ธรรมะจากเพจต่างๆ พระสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย ธรรมะสายหลวงปู่มั่น, 6 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    เรื่องของความดี..!

    “…บรรดาสัตว์ทั้งหลายนั้น เมื่อไม่มีทุกข์มาถึงตัว
    มักจะไม่เห็นคุณของพระศาสนา มัวเมา ประมาท ปล่อยกายปล่อยใจให้ประพฤติทุจริต ผิดศีลผิดธรรม อยู่เป็นประจำนิสัย เห็นผิดเป็นถูก เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ต่อเมื่อได้รับทุกข์แล้ว ที่พึ่งอื่นไม่มี นั่นแหละจึงได้คิดถึงพระ คิดถึงศาสนา แต่เป็นเวลาที่สายไปแล้ว เรื่องความดีนั้นเราต้องทำอยู่เสมอ ให้เป็นที่อยู่ของจิต เป็นอารมณ์ของจิต ให้เป็นมรรค คือทางดำเนินไปของจิต จึงจะเห็นผลของความดี…

    …ไม่ใช่เวลาใกล้จะตาย จึงนิมนต์พระไปให้ศีล ให้ไปบอกพุทโธ หรือตายไปแล้ว ญาติจึงเคาะ โลงบอกให้รับศีล เช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิดหมด เหตุเพราะว่า คนเจ็บนั้น จิตมัวติดอยู่กับเวทนา ไฉนจะมาสนใจใยดีกับศีลได้ เว้นไว้แต่ผู้ที่รักษาศีลมาเป็นปกติเท่านั้น จึงจะสามารถระลึกถึงศีลของตัวได้ เพราะตนเองเคยทำมาจนเป็นอารมณ์ของจิตแล้วเท่านั้น แต่ส่วนมาก พอใกล้จะตายแล้ว จึงมีผู้เตือนให้รับศีล ยิ่งคนตายแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะคนตายนั้น ร่างกายกับจิตใจ ไม่รับรู้ใดๆ แล้ว..ฯ”

    ธรรมโอวาทโดย
    หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
    วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
    **********************************
    เทิดไว้เหนือเศียรเกล้า ด้วยเกล้า สาธุ.
    ***********************************

    .jpg

    ที่มา เมตตาธรรม ศิษย์พระธุดงค์กรรมฐาน สายหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น
     
  2. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    เรื่องของความดี..!

    “…บรรดาสัตว์ทั้งหลายนั้น เมื่อไม่มีทุกข์มาถึงตัว
    มักจะไม่เห็นคุณของพระศาสนา มัวเมา ประมาท ปล่อยกายปล่อยใจให้ประพฤติทุจริต ผิดศีลผิดธรรม อยู่เป็นประจำนิสัย เห็นผิดเป็นถูก เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ต่อเมื่อได้รับทุกข์แล้ว ที่พึ่งอื่นไม่มี นั่นแหละจึงได้คิดถึงพระ คิดถึงศาสนา แต่เป็นเวลาที่สายไปแล้ว เรื่องความดีนั้นเราต้องทำอยู่เสมอ ให้เป็นที่อยู่ของจิต เป็นอารมณ์ของจิต ให้เป็นมรรค คือทางดำเนินไปของจิต จึงจะเห็นผลของความดี…

    …ไม่ใช่เวลาใกล้จะตาย จึงนิมนต์พระไปให้ศีล ให้ไปบอกพุทโธ หรือตายไปแล้ว ญาติจึงเคาะ โลงบอกให้รับศีล เช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิดหมด เหตุเพราะว่า คนเจ็บนั้น จิตมัวติดอยู่กับเวทนา ไฉนจะมาสนใจใยดีกับศีลได้ เว้นไว้แต่ผู้ที่รักษาศีลมาเป็นปกติเท่านั้น จึงจะสามารถระลึกถึงศีลของตัวได้ เพราะตนเองเคยทำมาจนเป็นอารมณ์ของจิตแล้วเท่านั้น แต่ส่วนมาก พอใกล้จะตายแล้ว จึงมีผู้เตือนให้รับศีล ยิ่งคนตายแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะคนตายนั้น ร่างกายกับจิตใจ ไม่รับรู้ใดๆ แล้ว..ฯ”

    ธรรมโอวาทโดย
    หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
    วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
    **********************************
    เทิดไว้เหนือเศียรเกล้า ด้วยเกล้า สาธุ.
    ***********************************

    .jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  3. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    พระอาจารย์มั่นได้กล่าวอบรมว่า

    “ ผู้ปฏิบัติต้องเป็นคนกล้าหาญ อดทน
    คือ ทนต่อแดดต่อฝน ทนต่อความหิวโหย
    ทนต่อความทุกข์ทรมานต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้ง
    ทางกาย วาจา ใจ “

    “ ไม่มีใครบรรลุธรรมด้วยการอยู่ไป
    กินไปนอนไปตามใจชอบ โดยไม่มีการ
    ฝึกจิตทรมานใจ “

    หลวงปู่หลอด ปโมทิโต
    วัดสิริกมลาวาส
    ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

    จากหนังสือบูรพาจารย์

    เทิดไว้เหนือเศียรเกล้า ด้วยเกล้า สาธุ..
    ************************************

    .jpg
    .jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  4. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    พระอาจารย์มั่นได้กล่าวอบรมว่า

    “ ผู้ปฏิบัติต้องเป็นคนกล้าหาญ อดทน
    คือ ทนต่อแดดต่อฝน ทนต่อความหิวโหย
    ทนต่อความทุกข์ทรมานต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้ง
    ทางกาย วาจา ใจ “

