ทำไมยิ่งอโหสิกรรม เขายิ่งทำให้ทุกข์

ในห้อง 'ทุกข์และปัญหาชีวิต' ตั้งกระทู้โดย ธรรมเหนือกรรม, 4 กันยายน 2018.

  1. ธรรมเหนือกรรม

    ธรรมเหนือกรรม สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2018
    โพสต์:
    1
    ค่าพลัง:
    +0
    ผมขอกราบเรียนสอบถามผู้รู้ผู้ทรงอภิญญาทุกท่านครับ ผมมีเรื่องร้อนใจมาก เนื่องจากน้องชายติดยาอย่างหนัก ถึงขั้นหลอนหูแว่วว่ามีคนมาคุยด้วยสั่งให้ทำนู้นนี่ ชอบขอเงินแม่ถ้าไม่ให้ก็อาละวาดบ้านแตก ทางบ้านก็พยายามใช้น่ำเย็นเข้าลูบ คุยดีดี เพราะเขาอารมณ์ร้ายกาจมาก ผมสงสารแม่ที่ต้องทนทุกข์ใจ วันหนึ่งผมเคยได้อ่านมาว่าก็สวดมนต์แล้วแผ่เมตตาขออโหสิกรรมอาจจะเป็นหนทางให้ทุกอย่างเบาบางลง จึงลองปฎิบัติแต่ผลที่ได้กลับกับยิ่งหนักกว่าเดิม เขายิ่งโมโหร้ายเกรี้ยวกราดหนักกว่าเดิม หนำซ้ำแม่บอกว่าเขาหูแว่วและด่าผมทุกวัน ทั้งๆที่เขาไม่เคยด่าเอ่ยถึงผมมาก่อน แต่พอหยุดอโหสิกรรมก็กลับเป็นดูจะเบาลง ผมจึงอยากถามผู้รู้ผู้ทรงอภิญญาว่าผมทำผิดไปหรือเกิดจากอะไร และมีหนทางไหนที่แก้ไขกรรมตรงนี้ให้เบาลง ผมสงสารแม่มากท่านทุกข์ทรมานใจอย่างหนัก ขอบารมีบุญที่ผมได้ทำมา ได้พบหนทางสว่างด้วยเถิดครับ ขอบคุณครับ
     
  2. hyuga

    hyuga เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    363
    ค่าพลัง:
    +573
    โดยส่วนตัวผมไม่มีอภิญญานะครับ

    แต่มองว่าเรื่องยาเสพติดนี้ต้องไปบำบัดกับตัดวงจรเพื่อนที่เกี่ยวข้องที่ชวนให้ไปในทิศทางนั้น

    เรื่องสวดมนต์แล้วอาการน้องหนักกว่าเดิมในส่วนนั้นผมมองว่าคงจะไม่เกี่ยว
    และการจะไปคุยอะไรในแง่ธรรมะในขณะที่ผู้รับฟังไม่ต้องการที่จะรับฟัง
    ก็จะเกิดโทษที่มากขึ้นกว่าจะเกิดประโยชน์กับตัวเขา

    หากแก้ก็แก้แบบทางโลกเลยนี้หละครับ เรื่องยาเสพติด
    ก็ให้ตำรวจกับสถานบำบัดนี้หละครับช้วยแก้

    จะให้นักอภิญญาช้วยแก้นี้อาจจะคนละทางอะครับ
    หากเคยสังเกตประวัติพระที่ท่านบรรลุแล้ว พระอรหันต์ที่สูบบุหรี่หรือเขี้ยวหมากก็มีนะครับ
    หลวงตามหาบัวท่านก็กล่าวว่า ที่ติดก็เพียงแต่ทางร่างกายแต่ใจท่านไม่ได้ไปติดอะไรด้วย


    เวลาพระท่านป่วยก็ต้องไปหาหมอ


    กรรม = การกระทำ หากเราเบนเส้นทางพฤติกรรมเขามาทางอื่นไม่ได้มันก็แก้ไม่ได้หรอกครับ

    ในแง่ธรรมะ หรือ สวดมนต์ จะไม่ใช้เจตนาเข้าไปบีบบังคับ ทั้งตัวเราและผู้อื่น

    การเข้าวัดก็นับเป็นมงคล แต่พระท่านก็ไม่ได้บีบบังคับใครให้มาเข้าวัดเพื่อจะได้เข้าถึงมงคล
     
  3. nan_nori

    nan_nori สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กุมภาพันธ์ 2018
    โพสต์:
    41
    ค่าพลัง:
    +21
    โดยส่วนตัวนะ ที่น้องชายคุณโมโหร้ายด่าทอถึงคุณอาจจะเป็นเพราะว่าคุณไปล่วงเกินกรรมของน้องชายคุณหรือเปล่า เจ้ากรรมนายเวรของน้องชายอาจไม่พอใจ ทางที่ดีให้น้องชายขออโหสิกรรมเองดีกว่าค่ะ
     
  4. Sataniel

    Sataniel วิชชาจรณะสัมปันโน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    657
    ค่าพลัง:
    +986
    ก๊อปมาตอบให้นะครับ จขกท จะได้เข้าใจมากขึ้นและ แก้ กรรมได้ถูกทางจริงๆเพราะกรรมในระดับที่ให้ผลข้ามภพชาตินั้นมี(ยังพิสูจน์ด้วยตนไม่ได้แต่ศรัทธา)ซึ่งเป็นความเชื่อของผมเอง เพราะธรรมของพระพุทธองค์เป็นจริงทั้งหมด ดังนั้นเอากรรมแบบเสิร์ฟๆไปพิจารณาเอาเองนะครับ ว่าจะลองเปิดอกคุยดีๆไม่ให้เกิดโทสะ หรือ ยินดีต้อนรับสู่สถานบำบัดนะครับ



    Ep1: กรรม(karma)




    ชีวิต คืออะไร? ทำไมบางคนเกิดมาร่ำรวยล้นฟ้า บางคนเกิดมาหน้าตาดี บางคนเกิดมามีพรสวรรค์ ขณะที่บางคนกลับพบเจอแต่เรื่องไม่สมหวัง ชีวิตมีแต่ความทุกข์ เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ใครๆก็อยากรู้คำตอบ แต่พวกคุณรู้อะไรไหม?


    “ไม่ว่าจะเรื่องแย่ๆหรือเรื่องดีๆ พวกคุณนั่นแหละที่กำหนดมันเองโดยที่พวกคุณไม่รู้”



    หลายๆคนอาจจะนึกว่านี่คือคำพูดเชิงปรัชญา ผมก็เคยคิดเช่นนั้น แต่มันจะแน่หรือ? สำหรับผม ผมรู้แล้วว่ามันไม่ใช่ปรัชญาแต่มันคือ “กรรม”(การกระทำ/dynamic) นั่นแหละ หลายคนที่ได้ฟังอาจหัวเราะออกมาว่านี่มันยุคไหนแล้ว วิทยาศาสตร์ก้าวไกลถึงขนาดนี้ยังจะเชื่ออะไรอีก? แต่สิ่งที่ผมจะพูดไม่เกี่ยวกับความเชื่อ มันคือ ความจริง(สัจธรรม/nature law) หากจะยกตัวอย่าง ก็เปรียบเสมือน ลมพัดโดนผิวกาย ไม่ว่าจะเชื่อว่าลมพัดจริงหรือลมพัดไม่จริง ลมมันก็ยังพัดของมันอยู่ดี เป็นเช่นนั้นตามธรรมดา

    เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์ นั้นชอบเสพ ธรรมารมณ์(ความรู้สึก/Feelings) ผมก็เช่นกัน ไม่ว่าจะความรู้สึก สุข ทุกข์ เฉยๆ อารมณ์ของพวกคุณก็วนเวียนกลับมาอยู่ใน ธรรมารมณ์จำพวกนี้ และนี่แลคือสัจธรรม ชีวิตที่มีแต่ทุกข์ หรือชีวิตที่มีแต่สุข ก็พวกคุณนั่นแหละเลือกที่จะเสพมันเอง โดยผ่านทายกายกรรม(การกระทำ) วจีกรรม(คำพูด) และมโนกรรม(การคิดที่ทั้งแบบภาพและแบบเสียง) ผมจะยกตัวอย่างเพื่อท่านที่ไม่เข้าใจจะได้รู้ถึงสัจธรรมข้อนี้ เช่น บางคนนินทาผู้อื่นเพื่อที่จะเสพธรรมารมณ์สนุก ที่ได้นินทาผู้อื่น หรือบางคนไปอ่านนิยายและมโนถึงเรื่องราวเพื่อเสพธรรมารมณ์สุขหรือฝันกลางวัน ขณะที่บางคนไปชกต่อยผู้อื่นเพื่อธรรมารมณ์สนุกที่ได้แก้แค้น บางท่านอาจจะเริ่มเข้าใจแล้ว แต่บางท่านอาจจะถามว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับ กรรม(การกระทำ/dynamic) คำตอบคือเพราะมีธรรมารมณ์(ความรู้สึก/feelings) จึงต้องการจะเสพอีก เป็น ปฏิจะสมุปบาท(ปฏิกริยาลูกโซ่/The interlink law/The chain reaction) แน่นอนมันเป็นเรื่องจริงเพราะมันคือธรรม คำว่าธรรม นั้นแปลว่าธรรมชาติหรือตามธรรมดา นี่คือความหมายของคำว่าธรรม ไม่ใช่ว่าต้องเป็นคนดีจ๋า ใครด่าว่าก็ไม่ตอบโต้ พวกนี้คือพวกไม่รู้ ธรรมตามจริง พวกหลอกตนเอง คำกล่าวของพระพุทธเจ้าว่า “ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่น รู้ธรรมเฉพาะหน้า” ไม่ได้ให้ไปนั่งหลอกตัวเองไปวันๆ และนี่ฉะแลคือเหตุที่ห้าม เพศที่สามทั้งหลาย บวช เพราะพวกนี้ไม่รู้สัจธรรมตามจริงหลอกตนเอง ทั้งๆที่สภาวะธรรม(ชาติ) ที่ปรากฏคือเพศชาย หรือ หญิง แต่กลับหลงในเพศเดียวกัน ทั้งๆที่ฮอร์โมนเพศก็ตรงตามปกติ หรือหากบางคนผิดปกติก็เพราะกรรม(dynamic) เพราะมีการกระทำจากฮอร์โมนจึงทำให้ไม่เป็นเพศที่ตรงตามสัจธรรม ลองสังเกตอาการของเพศที่สาม มักจะมี ธรรม(ชาติ) ที่แตกต่างกัน โดยเหล่า ตุ้ด นั้นจะวี้ดว้ายกระตู้ฮู้ ซึ่งแปลกประหลาด เพราะเพศหญิงจริงๆ กลับไม่วี้ดว้ายกระตู้ฮู้ เท่านี้ ด้วยเหตุว่า ธรรม(ชาติ)ของเพศชายนั้นมีความกล้าหาญกล้าแสดงออก กว่าเพศหญิง และเพศหญิงมักจะแก้ปัญหาด้วยการหนีปัญหาในกรณีที่ตนแก้ไม่ได้นี่คือธรรม(ชาติ)ของเพศหญิง นี่ฉะแลคือคำว่าไม่รู้ธรรมตามจริง ธรรมชาติที่แสดงออกมาก็คือเพศชายชัดๆ แต่กลับกระทำตนเยี่ยงเพศหญิง ทอมก็เช่นกัน แสดงความห้าวหาญของเพศชายออกมา ทั้งๆที่จิตก็อ่อนละมุนจึงทำให้ผู้หญิงที่คบกับทอมสามารถรู้ใจกันได้มากกว่า แน่นอนพวกนี้ก็ไม่ใช่คนเลว แต่เป็นผู้ที่ไม่อาจสำเร็จถึงสัจธรรมในระดับลึกๆได้เลย เพราะไม่รู้ธรรมตามจริง พระพุทธเจ้าจึงห้ามบวชไว้ตั้งแต่ต้น


