ธรรมะ จากเพจ พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย สายหลวงปู่มั่น, 4 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,883
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +439
  2. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,883
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +439
  3. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,883
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +439
  4. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,883
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +439
  5. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,883
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +439
    ๓๙๙.) ปฏิทินการอยู่จำพรรษาของหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ บันทึกไว้แต่พอสังเขป เพราะองค์ท่านเองก็จำไม่ได้ว่าอยู่ที่ใดบ้างทุกครั้งที่ถามท่านก็จะตอบว่า จำได้ไม่หมดหรอกมันหลายที่หลายปีหลายถิ่นแต่ขอบันทึกไว้ดังนี้
    ๒๔๘๒ วัดหนองน่อง บ้านห้วยทราย คำชะอี มุกดาหาร
    ๒๔๘๓ อยู่บ้านหินตั้ง มหาสารคาม
    ๒๔๘๔ อยู่บ้านสองคอน หล่มเก่าเพชรบูรณ์
    ๒๔๘๕ อยู่บ้านพุงต้อมยูวา เจริญธรรมสันป่าตอง เชียงใหม่
    ๒๔๘๖ โรงธรรมสามัคคี สันกำแพง เชียงใหม่
    ๒๔๘๗ อยู่วัดอุโมงค์ หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
    ๒๔๘๘ อยู่บ้านแม่เลี้ยงดอกจันทร์ ทางขึ้นดอยสุเทพ เชียงใหม่
    ๒๔๘๙ อยู่ป่าช้าบ้านหนองหอย หนองไคร้ เชียงใหม่
    ๒๔๙๐ อยู่วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่
    ๒๔๙๑ อยู่จอมทอง ถ้ำผาผั่วะ เชียงใหม่
    ๒๔๙๒ อยู่สวนลำใยพ่อน้อยมา สันกำแพง เชียงใหม่
    ๒๔๙๓ – ๙๔ อยู่วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่
    ๒๔๙๕ อยู่วัดเชตะวัน ลำปาง
    ๒๔๙๖ อยู่บ้านป่าเปอะ สารภี เชียงใหม่
    ๒๔๙๗ อยู่วัดสันติธรรม เชียงใหม่
    ๒๔๙๘ อยู่วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่
    ๒๔๙๙ อยู่วัดเกาะคาสำราญนิวาส ลำปาง
    ๒๕๐๐ อยู่แม่ทะถ้ำพระสบาย ลำปาง
    ๒๕๐๑ อยู่วัดร้างเมืองลำปางหลวงเก่า ลำปาง
    ๒๕๐๒ – ๐๓ อยู่บ้านหัวฝาย สันทราย เชียงใหม่
    ๒๕๐๔ อยู่วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่
    ๒๕๐๕ – ๐๖ – ๐๗ อยู่ป่าช้าปากทางแม่แตง เชียงใหม่
    ๒๕๐๘ – ๐๙ อยู่วัดช่อแล แม่แตง เชียงใหม่
    ๒๕๑๐ อยู่วัดหนองน่อง บ้านห้วยทราย มุกดาหาร
    ๒๕๑๑ – ๑๒ – ๑๓ อยู่วัดช่อแล แม่แตง เชียงใหม่
    ๒๕๑๔ – ปัจจุบัน อยู่วัดป่าวิเวกวัฒนาราม บ้านห้วยทราย มุกดาหาร

    ๔๐๐.) วันหนึ่งองค์หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ ขณะนอนพิจารณาอยู่ถึงครูบาอาจารย์ที่องค์ท่านได้พานพบได้ประสบผ่านมาหลายรูปหลายองค์นั้นแล้วองค์ท่านปรารภว่า
    “ ครูบาอาจารย์เราเคารพบูชาอย่างที่สุด ก็มรณะไปหมดแล้ว เหลือไว้แต่บุญคุณให้ได้ระลึกบูชา คนเราจะเป็นบัณฑิตนักปราชญ์อย่างใดนั้น ก็ต้องมีจิตใจชอบพอในการกราบไหว้บูชาระลึกในบุญคุณของบัณฑิตนักปราชญ์ ครูบาอาจารย์ในทางนั้น เพราะท่านพาเดินมาก่อน คนที่ไม่บูชาใคร ๆ เลยนั้น จะเป็นปราชญ์มิได้เลย บวชเข้ามาก็ยากที่จะเป็นนักบวชที่ดีได้ ”

    ๔๐๑.) ลัทธิหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ
    * ไม่พนมมือให้พร (สืบจากธรรมเนียมของท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส)
    * ใส่บาตรเสร็จแล้วค่อยสวดพาหุงฯ หากโยมไม่ขอก็ไม่มีการสวด การสวดปริตรมงคล ไม่สวดมาก
    * นิยม ผ้า ๕ ขันฑ์ ไม่นิยมนุ่งผ้าอาบน้ำแทนผ้าสบง (เว้นตอนแก่อายุมาก นุ่งผ้าอาบน้ำบ้างในช่วงที่เป็นริดสีดวงทวาร แต่ก็บ่นรำคาญหลายครั้ง)
    * ชอบฉันจังหันจำพวกอาหารเส้นและน้ำ
    * ใช้ผ้าควรสลับข้างทุกวัน กลัดรังดุมทุกครั้งออกจากวัด
    * ฤดูหนาวซ้อนสังฆาฏิบิณฑบาต , ที่รักษาผ้าไม่ดีควรรักษาผ้าครองทั้งวันคืน
    * นุ่งสบงขันฑ์ยามเข้าบ้าน ใช้ประคตถนอมใช้การผูกปมสลับข้างกัน
    * ซักผ้าตากแห้งแล้วให้เก็บไว้ อย่าทิ้งไว้ แม้ผ้าอื่นๆ ก็ตาม
    * สิ่งใดเป็นประโยชน์แก่ศิษย์เป็นอันท่านทอดสะพานไว้ให้พร่ำสอน โดยตรงมิปิดบังอำพรางหรือมีเงื่อนงำแต่อย่างใด

    * ปฏิปทาหรือนิสัย ก็เข้ากันได้ทั้งศิษย์และอาจารย์
    อาจารย์ไม่ถือตน
    ศิษย์ไม่เกรงกลัวเกินไป
    พระผู้น้อยอยู่ในนิสสัยวัตต์ ต้องขยันในข้อวัตรแลความงดงามของตน
    * การขบฉัน พร้อมกันนั่งเรียงลำดับวัสสา ครูบาอาจารย์ฉันก่อนไม่พูดขณะฉัน พูดด้วยจำเป็น มีสติอยู่ทุกเมื่อ หยิบ – ดู – ฉัน – จับ – วาง – หัก – ฉีก – ขบ
    เคี้ยว – กลืน – คาย – เหยียด – คู้ – แลซ้ายขวา
    อ้าปาก – ปิดปาก – เฉย
    * เป็นนักบวชอย่าหยาบคายกระด้างมากด้วยมานะ อย่าให้ลำบากในการที่จะอยู่กับหมู่พวก บริขาร – ข้าวของ – ที่อยู่ – คฤหัสถ์ อย่าหวงแหน
    * คนพาลย่อมปรารถนาจะยกย่องคุณของตนเพราะว่า
    ต้องการแวดล้อมจากผู้คน พระเณร
    ต้องการเป็นใหญ่ในอาวาส เพราะเราคนเดียว
    ต้องการการเคารพจากตระกูล
    มีความคิด ริษยา มานะ ทิฏฐิ
    การยกย่องคุณของตน – ว่า ตนมีศรัทธา มีศีล มีสุตตะ อยู่วิเวก
    มีสติ มีวิริยะ มีจิตมั่นคง มีปัญญา
    มีกิเลสน้อย หรือที่สุดอุตริ ว่าเป็นอรหํอริยะ

