ธาตุรู้

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย นิตยา11, 2 พฤษภาคม 2013.

  1. นิตยา11

    นิตยา11 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    116
    ค่าพลัง:
    +355
    ที่มา : ธาตุรู้

    ทุก ๆ คนมีความรู้ หรือมีธาตุรู้อยู่ด้วยกันทั้งนั้น ถ้าไม่มีความรู้ หรือไม่มีธาตุรู้ ก็จะเป็นคนไม่ได้ เพราะฉะนั้น จึงมีพระพุทธภาษิตแสดงไว้ว่า ฉธาตุโร อยํ ปุริโส

    คนนี้มีธาตุ ๖ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศและธาตุรู้ เหล่านี้เป็นต้น

    รูปกายคือกายที่เป็นส่วนรูป แต่ถ้าไม่มีธาตุรู้ก็เป็นหุ่น หรือเป็นร่างกายของคนตาย ไม่สามารถจะทำกิจการงานทั้งหลายให้สำเร็จไปได้ ต่อเมื่อมีวิญญาณธาตุ ธาตุรู้ประกอบกันไปอาศัยกันและกันเป็นไป นั่นแหละธาตุรู้จึงจะใช้ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ

    ที่เป็นธาตุไม่รู้อันเป็นรูปกายนั้น ให้ทำกิจการงานเพื่อสำเร็จกิจ สำเร็จประโยชน์แก่ตน เพื่อสำเร็จประโยชน์ต่อบุคคลผู้อื่น ลำพังแต่ธาตุรู้เดิมที่มีอยู่ในบุคคล ก็ประมวลกันอยู่ ไม่มีอาการที่แสดงออกมาว่าเป็นอย่างไร เช่นเด็กที่อยู่ในครรภ์มารดา หรือคนนอนหลับหรือคนสลบ เพราะมีธาตุรู้อยู่แต่ประมวลกันอยู่ ไม่แสดงอาการออกมา จึงไม่รู้ยิ่งขึ้นไป ต่อเมื่อเด็กนั้นคลอดจากครรภ์มารดาออกมาและได้อาศัยความเจริญที่มีอยู่ตามธรรมดาอุปถัมภ์ ก็ให้เจริญยิ่งขึ้นโดยลำดับ หรือคนนอนหลับคนสลบ ฟื้นตื่นจากหลับจากสลบ ธาตุรู้นั่นแหละ จึงแสดงออกมาทางทวาร

    คือออกมาทางตาให้เห็นรูปก็เกิดความรู้สึกขึ้น เรียกว่า....จักขุวิญญาณ
    ออกมาทางหูได้ประสบเสียง เกิดความรู้สึกขึ้น เรียกว่า...โสตวิญญาณ
    ออกมาทางฆานะคือจมูก เกิดความรู้สึกขึ้น เรียกว่า...ฆานวิญญาณ
    ออกมาทางสิ้นและรู้รสเกิดความรู้สึกขึ้น เรียกว่า...ชิวหาวิญญาณ
    ออกมาทางกายมาประสบโผฏฐัพพะ คือสิ่งที่กายถูกต้อง เกิดความรู้สึกขึ้น เรียกว่า...กายวิญญาณ
    ออกมาทางมนะ คือมนะนึกคิดอารมณ์หรือเรื่องราวต่าง ๆ เกิดความรู้สึกขึ้น เรียกว่า...มโนวิญญาณ

    วิญญาณของธาตุรู้อาศัยกับกาย ซึ่งเป็นธาตุไม่รู้จัดเป็นวิญญาณขันธ์ คือกองวิญญาณในขันธ์ห้า, นี้ธาตุรู้ตื่นขึ้นมา
     
