ธรรมะ จากเพจ พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย สายหลวงปู่มั่น, 4 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    20,940
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +483
    เรื่อง “เจ้าหนี้รายใหญ่ ที่ใจดีที่สุดในโลก”

    (คติธรรม ท่านพ่อลี ธัมมธโร)

    “มารดาบิดา ท่านจัดว่าเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ เป็นเจ้าหนี้ใจดีที่สุดในโลก เป็นเจ้าหนี้ที่ไม่หวังผลต่อการตอบแทน

    เจ้าหนี้มี ๒ ประเภท คือ เจ้าหนี้ให้กู้ยืมทางทรัพย์สินเงินทองอย่างหนึ่ง เจ้าหนี้ทางบุญคุณอย่างหนึ่ง เจ้าหนี้ประเภทให้ยืมทรัพย์สินเงินทอง เราพอมีทางที่จะขวนขวายหามาชดใช้ให้หมดสิ้นไป แต่เจ้าหนี้ทางบุญคุณนี้ยากแก่การที่จะชดใช้สิ้นสุดลงไปได้ มารดาบิดาเป็นเจ้าหนี้ทั้ง ๒ ประเภท คือ ทางเงินทองท่านก็ลงทนให้แก่บุตรก่อนเป็นจำนวนมากมาย ทางบุญคุณท่านก็สร้างให้แก่บุตรอย่างมหาศาล

    หลักฐานที่เห็นได้ชัดก็คือ เลือดเนื้อตัวตนของเราทั้งหมดนี้แบ่งแยกออกมาจากท่านทั้ง ๒ นั้นเอง คือ ท่านได้มอบสมบัติอันล้ำค่าไว้ให้แก่บุตรทุกๆ คน เรียกว่า “มูลสมบัติ” (รูปร่างกาย)

    มารดาบิดาสามารถที่จะเลี้ยงดูบุตรของตนได้หลายคน แต่บุตรหลายคนนั้น น้อยคนที่สุดที่จะเลี้ยงมารดาบิดาของตนได้”

    -เจ้าหนี้รายใหญ่.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  2. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    20,940
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +483
    ุทธประวัติ “ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทั้ง ๔ ต้น”

    (ข้อมูลจาก กาลบุญ สี่สังเวชนียสถานฯ)

    ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ จะถูกเรียกว่าต้นโพธิ์ อยู่ที่พุทธคยา ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ ได้มีแล้ว ๔ ต้นด้วยกัน

    ♤ ต้นศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๑

    ต้นโพธิ์ต้นแรก เป็นสหชาติเกิดขึ้นพร้อมกับวันที่พระโพธิสัตว์ประสูติ ตามพุทธประวัติ กล่าวว่าสหชาติ มี ๗ ประการ คือ กาฬุทายีอำมาตย์, ฉันนะ, อานนท์พุทธอนุชา, พระนางพิมพา, ม้ากัณฑกะ, ขุมทรัพย์ ๔ มุมเมือง, ต้นอัสสัตถะพฤกษ์ (ต้นโพธิ์) ต้นโพธิ์ต้นนี้ มีอายุจนถึงยุคพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราช ท่านทรงรักและเคารพต้นโพธิ์นี้มาก ท่านได้เข้าไปเคารพสักการะบูชาต้นโพธิ์นี้ตลอด จนทำให้พระมเหสีไม่พอใจ พระมเหสีจึงสั่งให้คนไปทำลายต้นโพธิ์ต้นนี้ และ ต้นโพธิ์ก็ได้ตายลง

    ต้นศรีมหาโพธิ์ต้นที่ ๑
    มีอายุได้ประมาณ ๓๔๒ ปี

    ♤ ต้นศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๒

    หลังจากต้นแรกดั้งเดิมได้ตายลง พระเจ้าอโศกท่านก็เสียใจมาก จนถึงขั้นเป็นลมสลบไปเลย ท่านเสียใจมาก เลยสั่งให้คน เอาน้ำนมโคมารด ตรงที่เคยเป็นต้นโพธิ์ทุกวัน และ ท่านก็อธิษฐานขอให้มีหน่อโพธิ์งอกขึ้นมา ซึ่งตำนานก็เล่าว่า ได้เกิดมีปาฏิหารย์มีหน่อต้นโพธิ์ได้แทงยอดใหม่ขึ้นมา และ พระเจ้าอโศกมหาราช ก็ได้นำมาปลูกเป็นต้นที่ ๒ ต้นโพธิ์ต้นที่ ๒ มีอายุยืนมาจนกระทั่ง ถึงยุคของกษัตริย์ที่นับถือศาสนาฮินดู กษัตริย์องค์นี้ได้ส่งให้คนมาโค่นทำลายต้นโพธิ์ทิ้ง ทั้งยังสั่งให้ทำลายพระพุทธรูปทั้งหมดในวิหาร แต่ว่าอำมาตย์ที่เป็นชาวพุทธนั้น ไม่กล้าทำลายพระพุทธรูป เลยทำได้แต่เอาปูนมาโบกทับไว้เฉยๆ

    ต้นศรีมหาโพธิ์ต้นที่ ๒
    มีอายุได้ประมาณ ๘๗๑ ปี

    ♤ ต้นศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๓

    หลักจากนั้นไม่นาน พระเจ้าปูรณวรมา กษัตริย์ชาวพุทธให้ขึ้นครองราช ท่านเสียพระทัยที่ได้เห็น ต้นพระศรีมหาโพธิ์ถูกทำลายล้มลง ก็ได้สั่งให้คน ค้นหาหน่อของต้นศรีมหาโพธิ์ ซึ่งได้ค้นพบหน่อที่ใต้บริเวณต้นศรีมหาโพธิ์เดิม ท่านจึงให้ปลูกสิ่งก่อสร้างดูแลต้นโพธิ์นี้ ภายหลังศาสนาพุทธได้เสื่อมไปจากอินเดีย ต้นศรีมหาโพธิ์จึงก็ถูกละเลยทอดทิ้ง

