ทุกข์ก็ใจนี้ ยินดีก็ใจนี้ ไมรู้จริงๆว่าเกิดมาทำไม

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย thitiwats, 24 กันยายน 2013.

  1. thitiwats

    thitiwats เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    744
    ค่าพลัง:
    +4,414
    รู้สึกเบื่อชีวิตมากเลยครับ คิดนะครับเกิดมาทำไมอย่างอาจาร์สมเกียรติ. แซ่เลี่ยง คุยกับผมท่านจะบอกว่าโง่มาก ผมก็ว่าผมโง่อย่างที่อาจารย์สมเกียรติ. แซ่เลี่ยงบอกจริงๆ เกิดมาด้วยความโง่ของผมจริงๆครับ
    ผมมีความรู้สึกว่าผมเกิดมาด้วยความโง่ของผมจริงพยามทำความครับเท่าทีจะทำได้ครับ ท้อครับอยากไปปฏิบัติธรรมก็ไปไม่ได้ครับงานมันมัดแข้งมัดขา และไม่อยากคุยกับใครเลยครับ
    อยากอยู่คนเดียวครับ ใจมันเป็นขนาดนี้จริงๆ กลับห้องมาก็ฟังธรรมมะเพื่อให้ผ่อนคลายจากจิตที่หนักจากการทำงาน อยากถามว่าเกิดมาทำอะไรกันครับ
     
  2. ddman

    ddman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    2,046
    ค่าพลัง:
    +11,946
    ส ่งกำลังใจมายังท่านวัฒน์ด้วยภาพและเสียงเหล่านี้ครับ..
    [ame=http://www.youtube.com/watch?v=lbFFmkcc834]นิค วูจิชิค (No Arms No Legs No Worries) ซับไทย (2/4) - YouTube[/ame]


    [ame=http://www.youtube.com/watch?v=vAXsdHu7A9s]นิค วูจิชิค (No Arms No Legs No Worries) ซับไทย (3/4) - YouTube[/ame]

    [ame=http://www.youtube.com/watch?v=mE4lMRuXVFw]นิค วูจิชิค (No Arms No Legs No Worries) ซับไทย (1/4) - YouTube[/ame]

     
  3. หัวมัน

    หัวมัน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 มกราคม 2013
    โพสต์:
    2,191
    ค่าพลัง:
    +6,948
    คิดว่าในโลกนี้คงไม่มีใครที่ไม่มีความโง่อยู่กับตัว
    เพียงแต่จะรู้น้อยมากกว่ากันขนาดไหนเท่านั้นละ

    เคยได้ฟังพระอาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวว่า "คนเราฉลาดได้เท่าที่ตนโง่ และโง่ได้เท่าที่ตนฉลาด" นั่นแสดงว่าทุกคนย่อมมีทั้งส่วนที่ฉลาดและโ่ง่เป็นของตัว

    แต่อย่างไรคนเรามีโอกาสพัฒนาตัวเองไปสู่ความรู้มากกว่าเสมอ ถ้าหากรู้จักเลือกหนทางที่ถูกต้อง ข้าพเจ้าคิดว่าการได้เกิดในยุคนี้ ณแผ่นดินนี้ ที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง มีธรรมของพระพุืทธองค์เป็นแนวทางให้เดิน มีเนื่อนาบุญให้เราได้สร้างสมบุญกุศล นับเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่จะเป็นจุดเปลียนเ้ส้นทางใหม่ของจิตวิญญาญ

    ในช่วงที่เจอความทุกข์และความกดดันรอบด้าน ข้าพเจ้ารู้ว่ามันหนักหนาและยากขนาดไหนที่จะพาตัวเองผ่านพ้นภาวะนั้นไปได้ แต่ถ้าผ่านมันไปได้ท่านจะรู้สึกขอบคุณตัวเองและเมื่อมองย้อนกลับไปจะเห็นว่าทุกความทุกข์และปัญหานั้นคือโจทย์และโอกาสให้เราได้เรียนรู้ตัวเองเพื่อขจัดเหลี่ยมมุมด้านลบของจิตวิญญาญ
     
