ธรรมะ จากเพจ พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย สายหลวงปู่มั่น, 4 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    18,248
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +282
    “…เอ็งเจอแล้วภพชาติ สถานที่ โอกาส เวลา เจอแล้วนะ เอ็งทำไป สวดมนต์ไหว้พระ แผ่เมตตา โมทนาบุญ อย่าหยุด

    เรียนทางธรรมสนุกนะ มีจบ ถ้ามีกำลังก็ตัดภพชาติได้เลยไม่ต้องกลับมาเกิดอีก รู้ธรรมรู้โลก รู้โลกไม่รู้ธรรม

    เอ็งเรียนทางโลกเรียนจนตายก็ไม่จบ อย่าไปดีใจสนใจเลยพวกโลกๆ ที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้ จะเป็นคนรวยเป็นอะไรก็แล้วแต่ ถ้าไม่ได้ฝึกกรรมฐานแล้วตาย ตายแบบไปตามกรรม ไม่สามารถกำหนดทิศทางการเกิดได้เลย

    เอ็งมาสวดมนต์ไหว้พระนี้ละดีที่สุดแล้ว ต่อไปพวกนั้นเอ็งต้องดูแลมัน พวกนั้นต้องพึ่งเอ็ง เพราะว่าเอ็งเรียนการเวียนว่ายตายเกิด พวกนั้นยังไม่เข้าใจการเวียนว่ายตายเกิดเลย

    หลวงปู่ดู่(พรหมปํญโญ) ท่านบอกหลวงตา มาอย่างนี้ล่ะ หลวงตาเชื่อท่านนะ เลยทำตามท่าน เชื่อหลวงปู่ดู่(พรหมปัญโญ)

    ท่านบอกหลวงตาว่า….” ข้าก็ไม่เป็นสองรองใครหรอกในโลกนี้…” หลวงตาเชื่อท่านนะ เลยทำตามท่านบอก…”

    โอวาทธรรมหลวงตาม้า พระอาจารย์วรงคต วิริยธโร

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -สถาน.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  2. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    18,248
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +282
    “…ถ้าเราเป็นคนคิดมาก โกรธมาก ธาตุก็ไม่ปกติ….

    “…หลวงตา : ในยุคปัจจุบันนี้ มีสำนักปฏิบัติธรรมกรรมฐานเยอะนะฮะ เยอะมาก แต่คนที่เข้าใจจริงๆเนี่ยมีน้อย เข้าใจจริงๆ

    มีน้อยฮะ ส่วนใหญ่จะทำไม่ติดต่อ พอไปวัดแล้วค่อยทำ พอไปบ้านแล้วไม่ทำ ไม่ใช่นะฮะ ท่านบอกถ้าทำกรรมฐานจริงๆ

    มันต้อง ทำตลอดเวลาที่ระลึกได้ที่นึกออกน่ะ อริยาบททั้งสี่นี่แหละท่านว่า ยืน เดิน นั่ง นอน กินข้าว อาบน้ำ ก่อนนอน ตื่นนอนเนี่ย

    เอ็งทำกรรมฐานบทไหน เอ็งก็จ่อไปที่บทนั้นน่ะ มันเหมือนกันน่ะ มันเป็นฐานท่านว่ามันคล้ายๆกันอะ มันไม่ต่างกันอะไร

    มันจะไปเจอกันตรง ความสงบ นั่นน่ะ ความเบาของจิตนู่นน่ะ มันจะไปเจอกันตรงนั้นแหละ ท่านว่า เราจะขึ้นต้นตัวไหนก็ได้

    ระหว่างศีล สมาธิ และปัญญานี่แหละ แต่ที่ท่านให้เราสวดจักรพรรดิ ไตรสรณคมน์หรือ พรหมวิหารเนี่ย มันเป็นการเอาพลังงานตรงนั้นมาใช้ ท่านว่า เอามาเป็นประโยชน์ในยุคปัจจุบัน ซึ่งยุคปัจจุบันเนี่ย มันมีโรค โรคที่มนุษย์เป็นทุกวันเนี้ย

    คือ โรคเบาหวาน โรคความดัน โรคหัวใจโรคมะเร็ง โรคอะไรที่มันกินธาตุเราเนี่ย เพราะเราไปรับมันมา นะฮะ เกิดจาก

    เรากินอาหาร เกิดจากเรา ลมหายใจเกิดจากอารมณ์ เกิดจาก เรานำสิ่งที่มีพิษเข้ามา คือ พลังงานที่เป็นพิษ

    คือ ความโกรธ นั่นน่ะ ความโกรธ ความโลภ ความหลงที่เรารับมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ทางสังคมที่เราอยู่ จากครอบครัว

    จากถนนหนทาง จากที่ทำงานทั่วไปเนี่ยเรารับมา จิตเราควบคุมธาตุอยู่ ดิน น้ำ ไฟเนี่ย ถ้าเรารับคลื่นพวกนั้นมามากเน่ี่ย

    ธาตุมันก็ไม่ปกติ ถ้าเราเป็นคนคิดมาก ธาตุก็ไม่ปกติ ถ้าเรา โกรธมากธาตุก็ไม่ปกติ นะฮะ เพราะจิตมันควบคุมธาตุ

    ท่านถึงให้ สวดมนต์ ให้นำพลังงานซึ่งมีอยู่ในโลกนี้ ท่านว่าก็คือ ไตรสรณคมน์ ก็คือจักรพรรดิ ก็คือบารมีของโพธิสัตว์

    ซึ่งยังเวียนว่ายตายเกิด เหมือนกะเราเนี่ยเอามาเป็นประโยชน์ เพราะนั้นเวลาเราสวดมนต์แต่ละครั้งเนี่ย จิตเราน้อมพลัง

    งานเหล่านี้มา นะฮะ มันก็ชะลอความแก่และมันก็ปรับธาตุเราอยู่แล้ว เพราะจิตมันควบคุมธาตุ…”

    หลวงตาม้า พระอาจารย์วรงคต วิริยธโร : ถามตอบปัญหาธรรม
    ณ สถานธรรมสุสานท่าร้องสัก อ.สันทราย จ.เชียงใหม่
    วันอาทิตย์ที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๐

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -โกร.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  3. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    18,248
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +282
    “…พูดมากเสียมาก พูดน้อยเสียน้อย

    ไม่พูดไม่เสีย นิ่งเสียโพธิสัตว์…”

    หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -พูดน้อยเ.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  4. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    18,248
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +282
    • วิบัติ 4 ประการที่เกิดขึ้นจากการทำบุญไม่ถูกวิธี •