    “ ไม่มีใครบรรลุธรรมด้วยการอยู่ไป
    กินไปนอนไปตามใจชอบ โดยไม่มีการ
    ฝึกจิตทรมานใจ “

    หลวงปู่หลอด ปโมทิโต
    วัดสิริกมลาวาส
    ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

    จากหนังสือบูรพาจารย์

    เทิดไว้เหนือเศียรเกล้า ด้วยเกล้า สาธุ..
    ************************************

    .jpg
    .jpg

    ที่มา เมตตาธรรม ศิษย์พระธุดงค์กรรมฐาน สายหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น
     
  5. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    ทำดีแต่ทำไมจึงทุกข์

    มีคนทั้งหลายเป็นส่วนมากเคยมาหาอาตมา บอก
    ว่ากฐินก็ทอด ผ้าป่าก็ทอด อุโบสถศีลก็รักษา
    บุญกิริยาใดๆ ทั้งหมดปรากฏว่าทำทุกอย่าง
    แต่ทว่าบุญกุศลของตนนี้ไซร้ไม่สามารถจะช่วยตนให้พ้นจากความทุกข์
    ความรู้สึกอย่างนี้เป็นความรู้สึกที่ผิดที่สุด
    คนทำบุญก็ได้บุญไปแล้ว
    ทั้งนี้เพราะอะไร คำว่าบุญก็คือความดี
    แต่สำหรับว่าทุกขเวทนาที่จะเกิดแก่ตนนี้นั้น มันเป็นผลของความชั่ว
    ฉะนั้น ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทจงจำไว้ว่า ความดี
    ความชั่วใดๆ ที่มันเกิดขึ้นแก่เราในปัจจุบัน ถ้ากรรม
    ประเภทนั้นเราทำให้ถือว่ามันเป็นกรรมปัจจุบัน
    ถ้าในปัจจุบันเราทำแต่ความดี แต่ความทุกขเวทนา
    ทั้งหลายเหล่านี้มันมาเกิดขึ้นแก่ตน ก็คิดว่ากรรม
    ที่มันเป็นอกุศล ความชั่วในชาติก่อนมันสนองเรา
    เราจะได้ใจสบาย ตั้งหน้าตั้งตาคิด
    ว่าชาตินี้เป็น
    ชาติสุดท้ายที่เราจะใช้หนี้มัน
    เลยจากชาตินี้แล้วไซร้เราไม่ใช้มันต่อไป

    จาก โอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่ม ๒ หน้า ๗๓-๗๔

    ที่มา:บันทึกธรรมเพจคำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง

    .jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  6. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    “ศีลไม่บริสุทธิ์ ถ้าไม่ฝืนตัวให้บริสุทธิ์ คือทรงศีล
    ให้บริสุทธิ์ ตายแล้วจะไปไหน ตายแล้วก็ลงนรกไป ที่ดีเขาไม่ให้เข้า ให้เข้าแต่เฉพาะที่เลว คือที่นรก
    ฉะนั้น คนที่ไม่มั่นใจศีลว่าจะบริสุทธิ์มาก่อนตัดสินใจเสียตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
    เราจะเป็นผู้ทรงศีล ๕ ให้บริสุทธิ์”

    พระราชพรหมยานเถระ (หลวงพ่อวัดท่าซุง)

    ที่มา:บันทึกธรรมเพจคำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง

    -ถ้าไม่.jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  7. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
  8. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
  9. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
  10. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
  11. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    ห่วงกายมากกว่าความดี ใช้ไม่ได้

    ไอ้เรื่องอาการทางกายนี่เลิกถามกันเสียทีนะ
    มันจะเป็น มันจะตายยังไง ก็เชิญมันเถอะ
    ให้มันตายไป
    ถ้ามัวกลัวตายจะมานั่งเจริญกรรมฐานกันอยู่ทำไม
    ความดีมันไม่ได้หรอก
    คนกลัวตาย ห่วงกายห่วงมันมากกว่าความดี
    มันใช้ไม่ได้ อย่างนี้ไม่เอาไม่คบ

    ==
    ธรรมโอวาทหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    ที่มา:บันทึกธรรมเพจคำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง

    -ใช.jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  12. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    เรื่อง “พระสารีบุตร บรรลุอรหันต์ที่ถ้ำสุกรขาตา”

    (ข้อมูลจาก กาลบุญ สี่สังเวชนียสถานฯ)

    ถ้ำสุกรขาตา (ถ้ำพระสารีบุตร) ตั้งอยู่รองลงมากจากมูลคันธกุฎี บนยอดเขา เป็นสถานที่พระสารีบุตรบรรลุเป็นพระอรหันต์

    วันนั้น พระพุทธองค์ประทับเข้าสมาธิอยู่ที่ “ถ้ำสุกรขาตา” มีพระสารีบุตร คอยถวายงานพัดอยู่ด้วย ทีฆนขปริพาชก ซึ่งเป็นหลานพระสารีบุตร กำลังตามหาพระพี่ชาย มาพบอยู่กับพระพุทธเจ้า ทีฆนขปริพาชกไม่ค่อยพอใจมากนัก จึงพูดแบบหยิ่งผยองว่า “ข้าพเจ้าไม่เชื่อทิฐิ (ความเห็น) ใดๆ” พูดพลางลุกเดินไปมา

    พระพุทธองค์ ตอบว่า “ถึงอย่างไรเธอก็มีทิฐิอยู่นั้นเอง” ทีฆนขปริพาชกพูดอีกว่า “ข้าพเจ้าไม่เชื่อทฤษฎีใดๆ” พระพุทธองค์ตรัสว่า “การที่เธอไม่เชื่อทฤษฎีใดๆ นั่นแหละเป็นความเชื่อของเธอล่ะ” ได้ยินดังนั้น ทีฆนขปริพาชกถึงกับนั่งลง อาการหยิ่งผยองค่อยๆ หายไป พระพุทธองค์จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนาที่เรียกว่า “เวทนาปริคคหสูตร” (พระสูตรว่าด้วยการกำหนดเวทนา) ให้ฟัง

