ธรรมดาของจิตก็ต้องคิดนึก

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย เสขะ บุคคล, 22 มกราคม 2020.

  1. เสขะ บุคคล

    เสขะ บุคคล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    1,155
    กระทู้เรื่องเด่น:
    21
    ค่าพลัง:
    +3,799
    ".. แต่ก่อนข้าพเจ้ามืดเขลาเหมือนเข้าถ้ำ อยากเห็นธรรม ยึดใจ จะให้เฉย ยึดความจำว่าเป็นใจ หมายจนเคย เลยเพลินเชยชมจำ ทำมานาน

    ความจำผิด ปิดไว้ ไม่ให้เห็น จึงหลงเล่นขันธ์ห้าน่าสงสาร

    ให้ยกตัวอวดตนพ้นประมาณ เที่ยวระรานติคนอื่นเป็นพื้นไปไม่เป็นผล เที่ยวดูโทษคนอื่นนั้นขื่นใจ เหมือนก่อไฟเผาตัวต้องมัวมอม ใครผิดถูกดีชั่วก็ตัวเขา ใจของเราเพียรระวังตั้งถนอม อย่าให้อกุศลวนมาตอม ควรถึงพร้อมบุญกุศลผลสบาย เห็นคนอื่นเขาชั่วตัวก็ดี เป็นราคียึดขันธ์ที่มั่นหมาย ยึดขันธ์ต้องร้อนแท้เพราะแก่ตาย เลยซ้ำร้ายกิเลสกลุ้มเข้ารุมกวน เต็มทั้งรักทั้งโกรธโทษประจักษ์ ทั้งกลัวนักหนักจิตคิดโหยหวน ซ้ำอารมณ์กามห้าก็มาชวน ยกกระบวนทุกอย่างต่าง ๆ ไป

    เพราะยึดขันธ์ทั้ง ๕ ว่าของตน จึงไม่พ้นทุกข์ภัยไปได้นา ถ้ารู้โทษของตัวแล้วอย่าชาเฉย ดูอาการสังขารที่ไม่เที่ยงร่ำไปให้ใจเคย คงได้เชยชมธรรมะอันเอกวิเวกจิต

    ไม่เที่ยงนั้น หมายใจไหวจากจำ เห็นแล้วซ้ำดูๆอยู่ที่ไหว พออารมณ์นอกดับระงับไปหมดปรากฏธรรม

    เห็นธรรมแล้ว ย่อมหายวุ่นวายจิตๆนั้นไม่ติดคู่ จริงเท่านี้หมดประตู รู้ไม่รู้อย่างนี้วิถีใจ

    รู้เท่าที่ไม่เที่ยง จิตต้นพ้นริเริ่ม คงจิตเดิมอย่างเที่ยงแท้ รู้ต้นจิตพ้นจากผิดทั้งปวงไม่ห่วง ถ้าออกไปปลายจิตผิดทันที

    คำที่ว่ามืดนั้นเพราะจิตคิดหวงดี จิตหวงนี้ปลายจิตคิดออกไป จิตต้นดีเมื่อธรรมะปรากฏหมดสงสัย เห็นธรรมะอันเลิศล้ำโลกา เรื่องคิดค้นวุ่นหามาแต่ก่อน ก็เลิกถอนเปลื้องปลดได้หมดสิ้น ยังมีทุกข์ต้องหลับนอนกับกินไปตามเรื่อง ใจเชื่องชิดต้นจิตคิดไม่ครวญ

    ธรรมดาของจิตก็ต้องคิดนึก พอรู้สึกจิตต้นพ้นโหยหวน เงียบสงัดจากเรื่องเครื่องรบกวน ธรรมดาสังขารปรากฏหมดด้วยกัน เสื่อมทั้งนั้นคงที่ไม่มีเลย

