ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต

ในห้อง 'สมเด็จโต พรหมรังสี' ตั้งกระทู้โดย na_krub, 12 ตุลาคม 2017.

  1. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    846
    ค่าพลัง:
    +2,448
    450ACA5B-6AA7-449C-923C-8696589F8867.jpeg

    ลูกศิษย์๑ : หลวงปู่คะ มารที่มาขัดขวางในการเดินทางสายมรรคหรือการทำความดีนี้เราจะพิจารณาเห็นยังไง ถ้าเกิดว่าเราเจอกับความเดือดเนื้อร้อนใจน่ะค่ะ เราจะทราบได้ยังไงคะ ว่ามันเป็นกรรมเก่า หรือว่าเป็นมารที่มาขัดขวางการทำความดี

    หลวงปู่ : กรรมที่มันให้ผลในปัจจุบันล้วนแล้วแต่เป็นกรรมในอดีต เช่นวันนี้เราทำสิ่งไม่ดีไว้ พรุ่งนี้สิ่งไม่ดีแม้มันยังไม่ให้ผลในวันนี้หรือวันต่อๆไป แต่สักวันเมื่อมันมีกำลังแล้วเราทำอยู่บ่อยๆ จนไม่เห็นโทษเห็นภัยมันแล้ว..นั่นแลเรียกว่ามันจะตามมาให้ผลในความทุกข์ร้อนใจ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ก็เหมือนกับว่ากรรมอันใดเมื่อทำไปแล้วทำให้เรานั้นเดือดร้อนในภายหลัง..กรรมนั้นแลเป็นกรรมชั่ว ควรกำหนดรู้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ นั้นกรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันล้วนแล้วเป็นผลมาจากอดีตทั้งนั้น ที่โยมเกิดตายเกิดตายมาแล้วไม่รู้เท่าไหร่..

    ดังนั้นแล้วกรรมในอดีตไม่สามารถแก้ไขได้ แต่กำหนดรู้ได้ในปัจจุบัน เพราะมันจะผุดขึ้นมาตอนที่โยมขาดสติขาดศีล เข้าใจมั้ยจ๊ะ เค้าจึงบอกให้โยมนั้นมา"เจริญสติ" นี่พระพุทธองค์ท่านตรัสบอกว่าผู้ใดมีสติ มีจิตที่ปราศจากกิเลสมาปรุงแต่งเสียแล้ว กิเลสตัณหาอุปาทานในทุกข์ใดๆก็ไม่สามารถมาสิงอยู่ได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ลูกศิษย์๒ : หลวงปู่ครับ แม้ว่าจะเป็นกรรมที่เป็นกรรมหนัก นี้เราจะแก้ได้เหรอครับ คือกรรมที่เราไม่รู้ว่าอดีตชาติเราทำกรรมหนักมานี่?

    หลวงปู่ : อ้อ..อดีตชาติไม่ต้องไปรู้มันหรอกจ้ะ เพราะเราไปอยากรู้นี่เค้าว่าจะแกว่งตีนหาเสี้ยน เสี้ยนมันจะทิ่มเอา เรากำหนดรู้ปัจจุบันอย่างเดียวแหล่ะจ้ะ พอเรากำหนดรู้ปัจจุบันไม่นานเดี๋ยวก็รู้อดีต ไม่นานพอรู้ปัจจุบันไม่นานมันก็จะรู้อนาคตด้วย เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นเค้าบอกให้เราเฝ้าดูจิต ถ้าเฝ้าดูไม่ได้ก็ดูลมหายใจดูความสงบไป เมื่อความสงบมันเข้าถึงที่ของมันในสมาธิแล้วจิตมันจะว่างจากอกุศลแล้ว ทีนี้ตัวปัญญาตัวญาณทัศนะมันจะเกิดของมันเองโดยธรรมชาติ จงรักษาจิตให้เป็นปรกตินั่นแล..แล้วโยมจะเห็นทุกอย่างเป็นปรกติ อะไรที่ไม่ปรกตินั่นแลเรียกว่า..โยมจะเรียกว่าอะไรดี เมื่อจิตเราปรกติแล้วเราจะเห็นทุกอย่าง เมื่อไม่ปรกตินั่นคืออะไร..

    จิตที่เป็นปรกติเค้าเรียกกุศลธรรม จิตที่เป็นผิดปรกตินั่นแลเรียกว่าอกุศลธรรม..สิ่งที่มันเกิดขึ้น สิ่งที่เรานั้นไปทำไปล่วงละเมิดไว้แล้วนั่นเอง ดังนั้นก็ควรละ แต่สิ่งพวกนี้มันละยาก เพราะว่ามันฝังไปในอัตตาตัวตนในจิตวิญญาณแล้วในธาตุขันธ์ เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะขันธ์นั้นคือตัวทุกข์

    ดังนั้นโยมต้องไปละไปเพ่งโทษในกายนี้ให้มากๆ นั่นแล..เมื่อโยมละรูปขันธ์ได้มากเท่าไหร่ เวทนามันก็จะมีน้อยเท่านั้น เมื่อเวทนามันมีน้อย..สัญญาความจำมั่นหมายนั้นเราจะหยุดการปรุงแต่ง ไม่อุปาทานเกิดขึ้นมา อย่างนี้แลจิตเราจะเข้าถึงความสงบ ไม่วุ่นวาย ไม่ส่งจิตออกไปภายนอก ไม่ทำให้ตัวเรานั้นเป็นทุกข์เป็นร้อนนั่นแล เค้าเรียกว่าอยู่แต่บุญกุศล

    หากบุญกุศลเรามันน้อยแล้วไซร้ เหมือนน้ำที่มันน้อย..มันก็ย่อมมีความร้อน นั่นหมายถึงว่าเมื่อบุญกุศลเรามันมีมากอยู่..จิตเราจะเป็นสุข แต่จิตเรานั้นถ้าจิตเป็นกุศลมันน้อยแล้ว..จิตเราจะเร่าร้อน เราจะรู้ได้อย่างไร ก็สิ่งที่เราไปกระทำล่วงละเมิดนั่นแล ที่คิดว่าไม่เป็นไร เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    แต่เมื่อผลของกรรมมันเกิดขึ้นแล้ว จิตเรานั้นเริ่มเร่าร้อนแล้ว เราควรกลับมาแก้ไข มาเจริญสติเสีย เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าเราอยู่กับสติของเรานั้นให้เป็นปรกติ ให้รู้เท่าทันอยู่บ่อยๆ เราจะเท่าทันกรรม เมื่อเราเท่าทันกรรมแล้ว เราจะรู้วาระกรรมของเราว่ากรรมที่เรากระทำนั้นเกิดขึ้นที่ใด..เราต้องไปดับเหตุที่นั่น

    นั่นแหล่ะจ้ะ เมื่อโยมดับเหตุได้..ผลก็จะไม่เกิด เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่เหตุทั้งหลายทั้งปวงที่มันเกิดขึ้น ล้วนแล้วแต่มีที่มาของมันคือต้นเชื้ออกุศล คือรากเหง้าแห่งไฟโทสะ โมหะ โลภะ นั้นต้องทำยังไง ฉันบอกแล้วให้โยมนั้นเจริญจิตให้เกิดเมตตาแล้วอโหสิกรรม

    การอโหสิกรรม..คือการจะตัดเวรตัดพยาบาท ตัดโรคตัดภัยได้อย่างแท้จริงไม่มากก็น้อย จะทำให้โยมนั้นห่างไกลจากโรคภัย ถามว่าห่างไกลเป็นอย่างไร ไหนบอกว่าโรคภัยมันอยู่ในตัว..ใช่มันอยู่ในตัว แต่เมื่อเรานั้นเจริญเมตตามากๆเข้าแล้ว แม้จะมีโรคนั้นแต่มันจะไม่กำเริบ..นั้นเรียกว่าห่างไกล เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  2. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    846
    ค่าพลัง:
    +2,448
    893F4EED-831F-400E-91D5-1E0E525F906C.jpeg

    ถ้าโยมไม่เจริญกรรมฐานให้ถึงที่สุดแล้วโยมจะไม่พ้นกรรมไปได้เลย ถ้าไม่ขัดเกลาจิตไม่ขัดนิสัยเดิมๆออกเสีย โยมจะมีความอิสระไม่ได้เลย เข้าใจมั้ยจ๊ะ นี่เค้าเรียกว่ากรรม "ธรรม"ก็คือยาอย่างหนึ่ง แต่ถ้าโยมไม่เข้าใจในธรรมเหมือนโยมไม่ได้กินยามันจึงดื้อยา พอให้ไปแล้วไม่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ..เค้าเรียกมันดื้อยา เอายาไปแล้วแต่ไม่เอาไปกิน ไม่ไปพิจารณา ไม่ไปปฏิบัติ แล้วก็กลับมาขอยาอีก นี่เค้าเรียกว่าให้ไปก็เสียเปล่า เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นโยมต้องรู้ก่อนว่าเราป่วยเป็นอะไร ต้องรู้อาการของเราก่อน หมอยังไม่รู้ดีเท่ากับคนป่วยหรอกจ้ะ จำไว้นะจ๊ะ เราต้องรู้ว่าเราป่วยอะไร บางคนป่วยทั้งกายทั้งใจ ไม่เป็นไรป่วยพร้อมกันนั่นแหล่ะ จริงๆแล้วกายมันป่วยของมันอยู่แล้ว..เพราะอะไร กายมันเสื่อมของมันอยู่แล้ว แต่จิตนี่เดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ร้าย เดี๋ยวก็ผีเข้าผีออก เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    แล้วนี่ไอ้ผีเข้าผีออก ผีมันเข้าไม่เป็นเวลามันออกก็ไม่เป็นเวลา เพราะมันไม่รู้เวลาเข้าเวลาออก ทีหลังคอยจับเวลาไว้ พอจะเข้าอ้อ..รู้แล้วมันจะเข้า..เวลานี้นะ เวลาที่มีอารมณ์เข้ามากระทบเวลาอะไร รู้เวลามั้ย จะได้จัดยาให้ถูก นั้นโยมต้องรู้ว่ามันเข้าตอนไหนมันออกตอนไหน..ต้องรู้อารมณ์ของจิต..ว่าอะไรมากระทบแล้วทำให้เรานั้นจิตมันผิดปรกติ นั่นแลผีตัวนั้นแล..เป็นผีอะไร

    ผีอะไรก็ตามมันแพ้"เมตตา"ทั้งนั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ นั้นเราต้องแผ่เมตตาอยู่บ่อยๆ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าคนมีศีลนี้ผีไม่ค่อยสิง เพราะฉะนั้นถ้าหมอผีจะไปปราบผีต้องเอาสายสิญจน์มาล้อมรอบก่อน เพราะว่ากันผีเข้า ดังนั้นแล้วผีมันกลัวคนมีศีล เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่ตอนที่จะรับศีลเข้าศีลนี่..ดันลืม ลืมเอาผีออกก่อน..นี่สำคัญนะ

    นั้นโยมจะเข้ากรรมฐานโยมต้องเอาผีออกก่อน เพราะว่าถ้าผีตอนที่โยมรับศีลแล้วโยมไม่ได้เอาผีออก ผีมันมีศีลเข้าไปด้วยผีมันก็จะร้อน นั้นโยมต้องเอาผีออกก่อน..คือแผ่เมตตาจิตก่อน ขออโหสิกรรม ขอเมตตาขออโหสิกรรมขอขมากรรมก่อน ทำให้จิตเรานั้นมันหมดไม่มีอคติ เรียกว่าหมดจากอกุศลเสียก่อน ทำจิตให้ตั้งมั่นเป็นกุศลต่อพระรัตนตรัย แล้วก็น้อมจิตให้สงบก่อน เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าอย่างนี้แล้วมันจะไม่เป็นโทษเป็นภัยในกายเรา

    เพราะว่าผีเราที่เข้ามาอยู่เพราะอะไรจ๊ะ ทำไมต้องมาอยู่เพราะอะไร มันเป็นเจ้ากรรมกันถึงต้องมาอยู่ ก็เค้าไม่มีที่อาศัยแล้วเค้าต้องมาอยู่ ทำไมเค้ามาอยู่ได้..ก็เพราะเค้าเป็นกรรมกัน ทำไมเค้าต้องมาตามเรา อ้าวก็เราไปทำร้ายอะไรเค้าไว้ไม่รู้มากมาย เค้าไม่มีที่อยู่เค้าต้องมาอยู่กับเรา

    กายสังขารไม่ใช่ของโยมคนเดียวนะ จำเอาไว้ บางคนก็ผีสิงไม่รู้กี่ตัว ทั้งป่าช้ามันอาจจะรับหมดก็ได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ เค้าจึงบอกว่ามนุษย์นี่เกิดมาบางคนก็ผุดจากวิสัยเปรตนรกมาเกิด ผุดจากสัตว์เดรัจฉานมาเกิด ผุดจากเทวดาจากพรหมวิสัยมาเกิด เหล่านี้ความประณีตของจิตมันจึงต่างกัน วาสนาบารมีจึงต่างกัน พอมาอยู่รวมกันจึงวุ่นวายไปหมดทีนี้ เห็นมั้ยจ๊ะ

