ธรรมะจากเพจต่างๆ พระสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย ธรรมะสายหลวงปู่มั่น, 6 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    14,211
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +322
  2. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    14,211
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +322
  3. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    14,211
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +322
  4. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    14,211
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +322
    “ความตาย นั้นน่ะขวางหน้าอยู่แล้วด้วยกันทุกคน เราอยู่ด้วยกัน เฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้ ก็ล้วนมีความตายเต็มตัวด้วยกัน ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่ากัน ความตายเต็มร่างกาย และทุกวินาทีที่เรามานั่งอยู่ที่นี่ ก็เรียกว่าก้าวไปทุกชั่วโมง กาลเวลากินเข้าไปเรื่อย ๆ เป็นวินาที เป็นนาที เป็นชั่วโมง เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี เข้าไป เข้าไป จนถึงจุดแห่งความตาย แล้วก็ตายได้ด้วยกันอยู่ด้วยกัน แม้จะรักชอบกันขนาดไหน ความตายมันก็ไม่ได้ไว้หน้าใครทั้งนั้น ถึงกาลแล้วก็ต้องพลัดพรากจากกันไป ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนว่า..

    สพฺเพ สตฺตา อันว่าสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น

    อเวรา โหนฺตุ จงอย่าได้คาดเวร จงอย่าได้มีเวรแก่กันและกัน

    อพฺยาปชฺฌา โหนฺตุ จงอย่าได้พยาบาท อาฆาต อย่าได้เบียดเบียนกัน

    อนีฆา โหนฺตุ สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ จงอย่าได้เกลียดหน่าย ชังกัน จงทำตนไปสู่ความสุขโดยทั่วกันเทอญฯที่ท่านสอนให้สัตว์ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน ให้เห็นอกเห็นใจกัน ให้มีความเมตตาสงสารซึ่งกันและกัน เขาตีตราไว้แล้ว “โอ้ สัตว์ตัวนี้จะตายวันนั้น สัตว์ตัวนี้จะตายวันพรุ่งนี้ ” เขาบอกไว้แล้ว คนและสัตว์ก็มีตราหมดทุกตัวอยู่แล้ว จึงไม่ควรประมาท ควรรีบเร่งขวนขวายบำเพ็ญเสียแต่บัดนี้ ”

    ___________________

    ญาณสมฺปนฺโนวาท
    พระธรรมวิสุทธิมงคล
    หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

    -นั้นน่ะขวางหน้า.jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  5. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    14,211
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +322
  6. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    14,211
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +322
  7. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    14,211
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +322
  8. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    14,211
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +322
    1f469.png1f4bb.png เแชร์ธรรม เป็นธรรมทาน 1f469.png1f4bb.png
    . เราหาความเที่ยงถาวรที่ไหนในโลกธาตุนี้
    เห็นไหมนั่น องค์นั้นตายไปองค์นี้ตายไป
    คนนั้นตายไปคนนี้ตายไป เราจะอยู่ค้ำฟ้าได้เหรอ
    ทำไมจึงไม่วิ่งเต้นขวนขวายหาสารคุณเสียตั้งแต่บัดนี้
    เสียดายอะไรในแดนสมมุติแดนป่าช้าแห่งการเกิดตายนี้
    กิเลสพาคนให้วิเศษวิโสอย่างไรบ้าง
    ขึ้นชื่อว่ากิเลสแล้วไม่ว่าตัวใดต้องเป็นพิษเป็นภัยเป็นเสนียดจัญไร
    ต่อจิตใจและมรรยาทแห่งการแสดงออกอันดีงามทุกแง่ทุกมุม
    และกีดขวางธรรมทั้งนั้น ไม่ใช่เป็นของดีพอที่จะทะนุถนอม
    ลืมเนื้อลืมตัวไปตามมันตลอดไปดังที่เป็นอยู่นี้

    ……………………………………………………….

    หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
    คัดจากหนังสือ หลักของใจ
    (เข้าสู่แดนอวกาศของจิตของธรรม หน้า ๑๕๙–๑๖๐)

    -เป็นธรรมทาน‍.jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  9. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    14,211
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +322
  10. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    14,211
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +322
    “หลวงปู่มั่นละสังขาร”
    =========================

    หลังจากที่ท่านอาจารย์มั่นได้มอบหมายให้อาจารย์สิงห์
    ขันตยาคโม ดูแลหมู่คณะแล้ว ท่านอาจารย์มั่นก็ออกท่องธุดงค์หาความสงบอยู่กับความวิเวกท่องเที่ยวอยู่ทางเชียงใหม่ เชียงราย เป็นเวลา ๑๒ ปี

    ในที่สุดท่านก็กลับมายังภาคอีสานบ้านเกิดของท่าน เพื่อเป็นกำลังใจแก่ศิษย์ เป็นแกนกลางในการปฏิบัติและเผยแพร่ธรรม ท่านได้มาอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือตลอด ๕ ปี ที่นี่ท่านได้วางแผนงานสุดท้ายให้แก่ศิษย์

    และแล้วก็มาถึงปีสุดท้ายแห่งชีวิตของท่าน คือปี พ.ศ.๒๔๙๒ หลังจากที่ตรากตรำกรำงานมาหนัก ท่านไม่สบาย อาการหนักขึ้นทุก ๆ วัน ไม่บรรเทาเบาบาง ทั้งหมอและศิษย์ช่วยกันรักษาพยาบาล อาการก็ไม่ดีขึ้น

    มีอยู่วันหนึ่งค่อยยังชั่วขึ้นมาบ้าง แต่ท่านก็ไม่ยอมฉันอะไรเลย ไม่ว่ายาหรืออาหาร ท่านปฏิเสธหมด
    ท่านบอกว่า “ต้นไม้ที่มันตายยืนต้นอยู่แล้ว จะเอาน้ำไปรดเท่าไรจะให้มันเกิดใบอีกไม่ได้หรอก อายุของเรามันก็ถึงแล้ว”