    ทุกวันนี้เราไม่เข้าใจวิธีทำบุญที่ถูกต้องเหมาะสมในทางพระพุทธศาสนา ท่านจัดไว้ว่าการทำความดีที่ไม่ถูกต้อง 4 ประการ เป็นเหตุทำให้วิบัติ เป็นทางเสื่อม ไม่เจริญ ได้แก่ ทำความดีไม่ถูกที่ ทำความดีไม่ถูกบุคคล ทำความดีไม่ถูกกาลถูกเวลา และทำความดีแล้วไม่ตามความดี ของตน

    1. การทำความดีไม่ถูกที่

    ท่านว่าการทำความดีไม่ถูกที่ ก็คือ เราจัดอะไรต่างๆ เช่นอาหารการกิน เครื่องใช้สอยต่างๆ ว่าเอาไปทำบุญ บูชาบวงสรวงผีสางนางไม้ ไร่นาเรือกสวน ต้นไม้ ภูเขา หอผี ศาลพระภูมิ ทำเอาไว้ในสถานที่ต่างๆ เราก็คิดว่าเราพากันไปทำบุญที่ถูกต้อง แล้วเราก็จะได้บุญ ตามที่คณะศรัทธาญาติโยมทั้งหลายพากันทำอยู่เป็นส่วนมาก แต่นักปราชญ์ทั้งหลายมี พระพุทธเจ้าเป็นต้น ตรัสว่า เราทำบุญบูชาไม่ถูกต้อง เราจะไม่ได้รับผลบุญนั้นเลย เพราะเราพากันทำบุญไม่ถูกที่นั้นเอง

    2. การทำความดีไม่ถูกบุคคล

    คือ ตัวบุคคลผู้รับสิ่งของที่เราให้เขานั้นไม่ดี เราก็ทำความดีกับเขา ตัวอย่างเช่นบุคคลเหล่านั้นเป็นคนพาล โจรขโมยปล้นจี้ฆ่าเจ้าของเอาสิ่งของ สูบกัญญา ยาฝิ่น แค็ป เฮโรอีน ผงขาว ยาเสพติดให้โทษ ทำให้เสียสติมัวเมาลุ่มหลง ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ จิตใจหยาบช้า ทุกตี ฆ่าฟันรันแทงกันอยู่ในทุกวันนี้ ให้มีความเดือดร้อนไม่สงบอยู่ทุกมุมเมืองทั่วไป บัณฑิตทั้งหลายเรียกว่าคนพาล ถ้าหากพวกเราท่านทั้งหลายไปสงเคราะห์ทำความดี ขวนขวายช่วยเหลือดูแลอุปถัมภ์บำรุง ส่งเสริมให้กำลังแก่คนพาลเหล่านี้นั้น เช่น พวกเราเอาอาหารการกินไปบำรุงให้กินอิ่ม เอายาเสพติด สุรายาเมา กัญญา ยาฝิ่น แค็ป เฮโรอีน ผงขาว ให้เขาดื่มกิน สูบสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ หรือ เราเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ ปืน ระเบิด ของแหลมคม เครื่องมือใช้เปิดงัดแงะขโมยสิ่งของต่างๆ เรานำเอาสิ่งของดังกล่าวมานี้ ไปให้เขา ช่วยเขา บำรุงส่งเสริมให้เขามีกำลังมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งทำให้คนพาลทั้งหลายเหล่านั้นมีกำลังมากขึ้นทุกๆ วัน ภัยอันตรายทั้งหลาย และความวุ่นวายไม่สงบสุขอยู่ทุกมุมเมืองทั่วทุกประเทศในโลกนี้ ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์เป็นผล แต่ทุกคนเราก็คิดว่าเรากระทำความดีกับเขาทุกคน เพราะเราไม่เข้าใจในการทำความดีนั้นเอง เหตุนั้นบัณฑิตเจ้าทั้งหลายจึงเรียกว่า เราทำความดีผิดคน

    3. การทำความดีถูกกาลถูกเวลา

    ได้แก่การที่เราจะไปเลี้ยงพระ เราก็ดูว่าเราจะไปเวลาไหน จึงเตรียมของอะไรไปถวายบ้าง เช่น น้ำส้ม น้ำหวาน และเราเองจะไปทำอะไรบ้าง เช่น น้ำส้ม น้ำหวาน และเราเองจะไปทำอะไรบ้าง เช่น ไปทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น ไปฟังเทศน์ ตามกาลตามเวลาที่มีอยู่ เราควรรู้ว่าสิ่งของอะไรบ้างที่จะถวายพระในตอนเช้าได้ หรือสิ่งของอะไรบ้างที่จะถวายพระในตอนบ่ายได้ เช่น ถ้าเราเอาอาหารไปถวายพระตอนบ่าย เราไม่ต้องไปประเคนท่าน เพราะหากว่าท่านรับประเคนอาหารนั้นแล้ว ในวันต่อไปพระท่านจะฉันอาหารที่ได้รับประเคนไว้แล้วนั้นไม่ได้ เพราะผิดศีลของพระ เหตุฉะนั้น ญาติโยมจึงควรนำอาหารเหล่านั้นไปเก็บไว้ที่โรงครัว เพื่อจะได้ให้โยมวัดนำเอาอาหารมาถวายพระในวันต่อไป อย่าไปบังคับให้พระท่านรับประเคนไว้ ส่วนมากแล้วญาติโยมทั้งหลายยังไม่เข้าใจ เรื่องการถวายสิ่งของต่างๆ กับพระ ไม่รู้อะไรควรประเคนพระในตอนเช้า ไม่รู้ว่าอะไรควรประเคนในตอนบ่ายแล้วไป อะไรพระฉันได้ทุกกาลทุกเวลา เราต้องศึกษาให้รู้ให้เข้าใจว่าอะไรที่เป็นอาหาร เราก็ประเคนพระในตอนเช้าไปถึงแค่เที่ยงวัน สิ่งที่ประเคนพระได้ตั้งแต่ตอนบ่ายไปจนถึงเที่ยงคืนก็คือ “น้ำปานะ” เภสัชที่รับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้ 7 วัน คือ น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำตาลทราย เนยใส เนยข้น แต่เภสัชอย่างอื่นรับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้ตลอดชีวิต สิ่งที่ควรประเคนพระได้ทุกกาลทุกเวลา ก็คือ ยารักษาโรคทุกชนิด