    กลับมาในเรื่องของกรรม(dynamic) ที่ต่อให้ใครเชื่อและไม่เชื่อก็ตกอยู่ในกรรมอยู่ดี เช่น ผู้หญิงที่สวยมากแต่ไม่ประสบความสำเร็จในความรัก ด้วยเหตุว่าตนอยากให้คนที่ตนชอบมาคอยดูแลเอาใจ เมื่อไม่ได้ดั่งใจ ก็เลิก เพราะคิดว่าตนงดงาม ซึ่งก็จริงแต่เพราะกรรม(การกระทำ)โดยมโนกรรม(ความคิด)เช่นนี้แหละ จึงทำให้แฟนของเธอเบื่อ เพราะต้องคอยตามใจอย่างงั้นอย่างงี้พอไม่ได้ดั่งใจก็ด่าว่า หรือบางคนอาจจะแค่นินทา บางคนอาจจะแค่คิด และสุดท้ายก็เลิกกัน และกรรม(การกระทำ)จะแสดงผลไปเรื่อยๆจนกว่าจะหลุดออกจากกรรมนี้ นี่แลคือสัจธรรม และในกรรมยังแยกย่อยไปได้อีกมากมาย เช่น แฟนไม่ยอมโทรหา มโนกรรมจึงทำงาน คิดว่าเขาไปไหน เขาทำอะไรทำไมไม่กลับ มันมีกิ๊กแน่ๆ เหตุแห่งทุกข์ทั้งหมดเกิดจากไม่รู้ ธรรมตามจริง อวิชชา(ความไม่รู้)จึงบังเกิด ทั้งๆที่สัจธรรมก็แสดงออกมาอยู่ต่อหน้าว่า ความจริงคือ กูไม่รู้ว่ามึงอยู่ไหน คิดไปก็เปล่าประโยชน์ แค่นั้นแล ผู้ที่รู้ทันก็จะปรับอารมณ์กลับมาเป็นปกติได้ แต่หากรู้ไม่ทันมัน มันก็จะกลับมาอีกและก็จะกลับไปหลงต่อไป แต่ผู้ที่หลงก็จะกระทำกรรมต่อไปเรื่อยๆ กรรมเก่าๆ(การกระทำในรูปแบบเดิมๆ) จึงวนย้อนกลับมา เรื่อยๆเพราะกระทำตนแบบเดิมๆ โดยไม่รู้ตัว บางคนกลับหนักกว่า ยอมทำตัวดีๆให้ผู้ชายมารักมาชอบ แท้จริงแล้วนั่นก็หลงเช่นกัน เพราะต้องการให้เขามาคอยเอาอกเอาใจจึงทำดีด้วย พอไม่ได้ดั่งใจก็เสียใจร้องไห้ หากรู้ธรรมตามจริงก็ย่อมพบว่า กูไม่รู้อีกนั่นแหละ ว่าทำดีแล้วเขาจะดีกลับด้วยหรือเปล่า เราจะรู้ได้ต่อเมื่อรู้สัจธรรมตามจริง และสังเกตดูการกระทำ คำพูด และความคิดของเขาเอง ถึงแม้จะไม่จริง 100% เพราะมนุษย์ชอบโกหก แต่ก็พอจะรู้ได้ นี่คือเหตุและผล ที่ทำให้ชีวิตบางคนตกต่ำอยู่อย่างนั้น บางคนก็ดีอยู่อย่างงั้น ในกรณีของมโนกรรม


    ในกรณีของกายกรรม ก็เช่นการซื้อหวย หากซื้อถูกเลขไม่ว่าจะได้เลขดีมาจากไหน หรือซื้อมั่วๆหากถูกมันก็ถูกอีกนั่นแหละ หากเล่นหุ้นถ้าซื้อถูกตัวแม้ไม่ศึกษามันก็ได้เงินอยู่ดี วจีกรรมก็เช่นกัน หากโกหกผู้อื่นมากๆผู้อื่นก็จะไม่เชื่อถือ หรือหากพูดแต่ความจริง ก็จะมีแต่คนเชื่อเพราะมีสัจจะ บางคนที่ยึดติดหนักๆเข้า เมื่อโดนด่าว่า ก็จะคิดหรือพูดออกมาว่า กูจะทำอะไรก็เรื่องของกูมาเสือกอะไรด้วย แน่นอนเป็นความจริงว่าผู้ที่พูดอาจจะเสือก(ยุ่งเรื่องชาวบ้าน) จริง แต่การตอบเช่นนี้นับว่าหลงทางหนักๆเลย หากจะใช้ตรรกะปัญญาอ่อนเช่นนี้ซึ่งมีมาก ทั้งในวัยรุ่น และวัยทำงาน รวมถึงคนชราด้วย หากจะใช้ตรรกะพรรค์นี้ หากตัวผมมีปืน ผมจะเดินไปยิงใครก็ได้ใช่ไหม? เพราะถือว่ามีปืน ปืนมีไว้ยิง กูจะทำอะไรก็เรื่องของกู ถ้ากูมีปืนกูก็จะยิง นี่เหรอ? ตรรกะปัญญาอ่อนที่มนุษย์โลก ทั่วโลกใช้กัน ตรรกะที่มาจากมโน(ความคิด)ที่ยึดถือตัวเองว่ายิ่งใหญ่สุดๆ ทุกคนต้องคล้อยตาม หรือบางคนอาจจะไม่ได้คิดเช่นนี้ แต่อายที่โดนต่อว่า ซึ่งการต่อว่านั้นก็คิดไปเองอีก ต่อว่าคือ การด่า แต่การแนะนำ ว่าไม่ควรทำ คือการชี้แนะ พวกนี้ก็ไม่รู้ธรรมตามจริงเช่นกัน เมื่อปฏิเสธ กรรมก็ยังติดอยู่เพราะยังทำเช่นเดิมไปตลอด จนกว่าจะคิดได้ว่า ทำไมกูไปไหนถึงมีแต่คนไม่ชอบกูวะ? ทำไมสังคมรังเกียจ หรือ คนที่เป็นโรคซึมเศร้าก็เสพแต่ธรรมารมณ์แบบนั้น มันก็เป็นเช่นนั้นแหละ ทำตัวเองกันทั้งนั้น ทั้งกายกรรม มโนกรรม และวจีกรรม รวมถึงผมด้วยกว่าผมจะรู้ได้ก็เสียเวลาชีวิตตั้งแต่เกิดจนถึง 23 ปี ถึงพึ่งจะรู้ แล้วพวกท่านละ ? ตกอยู่ในกรรมของท่านเองกันมาเท่าไหร่แล้ว ? รู้ตัวกันหรือยัง? และนี่ยังเป็นการพิจารณาเรื่องกรรมในแบบของโลก(การพิจารณาโดยการคิด หรือมโน)โดยผสมกับการเข้าสภาวะในการตรวจสอบไม่ใช่การพิจารณาธรรมตามแบบของพระพุทธเจ้า(การดำรงอยู่ในสภาวะนั้นๆและรู้ได้ว่ามันมีอาการอย่างไร)เพื่อหาเหตุและผลของกรรมอย่างแท้จริง





    Ep2: สัมปยุทธตาธัมมา(Compatibility)



    ผลแห่งกรรมที่แสดงออกมานั้นยังแยกย่อยไปได้อีก โดยอีกทางคือ สัมปยุทธตาธัมมา(สภาวะที่เข้ากันได้) โดยวิธีการที่กรรมแสดงผลคือ หากเราเข้าสภาวะสุข แต่ในกลุ่มที่เราไปเข้านั้นกลับประกอบไปด้วย บุคคลที่อยู่ในสภาวะทุกข์ โดยผู้ฝึกสติปัฏฐาน จนมีสติ รู้ สรรพสิ่งที่มีอยู่จริงได้ ไม่ใช่มโนเอา เช่น รู้ว่าอากาศเย็น รู้ว่าอากาศร้อน ย้ำว่าอากาศไม่ใช่ลมเย็น นี่คือมีสติรู้ โดยสภาวะของการเข้าสมาธิคือเพ่งธรรมารมณ์(เพ่งความรู้สึก,สภาวะธรรมที่เป็นธรรมารมณ์,feelings)ซึ่งผิดเพราะเป็นมิจฉาสมาธิไม่มีสติพอจะรู้สรรพสิ่งใดๆ ยกตัวอย่างเมื่อเราตั้งสมาธิมั่นเราจะไม่รู้สึกถึงสภาพรอบตัว ซึ่งทุกคนเริ่มต้นแบบผิดๆโดยการ ดู(เพ่งสมาธิ)ลมหายใจ ทั้งๆที่หลักของพระพุทธเจ้าคือ รู้ลมหายใจ นี่ฉะแลคือบ่อเกิดของการมิจฉาทิษฏิ โดยหากมีสติรู้ขณะมีสมาธิประกอบด้วยจึงนับเป็นสัมมาสมาธิ ไม่ใช่มิจฉาสมาธิ และนี่คือเหตุ และ ผล ของการไม่อาจบรรลุสัจธรรมอันสูงสุดของเหล่าพราหมณ์โยคีต่างๆ แม้จะมีสมาธิอันสูงลิบ ก็จะไปตันที่เนวสัญญา เพราะขาดสติรู้


