ธรรมะจากเพจต่างๆ พระสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย ธรรมะสายหลวงปู่มั่น, 6 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    11,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +242
  2. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    11,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +242
  3. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    11,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +242
    เล่าเรื่องสมัยหลวงปู่ออกธุดงค์ ตอน.. เสือแม่ลูกอ่อนกระโดดข้ามกลดของ หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย วัดเขาสุกิม

    ในตอนนั้นน่าจะราวสัก พ.ศ. ๒๔๙๓ หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย อุปสมบทเป็นพระภิกษุมาแล้วได้ ๕ พรรษา ในปีนั้น หลวงปู่มุล ธมฺมวีโร (ท่านมีศักดิ์เป็นญาติผู้ใหญ่ฝ่ายพ่อของหลวงปู่สมชาย โดยฐานะแล้วเป็นปู่ เพราะหลวงปู่มุลเป็นน้องชายของคุณย่าของหลวงปู่สมชาย ท่านเพิ่งเกษียณอายุราชการจากการเป็นตำรวจ มีความเลื่อมใสในพระศาสนาจึงได้ออกบวชในปีนั้น) พร้อมด้วยพระบัว (ไม่ทราบฉายา) ได้ติดตามหลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย ออกธุดงค์บำเพ็ญภาวนา ณ ภูวัว อ.เซกา จ.หนองคาย (จ.บึงกาฬ ในปัจจุบัน)

    สถานที่แขวนกลดในครั้งนี้ คือ หินก้อนน้ำอ้อย หลวงปู่มุลได้แขวนบริเวณที่หลวงปู่ฝั้นเคยพักบำเพ็ญ หลวงปู่สมชาย ได้ข้ามฝั่งคลองไปอีกฟาก ซึ่งเป็นสถานที่ท่านเคยพักบำเพ็ญมาก่อน ส่วนพระบัวผู้บวชใหม่นั้น แขวนกลดอยู่ไม่ห่างจากหลวงปู่มุลสักเท่าไหร่ ด้วยตนเองเป็นผู้ใหม่ต่อการออกธุดงค์และหวาดหวั่นต่อสิ่งต่างๆ เพราะว่าบริเวณหินก้อนน้ำอ้อยนั้นเป็นทางผ่านของบรรดาสัตว์ร้าย เส้นทางนี้มีโขลงช้างป่าผ่านประจำ ตามต้นไม้ก็มีรอยเล็บเสือเต็มไปหมด แม้แต่ที่หินก้อนน้ำอ้อยก็ยังมีกลิ่นสาปเสือเหม็นคลุ้งอยู่ ราวกับว่าไม่นานมานี้มีเสืออยู่ที่บริเวณนี้ สิ่งเหล่านี้ทำให้พระบัวจินตนาการไปถึงสิ่งต่างๆ นาๆ ว่าจะมีสัตว์ร้ายตัวไหนมาเยี่ยมในคืนนี้หรือเปล่า?

    อาคันตุกะผู้มาเยือนในคืนนั้น เป็นอาคันตุกะหน้าใหม่ ได้ยินเสียงดังสวบๆ ๆ มาแต่ไกล ดูเหมือนว่าจะบ่ายหน้าไปทางกลดของพระบัว พระบัวซึ่งอยู่ในกลดพอได้ยินเสียงดังสวบๆ ของอาคันตุกะที่กำลังมาเยือน ยังไม่ทันเห็นหน้าค่าตากันเลย พระบัวก็นึกวาดภาพไปต่าง ๆ นานา วาดภาพขึ้นมาให้เป็นเสือ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญ จนทำให้ตัวเองแทบช็อก และแทบจะเป็นลมลงไปให้ได้

    หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย มองเห็นว่าสถานการณ์ไม่ปกติ เกรงว่าพระใหม่จะช็อกหรือจะเป็นลมไป ท่านจึงออกจากกลดเดินข้ามคลองมาร้องเรียกหลวงปู่มุลว่า “หลวงปู่ๆ.. เป็นอย่างไรหรือเปล่า..” หลวงปู่มุลตอบว่า “เสียงอะไรก็ไม่รู้ ดังสวบ ๆ อยู่ทางด้านนี้ไม่หยุดเลย…”. พอพระบัวได้ยินเสียงหลวงปู่มุลและหลวงปู่สมชายพูดคุยกันแล้วก็ออกจากมุ้งกลดมาทันที พอมาถึงก็พูดว่ากระผมแทบจะช็อกตายให้ได้ครับท่านอาจารย์ หลวงปู่สมชายจึงพูดขึ้นว่า “จะเอาอย่างไรดีนี่ เรามาบำเพ็ญให้ภาวนาไปเถิด ไม่มีอะไร นั่นมันเสียงเม่นหรอกไม่ใช่เสือ…” “จะอะไรก็ตามผมก็กลัวทั้งนั้น..” พระบัวตอบ… “ท่านอาจารย์อย่าหนีกระผมก็แล้วกันคืนนี้…” ด้วยการขอร้องของพระบัว หลวงปู่สมชาย หลวงปู่มุล และพระบัว ก็พากันข้ามคลองไปเอากลดและอัฐบริขารของหลวงปู่สมชาย กลับมาฝั่งด้านนี้ ซึ่งหลวงปู่สมชายก็ได้กางกลดอยู่ใต้หินก้อนน้ำอ้อย ระหว่างทางผ่านของสัตว์พอดี สำหรับพระบัวและหลวงปู่มุล อยู่ทางด้านซ้ายและด้านขวาของหินก้อนน้ำอ้อย กลดของหลวงปู่สมชายจึงอยู่ในระหว่างกลางพอดี