  4. สุทธินันท์

    สุทธินันท์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 สิงหาคม 2007
    โพสต์:
    59
    ค่าพลัง:
    +362
    ชีวิตเป็นทุกข์เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดกับทุกๆ คน พยายามทำความรู้สึกตัวให้มากๆ ครับ อย่าไปหลงฟุ้งอยู่กับอาการเศร้า เหงา หมดหวัง อาการทางจิตเป็นอะไรที่ต้องรู้ให้เท่าทันครับ ถ้าไม่แก้ไขอาจเป็นโรคซึมเศร้า นานเข้าก็กลายเป็นโรคจิต ขั้นหนักอาจถึงขนาดฆ่าตัวตายได้นะครับ ชีวิตคนเราก็เหมือนละครครับ มีทั้งฉากทุกข์และสุข สลับกันไป ..... ฉากเหล่านั้นมันไร้สาระครับ ดูชีวิตให้เหมือนดูละคร อย่าไปอินกับมันมาก แค่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่เป็นพอครับ อะไรที่อยู่นอกเหนือความรู้สึก ถือว่าเป็นจินตนาการทั้งนั้น เหลวไหล ไร้สาระ หาแก่นสารอะไรไม่ได้ หลอกตัวเองไปชั่วขณะ.... ธรรมมะกับชีวิตมีแค่นี้จริงๆ
     
  5. thitiwats

    thitiwats เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    744
    ค่าพลัง:
    +4,414
    ขอบคุณครับคุณddman ครับอย่าเรียกผมว่าท่านเลยครับคนอย่างผมยังเขลาอยู่มากครับ สติปัญญาน้อยนิดเท่าหางกบอย่างผมเลยครับ ถ้ามองคนที่แย่กว่าผม ก็เยอะครับ บางคนเกิดมาสร้างบุญเพิ่ม บางคนเกิดมาสร้างกรรมเพิ่ม การเกิดโดยรวมแล้วไม่ดีเลยครับ
    เมื่อวานดูเรื่องจริงผ่านจอเห็นหมอทำแท้งเถื่อนเอาศพเด็ก7เดือนมาทิ้งไม่รู้กี่ศพเลยครับ สงสารมากครับ คิดไปเอ็งครับ สลดใจครับ เลยตั้งจิตแผ่บุญให้ ทิ้งกันเป็นผักเป็นปลาเลยครับไม่รู้จิตใจทำด้วยเหล็กหรือหินศิลาแลง ผมก็ไม่ได้ไปทำชั่วที่ใหนหลอกครับแต่มันสะเทือนใจกับการที่เราเห็นความไม่ชอบใจ เดินผ่านตลาดเห็นคนท้องลวกหอยแครง ทุบหัวปลา ผ่านสพานลอยเห็นขอทานกินเหล้า
    เห็นแม่แมวตายกลางทางเหลือแต่ลูกแมว ไปให้อาหารปลาวัดพนัญเชิง คนเก็บลูกนกได้ไม่รู้แม่อยู่ใหน คนเก็บลูกนกได้เอาลูกนกไปให้พนักงานขายหัวอาหารปลา พนักงานเอาไปใส่ตระกร้าหมาเข้ามาลูกนกเกือบโดนกิน เห็นแล้วผมสลดใจครับ
     
  6. อินทรบุตร

    อินทรบุตร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มิถุนายน 2012
    โพสต์:
    2,511
    ค่าพลัง:
    +7,320
    ขันธ์มันก็ทำงานของมันไปอย่างนั้น ไม่สามารถหยุด ไม่สามารถห้ามมันได้

    เพราะมีร่างกาย จึงมีเหตุให้ต้องรับผัสสะ
    เพราะรับผัสสะ จึงมีเหตุให้เกิดความคิด เกิดอารมณ์ต่างๆ

    ทุกอย่างเป็นเรื่องปกติ เป็นธรรมชาติ ที่มีอยู่เหมือนกันทั้งหมด ไม่แตกต่างกัน ทั้งในผู้ยังไม่รู้ และผู้ที่รู้แล้ว

