ธรรมะ จากเพจ พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย สายหลวงปู่มั่น, 4 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,666
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +438
    อาตมา..อยากให้ทุกคน..มองดู..ตัวเอง
    ไม่!ต้องมองคนอื่น..’เป็นเรื่อง’ของคนอื่นไปซะ!ก่อน

    ถ้าเรา..มีความสงสาร ‘เรา’..ก็เตือนกันได้

    หากเรา…’ยัง’ตักเตือน..ตัวเองไม่ได้ “เราจะต้อง”..ฝึกตัวเองก่อน

    ด้วยการ..ตักเตือนตัวเอง..ก่อน มามอง..ดูตัวเองก่อน
    เพื่อ..’ชำระตัวเองก่อน’ แก้ไข_ตนเอง

    เราเกิดมา..ไม่ใช่..จะทำถูกหมด มันต้องทำ ผิดบ้าง..ถูกบ้าง..

    โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -อยากให้ทุกคน-มองด.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  2. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,666
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +438
  3. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,666
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +438
  4. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,666
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +438
    “…อาการ ๓ ที่ทำให้อินทรีย์ ๕ แก่กล้าขึ้น…”

    “ศรัทธา” จะมีกำลังแก่กล้าเข้มแข็งขึ้นได้ด้วยอาการ ๓ คือ

    ๑. ต้องหลีกเว้นคนไม่มีศรัทธา
    ๒. ต้องคบบุคคลที่มีศรัทธา
    ๓. ต้องพิจารณาให้มากในอนุสติ ๖ คือพุทธานุสติ ธรรมานุสติ สังฆานุสติ สีลานุสติ จาคานุสติ เทวดานุสติ ในอนุสติ ๖ อย่างนี้ พิจารณาให้มากๆ ศรัทธาก็จะแก่กล้าเข้มแข็ง

    “วิริยะ” ความเพียร จะมีกำลังแก่กล้าเข้มแข็งขึ้นได้ด้วยอาการ ๓ คือ

    ๑. ต้องหลีกเว้นจากบุคคลผู้เกียจคร้าน
    ๒. ต้องคบกับบุคคลที่หมั่นขยัน
    ๓. ให้พิจารณาองค์แห่งความเพียร คือเพียรระวังบาปไม่ให้เกิดขึ้นภายในใจ เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้วภายในใจ เพียรทำบุญกุศลให้เจริญ เพียรรักษาบุญกุศลไว้

    “สติ” จะมีกำลังแก่กล้าเข้มแข็งขึ้นได้ด้วยอาการ ๓ คือ

    ๑. ต้องหลีกเว้นจากบุคคลผู้เผลอสติ
    ๒. ต้องคบบุคคลผู้มีสติ
    ๓. ให้ระลึกเนืองๆ ในสติปัฏฐาน ๔

    “สมาธิ” จะมีกำลังแก่กล้าเข้มแข็งขึ้นได้ด้วยอาการ ๓ คือ

    ๑. ต้องหลีกเว้นจากบุคคลที่มีจิตไม่ตั้งมั่น จิตใจฟุ้งเฟ้ออยู่ด้วยนิวรณ์
    ๒. ต้องคบกับบุคคลที่มีจิตตั้งมั่น
    ๓. ให้พิจารณาเนืองๆ ในองค์แห่งฌานและวิโมกข์

    “ปัญญา” จะมีกำลังแก่กล้าเข้มแข็งขึ้นได้ด้วยอาการ ๓ คือ

    ๑. ต้องหลีกเว้นจากบุคคลผู้ไม่มีปัญญา คนไม่มีปัญญามีลักษณะอย่างไร คือคนไม่เห็นกรรมชั่วเป็นชั่ว ไม่เห็นกรรมดีเป็นดี เห็นดีเป็นชั่วไป เห็นชั่วเป็นดีไป เพราะคนไม่เห็นกรรมชั่วเป็นชั่ว ทั้งที่กรรมชั่ว ตัวเองก็ทำทั้งกาย วาจา ใจ ยิ่งทางใจนี้ทำมากเหลือเกิน ใจโลภอยากได้ยินดีก็ไม่เห็นว่าชั่ว ใจโกรธ พยาบาท อาฆาตจองเวรก็ไม่เห็นว่าชั่ว ใจลุ่มหลงมัวเมาอยู่ในกิเลสกามและวัตถุกามก็ไม่เห็นว่าชั่ว เห็นว่าเป็นของดีไปอีก เมื่อเห็นชั่วเป็นดีแล้ว ก็พอใจในการทำกรรมชั่ว บาปอกุศลก็หนาแน่น จะให้ปัญญามันแก่กล้าเข้มแข็งได้อย่างไร
    ๒. ต้องคบผู้มีปัญญา ถ้าทำเอาไม่ได้ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ก็คงไม่มี
    ๓. (ต้นฉบับมิได้ระบุไว้) *

    * ธรรมช่วยให้เกิดธรรมวิจัย (ปัญญินทรีย์)
    ความเป็นนักไต่ถามสอบค้น, การทำสิ่งต่างๆ ให้หมดจดสดใส, การปรับอินทรีย์ให้เสมอกัน, การหลีกเว้นคนปัญญาทราม, การเสวนาคนมีปัญญา, การพิจารณาเรื่องที่ต้องใช้ปรีชาลึกซึ้ง, การน้อมจิตไปในการวิจัยธรรม [ค้นคว้าเพิ่มเติมจากวิสุทธิมรรค (ปริเฉท ๔ อัปปนาโกศล ๑๐) เรื่องอาหารของโพชฌงค์ ๗ (ใกล้เคียงกับอินทรีย์ ๕) – คณะศิษย์ผู้จัดทำ]

    ถ้าคุณเป็นผู้ฉลาดในการฝึกฝนอบรมอินทรีย์แล้ว การบรรลุมรรคผลนิพพานไม่ต้องไปถามใคร เหมือนเรารับประทานอาหารเอง รสอาหารเรารู้ อิ่มเรารู้ ขอให้ทำอินทรีย์ให้แก่กล้า มรรคผลนิพพานมันอยู่แค่ใจคุณนี่เอง

    หลวงปู่บุญจันทร์ จนฺทวโร วัดถ้ำผาผึ้ง อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -๓-ที่ทำให้อินทรีย.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  5. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,666
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +438
    “…เป็นพระไม่ใช่แค่เอาผ้าเหลืองมาห่มหรือมียศศักดิ์

    หากอยู่ที่การบรรลุธรรม ลด ละ สลัดความมักมากทิ้งไป…”

    มหาปุญโญวาท หลวงปู่จาม มหาปุญโญ ครบรอบ ๑๐๘ ปี ผู้มากมีบุญ

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  6. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,666
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +438
    ธรรมะ คือ เห็นความแปรปรวน เปลี่ยนแปลง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป การดับไปของสังขารทั้งปวง นั่นคือ เห็นธรรมชาติของสติสังขาร เห็นอย่างรู้ทัน เห็นอย่างรู้แจ้ง เห็นอย่างรู้ได้ เห็นแล้วเข้าใจ

