ทางสายกลางที่ถูกต้อง ไม่ใช่ง่ายๆ สบายๆ และลัดสั้น

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ธรรมภูต, 22 เมษายน 2013.

  1. ธรรมภูต

    ธรรมภูต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    3,621
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +2,192
    สืบเนื่องมีกลุ่มปฏิบัติธรรมที่เก้อ-ยากมาก มีมารยาทงาม พูดจาสุภาพเรียบร้อย วางภาพตนเองให้เป็นไปอย่างนั้น ด้วยการเก็บกด อดทนบนความกลัวเสียหน้า โดยไม่นำพาว่า พระพุทธวจนะของพระพุทธองค์จะเศร้าหมอง เสียหายไปจากความเป็นจริง ทำให้ผู้ปฏิบัติห่างไกลไปจากมรรคผลนิพพาน อันมีโอกาสที่ผู้ปฏิบัติจะเข้าใกล้ ถ้าเข้าใจในมัชฌิมาปฏิปทา หรือ อัฏฐังคิโก มัคโคได้ถูกต้องตามความเป็นจริง

    แต่กลุ่มปฏิบัติธรมกลุ่มนี้ มักชอบแอบอ้างพระสูตรที่นำมาจากไหนก็ไม่รู้ โดยพระสูตรเหล่านั้น มักจะมีวงเล็บประกอบจากความคิดเห็นส่วนตัวเข้าไปด้วย ทั้งที่เป็นความคิดเห็นที่หลงผิดไปจากความเป็นจริง เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงพระพุทธพจน์ในพระสูตรที่ทรงตรัสไว้ดีแล้วนั้น จึงได้วงเล็บความคิดเห็นที่หลงผิดส่วนตัวลงไปด้วย เรื่องแรกนั้น เรื่อง "อุเบกขาธรรม" ที่ได้ผ่านตาไปบ้างแล้ว เรื่องต่อมา คือ เรื่อง "รู้เห็นได้ โดยไม่ต้องผู้รู้ก็ได้" เรื่องนี้เป็นซีรี่ย์ที่ต้องว่ากันยาว เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงธรรม(โอกาสต่อไป)

    ส่วนที่ดราม่าเอามากๆในขณะนี้ คือ เรื่องทางสายกลางอันยิ่งใหญ่ ในความเข้าใจของกลุ่มปฏิบัติธรรมกลุ่มนั้น ถึงกับยกให้ "ทางสายกลาง" เป็นเรื่องที่พ้นสมมุติไปแล้ว เพราะเชื่อกันไปเองว่า ไม่ตกอยู่ในทวินิยม เพราะอะไร? เพราะเข้าใจผิดกันไปเอง จากคำแปลที่ว่า"ทางสายกลาง" เป็นทางอันอยู่ตรงกลางพอดิบพอดี(กลางจริงๆ) ไม่ซ้าย ไม่ขวา เป็นสภาวะธรรมที่สุดยอด กลางๆ ง่ายๆ สบายๆ และลัดสั้น ไม่ตกอยู่ในทวินิยม แสดงว่า มีความสุดยอดยิ่งกว่าพระนิพพานเสียอีก เป็นความเข้าใจผิดของกลุ่มปฏิบัติธรรมกลุ่มนั้น เพราะพระนิพพานเอง เมื่อถูกกล่าวถึงในโลก ก็ยังตกอยู่ในทวินิยมเลย

    เรามาพิจารณากันให้ชัดๆกับคำว่า "ทางสายกลาง" ซึ่งมีพระบาลีรจนาไว้อย่างชัดเจนว่า "มัชฌิมาปฏิปทา อัฎฐังคิโก มัคโค" ตามความหมายที่ถูกต้องแท้จริงนั้น คือ ทางที่ต้องมีปฏิปทา(การปฏิบัติตน)ในการปฏิบัติธรรมให้อยู่ด้วยความกลางๆพอดีเฉพาะตนเท่านั้น ไม่เข้าใกล้ ที่สุดทั้ง ๒ อย่าง คือ ไม่หนักไปในทางที่ทำตนให้เหนื่อยเปล่า(อัตตกิลมถานุโยค)๑ ไม่หนักไปในทางทำตนให้ติดสุข ที่ติดอยู่ในความง่ายๆ สบายๆและลัดสั้น(กามสุขัลลิกานุโยค)๑

    แม้แต่ "มัชฌิมาปฏิปทา มรรค" ที่ผู้ปฏิบัติตนอยู่ในธรรมนั้น มัชฌิมาปฏิปทาของแต่ละคน ก็ยังมีไม่เท่ากันเลย เพราะเหตุที่ ต่างธาตุ ต่างธรรม ต่างวาระ ต่างจริต ต่างนิสัย ฯลฯ แต่คำว่า "มัชฌิมาปฏิปทา มรรค" นั้น กลับถูกนำมาใช้ไปในแบบผิดๆ เพราะมีการแปลของท่านอรรถกถาจารย์ แบบอุปมาอุปมัยขึ้น เพื่อต้องการให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น แปลว่า "ทางสายกลาง" ทั้งที่ในความหมายของผู้แปลนั้น เพียงเพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่า ในครั้งกระนั้น(พุทธกาล) มีการปฏิบัติธรรมที่หนักไปในทางที่สุด ๒ ฝั่ง คือ ทรมานตนให้เหนื่อยเปล่า๑ ติดสุขอยู่ในฌานสมาบัติ๑ เมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้เองโดยชอบด้วยพระองค์เองแล้ว จึงได้ประกาศตน เรื่องแรกที่ทรงประกาศธรรมออกไปคือ "มัชฌิมาปฏิปทา อัฏฐังคิกมรรค" ให้ปรากฏในตอนนั้น ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ ไม่เข้าไปใกล้ที่สุด ๒ อย่าง ที่มีอยู่ในขณะนั้น กลับกลายพันธุ์ไปเป็น เรื่อง"ทางสายกลาง" ที่อุปมาอุปมัยกันไปเอง ตามชอบใจให้ดูยิ่งใหญ่ เพราะ เป็นความเป็นกลางแบบคิดเองเออเอง ง่ายๆ สบายๆ และลัดสั้น