    ทั้งในผู้ที่ยังต้องทุกข์ และผู้ที่พ้นจากทุกข์แล้ว กระบวนการทำงานของขันธ์ ก็เป็นไปตามปกติ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากปกติ
    แต่สิ่งที่ต่างกัน มีเพียง ไปยึดถือเอาไว้หรือเปล่า หรือปล่อยมันทำงานของมันไป โดยเราไม่เข้าไปถือครองเป็นเจ้าของ

    จิตที่พ้นจากความอยากเข้าไปถือครองในขันธ์ทั้งหลาย เป็นจิตที่พ้นจากความหิวโหย พ้นจากความทุกข์

    มีผู้เรียนถามหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ว่า "ท่านยังมีโกรธอยู่ไหม?"
    หลวงปู่ตอบสั้นๆว่า "มี แต่ไม่เอา"

    แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม
    หลวงปู่ดูลย์แสดงธรรม เรื่อง อเหตุกจิต
    http://palungjit.org/threads/อเหตุกจิต.506792/
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 กันยายน 2013
  7. bluebaby2

    bluebaby2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2010
    โพสต์:
    2,471
    ค่าพลัง:
    +4,294
    คุณคิดว่าคนเราเกิดมาเพื่อทำบางสิ่งบางอย่างเพียงอย่างเดียวหรอครับ ถ้าคุณคิดว่าคนเราเกิดมาทำบางสิ่งบางอย่างเพียงอย่างเดียวในอนาคต นั่นก็เท่ากับว่าคุณคิดว่าก่อนจะถึงวันนั้นชีวิตก็ไม่มีความหมายอะไรเลย และหลังจากนั้นชีวิตก็ไม่มีความหมายอะไรเลย ถ้าคุณเชื่อว่าชีีวิตเกิดมาเพื่อที่คุณจะได้มีประสบการณ์ถึงทุกขณะในชีวิต ชีวิตมันก็จะมีความหมายอยู่ทุกขณะนั่นแหละ และนั่นก็เป็นความจริงด้วย เพราะทุกขณะในชีวิตคุณคุณล้วนเป็นคนเลือกทั้งนั้น ไม่ว่าจะเลือกอย่างไม่มีสติ หรือไม่มีสติก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือการถามตัวเองว่า เราเป็นใคร เราอยากทำอะไร คุณเองก็กำลังนิยามสิ่งต่างๆ ในชีวิตของคุณ เช่นนิยามว่าคุณเป็นคนโง่ นิยามว่าไม่อยากคุยกับใคร นิยามว่าคุณจะทำแต่ความดี นอกจากนิยามว่าคุณเป็นใครแล้วคุณยังเห็นตัวอย่างของคนอื่น ในแบบที่คุณอยากจะเป็น และทำในสิ่งที่คุณอยากจะทำ และเห็นตัวอย่างของอื่นในแบบที่คุณไม่อยากจะเป็น และทำในสิ่งที่คุณไม่อยากจะทำ ทำไมไม่ลองถามใจตัวเองว่าอะไรกันแน่ที่คุณอยากจะเป็น และอะไรกันแน่ที่คุณอยากจะทำ แล้วก็เป็นสิ่งนั้นซะ เป็นให้มากขึ้นถ้าคุณปรารถนา อย่างพระสาวกในสมัยพุทธกาลก็ล้วนเห็นตัวอย่างของคนในแบบที่ท่านเหล่านั้นอยากจะเป็นในสมัยของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ แล้วอธิษฐานให้ได้เป็นอย่างนั้นบ้าง หรือคุณไม่ปรารถนาที่จะเป็นอะไรแล้ว อยากจะหลุดพ้นก็ทำตามนั้น สิ่งที่สำคัญคือการรู้ใจตัวเองอย่างแท้จริง เข้าใจว่าแท้จริงเราเป็นใครและเราอยากทำอะไร และการรู้จักตัวเองก็ทำได้ทุกขณะ ไม่ต้องรอเวลาเลย เมื่อนั้นทุกขณะก็จะมีความหมาย
     
  8. ผ่อนกรรม

    ผ่อนกรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    63
    ค่าพลัง:
    +400
    บางครั้งเราก็ท้อ

