เรื่องเด่น ทีมนักวิจัยเตือน’ไทย’ยังเสี่ยง เกิด’แผ่นดินไหว’ต่อเนื่อง

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย โพธิสัตว์ เตือนภัย, 23 พฤศจิกายน 2019.

  1. โพธิสัตว์ เตือนภัย

    โพธิสัตว์ เตือนภัย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    1,430
    กระทู้เรื่องเด่น:
    365
    ค่าพลัง:
    +506
    ศ. ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย หัวหน้าชุดโครงการลดภัยพิบัติแผ่นดินไหวในประเทศไทย สกสว. จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย เปิดเผยว่า “จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 5.9 ริกเตอร์ ที่เกิดขึ้นที่ประเทศลาว เมื่อเช้าวันที่ 21 พ.ย. 62 ทำให้อาคารสูงหลายแห่งใน กทม. ได้รับแรงสั่นสะเทือน แต่ไม่รุนแรงมาก แค่ทำให้คนตกใจ จากการวัดข้อมูลในพื้นที่พบว่ามีความรุนแรงเพียงแค่ 1 ใน 10 ของความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้จริง แต่ถ้าเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่อาจจะมีผลกระทบมากกว่านี้อีก 10 เท่าตัว การเตรียมพร้อมรับมือแผ่นดินไหวระยะไกลจึงมีความสำคัญ เพราะอาจเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อกรุงเทพฯ เช่น จังหวัดกาญจนบุรีที่ความแรง 7-7.5 ริกเตอร์ หรือจากรอยเลื่อนสกาย 8.5 หรือในทะเลอันดามันที่ขนาด 9 ริกเตอร์ประกอบกับสภาพแอ่งดินอ่อนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มีขนาดใหญ่และลึกมาก โดยมีก้นแอ่งอยู่ที่กรุงเทพฯ สามารถขยายความรุนแรงได้มากที่สุด และมีอาคารสูงจำนวนมาก จึงอาจมีผลกระทบอย่างมากในอนาคต”

    e0b8a7e0b8b4e0b888e0b8b1e0b8a2e0b980e0b895e0b8b7e0b8ade0b899e0b984e0b897e0b8a2e0b8a2e0b8b1e0b887.jpg

    ขณะที่ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างไทย และนักวิจัย สกสว. เผยว่า “แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่ยังไม่สามารถทำนายได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด เพราะตัวใหญ่ยังไม่มาจึงต้องเตรียมรับมือ อยากให้คนไทยตระหนักแต่อย่าตระหนก ในพื้นที่กรุงเทพฯ นั้นมีอาคารหนาแน่นซึ่งอาคารบางลักษณะอาจมีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหว เช่น ตึกแถวที่มีลักษณะเสาเล็กแต่คานใหญ่ อาคารพื้นท้องเรียบไร้คาน อาคารสูงที่มีลักษณะไม่สมมาตรหรือที่ชั้นล่างเปิดโล่ง อาคารที่ก่อสร้างด้วยระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปที่ข้อต่อไม่แข็งแรง อาคารที่ทำการต่อเติมและทำทางเดินเชื่อมต่อกัน”

    ศ.ดร.อมร เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “เพื่อให้ความเกิดความปลอดภัย ควรเตรียมความพร้อมรับมือโครงสร้างอาคารให้แข็งแรง โดยอาคารที่ก่อสร้างขึ้นใหม่ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงกำหนดการรับน้ำหนักความต้านทานความคงทนของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ที่เริ่มใช้บังคับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา และวิศวกรผู้ออกแบบจะต้องใช้มาตรฐานการออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหวที่ออกโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง (มยผ.1302) ส่วนอาคารเก่าที่ก่อสร้างก่อนปี 2550 ต้องประเมินอาคารเพื่อตรวจสอบสมรรถนะในการต้านแผ่นดินไหว และหาทางเสริมความแข็งแรงอาคารในกรณีที่ตรวจพบว่าอาคารไม่แข็งแรงพอ ซึ่งการเสริมความแข็งแรงอาคารทำได้หลายวิธี”

    b8a7e0b8b4e0b888e0b8b1e0b8a2e0b980e0b895e0b8b7e0b8ade0b899e0b984e0b897e0b8a2e0b8a2e0b8b1e0b887-1.jpg