    ต้นศรีมหาโพธิ์ต้นที่ ๓
    มีอายุได้ประมาณ ๑,๒๕๘ ปี
    (ตายตามอายุขัย ตามกาลเวลา)

    ♤ ต้นศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๔

    หลังจากที่ศาสนาพุทธถูกลืมเลือนไปจากอินเดียร่วม ๘๐๐ ปี ในปี พ.ศ.๒๔๔๓ เซอร์อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ได้ขุดค้นพบพุทธสถานหลายแห่ง ที่พุทธคยาพบว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ได้ล้มลง แต่โชคดีมากที่มีหน่อโพธิ์งอกอยู่ ที่บริเวณใต้ต้นเดิมเดิม ๒ หน่อ

    หน่อแรก(สูง ๖ นิ้ว) ได้นำมาปลูกไว้ที่บริเวณต้นเดิม อีกหน่อ(สูง ๔ นิ้ว)ได้แยกไปปลูกทางด้านทิศเหนือ ห่างกัน ๒๕๐ ฟุต หน่อที่ ๔ นี้ ยังคงยืนต้นตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๔๓ จนถึงปัจจุบัน

    -ต้นพระศรี.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  3. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    20,940
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +483
    เรื่อง “พระนางรูปนันทา สตรีที่ได้รับการยกย่องว่ามีความสวยงามเป็นเลิศ ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์”

    (ธรรมประวัติ พระอริยสาวกในสมัยพุทธกาล)

    พระนางรูปนันทา ท่านเป็นพระน้องนางของพระพุทธเจ้า โดยมีพระบิดาองค์เดียวกัน แต่ท่านประสูติจากพระนางปชาบดีโคตมี ที่เป็นพระมารดาเลี้ยงของพระพุทธเจ้า แต่เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้วออกสอนเทศน์ให้ผู้คนบรรลุพระอรหันต์ไปเป็นจำนวนมาก แต่พระนางกลับไม่ยอมมาฟังธรรมของพระเชษฐาเลย ทั้งนี้ก็เพราะพระนางเป็นหญิงที่มีความสวยงามเป็นเลิศ แต่ได้ยินใครๆ ก็พูดว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยยกย่องผู้ที่มีความสวยงาม พระนางจึงไม่อยากมาฟังธรรมของพระพี่ชายเลย แต่ก็ด้วยผลบุญที่พระนางได้เคยทำมาจึงดลบันดาลให้พระนางได้มีโอกาสฟังธรรมจากพระเชษฐาของพระองค์จนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด

    เมื่อครั้งที่องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมมาพุทธเจ้า ทรงประกาศพระพุทธศาสนา พระองค์มีความสนิทสนมกับพระเจ้าปเสนทิโกศลบรมกษัตริย์เป็นอันมาก ทราบข่าวว่า สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปกรุงพาราณสีมากกว่าทุกประเทศ คือประเทศนี้องค์สมเด็จพระมหามุนีเสด็จไปถึง ๒๕ ครั้ง สำหรับประเทศอื่นๆ เสด็จไปน้อยกว่านั้น แต่ทว่าปรากฏในกาลไม่นานนัก อัครมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศลบรมกษัตริย์ คือ พระนางมัลลิกาเทวีถึงแก่สิ้นชีพิตักษัย ฉะนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลปรารถนาใคร่จะได้มีความใกล้ชิด กับองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดามากขึ้น จึงได้ไปขอสตรีในราชนิกูลของกรุงกบิลพัสดุ์มหานครซึ่งเป็นหลาน จะกล่าวกันไปก็เป็นน้องสาวขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา คือเป็นลูกของพระเจ้าอา ชื่อว่ารูปนันทาเทวี

    ครั้นเมื่อนางได้เข้ามาอยู่ในสำนักของพระเจ้าปเสนทิโกศลนี้แล้ว ปรากฏว่าเธอเป็นคนสวยมาก ยากที่จะมีสตรีอื่นเทียบทันได้ แต่ทว่าได้ทราบข่าวว่าองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระเชษฐา เทศน์ทรงตำหนิความสวยของร่างกาย

    ฉะนั้นพระนางนี้จึงไม่ตั้งใจ คือไม่สนใจจะสดับรับรสพุทธพจน์เทศนา เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมากรุงพาราณสีแต่ละคราวนานๆ จะมาสักทีหนึ่ง เพราะว่าพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนาเป็นเวลา ๔๕ ปี แต่ก็มีโอกาสพักที่กรุงพาราณสีเพียง ๒๕ ครั้ง เป็นอันว่าไม่ได้มาทุกปี

    พระนางไม่ยอมไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
    ฉะนั้นขณะที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ เสด็จประทับยับยั้งสำราญอิริยาบทปรากฏอยู่ในพระราชอุทยานของพระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าปเสนทิโกศลและบรรดาประชาชนทั้งหลาย ต่างคนก็ต่างไปเฝ้าองค์สมเด็จพระจอมไตรเป็นปกติ เพื่อสดับพระธรรมเทศนา แต่ทว่าพระนางรูปนันทาไม่ยอมไปด้วย พระเจ้าปเสนทิโกศลจะช่วยชักชวนแนะนำประการใดก็ดี พระนางนี้ก็ไม่ยอมไป ที่ไม่ยอมไปก็เพราะว่า ไม่ได้โกรธพระพุทธเจ้า มีความรู้สึกว่า ตัวท่านเป็นคนที่มีความสวยสดงดงามมาก ยากที่จะมีบุคคลใดเทียบเท่าได้ แต่ทว่าองค์สมเด็จพระจอมไตร ข่าวว่าอย่างนั้นว่า พระพุทธเจ้าทรงตำหนิรูปสวยหรือรูปคนว่าไม่ดี พระนางนี้จึงไม่ยอมไป