    ระวังใจเมื่อจำทำละเอียด มักจะเบียดให้จิตไปติดเฉย ใจไม่เที่ยงของใจซ้ำให้เคย เมื่อถึงเอยหากรู้เองเพลงของใจ

    เหมือนดังมายาที่หลอกลวง ท่านว่าวิปัสสนูปกิเลส จำแลงเพศเหมือนดังจริงที่แท้ไม่ใช่จริง รู้ขึ้นเองหมายนามว่าความเห็น ไม่ใช่เช่นฟังเข้าใจชั้นไต่ถาม ทั้งตรึกตรองแยกแยะแกะรูปนาม ก็ใช่ความเห็นเองจงเล็งดู รู้ขึ้นเองใช่เพลงคิด รู้ต้นจิต ๆ จิตต้นพ้นโหยหวน ต้นจิตรู้ตัวแน่ว่าสังขารเรื่องแปรปรวน ใช่กระบวนไปดูหรือรู้อะไร

    รู้อยู่เพราะหมายคู่ก็ไม่ใช่ จิตคงรู้จิตเองเพราะเพลงไหว จิตรู้ไหว ๆ ก็จิตติดกันไป แยกไม่ได้ตามจริงสิ่งเดียวกัน จิตเป็นสองอาการเรียกว่าสัญญาพาพัวพัน ไม่เที่ยงนั้นก็ตัวเองไปเล็งใคร

    ใจรู้เสื่อมของตัวก็พ้นมัวมืด ใจก็จืดสิ้นรสหมดสงสัย ขาดค้นคว้าหาเรื่องเครื่องนอกใน ความอาลัยทั้งปวงก็ร่วงโรย ทั้งโกรธรักเครื่องหนักใจก็ไปจาก เรื่องใจอยากก็หยุดได้หายหวนโหย พ้นหนักใจทั้งหลายโอดโอย เหมือนฝนโปรยใจ ใจเย็นเห็นด้วยใจ

    ใจเย็นเพราะไม่ต้องเที่ยวมองคน รู้จิตต้น ปัจจุบันพ้นหวั่นไหว

    ดีหรือชั่วทั้งปวงไม่ห่วงใย ต้องดับไปทั้งเรื่องเครื่องรุงรัง อยู่เงียบ ๆ ต้นจิตไม่คิดอ่าน ตามแต่การของจิตสิ้นคิดหวัง ไม่ต้องวุ่นต้องวายหายระวัง นอนหรือนั่งนึกพ้นอยู่ต้นจิต

    ท่านชี้มรรคฟังหลักแหลม ช่างต่อแต้มกว้างขวางสว่างไสว


    - ยังอีกอย่างทางใจไม่หลุด สมุทัย ขอจงโปรดชี้ให้พิสดารเป็นการดี

    - ตอบว่า สมุทัยคือ อาลัยรัก เพลินยิ่งนักทำภพใหม่ไม่หน่ายหนี ว่าอย่างต่ำกามะคุณห้าเป็นราคี อย่างสูงชี้สมุทัยอาลัยฌาน

    ถ้าจะจับตามวิถีมีในจิต ก็เรื่องคิดเพลินไปในสังขาร เพลินทั้งปวงเคยมาเสียช้านานกลับเป็นการดีไปให้เจริญจิตไปในส่วนที่ผิดก็เลยแตกกิ่งก้านฟุ้งซ่านใหญ่ เที่ยวเพลินไปในผิดไม่คิดเขิน สิ่งได้ชอบอารมณ์ก็ชมเพลิน เพลินจนเกินลืมตัวไม่กลัวภัย เพลินดูโทษคนอื่นดื่นด้วยชั่ว โทษของตัวไม่เห็นเป็นไฉน โทษคนอื่นเขามากสักเท่าไร ไม่ทำให้เราตกนรกเลย ฯ

    โทษของเราเศร้าหมองไม่ต้องมาก ส่งวิบากไปตกนรกแสนสาหัส หมั่นดูโทษตนไว้ให้ใจเคย เว้นเสียซึ่งโทษนั้นคงได้เชยชมสุขพ้นทุกข์ภัย

