ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต

ในห้อง 'สมเด็จโต พรหมรังสี' ตั้งกระทู้โดย na_krub, 12 ตุลาคม 2017.

  1. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    869
    ค่าพลัง:
    +2,453
    30144667-B86D-4C90-B1BF-13D0ED7946E7.jpeg

    ลูกศิษย์ ๑ : ปกติผมปฏิบัติธรรมถือศีล ๕ อยู่ ทีนี้ผมตัดหญ้าหรือขุดดินอะไรอย่างนี้ ไปโดนสัตว์เล็กสัตว์น้อย ผมก็แผ่เมตตาฉบับย่อ..สัพเพสัตตา จงเป็นสุขเป็นสุขเถิดแบบนี้จะได้มั้ยครับ

    หลวงปู่ : มันก็ได้ทั้งนั้นแหล่ะจ้ะ แต่ต้องถามว่าเค้าได้รับรู้รึเปล่า เพราะฉะนั้นการที่เราล่วงเกินในชีวิตไปแล้วนี่โดยที่เราไม่เจตนา การว่าไม่เจตนาจะบอกว่าไม่เป็นกรรมเลยก็หาว่าเป็นอย่างนั้นไม่ เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่ถ้าเราสำนึกในบาปนั้นแล้วมีการแผ่เมตตาจิตไปเพื่อขอขมากรรม..อันนี้แลเรียกว่าเป็นการผดุงกรรมไว้ได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ คือจะไม่มีเวรพยาบาทนั้นเอง

    แต่ถามว่าเป็นกรรมหรือไม่..เป็นกรรม..แต่ไม่เกิดพยาบาท เพราะเรานั้นได้แผ่เมตตาให้กุศลไป แต่เมื่อเรามาเจริญพระกรรมฐานให้เราแผ่เมตตาจิตอุทิศบุญกุศลให้เค้า เข้าใจมั้ยจ๊ะ เค้าจะได้ไม่ตายเสียเปล่า เค้าจะได้มีบุญกุศลติดไปด้วยอย่างนี้แล และเมื่อเราจะทำการสิ่งใดขอให้เรามีสติและระวัง เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ลูกศิษย์ ๑ : มันอยู่ในดินน่ะครับระวังไม่ได้
    ลูกศิษย์ ๒ : หลวงปู่ครับ ที่ว่าเป็นข้อห้ามของสงฆ์ที่ว่าไม่ให้ขุดดินอะไรต่างๆ ที่ว่าจะไปโดนสัตว์ใช่มั้ยหลวงปู่

    หลวงปู่ : ก็อย่างที่บอกแหล่ะจ้ะ โยมก็ต้องดูความสมควรเหมาะสมก็แล้วกัน เข้าใจมั้ยจ๊ะ อย่างที่บอก ถ้าเราทำอะไรล่วงเกินอะไรไปแล้วแต่ด้วยหาว่าเจตนาไม่ได้ตั้งใจถามว่าเป็นกรรมหรือไม่..มันเป็นกรรมทั้งนั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่ถามว่าเป็นบาปหรือไม่ อะไรที่เราไม่เจตนาจึงว่าไม่เป็นบาป แต่ถามว่าเป็นกรรมหรือไม่..มันเป็นกรรม

    เพราะมันจะทำให้จิตใจเรานี้..เมื่อเราทำแล้วไม่สำนึกว่าสิ่งที่เราทำให้ชีวิตเค้าล่วงตกลงไปนี้..เราก็จะไม่ระวัง คือไม่ให้ความสำคัญกับชีวิตของผู้อื่นนั่นเอง เข้าใจแบบนี้มั้ยจ๊ะ เอ่อ..มันเป็นอยู่แค่ตรงนี้ที่ทำให้ใจเรานั้นมีความโหดเหี้ยม ไม่ได้มีความเมตตานั้นเอง ถ้าเรามีความเมตตาจริงเราต้องระวังมากกว่านี้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ลูกศิษย์ ๓ : อย่างนี้ก่อนเราจะทำเราก็บอกเค้าก่อนได้มั้ยคะ
    หลวงปู่ : อ้าว..เค้าฟังรู้เรื่องเหรอจ๊ะ

    ลูกศิษย์ ๓ : ใช้ใจต่อใจน่ะค่ะ
    หลวงปู่ : เหตุมันเกิดที่ตัวเรา เข้าใจมั้ยจ๊ะ เค้าอยู่ที่นั่น มันเป็นสถานที่อยู่ของเค้า เราต่างหากที่ไปรบกวนเค้า อย่างนี้เข้าใจมั้ยจ๊ะ นั้นโยมต้องระวัง ไม่ใช่ให้เค้าระวัง เค้าระวังชีวิตเค้า ใครก็รักชีวิตทั้งนั้น แต่เราเป็นผู้สร้างกรรม แม้เราจะสร้างกรรมดีแต่ก็ต้องดูว่าเราเบียดเบียนผู้อื่นเค้าหรือไม่ อย่างนี้โยมเข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ถ้ากรรมนั้นที่เราทำแล้วเป็นกรรมดีแล้วไม่เบียดเบียนผู้อื่น..กรรมนั้นก็ไม่ให้โทษ แต่ถ้ากรรมที่เราทำบอกว่าเป็นกรรมดีแต่ไปเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น..กรรมนั้นมันก็ให้โทษได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ไม่ใช่ว่าโยมทำกรรมดีแล้วจะได้ดีเสมอไป มันต้องดูผลของกรรมด้วย มันอยู่ที่จิตใจของเราเอง ไม่ใช่บอกว่าแล้วจะทำยังไงมันอยู่อย่างนั้น มันอยู่ที่ตัวของเราว่าเรามีสติมากแค่ไหน เข้าใจมั้ยจ๊ะ นั้นเราต้องมีสำนึก..

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  2. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    869
    ค่าพลัง:
    +2,453
    32892B94-0D6F-479F-AC57-93CE65E1D19A.jpeg เรานั้นเดินตามรอยพระศาสดา เมื่อเราหลุดพ้นหาทางออกได้ เราก็ไม่ได้เป็นทาสของท่านเช่นเดียวกัน แต่เรายึดท่านเป็นสรณะเป็นที่พึ่งต่างหาก เพราะว่าท่านมีความเมตตาไม่มีประมาณนั่นเอง เข้าใจมั้ยจ๊ะ เมื่อนั้น..เมื่อเราเจริญประพฤติปฏิบัติ เท่ากับว่าเรานั้นได้รักษา ได้สืบสาน ได้จรรโลงพระธรรมคำสั่งสอน และได้จรรโลงพระศาสนาไปด้วยในตัว เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ดังนั้นก็ขอให้โยมจงมีความตั้งมั่นตั้งใจ ทำน้อยทำมากขอให้ทำไปตามกำลังศรัทธา ตามกำลังความเพียร ตามกำลังพอใจ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ดังนั้นโยมไม่ต้องไปสนใจหรอกจ้ะ..ว่ากิเลสโยมจะหมดเมื่อไหร่ พอเราไม่สนใจมัน..มันก็จะหมดของมันเอง ไอ้ที่มันไม่หมดเพราะเราไปสนใจมัน เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    แล้วไม่ต้องไปสนใจด้วยว่าเราประพฤติปฏิบัติไปแล้วเราจะไปถึงธรรมขั้นไหนขั้นไหน ใจโยมสงบมากขึ้นเรื่อยๆ โยมเท่าทันอารมณ์มากขึ้นเรื่อยๆ..ธรรมโยมก็สูงขึ้น ใครด่าโยม ใครว่าโยม ใครนินทาโยม..โยมก็วางเฉยได้ นั่นแหล่ะจ้ะ..เค้าเรียกว่าธรรมเป็นผู้มีจิตที่สูง เพราะจิตที่ต่ำจิตมันจะร้อนง่าย..แล้วก็ด่าตอบ โต้ตอบ เป็นเวรพยาบาทกัน ใช่มั้ยจ๊ะ

    จิตที่สูงย่อมเห็นคนที่ต่ำกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เราเคยเป็นเช่นนั้นเราจึงมีจิตที่เมตตากลับให้กับเค้า แทนที่จะด่าทอโต้ตอบไป แต่หาไม่เป็นอย่างนั้น..เป็นกลับว่าจิตเราเมตตาตอบ เพราะว่าเมื่อก่อนถ้าเราเป็นอย่างนั้น เราก็มีอารมณ์แบบนั้นเช่นเดียวกัน นี่เค้าเรียกว่าจิตที่ยกสูงแล้ว..หรือจิตที่ฝึกมาดีแล้ว เข้าใจมั้ยจ๊ะ จะเร่าร้อนได้ยากนั่นเอง โยมก็ต้องรักษาอารมณ์แบบนี้ไว้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นโยมไม่ต้องไปถามว่าภูมิจิตภูมิธรรมไปถึงขั้นไหน ดูได้จาก"ศีล"ของเราเอง ศีลในตอนไหนที่จะรู้ได้ว่าศีลเราเป็นยังไง ก็คือสิ่งที่มากระทบ มาสัมผัส มาผัสสะ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ศีลเราจะทำงานทันที อ้าว..ก็เรารักษาศีลแล้ว รักษาไว้เรียกว่าของดี พอของดีเมื่อมันมีอะไรมากระทบเรา หรือมีเภทภัยมากระทบเราจะทำให้จิตเร่าร้อน ศีลจะทำหน้าที่ทันที เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    เหมือนโยมใส่พระใส่พุทธคุณอะไรของโยมน่ะ..วัตถุมงคลต่างๆ ถ้าผู้ที่มีศีลจริยาวัตรไม่ได้ในปฏิปทา ปฏิญญาไม่ได้ มันก็เหมือนเศษอิฐเศษทราย นั้นศีลนี้เมื่อโยมรักษาอยู่บ่อยๆ รักษาอยู่บ่อยๆ นี่เค้าเรียกว่าเสกพระเข้าตัว โยมจะรู้ว่าศีลโยมเป็นยังไง คุณธรรมโยมเป็นยังไง..ก็ต่อเมื่อมีมารมาผจญ เข้าใจมั้ยจ๊ะ นี่แหล่ะจ้ะ ไม่ต้องไปดูอะไรมากดูที่ศีลของตัวเอง

    พอโยมดูศีลของตัวเองได้ โยมก็จะรู้ศีลของคนอื่นเค้าเป็นยังไง ถ้าเค้ายังมีความโกรธอยู่ ยังมีโทสะอยู่ พวกนี้เค้าเรียกว่าเค้าควบคุมอารมณ์เค้าไม่ได้ เค้าจึงมีสิ่งที่ครอบงำเค้าอยู่ โยมจงแผ่เมตตาจิตให้เค้าไป พอแผ่เมตตาจิต..เค้าได้สติ กลายที่ว่าเค้าจะเป็นศัตรูกับเรา..ก็กลายเป็นมิตรเราต่อไป เพราะว่าอานิสงส์ความเมตตานี้แล จะเป็นที่รักของเทวดาและอมนุษย์ทั้งหลาย คนที่ไม่ดีก็เช่นเดียวกัน

    แต่ถ้าเรานั้นยังเอาความดีชนะเค้ายังไม่ได้ แสดงว่าเรานั้นก็ยัง..ดีไม่พอ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าดีไม่พอเค้าบอกว่า ทางที่ดีก็หันหลังซะ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไปซะ เพราะของไม่ดีอย่าเพิ่งไปแลก..มันจะเสี่ยงไป

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 กันยายน 2019
  3. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    869
    ค่าพลัง:
    +2,453
    F539CCB6-5996-46EF-817D-84143469FFA4.jpeg

    เราไม่สามารถรู้ได้ว่าในอดีตกรรมนั้น..เราไปทำกรรมอะไรไว้บ้าง เราก็ไม่สามารถรู้ว่าเจ้ากรรมนายเวรหน้าตามันเป็นอย่างไร แต่เมื่อเราไปที่ใดก็ดีเมื่อเจอกันแล้วพบปะกันแล้ว..เราไม่อาจที่จะเข้าใจได้ว่า ทำไมเราไม่ชอบหน้าชอบตาบุคคลนี้ ทำไมคนนั้นไม่ชอบหน้าเรา เหล่านี้เรียกว่าเคยมีวาสนามีบุพกรรมกันมา

    เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วการที่เรานั้นจะทำให้ศัตรูเป็นมิตรได้เราต้องเป็นมิตรกับเขาก่อน การที่จะเป็นมิตรกับเขานั้นต้องทำอย่างไร..คือพูดดี กระทำดี มีความจริงใจ อย่างนี้แลจะเป็นผู้ที่มีมิตร แม้ว่าเขาจะเป็นศัตรูกับเราก็หาว่าจะเป็นโทษกันต่อไปในภายภาคหน้าไม่ เพราะเรานั้นไม่ถือโทษตอบ

    การไม่ถือโทษตอบนี้แลจึงเรียกว่าไม่มีเวรไม่มีพยาบาท จึงเป็นศัตรูไม่ถาวร เมื่ออำนาจแห่งผลบุญแห่งบุญบารมีกุศลที่เราเมตตาไม่มีเวรพยาบาทตอบนั้น เมื่อเราไม่มีเชื้อแล้ว..กรรมนั้นแลจะให้ผลกับบุคคลที่เขาคิดอาฆาตพยาบาทกับเรา ดังนั้นแลกรรมส่วนนั้นที่จะสนองจะให้คุณให้โทษกับเขาเอง จะได้รู้ผลแห่งบาปกรรมว่าเป็นอย่างไร..ก็ด้วยอานิสงส์แห่งการเมตตาจิตของเรานี้แลที่จะทำให้เขาสำนึกได้ หากเมตตาของเรานั้นไม่สามารถทำให้เขาสำนึกได้ก็ตาม กรรมนั้นแลจะทำให้เขาสำนึกได้ไม่ช้าก็เร็ว

    ดังนั้นไม่ว่าโยมจะเจอใครที่ชอบหน้าไม่ชอบหน้าก็ดีนั้น ขอให้เรานั้นมีความเมตตาอนุเคราะห์อโหสิกรรมให้อภัย ถ้าโยมทำได้อย่างนี้..ไม่ว่าจะไปที่ใดอยู่ที่ใดย่อมเป็นสุข เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่ถ้าโยมอยู่ในที่ที่ปลอดภัย..แต่จิตโยมนั้นยังมีความเร่าร้อนอกุศลจิตอยู่ แบบนี้ก็หาว่ายังปลอดภัยไม่จริง

    ดังนั้นเมื่อจิตเราสงบวิเวกระงับแล้วจากเวรภัย..ก็ควรเจริญภาวนาจิต คือการอบรมบ่มจิตให้เข้าถึงความสงบ ความสงบคืออะไร ความสงบ..คือความสุขใจที่ได้เข้าถึงจิตของเราเอง คือไม่ส่งจิตออกไปภายนอกแล้ว จิตนั้นสงบจากเวรภัยแล้ว อย่างนี้เรียกว่าจิตที่เข้าถึงความสงบ

    ถ้าจิตเราเข้าถึงความสงบได้..ความสุขปิติโยมก็บังเกิดขึ้น มีความพอใจในความเพียรที่จะประพฤติปฏิบัติในธรรมให้เกิดขึ้น ธรรมนั้นถ้าเราไม่น้อมจิตเข้าไปประพฤติปฏิบัติด้วยกายของตนเอง..ย่อมไม่รู้ไม่เข้าถึงในธรรมนั้นได้ว่ามีคุณวิเศษเพียงใด แล้วกายของเรานั้นมีคุณค่าเพียงใด