    ต่อมาท่านได้บอกข่าวน่าสลดใจว่า “ชีวิตของเราใกล้สิ้นแล้ว ให้รีบส่งข่าวไปบอกแก่คณาจารย์ที่เป็นศิษย์เราทั้งใกล้และไกล ให้รีบมาประชุมกันที่บ้านหนองผือนี้ เพื่อจะได้มาฟังธรรมเป็นครั้งสุดท้าย”

    ลูกศิษย์ลูกหาได้กระวีกระวาดติดต่อกันอย่างรีบด่วน เมื่อศิษย์ทั้งหลายมาพร้อมหน้า ท่านได้ลุกขึ้นนั่งแสดงธรรมแก่ศิษย์มีเนื้อความตอนหนึ่งว่า
    “การปฏิบัติจิตถือเป็นเรื่องสำคัญ การทำจิตให้สงบถือเป็นกำลัง การพิจารณาอริยสัจถือเป็นการถูกต้อง การปฏิบัติข้อวัตรมีการฉันหนเดียวเป็นต้น ผู้เดินผิดทางย่อมไม่ถึงที่หมาย คือพระนิพพาน”

    ชาวบ้านอยากให้ท่านอาจารย์มั่นมรณภาพที่บ้านหนองผือ แต่ท่านบอกว่า
    “เราจะไม่มรณภาพที่นี่ เพราะถ้าเราตายที่นี่แล้วคนทั้งหลายก็จะพากันมามาก จะพากันฆ่าเป็ด ฆ่าไก่ ฆ่าสัตว์ทั้งหลาย เนื่องด้วยศพของเราจะทำให้ชาวบ้านเป็นบาป สมควรที่จะจัดให้เราไปมรณภาพในจังหวัดสกลนครเถิด”

    “นับแต่ผมบวชมา ไม่เคยคิดให้สัตว์ได้รับความลำบากเดือดร้อน โดยไม่ต้องพูดถึงการฆ่าเขาเลย มีแต่ความเมตตาสงสารเป็นพื้นฐานของใจตลอดมา ทุกเวลาได้แผ่เมตตาจิตอุทิศส่วนกุศลแก่สัตว์ไม่เลือกหน้า โดยไม่มีประมาณตลอดมา เวลาตายแล้วจะกลายเป็นศัตรูแก่สัตว์ ให้เขาล้มตายลงจากชีวิตที่แสนรักของแต่ละตัว เพราะผมเป็นต้นเหตุเพียงคนเดียวนั้นผมทำไม่ได้

    อย่างไรก็ขอให้นำผมออกไปตายที่สกลนคร เพราะที่นั้นเขามีตลาดอยู่แล้ว คงไม่กระเทือนชีวิตของสัตว์มากเหมือนที่นี่ เพียงผมป่วยยังไม่ถึงตายเลย ผู้คน พระเณร ก็พากันหลั่งไหลมาไม่หยุดหย่อน และนับวันมากขึ้นโดยลำดับ ซึ่งพอเป็นพยานอย่างประจักษ์แล้ว”

    “ผมตายได้ทุกกาล สถานที่ ไม่อาลัยเสียดายร่างกายนี้เลย เพราะผมได้พิจารณาทราบเรื่องของมันตลอดทั่วถึงแล้ว ว่าเป็นเพียงส่วนผสมของธาตุรวมกันอยู่ชั่วระยะกาล แล้วก็แตกทำลายลงไปสู่ธาตุเดิมของมันเท่านั้น จะมาอาลัยเสียดายหาประโยชน์อะไร

    ที่พูดมานี้ก็เพื่อความอนุเคราะห์สัตว์อย่าให้เขาต้องมาพร้อมกันตายเป็นป่าช้าผีดิบ วางขายเกลื่อนอยู่ริมถนนหนทางอันเป็นที่น่าสมเพชเวทนาเอาหนักหนาเลย ซึ่งไม่สุดวิสัยที่จะควรพิจารณาแก้ไขได้ในเวลานี้

    ฉะนั้น จึงขอให้รีบจัดการให้ผมได้ออกไปทันกับเวลาที่ยังควรอยู่ในระยะนี้ เพื่ออนุเคราะห์สัตว์ที่รอตายตามผมอยู่เป็นจำนวนมาก ให้เขาได้มีความปลอดภัยในชีวิตของเขาโดยทั่วกัน หรือใครมีความเห็นอย่างไรก็พูดได้ในเวลานี้”

    พระอาจารย์วิริยังค์ได้บันทึกไว้ว่า พระคณาจารย์ผู้เป็นศิษย์ทั้งหลาย เมื่อได้รับทราบความประสงค์ของท่านแล้ว ก็พากันประชุมกันในค่ำคืนวันขึ้น ๙ ค่ำเดือน ๑๒ นั่นเอง ตกลงจะนำท่านไปวัดสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร เมื่อชาวบ้านได้ทราบข่าวว่าท่านอาจารย์ที่เคารพยิ่งของพวกเขาจะไปในตอนเช้าของพรุ่งนี้แล้ว จึงทำให้เกิดโกลาหลอลหม่านไปราวกับว่าแผ่นดินทรุด ฉะนั้นไม่ทราบว่าจะคิดอ่านประการใดเพราะเหตุผลให้เป็นเช่นนั้นเสียแล้ว

    ต่างก็หารือในอันที่จะยับยั้งท่านไว้ บางคนมากราบเรียนยับยั้งแต่ก็ไม่ได้ผล ในคืนวันนั้นก็มิได้เป็นอันหลับอันนอนกันทั้งหมู่บ้าน เข้ามาวัดฟังเหตุการณ์จนถึงรุ่งสางของวันใหม่ เมื่อทราบแน่ชัดแล้วว่าท่านจะไป ทุกคนต่างก็แสดงสีหน้าสลดผิดปกติ ล้วนเสียใจเป็นที่ยิ่งไม่มีอะไรเปรียบ