    ในครั้งกระนั้นพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า "ปฏิปทาสายกลาง" ก็คือ "มัชฌิมาปฏิปทา" คือ อริยมรรค อัฏฐังคิกมรรค เอกายโนมรรค ไม่มีคำว่ามัชฌิมามรรคเลยในพระสูตร ฉะนั้นมรรคเหล่านั้นจึงยังเป็นทวินิยม อย่าลืมว่า อริยมรรคดังกล่าว เป็นทางเดินของจิตที่นำไปสู่ความเป็นอริยบุคคล เป็นเพียงเครื่องมือไว้ให้ใช้สอยจนเกิดความชำนิชำนาญจนกลายเป็น "มัคคสมังคี" ไป ไม่ใช่ทางสายกลางในแบบที่หลงผิดเข้าใจกันไปผิดๆว่า "เป็นธรรมที่อยู่ตรงกลางพอดิบพอดี หรือ ธรรมอันเป็นกลางๆ" ง่ายๆ สบายๆ และลัดสั้น นั้นเป็นเพียงความฝันที่นึกคิดกันไปเองว่า เป็นสุดยอดแห่งธรรมที่เป็นกลางๆแล้วเท่านั้น

    สุดท้ายนี้ จากใจผู้เขียนบทความนี้ เพื่อเป็นการเปิดธรรมทัศน์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ถูกผิดพิจารณากันเอาเอง เพราะเรื่องของการปฏิบัติธรรมนั้น ย่อมต้องผ่านการรู้ผิดรู้ถูกกันมาแล้วทั้งนั้น ผิดคือผิด ถูกคือถูก ควรตรวจสอบ สอบสวน เทียบเคียง ถกเถียงกันไป เพื่อค้นหาสัจจธรรมความถูกต้องที่ตริตรองตามได้ หนักนิดเบาหน่อยพออภัยกันได้ก็อภัยกันไป ไม่มีใครที่ไม่เคยโง่ ล้วนโง่มาก่อนแล้วทั้งนั้น

    เมื่อรู้ว่าตนเองผิด(โง่) ต้องหัดยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น แต่ปรากฏว่าในบอร์ดนี้ ยากนักที่จะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นกัน เพราะความหลงผิดคิดไปเองว่า ตนเองนั้นมีภูมิธรรมสูงส่งไม่มีทางผิดไปได้หรอก ยิ่งระยะนี้มีพวกอริยติดตั้ง ตราตั้ง แต่งตั้งกันเองมากจนจำไม่ไหว จึงเป็นเหตุให้ต้องมีการกระแทกกันแรงๆ ด้วยภาษาที่ไม่ไพเราะชวนฟังนัก เป็นธรรมดาอย่างมาก ขนาดกระแทกแรงๆไปอย่างนั้น มันยังไม่มีสำนึกรู้สึกในความหลงผิดคิดไปของตนเลย...

    เจริญในธรรมทุกๆท่าน
     
  2. ผ่านมาเฉยๆ

    ผ่านมาเฉยๆ ไรเซ็นมันพูดว่าอะไรหว่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    947
    ค่าพลัง:
    +1,210
    อ่านแล้วนึกถึงบท ธรรมจักกัปปวัตนสูตร เลยแฮะ
    นึกถึงตอนที่พระพุทธองค์ทรงนั่งกำหนดอานาปานสติตลอดรุ่งแล้วบรรลุธรรมตอนใกล้รุ่งเลย
     
  3. somchai_eee

    somchai_eee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    332
    ค่าพลัง:
    +413
    ไม่นึกว่าจะตรงได้ขนาดนี้...

    สัจจะมากหลายต่าง ๆ กัน เว้นจาก
    สัญญาว่าเที่ยงเสีย ไม่มีในโลกเลย ก็สมณ-
    พราหมณ์ทั้งหลายมากำหนดความคาดคะเน
    ทิฏฐิทั้งหลาย (ของตน) แล้ว จึงกล่าวทิฏฐิ
    ธรรมอันเป็นคู่กันไป จริง ๆ เท็จ.
    บุคคลเจ้าทิฏฐิ อาศัยทิฏฐิธรรม
    เหล่านี้ คือ รูปที่ได้เห็นบ้าง เสียงที่ได้ฟัง
    บ้าง อารมณ์ที่ได้ทราบบ้าง ศีลและพรตบ้าง
    จึงเป็นผู้เห็นความบริสุทธิ์ และตั้งอยู่ในการ
    วินิจฉัยทิฏฐิแล้วร่าเริงอยู่ กล่าวว่า ผู้อื่นเป็น
    คนเขลาไม่ฉลาด.
    บุคคลเจ้าทิฏฐิย่อมติเตียนบุคคลอื่น
    ว่าเป็นผู้เขลา ด้วยทิฏฐิใด กล่าวยกตนว่าเป็น
    ผู้ฉลาดด้วยลำพังตน ย่อมติเตียนผู้อื่นกล่าว
    ทิฏฐินั้นเอง บุคคลยกตนว่าเป็นคนฉลาด
    ด้วยทิฏฐินั้น.
    ชื่อว่าเจ้าทิฏฐินั้นเต็มไปด้วยความ
    เห็นว่าเป็นสาระยิ่ง และมัวเมาเพราะมานะ
    มีมานะบริบูรณ์ อภิเษกตนเองด้วยใจว่า เรา
    เป็นบัณฑิต เพราะว่าทิฏฐินั้น ของเขา
    บริบูรณ์แล้วอย่างนั้น.
     
