ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต

ในห้อง 'สมเด็จโต พรหมรังสี' ตั้งกระทู้โดย na_krub, 12 ตุลาคม 2017.

  1. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    817
    ค่าพลัง:
    +2,440
    ABC75D74-4F1C-4447-A46B-5B7D8C117DE2.jpeg
     
  2. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    817
    ค่าพลัง:
    +2,440
    1E46B365-8966-408A-B1A5-DEED81BC711C.jpeg

    มีบุญอย่างเดียวก็ต้องมีบารมีด้วยถึงจะรักษาบุญได้ คือทำไมถึงบอกว่าบุญกับบารมีมันมาด้วยกันอย่างไร ขอให้โยมตั้งใจสดับให้ดีว่าบุญก็คือความดีเมื่อทำไปแล้วทำให้จิตเรามีความอิ่มเอิบ ระลึกที่ใด..ระลึกตอนไหนก็ตามทำให้เราเกิดกำลังใจ นั่นแลคือเรียกว่าบารมี

    เพราะถ้าโยมไม่มีบุญถ้าไม่มีบารมีกำกับเคียงคู่กันไป บุญที่โยมทำโยมก็จะละแล้วไม่ทำอีก เห็นมั้ยจ๊ะ เมื่อบุญโยมน้อยบารมีโยมไม่มีมารักษา ดังนั้นการที่เราสร้างบุญเพื่อให้เราเข้าถึงบารมี คือเข้าถึงความเชื่อในสิ่งที่เราทำนั่นแล..เราก็จะทำอยู่บ่อยๆ เมื่อเราทำอยู่บ่อยๆเป็นยังไง..บุญเรามากมั้ยจ๊ะ กำลังใจเรามากมั้ยจ๊ะเมื่อบุญเราทำไป (ลูกศิษย์ : มาก) นั่นแหล่ะเค้าเรียกบุญบารมี

    แล้วยิ่งสำคัญมากเมื่อโยมจะประพฤติปฏิบัติในทางเดินแห่งมรรคนี้ โยมมีบุญอย่างเดียวไม่ได้ เพราะโจรมันก็ทำบุญเป็น เข้าใจมั้ยจ๊ะ โจรมันก็ทอดผ้าป่าเป็น ทอดกฐินเป็น ใช่มั้ยจ๊ะ บริจาคเป็น ให้ทานคนเป็น แต่โจรไม่ค่อยมีเวลามารักษาศีล โจรไม่มีเวลามาภาวนา เข้าใจมั้ยจ๊ะ หรือเรียกว่าโจรนั้นไม่มีสัจจะ

    ความไม่มีสัจจะคือความไม่มีความจริงใจ นั้นการจะคบโจรเป็นมิตร..ยาก ดังนั้นขอให้โยมพิจารณาดูให้ดี เมื่อโยมมีบุญและมีบารมี บุญจะรักษาบารมีโยม แล้วบารมีก็จะรักษาบุญของโยม คือมันต้องเกื้อกูลกัน เข้าใจมั้ยจ๊ะ แล้วเมื่อมีบุญและบารมีโยมปรารถนาจะให้เป็นอะไร จะเป็นอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    จะเป็นพระโสดาบัน จะเป็นพระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ หรือจะเป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า โยมต้องมีบุญบารมีทั้งนั้น ถ้าบุญบารมีโยมไม่ถึงโยมก็สำเร็จสิ่งนั้นที่โยมปรารถนาไม่ได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ดังนั้นฉันถึงบอกว่าโยมไม่ต้องหวังอรหันต์ ขอให้โยมมีแค่กระแสมีเชื้อคือพระโสดาบันอย่างเดียว..เพื่ออะไร..เพื่อจะปิดอบายภูมิเสีย

    ทำไมถึงต้องปิดอบายภูมิ ถ้าไม่ปิดอบายภูมิให้ได้ การเกิดย่อมมีอยู่ร่ำไป เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะเมื่อเรายังมีอบายภูมิเป็นที่หมายอยู่ ขนาดที่เรานี้มีความสุข ไม่มีภัยสงครามมากขนาดนี้ เรายังไม่ค่อยมีเวลาประพฤติปฏิบัติกันเลย ใช่มั้ยจ๊ะ ดังนั้นการเกิดในกาลต่อไปมันจะเข้าขั้นกลียุค..กลียุคหนักมากนั่นคือภัย เมื่อโยมปิดอบายภูมิแล้วโยมก็จะไปเกิดในภพภูมิที่ดี เพื่อจะเข้าไปสานต่อ ไปจุติเกิดในยุคของพระศรีอริยเมตไตรย

    การจะไปอย่างนั้นโยมต้องมีเชื้อในยุคนี้..ยุคต่อยุค เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่ไม่ได้บอกว่ายุคของพระสมณโคดมนั้นสิ้นไปแล้ว หาใช่อย่างนั้นไม่ เข้าใจมั้ยจ๊ะ พระศรีก็ยังไม่ได้จุติเกิด แต่ญาณท่านมีครอบจักรวาลนี้ คำว่า"ญาณ"คืออะไร คือรัศมีแห่งธรรม เมื่อเราสดับแล้วเข้าใจแล้วนั่นแลในทาน ศีล ภาวนา ในทางเดินแห่งมรรค ไม่ว่าพระพุทธเจ้าองค์ใดท่านก็ตรัสแบบนี้ คืออะไรมาตรัสแบบนี้..คือมาตรัสรู้อริยสัจ ๔ เห็นกฎแห่งไตรลักษณ์แห่งความเป็นจริง เห็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา

    เมื่ออย่างนี้เกิดความสลดสังเวชแห่งเทวทูตทั้ง ๔ ท่านจึงสละออกบรรพชา ฉันก็อยากให้โยมทั้งหลายได้เห็นอย่างนั้นเช่นเดียวกัน คือเทวทูตทั้ง ๔ เค้าก็มาเตือนโยมตลอดแล้ว ไม่ได้บอกว่าไม่เคยมาเตือนเลย

    ยมทูตทั้ง ๔ นี้คือความเจ็บ ความป่วย ความชรา ความตายนี้แลคือเทวทูตทั้ง ๔ หรือเรียกว่านิมิตที่จะเกิดขึ้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ คือในขณะที่เราแข็งแรงเราก็มีความป่วยความชราซ่อนอยู่ ในขณะที่เรายังเป็นอยู่เราก็มีความตายซ่อนอยู่ ในขณะที่เราแข็งแรงเราก็มีความเจ็บไข้ได้ป่วยความอ่อนแอซ่อนอยู่ เห็นมั้ยจ๊ะ นี่คือนิมิต

    อะไรที่เค้าบอกว่ามันทำให้เราเห็นได้ชัด ผมที่เราเคยดำมันเริ่มขาว..นี่แหล่ะเค้าเรียกว่านิมิตของพญามัจจุราช เข้าใจมั้ยจ๊ะ กำลังที่เราเคยมีเริ่มถดถอย นี่แหล่ะจ้ะคือยมทูตเค้าได้มาเตือนมาบอก เค้าไม่เคยบอกเลยว่าเคยไม่บอก แต่โยมนั้นหลงอยู่ในตัวในตนมันจึงไม่เห็นได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นผู้ที่จะหลุดพ้นจากกองวัฏฏะภัยในสังขารนี้ ต้องเห็นภัยในเทวทูต ทูตนี้คืออะไร รู้จักเทวะมั้ยจ๊ะ เทวะคือเทวดานิมิต คำว่าทูตท่านรับหน้าที่มา มาบอกมากล่าวมาเตือนนั่นเอง ถ้าอะไรที่เค้าเตือนโยมโดยที่ทำให้โยมนั้นได้เกิดสติได้เกิดปัญญา ได้รู้แล้วว่านี่คือสัญญาณ คือผมที่มันเคยดำมันขาว ที่มันเคยแข็งแรงมันก็เริ่มร่วงนี่แล เข้าใจมั้ยจ๊ะ คือความเสื่อม กำลังที่มันเคยแข็งแรงแล้วมันเริ่มอ่อนล้า ตาที่เราเคยแจ่มใสตอนนี้เริ่มขุ่นมัว เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นี่เรียกว่าเค้ามาเตือนทั้งนั้น หนังที่เราเคยตึงตอนนี้เริ่มเหี่ยวเริ่มหย่อน ร่างกายสังขารเราเคยสูงเคยทรงตัวดี มาบัดนี้ได้เปลี่ยนไป มีหลังค่อมอย่างนี้ ตัวเตี้ยลงก็ดี นี่มันเสื่อมลงๆ ขอให้โยมไปพิจารณา เรียกว่าน้อมจิตเข้าไปเพื่อให้เกิดความสลดสังเวช อาการใดอาการหนึ่งก็ตามที่โยมพิจารณาแล้วทำให้จิตโยมนั้นเข้าสู่ความสงบคือความปล่อยวาง ละจากอัตตาตัวตน แล้วก็น้อมจิตเข้าไปในตน ว่าในตนที่เราหลงอยู่ในรูป ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเหล่านี้ เราไปหลงอะไร คำว่า"อะไร"นี่แลคือเหตุแห่งธรรม ให้โยมหยิบยกมาพิจารณา มันจะเข้าไปสู่หมวดการพิจารณาวิปัสสนาญาณ ลองทำดูมันจะทำให้เกิดปัญญาไม่มากก็น้อย..