  2. นิตยา11

    นิตยา11 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    116
    ค่าพลัง:
    +355
    แต่ว่าธาตุรู้นั้น ก็รู้เพียงที่จะปกครอง บริหารตนให้เป็นไปได้ ป้องกันอันตรายที่พึงมีมาตามสามารถที่จะพึงป้องกันได้ รู้เช่นนี้เสมอกันไปในคนและในสัตว์ เพราะสัตว์ดิรัจฉาน ก็มีความรู้เช่นนี้ นี้ได้ชื่อว่ารู้ ตื่นจากไม่รู้หรือจากหลับ จากสลบมาชั้นหนึ่ง แต่ยังไม่วิเศษอะไร

    เพราะว่า ถ้าปล่อยให้ธาตุรู้นั้นเป็นไปตามอารมณ์ที่ได้ประสบ กิเลสที่มีภายใน คือโลภะ ความต้องการได้โทสะ ความโกรธแค้น โมหะ ความหลงก็ออกไปเกี่ยวข้องพัวพันกับอารมณ์ที่รู้นั้นและอยากได้ โกรธแค้น หลงไปตามอารมณ์

    เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เป็นเหตุให้ประพฤติปฏิบัติทางกายด้วยทำ ทางวาจาด้วยพูด ทางใจด้วยคิด ผิดบ้างถูกบ้าง ไม่รู้สึกดีชั่วอย่างไร ต่อเมื่อธาตุรู้นั้นแหละ ได้รู้ยิ่งขึ้นไปจนถึงรู้ว่าใครเป็นคนดี ใครเป็นคนชั่ว

    เมื่อรู้จักว่า ใครเป็นคนดี ใครเป็นคนชั่วดังนี้แล้ว สืบเข้าไปว่า เขาดีเพราะอะไร หรือชั่วเพราะอะไร ก็จะเห็นได้ด้วยความรู้ของตนเองว่า คนที่ทำดี ก็เพราะเขารู้ดีรู้ชั่ว และตั้งใจเว้นชั่วตั้งใจทำดี คนที่เป็นคนชั่ว ก็เพราะรู้ชั่วรู้ผิด แต่ไม่รู้ดีรู้ชอบจึงทำแต่ชั่วแต่ผิดออกไป คนที่รู้ดีรู้ชั่วและตั้งใจเว้นชั่วทำแต่ดีเช่นนี้ อยู่ที่ไหนตนก็เป็นคนดี ทำหมู่ที่อยู่ด้วยกันให้เป็นสุข คนที่รู้ชั่วอยู่ที่ไหนก็ทำชั่ว ทำผู้ที่อยู่ด้วยกันให้เดือดร้อน

    พิจารณาเห็นได้ในปัจจุบันนี้ บุคคลที่รู้ดีรู้ชั่วแล้ว ตั้งใจเว้นชั่ว ตั้งใจทำดีนี้ ก็ได้ชื่อว่า เป็นผู้ประกอบด้วยสุจริต คือความประพฤติดี ไม่เป็นผู้ประกอบด้วยทุจริต ความประพฤติชั่ว

    เมื่อเป็นเช่นนี้ ตัวเองก็เป็นคนดี ผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยก็ไม่เป็นทุกข์ มีแต่จะเป็นสุข ความเป็นเช่นนี้ ก็เพราะธาตุรู้นั้นแหละที่มีอยู่ด้วยกันทุก ๆ คน แต่ถ้าใช้ธาตุรู้ หรือความรู้ออกไปพิจารณาดูบุคคลอื่น ให้เห็นตามเป็นจริงตามเหตุและผล และน้อมความรู้ดีรู้ชอบเข้ามาในตน มาฝึกตนทำตนให้เป็นคนตื่น เพราะรู้ตามเป็นจริง นี้ก็จะเป็นทางทำให้เป็นคนดี หรือเป็นคนประกอบด้วยสุจริต เป็นกัลยาณชนคนงาม.

    ( วชิร. ๔๓๓-๔๓๖ ).
     