  4. บุคคลทั่วไป 3 คน

    บุคคลทั่วไป 3 คน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,938
    ค่าพลัง:
    +1,253
    เอาหน่า " ทำมาปู๊ดดด " อย่างน้อย ก็ดีกว่า " ทำมาปู๊ดดดด "
    ไปสร้างคำใหม่ ขึ้นมาใช้เอง ใช้คำว่า " อุเบกขาธรรม " อะไร
    ก็ไม่รู้ ของศาสนาไหนก็ไม่รู้ แอบแฝงลัทธฺคำสอนใดก็ไม่รู้ เอา
    มา กลบปรมัตถธรรม ที่เขาใช้กันอยู่ว่า " นิพพาน "

    ทำเกือบสำเร็จ เลยนะ

    เลห์ชะ บุญ ผม แกล้งกล่าวว่า พระไตรปิฏกมีแต่ อุเบกขาเวทนา
    กับ อุเบกขาในพรหมวิหาร

    ความที่ " ทำมาปู๊ดดด " เก่งแต่เรื่อง ภาษาศาสตร์ แล้ว คอยสอดส่อง
    หาคำพูดที่คนอื่นยังไม่ได้ยกขึ้นมาพูด ก็เลย ตกหลุมพลางของผม
    ที่เจาะช่อง เว้นการกล่าว อย่างง่ายดาย

    เรียกว่า ขึ้นต้นเป็น "อุเบกขาธรรม" ลงท้ายมาเปลี่ยนเป็นคำว่า "อุเบกขาโพชฌงค์"

    เรียกว่า แปลกดีที่ถูกหลอกได้ง่ายปานนั้น เพราะ หากให้ ทำมาปู๊ดดด
    กล่าว อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ในคุณลักษณะของ โลกุตรธรรมที่เป็นส่วนพ้นโลกแล้ว

    ทำมาปู๊ดดด คงเหงือแตกนิดหน่อย ที่จะใช้คำว่า อุเบกขาโพขฌงค์ แทนคำว่า นิพพาน
    เหมือนอย่างที่ โพสแรก พยายามนำเสนอ " อุเบกขาธรรม "

    สรุปว่า การทะลึ่งเสนอคำใหม่ ไป มะรอด เพราะ ความสามารถกิ๊กก๊อกของตนเป็นเหตุ
     
  5. somchai_eee

    somchai_eee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    332
    ค่าพลัง:
    +413
    ดูก่อนภิกษุ! เมื่อทิฏฐิว่า "ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น" ดังนี้ก็ดี มีอยู่,
    การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า "ชีวะก็อันอื่น
    สรีระก็อันอื่น" ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ!ตถาคตย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือ ตถาคตย่อม
    แสดงดังนี้ว่า "เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย" ดังนี้.
    ดูก่อนภิกษุ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเอง,
    ทิฏฐิทั้งหลาย บรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้ว
    ดิ้นรนไปผิดแล้วว่า "ชรามรณะ" เป็นอย่างไร และชรามรณะนี้ เป็นของใคร" ดังนี้ก็ดี:
    หรือว่า "ชรามรณะเป็นอย่างอื่น :) ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัยแรก)
    และชรามรณะนี้เป็นของผู้อื่น :) ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)"
    ดังนี้ก็ดี; หรือว่า "ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น" ดังนี้ก็ดี; หรือว่า "ชีวะก็อันอื่น
    สรีระก็อันอื่น" ดังนี้ก็ดี; ทิฏฐิทั้งหมดนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นละได้แล้ว มีราก
    เง่าอันเขาตัดขาดแล้ว อันเขาทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันเน่าแล้ว ถึงซึ่งความมี
    ไม่ได้แล้ว ทำให้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป.
     
  6. somchai_eee

    somchai_eee เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    332
    ค่าพลัง:
    +413
    โลกายตะ ๔ ชนิด ที่ทรงปฏิเสธ๑
    โลกายติกพราหมณ์ ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลถามว่า "ข้าแต่พระโคดม
    ผู้เจริญ! สิ่งทั้งปวง มีอยู่หรือหนอ?"
    พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสตอบว่า "ดูก่อนพราหมณ์! คำกล่าวที่ยืนยันลงไป
    ด้วยทิฏฐิว่า ‘สิ่งทั้งปวง มีอยู่' ดังนี้ : นี้ เป็นลัทธิโลกายตะชั้นสุดยอด”.
    "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ก็สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่หรือ?"
    ดูก่อนพราหมณ์! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า `สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่'
    ดังนี้ : นี้ เป็นลัทธิโลกายตะอย่างที่สอง.
    "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! สิ่งทั้งปวง มีสภาพเป็นอย่างเดียวกันหรือ?"
    ดูก่อนพราหมณ์! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า ‘สิ่งทั้งปวง มีสภาพ
    ต่างกัน' ดังนี้ : นี้ เป็นลัทธิโลกายตะอย่างที่สาม.
    "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! สิ่งทั้งปวง มีสภาพเป็นต่างกันหรือ?"
    ดูก่อนพราหมณ์! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า ‘สิ่งทั้งปวง มีสภาพ
    ต่างกัน' ดังนี้ : นี้ เป็นลัทธิโลกายตะอย่างที่สี่.
    ดูก่อนพราหมณ์! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุด
    ทั้งสองนั้น คือตถาคต ย่อมแสดงดังนี้ว่า "เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย;
    เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; ...ฯลฯ...ฯลฯ...ฯลฯ... เพราะมีชาติ
    เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน :
    ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
     
