ทำไม ???? ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วกลับได้ดี !!!

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย zipper, 19 มิถุนายน 2005.

  1. zipper

    zipper เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กันยายน 2004
    โพสต์:
    5,228
    ค่าพลัง:
    +10,591
    <!-- message --><div><font color="red"> กฎแห่งกรรม คือ กฎแห่งการกระทำ</font> หมายถึงการกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา หรือความตั้งใจ จงใจ ที่เราทำไว้เอง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน แล้วเราก็รับผลแห่งกรรมนั้น เรียกว่า " กฎแห่งกรรม "

    <font color="purple">เรื่องของกรรม เป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนมาก ลำพังปุถุชนคนธรรมดา ไม่อาจที่จะรู้ให้ตลอดสายได้ อย่าว่าแต่กรรมในอดีต ที่ข้ามภพข้ามชาติหลายชาติเลย แม้กรรมในปัจจุบันเราก็ยังรู้ได้ยาก</font> เช่น บางคนทำแต่ความดีมาตลอด แต่ก็ได้รับความทุกข์ หรือความเดือดร้อนต่าง ๆ เป็นต้น บางคนทำแต่ความชั่ว แต่ก็ได้รับยกย่อง มีเกียรติ เป็นต้น

    ในที่นี้ไม่มีความประสงค์จะเขียนเรื่องกรรม เพราะมันยุ่งยากและเสียเวลามาก แต่จากการที่ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรม มาเป็นเวลานาน จนเกิดความมั่นใจว่า กฎแห่งกรรมนี้ยุติธรรมยิ่ง อยากขอให้ท่านผู้อ่านเชื่อพระพุทธเจ้าเถิดว่า " ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่วแน่ "

    การไม่เชื่อกรรม หรือกฎแห่งกรรม มีผลเสียมาก ที่บางคนท้อใจไม่อยากทำดี ก็เพราะไม่เข้าใจกฎแห่งกรรมอย่างถูกต้อง เมื่อไม่เข้าใจก็ไม่อยากทำความดี เมื่อไม่ทำความดี ชีวิตก็หมดความสุข

    การเชื่อกฎแห่งกรรมเพียงประการเดียว ทำให้คนเราตั้งหน้าตั้งตาทำแต่ความดี ชีวิตก็ย่อมจะประสบความสุข ทั้งในชาตินี้และชาติต่อ ๆ ไป

    <font color="darkslateblue"><font color="navy"><font color="purple">บางคนอาจจะสงสัยว่า ก็เราไม่เคยทำความชั่ว และได้ทำแต่ความดีมาโดยตลอด แต่ทำไมจึงได้รับความเดือดร้อนต่างๆ อยู่เป็นประจำ ?</font> อย่าได้สงสัยให้เสียกำลังใจในการทำความดีเลย นั่นเป็นผลของความชั่ว ที่เราได้ทำไว้ในอดีตกำลังให้ผลอยู่ จงยินดีรับและทำความดีเรื่อยไป ในวันหนึ่งมันก็ย่อมหมด และกรรมดีก็ย่อมจะให้ผลเราบ้าง คราวนี้เราก็ย่อมจะได้รับผลของความดี คือความสุขอื้อซ่าไปเลยเชียวละ

    ก็คิดดูหรือเอาอะไรตรองดูเถอะ ! ขนาดในชาตินี้เราไม่ทำชั่ว เรายังเดือดร้อนถึงเพียงนี้ แล้วถ้าเราขืนไปทำชั่วต่อเข้าอีก นอกจากในชาตินี้เราจะเดือดร้อนแล้ว ในชาติต่อไปเราก็ยิ่งจะเดือดร้อนใหญ่

    </font>
    </font>อย่าสงสัยเลย กรรมกับการให้ผลของกรรม ย่อมลงตัวกันเสมอ เช่น เราทำบุญ เราก็ย่อมสบายใจ เราทำบาป เช่น ฆ่าเขา เราก็ย่อมจะทุกข์ใจ กลัวผลกรรมจะตามสนองก็เห็นกันอยู่เจ๋ง ๆ แล้ว ยังจะสงสัยอะไรกันอีกเล่า ? เราไหว้เขา เขาก็ไหว้เรา เราด่าเขา เขาก็ด่าตอบ ก็เห็นเหตุและผลกันอยู่ทนโท่แล้วนี่นา จะมัวชักช้าอยู่ไย ?