    “พระสารีบุตร” นั่งอยู่เบื้องหลัง ถวายงานพัดพระพุทธองค์อยู่ ได้ฟังพระธรรมเทศนาด้วย เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมจบ ทีฆนขปริพาชกได้บรรลุโสดาบัน แต่ตัวท่านพระสารีบุตรได้บรรลุพระอรหันต์ เป็นพระอรหันต์ผู้หมดกิเลสาสวะโดยสิ้นเชิงในวันนั้น

    ในภาพเป็นสังเวชนียสถาน เป็นสถานที่จริงที่พระพุทธเจ้าทรงเคยมาประทับ โดยมีพระสารีบุตรคอยอุปัฏฐากรับใช้ถวายพัดและได้ฟังธรรมจนบรรลุพระอรหันตผล ทุกสถานที่ย่อมมีเรื่องราว

    -พระสารีบุตร-บรรล.jpg

    ที่มา ธรรมะพระป่ากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น
     
  13. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    ุทธประวัติ “ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทั้ง ๔ ต้น”

    (ข้อมูลจาก กาลบุญ สี่สังเวชนียสถานฯ)

    ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ จะถูกเรียกว่าต้นโพธิ์ อยู่ที่พุทธคยา ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ ได้มีแล้ว ๔ ต้นด้วยกัน

    ♤ ต้นศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๑

    ต้นโพธิ์ต้นแรก เป็นสหชาติเกิดขึ้นพร้อมกับวันที่พระโพธิสัตว์ประสูติ ตามพุทธประวัติ กล่าวว่าสหชาติ มี ๗ ประการ คือ กาฬุทายีอำมาตย์, ฉันนะ, อานนท์พุทธอนุชา, พระนางพิมพา, ม้ากัณฑกะ, ขุมทรัพย์ ๔ มุมเมือง, ต้นอัสสัตถะพฤกษ์ (ต้นโพธิ์) ต้นโพธิ์ต้นนี้ มีอายุจนถึงยุคพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราช ท่านทรงรักและเคารพต้นโพธิ์นี้มาก ท่านได้เข้าไปเคารพสักการะบูชาต้นโพธิ์นี้ตลอด จนทำให้พระมเหสีไม่พอใจ พระมเหสีจึงสั่งให้คนไปทำลายต้นโพธิ์ต้นนี้ และ ต้นโพธิ์ก็ได้ตายลง

    ต้นศรีมหาโพธิ์ต้นที่ ๑
    มีอายุได้ประมาณ ๓๔๒ ปี

    ♤ ต้นศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๒

    หลังจากต้นแรกดั้งเดิมได้ตายลง พระเจ้าอโศกท่านก็เสียใจมาก จนถึงขั้นเป็นลมสลบไปเลย ท่านเสียใจมาก เลยสั่งให้คน เอาน้ำนมโคมารด ตรงที่เคยเป็นต้นโพธิ์ทุกวัน และ ท่านก็อธิษฐานขอให้มีหน่อโพธิ์งอกขึ้นมา ซึ่งตำนานก็เล่าว่า ได้เกิดมีปาฏิหารย์มีหน่อต้นโพธิ์ได้แทงยอดใหม่ขึ้นมา และ พระเจ้าอโศกมหาราช ก็ได้นำมาปลูกเป็นต้นที่ ๒ ต้นโพธิ์ต้นที่ ๒ มีอายุยืนมาจนกระทั่ง ถึงยุคของกษัตริย์ที่นับถือศาสนาฮินดู กษัตริย์องค์นี้ได้ส่งให้คนมาโค่นทำลายต้นโพธิ์ทิ้ง ทั้งยังสั่งให้ทำลายพระพุทธรูปทั้งหมดในวิหาร แต่ว่าอำมาตย์ที่เป็นชาวพุทธนั้น ไม่กล้าทำลายพระพุทธรูป เลยทำได้แต่เอาปูนมาโบกทับไว้เฉยๆ

    ต้นศรีมหาโพธิ์ต้นที่ ๒
    มีอายุได้ประมาณ ๘๗๑ ปี

    ♤ ต้นศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๓

    หลักจากนั้นไม่นาน พระเจ้าปูรณวรมา กษัตริย์ชาวพุทธให้ขึ้นครองราช ท่านเสียพระทัยที่ได้เห็น ต้นพระศรีมหาโพธิ์ถูกทำลายล้มลง ก็ได้สั่งให้คน ค้นหาหน่อของต้นศรีมหาโพธิ์ ซึ่งได้ค้นพบหน่อที่ใต้บริเวณต้นศรีมหาโพธิ์เดิม ท่านจึงให้ปลูกสิ่งก่อสร้างดูแลต้นโพธิ์นี้ ภายหลังศาสนาพุทธได้เสื่อมไปจากอินเดีย ต้นศรีมหาโพธิ์จึงก็ถูกละเลยทอดทิ้ง

    ต้นศรีมหาโพธิ์ต้นที่ ๓
    มีอายุได้ประมาณ ๑,๒๕๘ ปี
    (ตายตามอายุขัย ตามกาลเวลา)

    ♤ ต้นศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๔

    หลังจากที่ศาสนาพุทธถูกลืมเลือนไปจากอินเดียร่วม ๘๐๐ ปี ในปี พ.ศ.๒๔๔๓ เซอร์อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ได้ขุดค้นพบพุทธสถานหลายแห่ง ที่พุทธคยาพบว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ได้ล้มลง แต่โชคดีมากที่มีหน่อโพธิ์งอกอยู่ ที่บริเวณใต้ต้นเดิมเดิม ๒ หน่อ