    ต่อมาพระเจ้าปเสนทิโกศลจึงได้ให้คนแต่งกลอน เป็นกลอนพรรณนาถึงพระราชอุทยาน ว่ามีความงามเสมอด้วยสวนสวรรค์ และให้นางกำนัลขับร้องกล่อมให้พระนางรูปนันทาฟังทุกวัน พระนางรูปนันทาก็สงสัยถามเธอเหล่านั้นว่า การที่เธอขับร้องกันอยู่นี้ อยากทราบว่ามันเป็นสวนที่ไหน หญิงทั้งหลายเหล่านั้นก็กราบทูลว่า สวนของพระเจ้าแม่เองพระเจ้าค่ะ สวยสดงดงามเหลือเกินเวลานี้ นับตั้งแต่องค์สมเด็จพระมหามุนีพร้อมด้วยบรรดาพระอริยสงฆ์ทั้งหลายมาพัก พระเจ้าปเสนทิโกศลพระบาทท้าวเธอให้จัดการให้สวยสดงดงามเป็นพิเศษ มาวันรุ่งขึ้นเธอก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปเฝ้าองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ แต่ว่าอยากจะไปดูสวน เขาลือกันว่ามันสวย

    ในตอนเช้า เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระกระยาหารเสร็จสิ้นแล้ว จึงได้เข้าไปหานางถามว่า รูปนันทาวันนี้จะไปชมสวนไหม นางก็บอกว่า วันนี้ตั้งใจจะไป วันนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลจัดกระบวนเป็นพิเศษ สวยงามมาก พอได้เวลาตอนบ่ายจึงได้พานางไปเฝ้าองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่ทว่าขณะที่ไปเฝ้านั้นแล้ว ก็ปรากฏว่าองค์สมเด็จพระประทีปแก้วกำลังแสดงพระสัทธรรมเทศนาอยู่ นางเห็นองค์สมเด็จพระบรมครูเทศน์อย่างนั้น ก็เลยนั่งอยู่ไกลๆ ท้ายบริษัท เพราะว่าไม่ได้ตั้งใจจะไปเฝ้าองค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ นั่งอยู่ไกลที่สุด คือท้ายหมู่คน

    พระพุทธเจ้าเนรมิตหญิงสาวที่สวยกว่า
    ครั้นเมื่อองค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดา ทรงทราบว่าน้องสาวเสด็จมา สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเห็นว่าวิสัยของรูปนันทานี้ จะได้อรหัตผล เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนาในวันนี้ ฉะนั้น องค์สมเด็จพระมหามุนีขณะที่เทศน์อยู่ สมเด็จพระบรมครูจึงได้ทรงเนรมิตผู้หญิงคนหนึ่งที่มี ความสวยสดงดงามมากว่าพระนางรูปนันทา รูปร่างก็สวยกว่า ทรวดทรงก็ดีกว่า ผิวพรรณก็ดีกว่า เครื่องประดับก็ดีกว่าพระนางรูปนันทามาก ยืนอยู่ใกล้ๆ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายงานพัด ก็หมายความว่าองค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์เทศน์ ฝ่ายหญิงนั้นก็ยืนพัดเรื่อยไป เป็นเหตุให้พระนางรูปนันทามองดูหญิงคนนั้น แล้วก็มองดูสมเด็จพระภควันต์ แล้วก็ดูตัวเอง

    ก็นึกในใจว่า ข่าวเขาลือกันว่าสมเด็จพระเจ้าพี่ทรงตำหนิสตรีผู้มีความงาม แล้วผู้หญิงคนนั้นก็สวยกว่าเรา แล้วเครื่องประดับประดาก็ดีกว่าเรา ถวายงานพัดอยู่ใกล้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็คือพระเจ้าพี่ แล้วทำไมข่าวลือจึงลือกันไปว่า พระเจ้าพี่นี้ทรงตำหนิความงามของร่างสตรีใดๆ เป็นอันว่าข่าวคราวที่ลือกันไม่เป็นความจริง ฉะนั้น เจ้าหญิงรูปนันทาจึงตั้งใจสดับรับรสพุทธพจน์เทศนาของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะมีความเบาใจว่า เธอเป็นคนสวย แต่ว่าสวยน้อยกว่าหญิงคนนั้น เมื่อหญิงคนนั้นองค์สมเด็จพระภควันต์ให้อยู่ใกล้ถวายงานพัดได้แสดงว่าไม่รังเกียจฉันใด เธอซึ่งมีความงามต่ำกว่า องค์สมเด็จพระศาสดาก็คงไม่รังเกียจในรูปฉันนั้น เธอก็ตั้งใจฟังเทศน์