    ที่คนส่วนมาก มักจะเข้าใจการให้ผลของกรรมผิด ก็โดยการเอาการให้ผลกรรมฝ่ายรูปหรือวัตถุ ไปรวมกับการให้ผลกรรมฝ่ายนามหรือจิตใจไปเสีย คือเข้าใจเพี้ยนไปว่าคนทำบุญให้ทาน จะต้องร่ำรวยทันตาเห็น เพราะทางพระสอนว่า คนให้ทาน เกิดชาติใดจะร่ำรวยมีเงินทองมากมายเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี เป็นต้น

    แต่แล้วเหตุไฉนคนยิ่งทำบุญมาก ก็ยิ่งยากจนลง ? และคนเข้าวัดส่วนมากก็ล้วนแต่เป็นคนจนเล่า ? หรือว่าพระท่านจะหลอกให้คนทำบุญ ท่านจะได้ร่ำรวย กินดีอยู่สบาย ? ขอชี้แจงเรื่องผลของบุญ หรือผลของกรรมประเภทรูปและนามดังนี้

    <font color="#ff0080">ผลบุญหรือกรรมประเภทรูป (วัตถุ) นี้ ค่อนข้างจะพิสูจน์ยาก เพราะรู้สึกว่า ผลของกรรมหรือบุญฝ่ายนี้ค่อนข้างจะเดินทางช้า ไม่ค่อยจะทันใจคนที่คิดมากเลย </font>

    <font color="darkred">แต่ก็ขอให้มั่นใจเถอะว่า เรื่องของการให้ผลของกรรมไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบุญหรือบาปก็ตาม ย่อมจะลงตัวกันเสมอ จะมีตัวแปรให้เสียคิวไปบ้าง ก็ย่อมจะไม่พ้นวงจรของกรรมอีกเช่นกัน </font>

    ที่เราเห็นว่า คนรวยเข้าวัดทำบุญน้อย ก็เกิดจากเหตุ ๒ ประการ คือ หาเวลาว่างยาก กับประมาทมัวเมาในความมีทรัพย์ ตรงข้ามกับคนจน ซึ่งมีเวลาว่างมาก ( ลูกจึงมาก ) และมักจะเห็นโทษของความจน จึงตั้งหน้าแต่ทำบุญ หวังว่าชาติหน้าจะได้ร่ำรวยกับเขาบ้าง

    ส่วนผลบุญหรือกรรมประเภทนาม ( จิตใจ ) นี้ เราสามารถเห็นได้ทันทีทันใดทั้งที่นี่และเดี๋ยวนี้เลยว่า คนทำบุญหรือทำความดี จิตใจย่อมจะสดชื่นและแจ่มใสในทันที หรือแม้เพียงแต่คิดเท่านั้น บุญก็เกิดแล้ว

    <font color="red">ยกเว้นแต่คนที่ <b>" มือถือสาก ปากถือศีล "</b> หรือ<b> <font color="red">" ปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ "</font></b> หรือ<b> <font color="red">" ทำบุญเอาหน้า ภาวนาตอแหล "</font></b> เท่านั้นแหละ ที่การกระทำมักจะสวนทางกับความคิดอยู่ตลอดเวลา </font>

    <font color="navy">การเชื่อกฎแห่งกรรมอย่างถูกต้อง จะช่วยตัดหรือปัดความผิดไปให้คนอื่นจนหมดสิ้น ทำให้เรายอมรับความจริงอันเกิดขึ้นจากผลกรรมว่า เป็นการกระทำของเราเอง เราทำไว้ด้วยตัวเราเอง ความทุกข์อันเกิดจากความคั่งแค้น ว่าคนอื่นมาทำให้เรานั้น ก็เป็นอันว่าหมดไป </font>

    เพราะว่าโดยแท้จริงแล้ว เราทำของเราเอาไว้เองทั้งนั้น แล้วเราจะไปตีโพยตีพายเอากับใคร ? ยิ่งเอะอะมะเทิ่งมากไป ก็จะยิ่งขายหน้าท่านผู้รู้เขาเปล่า ๆ เสียภูมิของบัณฑิตหมด

    " ก็เขามาทำให้ฉัน ฉันไม่ได้ทำอะไรให้เขานี่นา "

    บางคนอาจจะยังปากแข็งไม่ยอมเชื่อ ใช่ ! นั่นแหละ ? เราได้ไปทำกะเขาเอาไว้ก่อน ชาติก่อน ๆ โน้น ! ชาติไหนก็ไม่รู้ แต่ว่าเราต้องไปทำเขาไว้ก่อนแน่ อย่าได้ไปโต้ตอบเขาเลย มันจะได้หายหรือเจ๊ากันไป ขืนไปตอบโต้เขาก็จะทำให้ผลกรรมใหม่นี้ มันก็จะติดตามไปชาติหน้าอีกไม่รู้จักหมดกรรมหมดเวรกันสักที

    ก็เหมือนเรื่องสมเด็จ (โต) ท่านตัดสินคำฟ้องที่ว่า มีพระสองรูปไปบิณฑบาตทางเรือ องค์หนึ่งพายหัว องค์หนึ่งพายท้าย แต่แล้วเหตุใดไม่ทราบ องค์พายท้ายเกิดเอาพายไปไปตีหัวองค์พายหัวเรือเข้า ท่านก็ไปฟ้องสมเด็จฯ สมเด็จฯ ท่านก็ตัดสินว่า