    อาคันตุกะผู้มาเยือนในลำดับต่อไปนั้นมีลักษณะแปลกกว่าครั้งแรก นอกจากมีเสียงดังสวบๆ แล้วยังไม่พอ ยังมีเสียงครางอยู่ในลำคอเพิ่มขึ้นอีก เหมือนจังหวะที่แมวมันหายใจดังอยู่ในลำคอ แต่เสียงที่ได้ยินนี้ดังกว่าเสียงแมวหลายสิบเท่า สำหรับหลวงปู่สมชายนั้นท่านทราบดีว่า นี่คือ เสียงของเจ้าป่าลายพลาดกลอนขนาดมหึมาแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย และอยู่ไม่ห่างจากกลดของท่านมากนักนี่เอง

    ในขณะที่ท่านกำลังกำหนดจิตภาวนา จ้องฟังเสียงเจ้าลายพลาดกลอนมันหายใจอยู่นั้น ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป หลวงปู่มุลก็ได้ไอออกมาด้วยเสียงอันดัง และยังไม่ทันจะขาดเสียงไอ เสียงใหม่ก็เข้ามาแทนที่คล้ายๆ กับเสียงวัตถุหนักๆ ตกลงถูกกับพื้นดิน ทางฝั่งตรงข้ามกับเสียงหายใจนั้น จนแผ่นดินแทบสะเทือน

    หลวงปู่มุลจึงกราบเรียนถามหลวงปู่สมชายขึ้นมาว่า “มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับท่านอาจารย์” “ไม่ทราบเหมือนกันครับว่าอะไรกระโดดข้ามกลดผมไป…” .ท่านพระอาจารย์ตอบ… ทันใดนั้นพระบัวก็พรวดพราดออกมาจากมุ้งกลดพร้อมด้วยไฟฉายในมือ จึงพากันฉายไฟไปดูบริเวณรอบๆ ที่มีเสียงนั้น ปรากฏว่าพบรอยเท้าเสือรอยมหึมาขนาดคืบเขื่องๆ อยู่ข้างกลดของหลวงปู่สมชาย พระบัวเห็นดังนั้นก็แทบจะไม่ภาวนาอีกเลย

    พอรุ่งอรุณวันใหม่ ก็พากันลาดตระเวนหารายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง จึงทราบแน่นอนว่า เป็นเสือแม่ลูกอ่อนตกคอกอยู่ใกล้ๆ และได้พาลูกหลบหนีไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืนนั่นเอง วันต่อมาหลวงปู่สมชายจึงได้พาหลวงปู่มุล และพระบัวย้ายที่พักไปปักกลดอยู่อีกด้านหนึ่ง และได้พักบำเพ็ญทำความเพียรต่อมาอีกระยะหนึ่ง แล้วจึงวิเวกมาทางถ้ำผึ้ง ถ้ำบูชา จนสมควรแก่เวลาเพราะฤดูกาลพรรษาใกล้เข้ามาแล้ว จึงได้กลับลงมาจากภูวัว และเข้าไปพักปฏิบัติอยู่ในสำนักครูบาอาจารย์ เพื่อศึกษาข้อวัตรปฏิบัติและปฏิปทาเป็นแบบอย่างเพิ่มเติม จากครูบาอาจารย์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบรูปสำคัญ ๆ ซึ่งในปีนี้เช่นกัน หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าควรที่จะเข้าไปศึกษาปฏิปทาจากหลวงปู่สีลา อิสฺสโร แห่งวัดป่าอิสสระธรรม อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร

    คัดลอกจาก หนังสือชีวประวัติ พระวิสุทธิญาณเถร(หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย) วัดเขาสุกิม ฉบับสมบูรณ์

    .jpg
    เล่าเรื่องสมัยหลวงปู่ออกธุดงค์ ตอน.. เสือแม่ลูกอ่อนกระโดดข้ามกลดของ หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย วัดเขาสุกิม

    ในตอนนั้นน่าจะราวสัก พ.ศ. ๒๔๙๓ หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย อุปสมบทเป็นพระภิกษุมาแล้วได้ ๕ พรรษา ในปีนั้น หลวงปู่มุล ธมฺมวีโร (ท่านมีศักดิ์เป็นญาติผู้ใหญ่ฝ่ายพ่อของหลวงปู่สมชาย โดยฐานะแล้วเป็นปู่ เพราะหลวงปู่มุลเป็นน้องชายของคุณย่าของหลวงปู่สมชาย ท่านเพิ่งเกษียณอายุราชการจากการเป็นตำรวจ มีความเลื่อมใสในพระศาสนาจึงได้ออกบวชในปีนั้น) พร้อมด้วยพระบัว (ไม่ทราบฉายา) ได้ติดตามหลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย ออกธุดงค์บำเพ็ญภาวนา ณ ภูวัว อ.เซกา จ.หนองคาย (จ.บึงกาฬ ในปัจจุบัน)

    สถานที่แขวนกลดในครั้งนี้ คือ หินก้อนน้ำอ้อย หลวงปู่มุลได้แขวนบริเวณที่หลวงปู่ฝั้นเคยพักบำเพ็ญ หลวงปู่สมชาย ได้ข้ามฝั่งคลองไปอีกฟาก ซึ่งเป็นสถานที่ท่านเคยพักบำเพ็ญมาก่อน ส่วนพระบัวผู้บวชใหม่นั้น แขวนกลดอยู่ไม่ห่างจากหลวงปู่มุลสักเท่าไหร่ ด้วยตนเองเป็นผู้ใหม่ต่อการออกธุดงค์และหวาดหวั่นต่อสิ่งต่างๆ เพราะว่าบริเวณหินก้อนน้ำอ้อยนั้นเป็นทางผ่านของบรรดาสัตว์ร้าย เส้นทางนี้มีโขลงช้างป่าผ่านประจำ ตามต้นไม้ก็มีรอยเล็บเสือเต็มไปหมด แม้แต่ที่หินก้อนน้ำอ้อยก็ยังมีกลิ่นสาปเสือเหม็นคลุ้งอยู่ ราวกับว่าไม่นานมานี้มีเสืออยู่ที่บริเวณนี้ สิ่งเหล่านี้ทำให้พระบัวจินตนาการไปถึงสิ่งต่างๆ นาๆ ว่าจะมีสัตว์ร้ายตัวไหนมาเยี่ยมในคืนนี้หรือเปล่า?