    กลับมาการที่มีสติรู้ รู้มีความหมายที่กว้างมากผู้ที่ดูลมหายใจมักจะเข้าใจว่านี่คือสติรู้ลมทั้งๆที่ความจริงคือการ เพ่งไปที่ความรู้สึกของลมหายใจและย่อมเป็นเช่นนั้นเพราะคนที่ทำอานาปานสติตอนแรก ทุกผู้คนย่อมไม่รู้ลมหายใจ จึงไปดูเพื่อจะรู้สึกถึงลมหายใจ ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายคือ เวลาลมพัดมาโดนแม้ท่านจะไม่ดูมัน ท่านก็รู้อยู่ว่ามีลมมาโดนท่าน ขณะที่การดูหรือการเพ่งลมหายใจนั้นท่านไม่รู้แบบนี้ แต่ท่านไปดูมันถึงได้รู้สึกและรู้สึกคนละแบบกับการรู้เสียด้วย ซึ่งสมาธิและสติของพระพุทธเจ้า เริ่มจากความรู้สึกทั้งตัว(ใต้ผิวหนัง) แต่กระนั้นผมจะยังไม่พูดถึงเรื่องนี้ ดังนั้นกลับมาที่สัมปยุทธตาธัมมา แปลว่า ธรรมที่สัมปยุทธกัน หรือ ธรรมที่เข้ากันได้ แปลภาษาของมนุษย์ในยุคนี้คือ สภาวะที่เข้ากันได้ เช่น หากท่านอยู่ในกลุ่มที่มีสภาวะสุขกันทุกๆวัน แล้วอยู่ดีๆมีบุคคลในกลุ่มหนึ่งอยู่ในสภาวะเบื่อเซ็ง หรืออะไรก็ตามแต่ที่สภาวะธรรม(ชาติ)นั้นๆเข้ากันไม่ได้ ก็จะถีบตัวออกห่างไปเอง เพราะคนที่เบื่อและเซ็งเขาอยู่ในสภาวะเบื่อ เมื่อธรรมนั้นเข้ากันไม่ได้กับสภาวะสุข ก็จะเบื่อกับการมาอยู่ตรงนี้และอยากจะกลับบ้านหนีออกห่างจากผู้ที่อยู่ในสภาวะที่เข้ากันไม่ได้ เป็นปรกติ แต่หากคนทุกข์เจอกับคนทุกข์ เพราะสภาวะที่เข้ากันได้จึงได้ ปรับทุกข์ระบายทุกข์กันได้มากกว่า โดยธรรมบางชนิดก็เข้ากันได้ หากผู้ใดอยู่ในสภาวะเมตตา กรุณา มุทิตา ก็จะสามารถเข้ากับสภาวะทุกข์ได้ และธรรมที่ใหญ่กว่าสามารถกดข่มสภาวธรรมที่เล็กกว่าได้ เช่น หากท่านมีโมหะ(หลง) ก็สามารถเกิด โลภะ(โลภ) ได้ แต่หากท่านมีโทสะ แม้กระทั่งกามราคะ ที่ว่าเป็นธรรมอันบุรุษพ่ายก็ยังไม่สามารถกดข่มโทสะได้ ไม่เคยมีผู้ชายคนใดหื่นขณะที่กำลังบันดาลโทสะอยู่ ลองพิจารณาธรรมตามจริง(เข้าสภาวะและรับรู้ธรรมารมณ์ของสภาวะนั้นๆไม่ใช่มโนเอาเอง)ย่อมได้คำตอบเอง โดยโทสะจะมีสภาพ ร้อนรุ่ม อัดแน่น หรือจะเรียกว่า เนื้อของสภาวะโทสะก็ได้ ส่วนเนื้อของกามราคะจะเป็นสภาวะ เคลื่อนคล้ายๆน้ำแต่ร้อนรุ่ม และสภาวะเพ่งโทษ จิกกัด ก็เช่นกัน โดยสภาวะเพ่งโทษนั้นหากอยู่ในสภาวะจนเป็นฌาน(ตั้งมั่นอยู่ในธรรมนี้)และเป็นเอกคัตารมณ์(อารมณ์เด่นอารมณ์เดียว)หากมีอารมณ์อื่นๆจรเข้ามาก็ไม่ถอนจิตจากสภาวะนี้ ถือว่าอันตรายมากเพราะ ฌานนั้นคือสภาวะของจิตที่ตั้งมั่นกว่าปรกติจึงเกิดได้ ยกตัวอย่าง หากเราทำชั่ว จิตใจย่อมร้อนรุ่ม กลัว แต่หากทำไปเรื่อยๆ จนใจเย็นไม่ติดขัด เหมือนฆาตกรเวลาทำผิดที่ตอนแรกใจสั่นกลัว ภายหลังกลับเดินจิตตั้งมั่นอยู่แต่ในสภาวะนี้คือเพ่งโทษใครขวางตูฆ่าหมดทำจนเลือดเย็นมีสมาธิไม่วิตกอะไรเลย นี่ฉะแลฌาน ดังนั้นจริงๆทุกสภาวะเป็นฌานได้หมดเพราะฌานคือการอยู่ในสภาวะที่เราตั้งอยู่ซึ่งจะเป็นสภาวะอะไรก็ได้ก่อนที่จะตั้งฐานไปเป็นฌาน พอตั้งมั่นแล้วจึง ปิติ สุข และ เฉย แต่นั่นคือกรณีของ ฌาน 4 ในธรรมารมณ์ที่เสพสุข หรือที่เรียกว่า พรหมวิหาร 4 โดยผู้ที่ฝึกแบบมิจฉาสมาธิแบบฌานฤาษีย่อมตั้งฐานโดยสภาวะเพ่งความรู้สึก จึงไม่อาจพบกับฌานในสภาวะอารมณ์แบบอื่นๆได้เลย แต่หากเป็นฌานในธรรมารมณ์ที่เป็นทุกข์นั้น จะกลับกัน คือ อิจฉา ริษยา อาฆาต และ พยาบาท ซึ่งตรงกันข้ามกับ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ของพรหมโดยสิ้นเชิงสภาวะของคนที่เข้าถึงธรรม(ที่ไม่ดี)ในระดับนี้จะถูกเรียกว่าเลือดเย็น เสียแล้ว แน่นอนที่ไปของบุคคลเช่นนี้ นรกเย็น(โลกันตรนรก) เพราะใจไม่ร้อนรุ่มจากการทำชั่วเสียแล้ว นี่ฉะแล พรหมคือจิตระดับสูงสุดของภพภูมิที่เป็นรูป พวกสัตว์ในโลกันตร์ก็ถือว่าสูงสุดในหมู่ผู้หลงผิดเช่นกัน เพราะเป็นฌานเหมือนกันเสียด้วย


    เช่นกันกับธรรมารมณ์ ด้านลบทั้งหมด ไม่ว่าจะเบื่อ เซ็ง หากท่านใดเดินจิตได้ก็จะรู้เองว่า มันเหมือนกัน เพราะเริ่มจากเบื่อ เบื่อมากๆเข้าใครพูดอะไรก็ขัดหูขัดตา ซึ่งหากคนที่ไม่ได้เป็นฌานก็จะร้อนรุ่ม เป็นปกติ แต่หากท่านใดเป็นฌานแล้วก็จะพบว่า มันเบื่อเป็นปกติ เบื่อจนเจอใครที่สภาวะเข้ากันไม่ได้ก็อยากจะทำให้ทุกข์(หมั่นไส้) ซึ่งก็คือ อาฆาต พยาบาท จนกระทั่งไปถึงการยินดีเมื่อผู้อื่นทุกข์ และสุดท้ายคือเฉยชาต่อการทำชั่วเสียแล้ว ซึ่งรูปลักษณ์ของกายทิพย์ที่ปรากฏ คือสัตว์ที่มีฟันแหลม เล็บคม เพราะกรรมที่จิตชอบจิกกัดทำร้ายชาวบ้าน รูปลักษณ์จึงเป็นฉะนี้แล ไม่งดงามน่าทัศนาเฉกเช่นเหล่าพรหมแม้แต่น้อย แถมอายุของเหล่าพรหมก็นานมากๆ เหล่าสัตว์ในโลกันตรนรกก็เช่นกัน ผู้ใดที่ได้หลงไปสู่ภูมินี้นับเป็นกรรมหนักมาก เพราะหากถอนจิตได้ก็ย่อมไปเจอนรกขุมไฟ ต่อนั่นแล
     
  5. JAKANUSSATI

    JAKANUSSATI สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 ตุลาคม 2018
    โพสต์:
    8
    ค่าพลัง:
    +2
    - ในทางโลก ต้องพาไปรักษาบำบัดที่โรงพยาบาลทางจิตครับ ก็มีหลายคนที่ดีขึ้น การที่หู่แว่วเมื่อเสพย์ยาผมเองพบเจอมากับตัวเองบ้างได้ยินเสียคุยกันเป็นภาษาอะไรก็ไม่รู้ แต่เราเข้าใจความหมายโดยรวมว่ามันคืออะไร บ้างได้ยินเสียงคนมาพูดอยู่ข้างว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ก้องเสียงให้ทำให้เป็นไปต่างๆนา แต่แท้ที่จริงแล้วมันคือจิตเราเองที่กระทำ โดยความคิดกระทำแยกจากจิตที่จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่เพราะขาดสติจึงไม่รู้ว่านั่นมันคือความคิดกระทำของตนเอง ปรุงแต่งไปเอง หรือเอาใจเข้าไปร่วมในความคิดปรุงแต่งตนเองสืบต่อจนหลงไป เมื่อเสพย์ยาคนที่เสพย์ยาจะเข้าไปในส่วนนี้ คือเข้ามิติของเขาแบบนี้ ขนาดนักปฏิบัติธรรมท่านยังให้แยกแยะพิจารณาเพื่อความไม่หลงไปบ้าง เห็นสี แสง นิมิตมันคืออาการหนึ่งๆของจิตที่มีอยู่นับล้านๆแบบ ตามสัญญาตามแต่จะปรุงไป ได้อรูปฌาณโลกียะมีเยอะใช่ว่าจะบรรลุธรรมอย่างนี้เป็นต้น ทีนี้เมื่อคนเสพย์ยาจะยิ่งหนักไม่รู้ตนเลย ควรพาไปรักษาที่โรงพยาบาลทางจิต เขาจะให้ยาคลายเครียด คิดน้อย อาจจะเหม่อลอยบ้างแต่รู้ตัวอยู่ แล้วไม่นานก็จะดีขึ้น หากรักษาเขาช้าจะกลายเป็นไบโพล่าได้ หรือวิปลาสไปเลย

    - ในทางธรรม เราสามารถประครองเขาให้เลิกยา แล้วน้อมมาปฏิบัติ ลด เลิก ละ บำบัดจิตเพื่อแม่ ทดแทนคุณของแม่ได้ หรือ ถ้าเขาไม่ฟังทำไม่ได้ ก็ต้องส่งโรงพยาบาล.. ถ้าทำได้ก็ให้ปฏิบัติกรรมฐานไป..