  3. นิตยา11

    นิตยา11 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    116
    ค่าพลัง:
    +355
    อีกนัยหนึ่ง ทุก ๆ คน มีธาตุรู้อยู่ในตนด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครไม่มีธาตุรู้เพราะมีธาตุรู้เป็นพื้นเพเดิมอยู่นั่นแหละ เมื่อธาตุรู้ผสมกับดิน น้ำ ไฟ ลม และอากาศคือช่องว่างอันเป็นรูปกาย กายที่เป็นส่วนรูป ธาตุรู้ก็ออกมาทางอายตนะ คือ จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มนะ ออกมารู้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรม

    คือเรื่อง เพราะธาตุรู้ออกมาทางอายตนะภายใน มาประสบอารมณ์ หรืออายตนะภายนอกเช่นนี้ จึงเป็นปัจจัยให้ธาตุรู้เดิมนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากพื้นเพเดิม แต่ว่าเปลี่ยนเป็นดีขึ้นก็ได้ เปลี่ยนเป็นชั่วลงก็ได้

    พึงพิจารณาดูคนทั้งหลาย เมื่อยังไม่ได้ทำอะไรทางกาย ทางวาจาให้ปรากฏ แม้จะเกิดในสกุลสูง กลาง ต่ำต่างกันอย่างไร ธาตุรู้ที่มีอยู่เดิมนั้นก็คงมี ประจำอยู่ด้วยกัน แต่ยังไม่แสดงอาการออกมาให้ปรากฏว่าเป็นคนดีหรือคนชั่ว

    แต่เพราะธาตุรู้ออกมาทางอายตนะ มารู้อารมณ์ทั้งหลาย และด้วยความรู้ผิดจากความเป็นจริง อารมณ์ทั้งหลายที่มาประสบ จึงยั่วให้เกิดความยินดีบ้าง ให้เกิดความยินร้ายบ้าง ให้เกิดหลงงมงายบ้าง

    เมื่อบุคคลไม่รู้จักความยินดี ความยินร้าย ความหลงงมงายที่มีอยู่ในตนอันเป็นภายในและแสดงอาการออกไปยินดียินร้าย และหลงงมงายในอารมณ์ที่มาประสบ จึงปล่อยให้ความยินดีความยินร้ายความหลงงมงายในอารมณ์ที่มาประสบนั้น ฉุดชักไปให้ทำกิจการงานทางกาย ทางวาจา ทางใจเป็นไปในทางชั่ว บุคคลก็เป็นคนชั่วปรากฏอยู่

    แต่ถ้าบุคคลรู้จักพิจารณาดูรู้จักยินดี ยินร้าย ความหลงมงายที่มีอยู่ภายใน และออกไปยินดี ยินร้ายหลงงมงายในอารมณ์ เป็นภายในอันมาประสบ รู้เช่นนี้แล้วไม่ยอมเป็นไปตามอำนาจของความยินดี ยินร้ายและความหลงงมงาย,

    เมื่อจะทำอะไรทางกาย ก็เลือกทำแต่ที่ถูกต้อง
    เมื่อจะพูดอะไรทางวาจา ก็เลือกพูดแต่ที่ถูกต้อง
    เมื่อจะคิดอะไรด้วยใจ ก็เลือกคิดแต่ที่ถูกต้อง หรือที่ดี
    เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลก็เป็นคนดียิ่งขึ้นโดยลำดับ.

    ( วชิร. ๓๒-๓๓ ).
     
  4. นิตยา11

    นิตยา11 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    116
    ค่าพลัง:
    +355
    คำว่า "อริยสัจ " แปลว่าสภาพ หรือ ธรรมดาที่เป็นจริงอย่างยิ่ง หรือสภาพที่เป็นจริงของพระอริยะ คือพระอริยะได้รู้เห็นสภาพที่เป็นจริงนั้นตามความเป็นจริง จึงบรรลุวิชชา ความรู้ แจ่มแจ้ง และวิมุตติ หลุดพ้นจากความยึดถือ เพราะอวิชชา,

    เมื่อกล่าวสั้นก็ได้แก่ผลที่เผล็ดมาจากเหตุ ๑, เหตุที่ ให้เกิดผล ๑, ตามความเป็นจริง เหตุย่อมเกิดก่อนจึงเผล็ดผล, ถ้าไม่มีเหตุก่อน จะมีผลไม่ได้เลย, แต่ว่าบุคคลสามัญย่อมรู้ผลก่อน ต่อเมื่อสืบสาวหาจึงได้พบเหตุ และก็ถูกบ้าง ผิดบ้าง ตามสามารถแห่งปัญญา ของตน ๆ.