  7. บุคคลทั่วไป 3 คน

    บุคคลทั่วไป 3 คน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,938
    ค่าพลัง:
    +1,253
    แต่ ในเมื่อ ทำมาปู๊ดดด คิดคำใหม่ มากลบคำของ ศาสดา ได้แล้ว

    " อุเบกขาธรรม" อะไรนี่ ทำมาปู๊ดดด คงไม่เลิกใช้ แม้ในพระไตรปิฏก
    จะไม่มีใช้ ทำมาปู๊ดดด ก็ พร้อม ใส่วงเล็บ หรือ ไม่ก็ตัดเอา คำเฉพาะ
    ส่วนมาสนับสนุนคำตน

    เรียกว่า หากลวงได้สำเร็จ ก็ Take Over ศาสนาพุทธสำเร็จ อะไร
    มันจะกระสันอยากขนาดนั้น

    พอใครเอา พระสูตรมาแสดง ทำมาปู๊ดดดด ด่าก่อนเลยว่า ยกมาทำไม
    มันไม่ได้อธิบายคำว่า " อุเบกขาธรรม " สักหน่อย

    สับขาหลอกให้คน งง ว่า เออใช่ มันไม่ได้ อธิบาย อุเบกขาธรรม แน่นอน
    เด็กมาอ่าน ก็จะ เข้าใจแบบนั้น

    แต่ อันนี้ มันเป็น เลห์ ที่จะทำให้ สมาชิก เกิดอาการ เข็ดขยาด ใน
    การนำพระสูตรมาแสดง หาก สมาชิกบ้าจี้ไปตามเขา ก็เท่ากับปิดบัง
    พระสูตรได้สำเร็จ .....

    แล้วถ้าเป็น อรรกถาจารย์ ยกมาแสดง ทำมาปู๊ดดดด ก็จะเอา บาลี
    มาแสดง แล้วแปลใหม่เอาดื้อๆ แล้ว ด่า อรรถกถาจารย์ว่าพลาด

    เป้าหมายคือ ทำให้เราขยาดที่จะนำเอา อรรกถามาแสดง อีกนั่นแหละ

    เรียกว่า อภิธรรม ก็ย่ำยี อรรกถาจารย์ ก็ย่ำยี พระสูตร เองก็ย่ำยี

    สำเร็จเมื่อไหร่ " อุเบกขาธรรม " ใช้แทนคำสอนทั้งหมด ยึดเอาศาสนาไปได้

    ............................................. จะเหนือยเปล่าไปทำไมคร้าบท่าน
     
  8. บุคคลทั่วไป 3 คน

    บุคคลทั่วไป 3 คน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,938
    ค่าพลัง:
    +1,253
    ส่วนทางสายกลาง อันนี้ เขาก็ใช้กันทั่ว ทำมาปู๊ดดด ก็ยังอุตสาห์ คิดขึ้นเองอีก

    อัตตกิลมถานุโยค กับ กามสุขขัลกิลานุโยค นี่ พระสูตรท่านใช้ " ไม่เข้าไปส่วนสุด "

    คำว่า ไม่เข้าไปส่วนสุด อันนี้มันก็เป็น ภาษาปฏิบัติ ดีอยู่แล้ว

    คือ คนเรา หากลงมือปฏิบัติจริงๆ มันก็ ไปซ้าย ไปขวา ทั้งนั้นแหละ มันต้อง
    เข้าไป เพียงแต่ เขาเตือนว่า อย่าเข้าไปสุด

    การไม่เข้าไปสุด ก็คือ พอมาปฏิบัติมันก็แฉลบเข้าไปซ้ายที ขวาที สลับไป
    สลับมา อยู่อย่างนั้น การไม่เข้าไปสุดทางใดทางหนึ่ง ตรงนี้ก็เพียงพอแล้ว
    ที่จะเรียกว่าเป็น ปฏิปทาเป็นกลาง

    เอาภาษาปฏิบัติมาพูด ซีคร้าบท่าน

    ไม่ใช่ เล่นภาษาศาสตร์ ตรรกศาตาร์ เสียเพลิน มุ่งทำลาย คำสอน(สาสนา)ท่าเดียว
     
  9. บุคคลทั่วไป 3 คน

    บุคคลทั่วไป 3 คน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,938
    ค่าพลัง:
    +1,253
    คำว่า ไม่มีผู้รู้ นี่ก็เหมือนกัน

    มันก็เป็น ภาษาปฏิบัติ ....... คนปฏิบัติจริง เขาไม่มานั่งสงสัยหรอกว่า
    " ใครปฏิบัติ แล้วใครได้ "

    แต่ ถ้าถกธรรมแบบนักภาษาศาตร์ กะจะทำให้เขา ขยาดการปฏิบัติ
    แหมเอาเชียว " ใครเจียกรู้ "

    ขอโทษครับ ก็ถ้า คุณมั่นใจว่า ไม่มีหรอก ที่ " ผู้รู้จะหายไปไหน "
    หากตรงนั้นมันเป็น สัจจะ แล้วคุณไปกล่าวหาว่า ผู้รู้ของคนนั้นอันตรธาน
    หายไป จนคุณด่าเขาได้ว่า ใครเจียกรู้ มันออกมาจาก คนที่มั่นคงใน
    สัจจะ "ผู้รู้มีอยู่ " ได้อย่างไร