    หน่อแรก(สูง ๖ นิ้ว) ได้นำมาปลูกไว้ที่บริเวณต้นเดิม อีกหน่อ(สูง ๔ นิ้ว)ได้แยกไปปลูกทางด้านทิศเหนือ ห่างกัน ๒๕๐ ฟุต หน่อที่ ๔ นี้ ยังคงยืนต้นตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๔๓ จนถึงปัจจุบัน

    -ต้นพระศรี.jpg

    ที่มา ธรรมะพระป่ากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น
     
  14. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    “คนที่เกิดมาในโลกนี้มันมาจากหลายพวก มาจากนรกก็มี มาจากเปรตก็มี มาจากอสุรกายก็มี มาจากสัตว์เดรัจฉานก็มี
    มาจากพรหมก็มี มาจากเทวดาก็มี
    คือว่าคนที่มาจากต่างแดนอย่างนี้
    จะมีจริยาเหมือนกันไม่ได้
    เพราะต้องเป็นไปตามอำนาจ
    ของกฎแห่งกรรม”

    พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    ที่มา:บันทึกธรรมเพจคำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง

    .jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  15. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    เชิญร่วม กิจกรรมเจริญธรรม วันอาทิตย์ที่ 1 ก.ย. ๖๒ เปิดตามปกติ ณ.อาศรมธรรม โอภาโส

    ——————————

    โอกาสดี มีในช่วงเข้าพรรษา …

    (ตามคำเรียกร้อง จากคณะศิษย์และผู้เจริญธรรมเป็นจำนวนมาก เหมือนดั่งเช่นที่เคยปฏิบัติสืบมา)

    …ขอเชิญร่วม เจริญธรรม ทบทวน “วิชชามโนมัยฤทธิ์ โสฬส ๑๖ “(สืบพระกรรมฐานนับแต่ครั้งพุทธกาล สายพระจูฬปัณฑกมหาเถรเจ้า ผู้ได้รับการสรรเสริญ จากพระพุทธองค์ ให้เป็นผู้เลิศเอตทัคคะแห่งมโนมัยฤทธิ์)…สืบทอดสายวิชชา ต่อมา องค์หลวงปู่บรมครู “องค์หลวงปู่จักรวาล” ได้นำมาประสิทธิ์ประสาท แด่ ท่านอ.อุบาสก ทองทิพย์ โอภาโส ในอดีต เมื่อ 40 กว่าปี ที่ผ่านมา

    – ผนวก องค์ภาคปฏิบัติ จากองค์บรมครู องค์หลวงพ่อฤษีลิงดำ นับแต่ 20 กว่าปี ที่ผ่านมา

    …แด่ทุกๆ ท่าน ที่ต้องการประสพการณ์ธรรม…

    พบกับท่านอ.อุบาสก
    ทองทิพย์โอภาโส
    คุณหนูนา บงกช ศรีมังคละ
    น้องชัญญ่า -น้องโคดี้

    ณ.อาศรมธรรม ผ่าน facebook liveสด ทางจอโซเชียล
    ใน ทางช่อง
    อ. ทองทิพย์ โอภาโส
    fanpage ในเวลา 9.00
    ท่านสามารถเข้าร่วม
    การถ่ายทอดสดได้

    ….ในช่วงที่ 1) การถาม-ตอบ ปัญหาธรรมสด จากผู้เข้ามาปฏิบัติธรรม
    และผู้รับชมทางfacebook live

    – ช่วงที่ 2 ปฏิบัติภาคพิเศษ ทบทวน”วิชชามโนมัยฤทธิ์ โสฬส ๑๖ “(ตำรับองค์หลวงปู่จักวาล ผนวก มโนยิทธิ ตำรับองค์หลวงพ่อฤษีลิงดำ)

    …ผู้ที่ยังไม่เคย ขึ้นพระกรรมฐาน โปรดเตรียม

    – ดอกไม้ ดอกเดี่ยว ต่างชนิด 3 ดอก 3 สี / ถ้าหาไม่ได้ อนุโลม ให้ใช้ดอกบัว 1 ดอก (สีอะไรก็ได้) หรือพวงมาลัย ดอกมะลิ 1 พวง)

    – เทียนขี้ผึ้งแท้ น.น. 1 บาท 1 เล่ม

    – ธูป 3 ดอก

    – ข้าวสาร-อาหารแห้ง (ใส่ถุงขนาดเล็ก) เป็นสื่อ สร้างทานบารมี ไม่ให้ทุกข์ยาก อดอยาก-สมทบโรงทาน

    – แผ่นทองคำเปลวแท้ 9 แผ่น (ถวายเป็นพุทธบูชา เพื่อนำไปบูรณะองค์พระพุทธปฏิมากร) เพื่อสืบต่อ พระศาสนา

    – ปัจจัย เหรียญ บาท 9 เหรียญ 9 บ. (ไม่เบียดเบียนตนเอง) ร่วมสร้างทานบารมี นำไปชำระหนี้สงฆ์

    – เตรียมใจ-กาย ให้พร้อม

    ฟรี! พร้อมอาหาร-ขนมหวาน จากโรงทาน เลี้ยงฟรี!