    ทีนี้มันมีอยู่ว่าถ้าโยมไม่รักษา ไม่หมั่นกินยารักษา ถ้าโยมกินยาไม่เป็นเวลา เค้าจึงบอกว่าการสวดมนต์ไม่ได้เป็นยาทา..แต่เป็นยากิน เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะโยมสวดไปมากๆสวดไปมากๆมันจะเข้าไปภายใน เข้าใจมั้ยจ๊ะ ยาทามันเป็นยาแค่ภายนอก แต่ยากินมันกินเข้าไปถึงภายใน กินยังไง..มันกินใจเข้าไปเรื่อย สงบไปเรื่อยสงบไปเรื่อย เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ดังนั้นการสวดมนต์เค้าเรียกว่ายากิน แต่กรรมฐานเป็นยาถ่าย รู้จักยาถ่ายมั้ย อ้าว..ก็โยมละไปมากๆมันก็ถ่ายออกถ่ายออก นี่เค้าเรียกยาถ่าย..กรรมฐานนี่เป็นยาถ่าย นั้นโยมต้องกินก่อน ถ้าโยมไม่สวดมนต์โยมไปกินยาโยมถ่ายออกมั้ยจ๊ะ โยมอยากจะนั่งก็นั่งเลยไม่นานหรอกจ้ะแป๊บเดียว แต่ถ้าโยมสวดมนต์ไปแล้วจิตสงบตั้งมั่นแล้วทีนี้พอจะเข้ากรรมฐานเจริญสมาธิมันจะคล่องตัว

    โยมสวดไปเถอะง่วงแค่ไหนก็สวดไป จะโยกตามไปเป็นจังหวะก็ดี เทพเทวดาเค้าก็โมทนา ได้ทั้งนั้นถ้าจิตโยมตั้งปรารถนาที่ดีเป็นกุศล ขอให้จิตเบิกบานมีความพอใจในสิ่งที่ทำ..ดีทั้งนั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ นั้นการสวดมนต์ต้องสวดมนต์ก่อน ต้องกินยาก่อน เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  3. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    846
    ค่าพลัง:
    +2,448
    8344BB36-325F-413D-8765-099BEBD1E702.jpeg

    แม้ว่ากายสังขารโยมมันจะเป็นทุกข์ แม้มันเสื่อมชราลงไป..แต่ถ้าโยมวางเฉยได้ โยมก็แค่อาศัยกายนี้..แต่ไม่ได้ยึดในกายนี้ เพราะกายนี้มันก็เป็นกรรมก็ต้องชดใช้ บางคนอายุมากแล้ว ๘๐-๙๐ ก็ยังไม่ตายไปไหน ก็เหตุเพราะว่าเรียกว่ากายนี้ต้องชดใช้ในกรรม เสวยในเวทนา แต่ถ้าโยมประพฤติปฏิบัติเจริญวิปัสสนาเห็นโทษภัยในวัฏฏะเมื่อไหร่ โยมจะได้เอากายสังขารนี้สร้างบุญบารมียิ่งๆขึ้นไปเท่านั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    บางคนมีอายุมากอยู่ไปแต่ไม่รู้อยู่ไปทำไม นี่เรียกว่าอยู่ไปกลับทรมาน อยู่ไปแบบใช้กรรม แต่คนที่มีอายุมากมากเท่าไหร่และรู้ว่ากายสังขารนี้มีประโยชน์อย่างไร บุคคลนั้นเค้าเรียกว่า..อยู่เพื่อสร้างบารมี เข้าใจมั้ยจ๊ะ นั้นการอยู่จึงอยู่ไม่เหมือนกัน นั่นก็หมายถึงว่าอยู่เพื่อรอวันตาย แล้วก็อยู่เพื่อว่าก่อนตายจะทำความดีจนกว่าจะหมดสิ้นลมหายใจ..อย่างนี้เรียกว่าบารมี แต่ถ้าอยู่เพื่อรอวันตาย..อันนี้เรียกว่าเกิดมามาชดใช้กรรมอย่างเดียว เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    เมื่อโยมชดใช้กรรมอย่างเดียว..ไม่มีทางหมดหรอกจ้ะ กรรมจะหมดได้โยมต้องสร้างกรรมดี การสร้างกรรมดีนี้เพื่อจะไปผดุงในกรรมที่เราทำไว้ในเวรอาฆาตพยาบาท เพื่อไม่ให้ลุกลามบานปลายไปอีก นั้นมนุษย์เราที่เรามีอยู่นี้โยมไม่ต้องบอกว่าสร้างแต่ความดีอย่างเดียว..เป็นไปไม่ได้ แม้ในความคิดเราก็ยังมีคิดดีคิดชั่ว ใช่หรือไม่จ๊ะ มันจึงเป็นธรรมดา

    การคิดดีคิดชั่วนี้ที่เราไม่สามารถไปบังคับมันได้ว่าอย่าคิดชั่วนะ การคิดชั่วหรือคิดดีนี้มันเหมือนไร้เจตนาที่เราจะควบคุมมันได้..จึงยังไม่เป็นบาปเป็นผลอะไร เข้าใจมั้ยจ๊ะ อย่างนั้นโยมไม่ต้องไปวิตกกังวลว่า การที่เราคิดชั่วคิดไม่ดีกับใคร..เหล่านี้มันจะเป็นเวรเป็นกรรมกับเราหรือไม่

    ถ้ากรรมอันใดไร้เจตนา..ที่เราควบคุมไม่ได้นั่นแล ที่ไม่สามารถควบคุมได้ อย่างนี้ยังไม่เป็นบาปเป็นกรรมอันใด เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่ถ้าโยมควบคุมในความคิดในสิ่งที่โยมล่วงไปแล้วแล้วเท่าทันมันได้ โยมก็สามารถรู้ได้ว่ากรรมที่เราได้ละเมิดลงไปคิดออกไปนั้นที่มันเป็นอกุศลนี้แล..ที่เรียกว่ามันจะบั่นทอนในคุณงามความดีในความเชื่อความศรัทธา

    เมื่อใดที่โยมจะลงทุนทำความดีแต่จิตอกุศลที่ว่ามันเป็นมารที่มันจะคอยขัดขวางในตัวของมันเองนี้แล ที่มันจะห้ามไม่ให้ทำนี้แล แต่ถ้าโยมทำความดีไว้มากๆมันมีกำลังมากกว่า ไอ้จิตที่เป็นอกุศลเป็นพญามารมันจะห้ามอยู่ได้มั้ยจ๊ะ (ลูกศิษย์ : ไม่ได้) นั่นแหล่ะจ้ะเค้าถึงบอกว่าการสร้างคุณงามความดีหรือบุญบารมีต้องทำให้มากๆเพราะอะไร เพราะเราไม่รู้ว่ากรรมเก่าที่เราทำไว้มีมากเพียงใดที่มันจะมาให้ผล

    ดังนั้นที่โยมต้องทำให้มันมีกำลังกุศลมากนี้เพราะอะไร เพื่อเป็นแรงผลักดันให้เรานั้นได้สร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ เช่นในการเจริญทาน ศีล ภาวนา เจริญพระกรรมฐานนี้เป็นกุศลยิ่งใหญ่ มนุษย์นี้ที่จะเข้าในกรรมฐานเจริญวิปัสสนาได้แต่ละครั้งมันไม่ใช่ของเล็กน้อยนะและไม่ใช่ของง่าย มันต้องมีกำลังใจที่ดี มันต้องมีศรัทธาในความเชื่อพอสมควร ต้องเคยสะสมกระทำมาแล้วในอดีต..นั่นคือวาสนา ต้องมีครูบาอาจารย์ อย่างนี้โยมถึงจะเจริญขึ้นมาได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    บางคนเจริญขึ้นมาแล้วแต่ก็ไม่ตลอดรอดฝั่งเพราะอะไร ความเพียรเมื่อเราทำลงไปแล้ว เมื่อเราคลายจากความเพียรเมื่อไหร่มันก็ไม่ต่อเนื่องกัน เมื่อความเพียรเรานั้นมันล่าถอยออกไป สิ่งที่มันจะเกิดและเข้ามาขัดขวางก็คืออกุศลหรือมาร ที่มันจะบั่นทอนไม่ให้เรานั้นกระทำคุณงามความดี แต่ถ้าเราทำความเพียรอยู่บ่อยๆจนมันชิน จิตมันมีความกล้าแกร่งความตั้งมั่น เราก็จะทำได้อยู่บ่อยๆ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    หมายถึงว่าถ้าจะสวดมนต์ก็เป็นของเรื่องง่าย จะภาวนาจิตก็เป็นของง่าย บางคนจะสวดมนต์พอละจากความเพียรถอยจากความเพียรไปแล้ว ความเพียรไม่ต่อเนื่องไปแล้ว..เป็นยังไง จะสวดมนต์ซักบทนึงยังไม่จบเลย เห็นมั้ยจ๊ะ เพราะอะไร..มารมันเริ่มขัดขวาง จะขอนั่งเจริญภาวนาซักหน่อยยังไม่ได้ชั่วยามเลย ยังไม่ได้อึดใจเดียวเลย..ไปแล้วหลับแล้ว อย่างนี้เห็นมั้ยจ๊ะ

    ดังนั้นการจะทำความดีบางครั้งแม้จะต้องฝืนทำมันก็ต้องทำ เพราะถ้าโยมไม่ฝืน โยมก็ต้องเป็นเชลยเป็นทาสมันอยู่ร่ำไป เข้าใจมั้ยจ๊ะ โยมจะไม่สามารถฝ่าออกจากวงล้อมของอกุศลพญามารได้เลย แล้วเมื่อไหร่โยมจะเป็นอิสระเล่า แล้วเมื่อไหร่จะใช้หนี้เค้าหมด แล้วเมื่อไหร่จะเป็นไทอย่างแท้จริง

    การที่เราฝ่าออกจากวางล้อมพญามารคืออะไร นั่นหมายถึงว่าจิตอยากทำอะไรในกุศลในคุณงามความดี..ก็ทำได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่ต้องรอให้ใครมาบอกไม่ต้องรอให้ใครมาสั่งและไม่ต้องรอใคร การจะทำความดีโยมไม่ต้องรอใคร บุคคลที่เจริญคุณงามความดีโดยมีสัจจะเป็นที่ตั้งเป็นที่หมายที่จะเจริญความเพียรในคุณงามความดี พอโยมจะทำอะไร..คนที่มีสัจจะมีบารมี..เค้าเรียกว่าเทพเทวดาเจ้าเค้าจะรู้หน้าที่ เมื่อโยมมาเจริญมนต์ก็ดีเค้าก็จะมาภาวนาเจริญสาธุ มาโมทนามารักษา เพราะเทวดาเค้าก็กราบมนุษย์ที่เป็นผู้มีศีลมีธรรม เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  4. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    846
    ค่าพลัง:
    +2,448
    D248410A-7F73-479B-8FD7-45CD57B29CF2.jpeg
    ลูกศิษย์ : อย่างหนูพยายามที่จะสวดมนต์ แล้วปัญหามันเกิดตรงที่ว่าสามีเค้าไม่เข้าใจ บางครั้งเค้าจะบอกว่าทำไมเธอต้องสวดมนต์นานเป็นชั่วโมง แล้วเมื่อไหร่เธอจะมีเวลาให้ฉัน แล้วแบบบางทีพอหนูสวดเสร็จแล้วหนูก็มีความรู้สึกว่าศีลหนูบริสุทธิ์แล้วหนูก็อยากจะเข้านอนเจ้าค่ะ แล้วเค้าก็จะถามว่าแล้วเวลาที่ให้กับฉันล่ะ บางครั้งปฏิเสธไม่ได้ค่ะ ศีลหนูขาดมั้ยคะ

    หลวงปู่ : สวดมนต์ ๑๐๘ บท..โยมสวดย่อๆก็ได้จ้ะว่าพุทโธ มนต์ ๑๐๘ บทโยมจะสวดจบเล่มแล้วมันจะมารวมอยู่ที่พุทโธ..คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่ถ้าโยมมีเวลาโยมค่อยสวด..มันจะเป็นทานบารมีให้กับเทวดารักษาในบ้านนั้น ในวิมานในอากาศนั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    อันที่แท้จริงแล้วเมื่อเรามีสามีอยู่..เราควรทำหน้าที่ การหลับนอนกับสามีเป็นธรรมดา ถ้าจิตเราไม่มีราคะในขณะนั้นแต่เราทำเพื่อหน้าที่แล้ว..นั่นเรียกว่าพรหมจรรย์เรายังอยู่ คำว่า"พรหมจรรย์"คือความบริสุทธิ์ของจิต จิตที่เข้าถึงแล้วในกุศล..นั่นเรียกว่าพรหมจรรย์

    จิตที่เข้าถึงที่อยากจะทำความดี..นั่นเรียกว่าพรหมจรรย์ จิตที่วางอุเบกขาแล้วนั่นเรียกว่าพรหมจรรย์ จิตที่มีเมตตาแล้วเรียกว่าพรหมจรรย์ จิตที่มีความอยากจะให้ปรารถนาให้คนอื่นเค้าพ้นทุกข์ จิตที่ไม่มีอาฆาตพยาบาทริษยา..เรียกว่าพรหมจรรย์ ถ้าโยมอยากจะทำหน้าที่กับสามีภรรยา..เค้าก็ทำไป เราก็ทำไป เค้าเสร็จแล้วเราก็ภาวนาเราต่อได้ แล้วยังจะได้ธรรมในตอนนั้นด้วย ทำให้เรานั้นยิ่งเบื่อหน่ายไปใหญ่..แต่เราต้องทำเพราะเป็นหน้าที่