    ดังนั้นหากโยมไม่มีทางที่จะไป..ยังมีอีกทางหนึ่งที่ให้โยมเลือกที่จะเดิน..คือทางเดินแห่งทางพุทธะ เพราะจิตของเรานั้นเมื่อเรานั้นเข้าถึงความบริสุทธิ์..ความเป็นพุทธะมันก็บังเกิดขึ้น "พุทธะ"คืออะไร พุทธะก็คือพุทโธ..เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

    จิตเมื่อไม่เป็นผู้เศร้าหมองแล้ว เป็นผู้รู้แล้วในขณะนี้ว่าเราเกิดมามีความตายเป็นธรรมดา มีความเจ็บเป็นธรรมดา มีความพลัดพรากเป็นธรรมดา..เหล่านี้ อย่างนี้เรียกว่าผู้รู้ รู้ตามความเป็นจริงของสัตว์โลก แม้ตัวเราเองก็ไม่สามารถหลีกหนีสิ่งนี้ได้ คือการยอมรับความเป็นจริง อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้รู้

    ผู้ตื่น..คือตื่นจากอกุศลมูล ตื่นจากมายาความหลอกลวงจอมปลอม สิ่งที่จอมปลอมน่ากลัวที่สุด..ก็คือมนุษย์โลกนี้แล คือมายา ดังนั้นถ้าเราเห็นได้อย่างนี้ การคลุกคลีกับคณะหมู่ใหญ่เป็นการต้องควรหลีกเลี่ยง เพื่อที่เราจะเข้าถึงความเพียรประพฤติปฏิบัติอยู่ในทางสายกลาง

    ผู้เบิกบาน..เป็นอย่างไร คือความไม่เศร้าหมองแม้โลกธรรม ๘ จะมากระทบ ในรูป ในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็ดี จะมากระทบ มาสัมผัส มาผัสสะให้เกิดความเพลิดเพลินเกิดความพอใจเหล่านี้ เราก็ไม่เศร้าหมองหรือเพลิดเพลินไปกับมันอย่างนี้ เค้าเรียกว่าเป็นผู้เบิกบาน

    เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วก็เรียกว่าดอกบัวที่พ้นน้ำ เมื่อได้ฟังธรรมก็ดี เมื่อได้พิจารณาธรรมก็ดี เมื่อได้ตรึกตรองในธรรมก็ดี ย่อมเข้าถึงในธรรมได้ง่าย ดังนั้นสิ่งที่ทำให้เราไม่เข้าถึงได้ในธรรมก็เหตุเพราะว่าอวิชชามันยังปิดบัง และปัญญาเรายังไม่เข้าถึง นั่นเพราะเรายังมีตัวสงสัยในธรรมอยู่ ตัวสงสัยตัวนี้แลที่มันทำให้เป็นอุปสรรค นั้นเมื่อเราสงสัยสิ่งใดเราก็ควรเข้าไปฝึกฝนกับสิ่งนั้นให้มาก เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  4. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    869
    ค่าพลัง:
    +2,453
    02D69513-CF53-4074-BF4E-36810447A83C.jpeg
     
  5. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    869
    ค่าพลัง:
    +2,453
    84386E1A-AF83-42B8-884A-A24FE4B4539B.jpeg

    สิ่งที่โยมทำทาน..เพื่อให้โยมมีกินมีใช้หล่อเลี้ยงกายสังขารในทางโลก มันจึงต้องมีทาน ศีล ภาวนาให้ครบองค์ประชุม เราอาศัยโลกนี้อยู่เราก็ต้องมีทาน เพราะกายสังขารนี้มันยังต้องบำรุงบำเรอ เพราะมันยังเป็นโรคอยู่

    ธรรม..ถ้าเราไม่มีเราก็อยู่ในโลกนี้ยาก เพราะถ้าเรารับแต่โลกมาอย่างเดียว..เราไม่มีธรรม..โลกนั้นมันก็จะกินบุญกุศลเราหมด ทำไมถึงเรียกว่าต้องมีธรรม เพราะธรรมมันคือธรรมโอสถ มันจะชำระโลกได้ เช่นพยุงโลกไว้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ พยุงจิตให้เรานั้นไม่โลภจนเกินไป ไม่ร้อนจนเกินไป ไม่หลงจนเกินไปนั่นเอง นี่เค้าเรียกว่าธรรม

    ถ้าโยมไม่มีธรรม..อะไรที่มันเกินขอบเขต..กรรมมันจะให้ผลทันที หากกรรมที่มันจะให้ผลแล้วมันยังให้ผลไม่เต็มที่เพราะอะไร เพราะโยมผดุงธรรมไว้ เค้าเรียกว่าบุญกุศลนั้นแลมันจะผดุงกรรมไว้ ไม่ให้ทรุดให้หนักไปมากกว่าเดิม เข้าใจมั้ยจ๊ะ แม้ว่ากรรมในอดีตจะตามมาทันก็ตาม แต่ถ้ากรรมในปัจจุบันโยมทำกรรมไว้ดี แม้มันจะให้ผลมันก็เป็นเพียงเล็กน้อย ให้โยมนั้นได้สำรวมระลึกว่ากรรมนี้เมื่อทำแล้วให้ผลเผ็ดร้อน..ก็ควรละเสีย ไม่กระทำอีก

    นั้นอันว่าบุคคลจะเป็นคนดีเพียงใดเค้าก็ต้องผ่านความชั่วร้ายมา นั้นการจะทำความชั่วร้ายมาเท่าไหร่ก็ตามก็ยังไม่สำคัญเท่ากับว่าสำนึกได้หรือไม่ เข้าใจมั้ยจ๊ะ นั้นขอให้โยมมาสำนึกในตอนที่โยมได้มามีสติแล้ว คนที่ไม่มีสติเค้าจะสำนึกได้หรือไม่..มันเป็นได้ยาก แต่เมื่อมีสติโยมต้องสำนึก สำรวม ระวัง เพ่งโทษในกรรมชั่วในอกุศล ตัวที่มันขัดขวางความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม ตัวนี้ต่างหากที่โยมต้องมาสำนึก

    เมื่อสำนึกแล้วการที่จะกระทำไปได้ การสำนึกนี้มันต้องให้อโหสิกรรมแล้วก็ขอขมากรรม นั้นเรามาดูคำว่าอโหสิกรรมกับขอขมากรรม การขอขมากรรมมันหมายถึงว่าเราจะระมัดระวัง จะไม่ล่วงเกินละเมิดในกรรมกับผู้ใดอีก แต่การขออโหสิกรรมเทียบว่าการให้อภัยโทษให้อภัยทาน..อย่างนี้เป็นการไม่ถือโกรธ เมื่อเราไม่ถือโกรธแล้ว..กรรมที่เรานั้นได้กระทำมากับผู้ใด หรือใครทำมากับผู้ใดเค้าก็ไม่อยู่กับเราอีก เมื่อเราตัดกรรมตรงนั้นไปให้เค้าแล้วเป็นอภัยทาน หรือถวายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อย่างนี้

    เมื่อโยมกระทำได้อย่างนี้เชื้อโรคเชื้อร้ายในกรรมใดที่มันจะลุกลามฮึกเหิมก็ดี..ตัวนี้มันก็ช่วยโยมบรรเทาได้ไม่มากก็น้อย เข้าใจมั้ยจ๊ะ อย่าไปเร่งอย่าไปกลัว แต่จงเชื่อในพุทธบารมี ในธรรม ในความดีของเรา อย่าไปสนในว่าตัวของเรานี้มีแต่สิ่งของสกปรกโสมม มีแต่เชื้อโรคเชื้อร้ายอยู่แล้ว มีความตายเป็นธรรมดาอยู่เบื้องหน้า ให้พิจารณาเป็นของโสโครกปฏิกูลเน่าเปื่อย อสุภะอสุภังไปเสีย จิตมันจะได้เข้าถึงความตั้งมั่น มันจะได้หล่อหลอมขึ้นมาใหม่ ดิน น้ำ ไฟ ลม ปฐวี เตโช อาโป ธาตุทั้งหลายมันจะมาหล่อหลอมเป็นหนึ่งใหม่..ให้มันอะไร..ให้มันแข็งแรงขึ้น เมื่อเราแข็งแรงขึ้นภูมิต้านทานเราก็มีมากขึ้น เมื่อมีภูมิต้านทานมากขึ้นแล้วเลือดมันก็ดี เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  6. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    869
    ค่าพลัง:
    +2,453
    711CEFE9-B1DE-4C05-8FF2-2B4C898F842D.jpeg

    การที่เราจะเข้าไปถึงความสงบได้ต้องรู้จักหัด"เจริญลมปราณ"เสียบ้าง การเจริญลมปราณนี้มีข้อดีอย่างไร เพื่อไล่ลมเสียออก ไอ้ลมเสียนี้แลมันจะทำให้เราอารมณ์เสียเลือดเสีย ภูมิต้านทานเราที่เสียๆนี้แลเกิดจากอารมณ์เสียทั้งนั้น ค่อยๆหัดฝึกไป เมื่อเราสำรวมได้อยู่ในกาย รู้อยู่ในกาย คือรู้ลมอยู่ในกาย ให้รู้ลมออกลมเข้าในกาย รู้ลมยุบเข้า ดูซิว่าเข้าแล้วมันยุบหรือพอง…

    มันเป็นธรรมชาติเมื่อลมเข้า..เข้าไปเพิ่มมันก็ต้องเพิ่มขึ้น..คือพอง เมื่อลมออกมันขาดออกไปเสียพลังงานออกไป..มันก็ต้องยุบ..เรียกว่ามันพร่อง ให้ดูลมในกาย ในขณะที่เรากำลังเอาลมเข้าอยู่ ค่อยๆเอาเข้าทีละเล็กทีละน้อย เหมือนเข็มนาฬิกาที่มันเดิน จนสุดเพดานไม่สามารถเดินต่อไปได้ ให้วางลมไว้ที่ใดก็ได้ในกายนี้ ที่เหนือสะดือก็ดี ที่ลิ้นปี่ก็ดี ที่ปลายจมูกก็ดี ริมฝีปากที่กระทบกับลมก็ดี ที่กลางกระหม่อมก็ดี ที่ท้ายทอยก็ดี ที่ไขสันหลังก้นกบก็ดี หรือทั่วกายสังขารก็ดี นี่เค้าเรียกว่า"กักลมเสีย"ไว้

    ทำไมถึงเรียกว่าลมเสีย ลมเสียคือลมที่ยังไม่สงบนั่นเอง ลมที่ยังบ้าคลั่งอยู่ ลมที่ยังมีโมหะ ลมที่ยังมีโลภะ ลมที่ยังมีโทสะ เมื่อถึงเวลานั้นจิตเราตั้งมั่นตรงใดในลมแล้วให้เราผ่อนลมไปไว้ที่ท้องน้อยของเรา แล้วก็เพ่งรู้อยู่ที่ลมนั้นที่เหนือสะดือนั้น ให้มันสำลักกระอักกระอ่วนออกมา ออกทางหูก็ดี ทางทวารใดทวารหนึ่งก็ดี นี่เรียกว่าเป็นการข่มจิตข่มใจคือข่มอารมณ์ต่อสิ่งที่เรานั้นขัดต่อความสบายจิตสบายใจ นี่เรียกว่าเป็นการปรับธาตุไฟเตโชเสียใหม่

    เมื่อนั้นแลเมื่อจิตเราเริ่มมีกำลังเราก็สำรวมจิตใหม่ สำรวมลมใหม่ สูดลมหายใจให้สุดให้เต็มปอดเพื่อเราจะเอาลมที่สงบที่ดีที่ตั้งมั่นที่ระงับแล้วจากอารมณ์แห่งอกุศลเข้าไปฟอกไปเลี้ยงมันใหม่ เค้าเรียกว่าหายใจเข้าลึกยาว หายใจออกก็ต้องลึกยาวเช่นเดียวกัน ทำอย่างนี้สัก ๓-๔ ครั้ง ถึง ๑๐ ครั้ง ให้รู้สึกว่าโล่งสบาย ให้รู้สึกว่าลมหายใจมันเบา ให้รู้สึกว่ากายมันเบา จิตมันจะบอกเองว่าเบาอย่างไร ไม่เบาอย่างไร คือจิตมันจะสบายนั่นเอง

    เมื่อจิตสบายแล้ววางกายวางจิตให้เป็นธรรมชาติ ดูจิตในกาย จะดูกลางกายก็ดี ที่เหนือสะดือก็ดี ท้องน้อยก็ดี แล้วทำความสงบนิ่งอยู่ตรงนั้น ให้นานเท่าไรก็ได้ตามที่เรานั้นจะปรารถนา เค้าเรียกว่าทรงอารมณ์ไว้ให้เป็นฌาน คำว่าฌานนี้คือจิตที่เพ่งอยู่เป็นอารมณ์เดียว ให้จิตนั้นเป็นหนึ่งเป็นเอกัคคตาคือไม่สนใจ เค้าเรียกว่าจิตเป็นอุเบกขาฌาน

    การวางอุเบกขาก็ยังเป็นฌานอย่างหนึ่ง แม้ได้ยินได้ฟังรู้แล้วก็วาง หากจิตมันตั้งมั่นเสียได้ คำว่าจิตตั้งมั่นเสียแล้วจิตมันต้องตื่นขึ้นมาได้ ความง่วงก็ดี ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ความเคลิบเคลิ้มใจ ความหดหู่ใจ ความเศร้าหมองใจ เราต้องตัดมันทิ้งไปเสียให้หมด ให้รู้อยู่แต่ในตัวกาย วาจา ใจ ในกายนี้แล

    แต่หากกำลังจิตเราไม่พอ หากว่ายังมีอารมณ์ความฟุ้งซ่านความง่วง ความหดหู่ใจ ความเคลิบเคลิ้มใจเข้ามาอยู่ ก็ให้เราล้างใหม่ กำหนดลมเข้ามาใหม่ ทำความรู้สึกในลมนั้น เมื่อรู้ลมแล้วถึงลมที่ใด..ถ้ามันสงบก็ให้วางลมที่นั้น ทำอย่างนี้ให้มันคุ้นให้มันชิน ให้รู้อยู่ในกายแต่ไม่ต้องสนใจกาย จิตเรายิ่งตั้งมั่นมากเท่าไหร่ เหมือนเรานั้นนั่งอยู่ที่สูงบนยอดเขา จะมีเสียงมาเสียดหูเสียดอะไรก็ตามให้วางอุเบกขาไว้

    สิ่งทุกอย่างมันจะมากระทบจะเกิดความละเอียดมากขึ้น คำว่าละเอียดมากขึ้นคือได้ยินสิ่งนั้นชัดมากขึ้น แต่รู้ชัดสิ่งใดก็ให้วางในสิ่งนั้น..เรียกว่าอุเบกขาฌาน จิตที่เป็นหนึ่งตั้งมั่นแล้วนั่นแลจะตัดอารมณ์นั้นได้โดยธรรมชาติของจิต ในขณะที่เราเจริญจิตให้ตั้งมั่นเป็นฌานเป็นอุเบกขาฌานจะต้องไม่สนใจในสิ่งใด ไม่ต้องคิดสิ่งใด ให้รู้แต่จิตเราวางเฉยอยู่ในกายอย่างเดียว อยู่กับลม แม้ลมนั้นยังไม่นิ่งก็ให้ประคองลมนั้นเอาเป็นอารมณ์เป็นตัวสติเป็นหลัก แม้ไม่ต้องบริกรรมหรือภาวนาก็ตาม เอาอารมณ์นี้เป็นธงชัยเป็นหลักชัยไป เพื่อต้องการให้จิตมารวมตัวเป็นหนึ่งเสียก่อน จะได้รู้ว่าจิตที่รวมตัวเป็นหนึ่งเป็นเช่นไร