    ชาวบ้านหนองผืออัดอั้นตันใจ จะพูดว่าอย่างไรก็หมดหนทางแล้ว สุดท้ายก็คือประชุมกันเพื่อไปส่งท่าน ภิกษุสามเณรในเช้าวันนั้นต่างก็รีบฉันกันแต่เช้า ครั้นเมื่อถึงกำหนดเวลา ซึ่งเป็นวันไปจากบ้านหนองผือของท่านอาจารย์มั่น ชาวบ้านทั้งแก่เฒ่าหนุ่มสาวหลามไหลเข้าวัดกันอย่างคับคั่ง ในมือถือดอกไม้และธูปเทียนนำเข้าถวายท่านอาจารย์มั่น แล้วก็กล่าวขอขมาลาโทษ

    ส่วนพระเถระได้มาประชุมกันที่หน้ากุฏิใหญ่ของท่านอาจารย์มั่น จัดแคร่สำหรับหามที่มุงด้วยผ้าขาวมาวางไว้ข้างบันได เมื่อทุกอย่างเสร็จแล้วก็เข้าไปกราบเรียนท่าน ท่านอาจารย์มั่นก็เตรียมตัวลุกขึ้นเองทั้ง ๆ ที่ท่านลุกไม่ได้มาตั้ง ๙ วันแล้ว ท่านเรียกเอาไม้เท้าค้ำยันเดินไปและก็เป็นการเดินครั้งสุดท้ายในชีวิตของท่าน

    ท่านได้เดินไปที่แคร่หาม ผู้มีกำลังก็เข้าประจำที่จะหามท่านอาจารย์ออกจากบ้านหนองผือ ในวันนี้ตรงกับวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๒ เวลา ๐๙.๐๐ น. อันเป็นวาระสุดท้ายในชีวิตของท่านที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านหนองผือ สายตาของท่านได้สอดส่ายไปดูญาติโยมจนถ้วนทั่ว แต่ท่านก็ไม่ได้พูดอะไร

    ครั้นแล้วขบวนก็ได้เคลื่อนออกจากวัดป่าบ้านหนองผือ บรรดาพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกาก็ออกติดตามเป็นทิวแถว เมื่อขบวนผ่านใจกลางบ้าน ชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็พากันชะเง้อคอมองดู บ้างก็เตรียมตัวออกมาส่ง บ้างก็แสดงความโศกเศร้าทั้งออกหน้าและลับหลัง เพราะของที่เคารพบูชาจะพลัดพรากจากไป ทั้ง ๆ ที่แลเห็นแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะทุกครั้งเมื่อท่านกับพระภิกษุสามเณรแวดล้อมติดตามไปเป็นทิวแถวนั้นคือการไปบิณฑบาต แล้วก็กลับมายังที่วัดป่า

    มาบัดนี้ท่านได้ผ่านไปพร้อมกับพระภิกษุสามเณร เป็นการไปไม่กลับเสียแล้ว ชาวบ้านประมาณ ๒๐๐ ต่างก็พากันออกติดตามไปส่งเพื่อไว้อาลัย ที่ท่านได้มาสั่งสอนในธรรมะปฏิบัติต่าง ๆ จนพากันเลื่อมใสยิ่งในพระพุทธศาสนา เป็นระยะเวลาถึง ๕ ปีทีเดียว

    ขบวนได้มาถึงบ้านห้วยบุ่น ท่านอาจารย์หลุยกับท่านอาจารย์เนตรกำลังออกวิเวกอยู่ พึ่งรู้ออกมารับและติดตามไปด้วย ท่านอาจารย์วิริยังค์ถามว่า “เอ้า! ทำไมไม่รู้เรื่องหรือยังไง”
    ท่านอาจารย์หลุยตอบว่า “กำลังภาวนาอยู่ในถ้ำกำลังดี ได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมก็เลยออกมาดู เจอพอดี เกือบเสียคน”

    คราวนี้พวกออกหน้าก็คอยถางทาง อันมีเรียวไม้ต้นไม้ระเกะระกะอยู่ พวกหามก็ผลัดกันออกผลัดกันเข้าเคลื่อนขบวนกันไปเรื่อย ๆ โดยอาการช้า ๆ ตามราวป่า แถวนั้นมีบ้านชาวเขาอยู่ประปรายห่าง ๆ กัน พอทราบข่าวการจากไปของท่านอาจารย์มั่น ก็พากันออกจากป่ามาเข้าขบวนเลยกลายเป็นขบวนใหญ่

    ขบวนนี้ก็ขึ้นดงลงห้วยลำธารเลาะลัดไปตามป่าไม้น้อยใหญ่เลียบไปตามชายภูเขามีเนินสูง ๆ ต่ำ ๆ ทั้งขึ้นโคกออกทุ่งเป็นแห่ง ๆ ไป มีทั้งต้นไม้เดียรดาษอันมีต้นพฤกษาชาติต่าง ๆ หลายอย่างหลายประการ มีทั้งสมอ มะขามป้อมซึ่งกำลังผลิดอกออกผล ขบวนได้หยุดลง ณ ที่นี่พอดี

    ผู้คนไปส่งก็พากันกลับ เหลือแต่ผู้หามเคลื่อนขบวนกันไปเรื่อย ๆ บ่ายโมงถึงบ้านโคกกระ-
    โหร่ง ได้หยุดพักถวายยาชูกำลังและบำบัดโรคตามสมควรเท่าที่จะหาได้เพื่อประทังไป ขบวนหามก็เริ่มหามต่อไป ในไม่ช้าข่าวนี้ก็ได้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วถึงชาวบ้านโคกสาวขวัญ , บ้านกุดอ้อม , บ้านบง , บ้านม่วงไข่พรรณา อำเภอพรรณา ว่าท่านอาจารย์มั่นกำลังมา