    พระนางรูปนันทาฟังเทศน์พระพุทธเจ้าวันนั้นเทศน์ใน ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือเกิด แก่ เจ็บ ตาย ต่อมาองค์สมเด็จพระจอมไตรก็เทศน์เป็นใจความสั้นๆ ว่า เวลามันสั้นนะ ท่านกล่าวว่าชีวิตเป็นของไม่เที่ยง เกิดขึ้นมาแล้วก็มีความเสื่อมไป เดิมเป็นเด็ก แล้วต่อมาก็เป็นหนุ่มเป็นสาวร่างกายสมบูรณ์แบบมีความงามทุกอย่าง แต่ความงามของทรวดทรงทั้งหลายเหล่านี้ มันไม่ทรงตัวอยู่ แล้วสมเด็จพระบรมครูก็ตรัสว่า หลังจากความเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว ร่างกายก็จะร่วงโรยลงทีละน้อยๆ จนไปถึงวัยกลางคน มาตอนนี้เอง หญิงสาวคนสวยที่ถวายงานพัดอยู่ เมื่อสมเด็จพระบรมครูเทศน์ไปแบบไหน ร่างกายเธอก็ทรุดโทรมไปตามนั้น ค่อยๆ คลายความสวยไปทีละน้อยๆ จนถึงวัยกลางคน

    พระนางรูปนันทานั่งมองดูฟังเทศน์ขององค์สมเด็จพระบรมครู แล้วก็มองดูหญิงกลางคนนั้นแล้วก็แปลกใจว่า หญิงคนนี้เมื่อกี้นี้เป็นหญิงสาวที่สวยกว่าเรา แต่เวลานี้ก็แก่ไปทีละน้อยๆ จนถึงวัยกลางคน ผมเริ่มเป็นดอกเลา ต่อมาสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเทศน์ต่อว่า กลายจากความเป็นคนกลางคนแล้ว ร่างของบุคคลนั้นก็จะต้องแก่ไปทีละน้อยๆ ทรุดโทรมไปทีละน้อยๆ ถึงวัยแก่ชราร่างของหญิงนั้นก็แก่ไปตามวาจาของสมเด็จ พระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าเทศน์ ท่านก็บอกว่า เมื่อความแก่เข้ามาถึง ผมที่ดำสนิทก็กลับค่อยๆ ขาวเริ่มเป็นดอกเลา แล้วก็ขาวหมดทั้งศีรษะ ผมของหญิงคนนั้นก็เริ่มคลายตัวไปทีละน้อยๆ ในที่สุดก็ขาวหมดหัว พระนางรูปนันทาก็แปลกใจ

    ต่อไปองค์สมเด็จพระจอมไตรก็บอกว่า หนังที่เคยเปล่งปลั่งมันก็เหี่ยวย่นกลายเป็นคนที่ไม่มีความสวย ร่างกายของหญิงนั้นก็เป็นตามนั้น แล้วสมเด็จพระภควันต์ก็ตรัสว่า แม้แต่ฟันที่อาศัยอยู่เต็มปากทั้ง ๓๒ ซี่ นี้มันก็ยังหลุดไปทีละซี่สองซี่ ในที่สุดองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเทศน์อย่างนี้ปั๊บ ฟันของหญิงนั้นก็หลุดไปทีละซี่สองซี่จนหมดปาก ปากบุ๋มเข้าไป เวลาต่อไปองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาก็ตรัสว่า นอกจากความแก่จะเข้ามาถึงแล้ว โรคภัยไข้เจ็บก็เข้ามาเบียดเบียนมีอาการต่างๆ มีอาการเสียดท้อง ปวดท้อง ปวดศีรษะ มีอาการอาเจียน เป็นต้น แล้วองค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดากล่าวแบบไหนหญิงนั้นก็ มีสภาพแบบนั้น ผลที่สุดก็อาเจียนเกือบล้มก็เกือบตาย ในที่สุดองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาก็กล่าวว่า ที่สุดของชีวิตนั้นก็ถึงความตาย หญิงคนนั้นก็ล้มลงมาทันทีถึงแก่ความตาย

    แล้วองค์สมเด็จพระจอมไตรก็ตรัสต่อไปว่า ความตายมันไม่หยุดเพียงแค่นี้ ในเมื่อธาตุลมหมดไป ธาตุไปหมดไป เหลือแต่ธาตุน้ำกับธาตุดิน ธาตุดินไม่มีอะไรเป็นเครื่องประคับประคอง คือไม่มีไฟประคับประคอง ในที่สุดธาตุน้ำก็ละลายดิน ดินละลายแล้วเกิดอาการเน่าขึ้นมา บรรดาอสุภะ คือของที่น่าเกลียดทั้งหลายในร่างกายก็ผุด ขึ้นมามีกลิ่นเหม็นฟุ้ง ขึ้นอืด สภาพของหญิงนั้นก็เป็นสภาพแบบนั้น

    ในที่สุดองค์สมเด็จพระภควันต์ก็กล่าวว่า เมื่อน้ำหมดไปร่างกายก็โทรมลง เนื้อหมดไปเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ภาพของหญิงนั้นก็เป็นตามนั้น ในที่สุดท่านก็บอกว่า กระดูกเรี่ยรายหายไปจากสภาพร่างกาย หายไปในพื้นปฐพี ครั้นเมื่อองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธ เจ้าเทศน์ตามนี้ ร่างกายของหญิงนั้นมีสภาพไปตามนั้น

    พระนางรูปนันทาก็มองดูตามภาพนั้นตามลำดับ ในที่สุดก็มีความคิดว่า หญิงคนนี้สาวกว่าเรา หญิงคนนี้สวยกว่าเรา รูปร่างหน้าตาดีกว่าเรา เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าทรงเทศน์เธอก็มีสภาพดีกว่าเรา พอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าทรงเทศน์จบ พระนางรูปนันทาพิจารณาร่างกายหญิงคนนั้นแล้วก็พิจารณาร่างกายของตัวเองว่า สภาพต่อไปในเบื้องหน้าก็มีสภาพเป็นอย่างนี้ เมื่อองค์สมเด็จพระชินสีห์เทศน์จบ พระนางรูปนันทาก็บรรลุอรหัตผลในพระพุทธศาสนา