    จิตทีเป็นหนึ่งอาการมันจะบอกก็คือความเสียวซ่าน ความปิติ ความสุขมันจะทะลุโพรง นั่นก็หมายถึงจะเกิดสันดาปเกิดขึ้น ด้วยอำนาจดิน น้ำ ไฟ ลมประชุมธาตุเสมอเหมือนเป็นหนึ่งแล้ว จะเกิดการปฏิจุดระเบิดเกิดขึ้น ทำให้ขนร่างกายทั่วสรรพางค์กายเกิดตื่นตัว ซู่ซ่า ความง่วงก็ดี ความหดหู่เศร้าหมองจะถูกกำจัดออกไปเสียหมด นี่เรียกว่าจิตมันตั้งมั่นเป็นหนึ่ง

    เมื่อจิตตั้งมั่นอย่างนี้แล้วให้ผ่อนกายลง คือทำกายและทำจิตนั้นให้สบาย คือกลับมาวิตก มาวิจาร เอาอารมณ์แห่งสุขนั้นแลมาเจริญโมกขธรรม คือเพ่งรู้อยู่ในกาย เมื่อเรามีความเพลิดเพลินมีความสุขมีความพอใจในอิทธิบาทที่เราจะเจริญในธรรม มันจะได้พิจารณาด้วยความละเอียด ด้วยความสุข ด้วยปัญญา

    จิตที่ตั้งมั่น จิตที่มีกำลังย่อมมีความสว่างและพิจารณาได้เห็นตามความเป็นจริง คือตามกำลังจิตของเราไม่มากก็น้อย ก็ลองพิจารณาลองฝึกดู ทำอย่างนี้อยู่บ่อยๆ ให้จิตมันคุ้นเคยชิน จิตที่เราไม่คุ้นเคย จิตที่เรามานั่งสมาธิภาวนา วันนี้ก็นั่งดีก็นั่งได้นาน บางวันก็นั่งไม่ได้นาน เหตุเพราะเรานั้นไม่มีความคุ้นเคยชิน จิตที่ไม่มีหลัก แต่ถ้าจิตเรามีหลักแล้ว คุ้นเคยชินแล้ว กำหนดแล้วเป็นอย่างไร..จิตมันก็จะเป็นไปตามนั้น

    นั้นการที่เราจะเข้าไปถึงความสงบ เราต้องค่อยๆรู้ก่อนว่า จิตเราต้องรู้อะไร อะไรที่เรารู้ได้ง่าย กายกับลมหายใจเรานี้ต้องประสานกัน ต้องรู้ลมเสียก่อน รู้ลมเกิดรู้ลมตาย รู้ลมเข้ารู้ลมออก รู้กายว่าเราพร้อมหรือไม่ เมื่อกายเราพร้อมทีนี้ก็ต้องมาดูที่ใจ ถ้า ๓ อย่างเราพร้อมได้..พระรัตนตรัยมันก็บังเกิด ทาน ศีล ภาวนามันก็บังเกิด ฌานมันก็บังเกิดโดยธรรมชาติของมัน

    เมื่อบังเกิดแล้ว สงบตรงไหนในกายโยมก็วางจิตไว้ที่นั่น อย่างนั้นแลเค้าเรียกว่าเจริญฌาน ถ้ามันไม่สงบเราจะไปวางอยู่ไปเพ่งอยู่ไม่ได้..มันก็จะฟุ้งอยู่อย่างนั้น คำว่า"สงบ"หมายถึงว่าจิตเราต้องวางแล้วจากอารมณ์ภายนอก จากบ้านจากเรือน จากสามีภรรยา ลูกผัว สมบัติการงาน หนี้สิน ความแค้น ความคับแค้นใจ ความรักความชัง ความเกลียดทั้งหลาย..ต้องวาง นี่เรียกว่าเราถึงความสงบแล้ว

    เมื่อเราถึงความสงบได้ก็เอาความสงบนั้นแลเปลี่ยนเป็นเมตตาธรรม คือการแผ่เมตตาจิตออกไปสัก ๑ ครั้ง คำว่าการแผ่เมตตาจิตคืออะไร..คือการระลึกถึงให้บุคคลทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย บุคคลที่ชอบหน้าไม่ชอบหน้าก็ดี ขอให้เค้าเป็นสุข ขอให้เค้าหมดทุกข์ อย่าได้มีเวรมีภัยมีความอาฆาตพยาบาท..อย่างนี้เรียกว่าการเจริญเมตตา

    ความสงบที่เราได้นั่นแล เมื่อเราแผ่เมตตาจิตออกไปมันก็จะทำให้จิตเรานั้นเย็นซาบซ่าน ผลบุญกุศลที่เราแผ่ไปมันก็จะกลับมาหาตัวเราเอง ทำให้เรานั้นมีกำลังมีสติที่จะเจริญในธรรมที่จะภาวนาจิต เป็นเพราะเราได้ให้เค้าแล้ว เรียกว่าได้ใช้หนี้ใช้ดอกใช้ผลเค้าบ้าง เมื่อเป็นอย่างนั้นแลจิตมันจะเข้าถึงความสงบได้ เพราะว่าเราได้ให้แล้วนั่นเอง..

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  7. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    869
    ค่าพลัง:
    +2,453
    AA812A1C-C0DB-45FE-A084-5E06B67A2FD6.jpeg

    จิตสงบ..จึงเรียกว่าสมาธิ บุคคลที่มีสมาธินี่แลจะประกอบด้วยทาน ศีล ภาวนา ถ้าไม่เกิดจากทาน ศีล ภาวนาจิตจะสงบไม่ได้ อ้าว..ถ้าโยมไม่มีทานมาอบรมบ่มจิต รู้จักการสละ รู้จักการให้เมตตา อโหสิกรรม..มันจะสงบได้ยาก จิตมันก็จะฟุ้งอยู่อย่างนั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ
    ดังนั้นสมาธิจะเกิดได้มันเกิดจากทาน ศีล ภาวนา..มันจึงสงบได้ มันจึงเรียกว่าครบองค์ประชุม ดังนั้นแล้วขอให้โยมกำหนดรู้ กำหนดรู้อยู่ในกาย เพราะว่ากายเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ กายเป็นเหตุแห่งทุกข์ กายเป็นที่ดับแห่งทุกข์ นั้นโยมไม่ต้องไปตั้งจิตไว้ที่ไหนเลย..ตั้งจิตไว้ในกายนี้

    เพราะถ้าเราไม่มีลมหายใจแล้ว คือไปกำหนดรู้ไม่ได้แล้วในลมหายใจ เพราะสมาธิมันแนบไปในลมหายใจแล้วในองค์ภาวนา องค์ภาวนานี้แลจะนำทางโยม เพราะว่าพุทโธที่โยมภาวนาไปนั้นจะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    พระพุทธองค์ท่านรู้อะไร..ท่านรู้อริยสัจ แล้วก่อนที่พระพุทธองค์ท่านจะรู้อริยสัจ..ท่านเห็นกฎความเป็นจริงคืออะไร ก็คือกฎแห่งไตรลักษณ์ เห็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา นี่เค้าเรียกว่าไตรลักษณญาณ ญาณคืออะไร..คือจิตที่ไปหยั่งรู้เข้าไปเห็นตามความเป็นจริง คือ ๓ ประการว่าทุกข์มันอยู่ที่ใด กายนี้เป็นทุกข์อย่างยิ่ง อนิจจังคือความไม่เที่ยง อะไรคือความไม่เที่ยงบ้าง..นี่คือหมวดแห่งวิปัสสนาญาณ

    ความไม่เที่ยงมีอะไรบ้าง เกศาหรือว่าผมที่มันเคยดำ เคยแข็งแรง เคยดก ตอนนี้มันเริ่มขาว เริ่มร่วง..อย่างนี้เรียกว่าไม่เที่ยง ใช่มั้ยจ๊ะ นี่เรียกว่าวิปัสสนาญาณ ก่อนที่โยมจะไปเห็นอริยสัจ ๔ โยมต้องเห็นไตรลักษณาเสียก่อน โยมต้องเห็นความเป็นจริงนี้ เห็นทุกข์ เห็นความไม่เที่ยง แห่งอนัตตา พอมันร่วงไปหมดแล้วมันสลายไปแล้ว แม้กายสังขารก็ดี พอเราไม่มีลมหายใจเอาไปเผาแล้ว..แล้วเราจะเหลืออะไร เหลือผงกระดูกเถ้าถ่าน แม้ผงกระดูกเถ้าถ่านนั้นไม่นานมันก็เป็นผงธุลี ผงธุลีนั้นไม่นานก็จะเป็นอากาศธาตุไป เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    โยมรู้หรือเปล่าจ๊ะ..ว่าดินที่โยมเหยียบย่ำกันอยู่ มันคือ..อะไรบ้าง มันเกิดจากซากศพ ซากกระดูก เลือดเนื้อที่มนุษย์ได้เกิดตายทับถมทับถมจนเป็นปฐพีขึ้นมา แสดงว่ามนุษย์นั้นเกิดตายไม่รู้เท่าไหร่ อยู่อย่างนี้ จึงหนาแน่นเป็นแผ่นดินและแผ่นน้ำ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นแสดงว่าไม่ว่าโยมจะนั่ง จะเดิน จะนอนที่ใด ล้วนแล้วหลีกเว้นจากวิญญาณไม่มีเลย วิญญาณต่างหากที่คอยต้องหลบโยม เพราะเค้าเห็นเรา แต่เราไม่สามารถเห็นเค้าได้ ฉันจึงบอกว่าไม่ว่าโยมจะนั่งภาวนาทำกุศลบารมีที่ใด ขอให้โยมนั้นอธิษฐานนั่งก็ดี ยืนก็ดี เดินก็ดี เพื่อจะได้เป็นพุทธมณฑลเป็นรัตนะที่โยมจะเดิน เพื่อไม่ทำให้เกิดการล่วงเกินต่อกัน เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    เพราะบางที่สิ่งที่โยมไปนั่ง ไปเดิน ไปสร้างบุญกุศลนั้น อาจจะมีเจ้าที่เจ้าทางเค้าอยู่ เข้าใจมั้ยจ๊ะ นั้นจึงบอกให้โยมนั้นมีการอธิษฐานบารมีให้กับเทพยดาเจ้า เจ้าที่เจ้าทาง ให้เค้ามาโมทนา แสดงว่าทุกที่ๆเราจะกระทำนั้นเป็นที่เราได้อาศัยได้ใช้ชั่วคราว โยมบอกว่าเห็นที่มันว่างไม่มีเจ้าของไปนั่ง โยมอย่าลืมว่า แม้ว่าไม่มีเจ้าของไปนั่ง แต่ที่ฉันบอกทุกที่ล้วนมีวิญญาณ

    บางคนอยากจะนั่งก็นั่งเลย..ก็นั่งทับเจ้าที่ แล้วไม่กระดิกอีกเลย..หลับไปเลย นั้นโยมต้องอธิษฐานบุญให้เจ้าที่เจ้าทาง ดวงจิตวิญญาณ ณ ที่ตรงนั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ นี่ก็สำคัญ แล้วถ้าโยมแผ่เมตตาให้ที่ตรงนั้นเทพเทวดาตรงนั้น โยมอาจจะได้ธรรม ได้สมบัติแห่งธรรม ได้วิชา เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    เมื่อโยมให้เค้าแล้ว..โยมก็จะเป็นผู้รับ แต่ถ้าโยมไม่ให้อะไรเลย มันอาจจะโดนเค้ากลั่นแกล้งได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ นั้นอย่าคิดว่าตัวเราเองมีดี คนถ้าคิดว่าตัวเองมีดีเมื่อไหร่ โยมจะต้องถูกลองของเมื่อนั้น นิมิตทั้งหลายที่โยมเห็นล้วนเป็นของไม่จริง เป็นของมายา เป็นของที่มันทำให้โยมนั้นไปได้ช้านั่นเอง หรือเรียกว่าความหลงในนิมิตก็ดี

    การที่จะเห็นความเป็นจริงคืออะไร เห็นความเป็นจริงเห็นภัยในวัฏฏะ..นี้เรียกเห็นความเป็นจริง แม้โยมจะไม่เห็นจริงในกายสังขารว่าตับไตไส้พุงมันเป็นอย่างไร แต่ถามว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่สิ่งที่โยมไปเพ่งอยู่ไปรู้อยู่ มีจริงหรือเปล่าจ๊ะ ถ้ามันมีจริงแสดงว่าโยมเห็นจริง แม้โยมไม่ต้องผ่ามันออกมาก็ดี อาหารใหม่อาหารเก่าที่โยมเสวยไปแล้ว บริโภคไปแล้วนั้น เมื่อมันถ่ายออกมาเป็นอุจจาระ เป็นสิ่งปฏิกูลของเปื่อยเน่า มันมีจริงอย่างนั้นหรือไม่ แสดงว่ามันก็มีจริง แสดงว่าเราก็เห็นจริง ถามว่าโยมเห็นบ่อยแค่ไหน เราไม่ค่อยได้เห็นบ่อย เพราะเราไม่ค่อยได้พิจารณา ใช่มั้ยจ๊ะ

    ตราบใดเมื่อโยมขาดการพิจารณาอย่างนี้..ความหลงก็จะมีมาก ความเพลิดเพลินพอใจในกายก็จะมีมาก การหลงรูปคนอื่นมันก็จะบังเกิดอยู่ร่ำไป ถ้าโยมพิจารณาตระหนักอยู่อย่างนี้ว่าร่างกายสังขารนี้มีแต่ของโสโครก มีแต่ของเน่าเหม็นอย่างนี้ ไม่ว่ากามคุณอันใดมันก็จะลดลงมา เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  8. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    869
    ค่าพลัง:
    +2,453
     
  9. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    869
    ค่าพลัง:
    +2,453
    9B590B1E-1618-4788-9D0B-19D34E1ABBB6.jpeg
     
  10. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    869
    ค่าพลัง:
    +2,453
    DDA0CB0D-3638-4B41-8CAC-355DF6D95164.jpeg

    ลูกศิษย์ : ผมอยากจะถามหลวงปู่คือ พรุ่งนี้จะมีการทานเจ ทีนี้เทศกาลทานเจเนี่ยผมไม่ทราบว่ามันเป็นการตัดกรรมแล้วก็ได้บุญจริงหรือไม่ครับ