    ด้าน ผศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “ทีมวิจัยได้ลงพื้นที่ไปดำเนินการติดตั้งเครื่องตรวจวัดแผ่นดินไหวในบริเวณใกล้เคียงการเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ในพื้นที่จังหวัดน่าน จำนวน 4 สถานี เพื่อติดตามการเกิดอาฟเตอร์ช็อก พบการเกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กจำนวนมากในพื้นที่รอบ ๆ ศูนย์กลางแผ่นดินไหว และกำลังศึกษากลไกลการเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้เพื่อใช้ในการประเมินผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่มีต่อรอยเลื่อนมีพลังในบริเวณใกล้เคียงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบต่อไป เพื่อช่วยสนับสนุนการวางแผนลดผลกระทบจากแผ่นดินไหวในพื้นที่เสี่ยงภัยต่อไปในอนาคต

    b8a7e0b8b4e0b888e0b8b1e0b8a2e0b980e0b895e0b8b7e0b8ade0b899e0b984e0b897e0b8a2e0b8a2e0b8b1e0b887-2.jpg

    นอกจากนี้ นายวสวัตติ์ กฤษศิริธีรภาคย์ นายกสมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร ได้ให้แนวทางการตรวจสอบอาคารและสิ่งปลูกสร้างหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว ไว้ด้วยว่า
    (1) สิ่งของที่ร่วงหล่นได้ การร่วงหล่นของสิ่งของรอบอาคาร เช่น เครื่องปรับอากาศ กระถางต้นไม้ วัสดุอาคาร
    (2) ลิฟต์ ขณะลิฟต์วิ่งมีการติดขัดหรือมีความสั่นสะเทือนผิดปกติหรือไม่
    (3) ท่อน้ำ ในช่องท่อน้ำแนวดิ่ง ได้แก่ ท่อน้ำประปา ท่อน้ำระบบปรับอากาศ ว่ามีท่อแตกรั่วซึมหรือไม่
    (4) ท่อก๊าซหุงต้ม ทั้งที่ตั้งถังก๊าซและตลอดแนวท่อก๊าซ ว่ามีการรั่วซึมหรือมีกลิ่นก๊าซหุงต้มหรือไม่
    (5) สายไฟฟ้าและตัวนำไฟฟ้าแนวดิ่งในห้องไฟฟ้าประจำชั้น มีการลัดวงจร กลิ่นไหม้ ความร้อน หรือมีสิ่งผิดปกติหรือไม่ กรณีอาคารที่ใช้บัสดักแทนสายไฟให้ตรวจความเสียหายของอุปกรณ์ทั้งหมด เพราะหากอาคารเลือกใช้บัสดักที่ไม่รองรับแผ่นดินไหว อาจจะทำให้ฉนวนของบัสดักเสียหายและเมื่อใช้อาจจะระเบิดได้
    (6) ท่อระบายความร้อนและถังเก็บน้ำดาดฟ้า ตรวจสอบความเสียหาย ความมั่นคงแข็งแรง มีการแตกร้าว น้ำรั่ว ยึดติดมั่นคงแข็งแรงอยู่กับฐานหรือไม่
    (7) ตรวจสอบระบบดับเพลิง ท่อน้ำดับเพลิง สปริงเกอร์ วาล์วควบคุมการจ่ายน้ำ ต้องอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง
    (8) กรณีอาคารที่กำลังปรับปรุงอาคารหรือกำลังก่อสร้าง และงานที่มีความร้อน ต้องตรวจสอบการรั่วไหลของก๊าซในอาคารและความพร้อมของระบบป้องกันเพลิงไหม้ก่อนทำงาน
    (9) อาคารขนาดใหญ่และอาคารสูง ควรได้รับการตรวจสอบอาคารโดยผู้ตรวจสอบอาคารหรือผู้มีความรู้ด้านงานตรวจสอบอาคารก่อนใช้งานอาคาร

    ขอบคุณที่มา
    https://www.dailynews.co.th/regional/743145
     

แชร์หน้านี้

Loading...