    กายเรายังต้องทำทาน เรียกว่าทำทานให้สามี ดีกว่าสามีไปทำทานนอกบ้าน กายสังขารเรานี่เป็นทาน เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะบางทีกายสังขารเราตายไป เสือแม่ลูกอ่อนมันหิวโหย กายเรายังให้เป็นทานได้ เห็นมั้ยจ๊ะ งั้นการเราให้กายให้เป็นทานให้สามีฉันว่ามันเป็นกุศลนะ โยมว่าอย่างนั้นมั้ยจ๊ะ

    โยมจะสวดมนต์กี่บทก็ตาม แต่ถ้าไม่มีเวลาโยมสวดสั้นๆว่าพุทโธ เข้าใจมั้ยจ๊ะ พอมีเวลาค่อยยืดบทยาวๆ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าไม่มีเวลาก็พุทโธอยู่ตลอดเวลา โยมจะทำอะไรโยมก็พุทโธได้ไม่มีใครมารู้โยมหรอกจ้ะ เข้าใจมั้ยจ๊ะ จิตโยมพูดคุยสนทนาปราศรัย แต่อีกจิตหนึ่งยังภาวนาอยู่ เข้าใจมั้ยจ๊ะ เค้าเรียกว่าสัมผัส

    ดังนั้นแล้วคนที่เค้าบอกว่ามีศีล โอ้ย..ฉันถือศีล ๘ แล้วฉันคงนอนกับคุณไม่ได้แล้ว เพราะศีลฉันจะหม่นหมอง เพราะฉันศีล ๘ แล้ว ไม่ว่าจะศีล ๘ ศีลอะไรถ้าว่าโยมต้องมีความจำเป็นจริงๆแล้วที่จะต้องหลับนอนกับสามีแล้ว ถ้าจิตโยมไม่มีความอยากแล้วโยมไปร่วมประเวณี..ก็หาว่าโยมนั้นผิดศีลไม่ที่โยมรับไปแล้ว จำไว้นะจ๊ะ

    จิตที่มีความอยากเท่านั้นที่ศีลโยมจะชำรุด ถ้าจิตโยมไม่ได้มีความอยากปรารถนาจะมีความใคร่ แต่อีกฝ่ายอยากมีความใคร่ แสดงว่าโยมกำลังสร้างทานบารมี และเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะมันฝืนใจ อะไรที่ทำได้ยากนั่นแหล่ะจ้ะเค้าเรียกว่าบารมีอันยิ่งใหญ่ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นอย่าคิดว่าฉันน่ะปฏิบัติธรรมแล้ว ฉันรับศีลแล้วต้องนอนคนละห้องเลย นั้นการจะทำอะไรให้เดินสายกลาง หากเรายังมีภาระหน้าที่อยู่ในการครองเรือนอยู่ เพราะพระโสดาบันก็ยังมีความรู้สึกระหว่างเพศอยู่ แต่ถ้าโยมไม่มีเลยมันก็เป็นเส้นทางที่โยมนั้นเปิดทางอำนวยความสะดวก เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    จำไว้นะจ๊ะ ถ้าจิตโยมไม่มีความอยากในความใคร่ในตัณหาแล้ว ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งสามีภรรยาปรารถนา หากโยมทำเพื่อหน้าที่..นั่นเรียกว่าโยมสร้างทานบารมี จำไว้นะจ๊ะ โยมต้องรอๆกันหน่อย ดังนั้นโยมไม่ต้องกลัว ศีลมันอยู่ที่ใจเรา ใจที่เป็นปรกติ ปรกติว่าโยมเห็นทุกอย่างเป็นปรกติ เข้าใจโลก อ้าว..สามีเรายังมีความต้องการมีความใคร่อยู่ แต่เรานั้นไม่มีแล้วจะทำยังไง นั้นโยมต้องเข้าใจว่าจิตที่มีตัวอยากมันเป็นอกุศล จิตที่ไม่มีตัวอยากเป็นกุศล เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ศีลที่เรารับมาเพื่อการรักษา เพื่อให้จิตเราเข้าไปยึดมั่นถือมั่นที่จะทำความดีให้ได้ แต่จิตที่เรามีศีลแล้วมีธรรมแล้ว ไม่ใช่บอกว่าการละเมิดล่วงเกินในกายของเรานี้จะผิดศีลผิดพรหมจรรย์..ไม่ใช่ เข้าใจมั้ยจ๊ะ มันอยู่ที่จิตเรามีความอยากหรือเปล่า ถ้าจิตเราไม่มีความอยากเราก็ข้ามสมมุติบัญญัติตรงนั้นไปแล้ว จะหาผิดศีลผิดธรรมเป็นไปไม่ได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่มันเป็นของยากที่จะทำเท่านั้นเอง

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  5. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    846
    ค่าพลัง:
    +2,448
    3109F951-1A62-4DDF-A292-A59EA1882991.jpeg

    คำว่าอรหันต์จะไม่มีโลภ โกรธ หลง แต่เค้าบอกว่าแม้เรายังเป็นมนุษย์อยู่ก็ดี ถ้าเรามีความโกรธ มีความโลภ มีความหลง แต่เรารู้เท่าทันมัน..นี่เรียกว่าเป็นอริยบุคคลชั้นต้นแล้ว เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่ถ้าคนที่โลภ โกรธ และหลงแล้วไม่รู้เท่าทัน แต่กระทำลงไปแล้วเพิ่งมารู้..อย่างนี้ยังเป็นปุถุชน

    ปุถุชนกับอริยบุคคลจึงแตกต่างกันตรงนี้ แตกต่างตรงที่ว่าอารมณ์นั้นดับยังไม่ได้ จะดับได้ก็คือกรรมมันได้สนองให้ได้กระทำไปแล้วจึงรู้ว่ากรรมนั้นเป็นอย่างไร เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่อริยบุคคลรู้ในอารมณ์และดับในอารมณ์ได้นั่นแล..เรียกว่าอริยบุคคล เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นขอให้โยมจงพิจารณาในธรรมที่ฉันกล่าวว่าจิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้วโยมต้องเอาไปตั้งไว้ที่ใด เพราะสมาธิถ้าโยมตั้งอยู่นอกกายเมื่อไหร่ นอกกายนั้นมันเป็นที่ว่าง มันไม่ใช่ที่ตั้งที่ฐานของจิต แต่ที่โยมตั้งอยู่ในกายนั้นแลคือตั้งอยู่ที่เหตุ ถ้าตั้งอยู่นอกกายมันเป็นนอกเหตุ นอกเส้นทางนิพพาน ถ้าตั้งอยู่ในกายเมื่อไหร่..มันเป็นเหตุ มันเป็นผล มันเป็นมรรค มันคือทางเดิน คือเพ่งรู้ในโทษภัยในวัฏฏะ เพ่งโทษในกายตน ว่าการเกิดเป็นทุกข์อย่างไร

    แม้เราจะมีความแข็งแรงมันก็มีความอ่อนแอซ่อนอยู่ แม้เราไม่เจ็บไม่ป่วยมันก็มีความเจ็บความป่วยซ่อนอยู่ แม้ที่เรายังไม่ตายมันก็ยังมีความตายซ่อนอยู่ ถ้าโยมพิจารณายกมันขึ้นมาให้เห็นเพียงอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งที่ทำให้จิตโยมตั้งมั่น แล้วเกิดความปลงสละสังเวชในอารมณ์นั้นได้ ทำให้จิตโยมน้อมเข้าหากฎแห่งไตรลักษณ์ว่า..ทุกอย่างมันเป็นทุกข์ มันไม่เที่ยง เป็นอนัตตา เป็นแต่ของว่าง

    ของว่าง..คืออะไร ของว่างหมายถึงสิ่งที่เราไม่สามารถยึดมั่นถือมั่นอะไรมันได้เลย คือนอกเหนือคำสั่งเรา อะไรที่อยู่นอกเหนือจิตที่เราจะไปบังคับบัญชามันนั่นแล..เค้าเรียกว่าอนัตตา ความเจ็บ ความป่วย ความตาย..เราบังคับมันได้หรือเปล่าจ๊ะ นั่นคืออนัตตา แล้วอะไรบ้างที่เราบังคับมันได้ อะไรที่เราบังคับมันได้มีมั้ยจ๊ะ

    อนัตตาเราไปอะไรมันไม่ได้เลยเพราะมันว่างแล้ว นั้นจิตที่ว่างโยมจะพิจารณาธรรมได้หรือเปล่าจ๊ะ เมื่อมันเป็นอนัตตาไปแล้ว (ลูกศิษย์ : ไม่ได้ค่ะ) ถูกต้อง จิตที่ว่างมันเป็นอนัตตา ไม่สามารถพิจารณาธรรมได้ แล้วจิตแบบไหนที่จะพิจารณาธรรมได้ จิตที่อยู่ในวิตกวิจาร จิตที่มีอัตตาอยู่ จิตที่มีกายสังขารมีตัวมีตนอยู่ ถึงจะพิจารณาธรรมได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มันพิจารณาธรรมอย่างไร อ้าว..ก็ธรรมมันอยู่ในกายสังขาร วิตกวิจารมันเป็นปฐมฌาน นั้นโยมต้องกลับมาดูที่ลมหายใจ มาดูที่กายอย่างนี้ แล้วพิจารณาละมันลงไปจนวิตกวิจารมันหายไป ทำให้เกิดสุขและปิติขึ้นมา เพื่อจะเอาสุขและปิตินี้แลเป็นกำลังแห่งฌาน ให้เข้าถึงอุเบกขาคือการวางเฉยที่เราจะข่มจิตข่มใจข่มเวทนา เพื่อจะเอามาพิจารณาธรรม เพื่อระงับความฟุ้งซ่านของจิต อย่างนี้..เพื่อไม่ให้จิตส่งออกไปภายนอก

    จิตที่ส่งออกไปภายนอกนั่นแลเค้าเรียกว่าสมุทัย..มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ เมื่อมันเป็นเหตุแห่งทุกข์แล้วส่งออกไปแล้วนี่..มันหามีประโยชน์อันใดไม่ เพราะทุกข์ที่แท้จริงมันอยู่ในกาย ควรกลับมาดูภายใน ก็คือภายใน..อะไรที่เรียกว่าภายในจึงเรียกว่าเป็นธรรมทั้งนั้น ก็เพ่งดูให้อยู่บ่อยๆ

    นั้นจิตที่ว่างเป็นอนัตตาไม่สามารถพิจารณาธรรมได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ โยมต้องถอยออกมาให้อยู่ในวิตกวิจารที่อยู่ในอัตตา แล้วบอกว่าอัตตานี้ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น..ก็ถูกแล้ว อัตตานี้ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ก่อนที่โยมจะอนัตตาเป็นของว่างนี่โยมต้องรู้ก่อนว่าโยมมีอัตตาแล้วเป็นอย่างไร โยมเห็นโทษเห็นภัยมันหรือยัง โยมยังไม่รู้โทษรู้ภัยมันจะไปอนัตตามันจะข้ามไปทำจิตให้ว่าง ทำจิตให้ว่าง แล้วว่างแล้วเป็นยังไง เคยจิตว่างมั้ยจ๊ะ จิตว่างแล้วเป็นยังไงจ๊ะ

    จิตว่างนี่สุขก็ไม่มีทุกข์ก็ไม่มี ใช่มั้ยจ๊ะ ใครด่าโยมในขณะนั้นตัวโทสะมันยังไม่ทำงานเลย อ้าว..มันว่างน่ะ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าเป็นอัตตาเมื่อไหร่ใครด่าโยมรับรอง เผลอๆโยมดีดกะโหลกใส่ นั้นขณะที่จิตมันว่างเป็นอนัตตา..โทสะ โมหะ โลภะนี้มันหยุดทำงานทันที แต่เค้าถึงบอกว่าในขณะที่โยมยังไม่เข้าถึงอนัตตา..ที่เค้าให้พิจารณาเพราะอะไร เพราะให้โยมนั้นวางให้ปล่อยให้ละ ไม่ให้ยึดนั้นเอง เพื่อให้จิตมันเข้าถึงความสงบ

    จิตเข้าถึงความสงบจะรู้ได้อย่างไร..จิตมันจะเบากายมันก็จะเบา เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว..นี่แลคือการทำจิตให้ตั้งมั่น สมาธิที่ตั้งมั่น จิตมันจะเบากายมันก็จะเบา เวทนามันก็จะเกิดน้อย ถ้าโยมไปยึดมันมากเท่าไหร่ สมาธิไม่รวมตัวกัน เดี๋ยวเกิดขึ้นเดี๋ยวตั้งอยู่อย่างนี้ ไม่นานโยมจะถูกเวทนาเล่นงาน แล้วโยมจะไม่สามารถเจริญความเพียรได้ตลอดรอดฝั่ง เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะสมาธิมันไม่ตั้งมั่นนั่นเอง จึงเรียกว่าจิตยังฟุ้งซ่านอยู่

    เค้าถึงบอกว่าการภาวนาจิตนี้เป็นการแก้ความฟุ้งซ่านอย่างหนึ่ง การที่โยมภาวนาพระคาถาบทใดก็ตามก็เป็นการแก้ความฟุ้งซ่านอย่างหนึ่งได้ทั้งนั้น นั้นขอให้โยมจำไว้ เมื่อจิตโยมตั้งมั่นสงบเกิดสมาธิตั้งมั่นแล้ว ขอให้โยมจงไปพิจารณากำหนดรู้ในกาย เวทนา จิต ธรรม ธรรมใดที่โยมเคยสดับเคยฟังโยมจงมาพิจารณานั้นแล เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    หากเรายังไม่มีธรรมของตัวเราเอง ก็จงหยิบยกธรรมของครูบาอาจารย์ผู้ใดก็ได้ท่านใดก็ตามที่เรานั้นศรัทธาในปฏิปทาของท่าน จะเป็นธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี ของใครก็ดีที่เราเมื่อพิจารณาแล้วมันทำให้เราเกิดสติ ทำให้เราเกิดปัญญา นั่นแลเพื่อน้อมจิตเข้าหาตัวปัญญา เข้าหาความสงบ แล้วก็น้อมเข้าไปดูอยู่ในฐานทั้ง ๔ อย่างนี้ ในกาย เวทนา จิต ธรรมอย่างนี้ เมื่อเวทนายังไม่เกิดเราก็ดูจิต ดูสภาวธรรมของจิตมันเป็นอย่างไร