    พระสัมมาสัมพุทธะ ทรงแสดงธรรมก็รวมลงในเหตุผล จึงมีคำสรรเสริญในการทรงแสดงธรรมไว้ว่า " สนิทานํ ธมฺมํ เทเสติ โน อนิทานํ " ทรงแสดงธรรมมีเหตุ คือแสดงผลพร้อมทั้งเหตุ หรือมีเหตุมีผล, ไม่ทรงแสดงธรรมไร้เหตุผลและเหตุ หรือเหตุกับผลนั้น

    เมื่อกล่าวโดยทั่วไปย่อมมีปรากฏที่โลกทั้งภายนอกคือ โลกธาตุทั้งภายใน คือ ที่บุคคล, เหตุผลภายนอกอันเป็นส่วนโลกธาตุนั้น เช่นดินเปียก เป็นผลเพราะฝนตกหรือถูกน้ำรดเป็นเหตุ, ดินแห้งเป็นผล เพราะแดดหรือความร้อนเผาเป็นเหตุ, และฝนตก หรือแดดเผา ก็เป็นผลสืบต่อมาแต่เหตุอีก เป็นต้น,
     
  5. นิตยา11

    นิตยา11 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    116
    ค่าพลัง:
    +355
    เหตุผลภายนอกนี้เป็นธรรมดา จึงไม่เป็นบุญ คือ ดี, และไม่เป็นบาป คือ ชั่ว, เพราะไม่มีความรู้และไม่มีเจตนา จึงไม่เป็นกรรม. แต่บุคคลนั้นแล ถ้าชอบก็ว่าดี ถ้าชังก็ว่าชั่วเพราะโลกธาตุเป็นไปตามเหตุผลเช่นนี้,

    บุคคลเมื่อปรารถนาผลอย่างใด ก็คิดสาวหาเหตุแล้วประกอบขึ้นให้ได้ผลอย่างนั้น การเรียน การค้นทางโลกธาตุนี้แล เป็นเหตุให้เกิดมีสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น, แต่จะว่าเกิดมีขึ้นเพื่อคุณประโยชน์หรือเกิดมีขึ้นเพื่อทุกข์โทษ โดยส่วนเดียวหาได้ไม่.

    บุคคลนั้นแล เมื่อนำไปใช้ในทางดีก็ให้เกิดคุณประโยชน์, เมื่อนำไปใช้ในทางชั่ว ก็ให้เกิดทุกข์โทษดังที่เห็นปรากฏอยู่, และยังไม่อาจทราบได้ว่า จะถึงที่สุดลงอย่างไรเมื่อไร.

    ( วชิร. ๒๑๒-๒๑๓ ).
     
  6. นิตยา11

    นิตยา11 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    116
    ค่าพลัง:
    +355
    อริยสัจ แปลว่าจริงของพระอริยะ ก็ได้, อริยสัจ ท่านแจกออกไปเป็น ๔ คือ ทุกข์, ทุกขสมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์, ทุกขนิโรธ ความดับทุกข์, ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ข้อปฏิบัติเป็นเครื่องดำเนินไปถึงความดับทุกข์ หรือเรียกสั้น ๆ ว่ามรรค.