    หลวงปู่ : อันว่าเจ..ไม่ได้บอกว่ากินเจแล้วจะเป็นบุญ โยมไม่กินเจก็เป็นบุญได้ เพราะการให้ทานก็เป็นบุญ การรักษาศีลก็เป็นบุญ การนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ก็เป็นบุญ ขวนขวายในกิจที่ควรทำก็เป็นบุญ นั้นบุญ..ชื่อว่าเป็นบุญแล้วไม่จำเป็นต้องเฉพาะเจาะจงว่าต้องกินเจแล้วจะเป็นบุญ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    แต่การกินเจ..การละไม่ทานเนื้อสัตว์ เค้าเรียกว่าลดละการเบียดเบียน เข้าใจมั้ยจ๊ะ และเป็นการชำระล้างร่างกายเรานั้นให้สะอาดขึ้น ไม่มีซากสัตว์อย่างนี้ แต่ถามว่ามันเป็นบุญกุศลหรือเปล่า..มันไม่ได้เป็นบุญกุศลดีอะไรนัก เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะว่าไม่ได้ทำให้ไปถึงนิพพานได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะวัวควายเห็นกินหญ้ามาตั้งมากยังไม่เห็นไปนิพพานซักตัว

    นั้นถามว่าการกินเจ..กินเพื่ออะไร หนึ่งถ้าโยมตั้งใจอธิษฐานกินเพื่อละการเบียดเบียน ไม่ให้ใครเค้าฆ่าสัตว์ เพราะว่าเราเป็นผู้บริโภค เมื่อมีความต้องการมากการกระทำมันก็มีมากนั่นเอง แต่เมื่อเราลดการบริโภคลงผู้ที่จะกระทำมันก็มีน้อย อันนี้เรียกว่าละอาฆาตตัดเวรพยาบาท แล้วเมื่อเราตั้งจิตอธิษฐานมันจะได้สัจจะบารมี เข้าใจมั้ยจ๊ะ อย่างนี้เรียกว่าเป็นบุญตรงนี้ เพราะเรามีความปรารถนาดีที่จะไม่เบียดเบียน..บุญมันเกิดตรงนี้

    มันไม่ได้บอกว่ากินเจแล้วได้บุญ แต่ถ้าโยมรู้ว่ากินเจไปเพื่ออะไร..นั้นแลคือเป็นบุญ ถ้ากินแล้วกินเพื่อเป็นสังคมนิยมแล้ว..อันนั้นไม่เป็นบุญ ถ้ากินแล้วโยมรู้ว่ากินไปเพื่ออะไร เพื่อจะทำให้ศีลเรานั้นสะอาดขึ้น เพื่อจะได้เจริญความเพียรได้ดีขึ้น เพื่อให้เรามีสัจจะบารมี

    เมื่อเทศกาลกินเจได้มาถึงแล้ว เป็นการลดละการเบียดเบียน ลดละการบริโภคเนื้อสัตว์ที่จะไปกระตุ้นกามคุณอย่างหนึ่ง เข้าใจมั้ยจ๊ะ อันนี้เป็นบุญแล้ว ดังนั้นแล้วขอให้จงจำไว้ว่าการกินเจไม่ได้วิเศษดีกว่าคนอื่น เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่ว่ามันทำให้เรานั้น..ต้องดูว่าเรากินไปเพื่ออะไร ถ้าเรากินไปเพื่อเจริญมรรคเจริญผล..อันนั้นเป็นบุญทั้งหมด

    การรู้จักการบริโภคหรือการกินต่างหากที่จะเข้าถึงบุญได้อย่างแท้จริง รู้จักมั้ยจ๊ะว่าการที่รู้จักการบริโภค เช่นว่าเรานี้คืนนี้ราตรีนี้จะเจริญพระกรรมฐานฌานวิถีก็ผ่อนปรนอาหารลงไป เคยกินมากก็กินน้อยลง..นี่เค้าเรียกรู้จักการบริโภค อย่างนี้จึงเรียกว่าการกินในครั้งนี้จึงเป็นบุญจึงเป็นกุศลเป็นบารมี เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นการกินเจไม่ได้ต้องบอกว่าให้หน้ามันมาถึงแล้วค่อยกิน เช่นวันพระเราก็ลดเนื้อสัตว์ลดอาหารผ่อนปรนลงมา..วันนี้เราจะเจริญกรรมฐาน นี่ก็เป็นบุญกุศลแล้ว เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่ถามว่าแม้โยมไม่กินก็ดีสัตว์ทั้งหลายก็ต้องถูกฆ่าตายอยู่ดี เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะมันเป็นกรรม

    แล้วกรรมที่สัตว์ทั้งหลายที่ตายมาแล้ว..ถ้าเราไม่รู้ว่าเค้าฆ่ามาอย่างไร ตายมาอย่างไร แล้วเราไปบริโภคด้วยจิตที่เมตตาที่ว่าอาหารมื้อนี้ที่เราจะบริโภครับประทานในมื้อนี้เพื่อยังประโยชน์ให้กายสังขาร เอาไปประกอบคุณงามความดีอย่างนี้มันจึงไม่เป็นโทษนั่นเองในอาหารมื้อนั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    อันนี้เราก็มาเข้าใจว่านิยามคำว่าเจมันคืออะไร เจ..คืออะไร (ลูกศิษย์ : ไม่ทานเนื้อสัตว์ครับ) อ้อ..ถ้าเจคือไม่ทานเนื้อสัตว์ ถ้ามีเนื้อสัตว์ไม่เรียกเจ แล้วเรียกว่าอะไรถ้าอย่างนั้น ก็ที่ฉันบอกคนกินเจไม่ได้เรียกว่าเป็นผู้วิเศษอะไรมากกว่าคนอื่น..ไม่ใช่ แต่ถ้าโยมรู้ว่าการกินไปเพื่ออะไร..นั่นแหล่ะจ้ะบุญกุศลมันเกิดตรงนั้น ถ้ากินไปโดยไม่รู้ว่าจะกินไปเพื่ออะไร หรือกินไปตามๆกันนั้น..ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรเลย เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    แต่ถ้าโยมกินเพื่อลดละกิเลสในความอยากติดในรสอาหารเมื่อไหร่..บุญโยมเกิดตอนนั้นทันที จำไว้นะจ๊ะ เพราะมันติดในรส คนพอไม่ได้กินเนื้อสัตว์นี่เกิดความอยาก อ้าว..เคยเสพอ่ะ เนื้อมันมีรสหวานเหมือนกามคุณ พอไม่ได้เสพมือนี้สั่น เพราะไม่ได้กำหนดรู้ในอารมณ์นั้น ไม่เคยกำหนดรู้เลย พอมีความอยากก็เสพ มีความอยากก็เสพ ฉีดเข้าไปฉีดเข้าไป..อย่างนี้เค้าเรียกว่า"ติด" เมื่อติดแล้วมันจึงละออกได้ยาก

    แต่ถ้าเมื่อไหร่ เราลองถามดูซิว่าเออ..เราเสพมาตั้งนานติดมาตั้งนาน มันก็ยังเสพอยู่อย่างนั้น แสดงว่ามันอะไรซักอย่าง แล้วนี่ มันต้องเสพไปอีกนานแค่ไหน แล้วถามว่าเราต้องเกิดมาอีกนานแค่ไหน นี่เราก็ต้องไปตายแล้วใช่มั้ยนี่ อ้าว..หดหู่ซะแล้ว ถ้าเราเกิดแสดงว่าเราก็ต้องไปตายอีกแล้ว เห็นมั้ยจ๊ะ อยู่อย่างนี้

    กามราคะกามคุณก็เช่นกันเดียวกัน เมื่อเสพแล้ว..ขวนขวายจิตดิ้นรนแสวงหา โอ้โฮ..มันทำได้ทุกอย่าง เพราะมันไม่เท่ามัน มันไม่ได้กำหนดรู้ ไม่เคยคิดจะละ เมื่อไม่เคยคิดจะละมันก็เลยติด นี่เค้าเรียกว่าบ่วงแร้วของนายพราน เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าโยมมีสติแล้ว กับดักอันนี้เมื่อโยมเห็นว่าเป็นโทษเป็นคุณอย่างไรแล้ว..โยมก็จะไม่เหยียบมันลงไปอีก ถ้าโยมเห็นโทษมันแล้ว ถ้ายังไม่เห็นโทษโยมก็จะยังมีความพอใจอยู่ร่ำไป

    ดังนั้นแม้เรายังติดมันอยู่..แต่จงเพ่งโทษมันบ้างเสียเถิด คือเพียรละมันบ้าง จากเสพมากก็ให้มาเสพน้อย การกินบริโภคก็เช่นเดียวกัน เพื่อลดละการติดในรสนั่นเอง เมื่อเราไม่ติดในรสแล้ว..นี่คือการละการเบียดเบียนได้อย่างหนึ่ง เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  11. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    869
    ค่าพลัง:
    +2,453
    2880B2D1-4289-4983-B59D-5CBB828D3903.jpeg

    ลูกศิษย์ : หลวงปู่คะ อยากให้หลวงปู่สงเคราะห์หน่อยค่ะ เพราะว่าเวลาสวดมนต์ภาวนาตามันจะหนักลืมไม่ขึ้น หลายวันมานี้แล้วค่ะ

    หลวงปู่ : ถ้าโยมจะสวดก็เอาน้ำล้างหน้าล้างตา เข้าใจมั้ยจ๊ะ ทำจิตให้เบิกบานเสียก่อน ทำจิตเบิกบานแล้วเราถึงจะไปสวดมนต์ แล้วการสวดมนต์โยมก็อย่าบริโภคอาหารมากจนเกินไป เข้าใจมั้ยจ๊ะ มันจะไปดึงทำให้กิเลสมันมีกำลัง เพราะการสวดมนต์..พอโยมสวดมนต์กิเลสมันไม่ชอบ เพราะสวดมนต์แล้วมันจะรู้สึกรำคาญ มันจะต่อต้านทันที เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    อะไรต่อต้านบ้าง โยมฟังไว้ให้ดี พอขณะที่โยมสวดมันมีการสั่นสะเทือน อะไรสั่นสะเทือนได้บ้าง..มันมีกายเทพ กายพรหม เปรตอสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน มันได้รับรู้สั่นสะเทือน พอมันสวดมนต์เข้าไปนี่..ไอ้โรคภัยไข้เจ็บอะไรนี่มันถูกมีปฏิกิริยา ถูกพุทธมนต์มันขับออกมา มันจะเรียกว่าดึงรั้งกัน รู้สึกอึดอัดกระอักกระอ่วน..ขั้นแรกจะเป็นอย่างนี้

    แต่เมื่อเราสวดมากๆเข้าสวดมากๆเข้าแล้วลมหายใจเริ่มโล่ง ท้องเริ่มโปร่งสบาย เหงื่อไหลออกรักแร้บ้าง ทวารรูขุมขนบ้าง ตดบ้างผายลมบ้างอย่างนี้ นี่แหล่ะจ้ะเค้าเรียกว่าพุทธมนต์มันขับสิ่งไม่ดีออกมา เค้าเรียกว่าขับของเสีย เข้าใจมั้ยจ๊ะ นั้นการสวดมนต์เค้าเรียกเป็นการขับของเสีย

    เพราะในขณะที่เราสวด ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ลมปราณมีไหลเข้าไหลออกอยู่ตลอดเวลา เข้าใจมั้ยจ๊ะ เค้าถึงบอกว่าตอนที่เราสวดมนต์ทำไมมีเหงื่อออกได้ เพราะเราใช้กำลังจากภายใน แสดงว่าภายในของเราอะไรที่ไม่ใช่ของดีมันก็จะออกมาด้วย เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ถ้าตอนแรกกำลังที่โยมสวดยังไม่ดี โยมอาจจะยังสวดไม่จบ เพราะกำลังเราอินทรีย์เรายังไม่พอ บุญกุศลที่เราจะตั้งมั่น ดังนั้นการที่เราจะสวดมนต์อะไรก็ตาม ขอให้โยมนั้นขอขมาพระรัตนตรัยแผ่บุญกุศลเสียก่อน ตั้งจิตอธิษฐานว่าในขณะต่อไปนี้ข้าพเจ้านี้จะขอสวดมนต์เจริญภาวนาจิต เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ให้แด่พระรัตนตรัย แด่ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ต่อเทพยดาเจ้าทั้งหลาย อันว่าบุคคลใด ดวงจิตวิญญาณใดนั้นที่มีบุญวาสนาที่มีบุญสัมพันธ์กับข้าพเจ้า มีบุพกรรมกับข้าพเจ้าที่พอจะรับบุญกุศลจากข้าพเจ้าได้ ขอจงมาสดับรับฟัง มาโมทนาจิตกับข้าพเจ้าด้วยเทอญ

    อย่างนี้เทวดาหรือคนที่เค้าชอบสวดมนต์ที่เค้าอยู่ในเมืองบังบดก็ดีอะไรก็ดี เค้าก็จะมานั่งสวดมนต์ร่วมบุญบารมีกับเราไปด้วย เข้าใจมั้ยจ๊ะ ทำไมเค้าถึงบอกให้อัญเชิญเทวดาว่า..สัคเค กาเม จะรูเป..เพราะอะไรจ๊ะ เค้าเรียกว่าอัญเชิญนอบน้อมต่อเทวดาทั้งหลายที่อยู่ ณ นภากาศ หรือที่อยู่ ณ สถานที่ตรงนั้น เคหสถานบ้านเรือน หนองคลองบึง ต้นไม้ใบหญ้า ยอดเขาพระนครคีรี ยอดเจดีย์ ต้นโพธิ์ เหล่านี้ล้วนมีเทวดาสถิตสถานอยู่ทั้งนั้น

    และเมื่อเรานอบน้อมแล้วในขณะที่เราสวดมนต์นอบน้อมไป แล้วมีเทวดามาล้อมรอบบ้านย่อมเป็นเกราะป้องกันภัยอย่างดี เข้าใจมั้ยจ๊ะ แล้วมนต์ที่เราสวดไปย่อมมีอานิสงส์ไปได้ไกล เพราะมีเทพเทวดามาโมทนาสาธุ มาเป็นพยานอย่างมากนั่นเอง เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    บางครั้งถ้าเรามีรู้สึกว่ายิ่งตอนขณะที่เราสวดมนต์ไปมีอาการขนลุก วาบๆ ซาบซ่านนั่นแล ให้รู้ไว้เถิดว่าเพราะเรียกว่ามีคนที่มีร่างกายทิพย์มาอยู่ใกล้ตัวเรามากนั่นเอง มีพลังงานมาอยู่มาก เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ดังนั้นมนต์เป็นของสูง คนที่จะสวดมนต์ได้จิตต้องมีกุศลเกิดขึ้นแล้ว เข้าใจมั้ยจ๊ะ บารมีเก่าได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ถ้าคนบอกว่าสวดเป็นประจำอยู่แล้วเลยไม่รู้สึกอะไร อันนี้เค้าเรียกว่าชิน..ชินในการทำความดี เข้าใจมั้ยจ๊ะ คนที่สวดมนต์อยู่เป็นประจำเช้าและเย็นอยู่ตลอดเวล่ำเวลาจนกว่าสิ้นอายุขัย เค้าก็สามารถย่อมเข้าถึงพระนิพพานได้เช่นเดียวกัน

    เพราะอะไรรู้มั้ยจ๊ะ เอาแค่สวดมนต์อย่างเดียว เพราะว่าในขณะที่สวดมนต์อยู่จิตไม่เป็นเวรเป็นภัยกับใคร กายไม่ไปทุศีลประทุษร้ายใคร มโนจิตก็ไม่คิดอาฆาตพยาบาทกับใครเพราะว่ามีจิตตรงต่อบทสาธยายมนต์ที่เป็นมงคลสูตรอยู่ เข้าใจมั้ยจ๊ะ จิตในขณะนั้นเป็นสมาธิ จิตในขณะนั้นเป็นฌาน จิตในขณะนั้นเป็นเมตตา จิตในขณะนั้นเป็นมุทิตา จิตในขณะนั้นเป็นอุเบกขา อย่างนี้เรียกว่าจิตเจริญเป็นพรหมวิหาร

    เมื่อจิตเป็นพรหมวิหารอย่างนี้ การที่จะเข้าถึงคุณงามความดี การที่จะเข้าถึงการบรรลุธรรม..มันก็เกิดได้ง่าย เมื่อทว่าโยมสวดมนต์ไปสวดมนต์ไป ภาวนาไป จิตเกิดปัญญาขึ้นมาแล้วเห็นธรรมขึ้นมานี้แล..มันก็บรรลุธรรมตอนนั้น สิ้นทุกข์สิ้นชาติสังขารตอนนั้นได้เช่นเดียวกัน เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าโยมเชื่อมั่นในพุทธมนต์

    เพราะการจะบรรลุธรรมมีอยู่ ๕ วาระด้วยกัน วาระแรกคืออะไร..การเจริญมนต์ ใช่มั้ยจ๊ะ วาระที่ ๒ ล่ะจ๊ะ..การฟังธรรม วาระที่ ๓ ล่ะจ๊ะ..พิจารณาธรรม วาระที่ ๔ ล่ะจ๊ะ..การแสดงธรรม วาระที่ ๕ ล่ะจ๊ะ..การเจริญวิปัสสนาญาณ ใช่มั้ยจ๊ะ..