    หากเวทนามันเกิดขึ้นแล้ว โยมต้องรู้ว่าเวทนาที่มันเกิดขึ้นเพราะอะไร เพราะเรามีกายนี้แลที่เราไปยึดในกาย..เวทนามันจึงเกิด ยึดมากเท่าไหร่มันก็เกิดมากเท่านั้น เหมือนที่เราว่าเรารักมากเท่าไหร่เราก็ทุกข์มากเท่านั้น เรารักน้อยเราก็ทุกข์น้อย เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  6. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    846
    ค่าพลัง:
    +2,448
    ด้วยอำนาจบุญบารมีแห่งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ โปรดดลบันดาลให้บุญของข้าพเจ้าที่ได้กระทำเอาไว้ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ จงมามอบให้กับคุณเชื้อโรค เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย สิ่งสกปรกทั้งหลายทั้งปวง รวมทั้งเพื่อนๆทั้งหลายทั้งปวงที่อยู่ในสถานที่นี้ จงได้รับผลบุญของข้าพเจ้า เพื่อที่ท่านทั้งหลายทั้งปวงจะได้พ้นจากวิบากกรรมต่างๆได้ไปสู่ยังภพภูมิที่ดียิ่งๆขึ้นไปและได้พบหนทางแห่งการปรินิพพานด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ


    ขอให้ท่านทั้งหลายทั้งปวงจงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า อย่าได้มีการจองเวรพยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลยเพื่อที่จะได้ไม่มีเวรกรรมต่อกัน แม้แต่กรรมที่ใครๆทำแก่ข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าอโหสิกรรมให้ทั้งสิ้น ยกถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอภัยทานเพื่อที่จะได้ไม่มีเวรแก่กันและกัน เมื่อเราต่างฝ่ายต่างไม่มีเวรต่อกันและกัน เราก็จะได้ไม่มีความทุกข์ เมื่อเราไม่มีความทุกข์เราก็ไม่ต้องวนเกิดวันดับอยู่ในวัฏสงสารใบนี้อีกต่อไป เมื่อเราไม่ต้องเวียนเกิดเวียนดับในวัฏสงสารใบนี้อีกต่อไป เราก็มีแต่ความสุขเป็นความสุขถาวร ที่เรียกว่าวิมุติสุขหรือที่คุ้นชื่อกันดีในนามของพระนิพพานนั่นเอง แต่การที่เราจะหลุดพ้นจากวัฏสงสารใบนี้ไปได้เราต้องมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งเป็นสรณะไปจนกว่าจะหลุดพ้นจากวัฏสงสารไปได้ เพราะในวัฏสงสารใบนี้ไม่มีอำนาจใดๆที่จะช่วยเหลือพวกเราทั้งหลายทั้งปวงให้หลุดรอดจากวัฏสงสารนี้ไปได้นอกจากอำนาจของพระรัตนตรัยอีกแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายทั้งปวงจงมีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึงไปตลอดกาลด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ


    จงมีตนเป็นที่พึ่งเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ. จงมีธรรมเป็นที่พึ่งเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กันยายน 2019
  7. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    846
    ค่าพลัง:
    +2,448
    0D2A7173-3CAC-4C37-9743-7C746815FA24.jpeg

    ความตายนี้ไม่น่ากลัวเลย เพราะมันตายแค่กายสังขาร แต่จิตนี้ยังคงอยู่ ดังนั้นถ้าโยมกลัวตายเมื่อไหร่ เจ้ากรรมนายเวรก็ดี โรคภัยไข้เจ็บก็ดีมันจะเข้ามารุมเร้า เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่ถ้าโยมไม่กลัวตาย ถ้าไม่กลัวตายต้องทำยังไง ให้โยมระลึกถึงความตาย เมื่อระลึกถึงความตายเสียแล้วโยมตั้งจิตอธิษฐานบุญกุศลให้แผ่เมตตาให้กับพญายมราชให้เค้าอย่างนี้ ก็เรียกว่าจะเป็นมิตรเป็นญาติกัน เข้าใจมั้ยจ๊ะ ไม่เชื่อโยมก็ลองทำดู อย่าเพิ่งเชื่อ ไปทำดูก่อน

    ให้ระลึกถึงความตาย ความตายมันจะมีกับเราอีกไม่นานไม่ช้า เรานี้แลก็ต้องตายไปป่าช้าไปเผา ในร่างกายสังขารก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นอะไรนัก ให้เราอธิษฐานดวงจิตไปอย่างนี้ เมื่อเสร็จแล้วตั้งจิตอย่างนี้แล้วคลายจากความกลัวสะดุ้งผวาเสียแล้ว ก็ให้ตั้งจิตอธิษฐานให้กับพญายมราชเค้าซะ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ถ้าเรายิ่งกลัวอะไร..สิ่งนั้นยิ่งมายิ่งเจอ ยิ่งเกลียดอะไรก็ยิ่งมา นั้นอย่าไปกลัวไปเกลียดอะไร ให้ระลึกอยู่บ่อยๆ นั้นทำไมคนที่เรายิ่งเกลียดแล้วทำไมต้องเจอ..เพราะอะไร ก็โยมไปเกลียดเลยยิ่งเจอ งั้นจะทำยังไง โยมต้องแผ่เมตตาให้เค้าอยู่บ่อยๆ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ละเกลียดให้มากๆ นั่นแหล่ะเดี๋ยวเค้าก็จะไปที่อื่น เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ถ้าคนต่างเกลียดกันเมื่อไหร่..มันไม่มีทาง มันเป็นแรงดึงดูดที่จะพยาบาทกันซักวัน เข้าใจมั้ยจ๊ะ นั้นถ้าโยมเกลียดใครขอให้โยมแผ่เมตตาจิตให้มากๆ การแผ่เมตตาจิตให้มากๆมันเป็นอย่างไร ให้กับคนที่เราไม่ชอบ เราก็อย่าเพิ่มเชื้อ อย่าไปตีด้วยวาจา อย่าไปตีด้วยสายตา ถ้าเราแผ่เมตตาแล้วเราต้องเป็นมิตรทั้งวาจาทั้งสายตา เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    เมตตาเราก็ต้องเมตตาให้จริง คือทำดีกับเค้า เมื่อเค้าเป็นมิตรแล้วนั่นแล เห็นมั้ยจ๊ะ มันก็จะเลิกเกลียดกันไปเอง ถ้าเราทำดีกับเค้าแล้วเค้าไม่ดีกับเรา ก็เรียกว่าเป็นกรรมของเค้าเอง เข้าใจมั้ยจ๊ะ เราไม่คิดเกลียดใคร..เราก็ไม่ทุกข์ใจ ใครที่คิดเกลียดเราเค้าก็ทุกข์ใจ เข้าใจมั้ยจ๊ะ เราไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เค้าทุกข์แต่ตัวเค้าเองนั่นแลที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวเค้าทุกข์ เข้าใจมั้ยจ๊ะ นี่มันเป็นอย่างนั้นต่างหาก

    การที่เราอนุเคราะห์ส่งแผ่บุญเมตตา อโหสิกรรมให้เค้านี้แล้ว นี่เรียกว่าเราพยายามช่วยเค้าทางอ้อม เป็นการเจริญเมตตาธรรมอย่างหนึ่ง เข้าใจมั้ยจ๊ะ และเป็นการตัดเวรอย่างหนึ่ง เราพยายามตัด..แต่ถ้าเค้าไม่คิดจะช่วยตัวเองแล้วนั่นแล เค้านั่นแหล่ะคือสาเหตุที่ทำให้ตัวเองทุกข์ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ดังนั้นกรรมของใครก็ไม่มีใครสามารถรับกรรมให้กันได้ แต่ถ้าต่างคนต่างมีพยาบาทต่อกัน สักวันมันก็ต้องเกิดเวรขึ้นสักวัน เข้าใจมั้ยจ๊ะ อ้าว..ก็ต่างคนต่างมีเชื้อ มันก็ดึงดูดหากัน ใช่มั้ยจ๊ะ ถ้าอีกคนพยาบาท อีกคนพยายามละพยาบาท มันก็จะถอยห่างกันโดยธรรมชาติของมัน เข้าใจอย่างนี้มั้ยจ๊ะ เค้าเรียกว่าแรงกรรม

    แต่ถ้าคนนี้มันมีแรงกรรม แต่ถ้าคนนี้มันต้องการออกจากกรรม เห็นมั้ยจ๊ะ มันจะต้านกันทันที แต่ถ้าต่างคนต่างที่จะพยาบาทกันมันยิ่งเข้ามา สักวันหนึ่งมันจะมีชนวนหรือมีมือที่สามเข้ามายุว่าไอ้นี่ว่ามึงอย่างนั้น ไอ้นั่นว่ามึงอย่างนี้ เดี๋ยวก็เจอกัน เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ดังนั้นแล้วการที่เราละพยาบาทเสียได้นี่เรียกว่าเป็นการตัดเวร เข้าใจมั้ยจ๊ะ คำว่า"เวร"นี่คืออุปสรรคอย่างหนึ่ง เรานั่งสมาธิไปถ้าเรามีเวรอาฆาตพยาบาทกับใครเดี๋ยวมันก็มีเข้ามาในจิตเรา ทำให้จิตเรามันขุ่นมัว มีโทสะ เกิดความเร่าร้อนจิต ทำให้จิตเกิดอกุศลแล้วทีนี้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    เค้าถึงบอกว่าก่อนที่เราจะนั่งสมาธิเจริญภาวนาจิต ให้เราตั้งจิตอธิษฐานแผ่เมตตาให้กับคนที่เราชอบหน้าไม่ชอบหน้า นี่เค้าเรียกว่าการแผ่เมตตาไม่มีประมาณ คำว่าไม่มีประมาณคือไม่เลือกหน้า ไม่เลือกชนชั้นวรรณะชอบหรือไม่ชอบ จึงเรียกเป็นสังฆทานอย่างหนึ่งคือไม่เจาะจง เข้าใจมั้ยจ๊ะ จึงมีอานิสงส์มากอย่างหนึ่ง นี่เรียกว่าเป็นการแผ่เมตตาเปิดบุญ

    นั้นขอให้โยมอย่าได้เห็นว่ามันเป็นบุญเล็กน้อย สิ่งใดก็ตามที่ทำให้เราละอาฆาตพยาบาทได้นี่แล นี่เค้าเรียกว่าเชื้อไฟอกุศล..มันเป็นรากเหง้า ถ้าโยมตัดรากเหง้ามันนี้ได้เมื่อไหร่ชีวิตโยมจะมีแต่ความสุขความเจริญ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าศัตรูกลับกลายเป็นมิตรได้..แสดงว่าโยมไม่ธรรมดา เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ถ้าศัตรูกลับกลายเป็นมิตรได้นี่เรียกว่าบารมีโยมไม่ธรรมดา แสดงว่าโยมมีเมตตาบารมีมาก เข้าใจมั้ยจ๊ะ ดังนั้นถ้าเราคิดจะเกลียดใครแสดงว่าโยมกำลังสร้างเวรให้ตัวเองแล้ว เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะถ้าโยมเกลียดใครซักคนหนึ่ง..มันไม่ได้เกลียดเฉพาะไอ้คนปัจจุบันในภพในชาติ แต่ไอ้คำว่า"เกลียด"นี่ ไอ้ที่โยมเกลียดยังมีอีกมากมายที่ยังไม่ได้เกิดก็มี เดี๋ยวมันจะเข้ามาหาหมดเลยทีนี้ เพราะแรงความพยาบาท เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ถึงได้บอกว่ามีเรื่องราวมากมายที่เข้ามา เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่ขณะที่จิตโยมแผ่เมตตาออกไป แผ่กุศลอโหสิกรรมให้กับคนที่เราอาฆาตพยาบาทไม่ชอบหน้าก็ดี..ไอ้พวกนั้นได้ไปเกิดหมด เห็นมั้ยจ๊ะ กลายเป็นอุปสรรคมันถูกตัดออกไป แล้วก็ให้เค้ามาโมทนาสาธุกับบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้ละอาฆาตพยาบาทนี้

    อบุญกุศลนี้จงสำเร็จประโยชน์กับดวงจิตดวงวิญญาณที่มีความอาฆาตพยาบาทกับข้าพเจ้า ขอให้เค้าพ้นทุกข์พ้นภัย พ้นจากทุกข์ ขอให้เค้าสุขยิ่งๆขึ้นไป จงอาศัยอำนาจแห่งพระรัตนตรัยนี้ให้พ้นทุกข์พ้นภัยไป อย่างนี้เค้าเรียกเป็นการตัดอุปสรรคทั้งทางโลกและทางธรรม แบบนี้โยมจะไม่มีศัตรูที่ถาวร เข้าใจมั้ยจ๊ะ คือจะไม่มีใครผูกใจเจ็บกับโยม ไปไหนก็จะมีแต่คนเมตตา..นี่คืออานิสงส์ของการแผ่เมตตาจิต เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  8. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    846
    ค่าพลัง:
    +2,448
     