    อาคันตุกะผู้มาเยือนในคืนนั้น เป็นอาคันตุกะหน้าใหม่ ได้ยินเสียงดังสวบๆ ๆ มาแต่ไกล ดูเหมือนว่าจะบ่ายหน้าไปทางกลดของพระบัว พระบัวซึ่งอยู่ในกลดพอได้ยินเสียงดังสวบๆ ของอาคันตุกะที่กำลังมาเยือน ยังไม่ทันเห็นหน้าค่าตากันเลย พระบัวก็นึกวาดภาพไปต่าง ๆ นานา วาดภาพขึ้นมาให้เป็นเสือ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญ จนทำให้ตัวเองแทบช็อก และแทบจะเป็นลมลงไปให้ได้

    หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย มองเห็นว่าสถานการณ์ไม่ปกติ เกรงว่าพระใหม่จะช็อกหรือจะเป็นลมไป ท่านจึงออกจากกลดเดินข้ามคลองมาร้องเรียกหลวงปู่มุลว่า “หลวงปู่ๆ.. เป็นอย่างไรหรือเปล่า..” หลวงปู่มุลตอบว่า “เสียงอะไรก็ไม่รู้ ดังสวบ ๆ อยู่ทางด้านนี้ไม่หยุดเลย…”. พอพระบัวได้ยินเสียงหลวงปู่มุลและหลวงปู่สมชายพูดคุยกันแล้วก็ออกจากมุ้งกลดมาทันที พอมาถึงก็พูดว่ากระผมแทบจะช็อกตายให้ได้ครับท่านอาจารย์ หลวงปู่สมชายจึงพูดขึ้นว่า “จะเอาอย่างไรดีนี่ เรามาบำเพ็ญให้ภาวนาไปเถิด ไม่มีอะไร นั่นมันเสียงเม่นหรอกไม่ใช่เสือ…” “จะอะไรก็ตามผมก็กลัวทั้งนั้น..” พระบัวตอบ… “ท่านอาจารย์อย่าหนีกระผมก็แล้วกันคืนนี้…” ด้วยการขอร้องของพระบัว หลวงปู่สมชาย หลวงปู่มุล และพระบัว ก็พากันข้ามคลองไปเอากลดและอัฐบริขารของหลวงปู่สมชาย กลับมาฝั่งด้านนี้ ซึ่งหลวงปู่สมชายก็ได้กางกลดอยู่ใต้หินก้อนน้ำอ้อย ระหว่างทางผ่านของสัตว์พอดี สำหรับพระบัวและหลวงปู่มุล อยู่ทางด้านซ้ายและด้านขวาของหินก้อนน้ำอ้อย กลดของหลวงปู่สมชายจึงอยู่ในระหว่างกลางพอดี

    อาคันตุกะผู้มาเยือนในลำดับต่อไปนั้นมีลักษณะแปลกกว่าครั้งแรก นอกจากมีเสียงดังสวบๆ แล้วยังไม่พอ ยังมีเสียงครางอยู่ในลำคอเพิ่มขึ้นอีก เหมือนจังหวะที่แมวมันหายใจดังอยู่ในลำคอ แต่เสียงที่ได้ยินนี้ดังกว่าเสียงแมวหลายสิบเท่า สำหรับหลวงปู่สมชายนั้นท่านทราบดีว่า นี่คือ เสียงของเจ้าป่าลายพลาดกลอนขนาดมหึมาแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย และอยู่ไม่ห่างจากกลดของท่านมากนักนี่เอง

    ในขณะที่ท่านกำลังกำหนดจิตภาวนา จ้องฟังเสียงเจ้าลายพลาดกลอนมันหายใจอยู่นั้น ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป หลวงปู่มุลก็ได้ไอออกมาด้วยเสียงอันดัง และยังไม่ทันจะขาดเสียงไอ เสียงใหม่ก็เข้ามาแทนที่คล้ายๆ กับเสียงวัตถุหนักๆ ตกลงถูกกับพื้นดิน ทางฝั่งตรงข้ามกับเสียงหายใจนั้น จนแผ่นดินแทบสะเทือน

    หลวงปู่มุลจึงกราบเรียนถามหลวงปู่สมชายขึ้นมาว่า “มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับท่านอาจารย์” “ไม่ทราบเหมือนกันครับว่าอะไรกระโดดข้ามกลดผมไป…” .ท่านพระอาจารย์ตอบ… ทันใดนั้นพระบัวก็พรวดพราดออกมาจากมุ้งกลดพร้อมด้วยไฟฉายในมือ จึงพากันฉายไฟไปดูบริเวณรอบๆ ที่มีเสียงนั้น ปรากฏว่าพบรอยเท้าเสือรอยมหึมาขนาดคืบเขื่องๆ อยู่ข้างกลดของหลวงปู่สมชาย พระบัวเห็นดังนั้นก็แทบจะไม่ภาวนาอีกเลย