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  12. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    869
    ค่าพลัง:
    +2,453
     
  13. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    869
    ค่าพลัง:
    +2,453
    275C7E98-F553-4476-B8D6-0F18097168FD.jpeg

    ลูกศิษย์ : หลวงปู่คะ หนูเหมือนมันเป็นอยู่หลายครั้งแล้วค่ะ มันเหมือนมีใครเอาอะไรมาปิดรูจมูกแบบหายใจไม่ออกเลยค่ะหลวงปู่ แล้วหนูพยายามนั่งสมาธิเพื่อที่จะดูอาการแล้วก็จะนิ่ง แต่หนูก็ทนไม่ไหวค่ะ แล้วหนูนอนแล้วหนูเปิดธรรมะหลวงปู่ฟังแล้วก็หลับค่ะ หนูไม่เข้าใจว่าทำไมมันเป็นแบบนี้ค่ะ แต่ถ้าหนูนั่งสมาธิมันจะทำให้หนูเหมือนทุรนทุรายเหมือนใจจะขาดน่ะค่ะ

    หลวงปู่ : งั้นโยมก็ฟังบ่อยๆก็แล้วกัน อย่างน้อยการฟังธรรมะ หรือบทสวดมนต์ หรือดนตรีธรรมก็ดี มันทำให้จิตเราผ่อนคลาย หากเราฟังธรรมแล้วทำให้เราเกิดสมาธิ ทำให้เราเกิดปัญญาก็มีอานิสงส์อย่างหนึ่ง ที่เราหลับยากก็ทำให้เราหลับง่าย..ก็มีอานิสงส์ดีทั้งนั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    อะไรทำแล้วมันทำให้ขึ้นในขณะนั้นก็อย่าไปทำมัน ดังนั้นแล้วก่อนที่เราจะนอนให้เราภาวนาจิต แผ่เมตตาจิต อโหสิกรรม ให้อภัยทาน แล้วก็เปิดฟังธรรมะองค์นั้นองค์นี้ นั่นแหล่ะจ้ะให้จิตมันเพลิดเพลิน เดี๋ยวอินทรีย์มันแก่กล้ามันก็ประพฤติปฏิบัติได้เอง เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    วันดีคืนดีมันตายไปตอนนั้น..ก็ไปสวรรค์ เพราะการฟังธรรม..จิตที่เราไปจดจ่ออยู่ในโสตประสารทในจิตวิญญาณ เค้าเรียกว่าจิตเรานั้นมันเป็นสมาธิมันเป็นกุศลอยู่ ดังนั้นจิตเราฟังแล้วมันทำให้เกิดปัญญา..วิปัสสนาญาณมันก็บังเกิดอีก คนที่มีบุญกุศลเค้าถึงจะฟังธรรมได้ คนที่มีอกุศลที่มันหยาบมากเกินไปของจิตเป็นกมลสันดานแล้ว มันไม่สามารถฟังธรรม มันจะไม่ชอบฟังธรรม ฟังแล้วมันจะเร่าร้อน แต่นี่โยมยังฟังธรรมได้ยังถือว่าโยมยังมีบุญกุศลอยู่ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ถ้าเรายังนั่งไม่ได้ก็อย่าไปนั่งมัน ก็ฟังธรรมไปก่อน เป็นอุบายก่อน เกลี้ยกล่อมจิตก่อน เราไปบังคับจิตมันมากเกินไป เดี๋ยวจิตมันเรียกว่าดับหมดในทวาร เข้าใจมั้ยจ๊ะ เราทำให้จิตผ่อนคลาย อย่าทำให้เป็นเรื่องยาก ทำเรื่องยากๆให้เป็นง่ายๆซะ ทำไม่ได้ก็อย่าไปทำมัน ฟังแทน ฟังเค้าทำฟังเค้าพูด ฟังเค้าบอกก่อน เข้าใจมั้ยจ๊ะ ให้จริตมันได้ก่อน ให้เข้าใจก่อน ให้จิตมันรวมก่อน เมื่อจิตมันรวมมันตั้งมั่นแล้วเราก็จะประคองจิตได้ เมื่อเราประคองจิตได้แล้วนั่นแล เราก็จะเข้าใจจิตของเราเอง เค้าเรียกว่าตามหาตัวของตัวเองเจอ นั้นเรียกว่าเราหลงมาเนิ่นนาน

    นั้นการฟังธรรมนั้นแลก็จะทำให้จิตเรานั้นที่กระด้างหรือหยาบมันเริ่มอ่อนตัวลง หรือมีความนอบน้อมเข้าสู่ในพระรัตนตรัย เข้าใจมั้ยจ๊ะ ธรรมนี่เราจะฟังซ้ำๆแล้วซ้ำๆเล่าอยู่อย่างนั้นน่ะยิ่งดีเป็นกุศล เปิดฟังอะไรก็ตามเราไม่ได้ฟัง เทพเทวดาเจ้า เจ้าบ้านเจ้าเรือน เทพเทวดาเจ้าของบ้านเค้าก็ได้ฟัง ก็เป็นอานิสงส์

    เพราะว่าในธรรมนั้นมันมีกระแสธรรมอยู่ มันมีคลื่นพลังงาน เข้าใจมั้ยจ๊ะ พอเทพเทวดาเค้าได้ฟังแล้วเค้าจะเกิดความเย็น แต่สิ่งที่ไม่ดีมันจะเกิดความร้อน ถ้ามันร้อนแล้วมันจะอยู่ไม่ได้ มันก็เรียกว่าของที่เป็นอัปมงคลมันก็จะออกไกลจากสถานที่ที่เราอยู่ในบ้านในเคหสถาน เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    การเปิดเพลงสรรเสริญมนต์ก็ดี เป็นดนตรีก็ดี ล้วนมีอานิสงส์ มีพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณทั้งนั้น แม้เราไม่สวดเองก็ดี แต่ถ้าเราสวดเองมันจะได้กำลังกับเราโดยตรง เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่ถ้าเราเปิดอาศัยการเปิดเพื่อฟังให้มันเกิดความเพลิดเพลิน มันก็มีอานิสงส์โดยอ้อม เข้าใจมั้ยจ๊ะ ไม่มีอานิสงส์โดยตรงกับเราแต่มีอานิสงส์โดยอ้อมกับเทพเทวดาเจ้าที่เจ้าทาง

    ถ้าเจ้าที่เจ้าทางที่เค้าชอบก็ฟังแล้วก็เกิดเย็นจิตเย็นใจ เบิกบานสำราญใจ สิ่งที่เป็นอัปมงคลก็อยู่ไม่ได้ มันก็เร่าร้อนไปเอง เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าดีมันก็อยู่ได้ ถ้าไม่ดีมันก็ต้องขับไล่ด้วยตัวของมันเอง ดังนั้นเราก็ฟังเข้าไปบ่อยๆ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นบ้านเรือนใดตื่นมาเราก็เปิดบทสวดมนต์ถวายเป็นธรรมทานไป เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้ายังนั่งสมาธิอะไรไม่ได้ เจริญปัญญาพิจารณาอะไรไม่ได้ เราก็ฟังธรรมหลวงพ่อองค์นั้นองค์นี้ก่อน ให้มันเป็นอุบายแห่งธรรม มันจะมีธรรมสักข้อนึงที่ทำให้จิตเรานั้นเข้าถึงได้ ก็เอาธรรมนั้นแลมาพิจารณา..ก็ยังมีอานิสงส์

    ดังนั้นเรื่องการฝึกจิตนี้อย่าไปเคร่งเครียด เข้าใจมั้ยจ๊ะ เมื่อเราไปตึงเครียดกับมันแล้ว..ยากยิ่งนักที่มันจะสงบได้ เช่นว่าถ้าจิตเราครุ่นคิดอะไรอยู่ แล้วบอกว่าเราจะนั่งสมาธิได้ยังไงเมื่อจิตมันฟุ้งอย่างนั้น ก็เอาตัวความคิดนั่นแหล่ะจ้ะ ตัวสัญญานั่นแหล่ะจ้ะ ตัวความจำนั้นแหล่ะจ้ะเอามาเป็นอารมณ์เสีย เอามาเป็นอารมณ์เป็นอย่างไร เอามาเป็นที่ตั้งการงานของจิตเสีย เอาสติมากำหนดรู้ในสิ่งที่คิดนั้นแล ในสิ่งที่วิตกนั้นแล ไม่นานจะได้รู้ว่ามันคิดไปถึงไหนของมัน เห็นมั้ยจ๊ะ

    เพราะทำไมถึงต้องบอกอย่างนั้น ไม่มีอะไรเลยที่มันจะเกิดขึ้น..ตั้งอยู่..แล้วไม่ดับ แม้นความคิดก็ดี เข้าใจมั้ยจ๊ะ แล้วเมื่อเรารู้เท่าทันความคิดแล้ว..ตัวนิโรธมันก็จะบังเกิด นี่เค้าเรียกว่าเข้าฌานโดยไม่รู้ตัว เข้านิโรธไม่รู้ตัว แล้วทีนี้เราจะเข้าใจสภาวะธรรม แต่เมื่อเราไม่เข้าใจเพราะเรายังขาดหลักอยู่ ถ้าเรามีหลักแล้วสติจะตั้งมั่น พอหลุดไปเราก็จะดึงกลับมาด้วยการมีองค์ภาวนาก็ดี ด้วยกำหนดรู้ลมหายใจอยู่ในกายก็ดี อย่างนี้ชื่อว่าเจริญความเพียร เจริญสติ เจริญอานาปานสติอยู่ เข้าใจมั้ยจ๊ะ จิตมันจะกลับเข้ามาสมบูรณ์..สมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็คือเรียกว่าศีลเราจะตั้งมั่นมากขึ้นนั่นเอง

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  14. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    869
    ค่าพลัง:
    +2,453
    CC440223-1133-403A-8B0F-B9FCBFCDF5FA.jpeg

    เมื่อเรายึดครองอะไรไว้นั่นแล..ผู้ถือกรรมสิทธิ์มันก็เป็นผู้ถือกรรมไว้ หากกรรมดีก็ต้องรักษากันไป หากกรรมชั่วกรรมนั้นก็ให้ผล ดังนั้นเมื่อเราไม่ยึดอะไรเลย เราปล่อยวางภาระไว้ได้ทั้งหมด..จิตมันก็เบา กายมันก็เบา ทุกข์มันก็เบา นี้เมื่อทุกข์มันเบาแล้วการจะสลัดออกจากทุกข์มันก็ไม่ยาก แต่ถ้าเรายึดไว้มาก..การที่เราจะสลัดออกมันก็เป็นไปได้ยากนัก นั้นมันก็ต้องใช้เวลาที่จะต้องทำใจ เมื่อเราทำได้มันก็จะไม่เจ็บใจ แต่ถ้าเราทำไม่ได้ความอาฆาตพยาบาท เกิดการพาลชนมันก็เกิดขึ้น ก็ขอให้โยมพิจารณาไตร่ตรองในธรรมหลักอันนี้

    แท้ที่จริงแล้วทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นแล..ล้วนแล้วแต่เราเป็นผู้สร้าง หาใช่ว่าบุคคลอื่นเป็นสาเหตุเป็นต้นเหตุไม่ แท้จริงแล้วนั่นแลต้นเหตุทั้งปวงมันก็คือตัวเราเอง ที่เรานั้นยังยึด ยังพอใจ ยังละยังออกจากอารมณ์เหล่านั้นไม่ได้ ดังนั้นแล้วขอให้เราไตร่ตรองให้เท่าทันในอารมณ์นั้น อันทุกข์อันใดที่จะเกิดขึ้นต่อไปในภายภาคหน้ามันจะได้ไม่ต้องเกิดขึ้น เค้าเรียกว่าละวางอโหสิกรรม เมื่อเราอโหสิกรรมแล้ว มันก็เรียกเป็นการตัดกรรม

    ดังนั้นกรรมอันใดแล้วที่เราจะทำไป เพื่อให้สู่ถึงการพ้นทุกข์นี้..เค้าเรียกว่าเป็นทางที่เรียกว่า"กรรมเหนือกรรม" กรรมเหนือกรรมนี้แลที่จะทำให้โยมนั้นออกจากกรรมได้ ถ้าโยมยังไม่เหนือกรรมหรือเหนืออารมณ์แห่งการกระทำได้ คือให้อารมณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นอกุศลก็ดี โทสะก็ดี โมหะก็ดี โลภะก็ดี มาครอบงำเราที่ไม่เท่าทันได้ แสดงว่าเรายังไม่ได้ออกจากการเป็นทาส

    เมื่อยังไม่ออกจากการเป็นทาสเสียได้อย่างนี้ จะหาความเจริญความศิวิไลซ์ที่จะเข้าสู่ยุคใหม่ก็เป็นไปได้ยาก เพราะว่าการตกเป็นทาสเหล่านี้ ก็เรียกว่าเรานั้นไม่มีต้นทุนพอที่จะออก นั้นเมื่อไหร่ที่เรานั้นที่จะก้าวเข้าไปสู่ยุคศิวิไลซ์ ยุคใหม่..โยมต้องเหนืออารมณ์ เหนือกรรม คือเท่าทันอารมณ์ที่จะเกิดขึ้น ที่จะเป็นอกุศล คือไม่เป็นทาสมัน คือรู้เท่าทันมัน ว่าอารมณ์ตอนนี้ของเรานั้นกำลังเสวยอารมณ์ใด เป็นธรรมอกุศลหรือธรรมกุศล ให้โยมพิจารณาแล้วละในอารมณ์นั้น