    นี่ก็แปลว่า รู้ทั้งรู้ว่า ผู้รู้ไม่หายไป เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ก็ดัน ยกขึ้น
    ว่า คนอื่นมีอย่างนั้น แถม ด่าเขาอีก

    แต่ถ้า พูดคุยกันแบบภาษาปฏิบัติ " จิตผู้รู้ไม่เที่ยง พบผู้รู้ทำลายผู้รู้(ราชรี)"
    " จิตผู้รู้นั้นแหละตัวภพ ตัวอวิชชชา(ราชรี)" "ต้องย้อนทำลายตัวเอง(ราชรี)" ก็ไม่มี
    ใครมานั่งบ้า เอามีดมาเจือน เอาศาสตรามาทำลายตน กันหลอก

    ด่าเขาเอามันส์ เอากูเก่งภาษา ท่าเดียวเลย จะนกแก้วนกขุนทองไปถึงไหนครับท่าน
     
  10. บุคคลทั่วไป 3 คน

    บุคคลทั่วไป 3 คน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,938
    ค่าพลัง:
    +1,253
    อย่างอันนี้ เอามาจากกระทู้ " อุเบกขาธรรม "

    ท่านผู้ศึกษาธรรม สังเกตนะครับ เขากำลังนำเสนอ "จิต" คนๆนึ่ง มี
    "หลายดวง" หรือเปล่า

    ทั้งๆที่ หากแปลไปตามพระไตรปิฏก " จิตมีอารมณ์เดียว " หรือ
    " จิตมีสัญญาเดียว " ก็พบเห็นได้ตลอดทั้งพระไตรปิฏกอยู่แล้ว

    แต่นี่ บอกว่าผิด แล้ว นำเสนอวลีว่า "จิตรวมเป็นดวงเดียว"

    นี่แปลว่า กำลังแฝงการกล่าวว่า " จิตมีหลายดวง " พอเป๋น
    อุเบกขาปั๊ป จิตหลายดวงมันก็รวมมาเป็นดวงเดียว ซะงั้น

    แต่ อันที่จริง ทำมาปู๊ดดดดด เนี่ยะ ไล่ด่าทุกคนอยู่แล้ว
    ในกรณี "จิตมีหลายดวง ในเชิง จิตเกิดแล้วก็ดับ สืบสันตติ"

    แต่นี่ ปฏิเสธ "จริงดวงเดียวแต่เกิดดับไม่ขาดสาย " เพื่อ
    มาประกาศว่า จิตคนๆหนึ่ง มีหลายดวง พออุเบกขา เอกัคคตา
    แหม " มาจอยกันจอยกัน " ขึ้นมา

    ซึ่ง จริงๆ เขาก็ไม่ได้หมายว่า จิตคนๆเดียว มีหลาย ดวง หรอก

    แต่ เขาต้องการใช้ ทฤษฏีข้อความแฝง ( Subminal Message )
    แอบหยอดใส่สมาชิกในเรื่อง " ปรมาตมัน " " จิตหลายดวงไปรวม
    ตัวกับจิตสูงสุด " " จิตพระเจ้า " โน้นแหละ

    ************

    ปล.

    " อุเบกขากับเอกกคตาจิตนี่อันเดียวกันมั้ยครับพี่ "

    จริงๆ ถ้าตอบตามอภิธรรม อุเบกขา เป็น เจตสิกชนิดนึ่ง หรือเป็นเจตสิกดวงหนึ่ง ( กรณีแสดงผังภูมิกลมๆ)
    เอกัคคตา เป็น เจตสิกอีกชนิดนึ่ง มีความแตกต่างกัน หากไม่ใช้เจตสิก ก็ใช้คำว่า ธาตุ ก็ได้

    แต่ ทำมาปู๊ดดดด ปฏิเสธอภิธรรมปิฏก ก็เลย จนใจกล่าว อุเบกขาจิตหนึ่งดวง กับ เอกัคคตาจิตอีกหนึ่งดวง

    กลายเป็น " จิตมีสองดวง ".... แต่ถ้าไม่ ปฏิเสธคำว่า " เจตสิก " สิ่งประกอบเข้าในจิต ก็จะไม่ยุ่งยากอะไร
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 เมษายน 2013
  11. บุรุษไร้เงา

    บุรุษไร้เงา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,437
    ค่าพลัง:
    +35,906
    ประมาณนั้นครับ.. :)
     
  12. newamazing

    newamazing เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2012
    โพสต์:
    1,704
    ค่าพลัง:
    +1,381
    ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่พอเหลาลงไปกลายเป็นบ่องกัญชา
     
  13. Samarnl

    Samarnl เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    2,287
    ค่าพลัง:
    +4,704
    กระทู้นี้เห็นด้วยกับ
    บุคคลทั่วไป 3 คน
    สมาชิก
     
  14. ธรรมภูต

    ธรรมภูต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    3,621
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +2,192
    เฮ้อ!!! แตกประเด็นไปเยอะแยะ
    นู๋บุก๓คน จงจำเอาไว้ ศึกษาธรรมะ อย่าเอามันเข้าว่าอย่างเดียว หรือ มีหัวไว้กั้นหูเท่านั้น
    นู๋ ไม่รู้จริงๆ หรือ ว่าแกล้งโง่ล้วนๆ แต่แอบโชว์ภูมิซะงั้น
    อุเบกขาสัมโภชฌงค์ ก็อุเบกขาธรรม อุบกขาเวทนา ก็อุเบกขาธรรม
    อุเบกขาภาวะเดียว ก็อุเบกขาธรรม อุเบกขาภาวะต่างๆ ก็อุเบกขาธรรม จำเอาไว้