  9. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    846
    ค่าพลัง:
    +2,448
    AD9B1A42-81ED-4E17-98F7-CCA187C5B113.jpeg

    ลูกศิษย์ : หลวงปู่ค่ะ บทกรวดน้ำที่หลวงปู่บอกว่า ก่อนนอนน่ะบทอิมินาได้ใช่มั้ยคะ บทกรวดแห้งใช่มั้ยคะหลวงปู่ เพราะว่าก่อนนอนก็จะนอนแล้ว
    หลวงปู่ : มันมีเปียกด้วยเหรอจ๊ะ

    ลูกศิษย์ : ถ้าเราก่อนนอนพุทโธตาย ธัมโมตาย สังโฆตายแล้วก็อิมินานี่ สวดอิมินาแต่เราไม่ต้องไปหยาดน้ำ
    หลวงปู่ : คำว่าสวดคือการตั้งจิตส่งบุญกุศล คำว่าแห้งหมายถึงโยมไม่มีน้ำใจ คำว่าสดคือโยมมีเจตนาที่ดีด้วยใจ แม่ธรณีจึงรับรู้เป็นพยานแล้ว เข้าใจมั้ยจ๊ะ การที่โยมหลั่งน้ำลงธรณี ก็เพราะว่าให้สักขีพระแม่ธรณีเป็นพยานในบุญกุศลนั้น เพราะบุญกุศลบารมีและความศรัทราที่ทำมา..ความตั้งมั่นของจิตมันไม่ถึง เข้าใจมั้ยจ๊ะ เลยต้องอาศัยน้ำนี้หยาดลงพระแม่ธรณี เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นเมื่อโยมตั้งมั่นเข้าถึงในพระรัตนตรัยแล้ว ให้โยมตั้งจิตส่งบุญกุศลไปก็ถึง มันไม่ได้ว่าเปียกว่าแห้งหรอกจ้ะ อยู่ที่ใจโยมมีน้ำใจแค่ไหน มีความปรารถนาตั้งความปรารถนาอยากจะให้มากแค่ไหน..น้ำโยมก็มีมากแค่นั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ลูกศิษย์ : หลวงปู่เจ้าคะ ทำไมเวลากรวดน้ำเขาต้องไปกรวดที่โคนต้นไม้คะ
    หลวงปู่ : ก็เทวดาเค้าจะได้รับรู้โมทนาไงจ๊ะ

    ลูกศิษย์ : ถ้ากรวดลงพื้นแผ่นดินแบบนี้ได้มั้ยคะ ถ้าไม่มีต้นไม้
    หลวงปู่ : โยมก็ต้องเป็นพยานบุญเองสิจ๊ะ อ้างบุญกุศลในพระรัตนตรัย ในบุญกุศลของโยมน่ะ..อ้างขึ้นมาก็ได้ แต่สิ่งที่ว่าไปกรวดน้ำหยาดลงต้นไม้ต้นโพธิ์แล้ว สิ่งเหล่านี้ก็เรียกว่าให้เทพเทวาดาเค้าได้รับโมทนาบุญและเป็นสักขีพยาน อีกอย่างนึงที่เห็นได้ง่ายๆเท่ากับไปรดน้ำต้นไม้ให้เจริญงอกงามไพบูลย์ดี โยมว่าไม่ดีเหรอจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  10. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    846
    ค่าพลัง:
    +2,448
    873FDE14-2DA9-4D94-AD35-28B46BF42AFF.jpeg
     
  11. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    846
    ค่าพลัง:
    +2,448
     
  12. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    846
    ค่าพลัง:
    +2,448
    35EE3C28-814F-4C7C-BF2E-92F2E843C231.jpeg

    ความเมตตานี้แหล่ะจ้ะมันเป็นอานิสงส์ เพราะฉะนั้นโยมอย่ามองข้ามว่าเมตตานี้..มันไม่มีอานิสงส์ แท้ที่จริงเมตตานี้มีอานิสงส์มาก เป็นพุทธคุณนั่นเอง รู้จักพุทธคุณมั้ยจ๊ะ ถ้าโยมอยากจะมีพุทธคุณเค้าเรียกมีเมตตา เมตตามันทำให้เราแคล้วคลาดไปในตัว ใครจะทำอะไรพอเค้าเห็นเค้าก็สงสารเค้าก็ไม่ทำ

    ฉันถึงบอกว่าการที่โยมมาเจริญสติเจริญภาวนาให้โยมแผ่เมตตาอยู่บ่อยๆ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ทำไมต้องแผ่อยู่บ่อยๆ อ้าว..จิตโยมมีอกุศลมีความอาฆาตอยู่ตลอดเวลา เข้าใจมั้ยจ๊ะ ปากบอกว่าไม่คิดอะไร นั่นปากพูด..แต่ใจมันคิดอยู่ ใจยังเป็นอกุศลอยู่ ใจมันยังไม่ละไม่วางอยู่ ดังนั้นโยมต้องตั้งจิตอธิษฐานแผ่ออกมา เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ดังนั้นการที่โยมมาเจริญพระกรรมฐานนี้จะให้ได้ประโยชน์ได้บุญกุศลที่สมบูรณ์ เพื่อจะทำให้ร่างกายเรานั้นมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงก็คือการแผ่เมตตาอโหสิกรรมอภัยทาน ไม่ว่าใครจะทำเราเจ็บช้ำน้ำใจอะไรก็ตาม อธิษฐานบารมีบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้ว ได้มาเจริญพระกรรมฐานแล้ว ขอบุญกุศลนี้จงสำเร็จประโยชน์กับเจ้ากรรมนายเวรดวงจิตวิญญาณทั้งหลายที่มีความอาฆาตพยาบาทมาดร้าย เชื้อโรคโรคภัยทั้งหลายที่ข้าพเจ้าเสวยทุกข์อยู่นี้ก็ตาม ขอให้ได้รับผลประโยชน์ได้รับผลบุญกุศลนี้ จงอย่าได้มีความอาฆาตพยาบาทมาดร้ายเลย ก็อธิษฐานบุญกุศลไป เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    เมื่อเราอธิษฐานบ่อยๆ มันก็จะมีกำลัง เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะในขณะแต่ละวี่วันพอเราอธิษฐานบางทีกำลังเราน้อย คำว่า"กำลังเราน้อย"หมายถึงว่าศีลเรานี้มีกำลังอ่อน..การอธิษฐานจิตมันก็อ่อนตาม เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่เมื่อเราอธิษฐานบ่อยๆ..มันมากมั้ยจ๊ะ เหมือนเราสะสมอัฐเบี้ย เข้าใจมั้ยจ๊ะ พอสะสมแล้วพอมันเต็มวันไหน..มันก็ให้ผลวันนั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    งั้นโยมบอกว่าโอ้..อย่างนี้ไม่ยากก็อธิษฐานตอนที่มันเต็มเลยไม่ได้เหรอจ๊ะ แล้วโยมจะรู้ได้ยังไงว่ามันเต็มตอนไหน ส่วนมากมันพร่องอยู่ตลอดเวลา ใช่มั้ยจ๊ะ แล้วโยมจะเอาเวลาที่ไหนที่โยมคิดว่ามันจะเต็มได้ เพราะมนุษย์มันไม่สามารถถือศีลได้ตลอดเวลา เข้าใจมั้ยจ๊ะ ขนาดพระเจ้ายังมีบกพร่อง

    เค้าถึงบอกว่าการที่โยมจะมาเจริญปฏิบัติเลยทีเดียว..มันยาก นั้นโยม..หนึ่งโยมต้องมีภาวนา สองต้องมีการเจริญมนต์สวดมนต์สวดพร เพื่อกล่อมเกลาจิตนอบน้อมจิตให้เข้าหาในพระรัตนตรัยเสียก่อน เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะจิตนั้นมันโลดแล่นทะยานเหมือนลิงเหมือนค่าง หาความสงบนิ่งได้ยาก อยู่ไม่สุข

    นั้นการที่จะล่อหลอกเราต้องดึงจิตเข้ามาเกลี้ยกล่อมก่อน จิตบางทีนี่มันโดนโลกธรรมโลกหรือโลกภายนอกทำบอบช้ำ โดนคนว่าติฉินนินทาเสียอกเสียใจผิดหวังมา..เหล่านี้จิตมันอ่อนมันช้ำไปหมด โยมจะเอากำลังจิตที่ไหนมาอธิษฐาน โยมจะเอาจิตที่ไหนมาประพฤติปฏิบัติธรรม เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่อย่างน้อยเมื่อฟังธรรมแล้วมันทำให้เกิดจิตเราเกิดความชุ่มชื่นมีกำลังใจ จิตมันเริ่มถูกฟื้นฟูขึ้นมาหรือได้รับการรักษาเยียวยานั่นเอง เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นการที่โยมมาเจริญมนต์เจริญภาวนา..มันจะเป็นการฟื้นฟูจิตที่เสียๆ เพราะวันๆหนึ่งโยมมีอะไรมากระทบมากมาย เข้าใจมั้ยจ๊ะ ดังนั้นขอให้โยมมีภาวนาไว้อยู่ตลอดเวลาที่ระลึกได้ ถ้าโยมภาวนาอยู่ตลอดนี่หมายถึงว่าศีลโยมก็เกิดขึ้นตลอดนั่นเอง เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ฉันถึงบอกว่าอานิสงส์ของกรรมฐานอานิสงส์ของการรักษาศีล..มันจะให้ผลตอนไหน ให้ผลตอนที่โยมนั้นมีทุกข์มีภัย จำไว้นะจ๊ะ แล้วโยมจะเห็นประจักษ์ได้ว่า โอ้..พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณมันมีอยู่จริง เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าโยมยังมีสุขอยู่แบบนี้ ยังไม่มีทุกข์ไม่มีโทษมีภัยอะไร..บุญกุศลมันจะมาช่วยโยมยังไม่ได้ เพราะบุญกุศลมันหล่อเลี้ยงโยมอยู่แล้ว แต่มันจะให้เห็นผลประจักษ์ก็ต่อเมื่อโยมนั้นเกิดทุกข์ มันจะมาระงับทุกข์ได้ มันเป็นของปัจจัตตังอย่างหนึ่ง..

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  13. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    846
    ค่าพลัง:
    +2,448
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ

    วันทามิ พุทธัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
    วันทามิ ธัมมัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
    วันทามิ สังฆัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต (บูรพา)

    วันทามิ พุทธัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
    วันทามิ ธัมมัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
    วันทามิ สังฆัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต(อาคเนย์)

    วันทามิ พุทธัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
    วันทามิ ธัมมัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
    วันทามิ สังฆัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต(ทักษิณ)

    วันทามิ พุทธัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
    วันทามิ ธัมมัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
    วันทามิ สังฆัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต(หรดี)

    วันทามิ พุทธัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
    วันทามิ ธัมมัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
    วันทามิ สังฆัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต(ปัจจิม)

    วันทามิ พุทธัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
    วันทามิ ธัมมัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
    วันทามิ สังฆัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต(พายัพ)

    วันทามิ พุทธัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
    วันทามิ ธัมมัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
    วันทามิ สังฆัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต(อุดร)

    วันทามิ พุทธัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
    วันทามิ ธัมมัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
    วันทามิ สังฆัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต(อิสาน)

    วันทามิ พุทธัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
    วันทามิ ธัมมัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
    วันทามิ สังฆัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต(ปฐวี)

    วันทามิ พุทธัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
    วันทามิ ธัมมัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
    วันทามิ สังฆัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต(อากาศ)

    ข้าพเจ้า..........ขออโหสิกรรมต่อพระรัตนตรัย สิ่งใดที่ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินพระรัตนตรัยด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วยใจ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจในทั้งสิบทิศในช่วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้าขอให้พระรัตนตรัยจงอโหสิกรรมให้กับข้าพเจ้าด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ

    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ

    ข้าพเจ้า..........ขออโหสิกรรมต่อพระบิดาพระมารดาทั้งในปัจจุบันและอดีตชาติ มนุษย์ทั้งหลาย(ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา)และอมนุษย์ทั้งหลาย สิ่งใดที่ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินพวกท่านทั้งหลายทั้งปวงด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วยใจ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจในทั้งสิบทิศในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้าขอให้ท่านทั้งหลายทั้งปวงจงอโหสิกรรมให้กับข้าพเจ้าด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ

    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ

    ข้าพเจ้า..........ขออนุโมทนาบุญแด่ผู้ที่สร้างกุศลกรรมในช่วงเวลาที่ผ่านจนถึงปัจจุบัน ทั้งที่เป็นมนุษย์(ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา)และอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ด้วยจิตบูชากฏแห่งกรรม ด้วยจิตบูชาต่อพระรัตนตรัย ด้วยจิตบูชาต่อท่านทั้งหลายทั้งปวงที่ต้องการหลุดพ้นจากวัฎสงสาร

    อนุโมทนา(บูรพา)
    อนุโมทนา(อาคเนย์)
    อนุโมทนา(ทักษิณ)
    อนุโมทนา(หรดี)
    อนุโมทนา(ปัจจิม)
    อนุโมทนา(พายัพ)
    อนุโมทนา(อุดร)
    อนุโมทนา(อิสาน)
    อนุโมทนา(เหฎฐิมายะ)
    อนุโมทามิ(อุปะริมายะ)

