลับมาทำงานตามระเบียบ เราแอบสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเขา บางคนมีอาการเหม่อลอย หลงๆ ลืมๆ ไม่มีสมาธิในการทำงาน คงเหมือนกับเรานั่นแหละ ที่จิตใจพะวงคิดถึงลูกตลอดเวลา คิดว่าลูกจะเป็นอย่างไร กำลังทำอะไรอยู่ กำลังทาน กำลังเล่น หรือกำลังนอน เราเลยคิดว่าจะทำอย่างไรให้แม่มีโอกาสเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เองนานที่สุด และให้แม่ใกล้ชิดลูกมากที่สุด โดยไม่กระทบต่อการทำงาน

    เราได้ข้อคิดจากผู้ใหญ่หลายท่านว่า การทำงานต้องลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ต้องตั้งใจและมีความมุ่งมั่น เราพยายามที่จะเรียนรู้การทำงานจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการโครงการ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิและมากด้วยประสบการณ์ หรือจากเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนในการสนับสนุน เราเชื่อว่าโครงการต้องประสบความสำเร็จตามความคาดหวังอย่างแน่นอน เพราะเห็นความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่ายแล้ว ชื่นใจจริงๆ

    อาจมีคนกังวลว่าเราจะแบ่งเวลาอย่างไร ทั้งเรื่องงาน เรื่องเรียนปริญญาโท และเรื่องดูแลพระองค์ทีฯ เคล็ดลับคือพยายามทำให้ทุกเรื่องเป็นเรื่องเดียวกัน มีผู้ใหญ่บอกว่า "ถ้าเราทำในเรื่องที่เรารัก แล้วเราจะทำได้อย่างมีความสุข" ซึ่งก็จริง ตอนนี้ทุกอย่างที่กำลังทำจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของครอบครัวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนหรือเรื่องการทำงานโครงการ เพราะที่กำลังเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็เรียนเกี่ยวกับการพัฒนาการเด็กและครอบครัว ตอนนี้อยู่ในระหว่างการเริ่มทำวิทยานิพนธ์ ก็คงทำเกี่ยวกับโครงการสายใยรักฯ นี่แหละ เพราะการทำงานโครงการก็เกี่ยวกับเรื่องการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว และทั้งหมดก็นำมาปรับใช้กับพระองค์ทีฯ เราก็คงเหมือนพ่อแม่คนอื่นๆ นั่นแหละ เวลาที่มีลูกแล้ว ทำอะไรก็จะคิดถึงลูก เตรียมทุกอย่างไว้ให้ลูก เพราะฉะนั้น เป้าหมายของการทำทุกเรื่องจึงมีพระองค์ทีฯเป็นศูนย์กลาง และที่สำคัญที่สุด เราคนเดียวไม่สามารถทำทุกอย่างให้ลูกได้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ สมเด็จพระบรมฯท่านต้องพระราชทานแนวคิด แนวทางการปฏิบัติ และกำลังใจให้อยู่ตลอดเวลา เรียกว่าเรามีสมเด็จพระบรมฯอยู่เบื้องหลังทุกๆ ด้าน

    ดังนั้น จึงบอกได้เลยว่า คุณพ่อมีบทบาทมากและสำคัญพอๆ กับแม่ ในการเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดี มีคุณภาพในสังคม


    [​IMG]


    *วันประสูติ 29 เมษายน 2548

    พระน้ำหนัก 9,130 กรัม

    พระส่วนสูง 74.5 เซนติเมตร

    ท่าประจำพระองค์ ประทับนั่งท่าพับเพียบแบบญี่ปุ่น

    ทรงโปรด

    เวลาพระบิดาทรงอุ้มแล้วให้ลอยตัวเหมือนเครื่องบิน, เสียงแตรจากกองทหารเกียรติยศ, การรับแขก, เล่นทรายที่ชายหาดหัวหิน, โยนลูกบอลและทรงคลานไปเก็บเอง

    น้ำส้มคั้นสดเสวยจากแก้ว

    เพลงโปรด อิ่มอุ่น, little happiness, คือ...สายใย



    [​IMG]

    <CENTER>[​IMG]</CENTER>



    [​IMG]


     

แชร์หน้านี้

Loading...