    พอรุ่งอรุณวันใหม่ ก็พากันลาดตระเวนหารายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง จึงทราบแน่นอนว่า เป็นเสือแม่ลูกอ่อนตกคอกอยู่ใกล้ๆ และได้พาลูกหลบหนีไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืนนั่นเอง วันต่อมาหลวงปู่สมชายจึงได้พาหลวงปู่มุล และพระบัวย้ายที่พักไปปักกลดอยู่อีกด้านหนึ่ง และได้พักบำเพ็ญทำความเพียรต่อมาอีกระยะหนึ่ง แล้วจึงวิเวกมาทางถ้ำผึ้ง ถ้ำบูชา จนสมควรแก่เวลาเพราะฤดูกาลพรรษาใกล้เข้ามาแล้ว จึงได้กลับลงมาจากภูวัว และเข้าไปพักปฏิบัติอยู่ในสำนักครูบาอาจารย์ เพื่อศึกษาข้อวัตรปฏิบัติและปฏิปทาเป็นแบบอย่างเพิ่มเติม จากครูบาอาจารย์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบรูปสำคัญ ๆ ซึ่งในปีนี้เช่นกัน หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าควรที่จะเข้าไปศึกษาปฏิปทาจากหลวงปู่สีลา อิสฺสโร แห่งวัดป่าอิสสระธรรม อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร

    คัดลอกจาก หนังสือชีวประวัติ พระวิสุทธิญาณเถร(หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย) วัดเขาสุกิม ฉบับสมบูรณ์

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  4. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    11,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +242
    “โลกนี้มันก็มีเท่าที่เราเคยรู้มาแล้วนั้นเอง”

    ….บางครั้งที่หลวงปู่สังเกตเห็นว่า ผู้มาปฏิบัติยังลังเลใจเสียดายในความสนุกเพลิดเพลินแบบโลกล้วน จนไม่อยากละมาปฏิบัติธรรม

    ท่านแนะนำชวนคิดให้เห็นชัดว่า….

    “ขอให้ท่านทั้งหลายจงสำรวจดูความสุขว่า ตรงไหนที่ตนเห็นว่ามันสุขที่สุดในชีวิต ครั้งสำรวจดูแล้วมันก็แค่นั้นแหละ แต่ที่เราเคยรู้เคยพบมาแล้วนั่นเอง ทำไมจึงไม่มากกว่านั้น มากกว่านั้นไม่มี

    โลกนี้มีอยู่แค่นี้เอง แล้วก็ซ้ำๆ ซากๆ อยู่แค่นั้น เกิดแก่เจ็บตายอยู่ร่ำไป มันจึงน่าจะมีความสุขชนิดพิเศษกว่า ประเสริฐกว่านั้น ปลอดภัยกว่านั้น พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านจึงสละความสุขส่วนน้อยนั้นเสีย เพื่อแสวงหาสุขอันเกิดจากความสงบกาย สงบจิต สงบกิเลส เป็นความสุขที่ปลอดภัยหาสิ่งใดเปรียบมิได้เลย.

    ….หลวงปู่ดูลย์ อตุโร…

    .jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  5. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    11,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +242
    ☀พระธรรมเทศนาเรื่อง☀

    “ศรัทธากับปัญญา”

    โดย หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี”

    “.. พระนี้ก็เหมือนมีดเล่มหนึ่ง มันคม ๆ มีดคม ๆ เล่มนี้ ถ้าหากว่าเราเอาไปใช้ประโยชน์ มันก็เป็นประโยชน์มาก ถ้าเราเอาไปใช้ ไม่รู้จักประโยชน์ของมีด มันก็ไม่เกิดประโยชน์ พระนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น

    เรานับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งเป็นชาวพุทธเราทั้งหลายนั้น ไม่หมายถึงว่าให้พระมาคุ้มครองเรา แต่เราคุ้มครองพระ โดยมากคนไม่อยากปฏิบัติตามพระ ได้พระไปแล้ว ก็ให้พระมาคุ้มครองเรา

    อันนี้คิดใหม่ เราคุ้มครอง ท่านจะคุ้มครองเราก็เรียกว่าเราปฏิบัติตามคำสอนของท่าน คือคำสอนของท่านน่ะมันถูกแล้ว ไม่ต้องแก้ไขแล้ว มันถูกต้องดีแล้ว ทุกอย่างทุกประการ ที่ถูกต้องนั่นแหละเป็นคำสอนของพระ ถ้าเราทำกาย ทำวาจา ทำใจของเราให้ถูกต้องแล้ว ก็ไม่มีทางที่แก้ไข ก็มันหมดเท่านั้นแหละ นี้เรียกว่าเราเข้าใจเช่นนั้น

    เราเอาพระไปบูชา ไปแขวนไว้ที่คอ เมื่อความไม่สบายกายไม่สบายใจมาถึงก็ ..อื้อ.. อันนี้หลวงพ่อนะ คลำดูเห็นหลวงพ่อแขวนอยู่ ..อื้ม..อันนี้มันเป็นอย่างนั้นนะ อย่างนี้

    ไม่ใช่ว่าหลวงพ่อคุ้มครองเราแล้วนะ เราจะไปทำอะไรก็ได้ จะไปกินเหล้าก็ได้ จะไปเป็นนักเลงก็ได้ จะไปเป็นอะไรก็ได้นะ หลวงพ่อคุ้มครองเราอยู่ ไม่กลัวแล้ว ไม่ใช่อย่างนั้นนะ คือประดับความดีของเรา