    เมื่อเห็นโทษตนชัดรีบตัดทิ้ง ทำอ้อยอิ่งคิดมากจากไม่ได้

    เรื่องอยากดีไม่หยุดคือตัวสมุทัย เป็นโทษใหญ่กลัวจะไม่ดีนี้ก็แรง ดีแลไม่ดีนี้เป็นพิษของจิตนัก เหมือนไข้หนักถูกต้องของแสลง กำเริบโรคด้วยพิษผิดสำแลง ธรรมไม่แจ้งเพราะอยากดีนี้เป็นเดิม ความอยากดีมีมากมักลากจิต ให้เที่ยวคิดวุ่นไปจนใจเหิม สรรพชั่วมัวหมองก็ต้องเติม ผิดยิ่งเพิ่มร่ำไปไกลจากธรรม ที่จริงชี้สมุทัยนี้ใจฉันคร้าม ฟังเนื้อความไปข้างนุงทางยิ่งยิ่ง เมื่อชี้มรรคฟังใจไม่ไหวติง ระงับนิ่งใจสงบจบกันที ฯ .."

    คัดลอกเฉพาะบางส่วนจากบทประพันธ์ "ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ" ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  2. แค่พลังงานที่มีความรู้สึก

    แค่พลังงานที่มีความรู้สึก เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    389
    ค่าพลัง:
    +208
    อยากอ่านที่ไม่ใช่ ที่ไม่บทประพันธ์ นะครับผมอ่านแล้วค่อนข้างๆ งง หน่อย
    ไม่ค่อยเข้าใจภาษาสัมผัส
     
  3. วิฬาไวลัด

    วิฬาไวลัด Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2008
    โพสต์:
    1,406
    ค่าพลัง:
    +286
    จะงงทำไมหละลวกเพ่
    ก็เห็นปรารภมาดีแต่วันโน้น
    นี่ไงธรรมความเพียรดั่งคำกลอน
    ทั้งหมดที่ท่านสอนคุณกล่าวเพียงสามวาร

    " สื่อสารก็อย่างนึง
    ใจกระเพื่อมก็อย่างนึง
    สิ่งที่พึงในส่วนที่ต้องกระทำคือการสัมรวมตนครับ "


    อัดตากถา..อึ๊ดชึ !! :

    สื่อสาร ก็อย่างหนึ่ง ขันธ์ทำหน้าที่ของขันธ์

    ใจกระเพื่อม คือ ธรรมคู่ / หมายคู่

    สิ่งที่พึงในส่วน คือการสัมรวม คือ ธรรมหนึ่ง ไม่ได้แปลว่า One( เอกัดคาตา ฌาณ แฌณ )
    แต่เป็น กริยาของ " Every Things be ธรรมะ " จึงไม่ต้องทำ
    เพราะเป็นเรื่อง การเห็นกระแส การพาดกระแส อนุโลมตามกระแส
    ก็จบ ไม่มีกิจอื่น
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 มกราคม 2020
  4. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,945
    ค่าพลัง:
    +1,470
    ไม่เคยได้ยินหลวงปู่มั่นท่านสอนด้วยหูตนเองหรอก บางครั้งได้ยินจากหลวงปู่หลวงตาที่เคยทรงธาตุขันธ์ แต่ฟังๆ ดูมีแนวโน้มว่า หลวงปู่มั่นไม่กล่าวอะไรให้ยืดยาว พอฟังคยอื่นพูดมาทั้งหมดจำต้องจับหลักให้ได้จึงนำไปใช้ได้ ไม่งั้นกลายเป็นละคร นิยาย ซึ่งไม่น่าจะมีประโยชน์ในทางพระนิพพาน ว่าด้วยความดีเพื่อความพ้นทุกข์
     

แชร์หน้านี้

Loading...