    มหาปุญโญวาท หลวงปู่จาม มหาปุญโญ ครบรอบ ๑๐๘ ปี ผู้มากมีบุญ

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -คือ-เห็นความแปรปรว.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  7. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,666
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +438
    จุดท่ีสร้างเมรุจิตกาธานเป็นจุดท่ีองค์หลวงปู่มักจะเพ่งมองไว้ ดุจจะบอกไว้เป็นนัยยะ เอี้ยวศอมองเอาไม้เท้าชี้บอก (สรีระชิ้นสุดท้ายนี้ จะทิ้งมันไว้ที่ตรงนี้หล่ะ-แผ่นดินนี้เป็นท่ีรองรับขี้ฝุ่นผีมาโดยลำดับ)

    หลวงปู่จาม มหาปุญโญ ครบรอบ ๑๐๘ ปี ผู้มากมีบุญ

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg
    1520066886_70_จุดท่ีสร้างเมรุจิตกาธา.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  8. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,666
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +438
    “…ต่อไปเรื่องศพขององค์หลวงปู่ (องค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)ครั้นถึงเวลาเย็นในวันนั้น ก็กราบศพเอาเข้าหีบไม้ที่เห็นว่าเป็นหีบชั้นที่หนึ่งในสมัยนั้น แล้วก็เอาไว้ที่ศาลาโรงฉัน แล้ว ๓ ทุ่มตอนกลางคืนมีการสวดมนต์ ธรรมจักรบ้าง อนัตตลักขณสูตรบ้าง อาทิตตปริยายสูตรบ้าง ธรรมนิยามบ้าง อภิธรรมบ้าง วนไปวนมา และมีการฟังเทศน์ทั้งโยมทั้งพระรวมกันตอนกลางคืนด้วยทุกคืน

    ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์(จูม พันธุโล) เป็นประธาน แต่งพระเถระทั้งหลายเปลี่ยนวาระกันเทศน์เข้าคิว สมัยนั้นพระอาจารย์มหายังมิได้เข้าคิวเทศน์ดอก องค์ท่านกำลังเร่งความเพียร ออกไปวิเวกองค์เดียว ๗ วันจึงเข้ามาเยือนหนหนึ่งเป็นระยะ ๆ

    พระมาต่างทิศ บางวันถึง ๘๐๐ ก็มี บางวัน ๔๐๐ ขึ้นไป ๕๐๐ ๖๐๐ ๗๐๐ อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า ๔๐๐ ตลอด ๓ เดือน การขบฉันก็เหลือแหล่ ไม่มีโจรผู้ร้ายพอที่จะว่าเดือดร้อน

    ๗ วันที่เรียกว่าสัตตมวาร ในสมัยนั้น ทำบุญครั้งหนึ่ง แต่ก็เท่ากับว่าทำทุกวันอยู่ในตัวเพราะพระมาก ถ้าคิดเฉลี่ยแล้วเอา ๖๐๐ มาคูณ ๙๐ แล้วจะเป็นพระกี่องค์เล่า ก็เป็นพระ ๕๔,๐๐๐ องค์ทีเดียวละ

    พระมหาเถระ พระราชาคณะทางกรุงเทพมหานครก็มาหลายองค์อยู่ สมัยนั้นวัดป่าสุทธาวาสเป็นวัดกว้างขวางวังเวงเพราะยังไม่มีสวน ไม่มีบ้านท่านผู้ใด เป็นดงบ้าง เป็นป่าบ้าง กางกลดกางมุ้งอยู่ไหน ๆ ก็ได้ไม่คับแคบ

    ให้เข้าใจว่าองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต สิ้นลมปราณล่วงไป ๓๐ ปีกว่าเท่านั้น บ้านเมืองงอกมาหาวัดจนกลายเป็นวัดในเมืองไปแล้ว

    ครั้งพุทธกาลล่วงมา ๒๕๒๔ ปีแล้ว วัดเชตวัน วัดบุพพาราม วัดเวฬุวัน วัดนิโครธาราม กุฏาคารป่ามหาวัน เหล่านี้เป็นต้นครั้งพุทธกาลเป็นวัดป่าเป็นสวนมากทั้งนั้น มิหนำซ้ำที่ประสูติ ตรัสรู้ ที่ทรงแสดงธรรมจักร ที่ปรินิพพานเหล่านี้เป็นต้น ย่อมเป็นป่าเต็มภูมิทั้งนั้น เมื่อครั้งพุทธกาล พระพุทธศาสนาเกี่ยวกับป่า ๆ ดง ๆ ภู ๆ เขา ๆ ตลอดพระวินัยอนุศาสน์และพระสูตรต่าง ๆ แทบทุกสูตรที่เกี่ยวกับป่า ถ้าพวกเขาจะรังเกียจวัดป่าวัดภู ในพระไตรปิฎกเรื่องพระเมฆิยะเขาก็สร้างวัดบนหลังภูเขา ถวายพระครั้งพุทธกาลก็หลาย ๆ แห่ง ถ้าหากว่าพวกเราตัดป่าตัดภูเขาออกแล้ว พระไตรปิฎกก็ไม่ครบ เราวิ่งไปหน้าเดียวไม่มองคืนหลังเสียเลย ก็จะเลยเถิดแผนที่ ถ้าเขียนผิดก็ขออภัยแก่ท่านผู้รู้ทุกถ้วนหน้าและขอรับฟังพิจารณาคำตักเดือนโดยเคารพด้วยอยู่โดยทุกเมื่อ เพราะหวังดีผูกขาดแล้ว…”

    หลวงปู่หล้า เขมปัตโต

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg
    1520070551_796_ต่อไปเรื่องศพขององค์ห.jpg
    1520070551_521_ต่อไปเรื่องศพขององค์ห.jpg
    1520070551_800_ต่อไปเรื่องศพขององค์ห.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  9. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,666
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +438
    “หลวงพ่อชาเล่าว่าได้พบหลวงปู่มั่นแล้วเกิดความประทับใจและได้ฝากเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น”
    หลวงพ่อชา สุภัทโท พบท่านพระอาจารย์ใหญ่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และได้ฝากเป็นศิษย์ท่าน และได้แนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องตามธรรมวินัย ดังเรื่องราวที่หลวงปู่ชาได้เล่าถ่ายทอดให้พระเณรได้ฟังต่อไปนี้

    ในระหว่างที่จำพรรษาที่วัดเขาวงกฏ หลวงพ่อชาได้ฟังเรื่องราวของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต จากโยมคนหนึ่ง ซึ่งเคยไปนมัสการหลวงปู่มั่นที่สำนักวัดป่าบ้านหนองผือ ต.นาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร และได้เกิดความรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาในองค์หลวงปู่มั่น และตั้งใจว่าจะต้องไปศึกษาแนวทางการปฏิบัติจากท่านหลวงปู่มั่น

    เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงพ่อชาพิจารณาเห็นว่า พระถวัลย์มีความสนใจในการศึกษาตำรับตำรา จึงปรารภเรื่องวิถีชีวิตกันระหว่างเพื่อน พระถวัลย์ตกลงใจจะไปเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพฯ หลวงพ่อกับคณะพระภาคกลางรวมกันสี่รูป จึงออกเดินทางย้อนกลับมาที่อุบลราชธานี พักอยู่ที่วัดก่อนอีกระยะหนึ่ง แล้วจาริกธุดงค์มุ่งหน้าไปจังหวัดสกลนคร เพื่อไปยังเสนาสนะวัดป่าบ้านหนองผือ เพื่อรับการอบรมธรรมจากหลวงปู่มั่น

    ระหว่างการเดินทางไปสำนักหลวงปู่มั่น ได้แวะสนทนาและศึกษาตามสำนักต่างๆ ที่จาริกผ่านไปเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ และเปรียบเทียบแนวทางปฏิบัติของแต่ละสำนัก การเดินทางครั้งนั้น ผู้ร่วมทางบางคนในคณะเกิดท้อถอย เพราะมีความเหน็ดเหนื่อยและยากลำบากมาก ต้องเดินลัดเลาะป่าเขา เดินตามทางเกวียน ประกอบกับเป็นผู้ไม่คุ้นเคยต่อการเดินทางไกลนัก พระบางรูปจึงขอแยกทางกลับคืนถิ่นเดิม หลวงพ่อกับพระอีกสองรูปที่ไม่เลิกล้มความตั้งใจ ได้ออกเดินทางต่อ ในที่สุดก็ถึงสำนักของหลวงปู่มั่น เสนาสนะวัดป่าบ้านหนองผือ

    “ก้าวแรกที่หลวงพ่อเดินเข้าไปเห็นสภาพวัดป่าบ้านหนองผือ”
    ก้าวแรกที่ย่างเข้าสู่สำนักป่าบ้านหนองผือ หลวงพ่อรู้สึกประทับใจในบรรยากาศอันสงบร่มรื่นของสำนัก มองดูลานวัดสะอาดสะอ้าน กิริยามารยาทของเพื่อนบรรพชิตในวัดป่านี้เป็นที่น่าเลื่อมใส จึงเกิดความพึงพอใจยิ่งกว่าสำนักใดๆ ที่เคยเห็นเคยสัมผัสมา ยามเย็นวันแรกที่ไปถึง ได้เข้ากราบนมัสการหลวงปู่พร้อมศิษย์ของท่านเพื่อฟังธรรมร่วมกัน หลวงปู่มั่นท่านได้ปฏิสันถาร สอบถามเกี่ยวกับอายุ พรรษา และสำนักที่เคยได้ศึกษาปฏิบัติ

    “หลวงปู่มั่นล่วงรูวาระจิตหลวงพ่อชา”

    แปลกมากเมื่อมาถึงวัดป่าบ้านหนองผือ หลวงปู่มั่นท่านเทศน์อบรมเรื่องนิกายธรรมยุติกับมหานิกาย บังเอิญเป็นเรื่องที่หลวงพ่อชาสงสัยมานานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตลอดการเดินทางมาที่นี่หลวงพ่อชาก็ตั้งใจว่าจะเรียนถามถึงเรื่องสองนิกายนี้ แต่ยังไม่ได้ทันถามหลวงปู่มั่น ท่านก็เทศน์เรื่องสองนิกายก่อนเลย ทำให้หลวงพ่อชาขนลุกขนพองปลื้มปิติแปลกใจมาก เพราะท่านเพียงแต่คิดในใจท่านเท่านั้นเอง หลวงปู่มั่นท่านทำไมถึงทราบได้ ทำให้หลวงพ่อชามั่นใจในคุณธรรมปฏิบัติของหลวงปู่มั่นมากเป็นลำดับ จากนั้นท่านก็ให้โอวาทและปรารภถึงเรื่องนิกายทั้งสอง คือธรรมยุติและมหานิกาย ซึ่งเป็นเรื่องที่หลวงพ่อสงสัยอยู่มาก

    หลวงปู่มั่นกล่าวว่า “การประพฤติปฏิบัตินั้น หากถือเอาพระธรรมวินัยเป็นหลักแล้ว ก็ไม่ต้องสงสัยในนิกายทั้งสอง” เมื่อคลายความสงสัยในเรื่องนิกายแล้ว หลวงพ่อได้กราบเรียนถามปัญหากับหลวงปู่มั่น ซึ่งหลวงพ่อถ่ายทอดบทสนทนาของท่านกับหลวงปู่มั่นให้ศิษย์ฟังว่า

    “เกล้ากระผมเป็นผู้ปฏิบัติใหม่… ไม่รู้จะปฏิบัติอย่างไร… มีความสงสัยมาก ยังไม่มีหลักในการปฏิบัติเลยครับ” หลวงพ่อชาถาม

    “มันเป็นยังไง” หลวงปู่มั่นถาม

    “ผมหาทางปฏิบัติ… ก็เลยเอาหนังสือวิสุทธิมรรคขึ้นมาอ่าน มีความรู้สึกว่า มันจะไปไม่ไหวเสียแล้ว เนื้อความในสีลานิทเทส สมาธินิทเทส ปัญญานิทเทสนั้น ดูเหมือนไม่ใช่วิสัยของ มนุษย์จะทำได้ ผมมองเห็นว่ามนุษย์ทั่วโลกนี้มันจะทำตามไม่ได้ครับ มันยาก มันลำบาก มันเหลือวิสัยจริงๆ …” หลวงพ่อชาตอบ

    หลวงปู่มั่นจึงกล่าวให้ฟังว่า…..