    * กิริยาอย่าให้เป็นมายาอย่าเป็นการขึ้นข้อต่อครู
    อิริยาบถต้องสม่ำเสมอ – กายอาการ – ๑
    – พละ ๕ – ๑
    – อิทธิบาท ๔ – ๑
    – อดทน – ๑ (อด – ทน – สละออกด้วยปัญญา)

    * ในลาภสักการะเมื่อได้มาพระเณรไม่แจกกันใช้กันฉันแล้วใครเล่าจักมาแบ่งให้ แต่ไม่บังคับ เพราะเป็นเรื่องศรัทธา แต่จะให้ใครก็สุดแท้
    * การเว้นอาหารมิควรทำแต่ให้ลดปริมาณลงมาประมาณอาหาร การอดอาหารทำให้กำลังกายน้อย ก็ขาดข้อวัตรอื่นอีก แม้จะอดอาหารก็อย่าได้ตกในประโยชน์ตนและประโยชน์หมู่
    * การฉันอิ่มมากอึดอัด น้อยนักไม่อิ่ม ให้พอดีกับธาตุขันธ์ของตนนั่งอยู่หัวแถวอย่าอิ่มเร็วนัก พระเล็กเณรน้อยจะอาย และระเบียบการขบฉันก็จักไม่มี พระเล็กเณรน้อยให้มั่นใน อิ่มก่อน นอนที่หลัง ตื่นก่อน ฉันที่หลัง ให้ระวังว่าจะถูกใช้ให้ทำอะไร

    * รู้จักสังเกตดูครูอาจารย์ว่าอะไรต้องการอย่างไร บริโภค ๒ – ๔ อย่าง นั้นถูกธาตุถูกธรรมอย่างไร
    การฉัน, การใช้, การพักผ่อนอิริยาบถ
    * การฉันก็ควรฝึกหัดในธุดงควัตร รวมกันในบาตร

    * กายอย่าให้สูงกว่าอาจารย์
    การรับของ นั่งรับ
    ยืนรับต้องย่อตัว
    เดินอยู่ซ้ายมือ
    กิริยาจะหละหลวมมิได้ วิสาสะ คุ้นเคยมิได้เด็ดขาด อย่าได้ส่อมารยาททราม ต้องละเอียดในตนทุกคน

    * ความกว้างขวางในปัจจัย ๔ เป็นเครื่องป้องกันภัย
    * ถูกติเตือนหรือชมเชยต้องน้อมหาตน – น้อมหาหมู่คณะ
    * สังวร ๔ ให้มากใน – การศึกษา
    – ครูอาจารย์
    – หมู่คณะ
    – คฤหัสถ์ญาติโยม
    * มอบตัวแก่ธรรม ปลุกเสกใจให้เห็นภัยของการเกิดการตาย

    * การบวชมิใช่ของเล่น อย่าให้เสียเปล่าให้ระลึกเสมอว่าการบวชเป็นช่องทางที่จะไม่ทำตนเองให้เนิ่นช้ามิใช่จะมาบวชเล่น บวชลวง บวชหลอก บวชหลบ มิใช่จะมาบวชหวังอามิส หรือ เอาการบวชเปลี่ยนชื่อเสียงเกียรติยศของตน
    * อยากได้ธรรมะอย่าได้ลืมอนุศาสน์และตจปัญจกกรรมฐาน
    * แมลงวันมันชอบคูถมูตร ผีเสื้อมันชอบเกสร แมงผึ้งแมงมิ้มมันชอบน้ำหวาน
    * หากไม่พูดก็ว่าไม่สอน
    พูดมากสอนมากก็จะเบื่อจะหน่ายกันได้
    ทำดีรักษาตนเอง ดีก็พอยกย่องอยู่บ้าง
    เราบวชกันนี้ทุกคนต้องศึกษา ศาสนามีบอกชี้ช่องหนทางเอาไว้อยู่

    * จะไปไหน อยู่ไหน อย่าข้ามหัวหางครูบาอาจารย์
    * การอยู่วิเวกด้วยข่มใจ ให้พอใจ – การฉันให้ง่าย อยู่ให้ง่าย

    * “ ผู้ข้าฯ ตาย ไม่ต้องสวดศพ เพราะกุสลามาติกา ผู้ข้าฯ ก็สวดได้แล้ว ไม่ต้องทำบุญอุทิศให้ เพราะทำดีเอาไว้พอควรแก่การได้ไปสู่ภพสุคติรักษาตัวเองได้อยู่ ให้ห่วงแต่สูเจ้าผู้อยู่เท่านั้น ตายแล้วให้เผาในระยะเวลาอันควรทันที อย่าเก็บศพเอาไว้นานกระดูกขี้เถ้าให้ขุดหลุมฝังเสียหรือจะเอาไปหว่านลงแม่น้ำโขงก็ได้ ”

    ัดจากธรรมประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ : วัยสุดท้ายบ่พ่ายแพ้แก่ตน

    -ปฏิทินการอยู่จำพรร.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  6. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,883
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +439
    ๔๐๒.) ปฏิปทาเมื่ออายุยังหนุ่มพรรษายังน้อย องค์หลวงปู่มีนิสสัยปฏิปทามักน้อย สันโดษ ชอบแสวงหาความสงัดวิเวกอยู่ตามป่าตามเขา ชายทุ่ง เลาะริมน้ำ ป่าช้า ป่ารก สวนป่าห่างไกลผู้คนสิ่งสัตว์รบกวน ไม่ชอบคลุกคลีกับหมู่คณะหรือแม้แต่กับญาติโยม เมื่อใดสบเหมาะโอกาสองค์ท่านต้องหลีกหนีให้ห่างไกลจากหมู่ผู้คนคณะหมู่เพื่อนภิกษุสามเณร

    ปฏิปทาอันหนึ่งที่องค์ท่านระมัดระวังเคร่งครัดก็คือ การเลือกคบหมู่ คบหมู่ได้ยาก เหตุเพราะวัยต้นๆ เริ่มออกธุดงค์นั้นหมู่เพื่อนขององค์ท่านมีแต่ขี้กะโล่โลเลไม่เอาจริง ใจไม่ถึง จึงเป็นเหตุให้กระเทือนมาถึงตัวท่านด้วยมีแต่พวกกลัวตายน้ำใจฝ่อ
    “ ไปด้วยกันแต่ ๒ องค์ขึ้นไป อยู่ด้วยกันแต่สององค์ขึ้นไปแล้วคนหนึ่งจะอยู่คนหนึ่งจะไป หรืออีกคนสู้อีกองค์ถอย มันก็ลำบาก หากเป็นตายไปกับเราเองก็มั่นคง ไม่ต้องมีอะไรมาให้วิตกกังวลห่วงหน้าห่วงหลัง จะได้หมู่เดินธุดงค์ด้วยกันสักองค์มันหาได้ยากนัก เพราะจะหาผู้ที่มีจริตนิสสัยคล้ายกัน รู้ใจกัน มีธรรมะเสมอกัน หรือผู้อาวุโสกว่ามีธรรมะพอที่จะคุ้มครองรักษาได้นั่นหายากยิ่งนัก ”

    ๔๐๓.) “ ไปธุดงค์กับท่านอาจารย์ชอบ (ฐานสโม) ได้ความดีกว่าไปกับองค์อื่น
    ไปกับท่านอาจารย์น้อย (สุภโร) ก็ได้ความดี
    ไปกับท่านอาจารย์ตื้อ (อจลธมฺโม) เปรตผีไม่กล้ามาใกล้ เทวดาเบื้องต่ำก็กลัวหนีไปเสียไกล
    ท่านอาจารย์ชอบ (ฐานสโม) เคยเป็นลูกศิษย์พระมหากัสสปะเถระ
    ท่านอาจารย์น้อย (สุภโร) เคยเป็นลูกศิษย์พระอนุรุทธ
    ท่านอาจารย์ตื้อ (อจลธมฺโม) เคยเป็นลูกศิษย์พระองคุลิมาล ”