    - ส่วนที่คุณแผ่เมตตา คิดว่ายิ่งแผ่ยิ่งขึ้น นั่นมันจิตเขาไม่ใช่จิตเรา การที่เรากระทำเมตตาจริงแท้นี้ไม่ใช่สวดเพื่อให้เขาเลิกยาหายๆๆๆๆๆๆๆ แต่เรานี้จะช่วยเขาให้ะพ้นทุกข์ต่างหากนั้น คือ เมตตา การแผ่เมตตาต้องแผ่ไปด้วยกายใจเรานี้ไม่มีโลภ โกรธ หลง แต่แผ่ด้วยใจเอื้อเฟื้อสุขไปสู่เขา เอาความสุขสำเร็จอันปราศจากกิเลสนั้นของเราไปให้เขา หากทำได้แค่แผ่ แต่พอเจอกันจริงๆกลับทะเลาะกันมันไม่เกิดประโยชน์ ต้องทำให้ได้ตลอด เราก็ต้องทำให้เขาเห็นความปารถนาดีของเราที่มีต่อเขา เมื่อเขาเห็นว่าเราไม่เป็นภัยกับเขา ก็ต่อยชักจูงให้เขาน้อมมาตามเราในทางที่ถูก


    - การแผ่ศีลไปสู่น้องคุณ ศีลของพระพุทธเจ้านี้ คือข้อละเว้นเพื่อความไม่มีทุกข์ ไม่มีเวร ไม่มีภัยอันตรายเบียดเบียนแก่เรา ที่สุดคือความหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ไม่เอาความสุขสำเร็จของกายใจเราไปผูกขึ้นไว้กับสิ่งใดให้ร้อนรุ่มเร่าร้อน ถึงความปรกติกายใจที่ไม่เร่าร้อน มีปรกติเป็นที่สบายกายใจ เบา เย็นใจ ไม่ติดใจข้องแวะกับสิ่งไรๆในโลก เมื่อรู้ถึงศีลของพระพุทธเจ้าดังนี้แล้วก็ให้คุณน้อมเอาใจอันสละคืนกิเลสทั้งปวงแล้วแผ่ไป มีจิตผ่องใส มีใจเอื้อเฟื้อ เว้นจากความเบียดเบียน แผ่ความเอาสุขสำเร็จอันเป็นปรกติของใจที่ไม่เร่าร้อน สงบ สบาย เบาเย็นใจ มีจิตเป็นกุศล ความไม่ก้าวล่วงกรรม ละเว้นเจตนา คือ ละเว้นการทำใจไว้ในอารมณ์ความรู้สึกอันก้าวล่วงเบียดเบียนคนอื่นโดยราคะ โทสะ โมหะ ทำได้โดยประครองใจไม่ให้ติดใจข้องแวะสิ่งไรๆในโลก ทำจิตให้เบิกบานสงบรวมไว้ในภายใน เมื่อจิตดำรงมั่นดังนี้ จิตจะสงบความตรึกนึกคิดอันเป็นความปรุงแต่งแห่งวาจา และละการสั่งจงใจกระทำทางกาย มีกาย วาจา ใจสงบรำงับอยู่ด้วยประการดังนี้ จิตมันจะมีกำลังแล้วแผ่เอาความสงบเบาเย็นใจความไม่ก้าวล่วงบาปกรรมอันเป็นอกศุลธรรมอันลามกจัญไรที่จะยังแต่ความเสื่อมเสียทั้งปวงมาสู่ตนนั้น แผ่ไปให้น้องคุณ..โดยทำไว้ในใจถึงความปารถนาให้เขาได้เป็นสุขดำรงชีวิจอยู่ด้วยความมีปรกติไม่เร่าร้อน เย็นใจ ดำรงไว้ซึ่งกาย วาจา ใจ อันไม่ก้าวล่วงเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น มีปรกติสุขยินดีมีสติตั้งอยู่ไม่มีเวรภัยทั้งที่เนื่องด้วยกาย และเนื่องด้วยใจ คงความปรกติสุขใจไว้สืบไป พ้นแล้วจากการกระทำอันล่วงอกุศลกรรมอันเป็นเวนภัยอแก่ตนทั้งปวง

    ส่วนกรรมเก่าของเขาเป็นส่วนตัวเขาผู้มีอภิญญาจะรักษาโรคได้ แต่คงไปแก้จิตใจใครไม่ได้ แม้รูป เสียง ที่เขาเห็นจะเป็นอะไร การที่จะแก้ได้บางครั้งก็ไม่ใช่หน้าที่ของเขา เป็นกรรมเฉพาะตน เรื่องที่ต้องรู้ก่อนเลยว่าอาจเกิดจากจิตหลอน เราต้องแก้ตรงนี้ หากยิ่งไปตามจะยิ่งหนักแย่เอาได้ ผมเคยเจอ ข้อสำคัญคือทำให้เขาใช้ชีวิตปรกติบนโลกนี้ได้

    --------------------------------------------------------------------------

    จำแนกอธิบาย

    หากเขาน้อมมาละเข้าสู่กรรมฐาน ซึ่งเป็นกรรมฐานแท้ๆไม่ใช่การท่องจำกฏแห่งกรรมหรืออภิธรรม แต่เอาสัมมาทิฏฐิให้เขานั่นเอง ผมไม่ถึง ไม่มีความรู้ จะขอกล่าวอย่างคนไม่ถึงนะครับ หากเขาพร้อมจะทำให้ทำดังนี้..

    กรรม. เดิมแล้วจิตเรานี้จรไปไม่สิ้นสุดตามแต่การกระทำ ผลสืบต่อเนื่องของการกระทำต่างๆที่เราได้ทำไว้ในกาลก่อน เป็นตัวส่งผลให้เราได้พบ ได้เจอ ได้เป็น ได้สัมผัสในสิ่งต่างๆตามแต่การกระทำนั้นๆที่ทำสะสมมาในกาลก่อน มาชาตินี้กายนี้พ่อแม่ให้เรามา ให้จิตเราที่จรมานี้ได้เข้ามาอาศัยอยู่ มีรูปพรรณสัณฐาน สติ ปัญญา อายุ วรรณะ สุขะ พละ ยาก ดี มีจน โง่ ลำบาก สบาย พิการ สมบูรณ์ ก็ตามแต่บุญบารมีที่เราสะสมมา การที่เข้ามาอาศัยกายที่พ่อแม่ให้มาแล้วต้องมาติดยา ไม่รู้ตัว ไม่รู้จักพระพุทธศาสนา จิตใจชั่วร้าย หลงอยู่ไม่มีสตินี้ เพราะกาลก่อนเราคงไม่ทำปัญญาสะสมโดยสุจริต หรือเบียดเบียดปัญญา ดูถูกปัญญา ทำร้ายผู้รู้ ผู้สุจริต กุลบุตรมามาก มีความคิดชั่ว การได้เกิดเป็นคนมีฐานะ มีมิตร มีบริวารมากเพราะมีทานมาก่อน การที่เราเกิดเป็นคนได้เพราะมีศีลมาก่อน เมื่อได้มาเกิดแล้วไม่สะสมบารมีต่อด้วยขาดสติยั้งคิดถูกผิดดีชั่ว จึงหลงไปในอบายมุกอย่างหนักจนวิปลาส