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  3. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    817
    ค่าพลัง:
    +2,440
    9C8062B3-1E2A-4204-A226-7C2785194D16.jpeg

    ใครละอารมณ์ถึงที่สุดแห่งกรรมฐานได้ ผู้นั้นจักไม่อยู่ครองเรือนอีก นี่แหล่ะจ้ะ แล้วไม่ต้องถามว่ากิเลสจะหมดไปตอนไหน กิเลสไม่มีวันหมด แต่มีทางเดียวที่เราจะรู้เท่าทันกิเลส..เราต้องมีการตื่นรู้อยู่บ่อยๆ กิเลสมันมีวันหลับตอนไหน..ก็ตอนที่โยมนั้นมีความพอใจในสุข..กิเลสมันก็เกิดขึ้นตอนนั้นดับตอนนั้น ถ้าโยมจะอยากจะออกฝึกหาทางมาขุด หาทางว่าทางนี้มันจะออกได้หรือไม่ ให้ระลึกถึง"พุทโธ" แล้วพุทโธจะมาช่วยโยม พาโยมไปดูทางลับทางออก

    เมื่อโยมพุทโธเข้าถึง จิตตื่นรู้เป็นอย่างไร จิตมันจะสว่าง คำว่าพุทโธนั้นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตโยมไม่เศร้าหมอง มีความปิติพอใจยินดี อยากจะเดินทางแห่งมรรค แล้วท่านจะพาโยมมาดูทางออก และเมื่อมาเดินพามาดูทางออกแล้ว โยมก็ต้องเดินอยู่บ่อยๆ ไม่อย่างนั้นทางนั้นจะถูกปิดอีก เพราะมารมันล่วงรู้ มันก็จะคอยปิดอีก พอโยมจะนั่ง เฮ้ย..ไม่ต้องนั่งหรอก มานอนด้วยกันน่ะดีแล้ว นอนภาวนาก็พอแล้ว ไม่ต้องอะไรมาก นี่เค้าเรียกว่านักปฏิบัติแบบขี้เกียจ ไปเชื่อมาร!

    นั้นทางเดินแห่งมรรคเมื่อมีแล้ว พุทโธอย่างเดียว พุทโธอย่างเดียวไม่มีใครสามารถเอาโยมไปลงนรกได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ เค้าบอกพุทโธอย่างเดียว ตอนจะตายพุทโธไม่ทัน..ทำยังไงหลวงปู่ เออ..ไม่ต้องไปภาวนาตอนตาย แต่กุศลที่โยมทำมาแล้วมันจะมาหล่อหลอมในขณะจิตสุดท้ายที่จิตโยมเคยทำ คือความคุ้นเคย เหมือนโยมฆ่าไก่อยู่ทุกวัน จิตสุดท้ายโยมก็เป็นไก่ให้เค้าฆ่า ผลัดกันฆ่าอยู่อย่างนี้

    ดังนั้นเมื่อเราหลีกเลี่ยงการทำบาปไม่ได้ก็จริง แต่เมื่อถึงเวลาเราหยุดทำบาปในขณะนั้น จะนอนแล้วควรเจริญบูชาพระรัตนตรัย อิมินา สักกาเรนะก็ดีแล้ว เข้าถึงนมัสการพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ควรเจริญทาน ศีล ภาวนาให้เกิดขึ้น รู้จักแผ่เมตตาจิต ขอขมากรรมในการกระทำ เมื่ออาชีพเรานั้นทำเพื่อไปเลี้ยงชีพก็ตาม แม้จะเป็นอาชีพที่ไม่ชอบก็ตาม ควรให้ละอารมณ์นั้นออกไป ควรสร้างกุศลในกรรมใหม่ขึ้นมา..เพื่ออะไร เพื่อจะผดุงกรรมนั้นที่เราทำไปแล้วเมื่อมันจะให้ผลเรา

    ถ้ากรรมที่เราทำขึ้นมาใหม่มันไปผดุงในกรรมที่เราทำอยู่ในอดีต แม้มันจะมาให้ผลเรามันก็จะให้ผลไม่มาก แล้วต่อเมื่อเรานั้นได้ความพอใจแล้วที่เรากระทำ..เราควรหยุด เพราะการจะตัดกรรมต้องตัดที่ใจ ต้องรู้จักคำว่าพอ บางคนบอกว่าต้องมีอาชีพค้าขายค้าสัตว์..เพื่อลูกต้องเรียนอะไรทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าสิ่งที่โยมทำอยู่เป็นหมูก็ดี เค้าอาจจะเป็นบิดาตาทวดโยมให้โยมฆ่าโยมแกง จนให้ชีวิตโยมมีดีมีสุขแล้ว โยมต้องรู้จักอุทิศบุญกุศลให้เค้าบ้าง เข้าใจมั้ยจ๊ะ ไม่งั้นชีวิตมันจะต้องแลกด้วยชีวิต

    ดังนั้นไม่ว่าโยมจะเลี้ยงชีพอะไรก็ตาม ในขณะโยมนั้นจะพักผ่อนกายา ขอให้โยมนั้นล้างชำระจิตเสีย สร้างกรรมดีขึ้นมาใหม่ กรรมในอดีตที่ผ่านมาแม้ผ่านไปแล้ว ๑ วัน โยมก็ไปแก้ไขไม่ได้ สิ่งที่โยมซื้อไม่ได้แก้ไขไม่ได้..คือเวลา..ซื้อไม่ได้ ความจริงใจโยมก็ซื้อไม่ได้ ใช่มั้ยจ๊ะ นี่คือสิ่งที่โยมซื้อมาไม่ได้ นั้นสร้างกรรมใหม่เสีย

    อะไรที่ผิดพลาดไปแล้วในกรรมชั่วในอกุศลกรรมก็ดี..อย่าไปคิดให้จิตมันเศร้าหมอง หากคิดแล้วให้ปลง ให้สละ ให้ละอารมณ์นั้นลงไป เรียกการเพ่งโทษ ถ้าเราสำนึกก็ให้เราแผ่เมตตาจิต ขอขมากรรมขออโหสิกรรมไป ด้วยกายวาจา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่เราล่วงเกินในกาย วาจา ใจในพระรัตนตรัย ขออำนาจแห่งพระรัตนตรัยอดโทษอาฆาตพยาบาทมาดร้ายทั้งหลายทั้งปวงที่ข้าพเจ้าได้ทำกายทุจริต วาจาทุจริต มโนทุจริตเหล่านี้ จงอดอาฆาตพยาบาทแก่ข้าพเจ้า ณ กาลต่อไปนี้เทอญ ข้าพเจ้าขออธิษฐานบุญกุศลเหล่านี้ให้เข้าถึงพระรัตนตรัย เข้าถึงคุณงามความดี เข้าถึงในทาน ศีล ภาวนาจิตนี้ แล้วก็สำรวมจิตกาย วาจา ใจตั้งมั่นให้เข้าถึงพระรัตนตรัยด้วยการระลึกถึงองค์ภาวนาพุทโธ

    บางคนจะเข้าสมาธิยังไม่รู้จะตั้งสมาธิยังไง ก็แค่กำหนดลมหายใจเป็นอานาปานสติ เรียกว่ากำหนดรู้ลมตายลมเกิด เรียกว่าเข้าไปถึง เข้ามา..รู้ ออก..รู้ แล้วกำหนดว่าพุทโธ อยู่อย่างนี้ ให้พุทโธมันแนบสนิทกับลมหายใจให้เป็นอารมณ์เดียวกัน ไม่ว่าโยมจะเข้าออกจนชินแล้ว แต่เมื่อนานๆโยมไม่ได้ทำบ่อยๆ มันเริ่มจะไม่ชิน

    เมื่อโยมทำได้บ่อยๆ แม้โยมไม่เข้าสมาธิ ในขณะนี้อยู่ในการงานอยู่ก็ดี ให้ภาวนาจิต แม้ในขณะที่โยมภาวนาจิตแม้โยมไม่หลับตา..ฌานมันก็บังเกิด เมื่อฌานบังเกิดมันเป็นเบื้องบาทแห่งการพิจารณาธรรม มันจะมีการเข้ากรรมฐานในขณะนั้น จิตมันจะสอนจิตในขณะนั้น มันจะละอารมณ์ลงไปเอง เห็นอะไรแล้วมันจะเป็นปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการอบรมบ่มจิตนั่นแล..เรียกปัญญาอันชอบธรรม

    อันปัญญาอันชอบธรรมต้องเกิดจากจิตภายใน ถ้าปัญญาทางโลกมันเกิดจากความจำ เกิดจากสัญญา ดังนั้นเวลาการปฏิบัติธรรมโยมมี ๒๔ ชั่วโมง หาได้ว่าไม่มีเวลา..มีทุกเวลา เพราะเวลาตายโยมก็มีทุกขณะจิตเช่นเดียวกัน..