    4. การทำความดีแล้วให้ตามความดีของตน

    ถ้าเราไม่เคยไปทำบุญในวัดเลย แต่เราเคยสร้างถนนหนทาง เราเคยทำความสะอาด แนะนำสั่งสอนลูกหลาน และเพื่อนฝูงที่ไม่ดีให้ทำความดีอยู่เรื่อยๆ แต่ยังไม่ได้เข้าวัด เราเคยสงเคราะห์คน ให้เงินทองข้าวของอาหารการกินแก่คนอื่น หรือพี่น้องทั้งหลาย เราควรที่จะมีเมตตาเจือจานสงเคราะห์เขาไปเรื่อยๆ เช่น สงเคราะห์คนจนเป็นต้น โดยที่ยังไม่ได้เข้าวัด เมื่อเห็นคนอื่นได้รับความวิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วม ทรัพย์สินเสียหายหมด ไฟไหม้บ้านเรือน เราก็ช่วยกันสงเคราะห์เขา ถ้าเขาขาดอาหารการกิน เราก็ช่วยเขา นี่เป็นการทำบุญนอกวัด ยังไม่ได้เข้าวัด ก็เรียกว่าเป็นบุญด้วย สมควรที่เราจะค่อยๆ ทำไปตามกำลังความสามารถที่เราจะช่วยเหลือกันได้ ถ้าเรามาทำในวัด เราเคยทำ ทำตามกำลังของเรา เราก็พยายามสร้างบุญกุศลไปเรื่อยๆ เราเคยรักษาศีล เราก็พยายามจะรักษาศีลของตนเพื่อให้ดีมากขึ้น ที่เคยรักษามาแล้วไม่ได้ละทิ้งให้เสื่อมลงไป ศีลข้อไหนยังไม่ดี ก็พยายามรักษาปรับปรุง เพื่อจะให้ดีขึ้นให้เป็นผู้มีศีลธรรมขึ้น ก็รักษาศีล 5 เรามีศีล 5 บริสุทธิ์แล้ว ต่อมาเราอยากได้ศีล 8 เราก็พยายามที่จะรักษาศีล 8 ให้เราเป็นผู้มีศีล มีฐานะสูงขึ้น เป็นศีลพรหมจรรย์ ได้แค่วันหนึ่งก็เอา มันยังไม่ได้มาก ต่อมาลงมาอยู่ศีล 5 ออกจากวัดมา ประคองศีล 5 ไว้ ถึงวันพระ วันโกน ก็ไปตั้งใจรักษาศีล 8 อีกต่อไป ให้พากันพยายามขวนขวายรักษาศีลตามกำลังของตน

    พอมีศีลดีแล้วก็ฝึกทำสมาธิ ถ้าจิตใจของเรายังไม่สงบเป็นสมาธิ เราก็พยายามฝึกไปเรื่อยๆ ต้องการให้จิตใจของเราสงบเป็นสมาธิ หมั่นเดินจงกรมอยู่เสมอ พอจิตใจสงบเป็นสมาธิเพียงขณิกสมาธิ ก็พยายามให้ได้ถึงอุปจารสมาธิ และจิตใจของเราสงบ เป็นอารมณ์หนึ่งอารมณ์เดียว เราก็พยายามรักษาจิตใจของเราให้สงบเป็นสมาธิอยู่บ่อยๆ เพื่อให้จิตใจของเราสงบเป็นสมาธิอยู่ทุกเวลา เมื่อจิตใจสงบหนักแน่นมั่นคงดีแล้ว เราก็ไม่ละความเพียรของตน ต่อไปเราจึงจะได้พิจารณาธรรมะ ถ้าพิจารณาธรรมะยังไม่เห็นแจ้งชัดในธรรมะนั้น เราก็ทำไปเรื่อยๆ เหมือนกับคนซักผ้าขาวที่เปรอะเปื้อนสกปรก ถ้าผ้ายังไม่สะอาดดี ก็เพียรซักอยู่นั่นแหละ ถูมันอยู่นั่นแหละ เอาน้ำล้างมันอยู่นั่นแหละ พยายามอยู่จนผ้านั้นสะอาดตามความประสงค์ของตน ยกตัวอย่างเช่นคนเราเกิดมาหลายปีแล้ว ยังไม่ได้เข้าวัดชำระกิเลสออกจากจิตใจของตน พากันซักแต่ผ้า เครื่องนุ่งห่ม ล้างแต่มือเจ้าของ แต่ใจไม่ล้างสักที เราก็มาพยายามฝึกฝนอบรมจิตใจของเรา มันเคยมีโลภะมาก เคยโกรธคนนั้นคนนี้ เกลียดคนนั้นคนนี้ เราก็จะมาดูจิตใจของตน เพื่อซักล้าง โลภะ โทสะ โมหะ ออกจากจิตใจให้สะอาดหมดจด คนมีความเพียรอยู่ตลอด เรียกว่าตามความดี ก็ย่อมมีความเจริญเกิดขึ้นแก่ตนเอง

    *********************

    พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

    -วิบัติ-4-ประการที่เกิดข.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  5. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    18,248
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +282
    หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด วัดพะโคะ (วัดราชประดิษฐาน) เขาพัทธสิงค์ หมู่ที่ ๖ ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -เหยียบน้ำทะเ.jpg
    1515167494_311_หลวงปู่ทวด-เหยียบน้ำทะเ.jpg
    1515167494_659_หลวงปู่ทวด-เหยียบน้ำทะเ.jpg
    1515167494_750_หลวงปู่ทวด-เหยียบน้ำทะเ.jpg
    1515167495_905_หลวงปู่ทวด-เหยียบน้ำทะเ.jpg
    1515167495_563_หลวงปู่ทวด-เหยียบน้ำทะเ.jpg
    1515167496_852_หลวงปู่ทวด-เหยียบน้ำทะเ.jpg
    1515167496_842_หลวงปู่ทวด-เหยียบน้ำทะเ.jpg
    1515167496_844_หลวงปู่ทวด-เหยียบน้ำทะเ.jpg
    1515167497_485_หลวงปู่ทวด-เหยียบน้ำทะเ.jpg
    1515167497_944_หลวงปู่ทวด-เหยียบน้ำทะเ.jpg
    1515167498_154_หลวงปู่ทวด-เหยียบน้ำทะเ.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  6. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    18,248
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +282
  7. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    18,248
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +282
  8. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    18,248
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +282
    “ผู้ภาวนา…
    ตอบโต้ปัญหาดั่งราชสีห์
    ไม่หมกมุ่นอยู่กับ…
    ปัญหาเฉพาะหน้า
    แต่จัดการกับเหตุปัจจัย…
    ด้วยสติและปัญญา”

    – พระอาจารย์ชยสาโร

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  9. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    18,248
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +282
    การภาวนาต้องใช้ความสังเกตสอดรู้ อย่าสักแต่ว่าทำ