    นู๋บุก๓คน อย่าเป็นเครื่องกั้นความดี จนกระทั้งไม่รู้จักอุเบกขาธรรมอีกหละ
    เพราะอุเบกขาธรรมเป็นคุณลักษณะส่วนหนึ่ง ของพระนิพพาน
    จะกลบยังก็ไม่มีทาง เอามากลบสภาวะพระนิพพานได้หรอก

    นู๋บุก๓คน จริงแล้วไม่ยากกระแทกแรงๆเลยนะ แต่จอมเสี้ยมก็คือจอมเสี้ยมอยู่วันยังค่ำ
    พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านเทศน์ไว้ชัดเจนว่า ให้รวมจิตรวมใจลงเป็นดวงเดียว
    ไอ้นี่ เป็นเด็กเป็นเล็ก วอนเสียแล้ว เหยียบ...พ่อแม่ครูบาอาจารย์เพื่อเอามันก็ทำได้
    เข้าใจมั้ย? โดยความหมายอุเบกขาที่ถูกต้องตามความเป็นจริง เป็นเช่นนั้น

    ถ้าจิตมีอารมณ์เดียวแบบท่านอรรถกถาจารย์แปลไว้ มันเป็นอุเบกขาภาวะต่างๆของพราหมณ์โว้ย
    คำว่าเอกคตาจิตนั้น ไมเคยมีปรากฏในสัมมาสมาธิ อย่าคิดเองเออเองสิ ไปดูในมหาสติปัฏฐานสูตรซะ

    นู๋บุก๓คน อย่าบ้าพลังเมาหมกกบดาน สิงสถิตย์อยู่แต่ที่บอร์ดนี่เลย
    วันหลังใจเย็น ใจร่ม ว่ากันทีละประเด็นนะ ขี้เกียจอ่านจริง ก็เล่นพล่ามแบบสนุกปากเลย

    และขอจริงๆ ไม่ใช่ขอเล่น การที่ชอบแอบอ้างธรรมะของพ่อแม่ครูบาอาจารย์มาเสี้ยมนั้น
    โดยเฉพาะของท่านพระอาจารย์หลวงพ่อสงบ แล้วเอาย่ำยีจนเสียหายไปหมด
    แม้แต่พระพุทธพจน์ยังไม่มีเว้นวรรคให้เลย ไม่รู้ตัวจริงๆหรือว่าทำไมชีวิตจึงไม่ก้าวหน้า

    เคยพูดไปหลายครั้งแล้ว ก็ยังพยายมเสี้ยมไม่มีเว้นวรรคอยู่เลยนะ
    และจำใส่กระโหลกด้วย พบผู้รู้ทำลายผู้รู้นั้น อลัชชีปราโมทย์ชอบพูดจัง จนเป็นไฮไลท์

    ส่วนเรื่องจิตสารพัดที่พูดถึงนั้น ท่านพระอาจารย์ก็เทศน์ชัดเจนแล้วในบริบทประกอบหน่าหลัง
    และอย่าเอาสันดานถาวร ที่เลวทรามต่ำช้าแบบนี้มาใช้อีกหละ ไม่งามจริงๆ

    ส่วนเรื่องจิต เย็นไว้นู๋บุก๓คน เป็นซีรี่ย๋อย่างยาวแน่นอน
    อย่าเพิ่งร้อนตัวไป ใส่เป็นชุดๆแล้วก็หมุดหนีไปตามฟอร์มเช่นเคย
    พระพุทธพจน์ชัดเจน "เอก จรํ" ใครที่ย่ำยี ก็คิดให้ดีนะ มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่
    ชัดๆ "เอกะ" หรือ เอก แน่นอนหนึ่งเดียว เจือก เชื่อโดยไม่พิสูจน์ว่ามีเยอะแยะ

    วันหลังขอเถอะนะ ถ้าจะมาอวยกัน หรือ แค่เป็นหางเครื่อง
    หรือ เอาพระสูตรมาแป๊ะๆแล้วก็ไป โดยไม่รับผิดชอบอะไรเลย ด้านจริงๆ
    โดยไม่แสดงความคิดเห็นที่อยู่ในประเด็น ก็ไม่ต้องเจือกเข้ามาทำให้กระทู้รกไปเปล่าๆ
    เพราะรกคนดีกว่ารกหญ้า รกคนบ้าๆ รกหญ้าดีกว่ารกคน

    พระพุทธศาสนาจะยังยืนถาวรได้นั้น เพราะชาวพุทธต้องยืนอยู่บนหลักเหตุผลที่ตริตรองตามเป็นจริงได้เท่านั้น
    และพระพุทะองค์ทรงวางหลักเกณฑ์ไว้ตั้งมากมาย ไม่เคยคิดจะนำมาใช้
    คิดแต่จะเชื่อแบบตามๆกันมาเท่านั้นเหรอ เฮ้อ!!! ....เรียกพี่จริงๆ

    เจริญในธรรมทุกๆท่าน
     
  15. ธรรมภูต

    ธรรมภูต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    3,621
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +2,192
    ^
    ^
    พระสูตรชัดเจนครับ โดยไม่ตีความเลย
    V
    V
    บางส่วนในธรรมจักกัปปวัตนสูตร
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น
    นั่นตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง
    ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไป
    เพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง
    ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ
    เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานนั้น เป็นไฉน?

    ปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่อริยมรรค มีองค์ ๘ นี้แหละ
    คือปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑
    เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑
    ตั้งจิตชอบ ๑


    เจริญในธรรมทุกๆท่าน
     
  16. ธรรมภูต

    ธรรมภูต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    3,621
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +2,192
    จากใจจขกท.

