ที่มาของคำว่า "ครูพักลักจำ"

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย tamsak, 4 มกราคม 2011.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. tamsak

    tamsak ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2004
    โพสต์:
    7,857
    กระทู้เรื่องเด่น:
    22
    ค่าพลัง:
    +161,188
    อาตมาไม่เคยเรียนหมอนวด แต่ป่วยบ่อยก็จะรู้วิธีนวดเอง กลายเป็นครูพักลักจำ

    ที่มาของคำว่า "ครูพักลักจำ" ก็คือ สมัยก่อนเวลาเราเดินทางผ่านบ้านผ่านเมือง สภาพสังคมบ้านเมืองต่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันมาก แขกไปใครมาถึงไม่รู้จัก ก็ร้องทักทายเชื้อเชิญขึ้นบ้าน เชิญรับประทานอาหาร ถ้าไปต่างบ้านต่างเมืองก็มีการให้ที่พักอาศัยอยู่ด้วย

    บางบ้านท่านมีวิชาแล้วหวง ความหวงวิชา เกิดจากสองสาเหตุด้วยกัน สาเหตุแรกคือ ต้องการคนดีที่มีความสามารถจริงๆ มารับสืบทอดไป ประการที่สอง กลัวว่าถ้าลูกศิษย์รู้เท่าแล้วจะคิดล้างครู จึงต้องมีการขยักวิชาสำคัญไว้

    บรรดาท่านทั้งหลายที่ต้องการวิชา ก็จะไปขอพักอาศัยอยู่ด้วย พอเห็นเขาทำก็แอบจำมาใช้ เขาจึงได้ใช้ว่า "ครูพักลักจำ" ถึงเวลาตัวเองก็ไปสอนคนอื่นต่อ สอนถึงแก่นก็ไม่ได้ เพราะแค่ไปแอบดูเขาแล้วจำเอามา

    ตอนแรกก็สงสัยว่าครูพักลักจำจะเก่งขนาดนั้นเชียวหรือ? ก็ต้องมาดูพี่ชายของอาตมาเอง พี่ชายคนโตเขาเรียนเกี่ยวกับการซ่อมจักรยาน สมัยก่อนจะเป็นจักรยานคันโต มีอานตรงกลาง เหมาะที่จะใช้บรรทุกของหนักๆ

    มีวิชาหนึ่งที่พี่เขาขาดอยู่ ก็คือการเชื่อมโลหะ เขาก็เลยใช้วิธีสังเกตดูว่าช่างคนไหนทำเป็น รอจังหวะที่เขาเชื่อมโลหะ แล้วขอเขาเข้าไปใช้ห้องน้ำในบ้านตอนนั้น ขาเข้าก็ดูแวบหนึ่ง ขาออกก็ดูแวบหนึ่ง แล้วจำเอามาทำ แค่นั้นเอง ไม่ได้หยุดจ้องดูให้คนเขาสงสัยด้วยว่ากำลังมาขโมยวิชา

    แต่ถ้าสุดยอดครูพักลักจำต้องเป็น หลวงพ่อฤๅษี หลวงพ่อท่านชอบดนตรีไทยโดยเฉพาะวงมโหรี พวกเครื่องสายปี่พาทย์มอญ จะมีเพลงหนึ่งที่ท่านไปขอเรียนแล้วเขาไม่สอน ถือว่าเป็นทีเด็ดของเขา พอเวลาขึ้นเพลงนี้คนจะต้องแห่กันมาฟัง

    หลังจากที่ท่านบวชพระแล้ว มีโอกาสไปงานศพงานหนึ่ง ซึ่งลูกหลานเจ้าของบ้านไปเรียกมโหรีวงนี้มาเล่น ท่านบอกว่า "ตอนพระเข้าบ้านเขาตีรับพระหนึ่งชุด พอพระสวดเสร็จเขาก็ตีรับอีกหนึ่งชุด ตอนพระฉันก็ตีอีกหนึ่งชุด ครั้งที่สองข้าก็จำได้หมดแล้ว พอซ้ำสามก็จำขึ้นใจเลย"

    ถาม : ครูพักลักจำต้องอาศัยทักษะพิเศษอะไรหรือไม่ครับ?

    ตอบ : ยิ่งไม่รู้หนังสือจะยิ่งจำแม่น เพราะว่าไม่ต้องอาศัยตำราช่วย ความจำของคนเริ่มเสื่อมทันทีที่มีการจารึกพระไตรปิฎกลงใบลาน เพราะถือว่าไม่ต้องท่อง จำตรงไหนไม่ได้ก็ไปเปิดตำราอ่านเอา

    สมัยก่อนเขาท่องจำกันมาสืบเป็นทอดๆ พระอานนท์ จำได้ ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ อาจจะเป็น ๖๓,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ด้วยกระมัง เพราะพระอานนท์ท่านชำนาญทางด้านพระสูตรและอภิธรรม ส่วนพระอุบาลี ท่านชำนาญพระวินัยมากกว่า พระอานนท์จึงให้พระอุบาลีวิสัชนาพระวินัย นั่นอาศัยแค่ความจำ

    ยกตัวอย่างที่ชัด ก็คือ พระครูน้อย (พระครูสังฆรักษ์วิฑูรย์ จนฺทวํโส) วัดท่าขนุน ท่านไม่เก่งภาษาไทย สามารถอ่านได้ เขียนได้ แต่ถ้าให้ท่านเขียนภาษาไทยหน้าหนึ่ง วันหนึ่งเสร็จก็ถือว่าสุดยอดแล้ว เพราะฉะนั้น..ท่านใช้วิธีจำเอา ถ้าอาตมาหาเบอร์โทรใครไม่ได้ก็จะตะโกนถามท่าน สะดวกพอๆ กับถาม ๑๓ สมัยก่อนเลย

    เพราะฉะนั้น..คนที่ไม่รู้หนังสือจะจำแม่นกว่า เพราะไม่สามารถจะใช้การจด คนโบราณเขาไม่ค่อยได้เรียนหนังสือ ความจำจะดีเป็นพิเศษ โยมแม่ของอาตมาไม่เคยเรียนหนังสือเลย แต่ใครซื้อของแล้วติดค้างเท่าไร วันไหนมาจ่ายคืนเท่าไร เหลือค้างอีกเท่าไร จำได้แม่นมาก ส่วนโยมพ่อทำไร่ยาสูบ คนงาน ๔๐ กว่าคน จำเป็นต้องมีเครื่องช่วยจำ ท่านไม่ได้เรียนหนังสือ แต่สามารถทำบัญชีได้ ท่านจะขีดๆ เขียนๆ เป็นสัญลักษณ์เฉพาะตน คนอื่นดูไม่รู้เรื่องหรอก แต่ท่านดูรู้ว่า คนงานคนไหนทำงานกี่วัน ขาดกี่วัน จะต้องจ่ายค่าแรงเท่าไร ท่านรู้หมด


    พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    เทศน์ช่วงเย็น ณ บ้านอนุสาวรีย์
    วันอาทิตย์ที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๓


    ที่มา :http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=2371



    .
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...