    เช่นว่าเราเข้ามาในวัด ถ้าเราเดินมาแต่ตัวเปล่า ๆ ก็ไม่ค่อยปรากฏแก่หูแก่ตาคน คนที่เข้ามาวัดนี่ บางทีก็ถือธูปมา และก็มีเทียนมา และก็มีอะไรต่าง ๆ มา นี่แสดงว่าคนนี้มีศรัทธาจะไปวัด ถ้าเดินเข้ามาเฉย ๆ ก็ไม่ค่อยจะรู้ อันนี้ให้ปรากฏแก่ตามนุษย์ทั้งหลายด้วย เป็นเครื่องหมาย พระพุทธรูปนี่ก็เหมือนกันฉันนั้น

    พระพุทธรูปนี่เกิดทีหลังพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านิพพานไปหลายร้อยปีเหมือนกัน ทีนี้มีคนที่มีปัญญา คิดถึงพระพุทธเจ้า จะทำไงดีน้อ ก็เลยคิดปั้นพระพุทธรูปขึ้นมา อย่างนั้น คนมาปั้นขึ้นเช่นนี้ อย่างนั้นพระพุทธรูปจึงไม่เหมือนกัน พวกจีนก็เป็นรูปหนึ่ง พวกเชียงใหม่ก็เป็นรูปหนึ่ง ญี่ปุ่นก็เป็นรูปหนึ่ง แต่ยังไงก็ตามเถอะ ใคร ๆ ก็ปั้นเป็นรูปพระนั่นเองแหละ แต่ว่ามันไม่เหมือนกัน เหมือนกันที่ว่าพระ

    ฉะนั้น เราผู้เป็นพุทธบริษัท นับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ก็มีพระไว้ประจำตัว เป็นวัตถุเพื่อจะให้มองเห็นด้วยตา เช่นนั้น

    เหมือนกะหูของเรานั่นแหละ รู้จักว่ามันผิดอยู่ แต่ไม่มีใครพูดให้ฟัง มันก็ไม่สะกิดใจเรา ถ้ามีใครเตือนบ่อย ๆ ตรงนั้นมันผิดนะ ลูกนะ ตรงนั้นมันผิดนะ อย่างนี้ เราก็มีสติขึ้นมา

    อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น เราเอารูปพระไปแขวนคอ ก็เพื่อให้เรามีสติอย่างนั้น

    วันหนึ่ง อาตมา ผู้กำกับนิมนต์ไปสถานีตำรวจ ไปทำบุญกัน ทำบุญแล้วท่านก็ว่า หลวงพ่อ นิมนต์สาดน้ำมนต์ให้เป็นสิริมงคลด้วย ที่เขาหามาแล้ว อาตมาก็สาดไป

    เขาบอกว่า หลวงพ่อนิมนต์มาทางนี้ด้วย มาสาดให้พวกนี้ด้วย อาตมาก็เดินไป ไม่รู้จักว่าที่คุมขังของเขา ว่า เฮ้ย ๆ ไอ้พวกนี้ ลุกมานี่ หลวงพ่อมาแล้วนี่ สาดน้ำมนต์ เสียงหลวงพ่อมันโดนกันดัง ซัวะ เซียะ ๆ ๆ มานี่ เฮโรอีนทั้งนั้น จิ๊กโก๋ทั้งนั้น

    อาตมาก็จะทำยังไงนะ นี้คือมันไม่เข้าใจ ไปทำความชั่วอยู่ ก็เป็นเช่นนั้น แต่พระมันแขวนอยู่ในคอ มันไม่รู้สึกตัว เพราะมันไม่เข้าใจพระ

    ถ้าเข้าใจพระ อันใดท่านห้าม มันผิดแล้วก็เลิก เท่านั้น มันจะมีอะไรกัน มันก็ไม่มีอะไรกันแล้ว

    ดังนั้น จึงเป็นอนุสติที่เราจะระลึกที่เรียกพระวันนี้ ไม่ใช่ว่าพระคงกระพัน หยาบ มันเหนียว มันอะไรหลายอย่าง เพื่อน้อมจิตของเราไปบูชาพระ ให้ใจเรามันเป็นพระ พระนี้ก็หมายความว่าผู้ที่ดับพิษภัยต่าง ๆ ให้เป็นคนที่เยือกเย็น จิตตั้งมั่นในการละความชั่ว ประพฤติความดีอยู่ทุกเวลา จึงเป็นพระ

    ที่แจกพระให้ญาติโยมทั้งหลายวันนี้ บางคนก็คงดีใจมาก บางคนก็สงสัยอะไรหลาย ๆ อย่าง คนก็เป็นอย่างนั้น

    ฉะนั้น อย่างไรก็ตามเถอะ พ่อแม่ของเราที่ท่านเสียไปแล้ว เราเหลือรูปพ่อแม่เราไว้บูชา เราก็ดีใจ ไม่ใช่ตัวจริงของท่านก็จริง แต่เป็นรูปของท่าน เราก็สบายใจที่เรามองเห็นแล้ว ถ้าเรานับถือพ่อแม่ว่าเป็นพ่อแม่ของเรา

    อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น จึงเป็นอนุสติที่เป็นเหตุให้พวกเราทั้งหลายระลึกถึงได้ ..”