    …ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
    แต่งกายสุภาพ ชุดขาว หรือ
    เสื้อขาวสุภาพ

    สามารถเตรียมบัตรประจำตัวมาลงทะเบียนได้ ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป เริ่มกิจกรรม 09.00-12.30 น.
    (ไม่ต้องแจ้งจองล่วงหน้า สามารถเดินทางมาได้เลย)

    ที่ตั้ง “อาศรมธรรม โอภาโส” หมู่บ้านเมืองเอกรังสิต(โครงการ1) ซ.เอกอุดร 2 ถ.พหลโยธิน87 จ.ปทุมธานี / ทางเข้าม.รังสิต จากสนามบินดอนเมือง – เข้าเส้นถ.พหลโยธิน

    …ผ่านห้างเซียร์รังสิต ชิดซ้ายเข้าเลนในสุด -ผ่านตลาดสี่มุมเมือง – ปั้มเอสโซ่- สังเกตุป้ายธ.ทหารไทย ป้ายม.รังสิต-สนามกอล์ฟเมืองเอก เลี้ยวซ้าย ตรงเข้า หมู่บ้านเมืองเอก- ผ่านวัดรังสิต- เข้าหมู่บ้านเมืองเอก – สี่แยกศาลพระพรหม -เลี้ยวขวา วิ่งตรงตลอด สุดซอยตันในสุด หมู่บ้าน ซ้ายมือ “อาศรมธรรม โอภาโส)

    ให้สังเกตุป้ายอาศรมธรรมโอภาโส ตั้งแต่สี่แยกศาลพระพรหม (สามารถถามวินมอเตอร์ไซด์ปากซอย 87 ให้เข้ามาส่งถึงที่ได้สะดวก)

    สามารถคลิ้ก google map ( นำทางเข้าถึง อาศรมธรรม โอภาโส )

    “อาศรมธรรม โอภาโส”

    ได้ข้อมูลและรูปภาพ จาก อาศรมธรรม โอภาโส

    -กิจกรรมเจริญธร.jpg

    ที่มา เมตตาธรรม ศิษย์พระธุดงค์กรรมฐาน สายหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น
     
  16. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    พระอริยเจ้า

    ู้บรรลุโสดาบันตั้งแต่ยังเป็นคฤหัสถ์

    “พระเดชพระคุณหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ”
    ศิษย์กรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่สำคัญรูปหนึ่ง ซึ่งได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ในวัยชรา

    ท่านได้บวชเป็นตาปะขาวถือศีล ๘ อย่างเคร่งครัด และติดตามหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ออกธุดงค์ จนได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน ตั้งแต่ยังเป็นคฤหัสถ์

    ่านมีวิถีจิตมุ่งสู่ความหลุดพ้น

    ท่านพระอาจารย์ มั่น ได้กล่าวทำนายไว้ว่า “ในกาลข้างหน้า ถึงเวลาบารมีสุกงอมเต็มที่ จะมีคนมาโปรด”

    ต่อมาท่านได้รับอุบายธรรมชั้นสูงจากหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ที่วัดป่าแก้วชุมพล อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ตามคำทำนายของท่านพระอาจารย์มั่น
    หลวงตามหาบัวฯ ท่านแนะวิธีปฏิบัติให้ในตอนเย็น พอรุ่งเช้า ท่านก็จบกิจพรหมจรรย์ เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในพุทธศาสนา

    ท่านเล่าว่า “อวิชชาขาดมันรุนแรงถึงขั้นกายไหว ประหนึ่งว่าคานกุฏิที่อยู่ได้ขาดไปด้วย อัศจรรย์ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และอัศจรรย์ อุบายธรรมที่หลวงตาแนะนำพร่ำสอน คืนนั้นทั้งคืนจิตตื่นอยู่ไม่หลับไม่นอน เสวยวิมุตติสุข หาสุขอื่นยิ่งกว่าไม่มี”

    หลวงปู่บัวเป็นผู้แก้จิตและแนะนำธรรมขั้นสุดท้าย
    ให้แก่หลวงปู่ศรี มหาวีโร พระอริยเจ้าแห่งวัดป่ากุง จังหวัดร้อยเอ็ด หลวงปู่ศรีจึงเคารพรักท่านเป็น
    อย่างมาก
    ท่านสามารถระลึกชาติย้อนหลังได้หลายชาติ ท่านเล่าว่า เคยเกิดอยู่ที่บริเวณวัดป่าหนองแซงนี้เป็นเวลานานถึง ๔ ชาติ และชาตินี้เป็นชาติที่ ๕ อันเป็นชาติสุดท้ายในการวนเวียนในสังสารวัฏ

    ท่านเคยเกิดเป็นหมูป่า และชาติต่อมาเป็นควายป่า ถูกนายพรานผู้มีใจบาปยิงตาย ก่อนจะตายได้รับทุกข์ทรมานเป็นที่ยิ่ง นายพรานผู้มีใจบาปนี้เที่ยวล่าและฆ่าสัตว์เป็นจำนวนมาก ไม่เคยก่อสร้างบุญกุศล เมื่อเขาตายไปได้เป็นเปรต เสวยผลกรรมอันเผ็ดร้อน อยู่บริเวณวัดป่าหนองแซงแห่งนี้

    ท่านไม่ได้ร่ำเรียนเขียนอ่าน แต่ธรรมภายในของท่านลึกซึ้ง ท่านภาวนาพุทโธตั้งแต่ยังเป็นฆราวาส บวชเป็นผ้าขาว ถือศีล ๘ อย่างเคร่งครัด เป็นเวลา ๓ ปี ติดตามหลวงปู่อ่อน ญาณสิริไปธุดงค์ตามป่าตามเขา ผจญกับสัตว์ป่าและอันตรายต่างๆอย่างเอาเป็นเอาตาย
    ในระหว่างเป็นผ้าขาวได้ฟังธรรมจากครูบาอาจารย์กรรมฐานหลายรูป เช่น พระอาจารย์สุวรรณ สุจิณฺโณ,หลวงปู่สิงห์ ขนฺตฺยาคโม,หลวงปู่ขาว อนาลโย,หลวงปู่จันทร์ เขมปตฺโต,หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโร,หลวงปู่คำดี ปภาโส,หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
    ท่านเป็นพระกรรมาฐานที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรง ไม่ยอมท้อถอยให้แก่กิเลสมารแต่ประการใด ท่านสละชีวิตเพื่อธรรมอย่างแท้จริง ถึงแม้อยู่ในวัยชราแต่ความเพียรพยายามเหมือนพระหนุ่มๆ ท่านมีความพึงพอใจต่อการรักษาสัจจะ และนับเป็นยอดปรารถนาของท่านเลยทีเดียว หากศิษย์คนใดมีจิตใจแน่วแน่ที่จะรักษาสัจวาจาแล้วก็จะเป็นที่นิยมและชอบใจของท่านเป็นยิ่งนัก

