ธรรมะจากเพจต่างๆ พระสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย ธรรมะสายหลวงปู่มั่น, 6 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    13,279
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +306
  2. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    13,279
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +306
  3. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    13,279
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +306
    พญานาคขอกิน “แม่ชีแก้ว”

    แม่ชีแก้ว เสียงล้ำ ผู้ได้คำกล่าวว่าเป็น”อาริยสาวิกา”ของสายหลวงปู่มั่น ผู้ที่หลวงปู่มั่นทำนายว่าต่อไปจะได้พระอาจารย์ดีมาแนะนำจนได้มรรคผลนิพพาน ซึ่งผู้ที่มาแนะนำในเวลาต่อมาคือ “หลวงตามหาบัว” พระอริยสงฆ์ศิษย์เอกสายหลวงปู่มั่นนั้นเอง เมื่อคุณย่าชีแก้วละสังขาร และได้ประสบความสำเร็จเป็นพระอรหันต์เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๕ มีประจักษ์พยานแจ้งชัดเจนเมื่อกระดูกของท่านได้กลางเป็นพระธาตุสดใส สัณฐานต่างๆ เป็นการพิสูจน์แน่ชัดถึงนิพพานจริง จึงเป็นที่โสมนัสยินดีเคารพกราบไหว้อย่างสุดซึ้ง ปราศจากข้อสงสัยใด มีเรื่องเล่าเกี่ยวคุณย่าชีแก้วกับพญานาคพอจะเล่าขานต่อกันดังนี้

    “….แม่ชีแก้ว เสียงล้ำ มีความสามารถในการภาวนา มีความรู้เห็นพิเศษในความเป็นไปของชีวิตสัตว์โลกได้อย่างกว้างขวาง คราวที่ท่านและคณะปลีกตัวไปภาวนาที่่ถ้ำนกกระเบน พญานาคที่อาศัยอยู่ในถ้ำได้ปรากฏตัวออกมาหยอกล้อขอกินคุณย่าชีแก้ว เสียงล้ำ คุณย่าชีแก้ว เสียงล้ำ จึงกล่าวตักเตือนว่า แม่ชีทุกคนเป็นลูกพระพุทธเจ้า ถ้าอยากจะกินจริงก็ให้กินท่าน พญานาคจึงแปลงกายเป็นงูใหญ่พุ่งเข้าฉกกัด ทันทีก็ร้องขึ้นว่าร้อนจนปากจะไหม้ร้อนยิ่งกว่าไฟ จึงกลายร่างเป็นมาณพหนุ่มแสดงความอ่อนน้อมเป็นมิตรทันที

    ต่อมามีนาคหนุ่มใหญ่ชอบเป่าแคนเสียงดังมาแต่ไกล คุณย่าชีแก้ว เสียงล้ำ จึงเข้าที่นั่งภาวนา เมื่อใกล้เข้ามา เขาเป่าแคนไม่เกิดเสียงดัง จึงเกิดความไม่พอใจ คิดว่าคงเป็นแม่ชีมานั่งภาวนาดับเสียงแคน คุณย่าชีแก้ว เสียงล้ำ ถามว่าจะไปไหน เขาตอบว่าจะไปเกี๊ยวสาวในบ้านโน้น แต่เปลี่ยนใจแล้วมาเกี๊ยวแม่ชีดีกว่า ท่านจึงบอกเชิงดุว่า ท่านมีศีลเป็นคู่พรหมจารีแล้วไม่ต้องการชายใด นาคหนุ่มรู้สึกสำนึกในความผิดจึงขอขมาโทษที่ได้ล่วงเกิน จากนั้น คุณย่าชีแก้ว เสียงล้ำ จึงแนะนำให้สมาทานศีลแปด แล้วก็อธิบายศีลให้ฟัง

    ศีลข้อแรก จงละเว้นการพรากจากชีวิต จะต้องไม่ฆ่าเขา ไม่ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้อื่นฆ่าหรือทำลายเบียดเบียนเขา

    ศีลข้อสอง จงละเว้นการลักขโมยหรือหยิบฉวยสิ่งของผู้อื่นที่เขาไม่ปรารถนาจะให้ตลอดจนสนับสนุนส่งเสริมผู้อื่นให้ทำด้วย ไม่แสดงพฤติกรรมหลอกลวงและทำลายทรัพย์สินผู้อื่น