    1f4cd.png ที่มา:http://thaprajan.blogspot.com/2015/02/blog-post_5.html?m=1

    1f4cd.png ตัดธรรมะบทเป็นธรรมะทานเตือนใจ

    1f341.png ขออนุโมทกับผู้อ่านและผู้บันทึกด้วยครับ 1f341.png

    .jpg

    ที่มา เมตตาธรรม ศิษย์พระธุดงค์กรรมฐาน สายหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น
     
  6. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    11,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +242
  7. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    11,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +242
    เรื่อง “ทำบุญแม้เรามีไม่มาก ขอให้มากที่น้ำใจ”

    (คติธรรม หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
    เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
    เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน พุทธศักราช พ.ศ.๒๕๑๙

    การทำบุญ ไม่จำเป็นต้องมีเงินทองข้าวของตั้งแสนตั้งล้านมาทำ เราทำด้วยน้ำใจ เรามีมากน้อยทำตามกำลังศรัทธา ความสามารถของเรา เช่น ให้ทาน เรามีอะไร เราก็ทาน น้ำใจเป็นสำคัญมาก วัตถุเป็นเครื่องประกอบ ถ้าวัตถุของเราไม่ดีไม่เยี่ยม สมใจที่อยากมี เอ๊า เรามีอะไรก็ทานอันนั้น ด้วยน้ำใจที่รักบุญรักทานก็ได้บุญมากเช่นเดียวกัน ข้อสำคัญอยู่ที่น้ำใจ เอ้า วัตถุดีด้วย น้ำใจดีด้วย ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก และภาวนาพุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ อย่าละอย่าวาง อยู่ที่ไหนก็นึก พุทโธ ถึงองค์ศาสดาได้ ผลที่ปรากฏขึ้นมาก็คือความรู้ได้แก่ใจของเรานี้เด่นดวง

    [​IMG]

    ที่มา ธรรมะพระป่ากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น
     
  8. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    11,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +242
    ชาตินี้จิตสั่งสมแต่ความดี จะสุขทวีทั้งชาตินี้ชาติหน้า
    .
    ชีวิตนี้ที่ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจความโลภ ความโกรธ ความหลง มั่นคงอยู่ในความดี มีศีลมีธรรม จะร่มเย็นเป็นสุขชั่วกาลนาน ความสุขที่จักไม่สิ้นสุดลงพร้อมกับชีวิตนี้ที่น้อยนัก ที่มีเวลาเพียงร้อยปีเท่านั้นโดยประมาณ
    .
    จิตดวงเดียวที่พรั่งพร้อมด้วยบุญกุศล จักท่องเที่ยวเบิกบานไปนานนัก นับกาลเวลาหาได้ไม่ นับภพชาติหาถูกไม่ ในสุคติดจนกว่าจะถึงที่สุดแห่งทุกข์ พ้นการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป อันเป็นจุดสูงสุดในพระพุทธศาสนาที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงนำไปแล้ว และทรงแสดงแจ้งทางไว้ให้แล้วอย่างละเอียดถี่ถ้วน ด้วยพระมหากรุณาหาที่เปรียบมิได้
    .
    พุทธสาวกทั้งหลายได้ตามเสด็จไปถึงจุดหมายอันเป็นบรมสุขนั้นแล้วมากมาย มีทั้งในสมัยพุทธกาลและปัจจุบันนี้ ทั้งจะสืบต่อไปในอนาคตกาลนานไกล ตราบที่ยังมีผู้ใส่ใจปฏิบัติธรรมคำสอนของของพระพุทธองค์อยู่
    .
    • สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก •

    .jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  9. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    11,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +242
    เรื่อง “ทำบุญกับพระทุศีล อุทิศบุญไปให้ไม่ถึง”

    (อัตโนประวัติของ หลวงปู่จันทา ถาวโร)
    วัดป่าเขาน้อย อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร

    ทีนี้ก็ย้อนมาถามพี่สาวบ้างว่า “ไม่ได้ทำบุญอุทิศไปให้แม่บ้างหรือ ?” พี่สาวก็ว่า ทำ ๓ ครั้ง น้าสาว (น้องแม่) เขาคิดถึงพี่สาวเขาก็เลยพาหลานสาวทำบุญอุทิศไปให้แม่ ทำถึง ๓ ครั้ง

    “ทำอย่างไรเล่า ?”

    น้าสาวพาทำบุญใส่เหล้าลงไปครั้งละโหลนะ ครั้งละโหล ไหใหญ่ๆ ฝังไว้ในป่าสับปะรด ป่ากล้วย ฆ่าวัว ฆ่าควาย สมัยนั้นวัวควายราคาถูก ทำบุญแต่ละครั้งหมดวัวควายไป ๔-๕ ตัว ตัวละ ๑๐ สลึงก็มี ตัวละ ๖ สลึงก็มี บาทหนึ่งก็มี ๕๐ สตางค์ก็มี สมัยนั้นวัวควายไม่มีราคา

    “แล้วพระที่ไปทำบุญด้วยนั้น มีการประพฤติปฏิบัติอย่างไร ?” “โอ๋…พระเหล่านั้น กินข้าวแลงแกงร้อน (กินข้าวมื้อเย็น) เล่นสีกงสีกานารี ขุดดิน ฟันไม้ ถือเงินบายทอง (ใช้จ่ายเงินทองเยี่ยงฆราวาส) และที่วัดนั้นมีหมาพรานอยู่คู่หนึ่ง เย็นค่ำขึ้นมาก็พาหมาเข้าป่าไปล่าสัตว์ อีเห็น กระต่าย ได้มาก็เอามาทำอาหารกิน กินเหล้า กินยา ต่างๆ นานา”

    ถ้าทำบุญอย่างนั้นก็ไม่ได้บุญหรอก ถึงจะอุทิศไปให้ก็ไม่ได้รับหรอก เหตุที่อุทิศไปให้ไม่ถึงก็เพราะ