    ทุกข์ ก็ได้แก่กาย หรือปัญจขันธ์ เพราะกายหรือปัญจขันธ์นี้ต้องเกิด เมื่อเกิดแล้วก็ไม่คงที่ แปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปเสมอซึ่งเรียกว่าไม่เที่ยง เปรียบเหมือนน้ำที่ไหลจากที่สูงไปหาที่ต่ำ ไม่มีหยุดยั้ง, กายหรือปัญจขันธ์ของคนตั้งแต่เกิดมาแล้วไหลไปเสมอ แต่ไหลทีละนิด ๆ ยากที่คนสามัญจะพิจารณาเห็นได้ ต่อเมื่อล่วงไปมาก ๆ จึงจะเห็น, เช่นตั้งแต่เกิดมาแล้วไหลเรื่อยไปทีเดียว ไหลทุกลมหายใจเข้าออก

    แต่ว่าคนเราเห็นเป็นตอน ๆ เช่น เด็กเล็ก ๆ นอนดิ้นอยู่ โตขึ้นก็พลิกตะแคง พลิกหงายพลิกคว่ำก็ได้ แล้วต่อมาก็นั่งได้ เดินได้ วิ่งได้ นี่ก็ไหลไปเรื่อยจนในที่สุดก็ตาย, การที่แปรไปไหลไปเลื่อนไปอยู่เสมอทุกลมหายใจเข้าออกเช่นนี้ เรียกว่าอนิจจังไม่เที่ยง, เพราะไม่เที่ยงเช่นนี้แหละ จึงทนอยู่ไม่ได้ จะให้อะไรทนอยู่ ก็ทนอยู่ไม่ได้ เพราะทนอยู่ไม่ได้ จึงเรียกว่าเป็นทุกข์, แม้คนจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม จะบังคับให้อยู่กับที่ เช่น สุขเกิดขึ้น จะบังคับให้สุขอยู่ที่ หรือทุกข์เกิดขึ้น

    จะบังคับให้ทุกข์อยู่ที่ หรือไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขเกิดขึ้น จะบังคับให้คงที่ ก็บังคับไม่ได้ ทนอยู่ไม่ได้ เช่นนี้เรียกว่าอนัตตา.

    เพราะฉะนั้น ปัญจขันธ์ หรือกายที่เกิดขึ้นแล้วแปรไปอยู่เสมอจึงเรียกว่าไม่เที่ยง. ทนอยู่ไม่ได้ จึงเรียกว่าเป็นทุกข์ บังคับไม่ได้จึงเรียกว่าเป็นอนัตตา รวมเข้าก็เป็นทุกขสัจ สภาพที่จริงคือ ทุกข์ เป็นทุกข์อยู่อย่างนั้นตามธรรมดา คือไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ บังคับไม่ได้ตามธรรมดา,

    แต่ว่าคนหรือสัตว์ไม่รู้ตามเป็นจริง ต้องการบังคับเป็นอย่างนั้นไม่ชอบใจ ต้องการให้เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ไม่ชอบใจ ต้องการให้เป็นอย่างนั้น แต่ถึงเช่นนั้นก็บังคับไม่ได้.
     
  7. นิตยา11

    นิตยา11 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    116
    ค่าพลัง:
    +355
    ความต้องการที่จะเป็นไปต่าง ๆ เรียกว่า ทุกขสมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ ท่านแยกออกไปเป็น ๓ คือ

    ความดิ้นรนของใจเรียกว่า ตัณหา ตัณหาในภาษาไทย ไปหมายความเสียอย่างหนึ่ง ที่ว่าคนนั้นตัณหาจัด คนนี้ตัณหาจัด เป็นคำด่ากันนี่ไม่ตรง, ตัณหาโดยตรงในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง ความดิ้นรนของใจ ใจที่รนไปไม่อยู่ที่. รนไปอย่างไร เพื่ออะไร ?

    ก็เพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวชอบ เมื่อได้แล้วก็ต้องการให้สิ่งที่ตัวชอบคงอยู่ไม่ต้องการให้เสื่อมสูญ, เหมือนอย่างร่างกายเรา ส่วนใดที่เราเห็นว่าไม่ดีไม่งาม เราก็ต้องการให้สูญไปเสีย, แต่ถ้าเห็นว่าดีงาม ก็ต้องการให้คงอยู่ไม่ให้เปลี่ยนแปลง, นี่เป็นกามตัณหา ดิ้นรนไปเพราะความใคร่หรือเพื่อความใคร่.