    แต่บางทีเราก็เบื่อ

    แต่อีกเดี๋ยวก็ฮึกเฮิม

    เดี๋ยวรู้สึกโน่นนี่นั่นมากมายในวันนึงๆ

    จนทำให้เราเหนื่อยที่ใจเมื่อต้องวิ่งตามความคิด

    เวลาที่คุณฟังธรรมนั้นแหละเป็นเวลาที่ได้พักใจและกาย ^^

    เราโง่ด้วยความไม่รู้กันทุกคน ถึงต้องฝึกรู้และเท่าทันตัวเราเองตลออดเวลา <3
     
  9. thitiwats

    thitiwats เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    744
    ค่าพลัง:
    +4,414
    เป็นจริงตามนั้นเลยครับ กลับจากห้องค่อยดีหน่อยฟังธรรมมะของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ครับ เอาธรรมเป็นทีพึ่งก่อนครับ ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ .ธรรมมะละก็ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะอยู่ตรงใหนครับ ขอบคุณทุกคนครับ เลือกเกิดไม่ได้ครับ แต่ก็จะทำดีเท่าที่จะทำได้ครับ เพราะภพชาติมันมีจริงๆครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 กันยายน 2013
  10. อินทรบุตร

    อินทรบุตร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มิถุนายน 2012
    โพสต์:
    2,511
    ค่าพลัง:
    +7,320
    ภพชาติ จะมีอยู่ ตราบเท่าที่เราหาต้นเหตุแห่งการเกิดไม่เจอ

    ระหว่างที่เรายังหาต้นเหตุแห่งการเกิดไม่เจอ ผัสสะทั้งหลาย วิบากทั้งหลาย ขันธ์ทั้งหลาย จะยังเข้ามาหาเราอยู่เสมอๆ เหมือนลมที่พัดเข้ามาเราตลอดเวลา ผ่านเข้ามา แล้วก็ผ่านออกไป

    สำคัญที่เรา ว่าเราจะให้สิ่งที่เหมือนลม ผ่านเข้ามาแล้วผ่านออกไป มันเป็นไปตามธรรมชาติของมัน มันเป็นมัน เราเป็นเรา มันจะเป็นเช่นไรก็เรื่องของมัน เราก็ทำหน้าที่ของเราจนกว่าจะเสร็จ

    หรือ จะให้ความเป็นเรา สูญเสียไปกับมัน ให้สิ่งที่มันควรจะมาอยู่กับเราแค่ชั่วคราวแล้วผ่านออกไป มันเกาะติดกับเรา จนกำหนดอนาคตของเรา

    ขึ้นอยู่ที่เราจะเลือกเดิน ขึ้นอยู่ที่จิตจะเลือกรับเอา
     
  11. สีลสิกขา

    สีลสิกขา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    1,271
    ค่าพลัง:
    +7,138
    เราอาศัยโลกนี้อยู่เพื่อดำรงชีวิต เพื่อความสงบสุข รู้จักพอ รู้จักละ รู้จักทำใจ ยิ้มให้ได้ บอกตัวเองเสมอๆ ว่า "เราเกิดมาเพื่อสร้างบารมี สร้างความดี สร้างคุณธรรม ไม่ใช่เกิดมาเพื่อสร้างบาปกรรม" "ใจดวงนี้วุ่นวายไม่ได้ คิดมากไม่ได้" "ในเมื่ออีกไม่นาน เราก็จะตายแล้ว"

    >เมื่อเช้ายังเฮฮาปาร์ตี้ พอตอนสาย..ยังระริกระรี้สดใส ตอนเย็นยังบอกว่าสุขทั้งกายใจ พอตกค่ำ "สิ้นใจ" คนหนอคน <
     
  12. lionking2512

    lionking2512 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2009
    โพสต์:
    1,525
    ค่าพลัง:
    +7,635
    เกิดมาเพื่อต่อยอดความดีที่ได้เคยทำไว้ครับ ท่านเจ้าของกระทู้มีใจละเอียดอ่อนนะครับ สามารถมองสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเราเป็นธรรมะได้ ของบางอย่างเราก็ต้องปล่อยวางนะครับ ( อุเบกขา ) คิดเสียว่ามันสุดวิสัยที่เราจะสามารถช่วยเหลือเขาได้ มันเป็นกรรมของเขาเอง เพราะถ้าเราเก็บเอามาคิดทุกเรื่องมันก็คงสร้างทุกข์ให้กับเราไม่น้อย