    ศีลข้อสาม จงละเว้นการผิดประเวณีมีสัมพันธ์ทางเพศที่ก่อให้เกิดผลกระเทือนต่อชีวิตจิตใจ

    ศีลข้อสี่ จงละเว้นจากการพูดโกหกให้พูดแต่ความจริงเสมอ อย่าเสียสัจจะหรือหลอกลวงต้มตุ๋น ทั้งเป็นคำพูดและการกระทำ

    ศีลข้อห้า จงละเว้นการดื่มเหล้าเครื่องดองของเมา ตลอดจนสิ่งที่กระตุ้นจิตใจให้เคลิบเคลิ้มเครื่องดองของเมา ตลอดจนสิ่งที่กระตุ้นจิตใจให้เคลิบเคลิ้มสติฟั่นเฟือน และก่อให้เกิดการตัดสินใจผิดพลาด

    ศีลข้อหก จงละเว้นการกินอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว

    ศีลข้อเจ็ด จงละเว้นการขับร้องรำทำเพลงเล่นดนตรี ไม่ตกแต่งด้วยเครื่องประดับ ดอกไม้ เสริมความงามด้วยสิ่งหอมระเหย และเครื่องสำอาง

    ศีลข้อแปด จงละเว้นการนอนบนเตียงที่ปูที่นอนหนานิ่ม และหลีกเลี่ยงการนั่งบนที่มีการประดับที่หรูหรามีที่นั่งอ่อนนุ่ม

    ถ้าสามารถดำรงรักษาการประพฤติปฏิบัติจริงจังต่อศีลทั้งหมดนี้ได้ ท่านย่อมรู้เข้าใจวิถีจิตใจในการดำเนินชีวิตได้อย่างแท้จริง…”

    ธรรมประวัติคุณย่าชีแก้ว เสียงล้ำ สำนักชีบ้านห้วยทราย คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร

    กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -แม่ชีแก้ว.jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  4. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    13,279
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +306
    เมื่อก่อนหลวงปู่บุญมา ฐิตเปโมท่านยังมีชีวิตอยู่ ตัวเราก็ยังเป็นพระหนุ่ม ตอนกลางวันนี้ท่านให้ทำงานนะ เลื่อยไม้บ้าง ทำอะไรๆงานจิปาถะหลายๆอย่าง บวชใหม่ๆ ไม่ให้นอนกลางวัน พอบ่ายๆใกล้ค่ำ ก็เข้าไปกุฏิท่าน ต้มน้ำร้อน สรงน้ำ ทำอาจาริยะวัตร เสร็จจากนั้นก็ไปทำความเพียรของตัวเอง ๖-๗ วัน พระเณรทุกรูปในวัดก็เข้าไปฟังโอวาทหลวงปู่ครั้งหนึ่ง ท่านก็ให้โอวาท พระเณรนะ มีแต่พระเณร เข้าไป นู้นแหละเข้าไปกุฏิ หลวงปู่ค่อยได้ฉัน กาแฟ น้ำชา ปานะอะไรไม่มีหรอก มีแค่นั้น กับน้ำตาลอ้อย แค่นี้แหละได้ฉัน หลวงปู่ท่านก็สอนนะ “ทำงานไม่ใช่ทำเฉยๆ ให้มีสติอยู่กับงาน ตั้งใจ ไม่ใช่จะไปนั่งหลับหูหลับตาอย่างเดียว ให้มันเป็นสมาธิทำทุกอริยาบทให้มันเป็นสมาธิ ทำงานก็ตั้งใจพอถึงเวลาทำความเพียรก็ตั้งใจ” มันก็เป็นไปได้ดีอยู่นะ เมื่อก่อนนี้ อยู่แบบทุกข์ๆยากๆ ลำบากอย่างนั้นก็ดี เวลาทำความเพียรก็มาก อดข้าว 15 วัน ทำความเพียรได้สบายๆเลย แต่ทุกวันนี้มันไม่ได้ แล้ว สังขารร่างกายก็ไม่ไหว ชำรุดไปใช้มันเยอะมั้ง นี่แหละ อย่าประมาทกันนะ เวลา ยังมีอยู่ให้รีบทำอย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เมื่อสังขารร่างกายมันไม่อำนวย แล้วจะเสียดายภายหลังนานๆให้พากันรีบทำกุศลคุณงามความดี ให้เกิดขึ้นในจิตในใจของตนเองค่อยจะชื่อว่าไม่ขาดทุน