    เมื่อออกพรรษาแล้วก็จะนัดหมายกันว่าจะออกธุดงค์กันช่วงใด บางทีก็นัดพบปะกันบ้านนั้นบ้านนี้ ไม่รบกวนกัน ไม่อ่อนแอท้อแท้ ตายเป็นตาย เพราะสละแล้ว ชีวิตนี้สมัยเป็นหนุ่มน้อย ไม่นึกคิดอะไรหรอกมุ่งแต่ธรรมะที่จะพาให้หลุดพ้น ทุกข์ยากลำบากอย่างใดก็ไม่ย้านไม่บ่นว่า ป่าดงพงไพรหมู่บ้านบิณฑบาตไกลแสนไกลก็ดั้นด้นไปเพื่อให้ได้ที่สัปปายะเหมาะแก่การเจริญภาวนา กลัวทุกข์กลัวยากกลัวผีกลัวป่า ไม่เคยมีมาหรอก เสือไม่กลัว แต่กลัวที่สุดคือกลัวช้างป่า ช้างบ้านที่เขาเลี้ยงลากซุงพอสู้ทนได้ แต่ช้างป่านี้ต้องหนีให้ไกล เรื่องกลัวช้างทำอย่างใดก็ไม่หายกลัว มาจนอายุแก่เฒ่าแล้วนี้เห็นก็ยังกลัวอยู่

    คราวหนึ่งอยู่บ้านยางแดงใกล้บ้านป่าแต้งก่อนที่ท่านอาจารย์ขาว (อนาลโย) จะลงมาอยู่อีสานเดินไปลัดไปตามทางช้างท่านอาจารย์ขาวเพิ่นก็เดินไปก่อน ผ่านช้างฝูงนั้นไปได้สบาย ช้างป่าฝูงนั้น ๗ ตัว มันได้ยินเสียงคนเดินมันก็หยุดนิ่งเฉยอยู่ ทีแรกก็ไม่รู้จักว่าช้างมันยืนอยู่นึกว่าเป็นก้อนหินตั้งอยู่ พอไปอยู่กลางฝูงจึงรู้จักเพราะมันปล่อยลมหายใจฟืดออกมา ถ้าไปคนเดียวคงจังงังกระด้างตายคาที่เป็นแน่ แต่นี่ท่านอาจารย์ขาว (อนาลโย) เพิ่นร้อง “ บอกมาเถอะอ้ายน้องเราไม่ทำอะไรให้หรอก ”

    ๔๐๔.) คราวนั้นแหละท่านอาจารย์ขาว เพิ่นได้พิจารณาให้ เราก็ว่า “ ท่านอาจารย์พิจารณาบุพพกรรมของผมด้วยเถิดทำไมกลัวช้างนัก ” พอวันรุ่งขึ้นเพิ่นพิจารณาได้ความว่า “ เป็นเพราะบาปกรรมที่เคยขี่หลังช้างทำสงครามมาหลายภพชาติ บังคับขู่เข็นช้างให้มันกลัวเอาขอสับหัวมัน เอาไฟขู่จะเผามันให้มันตกอยู่ในอำนาจ มาชาติชีวิตนี้จึงได้รับบุพกรรมอันนั้น ”

    ได้ไปธุดงค์กับท่านอาจารย์ขาวครั้งสุดท้าย เก็บความได้มากเพราะเพิ่นเคยเป็นพี่ชายมาหลายภพชาติ เคารพนับถือกันมา ภูมิธรรมของเพิ่นในชีวิตนี้ก็สมแล้วกับชื่อกับนามคุณของเพิ่น ถ้าไปกับท่านอาจารย์ชอบ (ฐานสโม) เพิ่นก็จะถามว่า
    “ กลัวตายไหมจาม ”
    “ ไม่กลัวครับ ”
    “ กลัวอะหยัง ”
    “ กลัวช้างป่าครับ ”
    “ โห๊ะ ตุ๊ขี้ย๊อด ”
    “ ไป๊ไปเถอะ ตายเป็นตาย เกิดมาต้องตายอยู่แล้ว ”

    ไปกับท่านอาจารย์ชอบ นี้คุยกันน้อยที่สุด เพิ่นสอนให้กำหนดจิตภาวนา ให้มีสติเดินตากแดดตากฝนไปกันตามเรื่อง เข้าดงเข้าป่าสัตว์ป่าสัตว์ร้ายก็หลบไป บางทีเยี่ยวเสือมันยังเป็นฟองอากาศยังอุ่นๆ อยู่ แตกฟองบ๊อกแบ๊ก เสือใหญ่ เสือน้อย ช้างป่า หมาใน หมี หมูลืงหมูป่า สัตว์ร้ายต่างๆ มากมายตามเรื่อง

    การไปกับหมู่มันกังวล หากจะไปต้องไปกับคนที่ถูกคอกันจึงไปกันได้ เพราะหมู่เพื่อนเป็นพรหมจรรย์อย่างหนึ่ง เป็นทางมาของความสุขสงบเยือกเย็น จิตสบายวิเวก กายสบายวิเวก ที่ว่าดีก็คือหากมีปัญหาจะอะไรเกิดขึ้นภายในพ้นวิสัยที่เราจะแก้ไขได้ด้วยตัวเองก็พออาศัยผู้เป็นครูบาอาจารย์ อาวุโสกว่า อาวุโสกว่าไม่ได้เรื่องไม่ได้ความก็มี ถอยหลังกรูดๆ

    การไปธุดงค์จะได้ประโยชน์อย่างมากที่สุดนั้นจิตภายใน กายภายนอกต้องสงบสุขอยู่ได้ในตัวเองทั้งภายนอกและภายใน สมาธิมั่น ปัญญาเกิด จึงว่าจะไปกับหมู่หรือจะไปกับเงา ก็ให้ดูประโยชน์ให้ได้ประโยชน์ อยู่คนเดียว ไปคนเดียว ไม่ขี้คร้าน ไม่ประมาท ทุกกิริยาการเคลื่อนไหวไปมาก็อยู่ผู้เดียว ทรมานตนดัดตนอยู่เสมอ ฝึกหัดขัดเกลาตนอยู่ ยินดีพอใจอยู่กับสงัดวิเวก ไม่ละมูลธรรมกรรมฐาน ตั้งใจจดจ่อเจริญภาวนาของตนไปตามบุญตามกรรมวาสนาบารมีของตน

    ๔๐๕.) พอรู้จักใจเจ้าของได้แล้ว ทีนี้ จะอยู่ท่ามกลางหมู่เพื่อนก็รักษาอารมณ์ไว้ได้ เพราะจิตมีฐานมีบาทมีที่อยู่ บางครั้งก็ได้เกี่ยวข้องกับหมู่เพื่อน ผู้คน บางครั้งก็อยู่ตัวคนเดียว เที่ยวไปคนเดียว เป็นผู้เดียวอยู่ตลอด เอากรรมฐานมาทรมานตน จนที่สุดจิตก็ปราดเปรียว มีสติมีปัญญาคุ้มครอง อยู่ผู้เดียวได้ตลอดจะอยู่กันหมู่ก็อยู่ได้สบาย เพราะมีความสงบเยือกเย็นเบิกบานอยู่ กายได้พัก จิตได้พัก ก็ได้กำลังขึ้นมาทั้งกายทั้งจิต การถือธุดงควัตร อันได้แก่
    การถือผ้าไตรจีวร
    การถือเที่ยวบิณฑบาต
    การฉันหนเดียว
    การฉันในบาตร
    การถือเนสัชชิก
    การถือผ้าบังสุกุล
    การบิณฑบาตตามแถว
    การห้ามอาหารที่ส่งมาภายหลัง
    การอยู่ป่า การอยู่รุกขมูล การอยู่ป่าช้า การอยู่เสนาสนะที่จัดให้ การอยู่ในที่แจ้ง