    เมื่อโยมเห็นอารมณ์ทั้งหลายไม่คงที่ สุขก็ดี ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ดี มันก็ไม่คงที่ แสดงว่าสิ่งเหล่านั้นมันเป็นเพียงมายาหลอกหลอน คือการปรุงแต่งขึ้นมาของจิตของเรานั้นเอง ดังนั้นแล้วขอให้โยมจงตั้งจิตให้มั่นแล้วพิจารณาหลักธรรมนี้ ให้เห็นกฎแห่งไตรลักษณ์..คือความเป็นจริง คือสิ่งไม่เที่ยงทั้งหลาย แม้สังขารของเราก็โรยลาโรยลา ถอยหลังถอยหลัง

    เมื่อก่อนเราแข็งแรงตอนนี้เราก็ชราลง กำลังเราก็ถดถอยลงแล้ว แล้วความดีที่เราจะทำนี้มันเพิ่มพูนขึ้นมากหรือไม่ ก็ให้พิจารณาดู ถ้ากำลังเรานี้มันถดถอยแล้วความดีเรานั้นเพิ่มพูน..ก็ถือว่าเราเกิดมาไม่เสียชาติเกิด แต่ถ้ากำลังสังขารเรานั้นเริ่มโรยลาถดถอย..ความดีกุศล บุญบารมีของเรานั้นมันหาว่าได้เพิ่มมากขึ้น แสดงว่าเรานั้นเกิดมานั้น..เกิดมาเพื่อรอวันตาย ยิ่งร่างกายสังขารเราชราลง อ่อนล้าลง เจ็บป่วยลง ขอให้โยมจงรีบขวนขวายในบุญกุศล ในทาน ศีล ภาวนาให้มาก

    ให้มากคืออะไร ก็คือการละอารมณ์ ละอกุศล ละความเพลิน ละสุข อย่างนี้แล ไม่ต้องไปแสวงหาบุญอะไร เพียงโยมละบาป ละอกุศลนั้นแล..เค้าเรียกว่าเป็นบุญ

    บุญก็คือความดี ดังเช่นว่าโยมมีการโมทนาจิตกับใคร ให้อภัยใคร ไม่ถือโทษโกรธใคร อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ก็ดี หรืออ่อนน้อมต่อพระรัตนตรัยก็ดีอย่างนี้ เชื่อมั่นศรัทธาในคุณงามความดี ในครูบาอาจารย์ ในศีลในธรรม ผู้ทรงศีลทรงธรรมอย่างนี้..ล้วนแล้วเป็นผู้มีบุญทั้งนั้น
    คนที่มีบุญอย่างนี้..บุญตัวนี้แลจะไปหล่อเลี้ยงให้โยมนั้นมีความสุข ไม่อดไม่อยาก ไม่ตกไม่ต่ำอย่างนี้แล แต่ถามว่าผู้มีบุญทั้งหลาย อันว่าอะไรที่เกิดขึ้นแล้วมีบุญ..ถามว่าหมดบุญได้หรือไม่ ก็คือหมดลมหายใจ นั้นขอให้เข้าใจว่าเมื่อเราหมดลมหายใจเรียกว่าเป็นผู้หมดบุญ แต่ที่จริงแล้วคือมนุษย์นั้นที่ยังอยู่มีลมหายใจและเรียกว่ายังตายอยู่..แต่ยังมีลมหายใจคืออะไร

    คือมีลมหายใจแต่ไม่ขวนขวายสร้างบุญกุศลให้มันเพิ่มพูน..นี่เค้าเรียกว่าเป็นผู้ที่จะรอวันตาย กับบุคคลที่ได้ตายลงไปแล้วก็ดีแต่ว่าตอนที่ยังมีลมหายใจอยู่ขวนขวายในการสร้างบุญกุศล แม้เค้านั้นจะหมดบุญไปแล้ว แต่เค้าตายไปพร้อมกับบุญกุศล แต่ไม่ใช่ที่เรามีบุญกุศลแล้วใช้บุญกุศลหมด แล้วไม่เพิ่มบุญกุศลเข้าไปอีก แล้วโยมทั้งหลาย ดวงจิตวิญญาณทั้งหลายจะเอาอะไรเป็นต้นทุนหน่อเนื้อที่จะต่อจิตวิญญาณไปในภพภายภาคหน้าได้ นั่นก็เรียกว่าต้นทุน

    ดังนั้นแล้วเราอย่าได้กินบุญเก่า บุญเก่านี้มันหล่อเลี้ยงให้เรานั้นมีลมหายใจ เจ็บป่วยไข้ก็ยังรักษาหาย มีภูมิต้านทานปกป้องร่างกาย ถ่ายได้ กินอิ่ม สามารถนอนได้ เมื่อทานเข้าไปแล้วก็ยังถ่ายออกได้ อย่างนี้แลชื่อว่าบุญรักษาทั้งนั้น คำว่าบุญรักษาอย่างนี้แล้ว..แล้วโยมไม่ขวนขวายบุญเพิ่ม บางคนยังไปลดบุญตัวเอง

    ลดบุญตัวเองทำอย่างไรบ้าง..เที่ยวทำลายสังขารตัวเอง ดื่มของมึนเมาอย่างนี้ เค้าเรียกว่าทำลายสังขาร บุคคลที่ทำลายสังขารตัวเองอย่างนี้มันก็เป็นบาปอย่างหนึ่ง เพราะกายสังขารนี้เค้าสามารถทำคุณประโยชน์ให้โยมย่างมหาศาล เช่นว่านำกายสังขารนี้มาประพฤติปฏิบัติในความเพียร เพื่อเจริญโมกขธรรมให้เกิด เพื่อเจริญทางรอยมรรคขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เป็นผู้อริยบุคคลให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงอย่างนี้

    ชื่อว่ากายสังขารนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วถ้าเรานั้นไปทำลายสังขารให้เสื่อมลงเสื่อมลงนี้..เรียกว่าเรานั้นตัดต้นทุนบุญกุศลเรา เข้าใจมั้ยจ๊ะ อย่างนี้แลเมื่อเราตายไปก็ดี เกิดมาอีกชาติก็ดี โทษแห่งการดื่มสุราเมรัยเหล่านี้ย่อมทำให้เป็นคนบ้าใบ้ หูหนวก ปัญญาอ่อน สมองเสื่อมอย่างนี้

    ดังนั้นแล้วอานิสงส์ของการเจริญสติย่อมทำให้เป็นผู้มีความจำดี เป็นนักปราชญ์ เข้าถึงในธรรม ฟังธรรมแล้วย่อมเข้าใจ ไม่บรรลุชาตินี้ก็บรรลุชาติต่อไปอย่างนี้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ และยังได้เกิดมาทันพระองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะตรัสรู้ในอนาคตข้างหน้านี้

    ดังนั้นแล้วผู้ที่จะไปสู่ในยุคศิวิไลซ์หรือพระศรีอริยเมตไตรยก็คือผู้ที่ต้องตั่งมั่นอยู่ในศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ หากวันนี้เราไม่บริสุทธิ์ หรือตอนนี้เราไม่บริสุทธิ์ มันต้องมีขณะหนึ่งขณะใดที่เราบริสุทธิ์ ขอให้ทรงอารมณ์นั้นไว้ คือทรงฌาน ทรงความดี แล้วเอาความดีที่เราได้นั่นแลสะสมให้มากๆ เมื่อมันมากแล้วมันก็จะมีกำลัง เอาไปต่อต้านอกุศลมูล เมื่อมันต่อต้านกันได้แล้วนั่นแล โยมก็จะมีภูมิต้านทาน เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  15. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    869
    ค่าพลัง:
    +2,453
    AB0D97B7-C926-4A3A-9B88-39B2999F0550.jpeg

    วัตถุมงคลจำเอาไว้ เมื่อเราไปบูชาก็ดี นำไปแล้วได้มีบุญวาสนาครอบครองก็ดี จะมาทำปฏิกิริยากับวัน เดือน ปี กับธาตุขันธ์ ให้เรามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ถ้าเรามีแล้วมันไม่ได้ทำให้เราเปลี่ยนแปลงไปในทางไหนเลย..นั่นเรียกว่าวัตถุอัปมงคล เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถือว่ามันไม่ต้องวาสนากัน

    ของจะดีและศักดิ์สิทธิ์มันอยู่ที่เรามีความเชื่อและศรัทธาในสิ่งนั้นหรือไม่ ถ้าเราไม่เชื่อไม่ศรัทธาในสิ่งนั้น สิ่งนั้นมันก็ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อะไร นั้นความศักดิ์สิทธิ์มันเกิดจากตัวเราเสียก่อน แล้วเมื่อเกิดความศักดิ์สิทธิ์จากตัวเราบวกกับสิ่งที่เราได้ครอบครองนี้แล มันถึงจะทำปฏิกิริยากันได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ เรียกว่ามันจะหนุนกัน เกื้อกูลกัน รวมกันเป็นหนึ่งนั้นแลจะมีอำนาจมหาศาล

    ถ้าโยมหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ วัตถุมงคลอย่างเดียว แต่โยมไม่มีสิ่งมาร่วมด้วยแล้ว มันก็เกิดพุทธคุณปาฏิหาริย์อะไรไม่ได้เลย เข้าใจมั้ยจ๊ะ มันต้องเกิดจากโยมส่วนหนึ่ง ของที่โยมมีส่วนหนึ่ง ถ้าไม่งั้นแล้วมันก็เป็นของตาย..มันไม่ใช่ของเป็น

    แม้โยมไม่มีวัตถุมงคลอะไร แต่โยมมีองค์ภาวนาก็เท่ากับโยมแขวนพระสมเด็จ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ดังนั้นฉันจึงบอกว่าไม่ว่าจะเป็นวัตถุมงคลอะไรก็ดีที่ถูกต้องด้วยอธิษฐานมาแล้วด้วยครูบาอาจารย์นี้ ย่อมมีอำนาจความศักดิ์สิทธิ์ในพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ แต่ถ้าเราคิดว่าเราศักดิ์สิทธิ์แล้วด้วยอำนาจแห่งศีล คุณงามความดีในพระรัตนตรัยที่เข้าถึงแล้ว..ก็นั่นแล ก็หาต้องว่าต้องมามีวัตถุมงคลอะไรอีกไม่

    แต่ถ้าจิตใจเรายังไม่มั่น ยังไม่ถึงในพระรัตนตรัย การที่เราห้อยพระหรือห้อยวัตถุมงคลนี้จึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะเราไม่สามารถรักษาจิตได้ตลอดเวลา นั้นวัตถุมงคลทั้งหลายจึงเป็นสิ่งที่เตือนใจว่าเรานั้นต้องทำความดี อย่าประมาทอย่างนี้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  16. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    869
    ค่าพลัง:
    +2,453
    C142294A-B6F9-4B2E-9D0E-B99210191A5E.jpeg

    ใจและจิตมันซ้อนกันอยู่ แต่คนละดวง เพราะว่าใจนี้เป็นประธานคุมจิตอยู่ จิตไม่ได้คุมใจ จิตอยู่ภายในใจ แต่จิตนี้ไม่มีรูปร่าง ไม่มีสี ไม่มีรสเช่นเดียวกับสภาวะนิพพานไม่มีรูปร่าง ไม่มีสี ไม่มีสภาวะใดใด บุคคลที่จะเข้าถึง ในสภาวะนี้ต้องไม่มีสภาวะใดใด ถ้ายังมีสภาวะใดใดนั้นเรียกว่าจิตยังปรุงแต่งอยู่ ยังมีอารมณ์เข้าไปเสวยอยู่ ยังถืออารมณ์อยู่แม้ว่าขณะหนึ่งขณะใด นั้น เรียกว่าใจโยมนั้นยังมีมลทินอยู่ จึงได้บอกว่าโยมต้องละ ให้อภัยเสียก่อน ได้อดโทษอดอาฆาตพยาบาทให้ได้เสียก่อน

    เขาบอกว่าการ เจริญกรรมฐานที่จะตัดกรรมได้ไวที่สุด ย่นระยะในการปฏิบัติได้เร็ว นั่นเขาบอกว่าทุกครั้งที่โยมจะเข้ากรรมฐาน ให้ระลึกถึงศีลเสียก่อน ทุกครั้งที่จะเจริญสาธยายมนต์ นั่นเรียกว่าเสียงของโยมนั้นก็เป็นทาน แว่วเสียงแห่งสัตว์นรกนั้นก็ยังพลอยได้สุข ยังพ้นทุกข์ได้ ถ้าสัตว์นั้นวิญญาณนั้น รูปและนามนั้นเป็นญาติเผ่าพันธุ์ของโยม เป็นบิดาตาทวดของโยมนั้น บุญนั้นก็ส่งถึงโดยตรงได้ เพราะเรียกว่ากรรมนั้นเป็นทายาท

    ดังนั้นขอให้โยมนั้นสมาทานศีลเสียก่อนเพราะว่าองค์สัมมาสัพพัญญูท่านตรัสว่า มนุษย์ที่จุติเกิดในโลกมนุษย์นี้แล ด้วยเหตุด้วยกำลังของศีลทั้งนั้น ที่สัตว์นั้นปราณีต..หยาบ แตกต่างกันไปก็เพราะศีล ดังนั้นขอให้โยมสมาทานศีลเสียก่อน อย่างน้อยศีล ๕ ดังนั้นเมื่อโยมมีศีลแล้วสัตว์เล็กสัตว์น้อยสัตว์ใหญ่ บุญที่เขาไม่ถึงเขาก็พลอยได้รับบุญได้ เพราะด้วยอำนาจแห่งศีลเป็นสะพานเชื่อมต่อ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    แล้วเมื่อโยมจะเจริญกรรมฐานคือเข้าการงานคือเข้าความสงบแห่งสมถภาวนาก็ดี ก็ขอให้โยมระลึกถึงศีล เมื่อโยมระลึกถึงศีลแล้ว ถ้าเคยปาณาติบาตสัตว์ใดๆ ในความอาฆาตพยาบาท ก็อุปมาเหมือนโยมนั้นก็ฆ่าเหมือนกัน เพราะว่าโยมไม่ได้ฆ่าแต่เรียกว่าพยายามจะฆ่า นั้นเรียกว่าพยายามจะทำบาป คำว่าพยายามย่อมสำเร็จเข้าสักวัน ใช่มั้ยจ๊ะ

    ดังนั้นขอให้โยมจงเรียกว่าระลึกถึงศีลเสียก่อน ให้รู้ว่าโยมนั้นไปล่วงเกินศีลหรือไม่ แม้ศีลนั้นจับต้องไม่ได้ ไม่มีรูปไม่มีร่าง ศีลนั้นแลเป็นธรรมโดยแท้ ดังนั้นเมื่อโยมมีศีลแล้ว เมื่อโยมแผ่เมตตา กำลังที่โยมแผ่เมตตานั้นแหล่ะจ้ะ จะไปถึงทั่วพิภพจักรวาล แต่ถ้าขณะที่โยมแผ่เมตตาจิตไป แต่จิตโยมนั้นกำลังยังไม่พอ ยังไม่ตั้งมั่นมากพอ มันจะถึงยาก ถ้าโยมอาศัยศีลแล้วไซร้ ในขณะที่โยมมีศีล กายวาจาใจของโยมนั้นสงบแล้ว พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระรัตน ตรัยก็จะบังเกิดขึ้น