    โอวาทธรรม
    หลวงปู่ไสว สุวโจ
    วัดสิริสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู

    -ฐ.jpg
    -ฐ.jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  5. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    13,279
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +306
  6. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    13,279
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +306
  7. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    13,279
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +306
    เรื่อง “หัวใจมันเป็นหมาขี้เรื้อน ด้วยตัณหาความทะเยอทะยาน อยากได้อยากมี อยากดีอยากเด่น”

    (คติธรรม หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)

    อย่าไปหาเกาในที่ไม่คัน หมาขี้เรื้อนเขาหาเกาที่ไหนถูกที่คันๆ ไอ้เราไปที่ไหนเห็นแต่เกายุกๆ ยิกๆ มันคันที่ตรงไหนไม่ทราบ เป็นกระต่ายตื่นตูมไปด้วยกัน กระต่ายตื่นตูมไม่มีหลักมีเกณฑ์ เห็นเขาเกาก็เกาด้วย พวกบ้าเกา หาเกาในที่ไม่คัน สู้หมาขี้เรื้อนไม่ได้ เอา พูดให้มันชัดๆ หมาขี้เรื้อนเขาเกาที่ตรงไหนมันคันที่ตรงนั้น เขาเกา มนุษย์เรานี้เกาดะ ไม่ทราบว่าตรงไหนคันหรือไม่คันเกาดะ มันคันหมดทั้งตัว มันคันออกมาจากหัวใจ หัวใจมันเป็นหมาขี้เรื้อน มันดีดมันดิ้นด้วยความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา ความทะเยอทะยาน อยากได้อยากมี อยากดีอยากเด่น ทั้งๆ ที่ตัวเป็นคนชั่วก็อยากดีอยากเด่นแซงหน้าแซงหลัง นี่มันเลยหมาขี้เรื้อนไปแล้ว เข้าใจไหม ถ้าอยากดีก็ทำตัวให้ดีๆ ซิ มันก็ดีเท่านั้น

    [​IMG]

    ที่มา ธรรมะพระป่ากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น
     
  8. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    13,279
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +306
    ” สิ่งที่ล่วงไปแล้วไม่ควรไปทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งของที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง แม้จะทำความผูกพัน และมั่นใจในสิ่งนั้น กลับมาเป็นปัจจุบันก็เป็นไปมิได้ ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป อนาคตที่ยังไม่มาถึงก็เป็นสิ่งไม่ควรยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน อดีตควรปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตก็ควรปล่อยไว้ตามกาลของมัน ปัจจุบันเท่านั้นที่จะสำเร็จเป็นประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ไม่สุดวิสัย ”

    โอวาทธรรม
    หลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ

    .jpg

    ที่มา พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  9. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    13,279
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +306
  10. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    13,279
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +306
  11. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    13,279
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +306
  12. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    13,279
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +306
  13. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    13,279
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +306
  14. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    13,279
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +306
  15. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    13,279
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +306
  16. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    13,279
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +306
  17. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    13,279
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +306
    ปริศนาธรรม
    ของหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท
    เห็นขวานในมือท่านไหม
    ความหมายของท่านคือ
    ขวานผ่าซาก”
    หมายความว่าเกิดเป็น มนุษย์
    ต้องตรงไปตรงมา
    เหมือนคำว่า
    ชื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน
    เหมือนขวานในมือท่าน
    ที่ัเป็นปริศนาธรรมของท่าน
    หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท”

    .jpg

    ที่มา เมตตาธรรม ศิษย์พระธุดงค์กรรมฐาน สายหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น
     
  18. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    13,279
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +306
  19. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    13,279
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +306
  20. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    13,279
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +306
    สติปัฏฐานป่า
    หลวงพ่อพระครูวิโรจน์ธรรมาจารย์ (หลวงพ่อมหาปิ่น ชลิโต)
    เทศน์ที่วัดภาวนาภิรตาราม ตำบลบางขุนนนท์เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ
    เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๑๙

    จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

    ทีนี้ขอบรรยายให้ฟังอีก เลื่อนจิตตามไป คราวนี้จะ บรรยายเรื่องจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คำว่าเจริญจิตตา นุปัสสนาสติปัฏฐานนี้ คำว่าจิตเราก็อย่าไปเรียก ทำ ความรู้ว่ามันเป็นตัวความนึกความคิดอะไรอยู่ ขณะที่ ตัวความนึกความคิดอะไรอยู่ คิดเรื่องในกายก็ตาม คิด เรื่องนอกกายก็ตาม กำลังโลภก็ตาม กำลังโกรธก็ตาม กำ ลังหลงก็ตาม กำลังคลุ้มคลั่งกำลังวุ่นวายก็ตามหรือ กำลังสงสัยลังเลใด ๆ ก็ตาม เอาตัวผู้รู้เข้าไปเพ่งตัว ความฟุ้งซ่านที่เป็นอาการอันหนึ่งนั้น เอาตัวระลึกไประลึกอยู่ที่จิตที่มีอาการอันหนึ่งโดยไม่ต้องไปหมายว่า เป็นจิตว่ามีอาการธาตุรู้อันหนึ่ง จิตนั้นมีอาการอัน หนึ่งกำลังวิปริต มีปฏิกิริยาที่กลับกลอก แว๊บ ๆ ไว ๆ แว๊บ ๆ ไว ๆ วูบ ๆ วาบ ๆ หวิว ๆ หวาว ๆ แว๊บไปโน่น แว๊บมา นี่ เพ่งไปที่จิตแว๊บนั่นแหละ แว๊บไปโกรธ แว๊บไปรัก แว๊บไปชัง แว๊บไปคลุ้มคลั่ง แว๊บไปรำคาญ แว๊บไปง่วง เหงาเพ่งไปตัวนั่นแหละ ระลึกอยู่ที่ตัวนั้นแหละ แล้ว ก็รู้อยู่ที่ตัวนั้นแหละ ระลึกไปรู้ไป ระลึกไปรู้ไปโดย เป็นอาการอันหนึ่งนานเข้า ๆ ตัวสติกับตัวเป้าที่เพ่ง คืออาการของจิตนั้นกับตัวจิตที่เข้าไปรู้มันจะรู้กลม กลืนกันทั้งสติทั้งเป้า คือตัวอาการ และทั้งตัวรู้มัน จะรู้กลมกลืนกันเด่นขึ้น ๆ

    เมื่อเด่นมากขึ้น ๆ นานเข้า ๆ นี่พึงรู้ว่ามันกำลัง เป็นเอกัคคตารมณ์หรือเอการมณ์ กำลังมีอารมณ์รวมเป็น อารมณ์เดียวแล้วเมื่อเราเพ่งไป เพ่งนานเข้า ๆ เด่นขึ้น ๆ อาการนั้นจะดับปั๊ปสติหายปั๊ป ตัวรับรู้รับทราบ นั้นก้จะม้วนตัวรวมปั๊บ การรวมตัวรวมปั๊บนี้เป็น เอกัคคตาจิต เราก็เพ่งตัวเอกัคคตาจิตนั้นแหละ เมื่อจิต รวมปั๊บเข้าไปเพ่งดูระลึกดูรู้อยู่ระลึกไปรู้ไป ระลึกตัวที่จิตมีอารมณ์เดียวนั้น ไม่ต้องหมายว่าจิตเป็น อาการอันหนึ่ง ระลึกอยู่ที่นั้นรู้อยู่ที่นั้น ระลึกไปรู้ไป ระลึกไปรู้ไปเมื่อระลึกนานเข้า รู้ไปนาน เข้า ระลึกไปรู้ไป อาการของจิตที่เป็นจิตเดียวนั้น จะดับปั๊บลงไปอีก ดับปั๊บสติดับปั๊บตัวผู้รู้ที่ไปรู้ เรื่องตรงนั้นมันจะรวมปั๊บเข้าไปอีกทอดหนึ่ง จิตไปตั้ง อยู่อย่างไร ตามจิตลงไปเพ่งอาการนั้นระลึกอยู่ที่ อาการนั้นที่จิตกำลังไปรับรู้รับทราบกำลังไปติดอะไร อยู่เพ่งเข้าไปตัวที่จิตไปรู้ ระลึกอยู่ที่ตัวเขาไปรู้ รู้ตัวที่เข้าไปรู้นั้น ทั้งระลึกทั้งรู้ ทั้งรู้ตัวที่ ระลึกตัวรู้นั้น ให้ติดพันกลมกลืนเป็นอารมณ์เดียวกัน ไม่นานตัวอาการนั้นจะดับปั๊บ สติหายปั๊บตัวผู้รู้ นั้นจะม้วนตัวรวมปั๊บลงอีก เราไล่เบี้ยลงไปตั้งอยู่ อย่างไร ไล่ลงไประลึกอยู่อย่างนั้นไปรู้อยู่ตรงนั้น อีก ไม่นานตัวอาการจิตที่ไปติดอยู่นั้น จิตจะดับปั๊บ สติหายปั๊บตัวรู้จะม้วนตัวรวมปั๊บเข้าไปอีกรวมกัน ไปไล่กันไป ไล่ลึกเข้าไปจะพบเอกัคคตาจิตล้วน ๆ ทีเดียว แล้วก็เพ่งพิจารณาหรือบางทีจิตจะถอน เราปล่อยมันก็จะ ถอน พักพอควรแล้วมันก็จะถอน มันถอนขึ้นมามันมา จับอะไรก่อนก็เพ่งพิจารณาเรื่องที่จิตจับเป็นอารมณ์ นั้น โดยความแปรปรวนโดยความไม่ยั่งยืนโดยความไม่มี ตัวฯ