    ธุดงควัตร ๔ ข้อแรกนั้นท่านว่าสมัยหนุ่มจนอายุได้ ๗๐ ปีปลาย จึงได้ผ่อนลงส่วนเนสัชชิกนั้นจะทำทุกวันพระ ข้อธุดงค์นอกนั้นก็ผ่อนสั้นผ่อนยาวไปตามกาลเพราะบางข้อมิอาจปฏิบัติได้ตลอดด้วยเหตุว่า มีเหตุปัจจัยหลายอย่างบังคับ แต่ก็ทำได้ครบทุกข้อ รู้ลึกซึ้งถึงประโยชน์แต่ละข้อได้อย่างแจ่มชัด

    ัดจากธรรมประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ : วัยสุดท้ายบ่พ่ายแพ้แก่ตน

    -ปฏิปทาเมื่ออายุยัง.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  7. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,883
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +439
    ๑๓๙.) อายุ ๓๒ ปี อยู่จำพรรษาสำนักสงฆ์บ้านโนนผักเนาสองคอน อำเภอหล่มเก่าเพชรบูรณ์ พรรษาปีที่แล้วนั่งภาวนาในนาข้าวรู้สึกว่าดี ปีนี้เดือน ๙ เดือน ๑๐ น้ำเต็มนาแล้วก็เป็นน้ำไหลมิใช่น้ำขังเพราะมันไหลลงมาแต่ภูเขาแล้วผ่านที่นาที่สูง ไหลผ่านลงไปที่ต่ำน้ำก็ล้นคันนาขั้นบันไดของชาวบ้านลงไปเป็นทอด ๆ ก็ตกลงนั่งภาวนาในน้ำอีกเหมือนปีที่แล้ว น้ำใสสะอาด เพราะเรามาคิดว่าความเย็นสบายของน้ำน่าจะดับความทุรนทุราย ความง่วงหงาว หาวนอนได้ แก้ไขความเมาหลับเมานอนของตนได้ เหตุเพราะถือนอนน้อยทำให้มันง่วงมาก
    ทำอยู่อย่างนั้น เอาหนักกว่าเมื่อครั้งอยู่มหาสารคาม แต่หัวค่ำ ๓ ทุ่ม ๔ ทุ่มบางวันก็เที่ยงคืน ขึ้นมาเปลี่ยนผ้าพักหลับนอน ตี ๓ ตี ๔ ลงไปอีก ใกล้สว่างตี ๔ กว่าก็ขึ้นมารักษาผ้าครอง เราก็ทำของเราคนเดียวลับ ๆ มิให้ใครรู้ได้ตลอดพรรษา การเอาจริงเอาจังเกินไป พอเอาเข้าแท้ ๆ ก็ไม่เป็นผล ปรับเปลี่ยนอุบายใหม่ การนั่งภาวนาในน้ำนี้ มันเจ็บตอนเวลากุ้งเอาหนามหัวมันแทง เราก็สะดุ้งเอา สะดุ้งเอา ปลาตัวน้อยมันก็มาตอดตามเนื้อตามตัว น้ำมันมากเต็มนาเพียงคอ เรานั่งตัวก็จะลอยขึ้นมาต้องเอามือสองข้างจับกอข้าวเอาไว้ กำกอข้าวไว้ หากมันง่วงสัปหงกหน้าก็จุ่มลงในน้ำก็รู้สึกดีขึ้น ตื่นตัวขึ้น เราทรมานมันอยู่นี้การภาวนาก็ได้ผลดีขึ้นพอสมควร รู้ตัวเองขึ้น ทีนี้ก็ปรับอุบายในการภาวนา เพราะองค์พระพุทธเจ้าทรงพร่ำสอนว่า “ จิตเป็นของยากเป็นของหยาบต้องฝึกหัดทรมานให้เหมาะสมกับจริตนิสสัยของตน เหมือนกับการฝึกสัตว์ที่ฝึกยาก ต้องใช้อุบายในการฝึกอย่างหยาบแต่ต้องพอเหมาะพอควร ”
    เรามาพิจารณาว่า “ จิตมุ่งมั่นอยากเกินไป ก็เป็นจิตของสมุทัย มิใช่ จิตของมรรค ” ปรับใหม่ให้อิริยาบถทั้ง ๔ ตั้งอยู่อย่างพอเหมาะ ยืน เดิน นั่ง มากหน่อยให้หลับนอนบ้าง แต่จำกัดมิให้เกิน ๔ ชั่วโมง ทีนี้กายก็เบา ใจก็สบาย กำหนดพิจารณาดูธาตุก็ชัดเจน ดูอสุภะอสุภังของรูปของนามก็ชัดเจน หรือจะสงเคราะห์ลงใน ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา ก็พอเป็นไปได้ ความหดหู่เซื่องซึม ความง่วงหงาวหาวนอนก็น้อยลงเป็นลำดับ เหลือแต่ปัญญาเราไม่พอ จึงได้แค่อบรมสติให้มาก มีสติอยู่เสมอตลอดเวลา ก็ต่อสู้โดยลำพังของตัวเองโดยตลอดพรรษานั้น

    ๑๔๐.) พ.ศ. ๒๔๘๔ อยู่จำพรรษาที่บ้านสองคอน อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ปีนี้ทุกข์กับการออกไปบิณฑบาตเพราะต้องเดินผ่านทุ่งนาหน้าฝนหน้าน้ำหมอกน้ำเหมย เดินไปตามคันนายามตอนเช้า ชายผ้าจีวรเปียกทุกวัน เปียกตั้งแต่ครึ่งขาลงไป ไปอาศัยบิณฑบาตอยู่บ้านโนนผักเนาอยู่คนละฟากทุ่งกับวัด
    พรรษานี้ถือเนสัชชิก อดนอนผ่อนอาหารฉันน้อย ภาวนาสะดวก กายเบาสบายแต่จิตใจไม่ค่อยลงหาความสงบเพราะหนักไปทางปัญญาพิจารณา เดินออกบิณฑบาตตอนเช้า เดินไปจะตกคันนา เซตกลงร่องนาก็หลายครั้งเพราะมันง่วงนอนเกินไป ทีนี้กำหนดขอบเขตใหม่ ให้ร่างกายมันนอนให้นอนแต่น้อยสุด รู้สึกตัวแล้วต้องลุกรวมแล้วทั้งวันรอบวัน นอนประมาณ ๒ – ๓ ชั่วโมง นอนน้อย ฉันน้อย ลดกำลังกายให้นอนตื่นแล้วต้องลุก ยกจิตพิจารณานอกในอยู่ตลอดแก้ไขอยู่ตลอด ภาวนาจึงพอได้ความบ้าง สะดวกสบาย สงบง่าย จิตได้กำลังดีได้ปัญญาภายนอกดี อุบายเข่นขนาบกับตัวเจ้าของนี้มันต้องเหมาะเฉพาะของใครของมันให้คิดค้นทดลองไปเถ๊อะ หาอุบายอันพอดีกับตัวของเจ้าของก็กำหราบมันอยู่หมัดได้เองหรอก

    ***คัดจากธรรมประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ : เดินทางเสาะหาครู สู่เมืองเหนือล้านนา

    -อายุ-๓๒-ปี-อยู่จำพรรษ.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  8. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,883
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +439
    เมืองไทย..เมืองของโพธิสัตว์เกิดมาบำเพ็ญบารมี

    “บารมี ๑๐ ทัศของพระพุทธเจ้าของเราองค์ปัจจุบัน ท่านอาจารย์ตื้อได้บอกไว้ว่า..