    “ท่าน… ของนี้มันมากก็จริงอยู่ ถ้าเราจะกำหนดทุกๆ สิกขาบทในสีลานิทเทสนั้นนะมันก็ลำบาก แต่ความจริงแล้ว สีลานิทเทสก็คือสิ่งที่บรรยายออกมาจากใจของคนเรานั่นเอง ถ้าหากว่าเราอบรมจิตของเราให้มีความละอาย มีความกลัวต่อความผิดทั้งหมด เราก็จะเป็นคนที่สำรวมสังวรระวัง เพราะมีความละอายและเกรงกลัวต่อความผิด…

    เมื่อเป็นอย่างนั้น ก็จะเป็นเหตุให้เราเป็นคนมักน้อย และสติก็จะกล้าขึ้น จะยืนเดิน นั่ง นอนอยู่ที่ไหน มันจะตั้งอกตั้งใจมีสติเต็มเปี่ยมเสมอ ความระวังมันก็เกิดขึ้น…

    อะไรทั้งหมดที่ท่านศึกษาในหนังสือน่ะ มันขึ้นต่อจิตทั้งนั้น ถ้าท่านยังไม่อบรมจิตของท่านให้มีความรู้มีความสะอาดแล้ว ท่านจะมีความสงสัยอยู่เรื่อยไป…

    ดังนั้น ท่านจงรวมธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ที่จิต สำรวมอยู่ที่จิต อะไรที่เกิดขึ้นมา ถ้าสงสัย… ถ้ายังไม่รู้แจ้งแล้วอย่าไปทำ… อย่าไปพูด… อย่าไปละเมิดมัน” หลวงปู่มั่นแนะนำ

    คืนนั้น.. หลวงพ่อนั่งฟังธรรมร่วมกับศิษย์ของหลวงปู่มั่น เช่นหลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่มหาบัว หลวงปู่ผาง หลวงปู่แหวน จนกระทั่งถึงเที่ยงคืน จิตใจเกิดความสงบระงับเป็นสมาธิ ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินทางได้อันตรธานไปสิ้น…

    คืนที่สอง… หลวงปู่มั่นได้แสดงปกิณกธรรมต่างๆ ให้ฟังอย่างละเอียดลึกซึ้ง จนหลวงพ่อคลายความลังเลสงสัยในวิถีทางการปฏิบัติ มีความปลาบปลื้มปิติในธรรมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ในวันที่สาม หลวงพ่อได้กราบลาหลวงปู่มั่น แล้วเดินธุดงค์ลงมาทาง อ.นาแก จ.นครพนม

    จากการได้พบหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่วัดป่าบ้านหนองผือ เป็นประสบการณ์สำคัญที่นำวิถีชีวิตของหลวงพ่อชาเข้าสู่กระแสธรรมปฏิบัติอย่างถูกต้องและมั่นคง หลวงพ่อเล่าถึงบรรยากาศของการได้ สัมผัสหลวงปู่มั่น และสำนักป่าบ้านหนองผือแก่พระเณรในเวลาต่อมาว่า…

    “…ที่ผมได้ความรู้ความฉลาด จนได้มาแบ่งปันพวกท่านทั้งหลายนั้น ก็เพราะผมได้ ไปกราบครูบาอาจารย์มั่น… ไปพบท่าน แล้วก็เห็นสภาพวัดวาอารามของท่าน ถึงจะไม่สวยงาม แต่ก็ สะอาดมาก พระเณรตั้งห้าสิบหกสิบขณะฟังการอบรมธรรมจากหลวงปู่มั่น ทุกรูป เงียบ ! กริบไม่มีการไอการจาม นั่งโยกเยกไม่มีเลยขนาดจะถากแก่นขนุน ก็ยังแบกเอาไปฟันอยู่โน้น.. ไกลๆ โน้น เพราะกลัวว่าจะ ก่อกวนความสงบของหมู่เพื่อน…

    พระเณรที่นั่นพอตักน้ำทำกิจอะไรเสร็จ ก็เข้าทางจงกรม ของใครของมัน ไม่ได้ยินเสียงคุยกันอะไร อะไร นอกจากเสียงเท้าที่เดินเท่านั้นแหละ บางวันประมาณหนึ่งทุ่ม เราก็เข้าไปกราบท่านหลวงปู่มั่นเพื่อฟังธรรม ได้เวลาพอสมควรประมาณสี่ทุ่มหรือห้าทุ่มก็กลับกุฏิ เอาธรรมะที่ได้ฟังไปวิจัย… ไปพิจารณาปฏิบัติดู

    เมื่อได้ฟังเทศน์ท่านหลวงปู่มั่นแล้ว ไม่รู้เป็นไง มันอิ่มใจ เดินจงกรมทำสมาธินี่… มันไม่เหน็ดไม่เหนื่อย มันมีกำลังมาก ออกจากที่ประชุมกันแล้วก็เงียบ ! บางครั้งอยู่ใกล้ๆ กัน เพื่อนเขาเดิน จงกรมอยู่ตลอดคืนตลอดวัน จนได้ย่องไปดูว่าใคร ท่านผู้นั้นเป็นใคร ทำไมถึงเดิน ไม่หยุดไม่พัก นั่น… เพราะจิตใจมันมีกำลัง…” นี่แหละการได้อยู่ศึกษากับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ท่านมีคุณธรรมสามารถบอกสอนอบรมแนะนำให้เราปฏิบัติถูกทางตามอรรถตามธรรมเมื่อมรรคผลนิพพาน

    หลังจากกราบลาท่านหลวงปู่มั่นออกจากสำนักหลวงปู่มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือแล้ว หลวงพ่อกับคณะเดินธุดงค์รอนแรมพักภาวนา ตามป่าเขามาเรื่อยๆ ตามคำแนะนำของหลวงปู่มั่น ในขณะนั้นไม่ว่าจะเดินจงกรม หรือนั่งสมาธิอยู่ที่ใดก็ตามจิตของหลวงพ่อ มีความรู้สึกราวกับว่า หลวงปู่มั่นคอยติดตามให้คำแนะนำตักเตือนอยู่ตลอดเวลา… เพื่อมิให้ประมาทในธรรมปฏิบัติ

    ..หลวงปู่มั่นแนะนำให้หลวงพ่อชาไปฝึกกรรมฐานพิจารณาอสุภะที่ป่าช้าเพื่อขจัดกิเลสในจิตของตน..

    หลวงพ่อเกิดความสนใจ ใคร่จะศึกษาดูว่า การอยู่ป่าช้าจะช่วยขัดเกลากิเลสได้อย่างไร หลวงพ่อเล่าถึงประสบการณ์ที่ป่าช้าในครั้งนั้นว่า…

    ” …วันนั้นตอนบ่ายๆ ตั้งใจว่าคืนนี้จะไปภาวนาในป่าช้า พอจะไปจริงๆ ใจชักไม่อยากไปซะแล้ว ก็บังคับมัน คิดว่าถ้าจะตายก็ยอมตายเพราะมันลำบากนัก มันโง่นัก พูดในใจ อย่างนี้… พอไปถึงป่าช้า ปะขาวแก้วจะมาพักใกล้ๆ ก็ไม่ยอม ให้ไปอยู่ไกล ๆ โน่น ความจริงแล้ว อยากให้มาอยู่ใกล้ ๆ เป็นเพื่อนกัน แต่ไม่เอาเดี๋ยวตัวเองจะอาศัยเขา กลัวนักก็ให้มันตายเสียในคืนนี้ พอค่ำลง เขาหามศพมาฝังพอดี ทำไมถึงเหมาะเจาะอย่างนี้.. คิดอยากจะหนี.. เขานิมนต์ให้สวดมาติกาก็ไม่เอา เดินหนีไป… มันกลัว… เดินก็แทบไม่รู้สึกว่าเท้าแตะดิน