    " ก็คุณไปตีเขาก่อนนี่ เขาจึงตีเอา "

    พระรูปพายหัวเรือก็แย้งว่า " กระผมไม่ได้ตีเขา เขาตีผมข้างเดียว "

    สมเด็จฯ ท่านก็ยังยืนยันอย่างนั้น จนต้องไปฟ้องพระผู้ใหญ่ที่ปกครองเหนือกว่า สมเด็จ (โต) ท่านก็จึงได้เฉลยว่า

    " ถ้าพระองค์นี้ไม่ไปตีเขาไว้ในชาติก่อนแล้ว เหตุใดเขาจึงได้มาถูกตีในชาตินี้เล่า ? "

    เรื่องนี้ก็ยุติกันไป เพราะสมเด็จฯ ท่านเล่นยกไปให้กรรมเก่าในชาติก่อน มันก็เอวังกันเท่านั้นเอง

    เอาเป็นว่า การที่เราได้รับความทุกข์ ความเดือดร้อน ความยากจน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจทั้งหมดเหล่านั้น ล้วนเป็นผลมาจากกรรมชั่วของเราในอดีตโน้นกำลังให้ผลอยู่ (อย่าถามว่าชาติไหนนะ ? ผู้เขียนก็ไม่รู้เหมือนกัน เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าท่านน่ะ)

    ส่วนว่าเราได้รับความสุข ความสบาย ความร่ำรวย.... นั่นก็เป็นผลของกรรมฝ่ายดี ทั้งในอดีตและในปัจจุบันกำลังให้ผลอยู่ ผสมผสานกันจนแยกไม่ออก แต่ก็เห็นได้ง่ายๆ ว่า แม้ว่าคนนั้นจะมีบุญมากปานใด ? ก็จะส่งให้มาเกิดใน<font color="black">ตระกูลที่</font>ร่ำรวยเท่านั้น แต่ถ้าโง่และขี้เกียจในชาตินี้ มันก็ไม่พ้นความยากจนไปได้

    เป็นอันว่า การเชื่อกฎแห่งกรรมนั้น มีแต่ผลดี คือช่วยเป็นกำลังใจ ให้ทำความดียิ่งๆ ขึ้นไป และความดีนั้นย่อมมีผลเป็นความสุข ผู้ทำความดีก็ย่อมจะมีความสุขในปัจจุบัน และแม้สิ้นชีพไปแล้ว ก็ย่อมจะไปเกิดในสุคติอย่างไม่ต้องสงสัยเลย.


    ....................................................................................................................คัดลอกจากหนังสือสู่ความสุข ธรรมรักษา เรียบเรียง


    ที่มา
    <a href="http://www.dhammajak.net/webboard/show.php?Category=d_kam&amp;No=189" target="_blank">http://www.dhammajak.net/webboard/s...ry=d_kam&amp;No=189</a></div><!-- / message --><!-- sig --><div>__________________<br /><font size="2"><font size="6"><font color="darkorchid"><font size="5"></font></font></font></font> <br />
    <font size="2"><font size="6"><font color="darkorchid"><font size="5">" โลก<font size="6"><font color="purple">กว้าง</font></font>ใหญ่</font> <font size="5"><font size="6"><font color="red">ใจ</font></font>เราต้อง<font size="6"><font color="purple">กว้าง</font></font>กว่า" <img src="images/smilies/emoticon200.gif" border="0" alt="" title="" class="inlineimg" /> </font></font></font></font>

    <div align="left"><b><font color="deepskyblue">ถ้าผู้ใดเริ่มปลงและมีความประสงค์จะบริจาคอวัยวะหรือทั้งร่างกายก็เชิญโทรไปได้</font></b></div>
    <div align="left"><font color="deepskyblue"><b>ที่สภากาชาด</b><b>โทร.1666 หรือ (02) 256-4045-6</b></font></div>
    <div align="left"><font color="deepskyblue"><b>แจ้งความจำนงค์ไว้แล้ว</b><b>คุณจะได้รับบัตรสวย เท่ เก๋ ไม่เหมือนใคร</b></font></div>
    <div align="left"><font color="deepskyblue"><b>แต่ถ้าคุณโทรไปภายใน 10 นาทีนี้</b><b> คุณก็..ไม่ได้อะไรหรอก </b></font><b><font color="deepskyblue">ก็จะได้บุญเร็วขึ้นเท่านั้นเอง อิ อิ</font><font color="red"> <img src="images/smilies/tongue-smile.gif" border="0" alt="" title="Tongue out" class="inlineimg" /> </b></font></div></div><!-- / sig -->
     
  2. :-)