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  4. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    817
    ค่าพลัง:
    +2,440
    85660910-7CFF-4488-89F3-D0E39A565755.jpeg

    การว่าฝึกตายคือทำกิเลสให้มันตายลงไป ให้มันน้อยลง คำว่า"ตาย"มีสถานะหลายอย่าง เช่นว่าอายุน้อยลงแล้วน้อยลงแล้ว เรียกว่าตายทุกวันมั้ยจ๊ะ นี่เค้าเรียกว่าตายเหมือนกัน อะไรที่เรียกว่าพลัดพรากหรือบั่นทอนเรียกว่าตายหมด ใช่มั้ยจ๊ะ เหมือนคนกำลังป่วยวันนี้ซีด พรุ่งนี้ซีดยิ่งกว่านี้อีก ขอบอกได้เลยมั้ยจ๊ะว่าไอ้นี่อีกไม่นานหรอกเดี๋ยวไปที่ชอบแน่นอน ไม่รู้ชอบอย่างไร

    นั้นการว่าฝึกตายเนี่ยเค้าเรียกว่าบั่นทอน ละอารมณ์ของกิเลสให้มันเหลือน้อย ให้มันตายลงไป ตายลงไป นั่นล่ะจ้ะเค้าเรียกว่า"ฝึกตาย" นั้นอารมณ์ของพระอรหันต์นี้เค้าระลึกถึงความตายเป็นที่ตั้ง ฉันถึงบอกเคล็ดลับอยู่อย่างว่าเมื่อโยมมีอารมณ์ของการเจริญสติก็ดี อานาปานสติก็ดี อารมณ์วิปัสสนา อารมณ์กรรมฐาน สมาธิภาวนาจิตก็ดี เมื่อโยมจะเข้านอนให้ระลึกถึงความตายเป็นที่ตั้ง สามหนสี่ครั้งห้าหนภาวนาไปว่า พุทโธตาย ธัมโมตาย สังโฆตาย พุทธังสะระณังคัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง เป็นสรณะตลอดชีวิตของข้าพเจ้า ตราบที่ข้าพเจ้าจะพ้นทุกข์เข้าสภาวะนิพพาน ก็เอาอารมณ์แห่งนิพพานนั้นเป็นกิจเป็นอารมณ์ไป

    ทีนี้ถามว่าถ้าโยมตายในขณะนั้นโยมไปไหน..อ้าว..ก็ไปนิพพานเลย โอ้..นี่ยิ่งกว่าลัดอีกนะ แต่คนที่จะมีกำลังจิตถึงที่ว่าจะต้องภาวนาระลึกได้แบบนี้..มันต้องมีกำลังพอสมควร ใช่มั้ยจ๊ะ แล้วก็ต้องมีสติฝึกมาพอสมควร ต้องมีพระกรรมฐานอาจารย์กัมมวาจาบอกทางอีกเหมือนกัน ไม่งั้นพอถึงเวลานั้น..ลืม ไปไหน นิพพานไปยังไง นึกไม่ออก เอ้อ..พุทโธตาย ธัมโมตาย สังโฆตายดีกว่าตอนนี้..หมดแล้วตอนนี้ นิพพานเอาไว้ก่อน มันต้องมีอารมณ์ให้ได้ด้วย..

    คนจะมีอารมณ์มีเวทนาอะไร จะไปไหนต้องมีอารมณ์ทั้งนั้น ถ้าไม่มีอารมณ์มากระตุ้น..ถามว่ามันอยากไปมั้ย มันอยากมีความปรารถนามั้ย อ้าว..มันต้องมีอารมณ์มากระตุ้น แต่พอเรารู้อารมณ์แล้วเราวางอารมณ์ซะ..นั่นเรียกว่า"ดับความอยาก"ไว้ แต่ถ้าว่าเรามีอารมณ์อยู่ อยากเป็นนั่นเป็นนี่..ถามว่าได้เป็นมั้ย..ไม่ได้เป็นหรอกจ้ะ เพราะเรายังไม่หยุดอยาก

    ความอยากนั้นความปรารถนานั้นมันยังไม่ส่งผล เพราะอะไรเล่าจ๊ะ เพราะจิตเราไปกังวลมัน พอเราหยุดไม่กังวล..นั่นล่ะจ้ะจิตมันส่งอารมณ์ไปแล้ว นั่นแหละจ้ะเค้าเรียกว่าทูลเกล้าไปถึงพระอินทร์ ไอ้นี่ได้แต่ส่ง อ้าว..เอาไว้ก่อน จิตมันไปผูกอยู่อย่างนั้นมันจะไปได้อย่างไร เค้าเรียกว่าไปรษณีย์ไม่ส่ง..

    ส่งสิส่งไป..แล้ววางไว้ ประทับตราส่งไป จะไปไหนอธิษฐานแผ่เมตตาจิตอธิษฐานปรารถนาไป..แล้ววางจิตไว้เฉยๆ เพราะอะไรจ๊ะ กรรมเราเกิดตอนนี้เราเกิดเป็นมนุษย์เรามีกายสังขาร เราต้องประพฤติจากกายของเรา อันนั้นเป็นแรงความปรารถนาส่งข้อความไป ส่งจดหมายไป ส่งฎีกาไป ส่งบอกไปอยากไปอะไร อยากไปปรารถนาอะไร อันนี้เค้าต้องพิจารณาก่อน ไอ้นี่ทำกรรมทำชั่วอะไรมา มีอธิษฐานบารมีมา มีวาสนามาถึงหรือไม่ พอมาถึงเดี๋ยวเค้าส่งมา..ฑูตทั้งสี่มา..เทวดามาดูอารักขา คอยดูคอยประพฤติปฏิบัตินำพาให้ไปเจอสิ่งนั้นสิ่งนี้..สิ่งเหล่านี้ด้วย"แรงอธิษฐานจิต"ทั้งนั้น จิตมันจึงมีความสำคัญมาก เข้าใจมั้ยจ๊ะ ส่งฎีกาก่อน ส่งจิตอธิษฐานก่อน ดังนั้นอธิษฐานบารมีสำคัญนัก เข้าใจมั้ยจ๊ะ..

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  5. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    817
    ค่าพลัง:
    +2,440
     
  6. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    817
    ค่าพลัง:
    +2,440
    1149A6EE-468A-45FB-8D5B-1A9831B06F99.jpeg

    ลูกศิษย์ : หลวงปู่ครับ เวลาผมไปเจอคนที่ใกล้จะหมดลมแล้ว ผมจะมีวิธีไหนชี้แนะเค้าเพื่อเป็นประโยชน์กับจิตวิญญาณที่เค้ากำลังจะหลุดจากร่าง

    หลวงปู่ : โอ้..ไม่ต้องไปบอกหรอกจ้ะ บอกไม่ทันแล้วตอนนั้นลมจะหมด เติมลมก็ไม่ทันแล้ว โยมบอกได้อย่างเดียวภาวนาพุทโธไว้นะ พุทธังสรณังคัจฉามิแค่นั้นแหล่ะพอ พอเค้าเอ่ยคำว่าพุทธังสรณัง..พุทธังสรณังคัจฉามิ ดูซิมีกี่คำ นับซิมีกี่คำ (ลูกศิษย์ : แปดคำ) มันเป็นยาอันวิเศษอันนึง แล้วคนเรามันจะกินได้กี่คำตอนที่มันจะหมดลมนี่ มันก็ไม่มีแรงแล้ว ถ้าเค้าได้คำว่า “พุทธ” คำเดียวก็ยังดี ให้ได้พุทธเถอะ ถ้าได้พุทธแล้วไปได้ ถ้าไม่ได้คำว่าพุทธก็กินไม่ได้ซักคำ..ไม่ได้ มันบาปหนักนักถ้าอย่างนั้น

    ลูกศิษย์ : แล้วทำไมไม่พุทโธครับ
    หลวงปู่ : อ้าว..มันอยู่ที่เราบอกน่ะ พุทโธมันก็ได้ แต่ถ้าพุทธังสรณังคัจฉามิ..จบเลยนะ จะฝืนกินไม่ได้หรือยังไง

    ลูกศิษย์ : หลวงปู่เจ้าคะ คือคุณพ่อของลูกน่ะเจ้าค่ะ เค้านั่งสมาธิมาเนี่ย ๒๐ กว่าปี บางครั้งนั่งได้ถึง ๕ ชั่วโมง แต่ตอนนี้คุณพ่ออายุมากแล้ว พูดอะไรบางทีก็ไม่รู้เรื่องน่ะค่ะ จะบอกให้ท่านสวดพุทโธอะไรท่านบอกว่าท่านทำไม่ได้ แล้วอย่างนี้ถ้าช่วงที่ท่านจะไปเราบอกให้ท่านสวด ถ้าท่านสวดไม่ได้ แต่ว่าจิตที่ท่านเคยฝึกสมาธิอันนั้นจะช่วยได้มั้ยคะ

    หลวงปู่ : อ้าว..มันก็ต้องช่วยได้สิจ๊ะ แต่ถ้าพุทธังสรณังคัจฉามิน่ะว่าไม่ได้รึยังไง ถ้าว่าได้สิ่งที่ฝึกมาก็ใช้ได้หมดแหล่ะ ถ้าว่าไม่ได้ของเก่ามันก็ลืมหมดล่ะ ตอนนี้สมองความจำมันไปหมดแล้ว..จะมาอะไร มันต้องมีตัวกระตุ้นสิจ๊ะ

    ลูกศิษย์ : ตัวกระตุ้นให้เราบอกท่านเรื่อยๆใช่มั้ยจ๊ะ
    หลวงปู่ : ได้ บอกว่าเป็นยาดี บอกเค้าอย่างนี้ พุทธังสรณังคัจฉามิไปก่อนที่ท่านจะหมดลมน่ะ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ให้พุทธบารมีนำทางไป พอพุทธังสรณังคัจฉามินี่เค้าเรียกว่าทำให้จิตใจเราก็สงบร่มเย็นแล้ว ก็คือเป็นผู้มีสติ คนที่มีสติในขณะที่จะตายหรือหมดลมหายใจไปนั้นน่ะ เค้าจะไประลึกถึงบุญกุศล แต่คนที่ขาดสติน่ะ มันจะมีอารมณ์ของกรรมที่ไม่ดีเข้ามาแทรกในขณะนั้น..นี่คืออบายภูมิมันเปิดรออยู่ แต่ถ้าโยมไปพุทโธหรือภาวนาพุทธังสรณังคัจฉามิอยู่อย่างนั้น ระลึกถึงบุญกุศลความดีน่ะ อบายภูมิแม้มันจะเปิดอยู่มันก็ต้อนรับเราไม่ได้

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  7. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    817
    ค่าพลัง:
    +2,440
    8AED7972-0D12-4192-A0B6-A1A1159E1325.jpeg