    สักพักก็เดินกลับมา เขาเอาศพฝังไว้ใกล้ๆ แล้วยังเอาไม้ไผ่ที่หามศพมาทำเป็นร้านให้นั่ง… จะทำอย่างไรดี… หมู่บ้านกับป่าช้าก็ไม่ใช่ใกล้ๆ กัน ห่างกันตั้งสองสามกิโล พอตะวันตกดิน ใจหนึ่งก็บอกให้เข้าไปอยู่แต่ในกลดท่าเดียว จะเดินไปหาหลุมศพ ก็เหมือนมีอะไรมาดึงขาเอาไว้ ความรู้สึกกลัวกลับกล้ามันฉุดรั้งกันอยู่

    พอมืดสนิทจริงๆ ก็มุดเข้ากลดทันที รู้สึกเหมือนมีกำแพงเจ็ดชั้น เห็นบาตรตั้งอยู่ข้างๆ ก็รู้สึกดีใจ ได้อาศัยบาตรเป็นเพื่อน นั่งอยู่ในกลดทั้งคืน ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย นั่งเงียบอยู่ จะง่วงก็ไม่ง่วง มันกลัว ทั้งกลัวทั้งกล้า นั่งอยู่อย่างนั้นตลอดทั้งคืนเลย พอสว่างขึ้น ก็รู้สึกว่า เรารอดตายแล้ว ดีใจจริงๆ ภายในใจเราอยากให้มีแต่กลางวันเท่านั้น ไม่อยากให้มีเวลากลางคืนเลย อยากฆ่ากลางคืนทิ้ง มันจะได้มีแต่กลางวัน…

    ตอนเช้า ไปบิณฑบาตคนเดียว หมาวิ่งตามหลังมาจะกัด แต่ก็ไม่ไล่ จะกัดก็กัดไปเลย ให้มันกัดให้ตายซะ หมาก็งับผิดงับถูก โยมชาวภูไท ไม่รู้จักไล่หมา เขาว่าผีมันมากับพระ หมาจึงได้เห่าได้กัด เขาจึงไม่ไล่มัน ช่างมัน ! เมื่อคืนนี้ก็กลัวจนเกือบตายทีหนึ่งแล้ว ตอนเช้านี้หมาจะกัด ก็เลยปล่อยให้มันกัดซะ ถ้าหากว่าแต่ก่อนเราเคยกัดมัน ก็ปล่อยให้มันกัดคืนซะ แต่มันก็งับผิดงับถูกอยู่อย่างนั้น บิณฑบาตกลับก็ฉัน พอฉันเสร็จ แดดออกมาบ้างรู้สึกอบอุ่นได้เดินจงกรม และพักผ่อนเอาแรงบ้าง คืนนี้จะได้ภาวนาให้เต็มที่ คงไม่มีอะไรน่ากลัว เพราะได้ทดลองมาคืนหนึ่งแล้ว

    พอบ่ายๆ ชาวบ้านหามศพมาอีกแล้ว เป็นผู้ใหญ่เสียด้วย เขาเอามาเผาไว้ใกล้ๆ ด้านหน้ากลด แล้วก็กลับบ้านกันหมด ช่วงหัวค่ำศพที่ถูกเผามีกลิ่นเหม็นตลบอบอวล จะเดินจงกรม ไปข้างหน้าก็ก้าวไม่ออก ที่สุดเลยเข้าไปในกลด… นั่งหันหลังให้กองไฟ ไม่คิดอยากนอนเลย ตาตื่นแข็งอยู่อย่างนั้น ตกดึกประมาณสี่ทุ่ม มีเสียงอยู่ข้างหลังในกองไฟ ดังเหมือนตกลงมา หรือหมาจิ้งจอกมากินซากศพ แต่ฟังอีกที เหมือนเสียงควายดังครืดคราดๆ …

    พอสักพัก มีเสียงเหมือนคนเดินเข้ามาหาทางด้านหลัง เดินหนักเหมือนควาย แต่ไม่ใช่… แต่จะเข้ามาก็ไม่เข้า เดินโครมๆ ออกไปทางปะขาวแก้ว นานประมาณครึ่งชั่วโมง เดินกลับมาอีกแล้ว เหมือนคนเดินจริงๆ ตรงดิ่งเข้ามาเหมือน จะเหยียบเราอย่างนั้นแหละ… หลับตาสนิทไม่ยอมลืมตา ให้มันตายทั้งหลับตานี่แหละ มันมาถึงใกล้ๆ หยุดกึก ! ยืนนิ่งอยู่เงียบๆ ข้างหน้ากลด รู้สึกเหมือนกับว่า มันเอามือที่ถูกไฟไหม้คว้าไปมาอยู่ข้างหน้า…

    ตายคราวนี้ละ ! พุทโธ ธัมโม สังโฆ ลืมหมด มีแต่ความกลัวอย่างเดียว เต็มแน่นเอี๊ยดอยู่ในใจ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีความกลัวเหมือนครั้งนี้เลย มันกลัวมาก เปรียบเหมือนกับน้ำที่เราเทใส่ในโอ่ง เทใส่มากจนเต็มมันก็ล้นออกมา ความกลัวเหมือนกัน มันกลัวมากจน หมดกลัว แล้วก็ล้นออกมา… ใจหนึ่งเลยถามว่า… ที่กลัวมากกลัวมายนัก มันกลัวอะไร ? กลัวตาย อีกใจหนึ่งตอบ

    แล้วความตายมันอยู่ที่ไหน… ทำไมกลัวเกินบ้านเมืองเขานัก… หาที่ตายดูซิ มันอยู่ไหน ความตายอยู่กับตัวเอง อยู่กับตัวเอง แล้วจะหนีไปไหนจึงจะพ้นมันล่ะ… วิ่งหนี ก็ตาย… นั่งอยู่ก็ตาย เพราะมันอยู่กับเราไปไหนมันก็ไปด้วย เพราะความตายมัน อยู่กับเรา.. กลัวหรือไม่กลัว.. ก็ตายเหมือนกัน หนีมันไม่ได้หรอก…

    พอคิดได้อย่างนี้เท่านั้น สัญญาพลิกกลับ… ความคิดก็เปลี่ยนขึ้นมาทันที ความกลัวทั้งหลายเลยหายไปปานพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ อัศจรรย์เหลือเกิน ความกลัวมาก ๆ มันหายไปได้ ความไม่กลัวมันกลับมาแทนในที่เดียวกันนี้ โอ… ใจมันสูงขึ้น… สูงขึ้นเหมือน อยู่บนฟ้านะ… เปรียบไม่ถูก พอเอาชนะความกลัวได้แล้ว ฝนเริ่มตกทันทีเลย ลมพัดแรงมาก แต่ก็ไม่กลัวตายแล้ว ไม่ กลัวต้นไม้กิ่งไม้มันจะหักลงมาทับ ไม่สนใจมันเลย… ฝนตกลงมาหนักเหมือนฝนเดือนสี่ พอฝนหยุด… เปียกหมดทั้งตัว นั่งนิ่งไม่กระดิกเลย… ร้องไห้…