    (ข้อมูลจาก www.palangjit.org)

    -พระนางรูปนันทา-ส.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  4. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    20,940
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +483
  5. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    20,940
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +483
  6. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    20,940
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +483
    เรื่อง “การอุทิศบุญให้ถึงผู้ตาย กับการกรวดน้ำ”

    (วิสัชนาธรรมโดย หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
    (พระราชพรหมยาน แห่งวัดท่าซุง)
    (จากหนังสือ ทุกคนอยากรู้ หน้า ๑๒๙-๑๓๑)

    ๐ กรวดน้ำแบบแห้ง

    “มีคนเขาบอกว่ากรวดน้ำแบบแห้งตายไปชาติหน้าจะแห้งแล้ง เพราะไม่มีน้ำ โบราณพูดอย่างนี้จะจริงหรือเปล่าคะ?”

    เขาพูดได้ยินหรือเปล่า คนที่พูดมาได้ยินหรือเปล่า คนโบราณพูดอย่างนี้ คนโบราณพูดหรือเปล่า ถ้าได้ยินแสดงว่าเขาพูดจริง แต่ก็ไม่ได้แห้งแล้งจริง

    การอุทิศส่วนกุศลพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ใช้น้ำ ฉันใช้น้ำวันเดียว วันบวช ว่าไม่ถูกเลย ต้องระวังน้ำหยดอีก ผีไม่ได้กินน้ำ

    “ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
    ฉันไม่เคยใช้น้ำเลย ก็เห็นผีได้รับ”

    แต่ชาติหน้าถ้าจะทำอย่างนั้น ถ้าฉันยังไม่ตายก็ไม่ได้เหมือนกัน แต่ไม่เป็นไรนะ กินน้ำเกลือเผื่ออยู่แล้ว เผื่อชาติหน้าจะอด

    อ๋อ มิน่าล่ะ
    หลวงพ่อถึงให้น้ำเกลือบ่อยๆ

    ใช่ มีทั้งน้ำสะอาด น้ำเกลือ น้ำหวาน เผื่อไว้ตลอด รวมความว่า เวลาจะอุทิศส่วนกุศล ให้ใช้ภาษาไทยสั้นๆ อย่างทำบุญสังฆทาน เราก็ตั้งใจว่า

    “การบำเพ็ญกุศลในวันนี้ ผลนี้จะมีแก่ข้าพเจ้าเพียงใดขออุทิศส่วนกุศลให้แก่…(บอกชื่อ) ขอให้มาโมทนารับผลเช่นเดียวกับข้าพเจ้า”

    และตอนที่พระสงฆ์ให้พรนี้ ก็ขอเจ้าภาพและทุกท่านที่บำเพ็ญกุศลแล้ว ตั้งจิตปรารถนาเอาตามประสงค์ สมมติว่าท่านทั้งหลายตั้งใจเพื่อ “พระนิพพาน” อันนี้ก็ต้องเผื่อไว้ด้วยว่า หากสมมติว่าเราตายจากชาตินี้แล้ว ยังไม่ถึงซึ่งพระนิพพานเพียงไร สมมติว่าเราตาย ถ้าไม่เผื่อไว้ละก็มันจะขลุกขลัก ฉะนั้นการอธิษฐานจิต คือตั้งอธิษฐานเขาเรียกว่าอธิษฐานบารมี เจริญพระกรรมฐานก็ดี ถวายสังฆทานก็ดี อธิษฐานว่า

    “ขอผลบุญนี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าเข้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ แต่ทว่าถ้าหากข้าพเจ้าไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด จะเกิดใหม่ไปในชาติใดก็ตาม ขอคำว่าไม่มี จงอย่าปรากฎแก่ข้าพเจ้า”

    ถ้าเราต้องการอะไรให้มันมีทุกอย่าง
    จะไม่รวยมากก็ช่าง เท่านี้ก็พอแล้ว

    -การอุทิศบุญให้ถึ.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  7. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    20,940
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +483
  8. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    20,940
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +483
    เรื่อง “ไม้เจีย ไม้สีฟันของพระกรรมฐาน”

    (ปกิณกธรรม หลวงปู่แหวน สุจิณโณ)

    พระ เณร อุบาสก อุบาสิกา ในพระศาสนานี้ ควรศึกษาว่าด้วยเรื่องไม้เจียฟัน หรือ ไม้สีฟัน ของพ่อแม่ครูอาจารย์ มาเล่าสู่กันฟัง

    หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เล่าเรื่องไม้สีฟันพระ(ไม้เจีย) ให้ลูกศิษย์ฟัง ดังนี้

    ในสมัยที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส กำลังนิพนธ์ (เขียนหนังสือ) วินัยมุขอยู่ พระองค์อธิบายถึงสิกขาบทที่ว่าด้วยไม้สีฟัน จึงเกิดสงสัยว่า จะเป็นไม้ชนิดใด มีลักษณะเป็นอย่างไร

    ทรงรับสั่งถามพระเณรทั้งหลาย ต่างก็กราบทูลไปคนละอย่าง ไม่ตรงกัน จะเอาเป็นข้อยุติไม่ได้ ยังไม่ได้คำอธิบายเป็นที่พอพระทัย จึงให้ไปนิมนต์ท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ จากวัดบรมนิวาส มาเฝ้า แล้วตรัสถามว่า

    ” ทนฺตโปนา ไม้สีฟันนั้น ท่านเจ้าคุณ เคยได้ยินไหมเป็นอย่างไร ? ”

    ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ กราบทูลว่า เคยเห็นเคยใช้อยู่ทางภาคอีสาน พระเถระในสายพระอาจารย์มั่นใช้กันอยู่ทั่วไป ทำจากไม้สองอย่าง คือ ทำจากไม้โกทา หรือกนทา กับชนิดดี ทำจากไม้จันทน์หอม ด้านหนึ่งทุบให้เป็นฝอยละเอียดใช้สีฟัน อีกด้านหนึ่งเหลาให้แหลม ใช้จิ้มฟัน ถ้าต้องการขูดลิ้น ก็ฉีกออกเป็นชิ้นบางๆ ใช้ขูดลิ้นได้ ถ้าเป็นไม้โกทา เวลาเคี้ยวจะมีรสขม นิดหน่อย ป้องกันกลิ่นปากได้ดี ขับเสมหะได้ด้วย

    สมเด็จฯ รับสั่งให้ท่านเจ้าคุณฯ หามาให้ทอดพระเนตร ท่านเจ้าคุณฯ จึงสั่งขึ้นไปทางจังหวัด อุบลราชธานี ให้ทำไม้สีฟัน จากไม้จันทน์หอม และไม้โกทา ส่งลงไปให้ท่านที่วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ แล้วท่านก็นำไปทูลถวายสมเด็จฯ ต่อไป เมื่อสมเด็จฯ ได้ทอดพระเนตร และทรงทดลองใช้ดูแล้ว จึงตรัสชมกับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ว่า “พระทางอีสานช่างเข้าใจพระวินัยดีแท้”

    -ไม้เจีย-ไม้สีฟัน.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  9. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    20,940
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +483
    วันพุธ ที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๒ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช เสด็จไปประชุมมหาเถรสมาคม ณ พุทธมณฑล การนี้ โปรดประทานพระวโรกาสให้นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี เฝ้าถวายสักการะและรับประทานพระโอวาท

    สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระโอวาท ความตอนหนึ่งว่า

    1f340.png ”ท่านทั้งหลายให้เข้ามาดำรงตำแหน่งสูงสุดในฝ่ายบริหาร ย่อมมีหน้าที่สำคัญในการทำนุบำรุงบ้านเมืองไทยให้เป็นปรกติสุขร่มเย็น มีความมั่นคงปลอดภัยและเจริญก้าวหน้าในทุกด้าน การทำ ‘หน้าที่’ ตาม ‘ตำแหน่ง’ ที่ท่านดำรงอยู่ ย่อมต้องใช้ ‘อำนาจ’ เป็นอุปกรณ์สำคัญในการทำงาน

    1f340.png ธรรมดาของบุคคลผู้มีอำนาจ แต่ขาด ‘สติสัมปชัญญะ’ ย่อมเผลอตัวเผลอใจใช้อำนาจไปในทางที่ผิด ในทางที่มิชอบ จนก่อให้เกิดภยันตรายทั้งต่อตนเองและต่อสังคมส่วนรวม อาตมภาพจึงขอเน้นย้ำให้ท่านทั้งหลายจงหมั่นฝึกฝนอบรมตนให้มีสติระลึกรู้ เป็นเครื่องกำกับการกระทำทางกาย และทางวาจาอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เกิดภาวะเหลิงอำนาจ หรือหลงอำนาจ จนนำไปสู่การกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่

    1f340.png สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ว่า สติสัมปชัญญะ เป็นธรรมอันมีอุปการะมาก เพราะฉะนั้น การทำงานในทุกระดับ หากมีสติเป็นเครื่องระลึก มีสัมปชัญญะเป็นเครื่องรู้ตัว ให้สามารถเหนี่ยวรั้งจิตใจตนอยู่เสมอแล้ว ความผิดพลาดก็จะไม่เกิดขึ้น หรือหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้นบ้าง ก็จะสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที ก่อนจะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงมากขึ้นจนเหนือความควบคุม

    1f340.png ขอทุกท่านจงมีสติระลึกรู้ไว้เสมอว่า ความชอบด้วยกฎหมายและความชอบธรรมแห่งฐานะที่ดำรงอยู่ พร้อมทั้งความชอบด้วยกฎหมาย และความชอบธรรมในทุกการกระทำตามฐานะที่ดำรงอยู่ คืออำนาจที่แท้จริง

    1f340.png อำนาจไม่อาจเกิดได้โดยชอบ หากไม่มีรากฐานจากคุณธรรม จึงขอให้ทุกท่านจงมั่นคงในคุณธรรมจริยธรรมของความเป็นผู้ใหญ่ พรั่งพร้อมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ อดทน และพากเพียร ในอันที่จะประกอบกรณียกิจน้อยใหญ่ เพื่อจรรโลงสถาบันหลักของชาติและประชาชน ให้ประสบความรุ่งเรืองไพบูลย์สืบไป”

    -ที่-๒๘-สิงหาคม-๒๕๖.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  10. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    20,940
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +483
  11. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    20,940
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +483
  12. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    20,940
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +483
    เรื่อง “ร่วมสร้างเจดีย์จตุราจารย์บูชา”

    ขอเชิญร่วมทำบุญสร้างเจดีย์จตุราจารย์บูชา โดย หลวงปู่สมศรี อตฺตสิริ เพื่อบูชาคุณพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้ง ๔ องค์ คือ

    ๑. หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ
    ๒. หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
    ๓. หลวงปู่ลี กุสลธโร
    ๔. หลวงปู่ประสิทธิ์ ปุญญมากโร

    ขออนุโมทนาบุญกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ตลอดถึงกัลยาณมิตรและญาติธรรมทุกๆท่าน ที่มุ่งสร้างบุญกุศล มา ณ ที่นี้ สาธุ