    ลูกศิษย์ : หลวงปู่เจ้าคะ ขอให้หลวงปู่เมตตารักษาหลังให้หน่อย กระดูกมันโก่ง
    หลวงปู่ : อ้าวแล้วโยมไม่ไปหาหมอล่ะจ๊ะ

    ลูกศิษย์ : หาแล้วเจ้าค่ะ แต่โยมรักษาแล้วมันไม่ดี
    หลวงปู่ : แล้วโยมจะรู้ได้ยังไงว่าฉันรักษาได้ เพราะฉันไม่ใช่หมอ หรือว่าวันนี้สมมุติว่าฉันเป็นหมอไปก่อน ถ้าอย่างนั้นพอได้ เพราะทุกอย่างแล้วในโลกนี้ล้วนแล้วแต่สมมุติขึ้นมาทั้งนั้น ถ้าโยมสมมุติว่าฉันนั้นเป็นหมอ โยมก็ต้องสมมุติว่าจะหายหรือไม่หาย..ก็ต้องสมมุติเอา ส่วนมากหมอรักษาแล้วไม่มีการรับประกัน เป็นแค่ว่าเมื่อโยมมารักษาแล้วมันก็จะเป็นกำลังใจ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ว่าได้มาหาแล้วสงสัยว่ามันคงจะดีจะทุเลา

    ไม่ว่าโรคอะไรจะเกิดขึ้นในกายแล้ว อัตภาพนี้ล้วนแล้วแต่มีความเสื่อมเป็นธรรมดา เข้าใจมั้ยจ๊ะ แม้มันจะดีขึ้นหรือมันจะเท่าเดิมเสมอตัว แต่สุดท้ายอะไรที่เคยเป็นเคยเสื่อมมันก็จะกลับมาอีก ถ้าจะให้ดีแล้วจะให้หายขาด ขอให้โยมตั้งใจฟังไว้..

    อันว่ากายสังขารอัตภาพนี้มีสุขน้อยมีทุกข์มาก ยิ่งเราเป็นอะไรเป็นทุกข์อะไรแล้ว มีโรคมีภัยอะไรมาเบียดเบียนแล้วขอให้โยมระลึกถึงมรณะสติ คือไอ้โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายเรานี้แล นี่แหล่ะคือสัญญาณเตือนภัยว่าต้องรีบสร้างความดีให้ยิ่งๆขึ้นไป..อย่างนี้แล้วโยมจะห่างไกลจากโรค อโรคยาทั้งหลาย เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ก่อนจะรักษาให้โยมตั้งจิตให้ดีนะจ๊ะ ตั้งจิตว่าไอ้โรคกรรมที่โยมเป็นอยู่นี้ ตรงไหน ตรงนั้น ตรงนี้ ในกายสังขาร ในอาการ ๓๒ นี้ ที่ข้าพเจ้าได้เคยเบียดเบียนด้วยกาย วาจา ใจ ไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรมอันใดก็ตามที่เรานั้นได้เคยกระทำมา ที่ล่วงเกินและเบียดเบียนมาแล้วในศีลในธรรมทั้งหลายทั้งปวง มาในบัดนี้แล้วข้าพเจ้าจะขอรักษาอาการที่เป็นอยู่นี้ให้ทุเลาให้หาย ขอให้เจ้ากรรมนายเวรดวงวิญญาณทั้งหลาย ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ หลวงปู่ชีวกโกมารภัจจ์อะไรก็ตาม ขอจงมาสถิต มาประสาท มาช่วยดูแลรักษาให้หายโรคหายภัย ให้ทุเลา

    ด้วยอำนาจแห่งพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์จงมาอุดหนุนค้ำชูในกายสังขารให้มันบรรเทา ด้วยอำนาจคุณงามความดีที่ข้าพเจ้าได้เคยกระทำมาแล้วในทาน ศีล ภาวนาก็ดี ขอให้จงระลึกถึงศีล ทาน ภาวนา ระลึกถึงบิดามารดา ครูบาอาจารย์ที่เรานั้นมีความศรัทธาเลื่อมใสในปฏิปทานั่นแล ขอให้เราระลึกถึงคุณงามความดีในบุญกุศล ทำจิตใจให้ตั้งมั่น แล้วน้อมจิตเข้าไปอยู่ในความสงบ

    โยมก็มีกรรมเป็นของตัวเอง ฉันนั้นไม่สามารถจะรับกรรมแทนใครได้ แต่จะให้บรรเทาทุเลาอย่างที่ฉันบอก เพราะว่ากายสังขารอัตภาพนี้มันมีสุขน้อย มีทุกข์มาก ถ้ามีทุกข์มีภัยอะไรก็เอาทุกข์นั้นแลเวทนานั้นแลได้พิจารณา เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ฉันนั้นได้เพียงว่าให้มันทุเลา ทรง..ประคองไว้ แต่การจะให้มันหายขาดนั้นเป็นไปไม่มี เพราะว่าทุกข์ในกายนี้มันเป็นของทุกข์ในขันธ์ ๕ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าโยมจะให้หายไม่ยากจ้ะ มันเป็นทุกข์อะไรโยมก็เอาสิ่งนั้นออกไป เช่นว่าปวดขาก็ตัดขาเสีย อย่างนี้รับรองว่าหายแน่นอน ปวดหัวก็ตัดหัวออกไป แต่แท้ที่จริงแล้วก็คือการตัดใจให้ได้ ทำใจอยู่กับมันให้ได้ แล้วพิจารณาให้เป็นกรรมฐานไป นั่นแหล่ะจ้ะอาการมันจะลดลงลดลงเอง

    อันว่าการละในกรรมฐานเข้าถึงกรรมฐานและอุทิศบุญกุศล โรคภัยไข้เจ็บนั้นมันจะทุเลา คือเมื่อเรานั้นมีจิตละอกุศลได้ เป็นผู้ไม่เบียดเบียนแล้ว โรคภัยไข้เจ็บเหล่านี้แลมันก็มีตัวมีตน มีวิญญาณ มันก็ไม่เบียดเบียนเราเช่นกัน แต่จริงๆว่ามันมีมั้ยว่าทุกข์นี้..มันมี แต่เมื่อเราไม่ไปใส่ใจมัน แล้วเรานั้นให้อโหสิกรรม ให้บุญกุศล ต่างคนต่างได้ประโยชน์แล้ว เค้าเรียกว่าอยู่ด้วยกันได้ อย่างนี้มันจะเป็นธรรม เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  8. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    817
    ค่าพลัง:
    +2,440
    7DC14228-6EC6-46B0-8C00-FEA34C163A4A.jpeg

    ความดีก็มีหลายระดับ ให้ทานกับสัตว์มากเท่าไหร่ก็ตาม แม้จะนับครั้งไม่ถ้วน แต่ให้ทานกับคนเพียงแค่ครั้งเดียวนับครั้งได้..มีอานิสงส์มากกว่า เข้าใจมั้ยจ๊ะ ให้กับคนธรรมดานับครั้งไม่ถ้วนแต่ให้กับคนผู้มีศีลแค่ครั้งเดียวก็นับครั้งได้..มีอานิสงส์มากกว่า เช่นนี้เค้าเรียกว่าความดีมีความประณีตแบบนี้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นถ้าโยมมาเจริญบุญเจริญกรรมฐานอย่างนี้ อันว่ากรรมฐานเป็นวิถีกรรม เป็นวิถีทางที่ตัดกรรมโดยตรง ฉันถึงบอกว่าถ้าโยมเชื่อมั่นในวิถีทางในทางเดินแห่งมรรค ในทาน ศีล ภาวนานี้..เป็นยาวิเศษขนานเอก หากโยมจะเป็นโรคอะไร ขอให้โยมทำใจไว้อยู่ก่อนว่าโยมมีความตายเป็นธรรมดา มีความพลัดพราก มีความเจ็บเป็นธรรมดา ถ้าโยมระลึกได้อย่างนี้นั่นแล..เข้าไปสู่ถึงพระกรรมฐานแล้ว

    เมื่อโยมเข้าถึงหัวใจของกรรมฐานได้ ในกายโยมจะมีตัวตัวหนึ่ง..เป็นจิตแห่งธรรมที่เค้าจะรักษาโรคนี้ เรียกว่า"โอสถธรรม" เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าใครเข้าถึงโอสถธรรมได้ เค้าจะสามารถรักษาในตัวของมันเองได้ เหมือนตัวเลียงผามันก็รักษาแผลของมันเองได้ เพราะอะไร..ฤทธิ์ของน้ำลาย เฉกเช่นเดียวอย่างนั้น

    เมื่อโยมเชื่อมั่นศรัทธาในพระรัตนตรัยก็ขอให้อธิษฐานบุญกุศลของโยมนั้นแล เข้าใจมั้ยจ๊ะ ที่ฉันพูดนี้บอกนี้เตือนให้สติโยม เช้ามาขอให้เราเจริญมนต์ เข้าใจมั้ยจ๊ะ จะตื่นสายตื่นไม่ไหวอะไรก็ตาม ก่อน ๖ โมงเช้าก็ดี ก่อน ๗ โมงเช้าก็ดี อย่าให้เกินสายไปกว่านั้นก็ดี หรือในยามราตรีก็ดี ชำระล้างจิตล้างกายให้สะอาดแล้ว ให้มาเจริญมนต์เจริญภาวนา

    ไอ้โรคภัยไข้เจ็บนั้นเป็นธรรมดา เมื่อเจริญมนต์เจริญภาวนาเสร็จแล้วให้น้อมจิตกายสังขารเข้ามาในสมาธิ มาดูกายดูสังขาร หากโยมระลึกเป็นวิตกในโรคนั้น ให้โยมวิตกแล้วเพ่งเอาอาการนั้นแลทำให้เรานั้นจิตเรานั้นให้เกิดความสลดสังเวชออกไปในกายสังขารนี้..ว่ากายนี้มีทุกข์อย่างไร เข้าใจมั้ยจ๊ะ การเกิดเป็นทุกข์อย่างไร

    เมื่อการเกิดขึ้นมาก็ต้องมีโรคภัยไข้เจ็บเข้ามาเป็นอย่างนี้ ให้พิจารณาอย่างนี้จนจิตเรานั้นตั้งมั่น พอวิตกวิจารแล้วมันดับลงไป..เหลือแต่ปิติและสุขนั้นแล โยมจงเพ่งและวางเฉยอย่างนั้น ก็จะเป็นอุเบกขารมณ์ เอกัคคตาจึงบังเกิดขึ้นนั้นแล..