    :-) เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 เมษายน 2005
    โพสต์:
    217
    ค่าพลัง:
    +151
    <TABLE width=550 border=0><TBODY><TR><TD>คนที่ตั้งหน้าทำแต่ความดี ทำไมจึงไม่ได้ดีเหมือนคนชั่วบางคน

    ...จากการที่อ่านพบเจอ การบันทึกประสบการณ์ของศิษย์อาวุโสท่านหนึ่ง ในช่วงต้น ๆ ของการปฏิบัติของท่าน ซึ่งท่านกล่าวถึงข้อเคลือบแคลงสงสัยในผลการปฏิบัติ ว่าจะไม่มีผลดีจริงตามที่คิด กล่าวคือ ช่วงหนึ่งของการงานของท่าน ท่านมีภาระหน้าที่ซึ่งเป็นส่วนผู้บังคับบัญชาสายงานหนึ่งในกลุ่ม ที่ต้องเอาใจใส่ ดูแล งานหนัก และรับผิดชอบสูงมาก ในวันหนึ่งขณะที่ท่านได้ทุ่มเท เสียสละ รับผิดชอบต่องานอยู่นั้น และแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางสายฝนที่หนาวเย็นกันอยู่ ในขณะที่คนในกลุ่มละเลยหน้าที่ โดยบางคนล้อมวงเล่นไพ่บ้าง คุยกันบ้าง ล้อมวงจิบกาแฟกันบ้าง แต่สิ่งที่เขาเหล่านั้นระวังกันมากที่สุดก็คือผลัดกันคอยดูรถผู้บังคับบัญชาระดับสูง ซึ่งถ้าเห็นรถมาแต่ไกล วงสนทนา วงไพ่ ก็จะแตกทันทีและทุกคนจะรีบเข้าประจำที่ ดึงเอกสารต่าง ๆ ออกมาวางตรงหน้าปั้นสีหน้าเคร่งเครียดเสมือนกับว่าได้ผ่านงานหนักกันมาอย่างล้นเหลือ และบางคนยิ่งกว่านั้น วิ่งออกไปรับหน้าผู้บังคับบัญชาถึงที่รถพร้อมกับรายงานผลงานต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่หาใช่หน้าที่ของตนแต่อย่างใดไม่ ทั้งนี้เพราะหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละสายงานก็ได้แบ่งกันไว้โดยชัดเจนแล้ว ผู้รับผิดชอบแต่ละสายงานจะต้องเป็นผู้รายงานเองจึงจะถูกต้อง

    ...หลังจากนั้น ก็มีการสรุปผลและติชม ผลที่ออกมาก็คือ ทุกสายงานได้รับคำชมเชยหมด ยกเว้นในสายงานที่ท่านรับผิดชอบที่ถูกตำหนิว่ายังมีขีดความสามารถต่ำ และเกือบถูกพิจารณางดความดีความชอบในปีนั้นไป

    ...เรื่องนี้ได้ประทับรอยแห่งความผิดหวัง ท้อแท้เกลียดชัง และไขว้เขวลงในจิตใจของท่านเป็นอย่างมาก นี่หรือคือความยุติธรรม การที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมา ทำให้ท่านต้องคิดหนัก และยิ่งคิดหนักก็ยิ่งเกิดความไขว้เขว และไม่แน่ใจในผลของการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีคนเลว ๆ อีกมากมายที่ส่อให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อย่างชัดแจ้งว่าคดโกงประชาชน โกงกินบ้านกินเมือง ลบหลู่ศาสนา และกระทำตนเป็นมารสังคมตลอดมา โดยหาได้สนใจในเรื่องของทาน ศีล ภาวนาไม่แม้สักน้อยนิด แต่ก็ได้ดิบได้ดีร่ำรวยเป็นเศรษฐี มีชื่อเสียง เกียรติยศ

    ...เมื่อท่านบังเกิดความเคลือบแคลงสงสัยขึ้นมาเช่นนี้ และได้พิจารณาแล้วเห็นว่าหากไม่สามารถคลี่คลายความเคลือบแคลงสงสัยในข้อนี้ได้ ก็จะเป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงในการเจริญพระกรรมฐานได้ ดังนั้นในวันหนึ่งท่านจึงได้ไปกราบนมัสการหลวงพ่อฯ แล้วเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่ท่านข้องใจดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นทั้งหมดให้หลวงพ่อฯ ฟังแล้วเน้นถามว่า
     
  3. DevilBitch

    DevilBitch เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 มกราคม 2005
    โพสต์:
    9,777
    ค่าพลัง:
    +36,847
    รหัสกรรม?

    ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ เป็นตัววิบาก (ผลกรรม)

    ส่วนอารมณ์และสิ่งแวดล้อมที่มากระทบทวารทั้ง ๕ นั้นเป็น
     

แชร์หน้านี้

Loading...