    – ทานบารมี พระเวสสันดร อยู่มหาชัยจำปาศักดิ์
    – ศีลบารมี พญานาคเผือกภูริทัตต์ อยู่อำเภอจอมทอง เชียงใหม่
    – เนกขัมมบารมี เตมียะใบ้ อยู่เมืองพาราณสี
    – ปัญญาบารมี มโหสถ กรุงเทวหะ
    – วิริยบารมี มหาชนกตกน้ำ เป็นไทเงี้ยว
    – ขันติบารมี จันทกุมาร เมืองญวน ตุมวังฟ้ารอนหาด ตังเง้ชายง่วนเดี่ยว
    – สัจจบารมี วิธุรบัณฑิต จังหวัดสุโขทัย
    – อธิฏฐานบารมี เนมิราช เมืองม่านอ่างวะหงสา
    – เมตตาบารมี สุวรรณสาม จังหวัดอุตรดิตถ์
    – อุเปกขาบารมี พรหมนารท กรุงกบิลพัสดุ์

    อย่าสงสัย ด้วยเหตุนี้เองศาสนาพุทธยังย้ายมาอยู่เมืองไทยตั้งมั่นอยู่ได้…

    ชาติที่เป็นนกยูงทอง ก็อยู่วัดพระเจ้าน้ำโมง ท่าบ่อ
    ชาติที่เป็นลิงเผือก ก็อยู่วัดหินหมากเป้ง
    ชาติที่เป็นนกคุ่มเท่าดุมเกวียน ก็อยู่ธาตุพนม
    ชาติที่เป็นกระต่ายให้ทานเนื้อ ก็อยู่วัดป่าห้วยทรายนี่
    หลายภพหลายชาติก็อยู่เมืองเหนือ…

    …บำเพ็ญบารมีเกิดตายในเมืองไทยนี้มากนะ พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ปัจจุบันนี้…

    เมืองไทยจึงเป็นเมืองของโพธิสัตว์เกิดมาบำเพ็ญบารมี ”

    ธรรมะประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญโญ

    -เมืองของโพธิสั.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  9. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,883
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +439
    ๑๓๘.) จะไปด่านซ้ายไหว้พระธาตุศรีสองรัก แล้วจึงจะลงไปหล่มเก่าหล่มสัก ตอนที่จะเดินทางข้ามดงนี้แหละมันลำบาก เพราะเหตุการณ์เสือกัดกินพระธุดงค์เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ ๆ โยมเขาเล่าให้ฟังว่า
    “ อาจารย์บ่ย้านเสือคาบเอาไปกินบ้อข้าน้อย ”
    “ เป็นอย่างใดละโยม ”
    เขาก็เลยเล่าให้ฟังว่า “ มีพระธุดงค์ ๒ องค์ จะข้ามดงหนานี้มาจากทางด่านซ้าย มาจากบ้านวังยาว มาถึงกลางดงมาถูกอากาศเย็นอากาศชื้นในดงไข้ป่าที่เป็นอยู่ก็กำเริบหนัก หมดแรงอยู่กลางดงจะเดินทางต่อก็ต่อไปไม่ได้ไม่มีแรงเดิน จึงเสาะหาที่พอจะนอนพักกางกลดได้ก็ให้หมู่กางกลดให้เพื่อจะได้พักอยู่ก่อน บอกเพื่อนว่าคงไม่เป็นอะไรหรอก ขอให้หมู่เพื่อนเดินทางออกให้พ้นดงหนาดงเสือป่าช้างนี้ก่อนจะมืดพระอาทิตย์ตก เพื่อนองค์ที่จากไปก็สัญญาบอกว่าให้ระวังอันตรายจากเสือ หากเสือย่องเข้ามาหาขอให้ขึ้นต้นไม้สูงหนีภัยให้ได้ แล้วก็ออกไปจนพ้นดงหนาป่ากว้างนั้น
    รุ่งเช้าก็ชวนชาวบ้านฟากนี้เข้าดงหมายจะไปเอาพระรูปนั้นมารักษาเยียวยา แต่พอไปถึงก็เหลือแค่ร่องรอยบริขารกระจัดกระจายในบริเวณใกล้ที่นอน กลดยังกางค้างอยู่ พากันสันนิษฐานว่า เสืออาจตระครุบขณะหลับเผลอตัวไปหรือไม่ก็ขณะออกไปปัสสาวะนอกมุ้งกลด เสือคาบเอาไปกิน เสาะหาศพหาคราบก็ไม่พบไม่เจอ ชาวบ้านว่า “ เสือป่านี้มันได้กินคนมาหลายคนแล้วมันจึงติดเลือดคนไม่กลัวคน ”
    “ ขอให้ท่านพากันคิดอ่านให้ดี วันนี้ขอให้พักอยู่นี่ก่อน พรุ่งนี้ฉันจังหันแต่เช้ามืดเตรียมน้ำดื่มให้พร้อม ฉันแล้วก็เดินทางทันทีห้ามนั่งพัก นั่งแต่ยามฉันน้ำ เดินอยู่ตลอดจนค่ำมืดจึงจะทะลุไปถึงฝั่งดงข้างโน้น ” จึงตกลงตามคำของโยม
    ตื่นเช้าเขาเอาจังหันมาให้ฉัน ฉันแล้วก็ลาโยมออกเดินทางทั้งวัน จนบ่ายแก่ก็ยังอยู่กลางดงอยู่ ไปพบปะเอาพวกพ่อออกแม่ออกโยมจากฝั่งด่านซ้ายข้ามมาฝั่งภูเรือฝั่งนี้ เขาเห็นพระแล้วก็ดีใจ เพราะได้ยินเสียงช้างป่าหากินหักไม้เสียงดังโป๊ะปะ ๆ อยู่
    โยมหมู่นี้เขาว่าให้ระวังเด้ออาจารย์ หมู่ช้างแม่ลูกอ่อน ให้ฟ่าวรีบเดินหนีไปไว ๆ กลัวมันได้กลิ่นมนุษย์ ท่านพรหมกับเราพอได้ยินคำว่าช้างแม่ลูกอ่อนก็มองหน้ากันว่าจะเอายังไงจะเดินทางต่อหรือกลับคืน แต่ก็ทำใจแข็งเป็นอวดเก่ง “ ผมสละแล้วนะครับ คุณพรหมว่าอย่างใด ”
    “ ผมก็สละเหมือนกัน ”

    โยมเขาก็ว่า “ โอย…เจ้าป่าเจ้าเขาขอจงคุ้มครองครูบาอาจารย์ ๒ องค์นี้ให้ปลอดภัยแนถ้อน อย่าให้ช้างเหยียบเลย ”
    โยมเขาก็รีบด่วนออกจากป่าเหมือน ต่างฝ่ายก็ลากันไปอย่างรีบด่วน ก็จริงอย่างเขาว่า ทางที่เราผ่านไปก็เห็นร่องรอยของช้างป่า ขี้ช้างยังกองใหม่ ๆ อยู่ เยี่ยวมันยังอุ่น ๆ อยู่ กับพระพรหมก็พากันทะลุออกพ้นป่าไปอย่างปลอดภัย ถึงบ้านวังยาว ก็พักอยู่นั่นหลายวัน แล้วก็เดินทางต่อไปไหว้พระธาตุศรีสองรัก อ.ด้านซ้าย จ.เลย