    ๑) ฆ่าวัว ฆ่าควาย กรรมของสัตว์เหล่านั้นไปขวางไว้
    ๒) ผู้รับทานนั้น เป็นพระทุศีล พระทุศีล อุทิศให้ไม่ถึงนะ เพราะเครื่องส่งนั้นคือศีลนั้นมันขาด ขาดศีลเป็นเครื่องส่งบุญ แม้ตัวพระเองก็ไม่ได้รับ เพราะมีแต่บาป จะรับไทยทานส่งไปให้ผู้อยู่โลกหน้าก็ไม่ถึงทั้งนั้น

    [​IMG]

    ที่มา ธรรมะพระป่ากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น
     
  10. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    11,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +242
  11. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    11,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +242
    1f341.png โอวาทธรรม:พระคุณเจ้าหลวงปู่สมใจ ปัญญาวุโธ 1f341.png

    1f4cd.png วัดเขาถ้ำเทพพิทักษ์ จ.ปราจีนบุรี

    1f4cd.png จัดทำเผยแพร่เป็นธรรมทานสังฆบูชาแด่พ่อแม่ครูอาจารย์

    1536895390_318_โอวาทธรรมพระคุณเจ้าหลว.jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  12. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    11,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +242
  13. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    11,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +242
  14. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    11,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +242
  15. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    11,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +242
  16. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    11,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +242
  17. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    11,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +242
    เรื่อง “อุทิศบุญกุศลให้ผู้ล่วงลับ จะได้รับหรือไม่”

    (วิสัชนาธรรมโดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)

    กระผมขอกราบนมัสการเรียนถามหลวงตาว่า การทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วนั้น ท่านเหล่านั้นจะได้รับส่วนบุญที่เราทำบุญไปให้จริงหรือ และสิ่งของที่เราทำบุญไปให้นั้นไม่จำเป็นของที่ท่านเคยกิน เคยใช้ แต่เป็นของที่เราสร้างขึ้นแล้วมีประโยชน์ต่อสังคม เช่นสร้างที่พักเป็นต้น อยากทราบว่าท่านจะได้รับส่วนบุญกุศลที่เราสร้างและอุทิศไปให้ท่านหรือไม่ครับ กราบขอบคุณหลวงตาเป็นอย่างสูงครับ

    คำตอบเมื่อวันที่ ๒๖ ก.ย.๒๕๔๖

    หลวงตา : ถ้ามันไปตกนรกหมกไหม้เสียมันก็ไม่ได้รับ ที่ท่านแสดงไว้มี ไปตกนรกหมกไหม้เสียมันก็ไม่ได้รับ แล้วอันหนึ่งท่านแยกไปอีก แสดงไว้ในตำรา มันขัดในนี้ก็มี เป็นอยู่นะ ตามตำราว่าไว้งั้นนะ แต่ก็มาขัดตรงนี้ก็มี ไม่ใช่ไม่มีนะ แต่ที่ว่าขัดนี้จะว่าเราเป็นทิฐิมานะ ตำหนิติเตียนอันนั้น หรือคัดค้านสิ่งนั้นมันก็ไม่ใช่ มันมีของมันอยู่งั้น อันนี้มีความจริงอันหนึ่งในนี้ว่างั้นเถอะ ที่ควรจะขัดมันก็ขัดกัน ที่ไหนที่ไม่ขัดมันก็โล่งไปด้วยกัน มี ดังที่เขาอุทิศถวาย อยู่ในฐานะที่จะได้รับ พวกปรทัตตูปชีวีเปรต เปรตพวกนี้คอยรับเครื่องไทยทานจากบรรดาญาติมิตรทั้งหลาย อุทิศให้ นี่ได้รับร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วเปรตก็มีถึง ๑๓ จำพวก นอกนั้นไม่ได้รับ ได้รับจำพวกนี้

    ท่านแสดงไว้ ผู้ไปสวรรค์ ไปอะไรเสีย อันนี้ในตำราเขาว่าไม่ได้รับ ว่างั้นนะ แต่มันมีขัดอยู่ในนี้ บุญกุศลบนสวรรค์พรหมโลกนั้นสูงกว่าบุญกุศลที่อุทิศ นี่มันขัด บุญกุศลด้วยกัน คนนั้นคนบุญ คนนี้คนบุญ อุทิศปั๊บถึงกันปุ๊บ เป็นอย่างงั้นนะ ท่านแสดงไว้ในตำรามี ส่วนผู้ที่ล่วงลับไปนั้นเคยใช้อะไรจำเจอยู่ตลอด แต่เวลาเราไปทำบุญให้ทานไม่ได้เอาสิ่งอย่างนั้นไปให้จะได้รับไหม คำว่าบุญก็คือแก้วสารพัดนึก อุทิศไปให้ อันไหนที่เป็นส่วนกุศลที่เหมาะสมกับผู้นั้นจะได้รับแล้ว จะเข้าถึง เหมาะสมกันทันที ไม่ขัดไม่แย้งกัน อย่างที่เราเคยสร้าง เคยทำ อยู่ในบ้านในเรือน สร้างนั้นสร้างนี้ ทำนั้นทำนี้ แต่เวลาตายแล้วไปสวรรค์ เลยกลายเป็นบ้านหลังหนึ่งขึ้นมา มาขัดกับอันนี้ บ้านหลังนั้นกับเจ้าของมันก็เลยขัดกัน เป็นคู่ความกัน ไม่เคยมีในบุญกุศล บุญกุศลท่านบอกเป็นแก้วสารพัดนึก พอเหมาะพอดีกับผู้ควรจะได้รับตลอด ๆ เมื่อควรได้รับแล้วถึงเลย ๆ เป็นความเหมาะสมกับผู้นั้นทันที ไม่ได้ไปขัดไปแย้งกัน ไม่ขัด ผ่านไปแล้วหรือข้อนี้ เออว่าไปอีกมีอะไร

    [​IMG]

    ที่มา ธรรมะพระป่ากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น
     
  18. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    11,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +242
  19. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    11,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +242
    เราทุกคนปรารถนา “บุญ”
    แต่บุญนี้เราจะไปหาจากที่ไหน ?