    ด้วยอำนาจบุญบารมีแห่งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ โปรดดลบันดาลให้บุญของข้าพเจ้าที่ได้กระทำมาตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ มามอบให้กับผู้ที่สร้างกุศลกรรมในช่วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งที่เป็นมนุษย์และอมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ข้าพเจ้าขอให้ท่านทั้งหลายทั้งปวงจงมีอำนาจบุญบารมีที่สูงส่งยิ่งๆขึ้นไป และขอให้ท่านทั้งหลายทั้งปวงจงพ้นจากวิบากกรรมต่างๆได้ไปสู่ยังภพภูมิที่ดียิ่งๆขึ้นไปและได้พบหนทางแห่งการปรินิพพานด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ

    --------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ข้าพเจ้าขอให้ท่านทั้งหลายทั้งปวงจงมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งเป็นสรณะ ไปจนกว่าจะหลุดพ้นจากวัฎฎะสงสารนี้ไปได้ เพราะในวัฎฎะสงสารใบนี้ไม่มีอำนาจใดๆจะช่วยให้พวกเราทั้งหลายทั้งปวงได้หลุดพ้นจากวัฎฎะสงสารนี้ไปได้ นอกจากอำนาจของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์อีกแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายทั้งปวงจงโชคดี

    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    "จงมีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ จงมีธรรมเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะเป็นอยู่"

    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
     
  14. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    846
    ค่าพลัง:
    +2,448
     
  15. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    846
    ค่าพลัง:
    +2,448
    042D270E-D0E0-4BC9-A263-4E140E4A5274.jpeg

    บางคนจิตอยากจะทำความดีแต่ตายเสียก่อน บุญกุศลนั้นแลจะพาไปเสวยในภพภูมิดีทันที เพราะจิตในขณะนั้นคิดดีเป็นกุศล กุศลนั้นแลมันก็จะเสวยทันที แม้โยมไม่ได้เสวยในขณะเป็นมนุษย์โยมก็ไปเสวยในการเป็นเทวดา เข้าใจมั้ยจ๊ะ เค้าจึงบอกว่าให้เราคิดดีอยู่บ่อยๆ มันจะเป็นแรงผลักดันให้เรานั้นทำดี เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    เพราะถ้าโยมคิดไม่ดีอยู่บ่อยๆพอโยมจะทำดีแรงแห่งการทำดีมันก็จะเริ่มหมดแรง..คือมันก็จะไม่ทำ เหมือนว่าวันนี้เราตั้งใจจะสวดมนต์ พอถึงเวลาก็ได้สวดฝันว่าได้สวด นั้นถ้าโยมจะทำความดีเมื่อโยมมีสัจจะตั้งจิตลงไปแล้วขอให้โยมรักษา ใครรักษาสัจจะได้..ไม่เท่ากับรักษาสัจจะในบารมีอย่างเดียว แต่เป็นการรักษาศีลไปในตัว อ้าว..เพราะคนที่มีสัจจะถึงจะรักษาศีลได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นโยมมีสัจจะวาจากับใครก็ดี จะเป็นตัวเป็นตนไม่มีตัวไม่มีตนก็ดี ล้วนแล้วโยมต้องรักษาสัจจะ ถ้าไม่งั้นโยมจะติดสัญญา เข้าใจมั้ยจ๊ะ แล้วทำไมฉันถึงบอกว่าโยมต้องทำให้ได้ ถ้าโยมไม่ทำจะเกิดอะไรขึ้น จะเกิดอะไรขึ้นก็ต่อเมื่อ..เมื่อโยมตั้งจิตอธิษฐานจะทำอะไรจะไม่เป็นผลนั่นเอง อ้าว..เพราะมันติด..มันติด..มันติด หนี้เก่าไม่ใช้แล้วยังจะเอาหนี้ใหม่อีก ใครจะให้โยมล่ะจ๊ะ ใครจะเชื่อถือโยม ต้นทุนโยมยังไม่มี แล้วโยมไปขอหลวงพ่อองค์นั้นองค์นี้มันไม่พอกพูนเป็นหางหมูเหรอจ๊ะ

    ขอให้แก้กรรมเสียก่อนแล้วค่อยมาเบิกเอาใหม่ โยมรู้หรือเปล่าจ๊ะเนี่ย โลกในอากาศธาตุนี่มีเงินทองมากมายมหาศาล แต่คนที่จะคว้าเอามาได้ต้องมีอะไร..ต้องมีต้นทุนมีสัจจะมีบารมี เข้าใจมั้ยจ๊ะ นั้นการมาเจริญกรรมฐานนี้เป็นทางลัดอย่างหนึ่งที่เราจะตัดสัญญากรรมได้

    นั้นโยมอธิษฐานอะไรไปแล้วแล้วมันให้ผลช้าต้องทำยังไง ให้โยมมาขอขมากรรมต่อพระรัตนตรัย พระรัตนตรัยอยู่ไหน บางคนบอกว่าอยู่วัด เมื่อวัดโยมอยู่ที่ใจ..พระรัตนตรัยก็อยู่ที่ใจเหมือนกัน แล้วมันต้องถามว่าพระรัตนตรัยเกิดตอนไหนต่างหาก วัดโยมเกิดตอนไหน วัดไม่ได้อยู่กับโยมตลอดเวลา เข้าใจมั้ยจ๊ะ ศีลก็ไม่ได้อยู่กับโยมตลอดเวลา จำไว้นะจ๊ะ อยู่กับโยมตอนไหนล่ะจ๊ะ อยู่ตอนที่โยมมีสติระลึกได้ว่าโยมจะทำอะไร เป็นบุญหรือเป็นบาป

    นั้นขอให้จำไว้ว่าคำอธิษฐานโยมทำไมถึงไม่เป็นผล ให้โยมกลับไประลึกถึงว่าสิ่งที่ไม่เป็นผลเป็นเพราะอะไร เพราะว่าโยมยังติดสัจจะวาจาอยู่ที่โยมให้ไว้กับใคร แม้ว่าจะไม่เป็นมนุษย์ เป็นในสิ่งที่มองไม่เห็นไม่มีตัวมีตนก็ตาม ถ้าโยมตั้งลงไปแล้วก็ตาม ให้โยมไปอธิษฐานเสียใหม่

    บางคนบอกว่าแล้วที่ฉันที่หนูติดบอกว่าจะสวดมนต์วัตรเช้าวัตรเย็นมาตลอดเลยจะทำยังไงหลวงปู่..ไม่ยาก พอเราจะสวดมนต์เราขอขมากรรมพระรัตนตรัยก่อนเลย พอขอแล้วอธิษฐานแล้ว ขอให้ท่านได้ระงับในเวรในกรรมที่เราได้ล่วงเกินไปแล้ว วันนี้เราตั้งใจทำใจเสียใหม่ในวันเดียว สิ่งที่ผ่านมาโมฆะทันที

    เค้าจึงบอกว่าการขอขมากรรมต้องมีเหตุ ไม่ใช่ขอขมากรรมทุกวันเลยแต่โยมไม่รู้เหตุ แล้วโยมจะเอาผลไปใช้ได้อย่างไร เข้าใจมั้ยจ๊ะ นั่นหมายถึงว่าถ้าจิตโยมเศร้าหมองนั่นแหล่ะจ้ะมันมีเหตุ เหตุเกิดจากอะไรโยมไปดูซิ เหตุเกิดจากมีคนมาทำให้เราไม่พอใจ..เวรพยาบาทได้เกิดขึ้นแล้ว โทสะได้บังเกิดขึ้นแล้ว ให้โยมตั้งจิตแผ่เมตตาอโหสิกรรมขอขมากรรม เสร็จแล้วให้แผ่เมตตาจิตให้อภัยทาน

    เมื่อให้อภัยทานแล้วแสดงว่าโยมอยู่ในเขตพัทธสีมาแล้ว ไปวัดเคยเห็นเขตอภัยทานมั้ยจ๊ะ โจรผู้ร้ายเค้าจะไปฆ่าไปแกงถ้าเราเข้าไปในเขตพุทธาวาสอย่างนี้แล้ว เค้าก็ยังเว้นชีวิตเราได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ เมื่อจิตเราตั้งมั่นแล้วในพระรัตนตรัย ขอให้โยมตั้งจิตอธิษฐานคุณงามความดีเสีย อันกรรมใดวาจาใดการกระทำใดที่เราล่วงเกินก็ดี ขอให้เรานั้นได้ละได้วางเสีย ตั้งใจเสียใหม่ว่าเราจะไม่กระทำนั่นแล..สิ่งนี้ต่างหาก

    คนที่ทำชั่วมามากมายเท่าไหร่ก็ยังไม่สำคัญเท่าที่ว่าสำนึกผิดเพียงครั้งเดียว เข้าใจมั้ยจ๊ะ อ้าว..พระสมเด็จองคุลีมาลฆ่าคนมนุษย์มาตั้งมากมาย..มาสำนึกได้เพียงครั้งเดียวก็บรรลุธรรมเลย เห็นอานิสงส์อย่างนี้มั้ยจ๊ะ แต่ถ้าโยมทำชั่วทำเลวมามากเท่าไหร่แต่โยมไม่สำนึกเลย..มันจะมีผลมั้ยจ๊ะ (ลูกศิษย์ : ไม่มี) กรรมที่โยมทำมันจะให้ผล
    แต่ถ้าโยมทำชั่วทำเลวมามากมายเท่าไหร่แต่โยมสำนึกได้เพียงครั้งเดียว..มันจะมีผลทันที นั้นกรรมอันใดที่โยมทำไว้ สัจจะวาจาก็ดีที่โยมอธิษฐานอะไรไว้ ติดสินบนอะไรก็ดี ให้โยมไปขอขมากรรมต่อพระรัตนตรัยแล้วแผ่เมตตากุศลให้เค้าเสีย เข้าใจมั้ยจ๊ะ เอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งพาเป็นแสงสว่างนำทางให้ดวงจิตดวงวิญญาณทั้งหลายได้อาศัยอำนาจแห่งพระรัตนตรัยนี้แสงแห่งธรรมนี้ได้พ้นทุกข์พ้นภัยไป อย่าได้มีติดหนี้กรรมอันใดต่อกันเลยอย่างนี้

    นั้นการที่โยมจะสวดมนต์ภาวนาจิตขอให้โยมขอขมากรรมต่อพระรัตนตรัยเสียก่อน เพราะทุกวันเรามีกรรมดีกรรมชั่วอยู่ตลอดเวลา คิดดีคิดไม่ดีกับคนอื่น เข้าใจมั้ยจ๊ะ คิดน้อยอกน้อยใจพ่อแม่ครูบาอาจารย์..เหล่านี้เรียกว่าเป็นการปรามาสในศีลในธรรมในกรรมทั้งนั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ นั้นขอให้โยมตั้งใจใหม่ เมื่อใจเราไปในวัดแล้ว เมื่อใจเราเข้าถึงในวัดแล้วขอให้โยมสำรวม สำรวมกาย วาจา ใจ ความคิดอะไรก็ตามโยมต้องสำรวม

    แต่ถ้าโยมนี้จะเตรียมตัวสวดมนต์แต่ยังทำคึกคะนองเหมือนลิงเหมือนค่างอยู่ โยมสวดไปมันก็หามีอานิสงส์ประโยชน์อะไรมากมายนักไม่ได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ เค้าถึงบอกว่าโยมสวดจบโยมก็จบกองอยู่ตรงนั้นพอดี จะประพฤติปฏิบัติเจริญวิปัสสนาญาณต่อก็ยาก เพราะเมื่อโยมสวดจบโยมก็จบตรงนั้นแล้ว นอนกองอยู่ตรงนั้นแล้ว..หมดแรงพอดี เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  16. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    846
    ค่าพลัง:
    +2,448
    ข้าพเจ้า.......ขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง สิ่งใดที่ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินท่านไว้ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าท่านจะอยู่ในภพใดหรือภูมิใดก็ตาม ขอให้ท่านจงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าอย่าได้จองเวงพยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย แม้แต่กรรมที่ใครๆทำแก่ข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าอโหสิกรรมให้ทั้งสิ้น ยกถวายแด่พระพุทธเจ้าเพื่อเป็นอภัยทาน
    ด้วยอำนาจแห่งอภัยทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้า ครอบครัว บุตรหลาน ตลอดจนวงศาคณาญาติ และผู้มีอุปการะคุณทุกท่าน จงมีแต่ความสุขความเจริญ ประพฤติปฎิบัติในสิ่งที่ดีและสิ่งที่ชอบด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ

    --------------------------------------------------------------------------------------------------

    สัพเพ สัตตา
    - สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น

    อะเวรา โหนตุ
    - จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

    อัพ๎ยาปัชฌา โหนตุ
    - จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

    อะนีฆา โหนตุ
    - จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

    สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
    - จงมีแต่ความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัย ทั้งสิ้นเถิด สาธุ สาธุ สาธุ

    --------------------------------------------------------------------------------------------------
    อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
    อิทัง เม คุรูปัชฌายาจะริยานังโหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจะริยา
    อิทัง สัพพะ เทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา
    อิทัง สัพพะ เปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา
    อิทัง สัพพะ เวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เวรี
    อิทัง สัพพะ สัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา

    --------------------------------------------------------------------------------------------------
    ข้าพเจ้า......ขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่ได้จากการสวดมนต์เจริญภาวนานี้ มอบให้กับเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงเกินท่านไว้ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ ไม่ว่าท่านจะอยู่ในภพใดภูมิใดก็ตาม ขอให้ท่านจงได้รับผลบุญนี้ เพื่อที่ท่านจะได้พ้นจากวิบากกรรมต่างๆ ได้ไปสู่ยังภพภูมิที่ดียิ่งๆขึ้นไปและได้พบหนทางแห่งการปรินิพพานด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ

    --------------------------------------------------------------------------------------------------
    พุทโธ กัมมัฏฐาโม กรรมมะจุติสัมพุทโธ
    พุทโธ กัมมัฏฐาโม กรรมมะจุติสัมพุทโธ
    พุทโธ กัมมัฏฐาโม กรรมมะจุติสัมพุทโธ

    --------------------------------------------------------------------------------------------------
     
  17. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    846
    ค่าพลัง:
    +2,448
    8C09E308-F575-4CDD-A3AA-C8A0BC5D1BE4.jpeg

    ลูกศิษย์ : จะเลี้ยงลูกอย่างไรดีคะ หนูเลี้ยงแล้วลูกแบบเกเร ชอบดื้อ อะไรแบบเนี้ยน่ะค่ะ สอนแล้วก็ไม่ค่อยดีขึ้น เราจะแก้ยังไงคะ

    หลวงปู่ : ไม่ยากเลยจะเลี้ยงลูกยังไง ทุกอย่างเมื่อเรามีประสบการณ์นั่นคือตัวครูก็จะสอนเรา ใช่มั้ยจ๊ะ ดังนั้นจะเลี้ยงลูกได้ให้ดี..ไม่ยาก แต่ก็ยากถ้าทำไม่ได้ คือต้องเลี้ยงตัวเองให้ได้ก่อน คือสอนตัวเองให้ได้ก่อน จึงจะไปสอนบุตรได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าโยมสอนตัวเองได้ว่าแบบนี้ไม่ควรทำ แบบนี้ควรทำ นั้นเรียกว่าเป็นเชื้อแห่งกรรม เราเคยทำกับบิดามารดาไว้แบบนั้น ถ้าอยากเลี้ยงให้บุตรหลานได้ดั่งใจ เราต้องสอนเลี้ยงตัวเอง..ไม่ตามใจ นั่นแลคือวิธีที่ทำได้ดีที่สุด แต่ทำได้ยาก เข้าใจมั้ยจ๊ะ อย่างอื่นไม่มีเลย

    แต่อุบายแห่งการที่จะทำนั้นต้องมีประสบการณ์ของแต่ละบุคคล เพราะว่าอยู่กับทุกข์มันเป็นธรรมดา เราต้องยอมรับชะตากรรมแบบนั้นว่ามนุษย์ย่อมมีวาสนาของตัวเราเอง ตัวของเขาเองมีกรรมของเขาเอง ถามตัวเองดูก่อนว่า เราเลี้ยงเขาดีแล้วหรือยัง เราเลี้ยงบิดามารดาดีหรือยัง นั้นคือคำตอบที่บุตรหรือบุตรหลานจะเลี้ยงหรือให้คำตอบเรา เข้าใจมั้ยจ๊ะ มันเป็นกรรมแบบนั้น เช่นเราเลี้ยงด้วยวาจากับบิดามารดาดีหรือยัง พูดกับบิดามารดาดีหรือยัง แสดงอาการทางกายดีหรือยัง ใจคิดกับบิดามารดาดีหรือยัง ต้องเลี้ยงตัวเราให้ได้ก่อน ถ้าเราเลี้ยงตัวเราได้ สอนตัวเราได้ เราก็สอนบุตรหลานได้ หาวิธีกำจัดได้ เพราะมันเป็นเชื้อของเรา มีสิทธิ์ที่ทำได้ แต่ถ้ากำจัดไม่ถูกเหตุแล้วก็..มีปัญหาทันที

    เพราะว่ามนุษย์มันยึดถือตัวตนนี่มันตัวของกู มึงให้กูเกิดแล้ว ใช่มั้ยจ๊ะ แต่มันมีอีกวิธีหนึ่ง..ดับได้ เพราะเราเป็นผู้ให้เชื้อกำเนิด ต้องไปแก้ที่ต้นเหตุ ต้องไปแก้ที่ตัวเราเอง สอนตัวเองได้ แผ่เมตตาอธิษฐานจิตกดข่มขี่เข้าไว้ด้วยอำนาจบุญ ไม่ให้แพร่เชื้อแห่งอกุศลทิฏฐิขยายเพิ่มเกิดยิ่งขึ้นไป เพราะว่าเด็กนั้นมันยังดัดได้ ถ้าโตแล้วมีปัญหาแน่นอน อ้าว..แล้วอายุช่วงไหนที่สอนไม่ได้เลย รู้มั้ยจ๊ะ ตอนไหนที่สอนไม่ได้เลยจ๊ะ ตอนไหนก็ตามที่สอนไม่ได้คือตอนที่มันจะเลี้ยว เพราะมันจะเลี้ยวมันจะไม่ฟังใคร มันจะเชื่อตัวเอง ก็มันเป็นคนขับ มันบอกกูจะเลี้ยวได้ ถ้ามันเป็นผู้คุมบังเหียนอยู่..ไม่มีใครสอนได้ ก็มันขับไปแล้วน่ะ มันต้องรู้ว่ามันเลี้ยวได้ ใช่มั้ยจ๊ะ มึงนั่งอยู่มึงจะรู้ได้ยังไง ก็กูกำลังเลี้ยวอยู่อ่ะ ไม่รู้ข้างหน้ามีเหว..กูจะไปอ่ะ คือตอนที่มันกำลังจะเลี้ยว เพราะมันจะไปต่อภพ นี่คือสอนไม่ได้แล้ว ตอนที่มันยังไม่เลี้ยวน่ะนะสอนเค้าไป เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ตอนไหนที่มันยังไม่เลี้ยว..ตอนไหนจ๊ะ ที่ปีกมันยังไม่กล้าแกร่งอ่ะจ้ะ..สอนเข้าไป แต่อย่าไปสอนให้มันมีปีกนะ มันบินนะ แต่พ่อแม่สมัยนี้มันชอบสอนให้ลูกมันบิน ยกยอปอปั้นน่ะ..นี่สอนให้ลูกมีปีกนะ พอทำผิดโอ๊ะโอ๋ไว้..ลูกฉันถูก นี่ก็ใส่ปีกให้ลูก เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ต้องตัดปีก อย่าให้มันมีปีก เพราะถ้ามันมีปีกมันหัวสูงทันที อัตตาตัวตนมันมีทันที สมัยนี้มันเลยมีปีกกันทั้งบ้านทั้งเมือง บินกันหมดแล้วตอนนี้ เป็นผีเสื้อ แมลงทับ เป็นแมลงวันหัวเขียวหมดแล้ว นี่แลโยมจะสอนเค้ายาก เพราะเค้าบินมากแล้ว เค้ามีชั่วโมงบินสูงแล้ว เค้าจะรู้มากแล้ว เออ..แม่ไม่ต้องรู้หรอกจ้ะ ตอนนี้ฉันบินมาแล้ว ไปกระแทกกับเพดานนะแต่ไม่บอก ใช่มั้ยจ๊ะ..ไม่ได้ ในขณะที่เขายังเลี้ยวขับไม่เป็นน่ะ ต้องสอนเค้าให้รู้จักผิดชอบชั่วดี ทีนี้มนุษย์น่ะบิดามารดาจะเลี้ยงและสอนได้อย่างนั้นน่ะบิดามารดาต้องรู้ก่อนว่าผิดยังไง ชั่ว..สิ่งนั้นควรทำไม่ควรทำแบบใด เอาง่ายๆคือต้องเลี้ยงด้วยศีล ถ้าบิดามารดาศีลไม่ค่อยมีน่ะ..โยมว่าเป็นยังไงจ๊ะ มันก็ไปถึงลูกหลานโหลนเหลนเช่นเดียวกัน เพราะมนุษย์วัดด้วยศีล นี่แหล่ะโยมก็ไปพิจารณาดูว่าตอนไหนควรสอน ตอนไหนไม่ควรสอน ใช่มั้ยจ๊ะ..

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  18. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    846
    ค่าพลัง:
    +2,448
    9423F008-5380-4EB8-BEBF-67073CA05B73.jpeg
     
  19. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    846
    ค่าพลัง:
    +2,448
    2C530A99-0021-411E-B90D-230E5A960BA0.jpeg

    ลูกศิษย์ : หลวงปู่เจ้าคะ หนูได้ยินว่าผู้หญิงได้มรรคได้ผลและได้ฌานสมาบัติได้ยากกว่าผู้ชาย..จริงมั้ยคะ

    หลวงปู่ : ยังไม่มีตำราไหนบอกไว้ หากว่าบุรุษหรือสตรีก็ดีมีความเชื่อความศรัทธาในทางเดินแห่งมรรคแล้ว เข้าถึงในพระรัตนตรัยแล้ว การบรรลุธรรมวิถีแห่งธรรมนั้นย่อมเท่าเทียมกัน แต่ทางเดินที่จะประพฤติปฏิบัติให้เข้าถึงบารมีนั้นจึงแตกต่างกัน เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นความเข้มแข็งบุรุษหรือสตรีนั้น ถ้าเมื่อปฏิบัติเข้าถึงธรรมแล้วจึงเสมอภาคกัน "เสมอภาค"นั้นหมายถึงว่าสามารถบรรลุธรรมได้เหมือนกัน จึงเรียกว่าเสมอภาค แต่วิถีทางเดินแห่งการจะประพฤติปฏิบัติให้เข้าถึงการบรรลุนั้นจึงแตกต่างกัน จึงว่าชายนั้นมีความเข้มแข็งมากกว่า แต่หากสตรีแม้ร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนชายก็ตาม แต่หากจิตมีความตั้งมั่นแข็งแรงศรัทธา..มันก็ไม่ต่างอะไรกับบุรุษอาชาไนย เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    แม้ว่าสตรีนั้นจะบวชแบบภิกษุหรือชายไม่ได้ก็ตาม แต่อย่าลืมอยู่ว่าก็ย่อมสามารถบวชจิตได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะธรรมในการบรรลุนั้นอาศัยกายเป็นครูฝึก กายเป็นครูฝึก..จิตเป็นผู้เรียนรู้ เมื่อจิตเรียนรู้กับกายถึงที่สุดแล้วก็บรรลุธรรมเหมือนกันทั้งหมด เข้าใจมั้ยจ๊ะ นั้นจึงบอกว่าการบรรลุธรรมไม่แบ่งหญิงแบ่งชาย ไม่มีเพศวรรณะนั่นเอง เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นจึงบอกว่าสิ่งที่โยมได้มาเจริญพระกรรมฐานนี้..จึงบอกไม่มีอะไรจะมาเปรียบได้ เพราะโยมต้องสะสมมาแล้วไม่รู้เท่าไหร่ กว่าที่โยมจะมาเจริญมนต์ได้ จะมาเจริญภาวนาได้ จะมารักษาสติได้ ครองสติได้ รักษาศีลได้ แม้ไม่ได้ตลอดทั้งวี่ทั้งวันก็ตามที แต่ก็เป็นของที่ทำได้ยาก

    ดังนั้นการที่โยมได้มาเจริญกรรมฐานก็เหมือนโยมนั้นมาชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากดวงจิต เหมือนโยมชำระล้างร่างกายทำความสะอาดอาบน้ำวันละ ๒-๓ ครั้งนั่นเอง พอโยมไม่อาบเชื้อโรคก็ดี ไคลก็ดี มันก็จะรู้สึกว่ามันคันมีความสกปรก จิตหากถ้าไม่ทำความสะอาดเลยโยมว่ามันจะมีเชื้อโรคไปสิงสู่มั้ยจ๊ะ (ลูกศิษย์ : มีเจ้าค่ะ)

    นั้นการที่โยมมาเจริญพระกรรมฐานเป็นการเอาโรคออกจากตัวอย่างหนึ่ง เป็นการรักษาโรคอย่างหนึ่ง เข้าใจมั้ยจ๊ะ เราไม่สามารถรู้ได้ว่ากรรมที่โยมทำหรือเป็นอยู่นั้นเกิดจากโรคอะไร แต่โรคอย่างหนึ่งที่ไม่มีใครสามารถหลีกเว้นได้คือโรคกรรม นั้นเมื่อเรามีกรรม..เราก็มาเจริญกรรมเสีย คือมาเจริญกรรมฐาน เอากรรมนั้นที่เป็นอยู่ก็ดี ที่วิตกอยู่ก็ดี ที่ทุกข์อยู่ก็ดี ในกายก็ดี ในใจก็ดี ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งก็ดี..เอามาเป็นกรรมฐานเสีย

    อันว่าเอามาเป็นกรรมฐาน..คืออะไร อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งให้เราพิจารณาเสียว่าให้จิตเรานั้นคลายจากความเพลินความพอใจ ให้เกิดความสละให้เกิดความสังเวชในกายนี้ ในสิ่งที่เกิดขึ้นนี้..นี้เรียกว่ากรรมฐาน เข้าใจมั้ยจ๊ะ หากกายโยมมีความสุขสุขภาพดีก็ดี แข็งแรงอยู่ก็ดี ถามว่าโยมจะมาเจริญกรรมฐานกันหรือเปล่าจ๊ะ มันก็หาจะมาเจริญกรรมฐานกันได้ยาก ใช่มั้ยจ๊ะ