    ท่านเกิดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๓๑ ที่บ้านเขืองใหญ่ ตำบลหมูม่น อำเภอธวัชบุรี (โป่งลิง) จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นบุตรของ นายลาด และ นางดา น้อยก้อม มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๙ คน
    ชีวิตฆราวาสท่านมีอาชีพเป็นช่างประจำหมู่บ้าน และเก่งในวิชาอาคมไสยศาสตร์ประกอบอาชีพเป็นหมอผี ปราบผีสางนางไพร เป็นที่นับถือของคนถิ่นนั้น ท่านยึดมั่นในคุณธรรม ๒ ประการ คือ การมีสัจจะ และการรักษาศีลอย่างเคร่งครัด

    ท่านอุปสมบทในปีพุทธศักราช ๒๔๘๒ อายุ ๕๓ ปี ณ วัดบึงพระลานชัย อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด เวลา ๑๕.๑๘ น. โดยมี ท่านพระครูคุณสารพินิจ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ปลัดแก้ว เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    หลังจากพิธีบวชแล้ว ท่านได้มาจำพรรษาอยู่กับพระอาจารย์เพ็ง พุทฺธธมฺโม ซึ่งเป็นพระลูกชาย ที่วัดป่าศรีไพรวัน จังหวัดร้อยเอ็ด
    ในกลางพรรษาแรกนั้นเอง ท่านมีอาการเจ็บในรูหูเป็นอย่างมาก ได้นั่งสมาธิพิจารณาทุกขเวทนา ใต้ต้นลำดวนในบริเวณวัด ติดต่อกัน ๓ วัน ๓ คืนจึงรู้แจ้งในอริยสัจจ์ จึงเอาชนะความเจ็บปวดได้
    จากนั้นได้เข้าไปถวายตัวเป็นศิษย์ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่วัดบ้านหนองผือ อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร เมื่อไปถึงท่านอาจารย์มั่นทักถามทันทีว่า

    “นั่งอยู่ใต้ต้นลำดวนอยู่ ๓ วัน ๓ คืนนั้น ท่านได้พิจารณาอะไรบ้าง”

    ท่านถึงกับตกใจที่ท่านพระอาจารย์มั่น สามารถรู้ได้เช่นนั้น จึงกราบเรียนท่านว่า “…กำหนดดูปฏิสนธิตั้งแต่เริ่มแรก พิจารณาการเกิดตั้งแต่เข้าไปอยู่ในครรภ์มารดา ต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน”
    จากนั้นท่านได้เดินธุดงค์ไปทางจังหวัดมหาสารคาม ได้ถวายตัวเป็นศิษย์เพื่อปฏิบัติพระกรรมฐานกับพระอาจารย์คูณ ธมฺมุตฺตโม ที่วัดป่าพูนไพบูลย์ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

    ในปีพุทธศักราช ๒๔๙๕ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ กับพระอาจารย์ศรี มหาวีโร รับนิมนต์จากท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์(จูม พันธุโล) วัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี เพื่อสร้างวัดกรรมฐานที่บ้านหนองแซง จังหวัดอุดรธานี

    อันว่า…วัดป่าหนองแซงนี้เดิมท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์มาจับจองไว้เพื่อสร้างเป็นวัดกรรมฐานเดิมมีเนื้อที่ประมาณ ๕๐๐ ไร่ ห่างไกลจากบ้านผู้คน ป่าแห่งนี้ เป็นป่าโคก(ที่ดอน) มีต้นไม้เก้า ไม้ติ้ว ตูมกา เต็ง เป็นจำนวนมาก สัตว์ป่ายังชุกชุมมากโดยเฉพาะเก้ง กวาง ลิง ค่าง บ่าง ชะนี เช้าสายบ่ายเย็นมีเสียงสัตว์ร้องสนั่นไพร

    สถานที่แห่งนี้เป็นที่เที่ยวผ่านไปมาของพระอาจารย์กรรมฐานเสมอ เช่น พระอาจารย์ชอบ ฐานสโม พระอาจารย์หลุย จนฺทสาโร พระอาจารย์คำดี ปภาโส ฯลฯ
    ท่านได้ละสังขารเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานในปีพุทธศักราช ๒๕๑๘ สิริอายุ ๘๗ ปี ๓๖ พรรษา

    ***หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ***
    วัดป่าหนองแซง อ.หนองวัวซอ
    จ.อุดรธานี
    ***********************************
    เทิดไว้เหนือเศียรเกล้า ด้วยเกล้า สาธุ
    ***********************************

    .jpg
    .jpg
    .jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  17. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    พระอริยเจ้า

    ู้บรรลุโสดาบันตั้งแต่ยังเป็นคฤหัสถ์

    “พระเดชพระคุณหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ”
    ศิษย์กรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่สำคัญรูปหนึ่ง ซึ่งได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ในวัยชรา