    “บุญภายนอก” หาจาก “ร่างกาย” ของเรา
    “บุญภายใน” หาจาก “ดวงจิต”
    บุญย่อมนำมาซึ่งความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า

    ความสุข มี ๒ อย่าง คือ สุขในโลก กับ สุขในธรรม

    สุขในโลกเป็นที่เจือทุกข์ เป็นสุขเฉพาะชั่วลมหายใจ ไม่ถาวรเหมือนสุขทางธรรม
    สุขในโลกนั้นก็เช่น ในการกินอิ่ม นอนหลับ
    สุขในการมีทรัพย์สิน เงินทอง ลาภ ยศ สรรเสริญ แต่สิ่งเหล่านี้ยิ่งสุขเท่าไรก็ทุกข์มากเท่านั้น สุขในการกิน พอตายแล้วเราก็จะไม่ได้กินอีก นอนเราก็จะไม่ได้นอน จะมั่งมีเท่าไรก็ต้องหมดไปที่กองไฟ จะเป็น ชั้นเอก ชั้่นโท
    ชั้นตรี ฯลฯ ก็ต้องไปหมดลงที่กองไฟทั้งสิ้น

    คนเราเกิดมานี้ย่อมถูก “เสือ” คอยกัดกินอยู่ทุกวัน แต่เราไม่รู้สึก เพราะเราเกิดมาในดงเสืออยู่แล้ว ก็ไม่ค่อยกลัว

    คำ “เสือ” ก็คือ “เสีย” นี่แหละ เสียอะไร?
    คือ เสียทรัพย์ เสียร่างกาย
    ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในร่างกายของเรา
    เงินมีอยู่มันก็คอยแต่จะบินหนีจากเรา
    พอเจ็บไข้ลง เช่น ปวดท้อง
    มีเงินอยู่ ๑๐ บาท ก็ต้องเอาไปซื้อยากฤษณากลั่นมากิน จนหายเราก็ดีใจไปพักหนึ่ง ถ้าไม่หายก็เป็นทุกข์ไปอีก เสียค่ายาค่าหมออีก

    โรคมันก็ไม่ใช่หายไปไหน มันนอนนิ่งอยู่ในตัวเรานี่แหละ เหมือนเด็กที่หิวข้าวหิวนม พอเราป้อนข้าวป้อนน้ำอิ่ม มันก็สงบไป หายร้องไห้ หายกวนเรา แต่แล้วพอเด็กหิวใหม่ ก็จะกำเริบขึ้นมาอีก นี่ก็เปรียบเสมือนเสือที่มันจ้องคอยกินเราอยู่ กินทรัพย์ของเรา กินร่างกาย เนื้อหนัง ของเรา

    แต่ก่อนเรามีเนื้อหนังตึงเต่งแข็งแรง
    มันก็กินไปๆ จนเราเหลือแต่หนังแตบแฟบ
    มันกินตากินหูของเรา กินจนในที่สุดเราร้องโอยๆ แล้วมันก็คาบเราไปหมดทั้งตัว
    นี่เป็นความสุขที่ไม่ปลอดภัย

    ความสุขทางธรรม เป็นความสุขที่ปลอดภัย

    คือ ความสุขทางจิต ถึงมันจะมี จะจน จะแก่
    จะเจ็บ จะตาย เราก็ไม่ต้องทุกข์ร้อนอะไรทั้งนั้น
    เหตุนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ทำความดีที่ปลอดภัย คือ บำเพ็ญบุญกุศล มีทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น

    ทำร่างกายของเราให้เป็นก้อนบุญ อย่าให้เป็นก้อนบาป เมื่อบุญไหลเข้าไปทางตา หู จมูก ปาก ฯลฯ ของเรา ก็เข้าไปทำธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ของเราให้บริสุทธิ์ เป็นบุญไปหมดทั้งก้อน

    เหมือนเรามีบ่อน้ำอยู่ ถ้าเราเอาสิ่งที่เป็นพิษเป็นโทษ เข้าไปใส่ในบ่อน้ำนั้นก็จะใช้กินใช้อาบไม่ได้ ถ้าเราเอาของดีไปใส่ บ่อน้ำนั้นก็เป็นบ่อน้ำที่บริสุทธิ์ใส สะอาดดี

    เราอย่ามัวไปหลงว่า ร่างกายเรานี้เป็นของเรา
    และมันจะทุกข์จะสุขด้วยกับเรา แท้จริงมันจะไม่ไปกับเราได้ดอก

    กายนี้เปรียบเหมือนมีด จิตของเราเปรียบเหมือนคน ถ้าเรารู้จักใช้ มีดก็จะเป็นประโยชน์ ถ้าเราไม่รู้จักใช้ มันก็ให้โทษ เช่น เอามีดไปฆ่าฟันเขา เขาก็ไม่ได้จับเอามีดไปใส่คุกใส่ตะราง
    เขาจะต้องจับเอาคนที่ฆ่าไป ร่างกายนี้จะไม่ทุกข์ด้วย แต่ส่วนที่จะรับทุกข์ คือ ตัวจิตของเรา
    เมื่อเราตาย…ก็จะต้องไปสู่ทุคติ

    ….
    พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร
    วัดอโศการาม อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

    แสดงธรรมเทศนา ณ วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร
    เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๖

    -บุญ.jpg

    ที่มา เมตตาธรรม ศิษย์พระธุดงค์กรรมฐาน สายหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น
     
  20. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    11,361
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +242
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...