    ประชาชนต่างออกมาดักขบวนเข้าช่วยหาม เวลาบ่าย ๕ โมงเย็นก็ถึงบ้านโคกสาวขวัญ ถึงบ้านบงและพระได้เรียนท่านว่าบัดนี้ถึงบ้านกุดอ้อมแล้ว ท่านบอกว่าให้นำท่านไปวัดป่าบ้านนาภู่ แต่ชาวบ้านม่วงไข่ก็จะเอาไปม่วงไข่ ตอนนี้อยู่ระหว่างกึ่งกลางทางจะไปม่วงไข่และดงนาภู่

    ชาวบ้านได้เถียงกันเป็นการใหญ่ ต่างคนก็ต่างจะเอาไป ท่านอาจารย์มั่นบอกว่า “ให้ไปบ้านภู่ดีกว่า” ขบวนจึงตกลงไปวัดป่าบ้านนาภู่ ท่านอาจารย์มั่นบอกแก่ขบวนว่า “เราต้องการจะไปโปรดนายอ่อนและนางสัม”

    ขบวนก็ข้ามทุ่งนา ซึ่งข้าวกำลังออกรวงเหลืองอร่ามเต็มท้องทุ่ง เจ้าของนาก็ออกมารับและปวารณาว่าให้ย่ำข้าไปเลยจะเสียหายสักเท่าใดไม่ว่า “ท่านอาจารย์ผ่านนาโชคดีแท้ ๆ” เจ้าของนาว่า

    ในที่สุดขบวนก็มาถึงวัดป่าดงนาภู่ เป็นเวลา ๒๑.๐๐ น. พอดี จึงได้นำท่านอาจารย์ขึ้นสู่ศาลา พระภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกาต่างมาสักการะบำเพ็ญกุศล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายอ่อนและนางสัม โมราราช สองสามีภรรยาได้มีความปลาบปลื้มปีติเหลือล้น เพราะได้คิดว่าวัดนี้เป็นวัดของตน ท่านอาจารย์มั่นได้มาพักสมดั่งเจตนาเดิมด้วย ทั้งกลางวันกลางคืนได้เข้าเฝ้าท่านอยู่ตลอดเวลาไม่ยอมห่าง

    วันนี้ตรงกับวันขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ขณะที่นางสัมยืนมองท่านทางหน้าต่างศาลา ท่านทักขึ้นว่า “นี่หรือนางสัมภรรยานายอ่อน” นางสัมตอบว่า “ค่ะ” ท่านจึงถามต่อว่า “สบายดีหรือ” ตอบว่า “สบายดีค่ะ”
    “เราเต็มที่แล้ว โรคเกิดขึ้นคราวนี้หนักมากนะ” เป็นคำพูดที่ท่านพูดโต้ตอบมากกว่าใคร ๆ ทั้งสิ้น ทำให้นางสัมมีความยินดีปรีดาอย่างยิ่งและก็สลดใจ ฝ่ายท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโร) ท่านอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ท่านเจ้าคุณอริยะคุณาธาร (เส็ง ปุญโส) พึ่งจะมาถึง ก็ทะยอยกันเข้ามาเป็นลำดับ

    ท่านอาจารย์มั่นได้พักอยู่ที่บ้านดงนาภู่เป็นเวลา ๙ วัน จวบกระทั่งวันแรม ๕ ค่ำ นางนุ่ม ชุวานนท์ ผู้อุปัฏฐากมาดั้งเดิมตั้งแต่สมัยท่านอาจารย์เสาร์ ได้เข้าไปนมัสการท่าน ท่านพูดกับนางนุ่มว่า “เราเต็มที่แล้ว อาการหนักเหมือนบุรุษมีกำลังหลายคน จับคนไม่มีกำลังคนเดียว”

    เมื่อนางนุ่มได้ฟังแล้วก็รู้สึกตื้นตันใจจนไม่ทราบจะกล่าวประการใดก็ลากลับ ในระยะที่อยู่บ้านนาภู่นี้ผู้คนหลั่งไหลมามากมาย ทั้งไปกลับทั้งนอนค้างแน่นขนัดไปหมดทั่วบริเวณ การเข้านมัสการท่านอาจารย์มั่นนั้น เข้ากันจนไม่ขาดระยะ (ศาลาหลังนี้สูงจากพื้นดินประมาณ ๑ เมตร)

    อาจารย์วิริยังค์ผู้อุปัฏฐากมาตั้งแต่หนองผือจนกระทั่งบัดนี้ เห็นว่าจะเป็นการรบกวนท่านมากเกินไป เลยห้ามไม่ให้คนเข้ามาภายในศาลา ให้นมัสการข้างนอกแล้วปิดประตูไว้ เมื่อท่านได้ยินเข้ากลับบอกให้เขาเปิดประตูให้เข้ามาตามความพอใจ ผู้คนต่างพากันเข้ามาทางประตูจนเกิดแน่นขนัด ผู้ที่เข้าไม่ได้ก็ยืนมองอยู่ข้างนอกประตู เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงต้องเปิดหน้าต่างอีกข้างหนึ่งใกล้ ๆ

    ตอนที่ท่านพักอยู่ที่บ้านนาภู่นั้น ได้พูดกับศิษย์ที่ใกล้ชิดว่า
    “นำเราไปวัดสุทธาวาสเถอะเหมาะดี” ดังนี้ตั้งหลายครั้ง ส่วนนายอ่อนและนางสัมไม่ยอมเด็ดขาด อ้อนวอนท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ และท่านอาจารย์เทสก์ให้ทัดทานไม่ให้ท่านไป แต่ก็ไม่เป็นผล ท่านยังคงยืนยันคำเดิมและในวันนั้นคือวันพฤหัสบดี วันแรม ๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ซึ่งตรงกับวันเกิดของท่านพอดี ท่านบอกว่า