    เปรียบเสมือนเราเดินไปตามทาง สองข้างทางมีทั้งก้อนกรวด ก้อนหิน อีกทั้งดอกไม้สีสันสวยงาม เราจะเลือกที่จะเก็บอะไรล่ะครับ อีกข้อหนึ่งการใช้ชีวิตพระพุทธเจ้าท่านสอนให้เดินทางสายกลาง ไม่หย่อนหรือตึงจนเกินไป อ้อการมองสิ่งรอบตัวแบบท่านเจ้าของกระทู้ แล้วนำมาพิจารณาก็ดีนะครับ มันช่วยฝึกให้เรามีความกลัวเกรงและละอายต่อบาปกรรม อนุโมทนาด้วยครับ
     
  13. nouk

    nouk เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,401
    ค่าพลัง:
    +23,708
    อ้าว....อยากรู้ก็ปฏิบัติไปหนอ พอความโง่มันหายไป อะไรๆ ที่ค้างคาก็จะกระจ่างขึ้นในใจไปเอง
     
  14. thitiwats

    thitiwats เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    744
    ค่าพลัง:
    +4,414
    รออยู่ครับการที่เราถือศีลปฎิบัติธรรมยิ่งทำก็เหมือนชีวิตจะแย่ลงเพราะอธิฐานไปนิพพานในชาติเจ้ากรรมนายเวรก็ตามเก็บบัญชีจะหนีเจ้ากรรมนายเวรก็หนีไม่ได้ครับ หรือถอนอธิฐานไปนิพพานในชาตินี้ดีครับ เหมือนมันจะหนักเกินไปสำหรับผมแล้วครับ ทำบุญปฏิบัติธรรมอธิฐานไปนิพพาน แต่รู้สึกปัญหาเพิ่มขึ้นจะไม่อธิฐานไปนิพพานแล้วครับรู้สึกว่ามันเกินกำลังครับ
     
  15. nouk

    nouk เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,401
    ค่าพลัง:
    +23,708
    แค่นี้ก็ถอยซะแล้วหนอ ใจเซาะจริงหนอ ไม่ลองสู้กันสักตั้งก่อนรึ เมื่อรู้ว่ากำลังไม่พอ ก็สร้างกำลังเพิ่มขึ้นมาซิหนอ ใช้กุศลกรรมบท ๑๐ เป็นฐาน บารมี ๑๐ ทัศ อัดมันเข้าไป ดูซิใครจะแพ้ใครจะชนะ ไม่ลองไม่รู้หนอ

    อธิษฐานบารมีเป็นแม่ทัพใหญ่ สร้างเกราะให้ใจ
    สัจจะบารมีเป็นทัพหนุน

    ไม่มีสิ่งใดเหนือใจหรอกหนอ การสร้างบารมีต่างๆ เหล่านั้น ต้องผ่านด่านทดสอบต่างๆ ทั้งสิ้น ทรงอิทธิบาทสี่ไว้ เพื่อความสำเร็จหนอ

    พระอริยะบุคคล ท่านก็ผ่านด่านนี้มาด้วยกันทั้งนั้น ทำไมท่านจึงผ่านด่านปุถุชนขึ้นไปยังอริยะได้ล่ะหนอ ก่อนที่จะพ้นความเป็นปุถุชนท่านก็ได้พบเจออุปสรรคต่างๆ มากมาย แต่ท่านไม่ยอมแพ้กิเลสหนอ เพียงใจที่ไม่ยอมแพ้ ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 ตุลาคม 2013
  16. nouk

    nouk เพราะยึดจึงทุกข์

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    11,401
    ค่าพลัง:
    +23,708
    น่าจะบอกว่าทำให้เห็นทุกข์ชัดเจนมากกว่าตอนที่ยังไม่ปฏิบัติธรรมมากกว่าหนอ เมื่อปฏิบัติธรรมมากขึ้น จิตมีความละเอียดประณีตมากขึ้น ความเห็นต่างๆ ก็มีความชัดเจนขึ้น ถือว่าประสบความสำเร็จมาในระดับหนึ่งแล้วนะคะ