    ท่านได้บวชเป็นตาปะขาวถือศีล ๘ อย่างเคร่งครัด และติดตามหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ออกธุดงค์ จนได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน ตั้งแต่ยังเป็นคฤหัสถ์

    ่านมีวิถีจิตมุ่งสู่ความหลุดพ้น

    ท่านพระอาจารย์ มั่น ได้กล่าวทำนายไว้ว่า “ในกาลข้างหน้า ถึงเวลาบารมีสุกงอมเต็มที่ จะมีคนมาโปรด”

    ต่อมาท่านได้รับอุบายธรรมชั้นสูงจากหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ที่วัดป่าแก้วชุมพล อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ตามคำทำนายของท่านพระอาจารย์มั่น
    หลวงตามหาบัวฯ ท่านแนะวิธีปฏิบัติให้ในตอนเย็น พอรุ่งเช้า ท่านก็จบกิจพรหมจรรย์ เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในพุทธศาสนา

    ท่านเล่าว่า “อวิชชาขาดมันรุนแรงถึงขั้นกายไหว ประหนึ่งว่าคานกุฏิที่อยู่ได้ขาดไปด้วย อัศจรรย์ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และอัศจรรย์ อุบายธรรมที่หลวงตาแนะนำพร่ำสอน คืนนั้นทั้งคืนจิตตื่นอยู่ไม่หลับไม่นอน เสวยวิมุตติสุข หาสุขอื่นยิ่งกว่าไม่มี”

    หลวงปู่บัวเป็นผู้แก้จิตและแนะนำธรรมขั้นสุดท้าย
    ให้แก่หลวงปู่ศรี มหาวีโร พระอริยเจ้าแห่งวัดป่ากุง จังหวัดร้อยเอ็ด หลวงปู่ศรีจึงเคารพรักท่านเป็น
    อย่างมาก
    ท่านสามารถระลึกชาติย้อนหลังได้หลายชาติ ท่านเล่าว่า เคยเกิดอยู่ที่บริเวณวัดป่าหนองแซงนี้เป็นเวลานานถึง ๔ ชาติ และชาตินี้เป็นชาติที่ ๕ อันเป็นชาติสุดท้ายในการวนเวียนในสังสารวัฏ

    ท่านเคยเกิดเป็นหมูป่า และชาติต่อมาเป็นควายป่า ถูกนายพรานผู้มีใจบาปยิงตาย ก่อนจะตายได้รับทุกข์ทรมานเป็นที่ยิ่ง นายพรานผู้มีใจบาปนี้เที่ยวล่าและฆ่าสัตว์เป็นจำนวนมาก ไม่เคยก่อสร้างบุญกุศล เมื่อเขาตายไปได้เป็นเปรต เสวยผลกรรมอันเผ็ดร้อน อยู่บริเวณวัดป่าหนองแซงแห่งนี้

    ท่านไม่ได้ร่ำเรียนเขียนอ่าน แต่ธรรมภายในของท่านลึกซึ้ง ท่านภาวนาพุทโธตั้งแต่ยังเป็นฆราวาส บวชเป็นผ้าขาว ถือศีล ๘ อย่างเคร่งครัด เป็นเวลา ๓ ปี ติดตามหลวงปู่อ่อน ญาณสิริไปธุดงค์ตามป่าตามเขา ผจญกับสัตว์ป่าและอันตรายต่างๆอย่างเอาเป็นเอาตาย
    ในระหว่างเป็นผ้าขาวได้ฟังธรรมจากครูบาอาจารย์กรรมฐานหลายรูป เช่น พระอาจารย์สุวรรณ สุจิณฺโณ,หลวงปู่สิงห์ ขนฺตฺยาคโม,หลวงปู่ขาว อนาลโย,หลวงปู่จันทร์ เขมปตฺโต,หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโร,หลวงปู่คำดี ปภาโส,หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
    ท่านเป็นพระกรรมาฐานที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรง ไม่ยอมท้อถอยให้แก่กิเลสมารแต่ประการใด ท่านสละชีวิตเพื่อธรรมอย่างแท้จริง ถึงแม้อยู่ในวัยชราแต่ความเพียรพยายามเหมือนพระหนุ่มๆ ท่านมีความพึงพอใจต่อการรักษาสัจจะ และนับเป็นยอดปรารถนาของท่านเลยทีเดียว หากศิษย์คนใดมีจิตใจแน่วแน่ที่จะรักษาสัจวาจาแล้วก็จะเป็นที่นิยมและชอบใจของท่านเป็นยิ่งนัก

    ท่านเกิดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๓๑ ที่บ้านเขืองใหญ่ ตำบลหมูม่น อำเภอธวัชบุรี (โป่งลิง) จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นบุตรของ นายลาด และ นางดา น้อยก้อม มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๙ คน
    ชีวิตฆราวาสท่านมีอาชีพเป็นช่างประจำหมู่บ้าน และเก่งในวิชาอาคมไสยศาสตร์ประกอบอาชีพเป็นหมอผี ปราบผีสางนางไพร เป็นที่นับถือของคนถิ่นนั้น ท่านยึดมั่นในคุณธรรม ๒ ประการ คือ การมีสัจจะ และการรักษาศีลอย่างเคร่งครัด

