ทำไมต้องปฏิบัติเพื่อสมาบัติ..คือฌาน

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ทานตะวัน10, 7 มีนาคม 2016.

  1. ทานตะวัน10

    ทานตะวัน10 สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มีนาคม 2016
    โพสต์:
    13
    ค่าพลัง:
    +2
    ปกิบัติไปทำไม
    ขอท่านเจริญธรรม
     
  2. บุคคลทั่วฺไป

    บุคคลทั่วฺไป เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    2,190
    ค่าพลัง:
    +1,226
    เพราะมีความเชื่อกันว่า ฌานสมาบัติ จะเป็นทางให้บรรลุถึงคุณวิเศษต่างๆ หลายอย่าง
     
  3. ลูซี่

    ลูซี่ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2016
    โพสต์:
    33
    ค่าพลัง:
    +20
    เพราะต้องฝึกกำลังของสมาธิค่ะ
     
  4. Prasit5000

    Prasit5000 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    302
    ค่าพลัง:
    +228
    - ถ้าทำฌานได้ แล้วเข้าใจสัมมาทิฏฐิ อย่างถูกต้อง โอกาสบรรลุธรรมก็ ถ้าไม่ 100% ก็ไม่ต่ำกว่า 99% แหละ
    - การทำฌานมันยากแค่ใหนลองไปอ่านวิสุทธิมรรคดูสิครับ
     
  5. pam16

    pam16 สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กุมภาพันธ์ 2016
    โพสต์:
    10
    ค่าพลัง:
    +3
    เพราะฌาน เป็นครุกรรมฝ่ายดี เมื่อเข้าถึงฌานเเล้ว ย่อมไปเกิดที่พรหมโลกครับ
    ผู้ที่เจริญฌานสมาบัติ ต้องเห็นโทษของกามคุณ5
     
  6. จิตสิงห์

    จิตสิงห์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤษภาคม 2011
    โพสต์:
    620
    ค่าพลัง:
    +697
    วิปัสนาเหมือนดาบ

    สมถะเหมือนโล่

    เวลาออกรบ​หากมีแต่ดาบ​ คงจะเหนื่อยน่าดู

    ถ้ามีโล่ด้วยคงจะมีเวลาพักเหนื่อย และทนต่อข้าศึกได้นาน
     
  7. paetrix

    paetrix เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 เมษายน 2011
    โพสต์:
    2,480
    ค่าพลัง:
    +1,880
    .....ก่อนอื่น ต้อง รู้ ก่อน สิครับ ว่า ที่เรียกว่า ฌาณ คืออะไร?....ผมอาจจะกล่าวไม่ครบถ้วน แต่คงไม่เป็นไร...ในสิกขาสาม คือ อธิสิลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา.....เมื่อ คุณ มีศิลสิกขา คือการทำตัวแบบ ว่า ยังไงดี ประมาณมีอินทรียสังวร เป็นปรกติ บางทีเมื่อ นั้น เมื่อ จิตคุรสงัดจากกาม จาก อกุศลธรรม สภาวะจิตนั้น เข้าถึงปฐม ฌาน มันเป็น ธรรมชาติของ จิต ที่มีความสงบ แหละ...เมื่อ สงบยิ่งขึ้นไปเรื่อยเรื่อย จะมีองค์ธรรมบางประการดับลง จึงเรียกความสงบ ยิ่งขึ้น และ เหลือองค์ธรรมบางประการ ว่า ขัน้ของ ฌาณ แค่นี้ ก่อนนะ:cool:
     
  8. นิพพิชฌน์55

    นิพพิชฌน์55 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 เมษายน 2016
    โพสต์:
    185
    ค่าพลัง:
    +30
    พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้แล้วว่า

    "ฌานย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่มีปัญญา
    ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน
    ฌานและปัญญาย่อมมีในบุคคลใด
    บุคคลนั้นแลตั้งอยู่แล้วในที่ใกล้พระนิพพาน"