    ให้เราพิจารณาละกายสังขารลงเห็นโทษเห็นภัย เข้าใจมั้ยจ๊ะ ตัดใจให้ได้ในสิ่งที่มันพะวักพะวงอย่างนี้ แล้วอุทิศกุศล อธิษฐานบุญกุศลที่เราเจริญทาน ศีล ภาวนานี้ที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้วในขณะนี้ จงเป็นประโยชน์สำเร็จประโยชน์ต่อดวงจิตดวงวิญญาณทั้งหลายในโรคภัยไข้เจ็บ เชื้อโรคเชื้อภัยทั้งหลายจงมลายหายไป อย่าได้มีเบียดเบียน อย่าได้พยาบาทจองเวรจองกรรมกันเลย ในกรรมอันใดที่ข้าพเจ้าได้เคยกระทำในอกุศลกรรมทั้งหลายทั้งปวงในอดีต..จงยุติกรรมด้วยอำนาจบุญกุศลนี้ด้วยเถิด..อธิษฐานไป

    ขอครูบาอาจารย์ทั้งหลายทั้งปวงจงมาประสิทธิ์ประสาทวิชาจงมารักษา ไม่ว่าจะดื่มกินอะไรขอให้เป็นยาเป็นโอสถทิพย์ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ให้ไปต้านไปทานในโรคภัยทั้งหลายนั้น ให้กายสังขารของข้าพเจ้าจงมีประโยชน์ยังประโยชน์เพื่อสืบศาสนา เพื่อประพฤติปฏิบัติสร้างบารมีต่อไป ให้อธิษฐานกายนี้ให้กับพระโพธิสัตว์เจ้าท่านซะ พระโพธิสัตว์เจ้าท่านจะได้คอยดูแลรักษาโยม..

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  9. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    817
    ค่าพลัง:
    +2,440
    798EF244-F14F-4CCE-B7C6-80870FC66A3A.jpeg

    จงสร้างบารมีคือความเชื่อมั่นให้ถึงในพระรัตนตรัย ไม่มีอะไรจะวิเศษเท่ากับแก้ว ๓ ประการอีกแล้ว ถ้าใครได้แก้ว ๓ ประการแล้ว..แล้วโยมรวมเป็นหนึ่ง..แล้วโยมอธิษฐาน โยมจะได้ทุกอย่างสมปรารถนา เค้าเรียกว่าแก้วสารพัดนึก..คืออะไรเล่าจ๊ะ คือดวงจิตของโยมนั่นเอง คือ"แก้วสารพัดนึก"

    ถ้ายังนึกอยู่..อย่าเพิ่งขอ เมื่อโยมเลิกนึกเมื่อไหร่เลิกคิดเมื่อไหร่นั่นแล..จิตสงบ..ให้โยมขอ ตั้งจิตอธิษฐานพรขึ้นมา ถ้ายังนึกอยู่ยังคิดอยู่..อย่าไปขอ จิตโยมจะไม่สงบ มันเป็นสรรพอารมณ์เค้าเรียกกิเลสขึ้นมา แต่ถ้าจิตโยมสงบแล้ว จิตมันตั้งมั่นแล้วนั่นแล จิตสว่างแล้ว จิตเกิดสุขแล้ว จิตน้อมจิตนั้นแล้ว..โยมอธิษฐานขอพรต่อพระรัตนตรัยได้ ต่อลูกแก้วของโยม

    ทุกคนมีลูกแก้วเป็นของตัวเอง เข้าใจมั้ยจ๊ะ คนที่เดินทางมาด้วยการเจริญพระกรรมฐาน เมื่อบำเพ็ญไปภาวนาจิตไป..ลูกแก้วดวงนี้มันจะเกิดขึ้นมา เข้าใจมั้ยจ๊ะ นี่เค้าเรียกว่าคนที่มีต้นทุนบุญกุศลในพระกรรมฐานฌานวิถีแล้ว จะมีลูกแก้ว..บารมีลูกแก้วสารพัดนึกของตัวเอง

    เมื่อโยมระลึกอยู่บ่อยๆ เพ่งดูลูกแก้วรู้อยู่บ่อยๆแล้ว ลูกแก้วนี้เมื่อโยมเห็นแล้ว โยมจะเห็นในความสว่างว่าลูกแก้วที่โยมเห็นนี้มันเป็นอะไร พรที่โยมขอไประลึกไปมันก็จะเป็นอย่างที่โยมปรากฏที่โยมระลึกถึง เข้าใจมั้ยจ๊ะ มันจะเป็นไปตามที่โยมระลึกถึงตามที่โยมปรารถนา

    เพราะว่าสิ่งที่มนุษย์ได้ระลึกแล้ว..นั่นคือมนุษย์ได้รู้ล่วงหน้าไว้อยู่แล้ว เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่ไม่สามารถจะกระทำให้เห็นได้อย่างนั้นได้ เพราะยังไม่เข้าถึงในสิ่งที่รู้ คือที่ยังไม่รู้จริง เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้ารู้จริงแล้วสิ่งทั้งหลายก็จะปรากฏให้เห็นได้ ดังนั้นแล้วการนั่งสมาธิอะไรก็ตามภาวนาอะไรก็ตาม..อย่าไปรู้อะไร อย่าไปเห็นอะไร ให้รู้กาย รู้จิต รู้อารมณ์ของตัวเอง แล้วถ้าโยมดับจิตดับตัวรู้ดับความคิดได้..สิ่งที่โยมอยากรู้อยากเห็นจะปรากฏให้เห็นทั้งหมด เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นของที่ดีมันก็มีอยู่ในกายแล้ว นั้นเราเอาลูกแก้วมาขัดอยู่บ่อยๆ พอมันขุ่นโยมก็ค่อยๆปัดมันรักษามัน คือรักษาดวงจิตดวงใจไว้ อย่าให้มันขุ่นอย่าให้มันหมอง อะไรอารมณ์ใดที่จะทำให้จิตเราหมองแล้วใจเรามันขุ่น..ก็คือไอ้โลภ โกรธ หลงนั่นแหล่ะจ้ะ ที่มันทำให้หมอง ทำให้ขุ่น ทำให้ร้อน เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ถ้าโทสะมันมีมากร่างกายโยมก็จะเสื่อมโทรมได้ไว พลังจิตโยมก็จะอ่อน แต่พลังจิตจะอยู่ในการแช่แข็งหรือการทรงฌานอยู่ในปิรามิดนี่ได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะสมาธิมันจะเป็นความเย็นอย่างหนึ่ง เป็นการชะลอวัยอย่างหนึ่ง อย่างนี้นั่นแหล่ะจ้ะ นั้นโยมอย่าทำให้ลูกแก้วในบารมีของโยมมันเร่าร้อน อย่าให้สกปรก เพราะสกปรกแล้วจิตโยมจะบอด เมื่อมันจะมีเภทมีภัยอะไรเค้าก็จะไม่เห็น เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นพยายามรักษาดวงจิตดวงใจให้มันสว่างบ่อยๆ ถ้าดวงจิตดวงใจโยมสว่างแล้วจะมีเทพเทวดามาคอยรักษา เช่นบ้านเรือนบ้านเรือนใดคอยทำความสะอาดรักษา บ้านเรือนนั้นก็จะมีเทพเทวดาชอบไปอยู่ จิตใจมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเรามีศีลมีธรรมเทพเทวดาเค้าก็มาอยู่อาศัย ระลึกถึงอะไร เราลำบากอะไร เค้าจะประทานให้สิ่งนั้นให้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  10. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    817
    ค่าพลัง:
    +2,440


    ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต วันที่ ๒๖ กรกฏาคม ๒๕๖๒
    ณ สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี บ้านโปร่งวิเชียร จ.เพชรบุรี โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ (เพชรบุรี)
    ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒ (กรุงเทพ)
     
  11. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    817
    ค่าพลัง:
    +2,440
    8B6A3D88-3F13-4158-B2C3-A63DBC75641F.jpeg

    ลูกศิษย์ : หลวงปู่ครับ อยากให้หลวงปู่แจงเรื่องเกี่ยวการปฏิบัติเกี่ยวกับการเดินจงกรมน่ะครับ
    หลวงปู่ : อ้าว..ก็ฉันบอกแล้วสิ่งใดถ้าไปแล้วไม่กลับก็ยังไม่ขลัง โยมเดินไปโยมก็ต้องเดินกลับ ไอ้ตอนที่เดินไป..แล้วเดินกลับน่ะ อารมณ์มันยังมั่นอยู่หรือไม่ ยังเป็นอารมณ์เดียวกันหรือไม่ จิตยังฟุ้งซ่านอยู่หรือไม่ จิตยังส่งออกไปภายนอกอยู่หรือไม่ ใจมันตั้งมั่นหรือยัง เป็นอารมณ์เดียวกันรึยัง เมื่อเท้าสัมผัสเมื่อเดินก็รู้ เท่าทันในอารมณ์หรือยัง ถ้าเท่าทันแล้ว..นี่แหล่ะจ้ะ ใจมันตั้งมั่น สมาธิก็บังเกิด เมื่อสมาธิบังเกิด การเดินก็เดินได้นาน เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ถ้าสมาธิไม่บังเกิดเดินไม่นานหรอกจ้ะ เดี๋ยวก็ปวดขาปวดแข้งแล้ว..ก็อยากนั่งอยากนอน ถ้าเดินทั้งคืนนี่แหล่ะจ้ะแสดงว่าสมาธิมันตั้งมั่นมาก เดินมากๆตอนแรกมันจะหนัก ถ้าสมาธิมันปฏิสนธิกันแล้ว..เดินไปนานๆแล้วมันจะลอย เข้าใจมั้ยจ๊ะ เท้ามันจะไม่ติดพื้น ทีนี้ให้มีสติให้มาก ดังนั้นก็ต้องฝึกอยู่บ่อยๆ เดินไปแล้วกลับ การเดินต้องมีสติ เราเป็นผู้กระทำเราก็ต้องรู้เราเดินอย่างไร..

