ทำแค่อานาปานสติ ทำได้ไปถึงนิพพาน เพราะทำให้ถึงวิมุตติ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย sawok B, 17 เมษายน 2013.

  1. sawok B

    sawok B เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    68
    ค่าพลัง:
    +230
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีภิกษุในภิกษุสงฆ์นี้ ที่เป็นผู้ประกอบความเพียรใน
    อันเจริญอานาปานสติอยู่ ฯ
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อม มีผลมากมีอานิสงส์มาก ภิกษุที่เจริญอานาปานสติแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญสติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ได้ ภิกษุที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ แล้วย่อมบำเพ็ญโพชฌงค์๗ ให้บริบูรณ์ได้ ภิกษุที่เจริญโพชฌงค์ ๗ ย่อมบำเพ็ญวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้ ฯ
    [๒๘๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดีอยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า เธอย่อมมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้าเมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า หายใจออกยาว หรือเมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้น หรือเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลม ทั้งปวง หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้าสำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจออกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขารหายใจออกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขาร หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจออกว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจเข้าสำเหนียกอยู่ ว่าเราจักทำจิตให้ร่าเริง หายใจออก ว่าเราจักทำจิตให้ร่าเริง หายใจ เข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักตั้งจิตมั่น หายใจออก ว่าเราจักตั้งจิตมั่นหายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเปลื้องจิต หายใจออก ว่าเราจักเปลื้องจิต หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยงหายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัดหายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลส หายใจเข้า
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ
     
  2. MindSoul1

    MindSoul1 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กันยายน 2012
    โพสต์:
    295
    ค่าพลัง:
    +496
    อานาปานสติ คือ รู้ลมหายใจเข้าออก
    ซึ่งเป็นกายอันหนึ่งในกายทั้งหลาย
    เอาจิตมารู้อยู่กับกาย ก็ชื่อว่าเป็น กายคตาสติ

    [ame=http://www.youtube.com/watch?v=o4tVgefA3ik&feature=player_embedded]รายการพุทธวจน 2554/39 - YouTube[/ame]

    ธรรมบรรยาย : ลมหายใจไปวิมุตติ

    [ame=http://www.youtube.com/watch?v=AvMTEOx9VRI&feature=player_embedded]พุทธวจนบรรยาย-ลมหายใจไปวิมุตติ - YouTube[/ame]
     
  3. MindSoul1

    MindSoul1 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กันยายน 2012
    โพสต์:
    295
    ค่าพลัง:
    +496
    อานิสงส์กายคตาสติ


    ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ อันภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
    กุศลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นไปในส่วนวิชชา ย่อมหยั่งลงในภายในของภิกษุนั้น

    เปรียบเหมือนมหาสมุทร อันผู้ใดผู้หนึ่งถูกต้องด้วยใจแล้ว
    แม่น้ำน้อย สายใดสายหนึ่ง ซึ่งไหลไปสู่สมุทร ย่อมหยั่งลงในภายในของผู้นั้น ฉะนั้น

    -----------------------------------

    ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่ง อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
    เป็นไปเพื่อความสังเวชมาก
    เป็นไปเพื่อประโยชน์มาก
    เป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะมาก
    เป็นไปเพื่อสติและสัมปชัญญะ
    เป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ
    เป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
    เป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งผล คือวิชชาและวิมุตติ

    ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือกายคตาสติ


    ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่งนี้แล อันบุคคลอบรมแล้ว กระทำให้มากแล้ว
    ย่อมเป็นไปเพื่อความสังเวชมาก
    …ฯลฯ…
    ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งผล คือ วิชชาและวิมุตติ

    ----------------------------------

    ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่ง อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
    แม้กายก็สงบ แม้จิตก็สงบ แม้วิตกวิจารก็สงบ
    ธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชาแม้ทั้งสิ้น ก็ถึงความเจริญบริบูรณ์

    ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือกายคตาสติ


    ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่งนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
    แม้กายก็สงบ แม้จิตก็สงบ แม้วิตกวิจารก็สงบ
    ธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชาแม้ทั้งสิ้น ก็ถึงความเจริญบริบูรณ์

    -----------------------------------

    ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่ง อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
    อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้นได้เลย
    และ อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละเสียได้

    ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือกายคตาสติ


    ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่งนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
    อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้นได้เลย
    และ อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละเสียได้

    -------------------------------------

    ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่ง อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
    กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น
    และ กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง

    ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือกายคตาสติ.


    ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่งนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
    กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น
    และ กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง

    ------------------------------------------

    ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่ง อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
    ย่อมละอวิชชาเสียได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น
    ย่อมละอัส๎มิมานะเสียได้ อนุสัยย่อมถึงความเพิกถอน ย่อมละสังโยชน์เสียได้

    ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือกายคตาสติ


    ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่งนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
    ย่อมละอวิชชาเสียได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น
    ย่อมละอัส๎มิมานะเสียได้ อนุสัยย่อมถึงความเพิกถอน ย่อมละสังโยชน์เสียได้ ;

    -------------------------------------------

    ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่ง อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
    ย่อมเป็นไปเพื่อความแตกฉานแห่งปัญญา
    ย่อมเป็นไปเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน

    ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือกายคตาสติ


    ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่งนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
    ย่อมเป็นไปเพื่อความแตกฉานแห่งปัญญา
    ย่อมเป็นไปเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน

    ------------------------------------

    ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่ง อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
    ย่อมมีการแทงตลอดธาตุมากหลาย
    ย่อมมีการแทงตลอดธาตุต่างๆ
    ย่อมมีความแตกฉานในธาตุมากหลาย

    ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือกายคตาสติ


    ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่งนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
    ย่อมมีการแทงตลอดธาตุมากหลาย
    ย่อมมีการแทงตลอดธาตุต่างๆ
    ย่อมมีความแตกฉานในธาตุมากหลาย

    ------------------------------------

    ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่ง อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
    ย่อมเป็นไปเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง
    ย่อมเป็นไปเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง
    ย่อมเป็นไปเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง
    ย่อมเป็นไปเพื่อทำอรหัตตผลให้แจ้ง

    ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือกายคตาสติ.


    ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่งนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
    ย่อมเป็นไปเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง
    ย่อมเป็นไปเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง
    ย่อมเป็นไปเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง
    ย่อมเป็นไปเพื่อทำอรหัตตผลให้แจ้ง

    ---------------------------------

    ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่ง อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
    ย่อมเป็นไปเพื่อ ได้ปัญญา
    ย่อมเป็นไปเพื่อ ความเจริญแห่งปัญญา
    ย่อมเป็นไปเพื่อ ความไพบูลย์แห่งปัญญา
    ย่อมเป็นไปเพื่อ ความเป็นผู้มีปัญญาใหญ่
    ย่อมเป็นไปเพื่อ ความเป็นผู้มีปัญญามาก
    ย่อมเป็นไปเพื่อ ความเป็นผู้มีปัญญาไพบูลย์
    ย่อมเป็นไปเพื่อ ความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง
    ย่อมเป็นไปเพื่อ ความเป็นผู้มีปัญญาสามารถยิ่ง
    ย่อมเป็นไปเพื่อ ความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง
    ย่อมเป็นไปเพื่อ ความเป็นผู้มากด้วยปัญญา
    ย่อมเป็นไปเพื่อ ความเป็นผู้มีปัญญาว่องไว
    ย่อมเป็นไปเพื่อ ความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว
    ย่อมเป็นไปเพื่อ ความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง
    ย่อมเป็นไปเพื่อ ความเป็นผู้มีปัญญาแล่น
    ย่อมเป็นไปเพื่อ ความเป็นผู้มีปัญญาคม
    ย่อมเป็นไปเพื่อ ความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส

    ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือกายคตาสติ


    ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่งนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
    ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา
    …ฯลฯ…
    ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็น ผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส

    ---------------------------------

    ภิกษุทั้งหลาย ! ชนเหล่าใด ไม่บริโภคกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าย่อมไม่บริโภคอมตะ
    ภิกษุทั้งหลาย ! ชนเหล่าใด บริโภคกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าย่อมบริโภคอมตะ

    ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ อันชนเหล่าใดไม่บริโภคแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่บริโภคแล้ว
    ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติอันชนเหล่าใดบริโภคแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นบริโภคแล้ว

    ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติของชนเหล่าใดเสื่อมแล้ว อมตะของชนเหล่านั้นชื่อว่าเสื่อมแล้ว
    ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติของชนเหล่าใดไม่เสื่อมแล้ว อมตะของชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่เสื่อมแล้ว

    ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติอันชนเหล่าใดเบื่อแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นเบื่อแล้ว
    ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติอันชนเหล่าใดชอบใจแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นชอบใจแล้ว

    ภิกษุทั้งหลาย ! ชนเหล่าใดประมาทกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่า ประมาทอมตะ
    ภิกษุทั้งหลาย ! ชนเหล่าใดไม่ประมาทกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่า ไม่ประมาทอมตะ

    ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติอันชนเหล่าใดหลงลืม อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้น หลงลืม
    ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่หลงลืม อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้น ไม่หลงลืม

    ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่ส้องเสพแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่ส้องเสพแล้ว
    ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติอันชนเหล่าใดส้องเสพแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นส้องเสพแล้ว

    ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่เจริญแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่เจริญแล้ว
    ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติอันชนเหล่าใดเจริญแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นเจริญแล้ว

    ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่ทำให้มากแล้ว อมตะชื่อว่า…ฯ…ไม่ทำให้มากแล้ว
    ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติอันชนเหล่าใดทำให้มากแล้ว อมตะชื่อว่า…ฯ…ทำให้มากแล้ว

    ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง อมตะ…ฯ…ไม่รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง
    ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติอันชนเหล่าใดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง อมตะชื่อว่า…ฯ…รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง

    ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่กำหนดรู้แล้ว อมตะชื่อว่า…ฯ…ไม่กำหนดรู้แล้ว
    ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติอันชนเหล่าใดกำหนดรู้แล้ว อมตะชื่อว่า…ฯ…กำหนดรู้แล้ว

    ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่ทำให้แจ้งแล้ว อมตะชื่อว่า…ฯ…ไม่ทำให้แจ้งแล้ว
    ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติอันชนเหล่าใดทำให้แจ้งแล้ว อมตะชื่อว่า…ฯ…ทำให้แจ้งแล้ว ดังนี้

    -----------------------

    - ปสาทกรธัมมาทิบาลี เอก. อํ. 20/55 – 60/225 – 246.
     

แชร์หน้านี้

Loading...