    คงชัดเจนแล้ว ...
    ส่วนสัญญาเวทยิตนิโรธหรือนิโรธสมาบัตินั้นเป็นคุณธรรมเฉพาะเจาะจงสำหรับผู้เป็นพระอรหันตผลเท่านั้น
    อย่าเข้าใจผิดว่าพระอนาคามีก็เข้าได้หล่ะ เพราะส่วนมากก็เข้าใจเช่นนี้
     
  9. Apinya Smabut

    Apinya Smabut นิพพานังสุขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มิถุนายน 2014
    โพสต์:
    868
    กระทู้เรื่องเด่น:
    20
    ค่าพลัง:
    +1,302
    เพราะฌาน เป็นกำลัง
    ปัญญา เป็นอาวุธ

    ต้องมีทั้งสองอย่างถึงจะสามารถตัดกิเลสให้ขาดไปจากใจได้
    ถ้าไม่มีฌาน มีแต่ปัญญา ก็ได้แค่รู้ แค่คิดแบบทั่ว ๆ ไปเท่านั้น
    แต่ถ้ามีฌาน แต่ไม่มีปัญญา ก็ได้แต่นิ่งสงบเท่านั้น ยังตัดกิเลสไม่ได้เช่นกัน

    ถ้ามีทั้งสองอย่าง กิเลสก็จะพังทลายลงได้
     
  10. ไม่ใช่ตัวตน

    ไม่ใช่ตัวตน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2018
    โพสต์:
    92
    ค่าพลัง:
    +57

    คุณเอาพระสูตรมาอ่านเต็มๆ
    มีแว่นส่องพระสูตร รู้ด้วยใจ
    พระสูตรนี้ไม่ได้เจาะจง ข้อความนั้นครับ

    http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=25&A=1244&Z=1300
     
  11. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,330
    ค่าพลัง:
    +31,483
    ควรเข้าใจเอาไว้ว่า
    ตัวโทสะ โมหะ โลภะ ที่อยู่ในจิต มันไม่มีทางหมดไปหรอกครับ
    เพราะมันมีตั้งแต่เราจะมีร่างกายแล้ว เราถึงได้มาเกิด


    แต่ระดับท่านที่มีปัญญาญานมาก มีปัญญามาก
    ตัวโทสะ โมหะ โลภะ ในจิตมันไม่มีเชื้อ
    หรือมีอะไรที่จะทำให้มันเกิดขึ้นมาได้นั่นเอง


    คือทั้ง ๓ ตัวนี้ มันไม่ได้ส่งออกไปภายนอก
    หรือว่ามีภายนอกเข้ามา มันได้มีกิริยาที่ไปดึงหรือเชื่อมกับภายนอก
    ต่างๆเหล่านั้น และดึงเข้ามาจนกลายเป็นตัวตน
    ที่เราเรียกว่า กิเลส นั่นหละครับ
    ดังนั้น โทสะ โมหะ โลภะ มันไม่ใช่กิเลสนะครับ
    มันมีอยู่แล้วในจิต ต้องครบองค์ประกอบในการไปเชื่อม
    แล้วเอามาเป็นตัวตนถึงจะเรียกว่า กิเลส.......


    การที่ท่านเหล่านั้นทำได้มันเป็นผลมาจาก เรื่องทางด้านปัญญาทางธรรม
    จนไปต่อถึงระดับปัญญาญาน ที่ไปรู้กระบวณการเกิด
    ทั้งหมด จนเห็นว่า การเกิดมันเป็นทุกข์ จนตัวจิต
    มันรู้ จิตมันเลยไม่เกิด เป็นกิริยาของระดับโปรซีรย์ทั้งหลาย..........
    ไม่ใช่ว่า แค่เห็นในกระบวณการที่มันเกิดทั้งหมดแล้วจะเป็นได้
    มันต้องย้อนไปเห็นว่า เกิดอย่างไร ดับอย่างไร
    จนรู้ว่า ที่เกิดๆเหล่านั้นมันเป็นแค่การปรุงแต่ง
    และรู้ว่า มันเป็นทุกข์ ต้องอาศัยลำดับในการพัฒนาไปเรื่อยๆ
    ไม่ใช่ มีความสามารถเล็กน้อย เห็นกระบวณการเกิดได้หมด
    รู้ตำรามาบ้าง มีความสามารถใช้งานทางจิตได้บ้าง
    จะไปเห็น ต้นตอของการเกิดเลย มันไม่ง่ายอย่างที่เข้าใจหรอกครับ