    ลูกศิษย์ : คือผมพิจารณาในการเดิน คือให้รู้ว่าในขณะนี้เดิน แล้วที่ว่าเราต้องทิ้งรู้มั้ยครับหลวงปู่ หมายถึงในขณะเดิน
    หลวงปู่ : อ้าว..จะไปทิ้งรู้ทำไมเล่าจ๊ะ ก็โยมเดินอยู่ยังไม่รู้จริงจะไปทิ้งรู้ทำไมเล่าจ๊ะ เดินก็ให้รู้อาการเดิน อยู่ในอารมณ์ในอิริยาบถที่เราเดิน จะไปทิ้งได้ยังไง ถ้าทิ้งเราก็หลับสิจ๊ะ ก็ล้มสิจ๊ะ..สติน่ะ

    ลูกศิษย์ : เพราะฉะนั้นในการเดินจงกรม คือปฏิบัติคือให้รู้ใช่มั้ยครับ
    หลวงปู่ : จ้ะ รู้ในการเดิน ฝึกความอดทน หากว่าใจมันตั้งมั่น สมาธิบังเกิดเราก็จะเดินได้นาน การเดินเรานั้นก็จะมีสติมาก ตั้งมั่นมาก ไม่เอนเอียงไม่ส่ายไปไหน เกิดความเพียร ไม่รู้สึกว่าเจ็บว่าปวด เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ลูกศิษย์ : คือเดิน..ยิ่งเดินนานก็ยิ่งดีใช่มั้ยครับปู่
    หลวงปู่ : ยิ่งดีจ้ะ สุขภาพกายสังขารก็แข็งแรง เมื่อเวลาจะนั่งก็นั่งได้นาน ใครเดินจงกรมอยู่บ่อยๆเนืองๆย่อมมีอานิสงส์เป็นผู้อายุยืน เข้าใจมั้ยจ๊ะ มีความเพียรเป็นหนึ่ง มีความจำเป็นเลิศ นี่แหล่ะ..โยมไม่ต้องไปสงสัย เช่นว่าให้โยมภาวนาพุทโธ พุทโธ โยมก็ภาวนาอย่างเดียวไม่ต้องไปสงสัย เมื่อถึงแก่นแห่งพุทโธแล้ว เมื่อเป็นผู้รู้ผู้ตื่นจิตมันเบิกบานนั่นแหล่ะจ้ะ จิตมันจะบอกเองว่าพุทโธทำไม..

    เมื่อให้ไปเดินก็ไปเดินอย่างเดียว ไม่ต้องสนใจอะไร เมื่อถึงไปแล้วกลับแล้ว เมื่อไปแล้วไม่กลับแล้วแหล่ะจ้ะ..มันจะบอกเอง เพราะไปแล้วพอเราไม่กลับ..เราก็นั่งสิจ๊ะ เข้าใจมั้ยจ๊ะ เมื่อเดินรู้แล้วสงบแล้วก็นั่งลงไป หยุดเดิน เมื่อหยุดเดินมันก็หยุดกรรม เมื่อหยุดกรรมก็เห็นกรรม..ก็พิจารณา เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่ถ้ามันยังไม่สงบต้องเดิน..ไปเดินอยู่อย่างนั้นให้มันสงบ ให้มันมั่น ให้มันพร้อม เข้าใจมั้ยจ๊ะ เค้าเรียกว่าให้มันเกิดสมาธิ ให้มันเกิดองค์พุทโธ ให้มันเกิดองค์ฌาน คือจิตมั่น ตั่งมั่นเพ่งในการเดิน เข้าใจมั้ยจ๊ะ ไม่ต้องรีบ..ทำไป

    ลูกศิษย์ : แล้วที่หลวงปู่เคยบอกว่าทิ้งรู้น่ะครับ อันนั้นหมายถึงคือการนั่งใช่มั้ยครับหลวงปู่
    หลวงปู่ : รู้..ถึงรู้..ทิ้งรู้ การยังไม่ถึงรู้เราก็ต้องทำบ่อยๆ เดินบ่อยๆ นั่งบ่อยๆ กระทำบ่อยๆ แต่เมื่อทำได้แล้ว ไม่สงสัยแล้ว มันก็ทิ้งไปในตัวเอง เช่นว่าเดินไปพุทโธ เมื่อมันนิ่งสงบแล้วเราก็ไม่ต้องภาวนาแล้ว แค่จับอารมณ์ในการเดิน สัมผัสก็รู้ เดินก็รู้ ย่างก็รู้ สัมผัสก็รู้ นั่นแลเรียกว่าทิ้งรู้ แต่ว่าอาศัยอารมณ์ที่สัมผัสเป็นอย่างเดียว ให้ว่าเป็นอารมณ์เป็นหนึ่ง เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    โยมต้องฝึกปฏิบัติไป เมื่อสงสัยอะไรก็ให้ทำมากๆทำบ่อยๆ มันก็จะดับความสงสัยได้ เมื่อยิ่งโยมอยากรู้อยากเห็นอยากเป็นมาก ไอ้ตัวอยากตัวนี้จะเป็นตัวบั่นทอนจิตโยมนั้นให้ละจากความเพียร เพราะเกิดความฟุ้งซ่านสงสัยไม่เข้าใจ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ดังนั้นการจะรู้จะเข้าใจได้ต้องลองผิดลองถูก ต้องเรียนรู้จากตัวโง่ให้ได้เสียก่อนมากๆเข้า..ตัวปัญญาถึงจะบังเกิดขึ้นมาเอง ก็ต้องฝึกบ่อยๆ ทำเล็กทำน้อยก็ทำไป วันไหนมีความเพียรมากก็ทำมาก เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  12. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    817
    ค่าพลัง:
    +2,440
    B3E8F3D7-B440-4447-BA57-886A49F2BF1C.jpeg
     
  13. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    817
    ค่าพลัง:
    +2,440
    7B34D8CA-DB5E-420F-86CC-CA9146E10FC4.jpeg

    ลูกศิษย์ : หลวงปู่เจ้าคะ อย่างเราเข้ากรรมฐานแล้วหลวงปู่สอนให้เราอดทนต่อเวทนาได้ ในขณะนั้นเราสามารถแยกกายแยกจิตได้ ทีนี้เราก็เข้าใจว่าสิ่งที่เราประพฤติปฏิบัติมานี่ เพื่อที่จะมาใช้ในระหว่างตอนที่จิตเราจะดับ แต่พอเราเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาปรากฏว่าสิ่งที่เราคิดว่าเราแยกกายแยกจิตได้นี่ กลายเป็นว่าพอเจอเวทนาจากการเจ็บป่วยอย่างนี้กลายเป็นว่าเราแยกไม่ได้เลย จิตมันเข้าไปกับการเจ็บป่วยตรงนั้น กลายเป็นว่ากายมาควบคุมจิตเราได้มากกว่า ทำให้คิดว่าสิ่งที่เราคิดว่าเราปฏิบัติได้ ณ ขณะจิตที่เราเข้ากรรมฐาน พอเราไปเจอเหตุการณ์จริงเราไม่ได้เลย ก็เลยกลับมาคิดว่าเราจะปฏิบัติอย่างไรเพื่อให้ ณ จิตขณะนั้นเราจะทำได้

    หลวงปู่ : โยมไปมัวแต่คิดอยู่นี่จ๊ะ เพราะว่าเวทนาที่เกิดขึ้น..เกิดขึ้นจริงในกาย ทำไมโยมไม่เอาเวทนานั้นมาเป็นตัวสติเล่า โยมต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก่อน จิตกับกายต้องเป็นหนึ่งก่อน เมื่อจิตสงบแล้วโยมจะเห็นกาย แต่นี่จิตโยมไม่ได้สงบ เข้าใจมั้ยจ๊ะ จิตโยมนั้นไปอุปาทานกับกาย..คือความกังวลต่อเวทนา เมื่อมันเป็นอย่างนี้แล้วมันจะไปแยกกันได้อย่างไร..