    การประกอบความเพียรถ้ามีสติแล้วกิเลสจะยุบยอบไปๆ ถ้าไม่มีสติทำความเพียรจนกระทั่งวันตายก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร สติตั้งให้ดี อันนี้เราจะยกเป็นคติตัวอย่างให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบ เฉพาะอย่างยิ่งคือพระเจ้าพระสงฆ์ที่มาศึกษากับเรา เรามาปฏิบัติธรรมเราไม่รู้จักวิธีรักษา จิตใจของเรามีความสงบเย็นแน่นหนามั่นคง เป็นสมาธิแน่นปึ๋งเลยทีเดียว แต่ก็มาเผลอตัว ทำกลดหลังหนึ่งอยู่บ้านตาดนี้แหละ เพียงกลดหลังเดียวเท่านั้นไม่เสร็จ จิตเข้าได้บ้างไม่ได้บ้าง คำว่าเข้าได้คือจิตลงสู่สมาธิแน่นหนามั่นคงปึ๋งๆ ทุกครั้ง ไม่มีพลาด แต่พอมาทำกลดหลังหนึ่งเท่านั้นยังไม่เสร็จ ปรากฏว่าจิตเข้าได้บ้างไม่ได้บ้าง ดื้อด้านหาญสู้เจ้าของตลอด เอ นี่ไม่ได้ รีบร้อยกลดให้เรียบร้อยแล้วฟัดกันใหม่

    เจริญแล้วเสื่อมๆ เป็นเวลาปีกับห้าเดือน มันไม่ยอมขึ้นนะ ขึ้นแล้วเสื่อมลง เราพยายามถูไถตั้ง ๑๔-๑๕ วัน ไปถึงที่มันเป็นความสุขความสบายพอตายใจได้บ้าง สองสามคืนเท่านั้นเสื่อมลงต่อหน้าต่อตา เป็นอยู่ปีกับห้าเดือน ไม่หยุดไม่ถอย ไม่เคลื่อนไปไหน ความเพียรหมุนเร็วจนจะตาย แต่จิตมันเจริญขึ้นนั้นแล้วมันก็เสื่อมลงต่อหน้าต่อเรามันเป็นอย่างไร ได้มาพินิจพิจารณา ปีกับห้าเดือนแล้วจิตนี้เสื่อมแล้วเจริญๆ ไม่เป็นอย่างอื่น เป็นเพราะเหตุใด ถามเหตุถามผลเจ้าของเอง อาจจะเป็นเพราะเวลาเราตั้งสติจับกับจิตนั้นเราไม่ได้ใช้คำบริกรรม มีแต่ตั้งสติกับจิตเผลอได้ๆ กิเลสออกทำลายเราได้ในขณะนั้นๆ

    ทีนี้เอาๆ ตั้งใหม่ คราวนี้จะเอาคำบริกรรมเข้ามาติดกับจิต เช่นพุทโธๆ เป็นต้น ให้คำว่าพุทโธติดอยู่กับจิต ให้สติติดอยู่กับคำว่าพุทโธๆ ไม่ยอมให้เผลอไปไหนเลย ทีนี้มันจะเสื่อมได้ในทางใดเราจะดูมัน คำว่าเผลอไม่ให้มี ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับไม่ยอมให้เผลอเลย พุทโธกับสติติดกันตลอดๆๆ มันจะเสื่อมไปทางไหนเราจะดู ตั้งพุทโธลงไป สติติดแนบตลอดตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับไม่ยอมให้เผลอ ให้อยู่กับพุทโธๆ เอ้า มันจะเสื่อมไปทางไหน ติดแนบกันอยู่ๆ ตลอด จิตก็ค่อยเจริญๆ พอไปถึงขั้นเจริญแล้วเสื่อมๆ มันไม่เสื่อม

    เอาๆ มันจะเสื่อมก็เสื่อมไป ทอดอาลัยตายอยากเสียทั้งหมด เราไม่อยากให้มันเสื่อมมันก็เสื่อมต่อหน้าต่อตา คราวนี้เราจะไม่ห้ามมัน แต่เราจะห้ามมันด้วยสติไม่ให้เผลอตัว เอา มันจะเสื่อมปล่อยให้มันเสื่อมไป แต่สติกับคำบริกรรมมีพุทโธเป็นต้นนี้จะไม่ยอมให้พรากจากกันเลย เอา ตั้งลงจุดนี้ ความเสื่อมความเจริญทิ้งออกให้หมด ให้เหลือตั้งแต่คำว่าพุทโธกับสติติดแนบกันไปนี้มันจะเสื่อมทางใด เอา ดู

    นี่ละการภาวนาต้องใช้ความสังเกตนะ ไม่สังเกตไม่ได้ ต้องใช้ความสังเกต สำหรับเราเองแทบอกจะแตกละ เพราะการพินิจพิจารณาใช้ความสังเกตทดสอบบวกลบคูณหารกันอยู่ในนั้น นี่ละที่ว่าจิตตั้งขึ้นได้แล้วไม่เสื่อมคืออย่างนี้เอง เพราะการพิจารณา มันเป็นอะไรขึ้นไปได้ ๑๕ วันแล้วเสื่อมลงๆ ได้แค่ ๑๕ วันไปถึงจุดนั้นเสื่อมลง แต่ก่อนมันไม่ได้มีคำบริกรรม เช่นคำว่าพุทโธ เอาสติจ่อกับจิตมันเผลอได้เสื่อมได้ ทีนี้เอาพุทโธตั้งไว้ เอาสติจับกับพุทโธๆ ไม่ให้มันเสื่อม มันจะเสื่อมทางใดให้เสื่อม ให้ดู จากนั้นก็เอาเลยละ

    พอไปถึงขั้นมันเจริญขึ้นแล้วมันก็เสื่อม เอาๆ เสื่อมไป แต่สติกับพุทโธจะไม่ให้พรากจากกัน ติดอยู่นั้นตลอดเวลาเลย ทีนี้มันเลยไม่เสื่อม มันหยุดนิ่งเลย นิ่งจนกระทั่งถึงจิตบริกรรมไม่ได้ คือจิตบริกรรมไม่ได้นี้จิตหยุดตัวนะ เข้าไปถึงนั้นหยุดกึ๊กเลย ใช้คำบริกรรมใดๆ ไม่ได้เลย นิ่งเลย จะบริกรรมคำใดออกมาก็ไม่ออก ไม่ปรากฏ เอา ไม่ปรากฏก็ให้มีสติอยู่กับคำหยุดกึ๊กนี้ จิตไม่ปรุงก็ให้สติตั้งอยู่กับจิตที่ไม่ปรุง มันจะเป็นอย่างไร เอา ตามกันไป ทีนี้มันก็เหมือนคนนอนหลับ คือจิตเวลามันสงบเข้าไปมันก็เหมือนคนนอนหลับ เวลามันตื่นนอนก็เหมือนเด็กตื่นนอน กระดุกกระดิกแล้วคลี่คลายออกมาก็ตื่น