    นั่งร้องไห้น้ำตาไหลอาบแก้มลงมาเพราะเกิดนึกไปว่า ตัวเรานี่ทำไมเหมือนคนไม่มีพ่อมีแม่แท้ มานั่งตากฝนยังกับคนไม่มีอะไร ยังกับคนสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง คนที่เขามีบ้านอยู่ดีๆ เขาคงจะไม่คิดหรอกว่าจะมีพระมานั่งตากฝนอยู่ทั้งคืนอย่างนี้ เขาคงจะนอนห่มผ้าสบาย คิดไปวิตกไป เลยสังเวชชีวิตของตน ร้องไห้น้ำตาไหลพรากๆ เอ้า… น้ำไม่ดีนี่ให้มันไหลออกมาให้หมด… อย่าให้มันมีอยู่

    เมื่อคิดได้อย่างนี้… เมื่อชนะความรู้สึกแล้ว ก็นั่งดูจิตดูใจอยู่อย่างนั้น ความรู้เห็นสารพัดเรื่องเกิดขึ้นมา… พรรณนาไม่ได้ คิดถึงพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ วิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน… ความทุกข์ที่นั่งตากฝน… ความกลัวที่มันหายไป ความรู้สึกต่อมาเป็นอย่างไร ก็รู้แต่เฉพาะเราเอง ใครอื่นจะมารู้ด้วย… นั่งพิจารณาอยู่ อย่างนี้จนสว่าง จิตมีกำลังศรัทธาขึ้น ส่วางขึ้นมา ลืมตาครั้งแรกมองไปทางไหนเหลืองไปหมด ลุกไปปัสสาวะ เพราะมันปวดตั้งแต่เมื่อคืน ปวดจนหายปวดไปเฉยๆ … ปัสสาวะออกมามีแต่เลือด รู้สึกตกใจเล็กน้อย คิดว่าไส้หรืออะไรข้างในคงขาดหมดแล้ว… ขาดก็ขาด… ตายก็ตายไปซิ… ตายเพราะการปฏิบัติอย่างนี้ก็พอใจตาย แต่ตายเพราะไปทำความชั่วซิไม่ค่อยดี ตายเพราะปฏิบัติ แบบนี้ตายก็ตาย…

    ในใจมันแย้งกันอยู่อย่างนี้ ใจหนึ่งมันเบียดเข้ามาว่าเป็นอันตรายอีกใจหนึ่งมันสู้ มันค้าน และตัดขึ้นมาทันที คืนนั้นฝนตกทั้งคืน วันรุ่งขึ้นจับไข้สั่นไปทั้งตัว แต่ก็อดทนออกไป บิณฑบาตในหมู่บ้าน บิณฑบาตก็ได้แต่ข้าวเปล่าๆ …”

    หลังคืนสยองผ่านไป โดยมิรู้ว่าอาคันตุกะลึกลับผู้นั้นคือใคร เหตุใดจึงมาเยี่ยมเยือนด้วยอาการดุร้ายน่ากลัวเช่นนั้น… หลวงพ่อไม่กล่าวถึงมัน ท่านกลับเน้นให้ศิษย์มองเห็นคุณค่าของการต่อสู้ให้ถึงที่สุด… สู้ชนิดเอาชีวิตเข้าแลก แล้วปัญญาความรู้แจ้งเห็นจริงจะเกิดขึ้นตรงนั้น ดังคำที่หลวงพ่อมักใช้ปลุกใจลูกศิษย์ว่า ไม่ดีก็ให้มันตาย… ไม่ตายก็ให้มันดี !

    เมื่อหลวงพ่อพักบำเพ็ญภาวนาอยู่ที่ป่าช้าได้เจ็ดวัน ก็มีอาการป่วยหนัก จึงออกมาพัก รักษาตัวที่สำนักท่านอาจารย์คำดี พักอยู่ประมาณสิบวัน อาการก็ทุเลาลง แม้ร่างกายอ่อนล้าเพราะพิษไข้ แต่จิตใจกลับกล้าแกร่งองอาจยิ่งนัก เพราะได้ฝ่าฟันอุปสรรคคือ ความกลัวตายในคืนนั้นได้ด้วยความอดทนและภูมิปัญญา

    หลังจากอาการไข้สร่างซาลง มีพละกำลังกลับคืนมา ก็กราบลาท่านอาจารย์คำดี เดินทางมาพักอยู่ในป่าใกล้บ้านต้อง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม พักอยู่ที่นั่นหลายวัน อาการไข้หายเป็นปกติ แต่อาการไข้ใจจากไฟราคะ ที่ถูกควบคุมความร้อนแรงไว้ด้วยการหลีกเร้นและภาวนา กลับถูกจุดให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง โดยม่ายสาวผู้รวยรูปลักษณ์และทรัพย์สิน นางมาถวายอาหารและพูดคุยด้วยทุกวัน จนจิตใจหลวงพ่อหวั่นไหวไปตามแรงจริตที่นางแสดงออก ซึ่งส่อถึงความรู้สึกอันพิเศษ เกินขอบเขตที่อุบาสิกาจะพึงมีต่อพระ…

    หลวงพ่อชั่งใจว่าจะเอาอย่างไรดีอยู่หลายวัน กระทั่งคืนหนึ่งขณะนั่งภาวนาพิจารณาไป สังเกตเห็นใจตัวเองเอนเอียงไปทางนางมากขึ้นทุกที จึงตัดสินใจลุกขึ้นเก็บบริขารในกลางดึกของคืนนั้น แล้วเดินไปปลุกปะขาวแก้ว ซึ้งกำลังหลับสบายอยู่ในกลด

    ปะขาวแก้วสะดุ้งตื่น ลุกขยี้ตา ถามอย่างงัวเงียว่า “ไปพรุ่งนี้ไม่ได้หรือครับ”

    “ไม่ ! จะไปเดี๋ยวนี้แหละ” หลวงพ่อตอบอย่างเด็ดขาด เพราะตรึกตรองดีแล้วว่า ถ้าไม่หนีคืนนี้ คงจะเสียทีแก่นางแน่

    หลายปีต่อมา หลังจากหลวงพ่อมาอยู่วัดหนองป่าพงแล้ว ครั้งหนึ่งท่านได้เยี่ยมลูกศิษย์ที่สำนักสาขาแถวบ้านต้อง ระหว่างพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับญาติโยม ท่านปรารภถึงความหลัง และพูดถึงการปฏิบัติของตัวเองในสมัยก่อนอย่างขำๆ ว่า… “การปฏิบัติของอาตมามันยากหลายแนว แต่แนวที่มันยากนำอีหลีก็เรื่องแม่ออก (เรื่องผู้หญิง) นี่ล่ะ”