    การที่เข้ามาอาศัยกายที่พ่อแม่ให้มาแล้วต้องมาติดยา ไม่รู้บุญคุณกายที่พ่อแม่ให้มาว่าควรใช้ทำอบรมบารมีและทดแทนคุณน้ำนม คำข้าว แรงกาย แรงใจท่าน ไม่รู้บุญคุณบิดามารดาที่เลี้ยงดูเรามาอย่างดีจนเติบใหญ่นี้ เป็นความ "อกตัญญู"
    ดังนี้การให้เขาน้อมพิจาณาในปัจจุบันก็พึงให้เขารู้ว่า การที่เขาต้องมายาวิปลาสอยู่ในตอนนี้เพราะกรรม
    - กรรม คือ เจตนา กรรมที่ขาดสติยั้งคิด ไม่มีปัญญา เป็นผู้หลงง่าย ระลึกไม่ได้ แยกแยะไม่ได้ ปิดกั้นคำเตือน ปิดกั้นสติตนคือความประมาท ทำให้ต้องมาติดยา เมื่อติดแล้วก็ต้องทุรนทุรายหายามาเสพย์ไม่ขาด กระวนกระวายเมื่อไม่ได้เสพย์ โมโหร้าย ใจจะขาดเมื่อไม่ได้เสพย์ เสพย์แล้วก็อยู่กับความจริงไม่ได้นี่คือผลของกรรม
    - กรรม คือ การกระทำทางกายและวาจา ที่เสพย์ยา ติดยา เมื่อติดยาแล้วก็เป็นที่รังเกียจ เกลียดชัง หวาดกกลัว ไม่มีคนอยากเข้าใกล้ ทีแต่คนหวาดระแวง แม้แต่ตัวผู้เสพย์ก็ติดหลงความคิดสมมติของปลอมจนเป็นคนตระหนกหวาดกลัว ระแวงคนจะมาทำร้ายตน เผลอๆทำร้ายบิดา มารดา บุพการีด้วย อย่างนี้มันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์เล่า หากเห็นว่าสุข สุขนั้นมันเพียงชั่วคราวตอนที่ได้เสพย์เท่านั้นแล้วก็ดับสุขนั้นเมื่อเสพย์เสร็จแล้ว แต่ตอนหลังเสพย์นี้สิต้องมาตะเกียกตะกายหาเสพย์ กลัวคนทำร้าย กลัวตำรวจจับ ข้ามวันข้ามคืน อย่างนี้เป็นสุขหรือเป็นทุกข์เล่า สุขเพียงชั่วคราวแต่ต้องแลกมาด้วยความทุกข์ทรมานจากสิ่งเหล่านี้มันควรหรือไม่ควรเล่า
    เพื่อให้เข้าใจง่ายผมขอเปรียบเทียบเหมือนคนกินเหล้า พอกินนี้เป็นสุขสำราญสนุกสนาน แล้วก็ใจใหญ่รวยเงินสะพัด สุดท้ายไม่กี่ชั่วโมงก็จบลง ความสุขจากกินเหล้านี้มีเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น เมื่อตื่นมาก็พบกับทุกข์คือ ปวดหัว เวียนหัว จะอ๊วก วิงเวียน กินข้าวไม่ได้ พะอืดพะอม เงินที่ควรจะใช้ถึงรอบได้เงินใหม่ก็หายหมดไม่มีเงินอยู่กิน มิหนำซ้ำตอนเมาที่ระลึกไม่ได้ไม่มีสติก็ไม่รู้ไปทำผิดอะไรกับใครไว้บ้าง ต้องมาหวาดกลัวหวาดระแวง หรือเสียใจในภายหลังอีก แล้วต้องบากหน้าตะเกียกตะกายวิ่งเต้นขอความช่วยเหลือจากคนนั้นคนนี้ทั้งเรื่องเงิน เรื่องงาน เรื่องเรียน เรื่องคดีความ เรื่องวิวาท เมื่อเห็นอย่างนี้แล้วควรอยู่หรือที่เราจะตะเกียกตะกายขวานขวายเสพย์มัน เมื่อโทษนี้มีมากและยาวนานแต่สุขจากมันมีแค่วูบวาบๆประเดี๋ยวประด๋าวก็เดับไป เมื่อสิ่งใดที่โทษมันมีมากคุณมีน้อยหรือไม่มีเลยสิ่งนั้นย่อมประกอบไปด้วยทุกข์ เมื่อรู้ว่ามันเป็นทุกข์เข้าเห้นในทุกข์เราก็บอกเขาให้เขาพึงละเลิกเสียให้ได้ ข้อสำคัญคือเราต้องอยู่ข้างเขาไม่ทิ้งเขาให้เขามั่นใจและตั้งมั่นทำหัวใจสำคัญคือความเป็นครอบครัวนี้แหละ เริ่มจากการรักษาบำบัดโดยวิทยาศาสตร์ทางจิต คือ จิตแพทย์ ค่อยๆเว้นห่างยาเสพย์ติดออกไป ต้องมุ่งมั่นตั้งใจให้มั่นที่จะทำ การรักษาใจก็ให้เขาน้อมใจลงปฏิบัติธรรมกรรมฐานนั่นเอง
    ชี้ให้เขาเห็นว่าสิ่งทั้งปวงในโลกนี้ล้วนไม่เที่ยง ไม่ว่าการเสพย์ยา บ้าน รถ สิ่งของ พ่อ แม่ ครอบครัว พี่น้อง แม้แต่ตัวเขาเองล้วนไม่เที่ยง อยู่ได้ไม่นานก็ต้องดับสูญไป ไม่ยั่งยืนอยู่ได้นานเลย อยู่ได้นานสุดก็แค่หมดลมหายใจนี้เท่านั้น เรามีเพียงบุญและบาปที่ติดตามไปทุกๆชาติ ให้มีเดช สติปัญญา โภคทรัพย์ สมบัติ บริวาร อายุ วัณณะ สุขะ พละที่เป็นไปต่างๆนาๆตามบุญบารมีที่สะสมไว้ในทุกๆชาติ หากเราไม่อยากตายไปทรมาน ได้ไปสู่สุคติภูมิ อยากเกิดมามีแต่สิ่งที่ดีพร้อม ก็พึงสะสมไว้เสียแต่วันนี้ ตอนนี้ทำพ่อแม่ครอบครัวเสียใจหนักมันเป็นอนันตริยะกรรม บาปหนักเป็นเปรตไม่ได้อยู่กินอย่างปรกติ พึงตั้งมั่นทำดีเสียแต่ตอนนี้ การเสพย์ยาไม่ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นมากไปกว่าเสี้ยนยาและเป็นขี้ยาเลย แล้วต้องมาได้ยินเสียง เห็นภาพหลอนอะไรก็ไม่รู้อีก สิ่งที่ติดตามไปทุกภพทุกชาติ คือ บุญกับบาปนี้เท่านั้น ดังนี้เร่งสะสมความดีเพื่อตัวเองเสีย เพื่อให้ได้สติปัญญากลับมา มีทาน ศีล ภาวนาบารมีตั้งอยู่ในตนไม่เสื่อมไป ซึ่งไม่ใช่ของยาก ไม่ใช่ทำได้ยาก

    - เจริญทาน
    คือ การให้ เพราะเรามีพอแล้วอิ่มแล้วเราจึงทานให้คนอื่นได้โดยไม่ติดใจข้องแวะ ดังนั้นเราทานเพื่อทำให้เรารู้จักอิ่มพอ, เพราะเรามีทรัพย์สินเพียงพอจึงให้ทานได้ การแสวงหาอยากได้ปรนเปรอตนไม่สิ้นสุดมันหาประโยชน์สุขอื่นใดไม่ได้นอกจากไฟสุมใจดิ้นรนตามความอยากนั้น, เมื่อละความโลภในใจตนได้ เราก็มีใจสละแบ่งปันอยากให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์สุขจากสิ่งที่เราแบ่งปันเขานี้ เราให้ทานไปเราก็อิ่มใจเป็นสุขที่ได้ให้ เพราะไม่มีโลภจึงสละได้ ละโลภจึงได้ทาน เพราะอิ่มเต็มกำลังใจ สละได้จึงถึงจาคานุสสติ จนถึงความอิ่มขันธ์ ๕ พอแล้ว สละคืนอุปธิทั้งปวง ดังนี้..

    - เจริญศีล ศีล คือ ความปรกติ ไม่ใช่สิ่งอื่นใดที่ปรกติ แต่หมายถึงใจเราเป็นปรกติ ไม่เร่าร้อน
    ..เราไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายใคร ไม่ฆ่าใคร เราก็ไม่ต้องกลัวคุก ไม่ระแวงจะถูกจับหรือถูกทำร้ายกลับคืน
    ..เราไม่ลักทรัพย์ คดโกงฉ้อโกงเขา ไม่อยากได้ของเขามาเป็นของตน เราก็ไม่ต้องคอยหลบหนี กลัวคนอื่นรู้ กลัวเจ้าของทรัพย์รู้ กลัวถูกจับ กลัวถูกทำร้าย
    ..เราไม่พรากบุคคลอันเป็นที่รักของใคร ไม่หมายใจเอาบุคคลอันเป็นที่รักของผู้อื่นมาเชยชมครอบครอง เราก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดปัญหา ไม่ต้องกลัวความผิดโดนฟ้องจับเข้าคุก หรือการเรียกร้อง หรือทำร้ายเอาคืนเราในภายหลัง
    ..เราไม่โกหก ไม่พูดหลอกลวงใคร ไม่พูดสิ่งที่ไม่จริง ไม่พูดเพ้อพร่ำพรรณาไร้สาระ ไม่ปากร้ายพูดให้ร้าย พูดให้คนอื่นเสื่อมเสีย ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดด้วยใจมุ่งร้าย ไม่พูดโดยขาดสติ พูดสิ่งที่ประกอบด้วยประโยชน์ เราก็ไม่ต้องไม่เร่าร้อนกลัวเขาจะจับได้ เขาจะรู้ เขาจะมาทำร้าย เขาจะยังความเสื่อมมาให้
    ..เราไม่เสพย์สิ่งใดอันทำให้ขาดสติ สติตั้งอยู่ไม่ได้ ระลึกรู้ยับยั้งแยกแยะพิจารณาดีชั่วไม่ได้ อันทำให้หลงลืมไม่รู้ตัว เราก็ไม่พลาดพลั้งในสิ่งชั่วสิ่งผิด ยังดำรงตนไว้อยู่โดยชอบได้
    เหมือนที่ติดยา ติดยาทำให้ขาดสติกระสันอยาก เวลาอยากมันไม่สนว่าต้องลักทรัพย์ทำร้ายใครเพื่อให้ได้ยามาเสพย์ เมื่อเสพย์ก็ไม่รู้ตัวหลอน ติดในความคิดฝันนิมิตเป็นตุเป็นตะสิ่งนั้นสิ่งโน้นมี จนที่สุดเกิดการทำผิดมหันต์มีเยอะแยะมากมายให้เห็น เพราะระลึกไม่ได้ ยับยั้งช่างใจไม่ได้ แยกแยะไม่ได้นั่นเอง