    อันนี้จิตพอมันเข้าถึงที่หยุดความคิดความปรุงทั้งหลาย แม้แต่พุทโธก็ปรุงไม่ได้ เวลาหมดหมดจริงๆ พุทโธไม่มี เหลือแต่ความรู้ล้วนๆ เอาสติจับไว้กับความรู้ล้วนๆ มันจะเคลื่อนไหวไปไหนสติไม่ถอย พอถึงนั้นแล้วพอคลี่คลายออกมาเราระลึกพุทโธได้เอาพุทโธอัดเข้าไปอยู่อย่างนี้ตลอด ทีนี้มันก็เลยไม่เสื่อม พุทโธติดแนบ เวลาระลึกคำบริกรรมไม่ออกนะ เวลามันหมดจริงๆ หมด ความคิดปรุงว่าพุทโธๆ ไม่มีเลย บังคับก็ไม่มี นั่นเวลามันหยุด เอาสติจับไว้นั้น ทีนี้พอมันอิ่มตัวของมันแล้วมันก็คลี่คลายออกมา พอคลี่คลายออกมาสติจับติดพุทโธๆ ต่อไปเรื่อยๆ ต่อไปไม่หยุดไม่ถอยหนุนกันเข้า

    ทีนี้จิตพอเข้าถึงขั้นนี้แล้วแทนที่จะเสื่อมไม่เสื่อมนะ พุทโธติดกันไปๆ เลยไม่เสื่อม เราจับได้อย่างนี้ด้วยการพิจารณาเรียบร้อยแล้ว จิตก็เลยก้าวเดินต่อไป ไม่เสื่อมเหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนไปถึงจุดนั้นแล้วอย่างไรก็เอาไว้ไม่อยู่ เสื่อมลงจนได้ พอเอาสติจับไว้นี้แล้วไม่เสื่อม ติดกันไปๆ นี่ละการพิจารณาการภาวนาต้องใช้ความสังเกตสอดรู้ อย่าสักแต่ว่าทำ นี้ทำมาแทบล้มแทบตายใช้ความพินิจพิจารณา ความสังเกตสอดรู้มันอยู่ตลอดเวลา ถึงขนาดนั้นก็ยังไม่ทันกลมายาของกิเลสหลอกจิต

    พ่อแม่ครูอาจารย์องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
    เทศน์อบรมพระเนื่องในวันเข้าพรรษา ณ วัดป่าบ้านตาด
    เมื่อค่ำวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑

    กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  10. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    18,248
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +282
    มนุษย์มีร่างกายและจิตใจ ที่เป็นเครื่องมือพิจารณาธรรมเพื่อความพ้นทุกข์อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ดีแล้ว จึงอยู่ที่ชาวพุทธเราจะปฏิบัติเอาหรือไม่เอาก็เท่านั้น พระพุทธเจ้าท่านเป็นเพียงผู้ชี้ทาง

    1515229690_900_มนุษย์มีร่างกายและจิตใ.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  11. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    18,248
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +282
    “..ดูแล อะไรจะดูแลยากยิ่งกว่ากายกับใจ
    กายยังพอว่าอยู่ ใจยากที่สุด รวดเร็วที่สุด
    ความคิดนี่พรื๊ดเดียว ไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้ว
    เป็นเรื่องแล้ว ดูแลยากจริงๆ
    ไอ้ร่างกายถ้าไม่หวังอะไรกับมันมาก
    มันก็ไม่ยากเท่าไหร่หรอก
    ไอ้พวกหวังกับมันมากนี่สิ ยุ่ง
    ดู โรคโน้น ไปเป็นโรคโน้น
    เป็นโรคโน้น เปลี่ยนไปเป็นโรคโน้น
    ถ้าหวังอะไรกับมันน่ะ เดือดร้อนจริงๆ
    ทั้งกายทั้งใจ เมื่อไม่มีหวังอะไรกับมันเท่าไหร่เนี่ย
    ก็ไม่มีอะไรยุ่งนะ เรื่องร่างกาย
    ไปถึงใจก็เหมือนกันแหละ เมื่อไม่มีความหวังอะไร
    กับความคิดเหล่านี้เท่าไหร่นะ ค่อยยังชั่วนะ
    ไม่มีความหวังอะไรกับอะไรเท่าไหร่
    มันค่อยยังชั่วขึ้นมา
    มันจะไปแบบนึง ไอ้เราจะเอาอย่างนึงอย่างเนี้ย
    ความต้องการจะเป็นอย่างนึง
    สวนทางกันอยู่ แล้วเราแพ้เนี่ย
    ความเห็นเรา ความต้องการของเราแพ้มัน
    มันเป็นจริงของมันแบบนึง
    เป็นไปตามประสีประสาของมัน
    ไอ้ความต้องการของเรามันฝืนอยู่เรื่อย
    เค้าไม่ผิด ไอ้เราดันผิด ความต้องการของเราดันผิด
    ความรู้ความเห็นผิดนี่แหละ
    เค้าจะเป็นอย่างนั้น แต่ไอ้เราสิอยากให้เป็นอย่างอื่น
    ความรู้ผิด ความอยากเลยผิด ความต้องการผิด
    มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด
    เมื่อเห็นผิดซะเท่านั้นแหละ ทุกอย่างผิดไปหมดเลย..”