    เมื่อพูดถึงธรรมะ ทุกคนที่เข้ามาในบอร์ดนนี้
    บ้างแสวงหาข้อเท็จ บ้างหาเพื่อนคุย บ้างเข้ามาอวดธรรม บ้างต้องการเพียงแค่คำเยินยอฯลฯ
    สำหรับนู๋บุก๓คน หรือเจ้าของฉายามากมาย เป็นสัมภเวสีที่มีหลายชื่อแซ่
    หมุนเวียนนำมาใช้ เพื่ออวยกันเองบ้างล่ะ เพื่อต้องการเอาชนะบ้าง เพื่อต้องหลักล้างคคห.คนอื่นบ้าง แบบให้เห็นว่ามีพวกมาก

    จขกท.มารู้จักบุคคลนี้ ตั้งแต่ยังเป็นอริยที่ถูกตราตั้งขึ้น หรือแต่งตั้งเพื่ออวยกันเองในหมู่
    ทั้งที่ตนเองตะโกนเสียงดังฟังชัดว่าปรารถนาพุทธภูมิ ทั้งทีไม่เชื่อในพระพุทธพจน์เลย

    มีนิสัยที่ชอบเสี้ยม โดยแอบอ้างเอาธรรมะของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
    โดยนำคำเทศน์มาเพียงบางส่วน เป็นส่วนที่จะนำมาเสี้ยมให้เกิดความเข้าใจผิดเท่านั้น
    และไม่เคยยกบริบทก่อนหลัง ที่ท่านพระอาจารย์เหล่านั้น ท่านได้เทศน์ชี้แจงไว้ชัดเจนแล้ว กลับไม่นำพามาประกอบ
    และยังเป็นเครื่องงกั้นความดีชั้นเลิศ ไม่มีใครเลิศกว่าในเรื่องนี้ เพราถกธรรมเพื่อความมันเท่านั้น
    ส่วนสัจจะความจริงที่ตริตรองตามได้ไม่คิดสนใจ สนเพียงแต่ว่า ทำยังไงก็ได้ให้ถือเกมส์ที่เหนือกว่า
    โดยอาศัยหลักจิตวิทยาง่ายๆ เป็นมิตรในหมู่คนที่ไม่เห็นด้วยแค่นั้น คนก็เข้ามาอวยถมไปแล้ว

    ธรรมะไม่ใช่เรื่องเอาพวกมากมาลากกันไป เคยตำหนิเรื่องนี้ไว้ที่พันทิพ
    คนในนั้นยังรู้จักละอายแก่ใจ ผิดยอมรับผิด เพราะเป็นอริยตราตั้งน้อยกว่าที่นี่มั๊ง
    และมีคุณภาพสังคมออนไลน์ที่มากกว่า เพราะมีการพัฒนาการที่มีมานานกว่า ยอมรับหลักของเหตุผลได้

    เมื่อมีการถกธรรมกัน ก็พยายามตั้งอยู่ในประเด็นคคห.ที่เป็นประเด็นหลักของเรื่อง
    จึงทำให้การสนทนาธรรมเป็นไป แบบมีเหตุผลตรงประเด็นชี้ให้เห็นถึงสัจจะธรรมความจริงได
    ไม่ใช่พูดพล่าม หรือพูดในสิ่งตนเองต้องการที่จะพูดเท่านั้น โดยไม่สนใจความถูกต้องใดๆเลย
    เพียงเพื่อเอามันรักษาหน้า เพราะว่างงาน หรือหลักลอยคอยงานก็ไม่รู้ได้ แต่เห็นเมาหมกอยู่ได้ทั้งวัน

    กระทู้นี้ ต้องการแลกเปลี่ยนถกธรรมตามหัวกระทู้คือทางสายกลาง ที่ไม่กลางจริงเท่านั้น
    ส่วนเรื่องอุเบกขาธรรม ก็ได้ขึ้นกระทู้แสดงความคิดเห็นไปแล้ว ส่วนเรื่อจิตนั้นต้องว่ากันใหม่
    เพราะของเก่าที่เคยได้เขียนไว้นั้น มันนานมากแล้ว

    เจริญในธรรมทุกๆท่าน
     
  17. ธรรมภูต

    ธรรมภูต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    3,621
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +2,192
    ^
    ^
    เห็นท่าสมชาย ลี ท่ามันโง่จริงๆหว่ะ แค่ทวินิยมมันยังไม่รู้จัก
    พระพุทธพจน์ก็ชัดเจนดีนะ ทุกครั้งจึงถามว่ายกมาทำไม เพราะเหตุนี้

    แต่เที่ยวนี่มาแบบเนียนๆ มีแอบวงเล็บหลอกถามไว้
    เอ้าไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งโง่มันซะงั้น

    ถามตรงๆเถอะ ไม่อายคนอ่่านบ้างหรือ
    ถามมาได้ชรา คำหนึ่งละ มรณะคำหนึ่งละ
    ส่วนเป็นของเรา หรือ เป็นของผู้อื่นนั้น พิจารณากันเอง
    ส่วนคำตรงข้ามของ ชรา มรณะ คงรู้ได้ไม่ยากเกินไปนะ

    เจริญในธรรมทุกๆท่าน
     
  18. บุคคลทั่วไป 3 คน

    บุคคลทั่วไป 3 คน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,938
    ค่าพลัง:
    +1,253
    กั๊กๆ คนอื่นเขาเอาพระสูตรมาแปะ แล้วก็ไป นั่นก็เพราะ เขาศรัทธาว่า