    “ต้องไปวันนี้เพราะเป็นวันสุดท้ายแล้ว”
    ชาวสกลนครมีนางนุ่มเป็นต้น ได้จัดการนำรถมาเพื่อนำท่านไปยังวัดสุทธาวาส จอดรถคอยตั้งแต่เช้าตรู่ของวันแรม ๕ ค่ำนั้นแล้ว แต่ด้วยเหตุที่นายอ่อนและนางสัมทัดทานอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้การเดินทางต้องล่าช้า เพราะว่าคณาจารย์ที่เป็นศิษย์ของท่านต่างรู้แล้วว่า ท่านจะสิ้นใจไปเสียวันนี้เป็นแน่ จึงได้เตรียมการกันเสียเอิกเกริก เพื่อให้พอเพียงต่อความสะดวกต่าง ๆ

    ประชาชนและคฤหัสถ์ต่างเนืองแน่นอยู่เต็มบริเวณวัด ในที่สุดพระก็ได้อุ้มท่านเข้าสู่แคร่คานหามอีกครั้งเมื่อเวลา ๑๐.๒๐ น. ก่อนที่จะขึ้นแคร่ท่านได้พูดกับพระคณาจารย์ที่ยืนออกันอยู่ ณ ที่นั่นว่า “เราจะเข้าฌานสงบ” แล้วท่านก็ไม่ได้พูดอะไรกับใครอีกเลย มีผู้คนติดตามไปส่งท่านที่รถเป็นขบวนยาวเหยียดเพื่อไปขึ้นรถยนต์ที่ถนนใหญ่ ซึ่งมีท่านอาจารย์เทสก์ , อาจารย์วิริยังค์ , ท่านอาจารย์วัน อุตตโม , ท่านอาจารย์สิงห์ , ท่านอาจารย์กงมา , เจ้าคุณธรรมเจดีย์ และสามเณรอำพนธิ์ ผู้ซึ่งเป็นเหลนของท่านเป็นผู้พยุงท่านไปกับรถ

    ขณะนั้นเองนายอ่อนนางสัม อุบาสกอุบาสิกาในแถบพรรณานิคมที่มาประชุมกันอยู่นั้นถึงกับตกตะลึง นางสัมเป็นลมล้มพับไป เพราะการไปของท่านอาจารย์มั่นคราวนี้ด่วนมาก ตกลงเพียงชั่วโมงเดียว จึงทำให้ไม่ทันคิดยับยั้งจิตไม่ทัน ทำให้เกิดความเสียใจมาก

    รถฟาร์โก้ขนาดเล็กพาท่านอาจารย์มั่น และคณะแล่นไปตามถนนหลวง ๑๔.๓๐ น. รถฟาร์โก้คนนั้นก็นำท่านอาจารย์ไปจอดสงบนิ่งอยู่ในลานวัดสุทธาวาส ครั้นถึงแล้วก็ได้จัดแจงเข้าพักในกุฏิเป็นที่เรียบร้อยและท่านก็นอนในสภาพปกติ ชาวสกลนครเดินทางมากราบไหว้ทั้งพ่อค้าประชาชนเป็นจำนวนมาก

    เมื่อดึกควรแก่เวลาแล้ว ชาวบ้านที่มานมัสการก็พากันทยอยกลับ ส่วนพระคณาจารย์ที่เป็นศิษย์ทั้งหลายก็ได้นั่งประชุมกันอยู่ตลอดเวลา อาการของท่านเป็นปกติอยู่จนกระทั่ง ๒๔.๐๐ น. ครั้นเมื่อถึง ๐๑.๐๐ น. อาการของท่านผิดปกติขึ้นทันที อาจารย์วัน อุตตโม ผู้ปฏิบัติใกล้ชิดได้รีบแจ้งแก่พระคณาจารย์ทุกองค์ แล้วมาพร้อมกันอยู่ในห้องเพื่อคอยดูอาการ

    ครั้นถึงเวลา ๐๒.๒๓ น. ชีพจรทั้งหลายก็อ่อนลงทุก ๆ ที ถอนขึ้นทุกระยะจนเหลืออยู่แต่ที่หัวใจ และสิ้นลมหายใจด้วยอาการปกติทุกประการ
    ต่อจากนั้นอาจารย์ทั้งหลายก็ผลัดกันเข้าไปกราบศพเป็นลำดับ จนถึงวาระของพระอาจารย์วิริยังค์ ท่านได้กราบลงหมอนข้างศีรษะของอาจารย์มั่น จิตก็คิดว่า
    “ท่านอาจารย์หนอ มาละพวกกระผมไปเสียแล้ว โดยสภาพแห่งความเป็นจริงของสังขาร อันโทษกรรมใด ๆ ทั้งที่เป็นทางกายด้วย ทางวาจาด้วย ทางใจด้วย ซึ่งกระผมได้มีต่อท่านอาจารย์แล้ว ขอจงอโหสิกรรมแก่กระผมด้วยเถิด”

    อมตชน
    ท่านอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้มรณภาพดับขันธ์ไปเมื่อเวลา ๐๒.๒๓ น. วันศุกร์ที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๒ รวมสิริอายุได้ ๘๖ ปี
    พระผู้ใหญ่ได้สั่งให้จัดที่นอนให้เรียบร้อย และอาราธนาท่านให้นอนอยู่กับที่ที่ท่านมรณภาพไปก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยปรึกษาหารือกันใหม่ หลังจากนั้นครูบาอาจารย์ พระเณร ก็ทยอยกันออกจากห้องลงไปอยู่ข้างล่างบ้าง ยังอยู่ที่เฉลียงนอกห้องบ้าง มีตะเกียงเจ้าพายุจุดอยู่อย่างสว่างไสวทั่วบริเวณ

    รุ่งเช้า ทั้งพระผู้ใหญ่ ทั้งข้าราชการทุกแผนกในตัวจังหวัดทราบข่าวการมรณภาพของท่าน ต่างก็พากันมาเยี่ยมศพท่าน และปรึกษาหารือกิจกรรมเกี่ยวกับศพท่านว่า ควรปฏิบัติเช่นไร เพื่อความเหมาะสมและเป็นการถวายเกียรติโดยควรแก่ฐานะที่ท่านเป็นพระอาจารย์องค์สำคัญที่ประชาชนทั้งประเทศให้ความเคารพเลื่อมใส มีการนำข่าวออกทางวิทยุและหนังสือพิมพ์

    ในวันต่อมา เวลาบ่ายสี่โมง ได้สรงน้ำศพท่าน เสร็จแล้วใช้ผ้าขาวพับห่อพันองค์ท่านหลายชั้นภายนอกจีวรที่ครองถวาย เรียบร้อยแล้วก็อาราธนาเข้าในหีบศพถาวร หลังจากนั้นคณะศรัทธามีท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์เป็นประธาน ปรึกษาตกลงให้มีการสวดมนต์ถวายท่านทุกคืน และมีการแสดงธรรมด้วยในวาระเดียวกัน ส่วนหีบศพท่านด้านหน้าปิดกระจกเพื่อท่านผู้มาแต่ไกลยังไม่เห็นองค์ท่าน ประสงค์จะดูก็ย่อมเป็นความสะดวกไม่เสียใจว่ามาแล้วไม่ได้เห็น

    วันเคลื่อนศพจากศาลาสู่เมรุ เวลา ๑๐.๐๐ น. มีพระภิกษุสามเณรอุบาสกและอุบาสิกามากันแน่นขนัด เหลืออีก ๓ วัน ที่จะถึงวันประชุมเพลิง มีการบำเพ็ญกุศลทอดผ้าบังสุกุลตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน

    เมรุที่บรรจุศพท่าน ได้จัดขึ้นในบริเวณพระอุโบสถ จัดทำอย่างสวยงามสมเกียรติ ทำเป็นจตุรมุข มีลวดลายที่แปลกประหลาด การถวายเพลิงท่านมิได้ถวายด้วยฟืนหรือถ่าน แต่ถวายด้วยไม้จันทน์ที่มีกลิ่นหอม ซึ่งบรรดาศิษย์ผู้เคารพเลื่อมใสในท่านสั่งมาจากฝั่งแม่น้ำโขง ประเทศลาวเป็นพิเศษ และผสมด้วยธูปหอมเป็นเชื้อเพลิง

    เวลา ๑๗.๐๐ น. ของวันเผา ร่วมกันวางดอกไม้จันทน์ ประชาชนแน่นขนัดในบริเวณวัดเนื่อที่กว่า ๕๐ ไร่ แม้เขาเหล่านั้นจะวางดอกไม้จันทน์กันแล้ว ทุกคนไม่กลับรอคอยประชุมเพลิงจริง เมื่อถึงเวลาเผาจริงคนจึงยิ่งมากขึ้นในเวลา
    ๒๒.๐๐ น.

    วันรุ่งขึ้น เวลา ๐๙.๐๐ น. ก็เริ่มเก็บอัฐิท่าน และแจกไปตามจังหวัดต่าง ๆ ที่มีผู้มาในงานนี้ เพื่อนำไปเป็นสมบัติกลาง โดยมอบกับพระในนามของจังหวัดนั้น ๆ เชิญไปบรรจุไว้ในสถานที่ต่าง ๆ ตามแต่จะเห็นสมควร มี ๒๐ กว่าจังหวัดที่ได้ไป

    ส่วนประชาชนก็มีการแจกเหมือนกัน แต่คนมากต่อมาก ไม่อาจปฏิบัติได้ทั่วถึง พอคณะกรรมการเก็บอัฐิท่านเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้คนทั้งหญิงชายต่างชุลมุนวุ่นวายกันเข้าเก็บกวาดเอาเถ้าและถ่านซึ่งเป็นเศษเหลือจากที่เก็บแล้วไปสักการะบูชา ได้คนละเล็กละน้อย จนสถานที่นั้นเตียนเกลี้ยงยิ่งกว่าล้างด้วยน้ำและเช็ดถู ครั้นได้ออกมาแล้ว ต่างคนต่างยิ้มแย้มแจ่มใสดีใจเป็นล้นพ้น

    อัฐิของท่านในเวลาต่อมา กลายเป็นพระธาตุ

    ทำให้เชื่อว่าท่านเป็นพระอรหันต์

    เฟสบุ๊ค กลุ่ม:พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
    เฟสบุ๊ค เพจ : พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
    ===============================
    ผู้โพสต์คัดตัดตอนเผื่อเผยแพร่จากบทความ
    ท่าน nayple@ http://palungjit.org

    ขอขอบคุณเจ้าของภาพถ่ายและผู้บันทึก ณ ที่นี้ครับ
    ============================
    ข้าพเจ้าในนามผู้คัดลอกโพสต์เผยแพร่
    การเผยแพร่ เป็นไปเพื่อเทิดทูน ครูบาอาจารย์
    มิได้ใช้ในเชิงพานิชย์ หรือแสวงหาผลประโยชน์
    และแสดงที่มาของบทความอย่างถูกต้อง

    ขอผลอานิสงส์ ที่ครูบาอาจารย์ทุกท่านได้
    สั่งสมมา จงมีแก่ทุกท่านที่มีส่วนร่วมใน
    บทธรรมทานประวัติครูบาอาจารย์ ด้วยใจเคารพรักยิ่ง
    ==============================

    .jpg
    1518847926_411_หลวงปู่มั่นละสังขาร.jpg
    1518847927_463_หลวงปู่มั่นละสังขาร.jpg
    1518847927_174_หลวงปู่มั่นละสังขาร.jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  11. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    14,211
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +322
  12. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    14,211
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +322
  13. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    14,211
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +322
  14. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    14,211
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +322
    ศรัทธาหลั่งไหลมืดฟ้ามัวดิน