    กาม แปลว่าใคร่, เมื่อว่าถึงศัพท์ว่า กาม ท่านแยกเป็น ๒ : วัตถุที่สัตว์ใคร่ก็เรียกว่ากาม ( วัตถุกาม ), ความใคร่หรือกิเลสที่เป็นเหตุให้ใคร่ หรือกิเลส คือความใคร่ ก็เรียกว่า กาม ( กิเลสกาม ). ใคร่อะไร ? ใคร่วัตถุ, วัตถุ คือสิ่งที่ใคร่นั้นรวมเข้าก็ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ, รูป เสียง หรือ สัททะ กลิ่น หรือ คันธะ รส โผฏฐัพพะ นี่เป็นวัตถุ เป็นสิ่งที่ใคร่ จึงรวมเรียกว่า วัตถุกาม วัตถุที่ใคร่ หรือวัตถุที่สัตว์ใคร่.

    รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ มีประจำอยู่สำหรับโลก คนจะเกิดมาหรือไม่เกิดก็มีอยู่เช่นนั้น มีรูป มีเสียง มีกลิ่น มีรสมีโผฏฐัพพะ แต่ก็มีอยู่ตามธรรมดา, ต่อเมื่อกิเลสกาม กิเลสที่เป็นเหตุให้ใคร่หรือกิเลสคือความใคร่ออกไปใคร่รูป ใคร่เสียง ใคร่กลิ่น ใคร่รส ใคร่โผฏฐัพพะ นี่ความใคร่ที่เป็นกิเลสกับวัตถุที่ใคร่ถึงกันเข้าประกอบกันเข้า.

    ถ้าว่าถึงภายใน ก็หมายเอากิเลสกาม กิเลสที่เป็นเหตุใคร่ หรือกิเลสคือความใคร่, ถ้าว่าถึงวัตถุภายนอก ก็หมายเอาวัตถุกาม วัตถุที่ใคร่ หรือวัตถุที่สัตว์ใคร่, บางทีท่านเรียกว่ากามคุณหมายถึงกิเลสกามที่ใคร่วัตถุกาม, ทับถมใจสัตว์อยู่เสมอ ไม่หลุดพ้นออกไปได้ จึงเรียกว่า คุณ แปลว่า ชั้น หรือทับ, กามคุณ ก็หมายความว่า กามที่ทับถมใจสัตว์อยู่ จึงเรียกว่ากามคุณ.

    รวมความว่ากิเลสกาม กิเลสที่เป็นเหตุใคร่หรือกิเลสคือความใคร่ ก็ใคร่วัตถุกามคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่ยังไม่ได้ก็ใคร่ให้ได้ ที่ได้มาแล้วก็ใคร่ให้คงอยู่, นี่เป็นกามตัณหา ความดิ้นรนเพราะกามหรือเพื่อกามอย่างหนึ่ง,

    ภวตัณหา ความดิ้นรนเพราะภพหรือภพ, ภพ หมายความถึงความเป็น, เป็นอะไร ?
     
  8. นิตยา11

    นิตยา11 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    116
    ค่าพลัง:
    +355
    ในชั้นต้นก็เป็นเรา เป็นตัว เป็นตน, ทุก ๆ คนรูสึกว่าเป็นตัวเป็นตนเป็นเราอยู่เป็นมูลเดิม เป็นอาสวะยังไม่ดิ้นรนไปเพื่อจะเป็นอะไร เพียงแต่เป็นตัวเป็นตน, แต่ครั้นเมื่อไปรู้จักความเป็นคนต่าง ๆ เห็นคนนั้นเป็นนี่ เห็นคนนี้เป็นนั่น เห็นคนนั้นเป็นโน่น หรือเป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นอัครมหาเสนาบดี เป็นเสนาบดี เป็นเศรษฐี เป็นอะไรต่างๆ ก็ต้องการที่จะเป็นเช่นนั้น เป็นภวตัณหาดิ้นรนไปเพราะความเป็นหรือเพื่อความเป็น นี่อย่างหนึ่ง.