    นั้นคนที่จะมาเจริญกรรมฐานภาวนาจิตปฏิบัติธรรมอย่างนี้ เค้าเรียกว่าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หรือเรียกว่ามีจิตพุทธะอยู่ในตัวแล้ว แต่ยังไม่สว่างชัดนั่นเอง ตอนที่มันเกิดขึ้นก็อยากจะสวดมนต์ อยากจะภาวนา อยากปฏิบัตินั่นแล นั่นเรียกว่าจิตแห่งพุทธะมันเกิดขึ้น
    แต่ถ้าโยมไม่ฝึกอยู่บ่อยๆจิตแห่งมารมันก็จะคอยขัดขวางอยู่ตลอด แต่ถ้าโยมทำอยู่เป็นประจำในทางเดินแห่งมรรค มารเค้าก็ต้องหลีกทางให้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ดังนั้นการที่เราจะประพฤติปฏิบัติธรรมบอกว่าเป็นของดี เราเห็นใครทำไม่ดีแล้วเราจะไปบอกเค้าให้ทำดี..อย่างนั้นก็หาสมควรไม่ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าเค้ายังไม่รู้โทษรู้คุณในสิ่งที่เค้าทำ ต่อให้พระอรหันต์ไปบอกเค้าก็ไม่เชื่อ ใช่มั้ยจ๊ะ เหมือนกับโยมที่โยมมาเจริญปฏิบัติกรรมฐานว่ามันได้อะไร มันให้คุณยังไงกับโยม ต่อเมื่อโยมมาประพฤติปฏิบัติแล้วโยมรู้ได้ว่ามันดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ ให้คุณอย่างนั้นอย่างนี้

    นั้นการมาเจริญกรรมฐานนี้เป็นการบำบัดโรค เป็นการมาใช้กรรมอย่างหนึ่ง และเป็นการเจริญกรรมดีขึ้นมาใหม่ ดังนั้นโอกาสมันมีแล้วมันก็มีไม่มาก วันที่ห่างหายจากธรรมมันมีมากกว่า แต่ถ้าโยมได้กรรมฐานไปแล้วไม่ว่าโยมจะอยู่บ้านเรือนเคหสถานที่ใดก็ตาม..กรรมฐานนั้นก็จะตามรักษาโยมอยู่ตลอดเวลา เมื่อโยมเจริญกรรมฐานอยู่ตลอด..ครูบาอาจารย์เค้าจะคอยสอนอบรมบ่มจิตโยมอยู่ตลอดเช่นเดียวกัน เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  20. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    846
    ค่าพลัง:
    +2,448
    08EF8480-8423-4C48-AC80-1E0B17EC9688.jpeg

    การเจริญพระกรรมฐานเป็นการตัดกรรมอย่างหนึ่ง แต่ถ้าใจโยมยังปลงไม่ได้มันก็ยังไม่เรียกว่าการตัดใจหรือตัดกรรม เพราะการเจริญพระกรรมฐานมันเป็นการชดใช้กรรม เพราะโยมต้องมาอดทนอดกลั้น คนที่ฝึกความอดทนอดกลั้นได้เรียกว่าเป็นผู้มีบุญมีวาสนา คือเรียกว่าทนได้ รอได้ อดได้..นี่เรียกลักษณะ"คนมีบุญ"

    ถามว่าบุญมันจะเอาไปทำอะไรได้บ้าง บุญนี่สามารถไปเปลี่ยนแปรเป็นทรัพย์เงินทองได้ เป็นยารักษาโรคได้ เค้าบอกคนมีบุญเมื่อบุญมันถึงบุญมันเสวยให้ผล ไม่ว่าโยมจะเป็นอะไรก็ตาม..โยมจะมีทางออก ถ้าโยมไม่เห็นทางออกก็จะมีคนมาบอกโยม ถ้าไม่บอกโดยทางตรงเป็นมนุษย์เทวดาเค้าจะบอกมาเป็นนิมิต ถ้าเทวดาไม่บอกโดยตรงก็เรียกว่าเทพมาสังหรณ์หรือนิมิตฝัน เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ถ้ารักษาอาการไม่ได้โดยทางตรง เค้าก็จะมารักษาในนิมิต เข้าใจมั้ยจ๊ะ นั้นพระกรรมฐานนี้ก็จะเป็นยารักษาโรคอย่างหนึ่ง เพราะกรรมฐานเป็นการถ่ายเทของเสีย..คือการละ "ละ"นี่เอาออกมั้ยจ๊ะ นี่ต้องบอกให้เป็นเหตุเป็นผลว่าเมื่อเราละมันเป็นการเอาของเสียออก ใช่มั้ยจ๊ะ ละเอาความโลภออก เอาความโกรธออก เอาความอยากออก นี่ของเสียทั้งนั้น..เลยเรียกว่าพิษ

    โยมเอาของเสียออกมากเลือดโยมสะอาดมั้ยจ๊ะ (ลูกศิษย์ : สะอาดค่ะ) นี่เป็นวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง ขอให้โยมจงทำให้มาก ละให้มาก เพราะวันหนึ่งที่โยมมาทำมันมีเวลาทำน้อย ทำไมถึงบอกว่าน้อย เพราะโยมไม่ได้มาทำทุกวันจึงบอกว่าน้อย นั้นเมื่อโยมมีโอกาสโยมจงทำให้มาก ทำให้มากคืออะไรจึงบอกว่าทำมาก เจริญพระกรรมฐานแล้วได้มาก..คือการละให้มาก ปลงให้มาก สละให้มาก ให้โดยไม่มีประมาณในการแผ่เมตตา..ให้อย่างไร แม้คนที่เราไม่ชอบหน้าเราก็ต้องให้อภัย

    แม้คนที่เราไม่ชอบหน้าเราก็ต้องแผ่เมตตาให้เค้านั้นพ้นทุกข์ แม้เค้าจะทำให้เราเจ็บช้ำน้ำใจเราก็ต้องให้เมตตา อย่างนี้เรียกว่าให้โดยไม่มีประมาณ ไม่ได้แยกว่าคนนี้เราชอบคนนี้ไม่ชอบ เข้าใจมั้ยจ๊ะ นั้นถ้าโยมจะอยู่รอดปลอดภัยในยุคนี้ ข้าวปลาอาหารมันมีแต่โรคภัย แต่ถามว่าโยมจะคอยไปตรวจดูมั้ยจ๊ะว่าอาหารนี้มันมีเชื้อโรคมันมีเชื้อร้าย โยมต้องมีเวลาขนาดนั้นรึเปล่า

    เพราะฉะนั้นจงจำไว้ว่าแม้โยมทานอาหารมันจะมีโรคมีภัย โยมไม่ต้องกลัวหรอกจ้ะ เพราะในตัวโยมก็มีโรค มันไปต่อต้านกันอยู่แล้ว เข้าใจมั้ยจ๊ะ ไม่ต้องสะอาดถึงขนาดว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะว่าในร่างกายมันมีระบบปล่อยของเสียออก พอกินอะไรที่ผิดสำแดงหน่อยท้องมันจะเสียทันที เห็นมั้ยจ๊ะ ร่างกายมนุษย์นี้มันวิเศษจริงๆ เค้าถึงบอกว่าการเกิดเป็นมนุษย์นี้เป็นของวิเศษ

    แม้บิดามารดาเค้าไม่ให้ทรัพย์สินอะไรโยมมา แต่การมีกายเป็นสมบัติอันล้ำเลิศมีค่าที่สุด เปรียบประมาณมิได้ จึงบอกว่าแม้บิดามารดาไม่เลี้ยงดูเรามาก็ตาม แต่ถ้าเรามีชีวิตอยู่แสดงว่าเค้าทำให้เราเกิด ขอให้โยมจงเจริญกรรมฐานแล้วแผ่เมตตาระลึกถึงค่าน้ำนมของผู้ให้ชีวิต ถ้าไม่มีการให้ชีวิตจากท่านมาเราก็ไม่มีโอกาสจะเอากายสังขารนี้มรดกนี้มาสร้างบารมียิ่งใหญ่อย่างนี้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    อย่าไปคิดน้อยเนื้อต่ำใจ อย่าคิดว่าอวดดีถือดีว่าเราเกิดมาได้แล้วเราจะไม่ระลึกถึงพระคุณของบิดามารดา เข้าใจมั้ยจ๊ะ บิดามารดาแม้ไม่เลี้ยงดูเราแต่เค้าให้กำเนิดก็เป็นคุณอันยิ่งใหญ่แล้ว ยิ่งไม่เลี้ยงดูเรายิ่งดีจะไม่ต้องเป็นกรรมกันมากนัก เข้าใจมั้ยจ๊ะ นั้นขอให้โยมระลึกให้มาก

    การที่เรามาเจริญพระกรรมฐานให้นึกถึงบิดามารดาทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ทีประสาทวิชาทั้งหลาย เพื่อให้เรามีกายสังขารได้มาสร้างประโยชน์สร้างบารมีอันยิ่งใหญ่ ขอตั้งจิตอธิษฐานขอบารมีอำนาจพระรัตนตรัยจงอุดหนุนค้ำชูให้ท่านนั้นอยู่รอดปลอดภัย มีอายุมั่นขวัญยืน ปราศจากโรคภัยทั้งหลาย ขอให้ท่านมีสุขทุกทิวาราตรีอย่างนี้ ขอให้ท่านได้รับบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้มาเจริญพระกรรมฐานทานศีลภาวนา บุญกุศลจงปกป้องคุ้มครองครอบครัวญาติมิตร ผู้มีคุณทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่โลกนี้หรือละโลกนี้ไปแล้วก็ตามที

    หากดวงจิตวิญญาณผู้ใดพึงจะมีบุญวาสนา พอมีกำลังที่จะรับได้ก็ขอให้มาโมทนา ในดวงจิตดวงวิญญาณอันใดที่เราเคยอาฆาตพยาบาทมาดร้ายด้วยกาย วาจา ใจทั้งหลายทีเป็นอกุศลกรรมอันใดอันหนึ่งก็ดี ในภพชาติใดก็ดี ไม่ว่าจะอยู่ในภพภูมิใด ถ้าอยู่ในวิถีของจิตของธรรมของกรรมแล้วที่จะได้รับมาโมทนามาอโหสิกรรม..ก็ขอจงมาได้รับผลบุญกุศลนี้ทุกถ้วนทั่วหน้า ก็เราก็ตั้งจิตอธิษฐานไป เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    การตั้งจิตอธิษฐานมีกำลังมหาศาลอย่างไร มันมีอานิสงส์กำลังมหาศาลคือว่าไม่ว่าภูเขาลูกใด กำแพงหนาแค่ไหน ก็ไม่สามารถจะปิดกั้นดวงจิต เข้าใจมั้ยจ๊ะ โยมปิดกั้นความรู้สึกได้มั้ยจ๊ะ (ลูกศิษย์ : ไม่ได้) แสดงว่าความคิดถึงก็ไปได้ ใช่มั้ยจ๊ะ แต่ว่าเค้าจะรับได้หรือเปล่าอีกเรื่องหนึ่ง มันมีข้อสันนิษฐานและเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้อยู่ว่า ถ้าเราระลึกถึงใคร..เค้าบอกว่าแสดงว่าเค้าก็ระลึกถึงเรา เพราะว่ามันเป็นคลื่น เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    อ้าว..โลกนี้มันมีสนามแม่เหล็กเรียกว่าแรงดึงดูด เรามาพูดถึงกฎแรงดึงดูด กฎแห่งโลกจักรวาล แต่กฎของธรรมมีกฎแห่งไตรลักษณ์ มีอะไรบ้างไตรลักษณ์ มีทุกขัง มีอนิจจัง มีอนัตตา เมื่อจิตโยมว่างแล้วไม่มีอัตตาแล้ว ทุกขังก็ดี ความไม่เที่ยงก็ดี มันข้ามสมมุติบัญญัติไป เมื่อโยมไม่ติดอยู่ในสมมุติบัญญัติว่านี่ตัวกูของกูแล้ว..การแผ่เมตตาจิตไปนี้ไม่ว่าสรรพสัตว์ดวงใดที่เคยมีผล มีกรรม มีวาสนากับใครหรือกับเราก็ตาม..เค้าจะอยู่ในห้วงกระแสจิตของเรา เข้าใจมั้ยจ๊ะ มันจึงเรียกว่าโลกวิญญาณ

    แล้วอย่าลืมว่าในกระแสที่เรานั่งอยู่นี้เต็มไปด้วยสรรพวิญญาณทั้งนั้น ใช่มั้ยจ๊ะ มันต้องมีวิญญาณดวงใดดวงหนึ่งที่มีบุพกรรมกับเรา ถ้าไม่งั้นเราไม่มาที่แห่งนี้ ถ้าไม่อย่างนั้นเราไม่ต้องไปอยู่ตรงนั้น เราไม่ทำไอ้นั่น เราไม่มาเจอไอ้คนนี้ เพราะไม่มีเหตุบังเอิญ ล้วนเป็นผลเกิดจากแรงกรรมทั้งนั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ฉันถึงบอกว่าผลานิสงส์ของการที่เราจะแผ่เมตตาจิตไปนั้นมันมีกำลังมหาศาล..มหาศาลอย่างไร จิตที่มีจิตตานุภาพที่จิตโยมมีความปรารถนาตั้งมั่นอย่างแรงกล้าให้สรรพสัตว์ดวงจิตทั้งหลายพ้นทุกข์พ้นภัยไป ถ้าจิตโยมมีกำลังขนาดนั้น..ด้วยอำนาจแห่งพระรัตนตรัย ดวงจิตที่เค้ามีผลบุญผลกรรมที่เค้าเหลือน้อยแล้ว..เมื่อเค้าได้รับไปแล้วเค้าก็หลุดพ้นทันทีได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     

แชร์หน้านี้

Loading...