    เพราะว่าถ้ามีศีลย่อมเกิดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ครบองค์ ๓ เมื่อครบองค์ ๓ แล้วไซร้ ในขณะจิตที่โยมนั้นมีสมาธิสงบดีแล้ว จิตโยมปรารถนาที่จะแผ่เมตตากุศลจิตนี้ให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลายทั่วทั้งโลกา ทั่วพิภพ บุญกุศลนี้จะไปถึงไม่ว่าสัตว์เหล่านั้นจะอยู่ที่ใด เพราะในขณะที่โยมนั้นตั้งจิตแผ่เมตตาไปด้วยไม่มีประมาณแล้วไซร้ กระแสแห่งจิตในขณะนั้นอุปมาเหมือนว่าเป็นแสงพระอาทิตย์

    ถามว่าแสงพระอาทิตย์นั้น แม้สิ่งนั้นจะถูกปกปิดหรือมีหลังคา แต่เพียงมีแค่รูเล็กน้อยเท่าปลายเข็ม โยมว่าแสงเข้าได้ไหมจ๊ะ นั่นแหละจ้ะ กำลังจิตที่โยมแผ่เมตตากุศลไปก็เปรียบเช่นอย่างนั้น อยู่ที่ไหนก็ทะลุหมดถ้ามีแค่ช่องโหว่เพราะศีลนั้นจะเปิดทางนำทางไปเชื่อมต่อให้ถึง เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  17. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    869
    ค่าพลัง:
    +2,453
    183BF2B3-6783-4964-9AE2-F232320A347C.jpeg

    ลูกศิษย์ : หลวงปู่เจ้าคะ การแผ่เมตตาไปให้ทุกภพทุกภูมิ ภพมนุษย์นี่เค้ารับได้มั้ยเจ้าคะ ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้ไปบอกเค้าโดยตรง เค้าจะรู้มั้ยเจ้าคะ

    หลวงปู่ : อะไรที่เรารู้..เขาก็รู้ แต่ที่จริงอะไรที่เรารู้..เขาจะรู้ไม่ได้ แต่ถ้าจิตเรารู้ ถึงตัวเราเอง..ตัวเราจะเป็นสะพานเชื่อมต่อไปถึงได้ เค้าบอกว่าจิตต่อจิตย่อมถึงกันได้ เวรพยาบาทมันจึงจองเวรกันได้ เห็นมั้ยจ๊ะ ไอ้คนนี้ผูกเกลียดอยู่..แต่ไอ้คนนี้ไม่เกลียดเลย แต่ถ้าต่างคนต่างเกลียดเจอหน้ากัน..มันจะรู้ด้วยสัญชาตญาณเลยว่ากระแสมันมาแล้ว เข้าใจมั้ยจ๊ะ ความไม่พอใจ ความโทสะมันจะเกิดขึ้นทันที

    แต่คนเราที่เคยแผ่เมตตาจิตกันบ่อยๆ พอเจอหน้ากันมันจะเกิดความโอบอ้อมอารีเกิดขึ้น นี่ก็คือ"พลังแห่งเมตตา" จึงบอกว่าถ้าใครไม่ต้องการมีศัตรู ขอให้โยมให้อภัยทุกอย่าง และให้เจริญเมตตาอย่างเดียว โยมไปไหนแม้ใครจะคิดร้ายกับโยม..แต่ก็ต้องใจอ่อน เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    เค้าจึงบอกว่าผู้ที่พยาบาทอยู่คือผู้ที่สร้างเวร แต่ผู้ที่ละความอาฆาตพยาบาทนั้นแล เค้าเรียกว่าสร้างสันติสุขให้กับตัวเองและโลก เข้าใจมั้ยจ๊ะ ดังนั้นอำนาจแห่งเมตตาเมื่อเราแผ่ออกไปแล้ว แม้เขาจะรับไม่ถึงก็ตาม แต่เมื่อเผชิญหน้ากันแล้ว ความเมตตาที่เรานั้นไม่มีความอาฆาตพยาบาทตอบ เหมือนคนที่เขาเอาไฟธนูมายิงใส่เรา แต่เราไม่มีความอาฆาตมาดร้ายตอบ มันก็เหมือนเอาดอกไม้มาโปรยใส่ให้เราอย่างนี้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ดังนั้นขอให้โยมเชื่อมั่นในความดี พลังแห่งเมตตานี้มันสามารถช่วยพยุงโลกได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่โยมจะไปช่วยโลกได้ โยมต้องพยุงจิตใจโยมก่อน นั้นสำคัญคนที่จะไปเกิดในทุติยภูมิ อบายภูมิเหล่านี้ ก็คือจิตที่เรามีความเร่าร้อนแห่งอำนาจไฟโทสะ มีความอาฆาตพยาบาทก่อนหลับนอน ก่อนจะเปลี่ยนภพภูมิ

    การนอนเค้าเรียกการเปลี่ยนภพภูมิ เข้าใจมั้ยจ๊ะ หรือเรียกว่าตื่นขึ้นมานับชาติใหม่ อ้าว..หนึ่งวันหนึ่งชาติก็ว่าได้ เสวยภพก็หนึ่งชาติ เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่ขณะจิตที่เกิดดับนี่นับชาติไม่ถ้วน จึงเรียกเป็นอสงไขย มนุษย์เค้าจึงนับชาติเอา เพราะมันนับกันได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  18. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    869
    ค่าพลัง:
    +2,453
    EF543506-9AA6-4930-BC5B-A43A2B171766.jpeg

    การเจริญสติเจริญปัญญาหรือฝึกสมาธินี้..ข้อสำคัญคืออย่ารีบเร่ง ต้องให้เวลา เข้าใจมั้ยจ๊ะ อย่ากำหนดเวลาว่าต้องให้ได้อย่างนั้นอย่างนี้ จิตโดยธรรมชาติไม่ชอบบังคับ จิตหรือมนุษย์ก็ไม่ชอบใครบังคับ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ชอบเป็นอิสระ โดยธรรมชาติของจิตเค้าเป็นอิสระอยู่แล้ว

    แต่จิตที่เป็นอิสระไม่ได้นั้นแล..เพราะมันถูกครอบงำด้วยอะไร จะบอกเป็นอวิชชาคือความไม่รู้ก็จริงอยู่ แต่มันถูกครอบงำด้วยอะไร มันถูกครอบงำด้วยนิวรณ์ เพราะมันเป็นข้าศึกกับสมาธิ ไอ้กามราคะ กามคุณ โทสะ ความอาฆาตพยาบาท ความหดหู่ใจ ความเศร้าหมองใจ ความลังเลสงสัย..เหล่านี้มันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ เป็นข้าศึกต่อสมาธิ

    ดังนั้นเมื่อโยมเข้าใจและมีหลักแล้วโยมจะเข้าใจ เมื่อจิตโยมเข้าถึงสภาวะจิตตื่นรู้แล้ว จิตมันก็จะเป็นอิสระได้ เมื่อมันเป็นอิสระแล้วโยมจะออกจากทุกข์..โยมจะต้องทำอย่างไร โยมก็ต้องไปแจ้งที่ทุกข์ ไปรู้ที่ทุกข์ ไปรู้ที่ไหน..ทุกข์มันเกิดที่ใด มันต้องไปแจ้งที่กาย รู้ที่กาย ดับที่กาย ดับที่อื่นมันไม่ใช่นิพพาน มันต้องดับที่กาย

    กายมันมีอะไรเป็นประธาน..คือใจ โยมต้องมีความพอใจเสียก่อน เข้าใจมั้ยจ๊ะ การจะพอใจได้ที่จะเจริญในทางมรรคต้องมีอะไรอีก..ต้องมีความเชื่อ เชื่อไม่พอ..ต้องศรัทธา แล้ววิริยะนี้มันถึงจะเกิดขึ้นมาคือความเพียร เข้าใจมั้ยจ๊ะ นั้นขอให้โยมถือคติซะว่าค่อยๆทำไป อย่าไปเร่งไปรีบมัน

    ในขณะที่โยมขวนขวายรีบเร่ง..บางครั้งมันอาจจะไม่ได้อะไรเลย แต่พอเรานั้นค่อยๆทำค่อยๆทำ มันจะสะสมเป็นกำลังเรียกว่าบารมีเก่ามันก็จะมาเสริม สติมันจะเริ่มก่อตัวขึ้น..ก่อตัวขึ้น..ก่อตัวขึ้น ฉันถึงอยากจะถามโยมว่าโยมมาประพฤติปฏิบัติกรรมฐานผ่านเวลามาเท่าไหร่แล้ว แล้วในขณะนี้โยมก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว ตัวสติ ตัวปัญญา ตัวญาณได้บังเกิดบ้างรึเปล่าจ๊ะ โยมก็ต้องรู้อยู่แก่จิตอยู่แก่ใจ ความรู้และปัญญานั้นแล..นั่นเค้าเรียกคุณวิเศษ

    การสาธยายมนต์โดยที่เรามีความเพลิดเพลินใจ มีสติตั้งมั่นในการสวดมนต์..นี่เค้าเรียกคุณวิเศษ อ้าว..ขึ้นบทไหนมาเราก็สวดได้หมด..แบบนี้คุณวิเศษ ไม่ใช่ขึ้นเนื้อร้องเพลงไหนมาเราก็ร้องได้หมด..อันนั้นมันทางโลก ทำให้เราเพลิดเพลิน แต่ถ้าเป็นทางธรรมมันต้องทำให้เรานั้นดับความเพลินได้ มีสติอยู่กับสิ่งที่เราทำ เข้าใจมั้ยจ๊ะ แล้วทำต้องรู้ว่าทำไปเพื่ออะไร เพื่อให้เข้าถึงอะไร เพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัย ในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ให้จิตมันตั้งมั่น..

    ดังนั้นแล้ว"คุณวิเศษ"ก็คือสิ่งที่เราทำแล้วมันเกิดขึ้นจริง..นี่เรียกคุณวิเศษ ไม่ใช่ว่าไม่มีแล้วอวดอ้างขึ้นมา ดังนั้นมนต์บทใดที่เรายังสวดไม่ได้ เราก็หัดสวดให้ได้ซะ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถ้าเราสวดได้บ้างแล้ว พยายามสวดตามเค้า เอาจิตเข้าไปมันจะได้จำด้วยจิต ไม่ได้จำด้วยสัญญา มันก็จำไม่ได้ซักที เข้าใจมั้ยจ๊ะ วันไหนเรายังไม่มั่นก็ต้องดูตำรับตำรา วันไหนเราเริ่มรู้สึกได้แล้วก็ลองเอาสมาธิในจิตสวดกับเค้าไป มันจะจำขึ้นมาเองด้วยจิตบันทึก อย่าจำด้วยสัญญา เข้าใจมั้ยจ๊ะ นี่ก็คือคุณวิเศษอย่างหนึ่ง

    เมื่อโยมมีความเพลิดเพลินโยมก็จะมีความพอใจในการสวดมนต์ เพราะการสวดมนต์ก็ทำให้โยมเข้าถึงธรรมได้ โยมต้องศรัทธาในธรรม..อย่าศรัทธาในตัวบุคคล ถ้าโยมศรัทธาในตัวบุคคลแล้วโยมจะเลยพระรัตนตรัย โยมจะเข้าไม่ถึงพระรัตนตรัย

    ในยุคนี้สมัยนี้มันกลาดเกลื่อนครูบาอาจารย์..มันเลยยึดในตัวบุคคล พอครูบาอาจารย์ตายวัดเลยร้างทันที ใช่มั้ยจ๊ะ นี่ยึดในตัวบุคคลมันเป็นเช่นนั้น พระพุทธองค์ท่านถึงได้สั่งในพุทธกาลว่าอย่าให้ผู้ที่มีฤทธิ์แสดงฤทธิ์..เพราะอะไร เพราะไม่ให้เกิดความศรัทธาในตัวบุคคลนั้นเอง

    ดังนั้นแลอะไรที่จะยั่งยืน..ก็คือธรรม เพราะธรรมเป็นอมตะ ไม่มีกาลเวลา อยู่เหนือกาลเวลา อยู่เหนือสมมุติบัญญัติทั้งหลาย ก็เหมือนที่โยมนั้นเมื่อเกิดศรัทธาคราใดโยมก็ประพฤติปฏิบัติได้ สวดมนต์โยมจะสวดตอนไหนก็ได้ เอาเช้ามาเย็น เอาเย็นมาเพลได้ทั้งนั้น หมายถึงว่าโยมทำให้จิตโยมเย็นได้นั้นแล เข้าใจมั้ยจ๊ะ หมายถึงว่าให้เราเข้าเฝ้าทำวัตรเช้าเพื่อให้เรานั้น..มันจะมีบทเปลี่ยนวัตรเช้าเย็นเป็นอย่างไร เพื่อว่าให้เรารู้เวลานั้นเอง เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นที่เราทำวัตรเช้าวัตรเย็นนี้เพื่ออะไร เพื่อให้เราเกิดความนอบน้อมคารวะ เพื่อเข้าเฝ้าองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือนตอนที่ท่านมีพระชนม์สังขารอยู่นั่นเอง ก็จะมีพระอรหันต์สาวกทั้งหลายเข้าเฝ้าเพื่อไปถามธรรมตอบข้อสงสัยอย่างนี้ นั้นเมื่อท่านไม่อยู่แล้วเราก็เอาธรรมนี้แลเป็นตัวแทน เพื่อเป็นอุบายให้เรานั้นเข้าถึงความสงบ เมื่อเราเข้าถึงความสงบเราจะเข้าถึงคำว่าพุทโธ เมื่อเราเข้าถึงพุทโธ..มันก็ไม่ต่างอะไรกับเราได้เข้าเฝ้าท่าน เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒ล
     
  19. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    869
    ค่าพลัง:
    +2,453
    B4751B9C-FA00-42CB-A76B-20D6BCB353CC.jpeg

    ต่อไปไม่นานจะเกิดภัยพิบัติ ไอ้เรื่องภัยพิบัตินี้ไม่ต้องไปตกอกตกใจให้มากนัก เพราะว่าเป็นธรรมดา หรือเป็นธรรมชาติของมัน มันเกิดได้เดี๋ยวมันก็ดับได้ นั้นเราก็จะก้าวไปสู่ยุคศิวิไลซ์ในฟ้าผ่องอำไพ เราก็ต้องล้างสิ่งสกปรกเสียให้หมด เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    คนที่ได้มาเจริญกรรมฐานเจริญสมาธิไม่ว่าจะอยู่ที่ใด สำนักใด วัดใด อารามใดก็ดีนั้น..ล้วนเป็นผู้มีบุญกุศลทั้งนั้น แต่ในยุคนี้เมื่อมันเลยกึ่งพุทธกาลแล้ว มันเป็นธรรมดามันเป็นพวกยักษ์มารมาเกิดมาก นี้มันจะไปเบียดเบียนผู้มีศีลมีธรรม..มันจะลำบาก เบียดเบียนวัดวาอาราม เบียดเบียนผู้ประพฤติปฏิบัติ นี่แลเมื่อทรงศีลแล้วศีลมันถูกเหลื่อมล้ำ เมื่อถูกเหลื่อมล้ำนั้นแลแผ่นดินหรือพระแม่ธรณีก็ดีมันจะแตกแยกก็เพราะอย่างนี้ คนก็จะแตกแยกเป็นสองฝ่าย ลัทธิมันก็จะบังเกิด