    ค่ำคืนนี้ ศรัทธาสาธุชนหลั่งไหลจากทั่วสารทิศมาร่วมงานมุทิตาสักการะอายุวัฒนมงคล ครบรอบ 93 ปี หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2561 ณ วัดป่าสุนทราราม ต.กุดแห่ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร

    .jpg
    1518881047_730_ศรัทธาหลั่งไหลมืดฟ้ามั.jpg
    1518881047_907_ศรัทธาหลั่งไหลมืดฟ้ามั.jpg
    1518881048_822_ศรัทธาหลั่งไหลมืดฟ้ามั.jpg
    1518881048_138_ศรัทธาหลั่งไหลมืดฟ้ามั.jpg
    1518881048_900_ศรัทธาหลั่งไหลมืดฟ้ามั.jpg

    ที่มา พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  15. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    14,211
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +322
    เรื่อง : การตายของ “เทวดา นางฟ้า”

    ปกติเวลา เทพบุตร เทพธิดา จะจุติลงมาเป็นมนุษย์ ทุกองค์มีความตั้งใจ จะลงมาสร้างคุณงามความดี เพื่อยกภูมิของตนให้สูงขึ้น

    แต่พอมาเป็นมนุษย์ จะลืมและหลงไปในอบายมุขในโลก ไม่สร้างกรรมดีตามที่ตั้งใจ ซ้ำกลับต้องตกต่ำลงกว่าที่ตนเคยเสวยสุขอยู่เสียอีก

    บนสวรรค์เมืองแมนแดนสวรรค์ท่านว่า สุขทุกขณะจิต ส่วนผู้เสวยบาปต้องลงนรก ลำพังความเดือดร้อนจากไฟนรก ก็แสนสาหัส ไม่ต้องถูกลงทัณฑ์ทรมาน ชาวนรกก็พูดไม่ออกบอกไม่ถูกกันอยู่แล้ว ในนรกท่านก็ว่าเป็นทุกข์ไม่มีเวลาสุข ทุกขณะจิตเช่นกัน

    พวกเราเองเป็นอย่างไร สว่างมา-สว่างไป หรือ สว่างมา-มืดไป หรือ มืดมา-สว่างไป หรือ มืดมา-มืดไป

    ทรัพย์สมบัติทุกชิ้นที่หามาจากโลกนี้ ยศ ตำแหน่ง หน้าที่การงาน คำสรรเสริญ ติชม ทุกสรรพเสียง ความสุขรื่นรมย์ทุกประการ คนรัก สัตว์เลี้ยง สิ่งของที่สะสม ห่วงหาอาลัย สุดท้ายคืนโลกหมด เหมือนฝันไปจำต้องตื่น เหมือนอายุงานที่จำต้องเกษียณ ประกันชีวิตที่ทำชาตินี้ ควรเป็นศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อเอาไปใช้ในชาติหน้าได้จริง

    -:- ปรารภแสดงธรรม -:-
    หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป
    วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

    -การตายของ-เทวดา.jpg

    ที่มา พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  16. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    14,211
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +322
    กสิณของฤาษี กับกสิณของพระพุทธเจ้า จากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

    ในตอน พาพระมหาเปรียญมาจับผิดหลวงปู่มั่น

    ครูบาอาจารย์เล่าว่า ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังไม่เลิกทิฎฐิที่จะเอาชนะพระกัมมัฎฐานให้ได้
    ในคราวงานผูกพัทธสีมาพระอุโบสถวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านไปเป็นประธานในงานนี้ หลวงปู่มั่น ก็ได้รับนิมนต์ไปในงานนี้ด้วย
    พอตกเย็น ท่านเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ก็พาพระมหาเปรียญจากกรุงเทพฯ ๒-๓ รูป ไปสนทนาธรรมกับหลวงปู่มั่น ทราบกันดีว่าในครั้งนั้น ต้องการจะให้พระเปรียญที่คงแก่เรียนนั้น ไปไล่ต้อนให้หลวงปู่มั่นจนมุมให้จงได้
    พระมหาเปรียญเหล่านั้นไม่มีใครกราบหลวงปู่มั่นตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกัน คงจะถือว่าพวกท่านเป็นพระของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ หรือถือตัวว่าเป็นพระมหาเปรียญผู้แตกฉานในพระไตรปิฎก ส่วนพระป่าที่เอาแต่นั่งหลับตา ไม่น่าจะรู้ธรรมะได้แตกฉานลึกซึ้งเท่า
    เบื้องแรกมีการสนทนาไต่ถามทุกข์สุข ทำความคุ้นเคยกันพอสมควรแล้ว พระมหากลุ่มนั้นก็ตั้งปัญหาถามหลวงปู่มั่นว่า
    “ในฐานะที่ท่านมีความชำนาญในสมาธิภาวนา จึงอยากจะถามท่านเกี่ยวกับเรื่อง กสิณ ว่าท่านใช้วิธีเพ่งกสิณอย่างไร เช่น การเพ่งดิน น้ำ ลม ไฟ หรือสีเหลือง แดง ขาว พวกนั้นมันเป็นอย่างไร ท่านใช้เพ่งอย่างไร ขอให้อธิบายด้วย?”
    ตั้งคำถามเหมือนกับข้อสอบ พระมหากลุ่มนั้นหวังจะให้หลวงปู่มั่น ท่านตกหลุมพราง จะได้เป็นหลักฐานกล่าวได้ว่า หลวงปู่มั่นและศิษย์ ประพฤติปฏิบัติตนออกนอกรีตนอกรอย ของพระพุทธศาสนา
    ฝ่ายหลวงปู่มั่น ท่านไม่ต้องรอคิดหาคำตอบ ท่านตอบทันทีว่า :-
    “อ๋อ ! นั่นก็กสิณเหมือนกัน ที่เพ่งภายนอกนั้น แต่มันเป็นกสิณของพวกฤๅษีชีไพร
    ส่วนกสิณของพระพุทธเจ้า ท่านให้เพ่งน้อมเข้ามาในกายตน เช่นเพ่งไฟ ก็ไฟธาตุในตน เพ่งน้ำ ก็น้ำเลือด น้ำดี น้ำหนอง น้ำเสลด เพ่งดิน ก็ดูผม ขน เล็บ ฟัน เพ่งลม ก็ลมหายใจเข้าออก ลมระบายออกทางทวาร ลมวิ่งไปในกระเพาะ ลมตีขึ้นเบื้องสูง ลมตีลงเบื้องต่ำ
    ส่วนการเพ่งสีนั้น ก็เพ่งในร่างกายของเรานี้เอง สีแดงก็เลือด สีเหลืองก็หนอง สีขาวก็กระดูก สีเขียวก็น้ำดี
    เพ่งให้เป็นธาตุปฏิกูล ความเปื่อยเน่า ความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตนเราเขา
    นี่คือกสิณของพระพุทธเจ้า ผู้ไกลจากกิเลส สำหรับผู้ไปเพ่งอย่างอื่นที่อยู่นอกตัว ยังเพ่งไม่ถูกแน่…”
    เมื่อได้ฟังคำตอบขอหลวงปู่มั่น เช่นนั้นพระมหาเปรียญผู้ถามถึงกับตลึงงัน เพราะไม่คิดว่าจะพลิกผันไปเช่นนี้ แถมยังเป็นสุดยอดของคำถามคำตอบ ซึ่งอ่านในตำราจนจบก็ไม่สามารถหาได้
    ทุกองค์ยอมจำนน ไม่มีใครกล้าถามต่อไปอีก