    สิ่งที่ได้มาจากการผิดศีลมันเป็นของร้อน แม้ได้มาก็ต้องเสียไปไม่ยั่งยืน เพราะสิ่งนั้นมันเป็นของร้อนได้มาเพราะร้อย เสพย์มันก็ด้วยความร้อน ครอบครองมันด้วยความร้อน ต้องคอยกลัวระแวง ระแวดระวังอยู่ตลอด ไม่มีความปรกติสุขเย็นกายสบายใจ และสิ่งต่างๆเหล่านั้นที่ไปเบียดเบียนเอาของเขามาไม่ยั่งยืนนาน อยู่ได้นานสุดแค่หมดลมหายใจนี้เท่านั้น ขนาดตอนที่เรายังมีลมหายใจอยู่เรายังอยู่กับมันครองครองมันไม่ได้ตลอดเวลาเลย แล้วจะไปเอาใจผูกขึ้นไว้กับสิ่งที่ผิดศีลจนกระทำผิดศีลนี้ให้เป็นทุกข์ตนเองทำไม สุขชั่วคราวแต่ทุกข์และตราบาปนี้มีไปตลอดชีวิตติดตามไปทุกภพชาติมันคุ้มกันแล้วหรือ ดังนี้เราควรตั้งในศีลเสียเพื่อความไม่มีทุกข์ของเรา
    เมื่อเรามีศีล ผลร้ายจากสิ่งเรานี้ก็ไม่มีแก่เรา เราก็ไม่เร่าร้อน เป็นที่สบายกายใจ ไปอยู่ที่ใดก็สบายไม่ลำบาก ไม่เบียดเบียน ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไม่มีภัย แม้ตายก็ไม่ก้าวล่วงสู่ภพภูมิอันชั่ว ย่อมไปสุคติแน่นอน ละโทสะความเร่าร้อนเบียดเบียนได้ศีลดังนี้เป็นต้น

    - เจริญภาวนาอบรมจิต เพื่อให้ใจเราฉลาดในการปล่อยวาง ไม่ติดใจข้องแวะโลก จิตมีกำลังอยู่ได้ด้วยตัวเอง กำลังใจดีมีจิตเข้มแข็งไม่อ่อนไหวไปตามสมมติกิเลสของปลอม ไม่หลงตามสมมติกิเลสของปลอมเครื่องล่อใจ มีจิตแจ่มใสเบิกบาน มีสติสัมปะชัญญะดีงามประกอบด้วยปัญญาโดยชอบธรรม

    สภาวะทางจิต โดยมากผู้มีภาวะทางจิตเพราะติดความคิดสัญญาวิปลาสทำให้คิดไปต่างๆนาๆ ข้อที่ต้องให้เขาทำ คือ ละความคิด ไม่ติดสมมติความคิด พึงรู้ว่าจิตรู้สิ่งใด ไม่ว่ารูปใด สีใด แสงใด เสียงใด กลิ่นใด รสใด สัมผัสกายใด สัมผัสใจใดด้วยความเป็นสิ่งนั้นตัวตนนั้น ล้วนเป็นสมมติทั้งหมด ไม่ติดใจข้องแวะในรูปใดๆ เสียงใดๆ กลิ่นใดๆ รสใดๆ สัมผัสกายใด ความรู้สึกนึกคิดการสัมผัสใจใดๆ ไม่ยึดจิตสิ่งที่จิตรู้ ก็ไม่ยึดสมมติ

    - จิตที่รู้แต่สมมติเป็นเหตุแห่งทุกข์ ผลอันเกิดจากจิตรู้สมมติเป็นทุกข์

    ** ซึ่งหากเราจะไปบอกเขาว่า..หากเขาอยากรู้ว่าเสียงที่มาคุยกับเขาคือใคร มีตัวตนยัวงไง เป็นเสียงคนอื่นจริงหรือคิดไปเอง ก็ให้กรรมฐาน เพราะกรรมฐานในพระพุทธศาสนารู้ได้ แล้วให้เขามาปฏิบัติละสมมติ อยู้กับปัจจุบัน มีสติ สัมปะชัญญะให้มาก มีจิตตั้งมั่นมีกำลังใจดี --แต่เพราะว่าเราไม่เก่งพอ ไม่มีเวลาพอจะช่วยเขาได้เหมือนท่านที่ถึงแล้ว หรือพระพุทธเจ้าทรงทำ มันจะเป็นการไม่ดี จะยิ่งทำให้เขาเตลิดไปใหญ่ ดังนั้นการรักษาต้องควบคู่ไปทั้งทางโลก และทางธรรมด้วยการละสมมติ **

    --------------------------------------------------------------------------

    การปฏิบัติ

    1. สงบนิ่ง ไม่ยึดจับสิ่งใดทั้งสิ้น เอาจิตจับที่ความสงบว่าง สงบใจรวมไว้ภายใน ไม่สัดส่ายให้ความสนใจส่งไปตามแสง สี เสียง สัมผัสใจใดๆ โดยพึงระลึกว่า ความมืดเมื่อหลับตานี้แหละ คือ ปัจจุบัน โดยปัจจุบันมันไม่มีอะไรทั้งสิ้นนอกจากความมืดและตัวเราอยู่ท่ามกลางความมืดสงบนั้น แสงอื่น เสียงอื่น สีอื่นเป็นเพียงสัมผัสภายนอกไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่จิตของเรา จิตของเรานี้คือตัวรู้ ตัวสงัดสงบนิ่งว่าง เบา สบาย เย็นใจ ไม่มีความเร่าร้อน มืดสงบสบาย
    2. การยึดถือ เอาใจเข้ายึดครอง รูป สี แสง เสียง กลิ่น รส ความรู้สึกสัมผัสกาย ความรู้สึกนึกคิดสัมผัสใจ เราเอาใจเข้าไปผูกขึ้นไว้กับสิ่งนี้ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดทุกข์ หวาดกลัว ระแวง เร่าร้อน ร้อมรุ่มสุมไฟเผาตนไม่สิ้นสุด ไม่ว่าจะ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสกาย สัมผัสใจที่รัก หรือชังก็ตาม เพราะรูปเป็นของร้อน เสียงเป็นของร้อน กลิ่นเป็นของร้อน รสเป็นของร้อน สัมผัสกายเป็นของร้อน สัมผัสใจเป็นของร้อน ดังนี้เราไม่ควรยึดถือเอารูปใด เสียงใด กลิ่นใด รสใด สัมผัสกายใด สัมผัสใจใดมาถือเอาว่าเป็นตน เป็นตัวตนบุคคลใด เป็นเรา เป็นของเรา
    3. เพราะจิตเราไม่มีกำลังจึงหลงไปตาม รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสกาย สัมผัสใจ ดังนี้ตั้งสติไว้เฉพาะหน้า สงบใจรวมไว้ให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ สงบ สบาย จิตเราจะมีกำลังต่อให้ มีรูปใด สีใด เสียงใดมาก็ให้รู้ว่าสิ่งภายนอกไม่ใช่จิต ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งที่ควรยึดเอามาเป็นที่ตั้งเครื่องอยู่ของจิต เพราะมันของปลอมทั้งนั้น จิตเรามีเครื่องอยู่โดยชอบด้วยสติสมาธิไม่หวั่นไหวไปตามกิเลสเครื่องล่อใจ หรือรูปใด สีใด แสงใด เสียงใด กลิ่นใด รสใด สัมผัสกายใด สัมผัสใจใด ความสงบรำงับใจจากสมมติกิเลสของปลอมทั้งปวงเหล่านี้เสียได้เป็นสุข
    - เมื่อรู้ดังนี้แล้วก็ตั้งใจให้มั่นมีสติระลึกรู้อยู่ทุกเมื่อในสฬายตนะ แล้วสัมรวมระวังกายใจไว้ไม่ส่งออกนอกสืบต่อเกินกว่าปัจจุบันและทำแค่รู้แล้วก็ปล่อยผ่านไป นี้เป็นอินทรีย์สังวร ไม่เอาความสุขสำเร็จของกายใจเราไปผูกขึ้นไว้กับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสกาย สัมผัสใจอันเป็นสมมติของปลอมให้ใจเร่าร้อนไปเสีย ไม่ไปติดใจข้องแวะมันไม่ว่าสิ่งไรๆในโลก ติดใจข้องแวะมันไปก็หาประโยชน์สุขไรๆไม่ได้นอกจากทุกข์ ความสงบกายใจรวมไว้ในภายในโดยชอบนี้เป็นสุข


    - จิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติเป็นมรรค ผลอันเกิดจากจิตเป็นจริงคือนิโรธ

    --------------------------------------------------------------------------

    หากไม่เกิดประโยชน์ก็ขออภัยด้วยครับ ผมแค่คนธรรมดาไม่มีอภิญญาญาณคงแนะวิธีช่วยเหลือได้เท่านี้ครับ ขออภัยหากไๆม่เป็นประโยชน์

    ---------------------------------------------------------------------------------------
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 ตุลาคม 2018
  6. Sataniel

    Sataniel วิชชาจรณะสัมปันโน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    657
    ค่าพลัง:
    +986
    ใช่ผมนึกว่าคุณคุยกับผม พอมาอ่านแล้วเห็นว่าไม่ใช่จึงได้ลบข้อความไป แต่ผมจำได้ว่าผมไม่เคยแจ้งลบกระทู้นี้นะ ? ใครบอกคุณว่าผมแจ้งลบครับ ? ผมงง ?
     
  7. Sataniel

    Sataniel วิชชาจรณะสัมปันโน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    657
    ค่าพลัง:
    +986
    และที่สำคัญ ประโยค "ผมลบนะครับ" จะตัดต่อทำไม ? บ้าอะป่าว ส่วนประโยคอื่นๆนั้นใช่ แต่กว่าจะตัดต่อเสร็จน่ะนานไหม ผมลบไปตั้งแต่วันที่โพสท์เลย เพราะรู้แล้วว่าคุณไม่ได้คุยกับผม แล้วพึ่งจะมาตอบวันนี้ "เพราะไปตัดต่อ" ว่าผมแจ้งลบเนี่ยเพื่ออะไร ? ผมไม่เข้าใจ ถ้าสิ่งไหนผม "ทำจริง" ผมก็ยอมรับว่าจริง ทั้งกระทู้นางมาร ผมก็แจ้งลบ แต่อันนี้ผมไม่ได้แจ้งลบ "ดังนั้นอย่าตัดต่อ" นะครับ แค่ผมว่าคุณ"นี่แค้นฝังหุ่น"เลยอะป่าวเนี่ย น่าตกใจจริงๆ

    และที่สำคัญ "นี่ไม่ใช่กระทู้คุณ" ผมจะแจ้งลบทำไม ? ผมก็ว่าละ ว่าผมไม่เคยแจ้งลบนะ และประโยคเริ่มต้นมันก็แปลกๆ ผมไม่เคย "พิมพ์ข้ามขั้นตอน" เหมือนที่คุณตัดต่อว่า "อยู่ดีๆก็พิมพ์ว่า "ผมลบนะครับ" แถมดันไปแก้ที่ห้องแอร์ซะด้วยนะ สงสัยจะร้อนมั้งครับ หึหึ
     