    ***คัดจากธรรมประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ : เดินทางเสาะหาครู สู่เมืองเหนือล้านนา

    -จะไปด่านซ้ายไหว้พร.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  10. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,883
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +439
    ๔๐๖.) อยู่เมืองเหนือแต่คราวก่อนยังหนุ่ม เรื่องผ้าบังสุกุลเขายังไม่รู้จักไม่เข้าใจได้ดี หากเขาพอใจพระเณรตนใดเขาก็เอามาให้ใช้เฉพาะตนนั้นๆ การถือธุดงค์การปฏิบัติต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งให้มั่นคงเป็นคราวๆ ไปเช่น การอยู่ที่แจ้งจะกำหนดช่วงใด การอยู่รุกขมูล การอยู่ป่า การอยู่ป่าช้า การอยู่เสนาะสนะที่จัดให้ การเดินแถวบิณฑบาต การบิณฑบาตตามลำดับเรือน การไม่รับภัตกายหลัง การฉันหนเดียว การใช้ผ้าต้องรู้ต้องฉลาดในการรับอุบายข้อปฏิบัติแต่ละข้อ แต่ละกาล ว่ามีข้อจำกัดอย่างใดจึงได้ชื่อว่ามีวัตรปฏิบัติถือธุดงค์

    ส่วนการเที่ยวธุดงค์นั้นให้ไปง่ายมาง่าย อยู่ง่าย กินง่าย อย่าให้มีโทษ อย่าให้เป็นบาป จะนั่งจะนอนก็ไม่วุ่นวายอะไรมาก กวาดเอาใบไม้แห้งมารวมกองแล้วเอาผ้านุ่งอาบน้ำปูทับลงก็นอนได้แล้ว จะนั่งก็อาศัยผ้าปูนั่งรองนั่ง ใบไม้ใบหญ้าฟางเฟืองก็ใช้ได้หรืออยู่ประจำที่นานหน่อย ญาติโยมเขาก็มาทำที่พักนั่งร้านให้ เป็นเพิงหมาแหงนบางทีมีแต่หลังคาก็อยู่ได้ หากจะจำพรรษาก็บอกเขาให้ทำที่มุงที่บังให้ก็พอ นอนในหลังหลับในตาจะอะไรมาก พื้นสับฟาก พื้นไม้เรียงลำ พอพ้นจากสัตว์เลื้อยคลานอันตรายได้ หนาวมาก็สุมไฟขึ้นพอได้ไออบอุ่น
    การใช้สอยอยู่กิน ไม่เคยขออะไรของใคร ตาเขามีเขาต้องเห็น ใจเขามีเขาต้องพิจารณา ป่วยเป็นก็ฉันยาไปตามเรื่อง ไม่มียาก็ฉันน้ำมูตร ไม่หายก็ฉันภาวนาให้อิ่ม ญาติโยมเขาก็ดูแลอยู่หรอก เขาไม่ปล่อยให้ตายหรอกเพราะเขากลัวไม่มีที่ทำบุญ การใช้สอยอะไรมีอยู่ก็ใช้ไป ไม่มีก็อย่าไปบอกร้องขอ หากบวชตั้งใจแล้วพระ(พุทธ)เจ้าไม่ปล่อยให้ลูกศิษย์อดยากหรอก ที่ว่าอดยากก็เพราะไม่พอไม่รู้จักพอนั่นเอง

    จะไปจะอยู่ก็อย่าให้กังวล อย่าให้ผิดธรรมผิดวินัยไปลามาบอก ที่อยู่ก็อย่าอาลัย ผู้คนก็อย่าได้อาวรณ์ก่อพันธะต่อกัน อยู่ก็ขอข้าวเขามากินเท่านั้นอย่าคลุกคลีหาคุ้นหาเคยหาโลกหาสงสารอะไรกับเขา เมตตาอบรมพร่ำสอนเขาไปตามเรื่องตามเหตุเท่านั้นก็พอแล้ว ขอให้มั่นคงเฉียบขาดในพระธรรมพระวินัย การปฏิบัติที่ควรส่งเสริมก็คือ การปฏิบัติตนเอง การเสาะหาที่วิเวกเที่ยวบำเพ็ญสมณธรรมนี้ ที่ใดได้สัปปายะดีก็พักอยู่นานหากที่ใดไม่เหมาะไม่ควรถูกรบกวนมากก็ย้ายไปเสียที่อื่น ไปอย่างนกไปตามอัธยาศัย อนุเคราะห์โปรดสัตว์โลกผู้ตกทุกข์ผู้สาธุชนเรื่อยไป อย่าประพฤตินอกธรรมนอกวินัย อย่าละเมิดต่อกฎหมายบ้านเมือง ระเบียบการของหมู่คณะสงฆ์ผู้ปกครอง ทำตนเพื่อเป็นแบบอย่างอันดี ไปดีมาดีอย่ามีเวรมีภัย มีสัมมาคารวะต่อเจ้าถิ่น เว้นการยกตนข่มท่านผู้ใด

    การปฏิบัติควรใส่ใจให้มาก เพราะในพระศาสนานี้ผู้ปฏิบัติมีน้อยมากจึงควรส่งเสริม แต่ในส่วนของปริยัติก็ให้แตกฉานพอสมควรให้ชอบศึกษาเล่าเรียนให้ใฝ่ใจการปฏิบัติ สันโดษ เลี้ยงง่าย อยู่ง่าย มักน้อย มีความเผื่อแผ่เจือจานประกอบตนด้วยเมตตา ให้เป็นผู้ฉลาดชำนาญในพระศาสนาให้ได้ หากอยู่กับครูบาอาจารย์ต้องตั้งใจในการปฏิบัติอุปัฎฐากครูบาอาจารย์ อย่าให้บกพร่องและกระทบกระเทือนท่านได้ ตื่นก่อนนอนทีหลัง กินทีหลังอิ่มก่อน คอยฟังว่าท่านจะใช้ให้ทำอะไร หากจะเกี่ยวข้องกับตระกูลผู้คนก็ให้ทำตัวเหมือนแมลงที่ดูดกินแต่น้ำหวานเกสรของดอกไม้อย่าทำให้ดอกไม้บอบช้ำเป็นอันตรายไป

    ๔๐๗.) (ปฏิปทาในการออกเที่ยวแสวงหาวิเวกธุดงค์ขององค์ท่านแต่สมัยยังหนุ่มนั้นไม่ห่วงหน้าไม่ห่วงหลังอะไร ๆ ทั้งหมด)
    ฤดูฝนก็อยู่ประจำที่จำพรรษาเสีย ตกแล้งดินแห้งดินหมาดแล้วจึงขึ้นเขาขึ้นดอยเสาะหาที่ภาวนาต่อไป
    ชีวิตการอยู่ป่าต้องฉลาด
    ฝนตกทำอย่างไรบริขารจะไม่เปียก
    แดดออกจะไปอย่างไรจึงจะไม่ร้อน
    หนาวจะอยู่อย่างไร

    มดปลวกสัตว์เลื้อยคลานตัวไรตัวเรือดตัวขุ้นแมงเลือดจะเข็บแมงป่อง สัตว์มีพิษต่าง ๆ จะทำอย่างไร งูเงี้ยวเขี้ยวขอจะทำอย่างไร จะอยู่ป่าต้องฉลาดจึงจะรักษาตัวเองได้ สู้แดดสู้ลมสู้ฝน หนาวสั่นเป็นลูกนกนั่งเจ่าเป็นลิงตลอดคืนก็เคยมาหลายครั้ง ต้องขึ้นไปนั่งงอยขอนไม้น้ำไหลท่วมมาทั้งสัตว์เลื้อยคลานมันก็หนีน้ำขึ้นมา ต่อสู้ตลอดคืนจนเช้า ตอนเช้าครองจีวรเปียกน้ำออกไปบิณฑบาตมาฉัน ไปไหนมาไหนก็ไปด้วยเท้า บางครั้งเท้าเปล่า ก็เดินไปได้สบายเพราะภาวนาไปเดินไป กำหนดจิตไป บ่าสะพายบาตรแบกกลด มือหิ้วหม้อ(กา)น้ำ ขึ้นเขาลงห้วยบุกดงบุกป่าหลงทางวกไปวนมา ฝนตกแดดออกก็อดก็ทนไปตามเรื่องเพราะใจมันชอบอย่างนั้น
    สังฆาฏิ ๑ ผืน จีวร ๑ ผืน สบงอังสะติดตัวอย่างละผืน สำรองอีกอย่างละผืน ผ้าอาบน้ำ ๒ ผืน ผ้าปูนั่ง กลด มุ้งกลด ย่าม ถุงบาตร ธรรมกรก หม้อ (กระติกหรือกา) น้ำ โคมไฟ เทียนไข ไม้ขีด (ไฟ) สบู่ยาสีฟันแปรงสีฟันหินส้ม มีดพับ ถุงไม้สีฟัน ยาเวชภัณฑ์สำหรับโรคประจำตัว ยากาพระ (ยาหม่อง)