    จริงๆของแบบนี้มันจะไปแยกกันตอนไหน ความละเอียดนั้นเมื่อมันเข้ามาหากันแล้ว ถ้าจิตกับกายของโยมนั้น แม้เวทนาที่เกิดขึ้นก็ดี ก็ขอให้โยมนั้นเอาเวทนานั้นเป็นอารมณ์ ยังไม่ต้องไปแยกอะไรกับมันทั้งนั้น เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นแล..มันเรียกว่าทุกข์ โยมต้องเห็นทุกข์เสียก่อน เมื่อโยมเห็นทุกข์แล้ว รู้ทุกข์แล้ว..แล้วโยมไปละอารมณ์ที่เกิดขึ้น คือไม่ยึดในกายนี้นั่นแล..มันถึงจะแยกกันได้ นั้นอุปาทานแห่งขันธ์ในการทุกข์เวทนานี้เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วไม่มีใครสามารถจะระงับเวทนาได้ถ้าไม่ได้ฝึกมาอย่างยิ่งยวด เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นการที่ฝึกกรรมฐานไม่ได้บอกว่าอยู่ในกรรมฐานแล้วอยู่ในฌานแล้วโยมข่มอารมณ์ได้ แต่เมื่อโยมออกจากฌานออกจากกรรมฐาน ออกจากการเจริญภาวนาสมาธิแล้ว อารมณ์ที่มากระทบในความไม่พอใจที่โยมได้ยินได้ฟังได้สดับในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในอายตนะเหล่านี้..แล้วโยมยังข่ม ยังแยกมันไม่ได้ ยังละมันไม่ได้ สิ่งเหล่านี้แลเค้าเรียกว่าอินทรีย์เรายังไม่แข็ง เข้าใจมั้ยจ๊ะ หรือเรียกว่า"ยังไม่เท่าทัน"

    เมื่อยังไม่เท่าทันจะไปแยกทันได้ยังไงจ๊ะ ว่าไอ้ทุกข์นั้นที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นมาก่อน โยมไม่ได้เอาสตินำหน้านี่จ๊ะ โยมไปเอาเวทนาความรู้สึกไปเกิดขึ้นก่อน ความรู้สึกเค้าเรียกอุปาทานแห่งขันธ์เกิดแล้ว เมื่ออุปาทานแห่งขันธ์เกิดแล้วทุกข์มันก็บังเกิดแล้วตอนนี้ จะเอาความสงบไปเอาที่ไหน เมื่อไม่สงบสติมันจะไปตั้งมั่นจะไปแยกอะไรได้ มันจะเป็นอุปาทาน

    ดังนั้นแล้วขอให้โยมรู้ว่าไม่ว่าทุกข์ในเวทนา ถ้าเราปวดเราเจ็บอะไร พระพุทธองค์ไม่ได้ให้หนีมัน เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะมันอยู่ในกายนี้มันคือความเป็นจริง ก็เอาเวทนานั้นเป็นทุกข์เอามาพิจารณาเอามาดู..ว่ากายเรานี้มีความเสื่อมมีความเจ็บมันเป็นอย่างนี้ เราต้องมีถึงที่สุดแห่งความตาย อย่างนี้เมื่อพิจารณาเป็นกรรมฐาน

    เมื่อโยมพิจารณาเป็นกรรมฐานอารมณ์มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่นั่นแล..ความปลงสละสังเวชจะบังเกิดขึ้น..นี่มันถึงจะแยกกันตรงนี้ มันแยกกันตรงด้วย"ปัญญา" มันแยกอย่างอื่นไม่ได้ มันต้องแยกเกิดจากปัญญา เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าอย่างอื่นแยกไม่ได้เลย ถ้าโยมยังไม่มีอารมณ์แห่งการสละความปลงมันจะแยกได้อย่างไร มันก็ละไม่ได้วางไม่ได้ มันก็ยึดในขันธ์อยู่

    นี่เค้าเรียกว่าขณะจิตที่จิตมันจะออกไป..มันยังยื้อกันอยู่อย่างนั้น เพราะมันไม่อยากตาย เข้าใจมั้ยจ๊ะ พอมันยื้อมากๆเข้าเวทนามันก็มีมาก เค้าเรียกว่าตายแบบทรมาน แต่พอเราพิจารณาปลงสังขาร อ้อ..ร่างกายสังขารนี้มันเป็นธรรมดา เมื่อถึงที่สุดของมันแล้วมันก็ต้องแตกต้องสลาย ต้องพลัดพราก เป็นของธรรมดา เหมือนที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ทั้งหลายทั้งปวงเค้าได้เห็นแล้วอย่างนี้ เพราะว่ากายสังขารนี้ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา ไม่ใช่ของเรา เป็นเพียงว่าของสมมุติที่เราได้อาศัย เมื่อถึงเวลาแล้วต้องละ ต้องจาก ต้องวาง

    เมื่อเป็นอย่างนี้เราพิจารณาได้อย่างนี้แล..อารมณ์กรรมฐานมันเกิดขึ้น..นี่แลฉันถึงบอกว่าเมื่อโยมระลึกถึงกรรมฐาน..มันต้องเกิดแบบนี้ แล้วเมื่อมันเกิดแบบนี้แล้ว อารมณ์แห่งความสละสลดสังเวชนี้ที่เราจะไม่ละจากกายนี้ ไม่ยึดมัน มันจะหลุดออกตรงนี้ทันที เวทนาจะดับทันที เกิดนิโรธในขณะนั้น เมื่อนิโรธเกิดขึ้น ฌานมันเกิดไปข่มอารมณ์นั้นอยู่ จิตโยมจะเกษมเบิกบาน แล้วโยมจะระลึกถึงบุญกุศลทีนี้..หลุดจากตรงนั้นทันที เข้าใจมั้ยจ๊ะ นี่มันถึงจะแยกกันตรงนี้ได้ ถ้าไม่งั้นแล้วมันจะแยกไม่ได้เลย เพราะเวทนามันยิ่งรุมรัด..สติโยมจะตั้งมั่นไม่ได้ เมื่อสติไม่ตั้งมั่น จิตมันก็ฟุ้งซ่านทีนี้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ภาวนาก็เอาไม่อยู่..

    นั้นโยมอย่าไปหนีอะไร ฉันถึงบอกว่าถ้าเวทนามันเกิดขึ้นให้โยมดูเวทนาเป็นอารมณ์ไปเลย ในขณะที่โยมดูเวทนาเป็นอารมณ์ ในขณะนั้นโยมเจริญขันติธรรมอยู่ ในขณะที่โยมเพ่งอยู่แต่ในเวทนานั้นเค้าเรียกว่าการตรึกตรองในธรรมอยู่ เรียกว่าทรงฌานอยู่ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    อย่างนั้นแล้วถ้าโยมจะไปแยก..อย่าไปแยก..แยกไม่ได้ ถ้าจะแยกได้โยมต้องเข้าถึงกรรมฐานก่อน กรรมฐานคืออะไร ระลึกถึงการอะไรที่โยมต้องไปละไปปลงไปสละ..คือไม่ยึดนั่นเอง ถ้ายึดเวทนาก็มีมาก แล้วโยมจะดิ้นรนกวัดแกว่ง จิตมันจะดิ้นรนกวัดแกว่ง เข้าใจมั้ยจ๊ะ บทการปลงกรรมฐานบุญกุศลโยมจะลืมไปทั้งหมดทีนี้ เพราะอะไร..วิบากกรรมมันเข้ามาแทรก เค้าเรียกว่าวิบากกรรมมันมีมากกว่า เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นขณะตอนที่โยมเจริญกรรมฐานแล้วเมื่อโยมออกไป กรรมฐานโยมต้องฝึกในขณะที่โยมไม่ต้องเข้ากรรมฐาน เข้าใจมั้ยจ๊ะ ฝึกอย่างไร ต้องฝึกทดสอบว่าเมื่อมีใครมาพูดมากล่าวร้ายมาว่าเรา..จิตเรานั้นเศร้าหมองหดหู่เป็นอย่างไร เรายังเป็นปรกติดีอยู่หรือไม่ ถ้ามันผิดปรกติเมื่อมีใครกล่าวว่า มีโทสะ โมหะ โลภะ ตัวตัวตนมันเกิดขึ้นอีกแล้ว เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    แต่ถ้าเราโดนว่าโดนกล่าวโดนตำหนิแม้จะผิดไม่ผิดจริงอะไรก็ตาม แต่เรามีเมตตาให้อภัยเค้า เข้าใจมั้ยจ๊ะ วางอุเบกขาเสียได้ ไม่ติดใจเอาโทษอะไร ไม่โกรธเคือง แผ่เมตตาให้เค้าอย่างนี้ นี่เค้าเรียกว่าโยมมีกรรมฐาน เพราะกรรมฐานนำพาไปสู่เมตตาที่ยิ่งใหญ่..คือให้อภัยคนทั้งโลก นี่เรียกว่ากรรมฐาน พระที่อยู่ในป่าเสือก็กินไม่ได้เพราะเมตตา ไม่มีความอาฆาตพยาบาทใคร เข้าใจมั้ยจ๊ะ แม้จะมีไฟอะไรก็ไม่สามารถเผาผลาญบุคคลผู้นั้นได้ เพราะเค้าไม่มีอารมณ์ไฟโทสะแล้ว

    นั้นโยมยังมีจิตที่ยังเศร้าหมองอยู่ นั้นต้องฝึก ไม่ใช่มาแค่นั่งข่มในฌาน ในฌานมันเป็นธรรมดาโยมข่มได้ แต่ไอ้ที่โยมที่ทับมันอยู่โยมยังไม่ได้ถอดถอนหรือละมันออกไป พอมันได้เชื้อได้อะไรอีก มีอะไรมากระทบอีก ผัสสะมากระทบอีก มันก็เกิดขึ้นอีก เผลอๆมากกว่าตอนที่นั่งอีก ใช่มั้ยจ๊ะ..