  8. Sataniel

    Sataniel วิชชาจรณะสัมปันโน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    657
    ค่าพลัง:
    +986
    และต่อให้คุณไม่มีข้อความใด เกี่ยวกับผมเลยสิ่งที่คุณโพสท์มันก็ผิดอยู่ดีครับ ซึ่งต่อให้คุณไม่ท่องจำ แต่คุณก็ปฏิบัติผิดอยู่ดี เพราะ เพราะคุณไม่ได้บอก "วิธีทำ" จริงๆ เพราะคุณ"ไม่ได้ทำ" แต่คุณ "คิดว่าทำ" อย่างที่บอกว่า สงบใจ? เนี่ยคนที่ฟังจะทำยังไง ? เขาก็นั่งมโนเอาเองว่าใจสงบๆ ไม่ทุกข์ๆ ซึ่งความจริง "มันก็ทุกข์" อยู่ดี หรือจะการนั่งสมาธิที่หลับตากัน แล้วเข้าใจว่าเป็นสมาธิ ทั้งๆที่ยังส่งจิตออกนอกอยู่เลยเนี่ยนะ ? เนี่ยนะจิตจับที่ความว่าง ? จิตมันจับยังไง? ไม่เห็นจะบอกวิธีทำเลยมีแต่ บอก "แนวคิด" ทั้งนั้น และ คุณใช้คำว่า "พึงระลึก" ซึ่งระลึก = คิด หรือ มโน นั่นแล และคุณสอนให้คนอื่น "มโน" นะนั่น ความมืดเมื่อหลับตาคือปัจจุบัน ถ้าพูดตามตรรกะมันใช่ แต่ "วิธีทำ" ไม่ใช่ เมื่อระลึก(คิด) จิตไปอยู่กับความคิด "ซึ่งไม่ใช่ปัจจุบัน ขณะ" ตั้งแต่แรกแล้วเหมือนกัน

    วิธีตรวจสอบ : ปัจจุบัน ขณะ
    -ให้ทดลองคิดอะไรก็ได้รัวๆ(พูดในหัว)
    -ให้ทดลองมโนภาพในหัว(ทั้งชัดและไม่ชัดจนเป็นภาพ HD)
    -ให้ทดสอบ รู้สภาวะรอบนอก(รู้ไม่ใช่เพ่ง) ฝึกการรู้โดยการเปิดพัดลมเป่า โดยปล่อยตัวสบายๆ และมันจะรู้เองว่าสภาวะภายนอกกาย มันเป็นยังไง และให้ฝึกรู้กว้างๆจนรู้ว่าลมมันพัดมาจากไหน และหากฝึกรู้ให้กว้างและรู้ให้ละเอียดไปเรื่อยๆ จะพบว่าสภาวะ ความรู้สึกตัว(เวทนา) กับ ภายนอก และกายเนื้อ มันคนละชั้นกัน มันอยู่แยกกัน

    ผลสรุป : เมื่อคิดอัตตาจิตไปอยู่กับความคิด ทำให้ไม่ใช่ปัจจุบัน ขณะ(เพราะไปอยู่กับความคิดแทน)เพราะปัจจุบันไม่ว่าจะทำอะไรอยู่เราไม่รู้ตัวเลย
    เมื่อทดลองมโนภาพ จะพบว่ายิ่งชัด การรู้รับตัว(สภาวะภายนอก) ยิ่งไม่รู้ขึ้นเรื่อยๆตามความชัด ดังนั้น การมโนภาพ นั้นไม่ใช่ปัจจุบัน ขณะ ซึ่งรู้สภาวะภายนอก คือ "สติ" และความรู้สึกตัว คือ "สัมปชัญญะ"หรือ กายเวทนาก็ได้ นั้นจะเป็นตัวที่ทำให้อยู่กับปัจจุบัน ขณะได้ดี



    เรื่องการยึด
    การยึด ที่บอกว่าเอาใจ ? ใจอยู่ตรงไหนมีแต่ "จิต" นั่นแหละที่ยึด ใจเป็นตัวกำหนดตังหาก และการยึดคืออะไร ? ในเมื่อไม่สอน "วิธีทำ" เอาแต่พูดอย่างเดียว ซึ่งเรื่องที่คุณบอกนั้นคือการ "อภิปราย" ไม่ใช่วิธีทำทั้งสิ้น

    วิธีตรวจสอบ
    -ให้ทำตัวสบายๆพักผ่อนหย่อนใจ มองตรงไปข้ามหน้าเฉยๆไม่ต้องเกร็ง
    -ให้อยู่ในสภาวะนี้และ ย้ายจุดโฟกัสอย่างรวดเร็วไปมาหลายๆครั้ง(ห้ามขยับลูกตา)
    -เมื่อทำแล้วจะพบว่า มี"อะไรบางอย่างในหัว ขยับไปโฟกัสในจุดๆนั้น
    -เมื่อรู้แล้วว่าอะไรบางอย่าง(อัตตาจิต) มันส่งออกนอกยังไง ให้ทดลองเกร็งแขน และ ตรวจสอบว่า เมื่อเกร็ง อัตตาจิตมันไปโฟกัสในส่วนที่เกร็งแทน และเมื่อโฟกัสแล้วจึงรู้สึกถึงมัน(ความเป็นตน)
    -หากทำได้ให้ทดลองโฟกัสที่ "ความรู้สึกตัว" และให้ดำรงสภาวะค้างไว้ และให้ทดลองโกรธ สุข บลาๆ จะพบว่า ความรู้สึกตัว(เวทนา) มันจะเปลี่ยนไป เช่นเวลาโกรธ เวทนาจะร้อนรุ่มแผดเผา ซึ่งนี่คือวิปัสสนาจริงๆ ไม่ใช่"คิดเอาเองว่า อ่อโกรธมันเป็นอย่างงี้(หัวร้อน) ทั้งๆที่ยังไม่รู้เลยว่าธรรมารมณ์ของสภาวะนั้นๆมันเป็นยังไง



    และอีกอย่างเรื่องใช้สติระลึก ที่คุณกล่าวถึงมันก็ไม่ใช่ "สติ" จริงๆแต่มันคือการ "มโน(คิดเอาเอง)" ว่าเมื่อเดินอยู่ก็คิดเอาในหัวว่า อืมกำลังเดินอยู่ และเมื่อทำอย่างอื่น ก็มโนอย่างอื่นอีก และการสำรวมกายใจของคุณก็คือ "มโนว่าอันนี้ไม่ควรทำนะ" และคิดเอาเองว่านี่คือ "จิตไม่ส่งออกนอก" ซึ่งที่คุณทำมันก็ไม่ใช่อินทรีย์สังวรเช่นกัน ดังนั้นที่คุณทำมาทั้งหมด = มโน นั่นแหละ
     
  9. Sataniel

    Sataniel วิชชาจรณะสัมปันโน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    657
    ค่าพลัง:
    +986
    ก็ที่คุณยกมาข้างบนเลย "ที่คุณบอกว่าของจริงอะ" คือการ "ปฏิบัติสติ" ของผมตั้งแต่อันแรกเลย "รู้ไม่ใช่ดู/เพ่ง/ยึด" ไม่ได้มีความเป็นตนแต่แรกแล้ว ซึ่งไอที้คุณบอกของจริงเนี่ย "คุณแค่เลือกไม่ได้ดูมัน" แต่ผัสสะ มันก็มึของมันอยู่ "ดังนั้นมันไม่ได้หายไปไหนเลย อัตตาจิตก็ยังอยู่ที่เดิมแล้วอะไรดับ ? ก็แค่ให้มันไม่ยึด เพระมันยึดอย่างอื่นแล้ว และไอที่คุณบอกว่าดับอะ มันคือการกำหนดจิตหรือกริยาจิตเอง พอคุณไม่กำหนดมันก็ไม่ยึดไง พูดมายืดยาวก็แค่ "ไม่กำหนดจิตต่อ เลยไม่ได้ยึดมันเป็นตน" ส่วนไอ้ตัวที่ "ยึดให้เป็นตน มันไม่ได้หายไปไหนเลย แม้ซักนิดเดียว" สรุปนะ "หาอัตตาจิต" ให้เจอก่อน และ รู้ กาย เวทนา จิต ธรรม ให้ได้ก่อน. อย่างที่บอกไปว่ารู้จริงๆว่าขณะนั้นจิตอยู่ตรงไหน และ ส่งไปไหน และ ธรรมารมณ์อะไร เวทนาอะไร

    "ของจริงด้บไปตังแต่เริ่มแล้ว" อืม "ก็แค่ไม่เอากริยาจิตแต่อัตตาอยู่ครบ" แต่เข้าใจว่า "หาย" เพราะไม่เอาการกำหนดจิต แหม่ คนที่ไม่รู้สภาวะภายนอกกาย และไม่รู้ว่าความเป็นตนขณะนั้นอยู่ไหน และไม่รู้ว่าตัวไหนที่ส่งออกไปยึดความเป็นตน

    เอาง่ายๆนะ "แค่คุณบอกดับไปตอนก่อนจะเกิดผัสสะ" สิ่งที่ทำให้เกิดการ "ดู/เพ่ง/โฟกัส" มันคือ "อัตตาเต็มๆ" แล้วคุณก็แค่ไม่สานกริยาจิตต่อให้มันไม่ยึด ณ ที่นั้น แต่ตัวยึดมีตามปรกติ(ตัวที่ส่งออกไป/จิตส่งออกจากคูหา) ซึ่งมันยังเป็นระดับ "จิตส่งออก" อยู่เลยอะ และยังไม่ใช่ "สมาธิ"(ตั้งมั่น) ด้วยซึ่ง "ไม่ใช่มรรค" และ "โพชฌงค์ 7" เลยดังนั้นที่คุณทำมากทั้งหมด "ไม่ได้อะไรเลย" นอกจาก "สติเล็กๆ"(รู้เล็กๆจนไม่สานต่อกริยาจิต) ได้ซึ่งเป็นอันแรกที่ผมเขียนด้วยซ้ำ ลองไปฝึกใหม่ตั้งแต่ต้นดูนะครับ ไม่งั้นก็จะเละอยู่แบบนี้ละ เพราะ "พวกที่คิดว่าใช่แล้ว หรือ ใกล้บ้าแล้ว" ก็เยอะเพราะไม่มีครูอาจารย์สอน ลองไปวัดป่าดูนะครับ เขาจะตอบให้คุณฟังเอง
     