    พระอาจารย์วันชัย วิจิตโต วัดภูสังโฆ (วัดสังโฆญาณวิสุทธิโสภณ) ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

    กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -อะไรจะดูแลยากยิ่ง.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  12. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    18,248
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +282
    หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เกิดธรรมสังเวช…บังเกิดความสลดขึ้นในใจ

    พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ได้ออกเที่ยวธุดงค์ไปทางอำเภอวาริชภูมิ ขณะที่ไปพักอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองแสง เกิดอาพาธเป็นไข้หวัด เป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญภาวนาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังเกิดความวุ่นวายในจิตใจ ทั้งกลางวันและกลางคืน อุบายแก้ไขที่เคยกำหนดรู้ได้ก็หลงลืมหมด ไม่ผิดอะไรกับการเดินป่าพบขอนไม้ใหญ่ขวางกั้น จะข้ามไปมันก็สูงขึ้น จะลอดหรือมันก็ทรุดต่ำลงติดดิน จะไปขวาไปซ้ายขอนไม้มันก็เคลื่อนเข้ากางกั้นไว้ทุกครั้งเป็นเช่นนี้ถึง ๓ คืน ก็ยังเอาชนะอุปสรรคไม่สำเร็จ

    เช้าวันรุ่งขึ้นพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ออกไปบิณฑบาต กลับมาก็ฉันได้เพียงนิดหน่อย แต่ถึงกระนั้นท่านก็ยังตัดสินใจออกเดินธุดงค์ต่อ จัดแจงเครื่องบริขาร บ่าข้างหนึ่งสะพายบาตร บ่าอีกข้างหนึ่งแบกกลด ออกเดินไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่หายอาพาธ ระหว่างทางท่านได้พบสุนัขตัวหนึ่งกำลังแทะกระดูกอยู่ พอมันเห็นท่านก็วิ่งหนี แต่แล้วก็เลียบเคียงกลับมาแทะกระดูกต่อ เป็นเช่นนี้ถึง ๓ ครั้ง ทันใดท่านได้เกิดธรรมสังเวช บังเกิดความสลดขึ้นในใจเป็นอย่างมาก จึงถามตนเองว่า ขณะนี้เธอเป็นฆารวาสหรือพระกัมมัฎฐาน ถ้าเป็นฆารวาสก็เหมือนกับสุนัขแทะกระดูกนี่แหละ กระดูกมีเนื้อหนังเมื่อไหร่ อย่างมากก็กลืนลงคอไปได้แค่น้ำลายเท่านั้นเอง แต่นี่เธอเป็นพระกัมมัฎฐาน เท่าที่เธอภาวนาไม่สำเร็จมาถึง ๓ คืน ก็เพราะเธออยากสร้างโลก สร้าภพ สร้างชาติ สร้างวัฎฏสงสาร ไม่มีสิ้นสุดแห่งความคิด อยากมีบ้าน มีเรือน มีไร่มีนา มีวัวมีควาย อยากมีเมียมีลูกมีหลาน จะไปสร้างคุณงามความดีในที่ใดก็ไม่ได้ เพราะเป็นห่วงสมบัติ และห่วงลูกห่วงเมีย พร้อมกันนั้นพระอาจารย์ฝั้นก็กล่าวภาษิตขึ้นมาบทหนึ่ง มีข้อความดังนี้
    “ตัณหารักเมียเปรียบเหมือนเชือกผูกคอ ตัณหารักลูกรักหลานเปรียบเหมือนปอผูกศอก ตัณหารักวัตถุข้าวของต่าง ๆ เปรียบเหมือนปอผูกตีน”

    สมบัติพัสถานต่าง ๆ ที่สร้างสมไว้ เมื่อตายลงก็ไม่เห็นมีใครหาบหามเอาไปได้เลยสักคนเดียว มีแต่คุณงามความดีกับความชั่วเท่านั้นที่ติดตัวไป พระอาจารย์ฝั้นปลงด้วยว่า ถ้าเธอเป็นพระกัมมัฎฐานไม่ควรคิดสร้างโลกวัฎฏสงสารเช่นนั้น ควรตั้งใจภาวนาให้รู้ให้เห็นในอรรถธรรมสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ทั้งสิ้น

    เมื่อกำหนดใจได้เช่นนี้ ไข้หวัดก็ดี ข้อขัดข้องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างอาพาธก็ดี ก็ปราศนาการไปสิ้น เกิดสติสัมปชัญญะรู้อาการของจิตทุกลมหายใจเข้าออก

    จากหนังสือ “ภาพ ชีวประวัติและปฏิปทา พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร” วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร หน้า ๒๕ – ๒๖

    กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -อาจาโร-เกิดธ.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  13. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    18,248
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +282
    “…การสัมผัสพลังงานจากการสวดคาถามหาจักรพรรดิ…”

    ศิษย์ : คนที่เพิ่งเริ่มสวดเนี่ยค่ะ จำเป็นมั้ยคะว่า ต้องสัมผัสพลังงานอย่างเช่น พระดิ้น หรือว่าภาพซ้อนเนี่ยค่ะ

    หลวงตา : โอ้โห่ บางคน สิบปียังสัมผัสไม่ได้เลย เข้าใจมะ คนที่สัมผัสได้ มันต้องจิตมันเบาๆสบาย ไออยากก็ไม่ใช่

    ไม่อยากก็ไม่ใช่นู่นแม่ชี มันต้องวางอารมณ์ให้ดีนะ เวลาฝึกอ่ะ เวลากำพระเนี่ย มันต้องวางอารมณ์สบาย สวดไปด้วยน้อมเข้าไป
    ในพระไปด้วย ทีนี้จิตกับพระกับคำสวดก็อยู่ด้วยกัน นั่นหละมันก็เริ่มมีอาการ อาจจจะร้อนๆ อาจจะไฟฟ้าช็อต หรืออาจจะดิ้น อะไรพวกเนี้ย แล้วแต่อาการ ทีนี้จิตเราก็จดจ่ออยู่ตรงนั้นไง ทีนี้ จดจ่อมากเกินไปก็หายไปอีกอะแหละ(หัวเราะ)

    ถ้าเบาเกินไปก็ไม่ได้อีกอ่ะ ฮู้ มันลำบากนะแม่ชี ต้องวางอารมณ์สบายๆไง เนี่ยมันฝึก มันสนุกอย่างเงี้ยแหละ เวลาเรากำพระน่ะ เอ้ เมื่อวานดิ้นๆ วันนี้ทำไมไม่ดิ้น พอนึกว่าจะให้ดิ้น ก็ไม่ดิ้นละ พออยู่เฉยๆยังไงก็ช่าง เอ้า เริ่มและ เริ่มเหมือนไฟฟ้าช็อต
    และ อย่างงั้นลักษณะน้้นน่ะ