    กราบนอบน้อมต่อพ่อแม่ครูอาจาย์
    หลวงปู่สมศรี อัตตสิริ
    วัดป่าเวฬุวนาราม อ.วังสะพุง จ.เลย

    เชิญร่วมทำบุญตามกำลังศรัทธา
    ุญกุศลเป็นเหตุแห่งสุขทั้งหลาย

    -ร่วมสร้างเจดีย์จ.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  13. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    20,940
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +483
    เรื่อง “ท่องนรกตายแล้วฟื้น พลิกบาปมาเป็นบุญ”

    (ธรรมเทศนา หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก)

    (เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๓)

    ๐ ไปดูนรก

    โกเดียน ปากน้ำโพ ก่อนตายไม่เคยทำบุญเลย มีแต่จุดกระดาษเงินกระดาษทอง เพราะเขาเป็นจีน พอสลบไปตอนบ่าย ยมทูตหอบรักแร้ไปเลย พยายามหนีเท่าไรก็หนีไม่ออก เหมือนเป็นผู้ใหญ่มาจับเด็ก เขาจับแน่นมาก เรียกให้ช่วย คนที่ผ่านมารู้จักกันก็ไม่ได้ยิน เขาก็เดินเฉยไป พอพ้นคน เขาก็ปล่อย บอก “เอ้า เดิน” บอกให้เดินไป เหมือนนักโทษเดินไป ยังไงตรงนี้ก็หนีไม่พ้นแล้วก็เลยไม่ล็อคแขนแล้ว

    พอเดินไปถึงศาลา มีสนามหญ้า แล้วก็มีคนเป็นกลุ่ม ๆ อยู่ โกเดียนก็หิวข้าวหิวน้ำ เขาก็บอกให้อยู่ที่นี่ก่อน ถ้าได้ยินประกาศชื่อค่อยไป ศาลานั้นเป็นศาลายมทูตที่ตัดสินคนทำบาปทำกรรม โกเดียนเดินไปที่สนามหญ้า ก็เห็นโยมปากน้ำโพคนนึงที่ตายไปก่อนหน้านี้ ตัวเองก็ยังได้ไปเผาศพเขา เป็นโยมอุปัฏฐากวัด เป็นทายกวัด พอไปถึงก็เห็นโต๊ะกลม มีอาหาร ก็นั่งคุยกันสวัสดีเขา ยกมือไหว้เขา

    เขาก็ว่า “เอ้า โกเดียนมาหรือนี่”

    “ใช่ เพิ่งมาวันนี้”

    โกเดียนคิดว่าตัวเองตายแล้วแน่ เพราะทายกคนนี้ตัวเองเพิ่งไปเผามาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แต่หิวข้าว ก็เลยถามว่า “แบ่งให้อั้วกินได้ไหม อั้วหิวมาก”

    ทายกคนนั้นก็คิดว่า มาอยู่เมืองผีนี่มันขอกันกินไม่ได้นะ ของใครของเรา แต่ก็ไม่ว่า “เอาเลย จะกินอะไรกินได้เลย”

    โกเดียนก็เลยไปจับน้ำก่อน พอจับปุ๊บ เหมือนจับถ่านไฟ มันร้อน พอไปจับอาหารก็ร้อนอีก กินไม่ได้ ทายกคนนั้นก็เลยบอก “ของคุณน่ะ นู่น ไปดูสิ อานิสงส์ของคุณ ที่คุณทำ”

    โกเดียนก็เลยไปดู มีแต่กระดาษเงินกระดาษทอง กินไม่ได้ ก็เลยไม่ได้กิน ก็เลยมานั่งหิวอาหาร

    จากนั้นไม่นาน ยมทูตก็มาเรียก ก็มีสองคนมานำไป พอขึ้นไปแล้ว พอเห็นพญายมบาล มองหน้าไม่ได้เลย มันกลัว ก้มหน้าเลย เหมือนนักโทษเห็นผู้พิพากษา

    พญายมบาลก็ถามว่า “ชื่ออะไร นามสกุลอะไร” พอตอบไปก็ “เอ๊ะ จับคนมาผิดนี่ ไม่ใช่ชื่อนี้นี่ ต้องอีกคนนึง ไป เอากลับไปส่งเดี๋ยวนี้ มันอีกคน นี่ยังไม่ถึงเวลาของเขา”

    ยมทูตสองคนก็รีบคว้าตัวโกเดียนมาหาซากศพเลย ระหว่างทางโกเดียนเห็นทุ่งนามีแต่ทราย มีควายนอนตายตัวหนึ่ง มีแต่ซี่โครงกับหนังกองอยู่ที่พื้น มันมีน้ำขังอยู่ โกเดียนก็บอก ผมหิวน้ำเหลือเกิน ขอกินน้ำตรงนี้ก่อน พอโกเดียนก้มลงกินน้ำ ยมทูตก็ผลักหัวลงไป โกเดียนก็รู้สึกเงียบกริบไปเลย

    โกเดียนตายไปตั้งแต่บ่ายสองบ่ายสาม ผ่านมาทั้งคืน จนเช้า พระฉันจังหันสวดมาติกา พระกลับวัด โกเดียนก็ฟื้นขึ้นมาในหีบ มีผ้ามัดตราสังข์มัดแขนมัดขาไว้ พอฟื้นขึ้นมาก็สงสัยว่าอยู่ที่ไหนทำไมแคบอย่างนี้ ก็เลยใช้ศอกกระแทกโลง ทีนี้มีคนที่ศาลาศพตั้งวงเหล้าอยู่ได้ยินเสียงก็ตกใจว่า โกเดียนเฮี้ยนแล้ว ต่างคนต่างเผ่นแน่บเลย