  10. Sataniel

    Sataniel วิชชาจรณะสัมปันโน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    657
    ค่าพลัง:
    +986
    ก็บอกแล้วว่าเอ็ง "มันมโน" ดันเข้าใจว่าผมเป็น จขกท. อีก ผมไม่ว่างมานั่งตั้งกระทู้ถามเองตอบเองอะนะ "ผมไปตอบชาวบ้านห้องอื่นๆ" ดีกว่า "พอดีผมไม่โรคจิตมโนไปเอง" แบบคุณอะนะ ที่ "ชักแม่น้ำเพื่อหล่อ(หาว่าผมเป็นจขกท)" แล "ยังอยู่แค่สติเล็กๆ" แต่ดันเข้าใจว่าเป็น "นิโรธ" ซึ่งนิสัยแบบนี้คือนิสัยของ "ตุ้ด"(กลับกลอกและแถ)หาว่าผมเป็น ธรรมเหนือกรรม(จขกท) แต่ยังคาใจว่าทำไม จขกทไม่ทำอะไร ซึ่งก็แหงอยู่แล้วเพราะผมไม่ใช่เขา มีอะไรก็กล่าวหาไปเรื่อยๆ ในเมื่ออ้างว่า "ผมแจ้งลบ" แล้ว "จขกท ไม่ได้แจ้งลบ" แล้ว หาว่าผมเป็น "ธรรมเหนือกรรม(จขกท)" สรุปคือ "วิปลาศ" ซะแล้ว และผมไม่ได้มโนเหมือนคุณ "เพราะคุณวิปลาศ" ไปแล้ว ลองไปถามพระเอาเอง ที่ไม่ใช่คลอง 10 และ ธรรมกายอะนะ และไม่ว่าคุณจะเถียงผม หรือยังไง สิ่งที่ผมบอกมันเป็นความจริงอยู่ดี และคุยกับคุณมันไม่ได้อะไรเลย เพราะคุณก็คิดเอาเองว่ามัน "ดับ" ซึ่งมันมีแค่กริยาจิตที่ดับไป หากคุณไม่เชื่อผมก็ควรไปหาพระวัดป่าไปเลยเขาตอบคุณได้แน่ เพราะผมพูดไปคุณไม่เชื่อดังนั้น คุยกัน = ไร้ประโยชน์แต่แรกแล้ว
     
  11. Sataniel

    Sataniel วิชชาจรณะสัมปันโน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    657
    ค่าพลัง:
    +986
    จะ "เฟค" ไปทำไมผมไม่เข้าใจ "จะลบก็ลบ" ทั้งๆที่ ทั้งคุณและผม ก็ไม่มีอภิสิทธ์ลบกระทู้ ? เพราะไม่ใช่ จขกท ถ้าจะลบจริงต้องรอมด และพูดเหมือนหล่อว่าไม่ดูดีนะคุยกันแบบนี้ในกระทู้ เห็นไหมพอผมรู้ว่าคุณไม่ได้ตอบผมก็ลบ ใช่มะ? ถ้าคุณไม่มาตอบ ผมก็ไม่มาตอบ และผมรู้ว่าคุณไม่ได้คุยกับผม ผมเลยลบ แต่คุณดันเลือกจะสานต่อเอง "สรุปแล้วใครกันแน่? ที่ติดใจข้องแวะกับผู้อื่น เพราะไม่ใช่สิ่งที่ตนชอบหรือขัดใจ" กันละ?

    ดังนั้นอย่าชักแม่น้ำทั้งห้ามากมายเลยครับ ผมขี้เกียจคุย กับคนตอแหล
     
  12. Sataniel

    Sataniel วิชชาจรณะสัมปันโน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    657
    ค่าพลัง:
    +986
    หืม? ปัญญาอ่อนอะป่าว ละเอ็งพูดเองมาต่อความยาวเอาเอง คนปฏิบัติธรรมเขาเป็นกันแบบที่คุณเป็นนี้หรอครับ หรือที่จริงที่เป็นแบบนี้คือนักท่องจำ จำอวด ไม่รู้จิตตน สติไม่เท่าทันจึงเกิดคำพูดความคิดเหล่านี้ออกมา

    กำลังมองว่าคุณสติไม่ดี ใจมันพุ่วพล่านมากถึงได้ว่างขนาดมาถามหาคนอื่นเพื่อทะเลาะ

    แก้ประโยคที่ผิดเป็นถูกให้แล้วนะ

    ส่วน "สมมุติความคิดคืออะไร?" ไหนบอกมาสิ้ ? เวลาเกิดมีลักษณะยังไง ?

    จิตสงบ มีอาการเป็นยังไง อัตจาจิต ขณะนั้นเป็นยังไง ตอบทีครับ เห็นท่านบอก "ผมไม่มี" ก็บอกมาทีว่า "สิ่งที่ผมไม่มีเป็นอะไร" ขอแบบไม่มโนเอาเองนะ หึหึ

    แล้วสรุปก็มาขอขมา จขกท. แลัวใคร? ที่บอกว่าผมเป็น จขกท. ละนั่น? ขี้มโนนะครับ ท่านพูดเองก็กลืนน้ำลายตัวเองเลยนะนั่น "ละสมมุติความคิดให้มากนะครับ อยู่กับปัจจุบัน" อะกลืนน้ำลายตัวเองไปเลยประโยคนี้
     
  13. Sataniel

    Sataniel วิชชาจรณะสัมปันโน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    657
    ค่าพลัง:
    +986
    แล้วบอกในกระทู้นี้ทำไม ? คุณบ้าไปแล้ว ? ใครเขาอยากรู้เกี่ยวกับกระทู้คุณ ? คุยกันสองคนในนี้ "เห้อสงสัยบ้าไปแล้วจริงๆด้วย"
     
  14. Sataniel

    Sataniel วิชชาจรณะสัมปันโน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    657
    ค่าพลัง:
    +986
    ถามธรรมผมทำไม ? ผมมิกล้าแสดงธรรมให้คุณฟังร้อก ผมอะดิต้องถามคุณ ก็คุณบอกว่า "คุณนิโรธ(ดับ)"ได้เลยนะเนี่ย ไหนเชิญ ท่านที่สำเร็จธรรมระดับนั้นช่วย "แสดงวิธีทำ" ที่ไม่ใช่ "อธิบาย" ทีครับ หุหุ
     
  15. Sataniel

    Sataniel วิชชาจรณะสัมปันโน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    657
    ค่าพลัง:
    +986
    ไหนตอบทีครับผมรออยู่ และไม่ต้องก๊อบวางของเก่านาครับ "มันไม่ใช่วิธีทำ" มันเป็น "คำอธิบาย" อะนะ
     
  16. Sataniel

    Sataniel วิชชาจรณะสัมปันโน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    657
    ค่าพลัง:
    +986
    ยังไม่รู้ว่า "ตน" อยู่ไหน แล้วจะน้อมใส่ "ตน" ยังไงอะครับ ? ก็ไอ้ที่ผมพิมพ์ไปที่บอกว่าพิจารณาเวทนาด้านบนนั่นแหละ "คือไอ้ที่ๆคุณกำลังชักแม่น้ำอยู่" แต่ของผมเป็นวิธีทำ ซึ่งไม่ได้ "มโนเอาเองแบบคุณ" อะนะ

    เห็นยกมานั่นนี่ "วิธีทำ" ไปไหน ? เป็นผม ผมก็ยกได้นะ ว่าของจริงบลาๆ แต่ไม่บอกวิธีทำ มันก็ได้แค่ "เฝือ" ละนะ
     
  17. Sataniel

    Sataniel วิชชาจรณะสัมปันโน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    657
    ค่าพลัง:
    +986
    อ่าว "ตน" อยู่ไหน ที่บอกให้ "น้อมเข้าใส่" แสดงวิธีทำ ทีครับ แล้ว "ตน" ย้ายไปที่อื่นได้ไหม แล้วย้ายอย่างไร ? ไหนท่านผู้รู้เชิญ "แสดงวิธีทำ" ไม่เอา "อภิปราย" นะครับ เชิญผมรอฟังอยู่
     
  18. Sataniel

    Sataniel วิชชาจรณะสัมปันโน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    657
    ค่าพลัง:
    +986
    กำปั้นทุบดินอีกแล้ว พูดแบบนี้ "คนไม่เคยปฏิบัตเขาก็เข้าใจว่าเขาทำได้" ถึงได้บอกว่า "วิธีทำ" เร็วครับ คำพูดตนก็แสดงออกมาเลย รออยู่
     
  19. JAKANUSSATI

    JAKANUSSATI สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 ตุลาคม 2018
    โพสต์:
    8
    ค่าพลัง:
    +2
    สนุกดีนะครับขำๆดี ต่อกระทู้เยอะๆๆ
     
  20. Sataniel

    Sataniel วิชชาจรณะสัมปันโน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    657
    ค่าพลัง:
    +986
    นี่โง่หรือบ้า ? ก็คุณบอกว่าให้ผมทำไม่มีวิธีทำแล้วจะทำยังไง ? แล้วกระแดะถามกลับกด้วยนะ ตัวอย่างนะ ผมถามอาจารย์ว่าอันนี้ทำยังไง อาจารย์ถามกลับว่าคุณทำยังไงก็ลองไปทำดู ? นี่อะไร? คุยกับคนบ้าแล้วเหนื่อย

    เชิญบ้าต่อไปนะ ผมฉลาดพอจะไม่คุยกับคนบ้าอะนะ เดี๋ยวจะบ้าตามก็ว่าอยู่คุยๆไปมาๆ แถไปเรื่อย พอแถไม่ได้ก็ลบ แถมอ้างด้วยว่านิโรธได้ทำไมคนจริงไม่อยู่ห้องอภิญญาละนั่น สตอจริงๆ อย่ามาคุยกับผมนะ ผมเสียวหลัง เดี๋ยวมาสนใจตูดผมจะทำไง?
     

แชร์หน้านี้

Loading...