    ต่อไปก็พิจารณาให้เห็นเหตุแห่งทุกข์นั้นๆ สุดท้ายแล้ว ทุกข์ทั้งหลายก็เป็นอนิจจัง และเป็นอนัตตา เพราะว่ามีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่...มันยังมีการหมุนเวียนอยู่อย่างนั้น ไม่จบไม่สิ้นลงไปซะทีเดียว เพราะอะไร....? สิ่งนี้ต้องนำมาพิจารณาให้แตกฉานด้วยปัญญา

    ขอถามว่าคุณรู้สึกทุกข์ตลอดเวลาหรือไม่ ไม่เลย คุณจะรู้สึกว่าทุกข์จนแทบทนไม่ได้แค่เพียงบางเวลา เวลาที่มีอะไรมากระทบใจเท่านั้นเอง หมั่นดูจิตตนแล้วคุณจะเห็นอาการของใจ เมื่อเวลาที่ถูกกระทบและกระเพื่อมสั่นไหวไปตามอารมณ์นั้นๆ จนถึงที่สุดของมันแล้วมันก็ดับหายไป แล้วมันก็เริ่มขึ้นใหม่ วนเวียนอยู่อย่างนั้น

    เมื่อพิจารณาจนเห็นเหตุแห่งทุกข์แล้ว ก็มาหาทางดับทุกข์กัน โดยที่ไม่ต้องรอให้มันดับไปเอง ทางดับทุกข์พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติไว้ให้แล้วหนอ เราไม่ต้องไปค้นหาด้วยตัวเองเลย นั่นก็คือ อริยมรรค มีองค์แปด

    ปัญหาของคุณยังจับไม่ถูกธรรม ก็เลยเกิดความเห็นผิด มองไม่เห็นธรรมดาของการปฏิบัติธรรมทางจิต

    เมื่อเดินมรรคไปเรื่อยๆ รู้จักทุกข์และเหตุแห่งทุกข์อย่างถ่องแท้แล้ว คุณจะไม่ขวนขวายเหตุแห่งทุกข์มาไว้เป็นของตนอีกต่อไป
     