    ศิษย์ : ทั้งหมดนี้เรียกว่า เกี่ยวกับการสัมผัสพลังงานใช่มั้ยคะ

    หลวงตา : ใช่ บางคนสวดแล้วร้อนน่ะ อย่าหยุดสวด นะฮะ แสดงว่าธาตุขันธ์มีปัญหานะในอนาคตน่ะ สวดแล้วร้อนทั้งตัวเลย เนี่ย ก็สวดมนต์แล้วร้อนน่ะมันก็ต้องมีปัญหาดิ้ ไม่ใช่บทสวดร้อนนะ
    กรรมน่ะที่บันทึกไว้น่ะ บทสวดมันเป็นการปรับธาตุไงปรับกรรม นั่นแหละ ถ้าจิตเราน้อมบทมา นะโมพุทธายะเนี่ย ทำไมถึงร้องน่ะ บางคนก็ หนาวสั่นก็มี นะฮะ ต้องสวดให้หยุด สวดให้เบานู่นแหละ สวดให้โล่งนู่นแหละ จบเลยตานี้ ในอนาคตอายุยืนแล้ว จะเอากี่ปีอ่ะ หลวงตาถ้าไม่สวดมนต์ตายแล้วป่านนี้ จริง เจ้ากรรมนายเวรไม่ใช่ธรรมดา เพียบไปที่ไหนก็เจอ
    (หัวเราะ)

    ศิษย์ ; อาการ อย่างหน้าชาก็คล้ายกันโน๊ะคะหลวงตา

    หลวงตา : เหมือนกัน เหมือนหมดแหละ

    ศิษย์ : รู้สึกผิวเหมือนผิวมันแตกเงี้ย

    หลวงตา : เหมือนกันหมดแหละ อาการธาตุทั้งหมดน่ะ เหมือนกันหมด เพราะจิตเราควบคุมมันอยู่ไง เหมือนกันหมดแหละ ต้องสวดให้หยุดให้ได้แหละ ถ้าไม่หยุดระวังนะฮะ ในอนาคตน่ะ ระวังฮะอนาคตจำไว้ก็แล้วกันคนที่ หยุดสวดน่ะ เนี่ยเคยสวดแล้วมีอาการอย่างนี้แหละ เออนานๆเข้าน่ะ กรรมมันมาตรงนั้นหละ
    นั่นน่ะอาการอย่างนั้นน่ะ ตาย อาจจะตายหรือคางเหลืองก็ได้

    ศิษย์ : แล้วอาการที่น้อมพลังงานมา แล้วแน่นก็ใช่

    หลวงตา : เหมือนกัน นึกแล้วแน่นมีที่ไหนไม่ใช่คนเค้าชกเรา แล้วแน่นอะไรพวกเนี้ยหรือกินอะไรแล้วแน่น อะไรพวกเนี้ย ใช่มะ

    หลวงตาม้า พระอาจารย์วรงคต วิริยธโร : ถามตอบปัญหาธรรม
    วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

    กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  14. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    18,248
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +282
  15. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    18,248
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +282
    ความตายเป็นเรื่องธรรมดา

    ใครเกิดมาก็ตายหมดโลก
    ทุกคนต่างบ่ายหน้าไปสู่ความตาย
    เมื่อตายทรัพย์สินสักนิดก็เอาติดตามไปไม่ได้
    ผู้ที่เศร้าโศกถึงคนตาย ก็เหมือนเด็กน้อยร้องไห้ขอพระจันทร์ในอากาศ

    จะตายก็ไปคนเดียว จะเกิดก็มาคนเดียว จะอยู่ก็ทุกข์คนเดียว
    ความสัมพันธ์ของคนและสัตว์บนโลกใบนี้ ก็แค่เพียงได้เกิดมาพบปะเกี่ยวข้องกันชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นเอง
    ผู้ที่โศกสลดสลัดใจจากความเศร้าเพราะการตายไม่ได้
    เขาย่อมประสบความทุกข์หนักยิ่งขึ้นอีก

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  16. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    18,248
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +282
    ถาม : จะทำบุญอุทิศอย่างไร ถึงจะถึงคนที่ฆ่าตัวตาย

    พระอาจารย์ : คนฆ่าตัวตายคงไม่มีกระจิตกระใจที่จะมารอรับบุญของใคร เพราะเขาตายด้วยความเครียดแค้น ด้วยความทุกข์ พวกนี้ไม่ได้ไปเป็นเปรตนะ ไปตกนรก นรกก็เป็นเหมือนคุกตะราง เขาไม่ให้ใครเข้าไปเยี่ยม ไม่ให้ส่งของไปเยี่ยม จิตของเขาตอนนั้น มันมีแต่ความเครียดความโกรธ ไม่เหมือนกับพวกเปรต พวกเปรตนี้เป็นพวกหิว พวกทำอะไรด้วยความโลภ อยากได้มากๆ อยากได้เเต่ไม่อยากเสีย พวกนี้จึงไม่ชอบทำบุญ ไม่ชอบทำทาน เวลาเป็นมนุษย์นี่จะเสียดายเงินเสียดายทอง เพราะอยากจะได้เงินมาก ๆ และเวลาทำก็หามาด้วยวิธีถูกบ้างไม่ถูกบ้าง ถ้าไปโกหกไปทำบาปเพื่อให้ได้เงินทองมา มันก็ต้องไปเกิดเป็นเปรต ถ้าโลภแต่ยังไม่ทำบาป ก็ยังไม่ต้องไปเป็นเปรต เช่นถ้ารักษาศีล ๕ ได้ถึงแม้จะแต่ก็หาเงินในกรอบของศีล ๕ ตายไปก็ไม่ต้องไปเกิดในอบาย แต่ไม่ได้ทำบุญก็จะไม่ได้ไปสวรรค์ ก็จะได้กลับมาเป็นมนุษย์ขี้ตืดใหม่ เป็นมนุษย์ขี้โลภ ขี้ตืดใหม่ แต่ไม่ได้ไปสวรรค์แล้วไม่ได้ไปอบาย

    พวกที่ฆ่าตัวตาย ทำไปเพราะความเสียใจก็ดี คือด้วยความโกรธ

    ด้วยเสียใจรันทดใจ พวกนี้จะไม่หิวโหยไม่ต้องการบุญ ต้องการให้สิ่งที่เขาไม่ชอบให้มันหายไป เขาฆ่าตัวตายเพราะเขาอยู่ในสภาพที่เขาไม่ชอบ พวกนี้ก็ต้องรอให้บาปหมดกำลังไปซะก่อน แล้วค่อยกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ คือมาเป็นเดรัจฉานก่อน หรือมาเป็นเปรต จากนรกออกมาบางทีก็มาเป็นเปรตก่อน พอเป็นเปรตก็รับบุญได้ และบุญที่เขาจะรับได้ก็เป็นเหมือนกับเศษน้ำในแก้วน้ำ เศษน้ำหยดน้ำที่ติดอยู่ในแก้ว แต่เขาจะไม่สามารถรับบุญได้มากไปกว่านั้น เพราะเขาไม่มีภาชนะไปรองรับ เหมือนเวลาเราไปกินอาหารไปทานอาหารแล้วเขาบอกให้เราต้องเอาถ้วยไปเอง เอาชามไปเองแล้วเราไปมือเปล่าๆ ก็ได้แค่กำมือ แต่ถ้าเรามีภาชนะรองรับแล้วเราก็จะได้มาก ถ้าเรามีภาชนะรองรับบุญได้มาก เราก็ไปสวรรค์ไม่ต้องมาเป็นเปรต