    ลำพังคำสอนที่มีในพระไตรปิฏก แค่นี้ก็ สืบสานศาสนาได้แล้ว ต่อให้
    บางทีแปลแล้ว ผิดภาษา ก็เถอะ

    ผิดภาษา ก็คือ คนโบราณ กับ คนสมัยใหม่ ใช้ภาษาคนละความหมาย
    กัน เขียนเหมือนกัน แต่ ความหมายต่างกัน ดีๆไม่ดี คำไพเราะบางคำ
    ก็ยังมีคนเห็นว่าเป็นคำหยาบ อย่าง " อัปปีย์ " ซึ่งแปลว่า " ไม่เป็นที่
    ชอบใจ " ก็กลับไปใช้กันในความหมายสั้นๆ คิดว่าเป็นคำด่า ไปโน้น

    ก็นะ ทำมาปู๊ดดด ทำมาปู๊ดดดด เข้ามาในเวบบอร์ด เนี่ยะ คนเขามอง
    เห็นได้ว่า ไม่ได้เข้ามาเพื่อช่วยเพื่อนๆ เขาลงมือปฏิบัติ ไม่เคยตอบกระ
    ทู้แนว "ผมลอยติดเพดานมันคืออะไรค่ะ อะไรคัฟ" ทำมาปู๊ดดดด เข้า
    มาหากระทู้ ที่เป็นเรื่องว่า " ด้วยอักขระ ภาษา " พอเห็นก็โหย ขนลุก
    ขนพอง ทำคางยื่นคางยาว ห่อปากฮ้อเจี้ยะ เข้ามา ขย่ม

    ทีนี้ คนอื่นเนี่ยะ หากคนไหนเขา มั่นคงศึกษาในเชิงภาษาปฏิบัติ เขาก็
    นำเสนอแต่พอดีๆ

    อย่างผมนี่ ยิ่งไปกันใหญ่ แกล้งพูดให้ไม่ถืก เดี๋ยว ทำมาปู๊ดดด ก็ดีอกดีใจ
    รีบนำเสนอพระสูตรเข้ามาบ้าง คำสองคำ ก็ยังดี

    อย่าง "อุเบกขาธรรม" คำชาติชั่ว สุดท้ายมันก็ ดิ้นรนไปไหนไม่รอด โดน
    หยอดมุขแกล้งพูดผิดพูดถืก ทำมาปู๊ดดดด ดีใจ รีบขนคำอธิบาย ที่เป็น
    แบบแผนเข้ามา ห่อหมก

    หวังจริงๆเหรอ ทำมาปู๊ดดดด ว่า คนเขาจะค่อยๆ ซึมซับ ยอมรับ เอาคำว่า
    "อุเบกขาธรรม" ไปใช้เพื่อความเทห์

    นี่แอบหวังว่า วันไหน เขาใช้กันจน ฮิตติดปาก ก็จะออกมา ฮานาก้า ศาสนากู(คำสอนกู)
    คำนี้ข้าเป็นเจ้าของคำ ข้าคิดขึ้นใหม่ ข้าเหมือน แม่ทับทำ ในอดีตที่เสนอ
    คำบริกรรม " งุดโงๆ " แทรกเข้ามาใน ธรรมวินัย ได้อะซิ

    คำใดที่พระพุทธองค์ไม่เลือกใช้ พระพุทธองค์ย่อมเล็งเห็นแล้วว่า มันจะ
    เป็นไปเพื่อการหลุดพ้นน้อย ไม่ใช่หลุดพ้นมาก คำเหล่านั้นไม่ใช่ประโยชน์

    อย่าง " งุดโง ๆ " เนี่ยะ เดี๋ยวถกกันไป ก็บอกว่ามันเป็นเพียง คำบริกรรม
    แล้วก็ตามมาว่า " อันที่จิน จะใช้คำ บริกรรมไหนก็ได้ หน้าที่มันเหมือนกัน
    หมด " พอเรียนไปเรียนไป โน้น มีการสอนกันให้ บริกรรม " ฮี ฮี ฮี ฮี "
    ไปโน้นเลย คนสเปนเจอเข้า ด่ายับ เสียประโยชน์ ปิดมรรคผลตนไปเลย
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 เมษายน 2013
  19. ธรรมภูต

    ธรรมภูต เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    3,621
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +2,192
    ^
    ^
    ถึงได้ถามไงว่า ยกมาเพื่ออะไร? แป๊ะให้อ่านเฉยๆ หรือจะมาแก้เรื่องทางสายกลาง
    หรือต้องการชี้ให้เห็นว่า ทางสายกลาง เป็นเรื่องของปฏิจสมุปบาทกันแน่
    แล้วรู้หรือเปล่าว่า ปฏิจสมุปบาทนั้นมีแค่๒ฝ่ายเท่านั้น คือฝ่ายเกิด กับฝ่ายดับ
    จะยกอะไรมาควรศึกษาถึงความนัยให้ชัดเจนก่อน คอยโพสต์ก็ยังไม่สายนะ
    อย่าทำอะไรเพียงเพื่อรักษาหน้่าจนเองเท่านั้นเลย จะผิดซ้ำผิดซ้อนไม่มีวันจบ
    อย่าลืมคำถามที่ถามไปว่า อวิชชานั้นตั้งอยู่ที่ไหน? ถ้าไม่ใช่ที่จิต?

    เจริญในธรรมทุกๆท่าน
     
  20. อยู่ร่ำไป™

    อยู่ร่ำไป™ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    0
    ค่าพลัง:
    +42
    เข้ามา "ดูจิก" ยุกยิกๆ

    [​IMG] [​IMG]

    [​IMG]
     

แชร์หน้านี้

Loading...