    ถ้าคนเลวมันมีมาก คนทุศีลมันมีมากก็ดี คนดีคนมีศีลมีธรรมจะอยู่ยาก ดังนั้นแล้วโลกใบนี้กำลังปรับตัวให้เกิดความสมดุล เพราะโลกมันหนัก เมื่อโลกมันหนักแล้วมันแบกรับอะไรไว้มากแล้ว มันก็จะล้า มันก็จะแยก มันก็จะไหว ดังนั้นแล้วโยมไม่ต้องถามว่าฉันอยู่ตรงนั้นอยู่ตรงนี้จังหวัดนี้แล้วฉันจะตายมั้ย..ตาย แต่ถ้าโยมเชื่อมั่นว่าก่อนที่โยมจะตาย โยมจะเอาชีวิตสังขารที่เหลืออยู่ ลมหายใจที่มีอยู่สร้างคุณงามความดี อันนั้นน่ะเทวดาจะรักษาไว้ พระแม่ธรณีจะปกป้อง เข้าใจมั้ยจ๊ะ เค้าเรียกว่าผู้นั้นจะมีคุณวิเศษของตัวเอง

    ดังนั้นภัยข้างหน้าที่จะเกิดขึ้น..มันเกิดจากโลกนี้มันมีความหนัก มันเลยต้องว่าเรียกว่าแผ่นดินมันทรุดมันร้าว เข้าใจมั้ยจ๊ะ นั่นก็หมายถึงว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นนั่นแลก็คือว่า ภัยจากธรรมชาติของฤดูบวกกับภัยธรรมชาติของกรรม มันจึงมาเป็นพายุเท่าภูเขาเลากา เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    โยมไม่ต้องวิตกว่ามันจะมาตอนไหนจะอยู่ตอนไหน นั้นถ้าเราถึงคราวตายก็ตายเหมือนกัน อะไรเมื่อถึงเวลาแล้วมันจะเกิดของมันเอง แต่อะไรเมื่อมันยังไม่ถึงเวลามันก็ทำให้โยมลุ้นอยู่อย่างนั้น คำว่าโลกมืดเป็นเพราะอะไร โลกมันจะไม่มีแสงสว่างผ่านลงมาได้เลย เพราะถูกปกคลุมด้วยอะไร..ยักษ์นอกศาสนาเค้าจะประหัตประหารกัน เข้าใจมั้ยจ๊ะ มันมีเขี้ยวเล็บอะไรมันก็จะเอาออกมา มันก็เลยมีปัญหา

    ดังนั้นไม่ว่าโยมจะอยู่ที่ใดมันก็ตาย แต่จงจำเอาไว้คนที่มีดีมีศีลมีธรรมเค้าจะรักษาไว้ เพราะเรียกว่ากรรมเค้าจะจำแนก แม้โยมจะอยู่กับคนชั่วโยมก็สามารถรอดได้ เค้าจึงบอกว่ายุคนี้จะรอดเป็นกลุ่มเป็นก้อน แล้วก็จะไปเป็นกลุ่มเป็นก้อนเช่นเดียวกัน เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ดังนั้นแล้วฉันจึงบอกว่า..ขอให้โยมตั้งมั่นอยู่ในศีล รู้จักอดออมเมื่อมันจะเข้าสู่วิกฤต เพราะตอนนี้มันยังเรียกว่ามันยังไม่นิ่งสงบ เข้าใจมั้ยจ๊ะ ถึงเวลาแล้วใครก็ต้องเอาตัวรอดทั้งนั้น เหมือนเช่นเดียวกับตัวเราเอง เราก็ต้องเอาตัวรอดให้ได้ก่อน ประคองรักษากายรักษาตัวให้ดี

    นั้นภัยพิบัตินั้นถามว่าไม่ให้เกิดได้มั้ย..ไม่ได้ ถามว่าโยมไม่ตายได้มั้ย..ไม่ได้ ก็เหมือนแบบนั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะว่ามันถึงเวลาของมัน กรรมเมื่อถึงเวลาให้ผลแล้ว อะไรก็ต่อต้านไม่ได้ แต่ถามว่าหนักเป็นเบาได้มั้ย..ได้ ดังนั้นแล้วการที่โยมจะมาร่วมบวชร่วมเจริญกรรมฐานนี้แลก็จะช่วยพยุงไว้ได้บ้าง เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    โยมอย่าคิดว่าอรหันตธาตุ เทพเทวดาทั้งหลาย มนุษย์ที่มีศีลมีธรรมที่ได้ล่วงลับไปแล้วจะล้มหายตายจากและว่างเว้นจากในนภากาศ ที่จริงแล้วยังคงอยู่ทุกดวงจิต เข้าใจมั้ยจ๊ะ แต่ถ้ามันยังไม่ถึงกาลเวลาเค้าก็ช่วยเหลือมนุษย์ไม่ได้ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เพราะว่ามนุษย์นั้นมีกรรมเป็นของตัวเอง แต่ต่อเมื่อคนดีมีศีลมีธรรมก็ดีจะมีภัยเสียแล้ว เค้าจะหยิบยื่นมาช่วยเหลือ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นขอให้โยมมีสติ แล้วในสิ่งที่ไม่ดีมันก็จะมีเรื่องดีอยู่ในนั้น มนุษย์นั้นแลจะเข้าใจเห็นอกเห็นใจกัน จะช่วยเหลือกัน จะสามัคคีกัน จะเมตตาต่อกัน เข้าใจมั้ยจ๊ะ คนที่ไม่ดีเล่าจะเป็นอย่างไร คนที่ขาดจากศีลจากธรรมไม่เคยมีอะไรรักษา และไม่เคยรักษาศีลหรือเจริญพรหมจรรย์เลยก็ยากที่จะอยู่รอดได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะว่าแรงกรรมก็ดี ธรณีก็ดี มันก็เหมือนเชื้อเทวทัตยังไม่หมดไปจากแผ่นดิน มันก็ต้องถูกสูบถูกดูดถูกกวนอย่างนี้เป็นธรรมดา เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    (วัตถุประสงค์ของการเผยแพร่นี้เพื่อมิให้ทุกท่านตั้งอยู่ในความประมาทเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณ)
    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     
  20. na_krub

    na_krub เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    869
    ค่าพลัง:
    +2,453
    928AD5B9-CDB1-42A8-9F3D-77993FC487EB.jpeg

    ความคิดที่มีความอยาก..อยากจะประพฤติปฏิบัติ อยากจะต้องการหลุดพ้น อยากจะทำความดี อยากจะช่วยเหลือใครอย่างนี้ สิ่งการนี้มันไม่ใช่กิเลส มันเป็นเพียงความอยากที่ไปในทางเดินแห่งมรรค อย่างนี้เค้าเรียกความอยากของอริยชนผู้ที่จะก้าวล่วงการพ้นทุกข์ในคราวต่อไป

    แต่ว่ากิเลสที่มีความอยากที่เป็นกิเลสนั้น คือความอยากทะยานที่ทำให้จิตนั้นมันฟุ้งซ่านรำคาญใจ ทำจิตให้ฟุ้งซ่าน ทำจิตให้วุ่นวาย อย่างนี้เรียกว่ากิเลส ทำจิตให้โลภ ทำจิตให้โกรธ ทำจิตให้หลง อย่างนี้เรียกกิเลส ถ้าจิตปราศจากสิ่งเหล่านี้ แต่มีความปรารถนาอยากพ้นทุกข์ อยากประพฤติปฏิบัติ อยากอบรมบ่มจิต อยากจะแก้ไขตน รู้เท่าทันกิเลส แต่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะกิเลสได้ เหล่านี้แลเค้าเรียกเป็นผู้มีญาณทั้งนั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    นั้นคนประพฤติปฏิบัติธรรมมาแล้วไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติแล้วสะสมมา เค้าจึงบอกว่าอย่าได้ไปปรามาสผู้ทรงญาณ ผู้ทรงสมาธิ เราไม่รู้เลยว่าเค้ามีญาณอะไรมา เข้าใจมั้ยจ๊ะ นั้นคำว่าญาณคือการล่วงรู้ในความเบื่อหน่ายแห่งการเกิด ความล่วงรู้ในสิ่งทั้งปวง แต่เรายังไม่สามารถออกจากสิ่งนั้นได้ เค้าเรียกว่ารู้แต่ว่าเวลามันยังไม่ถึง นั่นก็หมายถึงว่าเป็นเพราะอำนาจแห่งกรรมที่ไม่มีใครสามารถจะหลีกเลี่ยงและฝ่าฝืนได้ คือการต้องชดใช้ คือต้องสนองในกรรมนั้นก่อน

    แม้ว่าจะเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีบารมี พระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย ถึงเวลาที่จะต้องชดใช้กรรมก็ต้องเสวยในกรรมนั้น หาว่าจะหลีกเลี่ยงได้..ไม่มี ดังนั้นผู้มีญาณก็คือรู้ว่าการเกิดมาเป็นทุกข์..นี่คือตัวรู้ รู้ว่าสิ่งที่ทำไปแล้วมันจะให้ผลอย่างไร คือผู้มีญาณทั้งนั้น แต่ทำไมเมื่อรู้อย่างนั้นแต่ก็ยังทำ..เพราะอำนาจแห่งกรรมโดยแท้

    เมื่อเรารู้แต่ไม่สามารถที่จะข้ามกรรมนั้นได้ ก็เพราะเหตุว่าเรานั้นยังไม่รู้โทษรู้คุณมันอย่างแท้จริง ถ้าเรารู้โทษรู้คุณมันอย่างแท้จริงแล้ว คำว่ารู้แล้ว..เราจะไม่สงสัยในตัวรู้นั้น เมื่อไม่สงสัย..ข้ามตัวรู้ไปได้นั่นแลเค้าเรียกตัวปัญญา..ตัววิมุติมันก็แจ้งมันก็เกิด เมื่อมันแจ้งกับจิตแล้วความลังเลสงสัยใดๆที่เรานั้นจะสงสัยก็จักไม่มีอีกต่อไปในการที่เราจะเข้าถึงการประพฤติปฏิบัติในทาน ศีล ภาวนา ว่าการอบรมบ่มจิตให้รู้จักการสละ รู้จักการให้นั้นมีอานิสงส์อย่างไร ทำจิตให้ตั้งมั่นเบิกบานผ่องใสเพื่อเข้าถึงสิ่งนั้นมันเป็นอย่างไร ด้วยการเจริญภาวนาและอบรมบ่มจิตให้เกิดปัญญาตัวรู้รอบแล้วในกองสังขารในกองทุกข์มันเป็นอย่างไร..อย่างนี้เค้าเรียกเป็น"ผู้มีญาณ"

    ผู้ที่อยากประพฤติปฏิบัติเหล่านี้เป็นผู้มีญาณทั้งนั้น เข้าใจมั้ยจ๊ะ เดี๋ยวจะไม่เข้าใจว่า..ญาณเป็นอย่างไร ญาณคือตัวหยั่งรู้..หยั่งรู้การเกิด แก่ เจ็บ ตาย..แต่ยังไม่สามารถออกไปได้..แต่ก็รู้ อย่างนี้แลเรียกเป็นผู้มีญาณ เห็นภัยในวัฏฏะ แต่ว่ามนุษย์คนใดก็ตามเมื่อยังไม่ถึงวาระกรรมบารมีเต็ม..ยังไงก็ต้องเสวยวิบากกรรม เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    แต่ผู้ที่มีญาณที่ล่วงรู้แล้วนี่แล หากกรรมหนักมันก็จะเป็นเบา เพราะเป็นว่าตัวรู้คือยังมีสติ กำหนดรู้ได้ คือจะไม่ทำอะไรที่เป็นกรรมหนักจนเกินไปอย่างนี้ นั้นการฝึกญาณให้หยั่งรู้ ก็คือหยั่งรู้ในกายนี้ว่ากายนี้เป็นทุกข์เพียงใด การเกิดเป็นทุกข์เพียงใด

    เมื่อเรามีญาณอย่างแท้จริง ญาณของเรานั้นมันเข้มแข็งแล้ว การจะละในกายก็ดี ความเพลิดเพลินพอใจก็ดี เหล่านี้มันจะเหลือน้อยลง นั่นก็หมายถึงว่าการเข้าถึงจิตวิญญาณอย่างแท้จริง ยิ่งเราลดปัจจัยที่ใช้ในการครองเรือนให้เหลือน้อย..อยู่ในปัจจัย ๔ แล้วไซร้ สุขมันก็มีมาก ทุกข์มันก็เหลือน้อย นั่นก็คือภาระหน้าที่ที่เราจะต้องรับผิดชอบ แต่เมื่อผู้มีญาณแล้วเมื่อไม่ข้องติดกับสิ่งใด..ก็แค่จะเหลือแต่อาหารที่จะหล่อเลี้ยงกายสังขาร ก็เรียกว่าเค้าจะละลงไปลงไป

    แต่ผู้ที่ข้องอยู่ในโลกนี้มันย่อมเป็นทุกข์เป็นธรรมดา เมื่อรู้ว่าโลกนี้เป็นทุกข์เพียงใดแล้วนั่นแล..เค้าถึงจะละออก เค้าเรียกว่าถือเพศพรหมจรรย์ก็ดี แล้วถามว่าการถือเพศพรหมจรรย์นี้มีคุณมีประโยชน์มีสมบัติยังไง ก็ถ้าเมื่อโยมมีความเชื่อมั่นศรัทธาในทางเดินแห่งมรรค ทางเดินของโยมนั้นอุปสรรคมันก็น้อย แต่ถ้าโยมยังครองเรือนอยู่มันก็เป็นธรรมดาอุปสรรคมันก็มาก

    อย่างที่ฉันบอกเมื่อเรานั้นช่วยเหลือตัวเองได้ เราจะย้อนกลับไปช่วยใครก็ยังได้ แต่ถ้าเรายังช่วยตัวเองไม่ได้ แม้คนที่จะให้เราช่วยอยู่ตรงหน้าเรา..เราก็ช่วยอะไรเค้าไม่ได้ แม้โยมจะมีคุณวิเศษมีตาทิพย์ ญาณทิพย์อะไรก็ตาม..รู้ว่าบุคคลนี้อีกไม่นานเค้าจะมีวาระกรรมมาพิพากษา เกิดอุบัติเหตุแห่งกรรมก็ดี แต่แม้โยมรู้แต่ก็ช่วยเค้าไม่ได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ เค้าอาจจะตายต่อหน้าเราก็ได้

    แต่มีสิ่งอยู่หนึ่งอย่างที่เราจะช่วยเค้าได้ ก็คือเมื่อรู้ว่าวาระกรรมเค้าจะมาถึงให้เราแผ่เมตตาให้เค้าเสีย เข้าใจมั้ยจ๊ะ นี่เป็นสิ่งที่เราช่วยได้ ถ้าโยมไปบอกเค้าว่าเค้าจะต้องเจอเหตุการณ์อย่างนี้..กรรมเมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่มีใครฟังใครได้ เพราะกรรมมีอำนาจเหนือกว่า เราก็ไม่สามารถรับแทนเค้าได้ ถ้าฟ้าผ่ามาตรงนั้นพร้อมกัน หากเราไม่มีกรรมเกี่ยวพันกับเค้าเราก็ไม่มีที่จะต้องไปมีอุบัติเหตุกรรมกับเค้าได้ แต่ถ้าเราเคยร่วมกรรมกันมายังไงมันก็ต้องทำให้เรานั้นไปรับเสวยกรรมเหมือนกับเค้า เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต
    โทร ๐๙๕ ๕๖๙๕๑๙๙ , ๐๘๑ ๙๒๙๓๒๒๒
     

แชร์หน้านี้

Loading...