  17. เตหิณรัตน์

    เตหิณรัตน์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    54
    ค่าพลัง:
    +476
    ดีแล้วครับ กลับมาบ้านอยากอยู่คนเดียว อยากฟังธรรม แต่ไหนๆเราก็เกิดมาแล้ว เกิดมาก็หาทางดับทุกข์มันสิ ใช่เลยอย่างคุณพูด ทุกข์ก็ใจนี้ ยินดีก็ใจนี้ เพราะสุขทุกข์มันเกิดและดับที่ใจเรา สังขารร่างกายมันไม่มาทุกข์กับเราด้วยหรอกมันก็ทำหน้าที่ของมันไป คือมันเสื่อมสภาพไปทุกวันๆ แต่ผู้ที่รู้สึกว่านี้ทุกข์ นี่สุข ก็ใจเราทั้งนั้น ใจที่เดียวเลย ไม่ใช่ไปรับรู้ที่อื่น ทุกข์และสุขไม่ได้อยู่ที่ใดๆเลย ในลม ในฟ้า อากาศ ในดินไม่มีเลยสุขและทุกข์ในที่นั้นๆ มันมีก็ที่ใจเดียวดวงเดียวของเรานี้หละ คุณเข้าใจมันถูกแล้ว ฉะนั้นอย่าไปเสียใจเลยครับว่างานเยอะไม่ได้ไปนั่งปฏิบัติธรรมที่นั้นที่นี่ เมื่อก่อนผมก็เป็นแบบคุณนี้ละเที่ยวคิดวุ่นไปหมดว่าอยากไปที่นั้นที่นี่จัง แต่ไม่ได้ไปเสียดายจัง มัวแต่มองหาที่สงบจนลืมคิดไปว่า สถานที่ปฏิบัติธรรมที่แท้จริงนั้นคือกายกับใจเรานี้เองไม่ใช่ที่อื่นเลย จะอยู่ที่ไหนไม่สำคัญเลย จะเป็นที่ๆมีผู้คนมากมาย วุ่นวายด้วยผู้คนด้วยเพื่อนฝูง อยู่ที่นั้นก็งานอยู่ที่นี่ก็คนเยอะ ญาติก็เยอะเจอหน้ากันทั้งวันหาที่ๆเงียบๆสงบไม่ได้เลย ใจมันคอยแต่จะขุ่นมัวอยู่ตลอดเวลาว่า ที่ๆเราอยู่นี้มันไม่สงบเอาซะเลย มันมีคนมารบกวนมาก มันมีเสียงมารบกวนมาก ดูแต่ข้างนอกว่ามันไม่สงบ แต่เราลืมดูใจของเราเองนะ ที่มันไม่สงบนะไม่ใช่ข้างนอกหรอก แต่มันใจของเรานี้เองนะที่มันไม่สงบ เพราะมันคอยแต่จะไปจับ เรื่องนั้น จับเสียงนี้มาเป็นอารมณ์ไม่ปล่อยไม่วางลงบ้างเลย โลกก็เป็นแบบนี้ละคุณวุ่นอยู่ตลอดไม่เคยว่างจากความวุ่นวายเลย ที่ว่าใจคุณไม่สงบนะ เพราะคุณยังรักษาจิตไม่เป็น ลมหายใจ หรือพุทโธนะ พยายามจับไว้ทำไว้ ทำตั้งแต่ตื่นยันหลับเลย ทำเพื่ออะไร ทำเพื่อให้ใจมีที่เกาะ ที่เกาะอย่างดีเลยนะ คือมีพระเกาะอยู่ที่ใจแขวนอยู่ที่ใจเรา ที่นี้พออะไรมากระทบเช่นทางเสียงก็ดี ทางตาก็ดี ทีนี้คนเยอะจัง ที่นี่เสียงดังจัง ที่นี่วุ่นวายจัง เวลาสิ่งเหล่านี้มันมากระทบใจนะ หัดใจมันเสียใหม่ ก็คือปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นมันกระทบไป แต่ใจเรานี้เราสอนมันได้ สอนให้มันอย่าไปเกิดเป็นความไม่พอใจเพราะไม่ชอบใจ อันนี้สอนง่ายหน่อย แต่ถ้าอันไหนมากระทบทางใจแล้วเกิดรักชอบพอ หลงขึ้นมาอันนี้สอนยากหน่อย หัดสอนมัน อย่าไปเก็บมาคิดให้เป็นอารมณ์ขุ่นเคือง หรือดีใจจนเกินเหตุ พิจรณาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เป็นธรรมดาของมันแบบนี้ละ เดี่ยวมันก็เกิดเดี่ยวมันก็ดับ ไม่แน่ไม่นอนอะไร จะวัตถุภายนอก หรือร่างกายเรา เดี๋ยวมันก็สุข เดี๋ยวมันก็ทุกข์ เดี๋ยวมันก็เจ็บ เดี๋ยวมันก็ไม่สบาย มันมาและมันก็จากไปไม่แน่นอน อารมณ์ก็เหมือนกันนะ เดี๋ยวมันก็ดีใจ เดี๋ยวมันก็ขุ่นใจ เดี๋ยวก็เสียใจ ไม่มีใครโกรธได้ตลอด หรือดีใจได้ตลอด เพราะอะไร เพราะมันไม่เที่ยงไม่แน่นอน จะรูปภายนอกก็ดี จะสังขารร่างกายเราก็ดี จะใจเราก็ดี จะสุขก็ดี จะทุกข์ก็ดี สิ่งเหล่านี้มันก็เกิดขึ้นซักพักจะช้าหรือจะเร็วเดี่ยวมันก็ดับลง สรุปก็คือไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตนหรอก ที่ว่าวุ่นวายนะ ไม่ใช่ข้างนอกมันวุ่นหรอก แต่ใจเรามันวุ่นเอง วุ่นไปรับเอาสิ่งที่มากระทบ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็เก็บมาคิดจนเป็นอารมณ์พอใจไม่พอใจขึ้นมา ข้างนอกมันก็เป็นของมันแบบนี้ แต่ข้างในใจนี่สิฝึกได้ สอนได้ ฝึกมันสอนมัน อย่าให้มันวุ่นวายใจเพราะสิ่งที่มากระทบ ถ้าเรารู้จักสอนใจเจ้าของให้ดี อยู่ที่ไหนๆก็เลิกวุ่นวายได้ทั้งนั้น เมื่อก่อนนะข้างบ้านผมนะ ชอบมีงานเปิดเพลงเสียงดังดึกๆ กลางวันก็มีเสียงก่อสร้าง ร้อนไปหมดใจนี้มันร้อนไปหมด ไม่อยากได้ยิน รำคาญมากหาความเงียบสงบไม่ได้เลย แล้วบ่นสารพัดจะบ่นเพราะรำคาญมาก แต่เดี่ยวนี้เลิกแล้วใครจะเปิดเพลง ดึกๆ หรือบ้านไหนมีก่อสร้างเพิ่มเติมเสียงดังขึ้นมาทั้งวันตั้งแต่9โมงยัน4โมงครึ่ง ก็ช่างหัวมัน ใจสบายๆ ใครจะเรียกหลานจะกวน ใจก็สบายๆ เพราะอะไร เพราะเข้าใจธรรมชาติมันว่าธรรมชาติของโลกนี้มันก็เป็นแบบนี้เอง เราอย่าเก็บเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นอารมณ์ที่ใจ อย่าเอาสิ่งที่มากระทบทาง ตาก็ดี ทางหูก็ดี เวลามันมากระทบเข้าก็อย่าไปปรุงแต่งใจตามมัน ให้มันเกิดเป็นความขุ่นเคือง ดีใจหรือเสียใจขึ้นมาจนมากจนเกินไป หัดดูที่ใจเรา ดูสิ่งที่มากระทบ ใครจะทำอะไรช่างเค้า จะเสียงดัง จะมากวนก็เรื่องของเค้า แต่ให้คุณดูที่ใจคุณนี่ อย่าให้มันกระเพื่อมเพราะขุ่นเคือง ดีใจหรือเสียใจ พยายามรักษาให้ทุกข์มันเกิดที่ใจให้น้อยที่สุดจนถึงไม่มีเลย ทำให้มันสอนให้มันที่ใจเรานี้หละ จะอยู่ที่ไหนก็สงบได้ถ้าใจเรามันสงบแล้ว เมื่อใจสงบเเล้ว ทีนี้จะอยู่ที่ใดๆจะเสียงดัง จะรถติด จะงานเยอะ ลูกหลานมากวน มันก็ไม่รำคาญใจขุ่นเคืองใจเราแล้ว เพราะว่าเราได้รู้จักมันแล้วเราได้สอนใจมันแล้ว อย่าไปหาเลย ที่นี่ร่มรื่น ที่นี้เงียบสงัด นั้นมันภายนอกทั้งนั้นละที่สงบนะ ถึงจะไปอยู่ที่นั้นได้แต่ใจเรากลับพาใจที่ชอบขุ่นเคือง ที่ชอบหงุดหงิด อะไรนิดหน่อยไม่พอใจ ที่สงบแบบนั้นก็ช่วยให้ใจมันสงบลงไม่ได้หรอก ที่เหล่านั้นมันสงบก็จริงแต่มันก็สงบแค่ข้างนอก ไม่ใช่สงบแท้ที่ใจของเรา ใจเรานี้ถ้าสงบเเล้ว ฝึกดีแล้ว สอนดีแล้ว มันก็เบาทุกที่ นี้ละสุขแท้จริงนะคุณสุขสงบที่ใจเรานี้ ถ้าอย่างนั้นป่านนี้คนตาบอดหูหนวกไม่ได้ยิน ไม่เห็นภาพน่ารำคาญใจก็บรรลุธรรมกันหมดแล้วสิจริงไหม แต่นี้ไม่ใช่ พอเลิกตาบอดเลิกหูหนวกกันก็กลับมาวุ่นวายกันอีกจริงไหมครับ และอย่าลืมอย่าทิ้งพุทโธ หรือลมหายใจเข้าออกนะคุณ ของดีทั้งนั้น ขอให้โชคดีนะครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...