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  14. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    817
    ค่าพลัง:
    +2,440
    645ED637-F112-4CF2-82DB-FE421EA5BAAB.jpeg

    อะไรก็ตามที่เราสำนึกผิดไป หรือจะเป็นบาปในจิตในใจ ที่เราเมื่อระลึกแล้วทำให้จิตเรานั้นเกิดความเศร้าหมองหดหู่ใจเหล่านี้..เรียกว่าเป็นตราบาปทั้งนั้น บาปทั้งหลายก็ดี อกุศลอะไรก็ดีที่เกิดขึ้นแล้วในดวงจิตในดวงใจ การจะชำระบาป..อดีตนั้นเราไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นในปัจจุบันก็ขอให้รู้ไว้ว่ามันเป็นผลพวงมาจากในอดีต เมื่ออดีตนั้นเราไม่ได้แก้ไข..มันย่อมตามมาในปัจจุบัน เมื่อปัจจุบันมันให้ผลแสดงว่ากรรมนั้นเรานั้นต้องชดใช้แล้ว เมื่อเราสำนึกในบาปก็ขอให้กำหนดในกุศลอกุศลที่เรานั้นได้กระทำได้เคยเสวยไว้

    นั้นการจะตัดกรรมก็ต้องตัดที่ใจแก้ด้วยเหตุ นั้นเหตุใดที่เป็นธรรมแล้วหรือไม่เป็นธรรมก็ดีควรหยิบยกมาพิจารณาละอกุศลนั้นลงเสีย..เป็นเพราะอะไร ก็เพราะเกิดจากการมีอัตตาตัวตนที่เราหลง คือความไม่รู้จริงเหล่านี้ เมื่อเรารู้แล้วสำนึกแล้วในบาปกรรมชั่วเหล่านั้น ขอให้เราอธิษฐานจิตว่าบุญกุศลอันใดทานอันใดที่ข้าพเจ้าได้ทำแล้ว ณ โอกาสต่อไปนี้ ข้าพเจ้าขอถึงในพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระบิดามารดา ครูบาอาจารย์ เหล่าเทพพรหมทั้งหลาย ขอให้เจ้าที่เจ้าทางพระแม่ธรณีจงเป็นสักขีพยานในบุญกุศลที่ข้าพเจ้านี้ได้สำนึกในบาปกรรมชั่ว ในกาย วาจา ใจ กายทุจริต มโนทุจริต วาจาทุจริตเหล่านี้ ขอบุญกุศลของการสำนึกผิดในบาปกรรมนี้ ขอจงเข้าถึงอำนาจแห่งพระรัตนตรัย ขอพระรัตนตรัยนี้จงอดอาฆาตพยาบาทมาดร้าย ขออโหสิกรรมให้กับข้าพเจ้า จวบจนข้าพเจ้านั้นจะเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน เหล่านี้..เมื่อจิตใจเรานอบน้อมต่อในพระรัตนตรัยแล้ว แม้ว่าเราจะมีกรรมอันใดขอให้เราระลึกถึงกรรมอันนั้นแล้วขอขมากรรม

    เมื่อกรรมอันนั้นเราไม่ติดใจ เรารู้แล้วว่าที่เรากระทำไป พลาดพลั้งไปด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์อย่างนี้ สิ่งใดที่เรารู้ไม่ถึงการณ์ก็ดี..ไม่มีอะไรหรอกจ้ะที่ว่าใครจะมาถือโทษโกรธเคืองเรา นอกจากตัวเราเองนั่นแลที่สำนึกในบาปกรรมนั้น ด้วยคำว่าสำนึก อันว่าเมื่อสำนึกได้แล้ว..กรรมนั้นเมื่อสำนึกได้จริงแล้วควรสำรวมระวังว่าจะล่วงเกินในครั้งต่อไปได้แบบนี้..เค้าเรียกว่าเป็นผู้เจริญสติ

    เมื่อเป็นผู้มีสติแล้วก็จะไม่ก้าวล่วงในกรรมนั้นที่เราเคยกระทำไว้ ที่จะทำให้จิตใจเราหม่นหมองหดหู่ใจเศร้าหมองใจ ที่จะเป็นอคติแห่งจิต เพื่อที่เรานั้นถ้าไม่ได้มีสติก่อนจะตายลงไปย่อมตกอยู่ในทุคติภูมินั้นเหล่านี้ เมื่อเรามีสติแล้ว เกิดสำนึกแล้วในบาปกรรมนั้น บาปกรรมใดก็ตามเมื่อเราสำนึกได้..กรรมนั้นจะถูกตัดรอนไปครึ่งหนึ่ง แล้วเมื่อกรรมนั้นส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่มันติดอยู่ในใจ เมื่อเราชำระล้างอยู่บ่อยๆ ด้วยการเจริญทานก็ดี ศีลก็ดี ภาวนาก็ดี จะเป็นผู้ที่จิตนั้นตื่นรู้ เมื่อตื่นรู้แล้ว ไม่มีอวิชชามาครอบงำในขณะนั้น เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นกุศลก็ขออธิษฐานจิตที่จะไม่ข้องแวะในสิ่งนั้นในกรรมชั่วนั้นที่เราล่วงละเมิด ล่วงเกินในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ก็ตามที ก็จะเป็นการสำรวมครั้งต่อไปว่าเรานั้นจะไม่ละเมิดล่วงเกิน

    เมื่อเราสำรวมระวังอย่างนี้ ทำการขอขมาต่อพระรัตนตรัยเสียได้อย่างนี้ เราก็ขอเข้าถึงกระแสพระรัตนตรัยไปเสีย ให้พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งพานำทาง รักษาดวงจิตวิญญาณของเรานี้ให้เข้าถึงการพ้นทุกข์ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป อย่างนี้แล้วกรรมชั่วอันใดที่เราเคยล่วงเกินกระทำมาแล้วก็ตามทีก็ถือว่าเป็นโมฆะกรรม เหตุเพราะอะไรเล่า เพราะนั้นเป็นกรรมที่เราเกิดจากใจโดยที่ไม่มีคู่กรณี เข้าใจมั้ยจ๊ะ ก็คือตัวของเรานั้นเองต้องสำนึกได้ด้วยใจจริง

    กรรมอันใดที่เราสำนึกได้ด้วยใจที่เป็นประธานแล้ว ขออ้างบุญกุศล อ้างพระรัตนตรัย บิดามารดาผู้ให้กำเนิดก็ดี ให้เค้าได้รับรู้เป็นสักขีพยาน ขอเทพยดาเจ้า พระแม่ธรณี บุญกุศลอันใดที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้วในขณะนี้ ณ โอกาสต่อไปนี้ข้าพเจ้าขอเข้าถึงกระแสพระรัตนตรัยจงนำทางดวงจิตวิญญาณของข้าพเจ้าที่มืดบอดด้วยอวิชชากิเลสตัณหาอุปาทานทั้งหลาย ช่วยเปิดทางเปิดแสงสว่างให้ดวงจิตดวงวิญญาณของข้าพเจ้าให้เข้าถึงคุณงามความดีในทาน ศีล ภาวนา นับแต่บัดนี้เป็นต้นไปด้วยเทอญ อย่างนี้แล้วก็เรียกเป็นการสมาทานที่เรานั้นจะขอเป็นพุทธบริษัท ที่จะเจริญรอยตามทางแห่งมรรคขององค์พระศาสดา เมื่อเราเจริญรอยตามแล้วนั่นแลเรียกว่าเรามีที่พึ่งเป็นสรณะแล้ว ที่พึ่งอย่างอื่นนั้นอย่าได้เข้ามาอีกเลย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจิตย่อมเกาะกระแสพระนิพพานก็ดี เกาะกระแสความสว่างของพระรัตนตรัยก็ดี กรรมชั่วอันใดก็ดีที่จะมาก้าวล่วงละเมิดที่ทำให้จิตใจเราตกต่ำไปในทางจิตใจที่ชั่วแล้วก็ตามทีย่อมมาเบียดเบียนบีฑาได้ยาก

    นั้นตอนขณะที่เราเจริญสมาทานศีลก็ดี ปลงพระกรรมฐานก็ดี เพื่อจะประพฤติปฏิบัติในทาน ศีล ภาวนาแล้ว กรรมชั่วอันใดเมื่อเราขอขมากรรมไปแล้ว ขอให้ละวางเสียในอารมณ์นั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ ให้ยกจิตขึ้นมาตั้งใจเสียใหม่ ว่าต่อไปนี้เราจะมุ่งมั่นทำความดี ระลึกดี คิดดี พูดดี อย่างนี้ให้ทำบ่อยๆ แม้ว่ามันจะล่วงไปบ้าง พลาดไปบ้างแล้วไซร้ แม้ทุกขณะที่เรามีโอกาสประพฤติปฏิบัติในพรหมจรรย์แล้วให้ตั้งใจใฝ่แบบนี้บ่อยๆ เมื่อเราตั้งใจบ่อยๆแล้วความผิดพลาดพลั้งนั้นมันก็เล็กน้อย เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    เมื่อเราตั้งใจบ่อยๆ มีสติมากๆเข้า..สัมปชัญญะมันก็บังเกิด มันจะรู้เท่าทันในอารมณ์นั้น ในขณะที่เรารู้เท่าทันตัดอารมณ์ วางอารมณ์ได้ เท่าทันได้แล้ว อารมณ์เมื่อเราไม่มีใจนั้นไปกังวลไปห่วงหาไปอุปาทาน..กรรมย่อมไม่เกิด นิโรธมันก็บังเกิด..ในกรรมนั้นก็ดับลง เข้าใจมั้ยจ๊ะ อย่างนี้แล้วก็เรียกว่าเป็นผู้เห็นทุกข์ เห็นภัยในวัฏฏะ เห็นว่ากุศลทั้งหลายทั้งปวง หรืออกุศลทั้งหลายทั้งปวงนั้นควรละ กุศลนั้นเมื่อเป็นสิ่งที่ดีแล้วควรสร้างให้บังเกิด เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๔ ๑๕๑๙๕๑๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     

แชร์หน้านี้

Loading...