    แต่ในอีกฝากหนึ่ง สำหรับดวงจิต ท่านที่สะสมมาทางด้าน
    ญาน สมาบัติ ทั้งหลายนั้น ท่านใช้กำลังฌานสมาบัติเหล่านั้น
    เพื่อเข้าไปค่อยๆทำลาย ย้ำว่าค่อยๆทำลาย
    เชื้อ โทสะ โมหะ โลภะ ที่ฝั่งอยู่ในจิตของท่านเลย
    ซึ่งเป็นหลักต่อเนื่องที่มาจาก ประโยคข้างบนครับ
    ซึ่งการได้มาของฌานสมาบัตินั้น เป็นพื้นฐาน
    ที่จะทำให้ดวงจิตนั้น มีความสามารถเข้าไป
    ค่อยๆทำลาย เชื้อต่างๆเหล่านั้นในจิตได้

    แต่พื้นฐานที่จะเข้าไปทำลายได้นั้น
    ในระหว่างทาง มันจะเกิดเป็นความสามารถ
    พิเศษต่างๆทางจิต เป็นปกติของมัน มันเป็นแค่ติ่ง
    แต่ว่า มันไม่ใช่ประเด็นหลักครับ



    เพราะการที่จะเข้าไปถึงระดับที่ค่อยๆทำลายเชื้อในจิตได้นั้น
    นอกจากต้องอาศัย พื้นฐานฌานสมาบัติมาก่อนแล้ว
    ยังต้องอาศัย ปัญญาต่างๆ และปัญญาญาน ในการทิ้ง
    พวกฌานสมาบัติเหล่านั้นก่อน
    แล้วค่อยมาดูว่า ตัวจิต จะเข้าสภาวะไปค่อยๆทำลายเชื้อ
    หรือที่ตามตำราเรียก นิโรธสมาบัติ หรือทั่วไปเรียกสภาวะดับ
    ได้นานมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นกับพื้นฐานของฌานสมาบัติ
    ก่อนหน้าที่ท่านเหล่านั้นเคยมีมาครับ.......
    พูดง่ายๆว่า ท่านใดชำนาญสมาบัติมาก
    ก็มีโอกาส ที่จะเข้าสภาวะดับ ได้นานกว่าปกติทั่วไปนั่นเอง
    สภาวะพวกนี้ เริ่มต้นที่หลักวินาทีเหมือนกันหมดครับ


    ไม่ใช่อยู่ดีๆ ไม่เคยมีฌานสมาบัติอะไรเลย จะไปเข้าสภาวะดับได้เลย
    มันเป็นไปไม่ได้ครับ เพราะสภาวะนี้ มันทำเอาไม่ได้
    มันต้องทิ้งเอา เพราะถ้าทำเอา แสดงว่ามีตัวกระทำอยู่
    แสดงว่า มันยังมีการเกิดขึ้นเพื่อไปกระทำอยู่
    เป็นที่มา ของการต้องทิ้ง แล้วมาทางด้านปัญญา
    มันถึงจะมีโอกาสเข้าไปถึงสภาวะดับนี้ได้ด้วยตัวของมันเอง
    โดยไม่มีอะไรไปกระทำ ไม่ว่าจิตไปกระทำหรือกายไปกระทำครับ


    ปล. หวังว่า พอจะมองเห็นแนวทางจาก บทความนี้
     

แชร์หน้านี้

Loading...