    ต่อมาเสียงยังเคาะอยู่ พวกแม่บ้านทายกวัดก็มาดู เกาะเอวกันมาเป็นงูกินหาง พอเปิดโลงได้ก็เห็นโกเดียนอ้าปาก ส่งเสียงว่าหิวน้ำ หิวน้ำ เพราะไม่ได้กินน้ำตั้งแต่เมื่อวานตอนบ่าย ไม่ได้กินน้ำทั้งคืนมาถึงตอนเช้าจนพระจังหันเสร็จกลับวัดไป

    คนก็ตะโกนว่า “โกเดียนคืนแล้ว” ก็เลยพากันยกโลง เอาผ้าที่มัดตราสังข์ออก เอาน้ำอุ่นมาหยอดเข้าปากโกเดียน สักพักพอน้ำไหลถึงคอ ลืมตาโพลง เลยช่วยกันจับยกตัวขึ้นมา พวกก็ไปต้มข้าวมาให้ พอกินข้าวต้มไปสักพักตอนแรกพูดไม่มีเสียง มีแต่ลม สักพักก็พูดได้ ก็เลยถามโกเดียนว่า “เป็นยังไง ”

    โกเดียนก็ว่า “สลบไปตั้งแต่เมื่อวาน”

    “ไปถึงไหนล่ะ”

    “เดี๋ยวค่อยพูดให้ฟัง ให้หายเหนื่อยก่อน”

    จากนั้น พอสองสามวันพอฟื้นเริ่มเดินได้ พวกก็มาถามว่า “เป็นยังไง ที่ตายไปวันกว่า ๆ”

    โกเดียนก็เลยเล่าให้ฟัง แล้วก็ว่า “โอ บาปมีจริง นรกสวรรค์มีจริง พอตายไปเท่านั้นล่ะ ทหารยมทูตล็อคแขนสองข้าง สะบัดเท่าไรก็ไม่หลุด มันแข็งแรงเหลือเกิน”

    หลวงพ่อก็ว่า จะสะบัดได้ยังไง มันสะบัดกรรม

    “พอไปถึงสนามหญ้า หญ้าเขียวชอุ่มเลย มีคนเป็นกลุ่ม ๆ คนพวกนั้นก็คงมาคอยฟังคำพิพากษาของยมบาล ” โกเดียนก็ว่าไม่เอาแล้ว เป็นผู้รับเหมาด้วย เลี้ยงหมูขายด้วย เป็นคนจีน แต่เมียเป็นคนไทย เมียเข้าวัด ที่ตรงนั้นท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ไปสร้างวัดไว้ ท่านออกจากวัดบรมนิวาสแล้วไปสร้างวัดไว้ที่นครสวรรค์ ก็มีลูกศิษย์อยู่ คนนครสวรรค์ปากน้ำโพก็มาวัดนี้ล่ะ ของท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ที่เป็นเพื่อนของหลวงปู่มั่น โยมอุบาสิกาของโกเดียนก็เข้าวัดนี้มาปฏิบัติธรรม ฟังธรรมครูบาอาจารย์

    โกเดียนก็ว่า ไม่ได้ละ พรรษานี้เกือบตาย จะขอบวชพรรษาหนึ่ง

    คนก็ถามว่า “แล้วเอายังไงล่ะ หมูในคอกในเล้า”

    “ถ้าขายไปเขาก็ฆ่าอีก
    อั้วจะปล่อยตอนกลางคืน”

    โกเดียนเลยหยุดการเลี้ยงหมูฆ่า นี่ล่ะ โกเดียน ตายแล้วฟื้น ใครทำบุญอันไหนไว้ คนนั้นจะได้รับผลบุญกุศลที่ทำไว้ ถ้าไม่ได้ทำไว้ก็ไม่ได้รับ หลวงพ่อก็มาพิจารณาดู จะว่าไปวัดนี่ก็เหมือนสวรรค์กลาย ๆ เหมือนกันนะ ทำไม ก็เพราะสมมติทุกคนใส่บาตรแต่ข้าวเหนียว พวกเรามากิน ก็ได้กินแต่ข้าวเหนียวเหมือนกันใช่ไหม ถ้าพวกเราใส่บาตรข้าวเจ้า พวกเราก็ได้กินแต่ข้าวเจ้า ถ้าพวกเราใส่อาหารถวายพระ พวกเรามาถวายจังหันบนศาลาลงไปก็ได้กินอาหารที่เราถวาย

    อย่างวันหนึ่ง หลวงปู่สิงห์ทองที่บ้านห้วยทราย พอจัดอาหารเสร็จท่านจะฉัน โยมก็ไม่มาก พอเสร็จแล้วท่านก็ว่า “เอ้า พากันกิน” โยมคนหนึ่งก็บ่นขึ้นมา “โอย ไม่มีแจ่ว มีแต่ผัก จะไปกินยังไง กินผักกับข้าวเหนียวได้ยังไง”

    หลวงปู่สิงห์ทองก็ว่า “เฮ้ย ถ้าเราไม่ทำบุญมา ไม่ถวายมา แล้วจะไปกินได้ยังไง เพราะมันไม่มี ถ้าพวกเราถวายมาก็ได้กิน พวกเราถวายอันไหนก็ได้กินอันนั้นล่ะ”

    นี่ล่ะ หลวงพ่อจึงว่า วัดนี่เหมือนสวรรค์กลาย ๆ เลยนะ ทำบุญถวายอันไหนก็ได้กินอันนั้น พวกเราคิดเหมือนหลวงพ่อหรือเปล่า ?

    -ท่องนรกตายแล้วฟื.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  14. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    20,940
    กระทู้เรื่องเด่น:
    6
    ค่าพลัง:
    +483
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...