    คืนหนึ่งในพรรษานั้น หลังทำความเพียรเป็นเวลาพอสมควร หลวงพ่อได้ขึ้นไปพักผ่อนบนกุฏิ กำหนดสติเอนกายลงนอน พอเคลิ้มไปเกิดนิมิตเห็นหลวงปู่มั่น เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ใกล้ๆ แล้วส่งลูกแก้วให้ลูกหนึ่ง พร้อมกับกล่าวว่า… “ชา… เราขอมอบลูกแก้วนี้แก่ท่าน มันมีรัศมี สว่างไสวมากนะ” ในนิมิตนั้น ปรากฏว่าตนได้ลุกขึ้นนั่ง พร้อมกับยื่นมือไปรับลูกแก้วจากหลวงปู่มั่นมากำไว้ พอรู้สึกตัวตื่นขึ้นแปลกใจมาก ที่พบตัวเองนั่งกำมืออยู่ดังในความฝัน จิตใจเกิดความสงบระงับผ่องใส พิจารณาสิ่งใดไม่ติดขัด มีความปลื้มปิติตลอดพรรษา

    หลวงพ่อกล่าวว่าหลวงปู่มั่น ท่านเป็นพระอริยเจ้าชั้นสูงมีภูมิจิตภูมิธรรมท่านสูง สามารถสั่งสอนศิษย์ทุกรูปทุกองค์ให้เข้านิพพานได้ ด้วยบารมีสติปัญญาท่านเฉียบแหลมคมยิ่งนักยากที่จะหาท่านผู้ใดเสมอเหมือนในปัจจุบัน

    หลวงปู่ชา สุภัทโท

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg
    1520074207_709_หลวงพ่อชาเล่าว่าได้พบห.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  10. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,666
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +438
    “ไปให้กลับ – เมื่อกระทำความชั่วแล้ว ก็ให้กลับตัวกลับใจ อยู่ในศีลในธรรม เป็นคนดี”

    “หลับให้ตื่น – เมื่อหลงลืมสติ ทำไปตามอำนาจของกิเลส ก็ให้มีสติ กลับมาอยู่ในความดี”

    “ฟื้นให้มี – เมื่อล้มไปแล้วก็ให้รู้จักฟื้นลุกขึ้นมาใหม่ อย่าท้อถอยต่อกิเลส”

    “หนีให้พ้น – หนีให้พ้นจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ต้องมีความเพียรสร้างคุณงามความดี มีสติรู้ทันทุกอย่าง”

    ขอน้อมกราบรับคติธรรมจากพระเดชพระคุณพระเทพมงคลญาณ(หลวงพ่อสนธิ อนาลโย)วัดพุทธบูชา
    “กรรมฐานกลางกรุง”

    -เมื่อกระทำคว.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  11. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,666
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +438
    “….ต้องรู้อยู่ตลอด….”

    “…ถ้าหากว่าเราเผลอไปนาทีหนึ่ง ก็เป็นบ้านาทีหนึ่ง เราไม่มีสติสองนาที เราก็เป็นบ้าสองนาที ถ้าไม่มีสติครึ่งวัน เราก็เป็นบ้าอยู่ครึ่งว้น เป็นอย่างนี้

    สตินี้คือความระลึกได้ เมื่อเราจะพูดอะไร ทำอะไร ต้องรู้ตัวเราทำอยู่ เราก็รู้ตัวอยู่ ระลึกได้อยู่อย่างนี้คล้ายๆ กับเราขายของอยู่ในบ้านเรา เราก็ดูของของเราอยู่ คนจะเข้ามาซื้อของ หรือขโมยของของเรา ถ้าเราสะกดรอยมันอยู่เสมอ เราก็รู้เรื่องว่าคนๆ นี้ มันมาทำไม เราจับอาวุธของเราไว้อยู่อย่างนี้ คือ เรามองเห็น พอขโมยมันเห็นเรา มันก็ไม่กล้าจะทำเรา

    อารมณ์ก็เหมือนกัน ถ้ามีสติรู้อยู่ มันจะทำอะไรเราไม่ได้
    อารมณ์มันจะทำให้เราดีใจ อยู่อย่างนี้ตลอดไปไม่ได้
    มันไม่แน่นอนหรอก เดี๋ยวมันก็หายไป จะไปยึดมั่นถือมั่นทำไม อันนี้ฉันไม่ชอบ อันนี้ก็ไม่แน่นอนหรอก

    ถ้าอย่างนี้ อารมณ์นั้นก็เป็นโมฆะเท่านั้น เราสอนตัวของเราอยู่ เรามีสติอย่างนี้เราก็รักษาอย่างนี้เรื่อยๆ ไป ตอนกลางวัน ตอนกลางคืน ตอนไหนๆ ก็ตาม…”

    หลวงปู่ชา สุภัทโท

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  12. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,666
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +438
  13. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,666
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +438
    “…ผู้ที่ภาวนาได้ยาก เพราะมองออกแต่ข้างนอก
    ไม่ได้ดูใจตัวเอง จิตจึงไม่สงบ…”

    คุณแม่จันดี โลหิตดี

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -เพร.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  14. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,666
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +438
    โอวาทธรรมหลวงตาม้า พระอาจารย์วรงคต วิริยะธโร

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -พระอ.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  15. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,666
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +438
    “…หลงป่า…”

    “…ท่านเดินทางเข้าไปในป่าลึกทางภาคเหนือ เดินวนเวียนอยู่ในป่าหลายวัน แล้วก็ไปพบชาวเขากำลังทำไร่ พวกเขาเห็นท่านก็สงสาร พูดขึ้นว่า…

    “…ท่านครับ ท่านจะมาหาความลำบากทำไม ป่านี้เป็นป่าใหญ่ พวกผมยังไม่กล้าเดินเข้าไปในที่ลึกๆเปลี่ยวๆ สัตว์ป่า ช้าง เสือ มีมาก อันตรายทั้งนั้น ถ้าท่านยังจะเดินบุกต่อไปอีกมีแต่ตายเปล่าๆ…”

    “…โยมเอย อาตมาหลงป่ามาหลายวัน ก็ยังน่าชื่นชม ถ้าอาตมาหลงโลกโยมจะชื่นชมมั้ย…”

    “…หลงโลกนี้หลงมานานแสนนานหลายภพหลายชาตินับไม่ได้ สร้างเวรสร้างกรรมไม่รู้จักเบื่อหน่าย ไม่คลายความกำหนัด พวกโยมที่ปลูกเผือกปลูกมันอยู่นี้ ไม่รู้จักเบื่อบ้างหรือ ?