    ท่านอุปสมบทในปีพุทธศักราช ๒๔๘๒ อายุ ๕๓ ปี ณ วัดบึงพระลานชัย อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด เวลา ๑๕.๑๘ น. โดยมี ท่านพระครูคุณสารพินิจ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ปลัดแก้ว เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    หลังจากพิธีบวชแล้ว ท่านได้มาจำพรรษาอยู่กับพระอาจารย์เพ็ง พุทฺธธมฺโม ซึ่งเป็นพระลูกชาย ที่วัดป่าศรีไพรวัน จังหวัดร้อยเอ็ด
    ในกลางพรรษาแรกนั้นเอง ท่านมีอาการเจ็บในรูหูเป็นอย่างมาก ได้นั่งสมาธิพิจารณาทุกขเวทนา ใต้ต้นลำดวนในบริเวณวัด ติดต่อกัน ๓ วัน ๓ คืนจึงรู้แจ้งในอริยสัจจ์ จึงเอาชนะความเจ็บปวดได้
    จากนั้นได้เข้าไปถวายตัวเป็นศิษย์ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่วัดบ้านหนองผือ อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร เมื่อไปถึงท่านอาจารย์มั่นทักถามทันทีว่า

    “นั่งอยู่ใต้ต้นลำดวนอยู่ ๓ วัน ๓ คืนนั้น ท่านได้พิจารณาอะไรบ้าง”

    ท่านถึงกับตกใจที่ท่านพระอาจารย์มั่น สามารถรู้ได้เช่นนั้น จึงกราบเรียนท่านว่า “…กำหนดดูปฏิสนธิตั้งแต่เริ่มแรก พิจารณาการเกิดตั้งแต่เข้าไปอยู่ในครรภ์มารดา ต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน”
    จากนั้นท่านได้เดินธุดงค์ไปทางจังหวัดมหาสารคาม ได้ถวายตัวเป็นศิษย์เพื่อปฏิบัติพระกรรมฐานกับพระอาจารย์คูณ ธมฺมุตฺตโม ที่วัดป่าพูนไพบูลย์ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

    ในปีพุทธศักราช ๒๔๙๕ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ กับพระอาจารย์ศรี มหาวีโร รับนิมนต์จากท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์(จูม พันธุโล) วัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี เพื่อสร้างวัดกรรมฐานที่บ้านหนองแซง จังหวัดอุดรธานี

    อันว่า…วัดป่าหนองแซงนี้เดิมท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์มาจับจองไว้เพื่อสร้างเป็นวัดกรรมฐานเดิมมีเนื้อที่ประมาณ ๕๐๐ ไร่ ห่างไกลจากบ้านผู้คน ป่าแห่งนี้ เป็นป่าโคก(ที่ดอน) มีต้นไม้เก้า ไม้ติ้ว ตูมกา เต็ง เป็นจำนวนมาก สัตว์ป่ายังชุกชุมมากโดยเฉพาะเก้ง กวาง ลิง ค่าง บ่าง ชะนี เช้าสายบ่ายเย็นมีเสียงสัตว์ร้องสนั่นไพร

    สถานที่แห่งนี้เป็นที่เที่ยวผ่านไปมาของพระอาจารย์กรรมฐานเสมอ เช่น พระอาจารย์ชอบ ฐานสโม พระอาจารย์หลุย จนฺทสาโร พระอาจารย์คำดี ปภาโส ฯลฯ
    ท่านได้ละสังขารเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานในปีพุทธศักราช ๒๕๑๘ สิริอายุ ๘๗ ปี ๓๖ พรรษา

    ***หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ***
    วัดป่าหนองแซง อ.หนองวัวซอ
    จ.อุดรธานี
    ***********************************
    เทิดไว้เหนือเศียรเกล้า ด้วยเกล้า สาธุ
    ***********************************

    .jpg
    .jpg
    .jpg

    ที่มา เมตตาธรรม ศิษย์พระธุดงค์กรรมฐาน สายหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น
     
  18. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    พระอริยะอยู่ที่ไหนก็สงัด

    เราพอใจในที่สงัด ที่ไหนล่ะเป็นที่สงัด ถ้าวัด
    นี้ไม่สงัดก็เข้าป่าไปก็หมดเรื่อง
    จงจำไว้ว่าที่ใดก็ตามสถานที่ย่อมไม่สงัด
    อาการสงัดจริงๆ ก็คือจิตสงัด
    อย่างที่พราหมณ์ถามพระพุทธเจ้าว่า
    บรรพชิต พระอริยเจ้า ย่อมพอใจในป่าซึ่งเป็น
    ที่สงัดใช่ไหม ในป่าในเขาในถ้ำ
    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตอบว่า
    พระอริยเจ้าอยู่ในป่าก็สงัด อยู่ในถ้ำก็สงัด
    อยู่ในบ้านก็สงัด อยู่ในเมืองก็สงัด
    เพราะจิตของท่านสงัดจากกิเลสคือความชั่วแล้ว
    จำไว้ด้วยนะ ทีนี้เราอยู่ที่ไหนเราก็ต้องสงัด
    สงัดจากนิวรณ์ ๕ สงัดจากสังโยชน์ ๑๐ เท่านี้แหละ
    อยู่ที่ไหนมันก็สงัด

    ที่มาจาก ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๒๗๙ หน้า ๘๗
    โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    ที่มา:บันทึกธรรมเพจคำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง

    .jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  19. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
  20. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    15,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +355
    คาถาวิปัสสนา ตัวสำคัญมีอยู่ตัวเดียว ช่างมันๆ ช่างมันใจต้องช่างตามด้วย คำว่าช่างมันๆ มันจะแก่
    ก็ช่างมัน มันจะป่วยก็ช่างมัน
    มันจะตายก็ช่างมัน
    ของรักของชอบใจจำจะต้องพลัดพรากจากกันก็ช่างมัน
    คำว่าช่างมัน ในที่นี้ไปตรงกับวิปัสสนาญาณ ๙ ข้อ ๘
    ที่เรียกกันว่า สังขารุเปกขาญาณ

    โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง

    ที่มา:บันทึกธรรมเพจคำหลวงพ่อฤาษี ลิงดำ วัดท่าซุง

    -ตัวสำคัญมี.jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...