    เพราะฉะนั้นเรื่องของคนฆ่าตัวตายนี้ เป็นเรื่องของโมหะความหลง

    ไม่รู้จักวิธีแก้ปัญหาได้ถูกต้อง คือเวลาทุกข์แล้วพอแก้ปัญหาไม่ได้ก็จะคิดว่าฆ่าตัวตาย เช่นปัญหาอยู่ที่ร่างกาย ร่างกายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ร่างกายเป็นโรคร้ายไม่สามารถรักษาให้หายได้ ก็ไม่อยากจะทรมานอยู่ก็เลยให้หมอฆ่าหรือฆ่าตัวเอง ถ้าทนอยู่ต่อไปให้ร่างกายมันตายไปเองมันก็ไม่ต้องไปนรก แต่มันทำใจไม่ได้

    “คนฆ่าตัวตาย พอตายแล้ว ใจนี้มันไม่ได้ตายกับร่างกาย…ฆ่าตัวตายแล้วจะต้องกลับมาฆ่าตัวตายอีก๕๐๐ ชาติ ก็เพราะว่ามันเป็นนิสสัย เป็นวิธีแก้ปัญหา ของคนฆ่าตัวตาย

    การฆ่าตัวตายนี้มันไมได้แก้ปัญหา เพราะว่าปัญหาก็ยังติดไปกับใจต่อไป ใจนี้เป็นสิ่งที่ไมได้ตายไปกับร่างกาย .. ปัญหาอยู่ที่ใจ ที่ความอยาก .. เวลามาเกิดใหม่ แล้วมาเจอปัญหาใหม่ ก็จะแก้ปัญหาโดยวิธีเดิม ก็จะฆ่าตัวตาย ก็จะติดในวงจรอุบาทว์นี้ หนีก็หนีได้ชั่วคราว เพราะต้นเหตุของปัญหามันอยู่ในใจคือความอยาก”

    พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต ธรรมะบนเขา ณ จุลศาลา เขตปฏิบัติธรรมเขาชีโอน วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ชลบุรี
    วันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๗
    เพจ พระอริยเจ้า

    -จะทำบุญอุทิศอย่างไ.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  17. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    18,248
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +282
    “…สมมุติและวิมุติ…”

    ในวันสิ้นปีเมื่อหลายปีก่อน ผู้เขียนได้มาค้างคืนอยู่ปฏิบัติที่วัดสะแก และได้มีโอกาสเรียนถามปัญหาการปฏิบัติกับหลวงปู่เรื่องนิมิตจริง นิมิตรปลอม ที่เกิดขึ้นจริงภายในจากการภาวนา

    ท่านตอบให้สรุปได้ใจความว่า…

    “…ต้องสมมุติขึ้นก่อนจึงจะเป็นวิมุติได้ เช่น การทำอสุภะหรือกสิณ ต้องอาศัยสัญญาและสังขารน้อมนึกเป็นนิมิตขึ้น ในขั้นนี้ไม่ควรสงสัยว่านิมิตนั้นเป็นของจริงหรือของปลอม มาจากภายนอกหรือออกมาจากจิต เพราะเราจะอาศัยสมมุติตัวนี้ทำประโยชน์ คือยังจิตให้เป็นสมาธิแน่วแน่ขึ้น แต่ก็อย่าสำคัญมั่นหมายว่าตนรู้เห็นแล้ว ดีวิเศษแล้ว

    การน้อมจิตตั้งนิมิตเป็นองค์พระ เป็นสิ่งที่ดีไม่ผิด เป็นศุภนิมิตคือนิมิตที่ดี เมื่อเห็นองค์พระ ให้ตั้งสติคุมเข้าไปตรงๆ (ไม่ปรุงแต่ง หรืออยากโน้นนี้) ไม่ออกซ้าย ไม่ออกขวา ทำความเลื่อมใสเข้า เดินจิตให้แน่วแน่ สติละเอียดเข้า ต่อไปก็จะสามารถแยกแยะหรือพิจารณานิมิตให้เป็นไตรลักษณ์ จนเกิดปัญญาสามารถจะก้าวสู่วิมุติได้…”

    “…ก็เหมือนแกเรียนหนังสือทางโลกแหละ มาถึงทุกวันนี้ได้ ครูเขาก็ต้องหัดหลอกให้แกเขียนหนังสือ หัดให้แกอ่านโน่นนี่ มันถึงจะได้ดีในบั้นปลาย นี่ข้าเปรียบเทียบแบบโลกให้ฟัง…”

    กล่าวโดยสรุป คือ ท่านสอนให้ใช้ประโยชน์จากนิมิต ไม่ใช่ให้หลงนิมิต สอนให้ใช้แสงสว่าง ไม่ใช่ให้ติดแสงสว่างหรือติดสมาธิ

    หนังสือผู้จุดประทีปในดวงใจ : หลวงปู่ดู่ พฺหรฺมปัญโญ

    กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  18. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    18,248
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +282
    ….ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ได้กล่าวไว้ว่า “คนสวยงาม” นั้นมีอยู่ ๒ อย่าง คือ

    ๑. งามภายนอก ได้แก่สวยรูป สวยกิริยา วาจา ความประพฤติ

    ๒. งามภายใน อย่างนี้งามตลอดชาติ คือ งามด้วยศีลบริสุทธิ์ อัธยาศัยใจคอและมรรยาททางจิตใจ

    ความงามทั้งภายนอกและงามภายใน คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน”อยู่เสมอ…..

    -ธมฺมธโร-ได้กล.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  19. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    18,248
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +282
    สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปรินายก

    กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -สมเด็.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  20. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    18,248
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +282
    โอวาทธรรมครูบาชัยยะวงศาพัฒนา

    กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - ธรรมะ จากเพจ พระอรหันต์
  1. สิริรัตนสุนทร
    ตอบ:
    2
    เปิดดู:
    1,239
  2. trilakbooks
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    573
  3. zต้องตาz
    ตอบ:
    58
    เปิดดู:
    3,536
  4. สิริรัตนสุนทร
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    328
  5. Apinya Smabut
    ตอบ:
    3
    เปิดดู:
    2,842
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...