    นี่เริ่มมันเป็นของมัน ถ้ามันไม่เป็นไม่เริ่มพิจารณา เราก็หัดพิจารณาขึ้นมาบางทีมันเป็นเอง บางทีมัน ไม่เป็นหัดให้มันเป็นหัดให้พิจารณาสิ่งที่มันติดอยู่ นั้นที่มันยึดอยู่นั้น ที่มันเกาะอยู่นั้นน่ะ เริ่มยก ขึ้นมาสู่ ความแปรปรวน ความไม่ยั่งยืน ความไม่มีตัว ความรู้ที่รู้ขึ้น ตรงนี้เป็นความรู้ค่อยละเอียดเข้าละ เอียดเข้า สลดบ้าง สังเวชบ้าง ปีติบ้างนี้เป็นลักษณะของ ไตรลักษณ์ญาณและเป็นลักษณะของวิปัสสนาญาณ ก่อน รวมที่มันชัดเด่นนั้นเป็นลักษณะของเอการมณ์ เอกัคคตารมณ์เป็นเรื่องของสมถะ พอรวมเข้าไปแล้ว ถอนขึ้นมา พิจารณาถอนขึ้นมามีความสลด สังเวชปีตินั่นเป็นเรื่อง ของลักขณูปนิชญาณ เป็นเรื่องของวิปัสสนาญาณ พิจารณาไตรลักษณ์ เอาเป้านั้นยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ก็เป็น ไตรลักษณญาณ แล้วก็กระทำให้มากเข้า ไตรลักษณญาณ นี้ก็จะเด่นชัดขึ้น จะมองแง่เดียว แง่แปรปรวนก็มองใน แง่การแปรปรวนเท่านั้น ความไม่ยั่งยืนมันก็อยู่บน ความแปรปรวนนั่นแหละ ความไม่มีตัวนั่นแหละ ถ้าเรา จะจับดูตัวไม่ยั่งยืนก่อนความแปรปรวนมันก็มีอยู่ตรง ความไม่ยั่งยืนนั่นแหละความไม่มีตัวมันก็มีอยู่ตรง ความไม่ยั่งยืนนั่นแหละ นี่ลักษณะนี้เป็นไตรลักษณญาณ เป็นวิปัสสนาญาณ

    ภาวิตา พาหุลีกตา อภิญญายะ นิพพานายะ สัมโพธา ยะ สังวัตตติ กระทำให้มากเข้าพิจารณาให้มากเข้า สม ควรจะกำหนดให้รวมก็ให้รวมพัก เหมือนทำงานภายนอก เมื่อมันเหนื่อยคือปีติมันอ่อน ความสลดสังเวชมันอ่อน ก็กำหนดเพ่ง เพ่งจิตที่มันมันไปรู้อะไรอยู่นั่นระลึก อยู่ตรงนั้นรู้อยู่ตรงนั้นเดี๋ยวมันก็จะพักอีก เมื่อ พักแล้วมีแรงก็กลับขึ้นมาพิจารณาอีก นี่เรียกว่าเจริญ ทั้งสมถะทั้งวิปัสสนากลมกลืนกัน ผลัดหน้าผลัดหลัง กันอยู่ในตัว นี่เป็นวิธีการที่เรียกว่าจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นวิธีการที่๓ ด้วยวิธีเพ่ง ขอให้ท่านพุทธ บริษัทสนใจสังเกตและจำไว้

    (คราวหน้าก็..ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน)

    .jpg

    ที่มา เมตตาธรรม ศิษย์พระธุดงค์กรรมฐาน สายหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...