    มันลำบากที่สุดคือไม้ขีดไฟ แต่ก่อนไฟแก๊สไม่มีมีแต่ไม้ขีดก้านกล่องกระดาษต้องเอากระดาษพลาสติกมาห่อเอาไว้ ฝนตกก็ต้องระวัง เดินไปบางทีจนลืมมื้อลืมวัน หนทางนับได้เป็นร้อยเป็นพัน ไปบางทีก็ถึงจุดหมาย บางทีก็ตายสลบไป ชีวิตนี้เที่ยวธุดงค์ ตายสลบไป ๓ ครั้ง เพราะเกี่ยวแก่ไม่ได้ฉันจังหันมาหลายวัน ไปนอนตายสลบอยู่อำเภอสะเมิงบ้านนายาว อำเภอห้างฉัตรลำปาง และอยู่ออบหลวง อยู่อำเภอห้างฉัตรนั้นหลงป่าหาทางไปทางมาไม่ได้ เกี้ยวไปเวียนมา ถึงแต่ที่เก่า น้ำก็หมดในกาน้ำ เป็นลมล้มสลบลง

    ไปด้วยความสงบสบายดีอยู่ พอบุพกรรมมาถึงแล้วก็มืดตึบเป็นเงาดำครอบเอาไว้ มาพิจารณารู้จักได้ในภายหลังว่าเป็นบุพกรรมแต่เมื่อครั้งทรมารทหารทรมารช้างม้าในสงครามกับพวกลัวะสมัยที่เกิดเป็นลูกชายเจ้าแม่จามเทวี

    หากจิตสบายแล้วบริขารจะมากอย่างไรไม่หนักหรอก มันเบาสบายมันสงบเยือกเย็น จิตสบาย กายสบาย จิตสงบ กายสงบ จิตเบากายเบาเดินไปได้ทั้งวัน เท้าแตก บ่าแตกไปตามเรื่อง
    ตั้งใจของตนที่สุด ตั้งใจอยู่ทุกกิริยาอาการ จะเดินอยู่จะนั่งพัก จะหลับจะนอน จะอยู่จะกินเรียกได้ว่าไม่ลดละอยู่ได้หมดค่ำมาใกล้บ้านคนก็หยุดพัก ถามหาน้ำถามหาป่าช้า ที่ว่าง เถียงนา อยู่ตามโคนไม้ กลางแจ้ง ทุ่งนา ริมธาร เงื้อมหิน หน้าผา ท้องถ้ำ โลงผี ดอนปู่ตา ศาลาผี ศาลาริมทาง อยู่ได้หมด อาบน้ำอาบท่าแล้ว ไหว้พระสวดมนต์ พักผ่อนหลับนอน ตื่นลุกขึ้นเจริญภาวนาปฏิบัติของตน

    เรื่องการอดอาหารได้ทดลองทำแล้ว แต่เป็นการบังคับธาตุขันธ์เกินไป ต่อสู้ปฏิบัติไปมิได้ ต้องเลิก มาอดนอนผ่อนอาหารจึงถูกกับจิตจริตศรัทธาปฏิปทาของตน การปฏิบัติก็ก้าวหน้าเป็นไปได้ การอดนอนนี่พ้น ๗ วัน ไปแล้วจึงสบาย การถืออริยาบถ ๓ นี่ทำเฉพาะวันพระ แต่การอดนอนนั้นให้กายนี้เหยียดนอนได้แต่ไม่ให้หลับ เพื่อให้ผ่อนคลายบ้าง กลางวันอากาศร้อนแดดแข็งก็หยุดพักผ่อนภาวนา หลบอยู่ตามริมน้ำริมห้วย กลางคืนข้างขึ้นข้างแรมใหม่ๆ ก็อาศัยแสงพระจันทร์พอได้เดินทางไป

    เรื่องอุตุสัปปายะ นี้ผู้ข้าฯ ชอบอากาศเย็นสบายเพราะ ไม่ร้อนเหนียวเหงื่อไคลจิตก็สบายกายก็สะดวกจิตก็รวมลงได้ง่าย บางทีเดินไปตอนกลางคืน เทวดาโปรยหว่านดอกไม้โปรยหว่านเพชรพลอยบูชาก็มี แต่ไม่สนใจพวกเขาหรอก เราก็อนุโมทนาให้พรแล้วก็จากกันไป บางทีเดินไปเดินไป ธรรมะปัญญาเกิดขึ้นมาต้องหยุดยืนพิจารณาให้รู้ถูกผิดเหตุผล

    ัดจากธรรมประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ : วัยสุดท้ายบ่พ่ายแพ้แก่ตน

    -อยู่เมืองเหนือแต่ค.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  11. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,883
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +439
    ๔๑๑.) อยู่บ้านป่าฮิ้นผายองกับท่านอาจารย์ชอบ เดือน ๓ ฝนตกลูกเห็บล้างดอกมะม่วง ตกแต่หัวค่ำจะหาที่พักที่นอนก็ไม่ได้ พากันได้ก้อนหินคนละก้อนนั่งกางกลดตลอดคืน ตอนเช้าฝนหยุดตกจะลุกมันลุกไม่ขึ้นต้องนอนเหยียดแข้งเหยียดขาให้เอ็นมันยืดเสียก่อน ฝนตกพายุแรงลูกเห็บก็ตกลงมา หนาวก็สุดจะหนาวนั่งเจ่ากอดบาตร

    ท่านอาจารย์ชอบ (ฐานสโม) ง่าไม้จิกเดาะหักลงมาถูกกลด ผ้ามุ้งกลดขาดไปเอาบาตรของเพิ่นมาถือไว้อีกใบหนึ่ง ฟ้าแจ้งวันใหม่ฝนก็หยุดตก น้ำเต็มไปหมด ท่านอาจารย์ชอบเพิ่นว่า
    “ เป็นได๋จาม ยังไม่ตายเน๊าะ ”
    “ ยังไม่ถึงคราวครับ ”
    คิดมาแล้วทุกข์แสนทุกข์ กว่าจะเป็นอรรถเป็นธรรม พวกสูเจ้ามัวเมาแต่มาถามเอา ถามเอา วันนี้มันห่างไกลกันนัก (ขณะสอบถามประวัติขององค์ท่านในวันหนึ่ง)

    ปัจจัย ๔ เครื่องเลี้ยงชีวิตก็มีมาก มีจนล้นจนเหลือ ไม่ทุกข์ไม่ยากอะไรสะดวกสบายไปหมดทุกอย่างทุกอัน มันจึงมีขี้คร้านไม่พากไม่เพียร โลเลบวชแล้วสึก บวชแล้วสึก มาตดใส่ผ้าเหลืองแล้วก็ลาสิกขาไป อย่าไปเชื่ออะไรกับโลก ตื่นเต้นเป็นกระต่าย (ตื่นตูม) มันจะได้อะไร
    ทำอะไรทำจริง ทำตามพูด เพียรอดทนต่อสู้ของตน อย่างใดจะสะดวกในการปฏิบัติของตนให้ขวนขวายอย่างนั้น ผู้คนไทยทานวัตถุอติเรกลาภมันมีแต่จะมาสุมจิตใจเท่านั้น มีก็ใช้ ไม่มีก็แล้วไป อย่าไปขอนั่นขอนี่ให้เขารำคาญ ไม่มีคือ ไม่มีวัตรเข้าป่านอนกลางดงกลางดอน เสือจะขุบกินหัว มีพระตายเพราะเสือมามากต่อมาก เดินไปเห็นแต่บาตรกับผ้าเหลืองยะหยายอยู่ทั่วป่า