    หลงทางหลงป่าเพียงสองสามวันเหนื่อยหน่อยเดี๋ยวก็หาทางออกเจอ แต่หลงโลกอันย้อมด้วยกิเลสเป็นเครื่องฉาบทานี้สิ โยมเอ๋ย ตายจากความดีอย่างเดียว ตายเข้าโลงแล้ว เขาเอาไปเผาไฟยังไม่รู้ตัวเลย…”

    ท่านพ่อลี ธัมมธโร

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  16. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,666
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +438
  17. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,666
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +438
  18. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,666
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +438
    “ข้อคิดจากหลวงปู่ชา สุภทฺโท”

    ……ภาวนาไม่ใช่ว่าจะไปนั่งหลับตาภาวนา บางคนก็มาวัดทุกวัน วันพระก็มานั่งหลับตาภาวนา พอกลับไปบ้านทิ้งเลย ทะเลาะกับลูกกับผัว ทะเลาะกับใครต่อใคร เขาเข้าใจว่าเวลานั้น เขาออกจากการภาวนาแล้ว

    เมื่อจะภาวนาก็มานั่งหลับตาเอาบุญน่ะ เอามาแสดงอวดกัน โชว์กัน ว่าฉันมาภาวนานะ แต่พอออกจากวัดไปแล้วบุญไม่ไปด้วย เอาแต่บาปไปเท่านั้น ไม่มีอดกลั้น ไม่ประพฤติธรรมไม่ปฏิบัติธรรม อะไรต่ออะไรหลายๆ อย่าง.

    -สุภท.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  19. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,666
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +438
    “…พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องความไม่มีอะไร ความไม่ได้อะไรจริงแท้แน่นอน ไม่รู้จะไปอวดอะไร มีนั่นมีนี่อวดกัน ไม่รู้ได้อะไรจากมัน อวดกัน ยิ่งฆราวาสอวดกันมีแต่กองทุกข์ ตายไปแล้วเอาไปด้วยไม่ได้ ไม่รู้จะหามาอวดกันเพื่ออะไร สู้เราทำความพากความเพียรไม่ได้ ละวางไม่สะสม ไม่เพิ่มพูน สำรวม ไม่ได้มันก็ยังดีกว่าส่งเสริมกิเลส สะสมความยึดมั่นถือมั่น….”

    โอวาทธรรมหลวงปู่เพียร วิริโย

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  20. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,666
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +438
    “ร่างกาย” ของเรานี้เป็น “เรือนมูตร เรือนคูถ” เป็น “อสุภะ” ร่างกายอันนี้ให้ชำนิชำนาญ เจริญให้มาก ทำให้มาก

    ให้มี “สติ” หรือ พิจารณาในที่ทุกสถาน ในกาล ทุกเมื่อ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ คิด พูด ก็ให้ “มีสติ” รอบคอบในกายอยู่เสมอ จึงจะชื่อว่า ทำให้มาก

    แบ่งส่วนแยกส่วน ออกเป็น ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม พิจารณาให้เห็นไปตามนั้น แต่อย่าละทิ้ง “หลักเดิม” ที่ตน “ได้รู้ครั้งแรก”

    ให้พิจารณาก้าวเข้าไป ถอยออกมาเป็น อนุโลม ปฏิโลม
    เข้าไปสงบในจิต แล้ว ถอยออกมาพิจารณากาย อย่าพิจารณากายอย่างเดียว หรือสงบที่จิตแต่อย่างเดียว

    พิจารณาอย่างนี้ชำนาญแล้ว ทุกสิ่งรวมลงเป็นอันเดียว ญาณสัมปยุตต์ คือ “รู้” เกิด จึงชื่อว่า “ยถาภูตญาณทัสสนวิปัสสนา” คือ ทั้งเห็นทั้งรู้ตามความเป็นจริง

    ขั้นนี้เป็นเบื้องต้น ในอันที่จะดำเนินต่อไป ไม่ใช่ที่สุด

    “สังขาร” ความปรุงแต่ง อันเป็นความสมมติว่าโน่นเป็นของของเรา โน่นเป็นเรา เป็น “ความไม่เที่ยง” อาศัย “อุปาทาน” ความยึดถือ จึงเป็น “ทุกข์”

    “อาการของจิต” ของขันธ์ ๕ ได้แก่ “รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ” ไปปรุงแต่งสำคัญมั่นหมาย ทุกภพ ทุกชาติ นับเป็น อเนกชาติเหลือประมาณ มาจนถึงปัจจุบันชาติ จึงทำให้ “จิตหลง” อยู่ตาม “สมมติ”

    “ธรรมชาติทั้งหลาย มีวิญญาณหรือไม่ก็ตาม เขาหากมี หากเป็น เกิดขึ้นเสื่อมไป มีอยู่อย่างนั้นทีเดียว”

    ความข้อนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงปฏิญาณพระองค์ว่า “เราไม่ได้ฟังมาแต่ใคร มิได้เรียนมาแต่ใคร” เพราะ “ของเหล่านี้ มีอยู่ มีมาแต่ก่อนพระองค์” ดังนี้

    “สังขาร” เป็น “อาการของจิต” เปรียบเหมือน “พยับแดด” ส่วนสัตว์เขาก็อยู่ประจำโลกแต่ไหนแต่ไรมา “ฐีติภูตํ จิตตั้งอยู่เดิมไม่มีอาการ” เป็น “ผู้หลุดพ้น”

    “สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา” “ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตน”

    พิจารณาให้เห็นแจ้งประจักษ์ตามนี้จนทำให้ “จิตรวมพึ่บลงไป” เห็นจริงแจ้งชัดตามนั้น “จิตรวมทวนกระแส” แก้ “อนุสัยสมมติเป็นวิมุตติ” หรือ “รวมลงฐีติจิต” อันเป็นอยู่ มีอยู่อย่างนั้น จนแจ้งประจักษ์ในที่นั้นด้วย “ญาณสัมปยุตต์” ว่า “ขีณา ชาติ ญาณํ โหติ” ดังนี้

    ในที่นี้ ไม่ใช่สมมติ ไม่ใช่ของแต่งเอาเดาเอา ไม่ใช่ของอันบุคคลพึงปรารถนาเอาได้ เป็นของที่เกิดเอง เป็นเองรู้เอง โดยส่วนเดียวเท่านั้น

    “วิมฺตติธรรม” มิใช่สิ่งอันบุคคลจะ “พึงปรารถนา” เอาได้ คนผู้ “ปรารถนาวิมุตติธรรม” แต่ “ปฏิบัติไม่ถูกต้อง” หรือ “ไม่ปฏิบัติ” มัวเกียจคร้านจนวันตายจะ “ประสบวิมุตติธรรมไม่ได้เลย” ด้วยประการฉะนี้

    หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -ของเรานี้เป็น-เ.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...