    -กับกสิณของพ.png
    -กับกสิณของพ.jpg

    ที่มา ธรรมะของพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  17. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    14,211
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +322
    “ร่างกายนี้เป็นโรงงานใหญ่
    เราคือใจ…เป็นเจ้าของ
    สำหรับที่จะทำงานหารายได้
    คือบุญกุศล.. มรรคผล..
    ธรรมอันวิเศษ
    เกิดขึ้นจากโรงงานใหญ่นี้ทั้งนั้น”

    – หลวงปู่ขาว อนาลโย

    .jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  18. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    14,211
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +322
    ขอเชิญร่วมทำบุญตักบาตรและถวายภัตตาหารเช้า พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต จำนวน 9 รูป ในวันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 เวลา 07.30 น. เนื่องในโอกาสเปิดร้าน Cafe’ Amazon สาขา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ณ ร้าน Cafe’ Amazon สาขา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

    ๏ กำหนดการ ๏

    -:- จันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 -:-

    เวลา 07.00 น. พ่อแม่ครูอาจารย์เดินทางมาถึงร้าน Cafe’ Amazon สาขา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
    เวลา 07.30 น. ตักบาตรพ่อแม่ครูอาจารย์ (ใช้วิธีตั้งบาตร)

    *** รายนามพ่อแม่ครูอาจารย์ที่กราบอาราธนามาร่วมงานในครั้งนี้ ***

    1. พระครูพัฒนกิจวิศาล (หลวงปู่คำ นิสโสโก) วัดไทยพัฒนา อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี (ศิษย์ของหลวงปู่ชา สุภัทโท)
    2. พระครูสุวรรณโพธิเขต (หลวงปู่คูณ อัคคธัมโม) วัดป่าโพธิ์สุวรรณ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี (ศิษย์ของหลวงปู่ชา สุภัทโท)
    3. หลวงพ่อไพฑูรย์ ขันติโก วัดสุภัททมงคล อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี (ศิษย์ของหลวงปู่ชา สุภัทโท)
    4. พระครูสุชีพภาวนาภิวัตร (หลวงปู่เข็ม สุชีโว) วัดป่าโนนนิเวศน์ (ห้วยซันเหนือ) อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี (ศิษย์ของหลวงปู่หล้า เขมปัตโต และ หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย)
    5. พระครูบรรหารอุบลคุณ (พระอาจารย์กิตติ ติสโร) วัดป่าสนามชัย อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี (ศิษย์ของหลวงปู่กิ ธัมมุตตโม และ หลวงปู่สีทน กมโล)

    ( รวมพ่อแม่ครูอาจารย์และพระติดตามเป็นทั้งหมด 9 รูป )

    เวลา 08.00 น. พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข (อดีตเสนาธิการทหารบก) ประธานฝ่ายฆราวาส จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย , พิธีไหว้พระ , รับศีล , พ่อแม่ครูอาจารย์เจริญพระพุทธมนต์
    เวลา 08.30 น. ถวายภัตตาหารพ่อแม่ครูอาจารย์ , พ่อแม่ครูอาจารย์ให้พร , ฉันภัตตาหาร
    เวลา 09.30 น. ถวายจตุปัจจัยไทยทาน , พ่อแม่ครูอาจารย์ให้พร
    เวลา 09.45 น. พ่อแม่ครูอาจารย์ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ และทำพิธีเจิมป้ายร้าน Cafe’ Amazon สาขา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี , เสร็จพิธีสงฆ์

    ************************

    .jpg

    ที่มา พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  19. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    14,211
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +322
  20. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    14,211
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +322
    เขือกปมแก้ได้ฉันใด ปัญหาก็ย่อมแก้ได้ฉันนั้น

    แชร์เป็นธรรมทาน

    เพจ ธรรมะดีต่อใจ

    -ปัญห.jpg
    เขือกปมแก้ได้ฉันใด ปัญหาก็ย่อมแก้ได้ฉันนั้น

    แชร์เป็นธรรมทาน

    เพจ ธรรมะดีต่อใจ

    ที่มา ธรรมะพระป่ากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...