    พระไทยมักตายกับเสือ พระพม่ามักตายกับงู บวชเป็นพระแล้วต้องให้อยู่ได้เป็นสุขในชีวิตปัจจุบัน แล้วก็อนุเคราะห์สงเคราะห์โลกไปตามได้ตามมีพอได้เป็นแบบเป็นอย่างสืบต่อกันไป
    อย่าไปเที่ยวหา เที่ยวขอ เกิดมาเป็นคนทุกข์ ลูกคนทุกข์ บวชเข้ามาก็ฐานฐานะคนทุกข์ขอทานเขากินแต่พอได้เลี้ยงชีวิตก็พอ

    ๔๑๒.) แม่ออก (คุณแม่ชีมะแง้ ผิวขำ) มรณภาพแล้ว ย่าแก้ว (คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ) จึงได้ย้ายจากบ้านตาดมาอยู่สำนักแม่ชีบ้านห้วยทราย คงเป็น พ.ศ. ๒๕๑๐ ผู้ข้าฯ กลับคืนสู่เมืองเหนือ ก็อยู่จำพรรษาช่วงสุดท้ายอยู่บ้านช่อแล เมื่อทางบ้านห้วยทราย รู้จักทางไปทางมาแล้ว อีกยังต้องการอยากได้พระเณรให้มาอยู่ประจำวัด พอได้พระเณรไว้ใช้สวดมนต์ให้พร ได้นาไว้ทำบุญให้ทานพากันไปเสาะหานิมนต์พระเณรทางใดก็ไม่ได้ ไม่ชอบใจ วัดนี้ (วัดป่าวิเวกวัฒนาราม) พระเณรที่มาอยู่จำพรรษาก็พากันโคจรไปหมด ย่าแก้วมาอยู่ค้ำลูกค้ำหลาน แต่จิตใจความเชื่อความเลื่อมใสความมั่นใจของชาวบ้านก็ไม่เหมือนกับพระสงฆ์องค์เณร

    ย่าแก้วจึงได้เล่านิมิตเป็นอุบายให้แก่ญาติพี่น้องลูกหลานว่า
    “ เมื่อคืนนี้แม่ได้นิมิตว่า ได้มีดวงแก้วสีเขียวอ่อนใส ใหญ่ขนาดพระอาทิตย์ ขึ้นขอบฟ้าตอนเช้า แต่ไม่แดงสดอย่างสีพระอาทิตย์นั้น แต่นี่เป็นสีเขียวตองกล้วยอ่อน ลอยมาแต่ทางทิศเหนือของบ้านเราแล้วมาพักอยู่วัดป่าช้านั่นแหละ

    นี่ก็พอดีกับที่สูเจ้าทั้งหลาย มาขอให้แม่คิดช่วยหาทางค้นหาพระเณรผู้เป็นครูบาอาจารย์ปฏิบัติดีมาอยู่ค้ำวัดค้ำบ้านเฮานี้ แม่คิดถึงแต่ ครูบาจาม (มหาปุญฺโญ) ผู้ไปอยู่ทางภาคเหนือเท่านั้น หรือสูเจ้าลูกหลานว่าจะไปนิมนต์เอาครูบาอาจารย์องค์ใดมาอยู่โปรดผายจ่ายธรรม ”
    เมื่อย่าแก้วพูดอย่างนั้นแล้ว พวกผู้ใหญ่อุดร (ผิวขำ) ผู้ใหญ่จูม (ผิวขำ) ญาติพี่น้องลูกหลานหลายผู้หลายคน มีบักประหยัด (ผิวขำ) เป็นคนเจ้าของรถ

    ๔๑๓.) จึงได้ยกกระบวนขึ้นไปเอาผู้ข้าฯ ลงมา แต่ พ.ศ. ๒๕๑๒ อายุก็ได้ ๖๐ ปีเต็ม เข้า ๖๑ ปี บวชมาก็ได้ ๓๐ – ๓๑ พรรษา ย่าแก้วได้พิจารณาเรื่องเสนาสนะ กุฏิที่พักภายในวัด ก็เป็นกุฏิไม้ยกพื้นสูง มีทั้งหลังเล็กหลังใหญ่ บางหลังก็ปลวกขึ้น ทรุดโทรม กุฏิหลังใหม่ที่ได้สร้างให้ท่านอาจารย์มหาบัว (ญาณสมฺปนฺโน) อยู่แต่คราวเพิ่นมาอยู่ ก็ใหญ่โตอยู่แต่บันใดขึ้นลงสูง หน้าต่างช่องเล็กไป อากาศถ่ายเทไม่ค่อยสะดวกจึงได้พาลูกหลานชาวบ้าน ซ่อมแซมเสนาสนะกุฏิใหม่ ทุกหลัง จึงได้พากันออกเงินร่วมกันอีก ได้เงิน ๖,๐๐๐ บาท
    พอดีกับเมื่อผู้ข้าฯ ลงมาถึงบ้านถึงวัดแล้วคุณย่าแก้ว (เสียงล้ำ) ก็มาบอกว่า

    “ ลูกหลานหลายผู้หลายคน บางคนก็ได้เงิน บางคนก็ได้ไม้ ตอนนี้ขณะนี้ได้เงินอยู่ ๖,๐๐๐ บาท ขอนิมนต์ครูบาอาจารย์ สร้างแปงกุฏิสักหลังหนึ่งเถิด เสร็จแล้วก็ขอนิมนต์ให้อยู่ให้ลูกให้หลาน พวกเขาจะได้บุญได้กุศลต่อไป จะสร้างจะแปงอย่างไร ก็สุดแท้แต่ชอบใจของผู้จะอยู่ ”
    ย่าแก้วก็เอาเงินมาให้ จึงได้ซื้อไม้ซื้ออุปกรณ์ มาสร้างกุฏิหลังเก่าที่เคยอยู่นั้น เสร็จแล้วเงินก็เหลือ จึงได้สร้างอีกหลังหนึ่งมีผู้เอาเงินมาช่วยเพิ่มเติมให้อีกจึงได้ทำห้องน้ำให้ครบทุกกุฏิและห้องน้ำรวมของญาติโยมผู้ไปมาจะได้ใช้

    ัดจากธรรมประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ : วัยสุดท้ายบ่พ่ายแพ้แก่ตน

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมคำสอนนี้ ทุกๆ ท่าน

    -อยู่บ้านป่าฮิ้นผาย.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  12. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,883
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +439
  13. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,883
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +439
  14. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,883
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +439
  15. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,883
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +439
  16. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,883
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +439
  17. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,883
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +439
  18. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,883
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +439
    กิริยาของกิเลสมาก
    ก็เจริญธรรมะให้มาก
    ให้ธรรมะเหนือกว่ากิเลส
    จึงข่มกิเลสได้..จิตไม่วิ่งไปตามกิเลส
    เพราะ “รู้” เท่าทัน
    เห็นโทษเห็นภัยใหญ่ดังนั้น
    จิตพระอริยเจ้าจึงไม่เดือดร้อน
    ไปตามกิเลสทั้งปวง

    หลวงปู่หลุย จันทสาโร

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  19. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,883
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +439
  20. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    19,883
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +439
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...