    วิภวตัณหา ดิ้นรนเพื่อปราศจากมี ปราศจากเป็น, ภว แปลว่าเป็น, วิภว แปลว่า ปราศจากเป็น ดิ้นรนเพื่อให้ปราศจากเป็น เช่น รูป เสียง กลิ่น รสโผฏฐัพพะ ที่เป็นวัตถุกาม แต่ถ้าเป็นที่เกลียด ดังที่เราเกลียดอะไร เกลียดรูปอะไร เกลียดเสียงอะไร เกลียดกลิ่นอะไร เกลียดรสอะไร เกลียดโผฏฐัพพะอะไร แล้วมาประสบเข้าหรือเราไปประสบเข้า ต้องการให้สูญ ให้ปราศจากมีปราศจากเป็น หรือเราเองเป็นอะไรอยู่แล้วเราไม่ชอบที่จะเป็น ต้องการให้สูญสิ้นไปเสีย นี่เป็นวิภวตัณหา

    คนจนเกลียดความเป็นคนจน ต้องการให้หมดสิ้นไปเสีย ก็จัดเป็นวิภวตัณหา, คนที่มีรูปร่างน่าเกลียดไม่สวยไม่งาม ดิ้นรนเพื่อให้รูปที่ไม่สวยไม่งามสิ้นไปเสีย ก็จัดเป็นวิภวตัณหา,

    จนถึงมีชีวิตอยู่เห็นเป็นทุกข์เดือดร้อนทำลายเสีย ก็เป็นวิภวตัณหา, คนฆ่าตัวตายด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะวิภวตัณหา ดิ้นรนเพื่อให้ปราศจากมีปราศจากเป็น.

    ความดิ้นรนไปเพื่อให้ได้สิ่งที่ชอบ( กามตัณหา ) เพื่อให้เป็นภพที่ชอบ ( ภวตัณหา ) เพื่อให้เสื่อมเสียหรือปราศจากสิ่งที่ไม่ชอบ ภพที่ไม่ชอบ ( วิภวตัณหา ) นี่เป็นทุกขสมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์. เกิดทุกข์ที่ไหน ?

    เกิดทุกข์ทางใจก่อน, เกิดขึ้นที่ใจ ใจก็เดือดร้อนเป็นทุกข์, ถ้าไม่มีตัณหาเกิดขึ้น ใจก็ไม่เดือดร้อน ไม่เป็นทุกข์. เพราะตัณหาที่เป็นทุกขสมุทัยเกิดขึ้นที่ใจ ทำให้ใจเดือดร้อนเป็นทุกข์ แรงเข้าก็ให้พยายามออกไปทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง ก็เป็นทุกข์ต่อไปอีก กายหรือปัญจขันธ์เป็นตัวทุกข์อยู่ตามธรรมดา เป็นทุกขอริยสัจ สภาพที่จริงคือทุกข์,

    คนไม่รู้ก็ยึดถือเป็นตัวเป็นตน แล้วก็ดิ้นรนเพื่อจะให้ได้ส่วนที่ชอบ เพื่อให้เป็นภพที่ชอบเพื่อให้เสื่อมสิ่งที่ตัวไม่ชอบ เกี่ยวกับกายหรือปัญจขันธ์ ก็เป็นทุกขสมุทัย เกิดทุกข์ทับทุกข์ลงไปอีกเป็นชั้น ๆ เพราะฉะนั้นตัณหาจึงเป็นทุกขสมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์.
     
  9. นิตยา11

    นิตยา11 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    116
    ค่าพลัง:
    +355
    ทุกขนิโรธ ความดับทุกข์ ก็คือความดับความดิ้นรนของใจ เพื่อให้ได้เพื่อให้เป็น เพื่อให้เสื่อมเสียได้ เมื่อใจไม่มีความดิ้นรน เพื่อให้ได้ เพื่อให้เป็น เพื่อให้เสื่อมเสีย เพราะไม่ไปเกี่ยวข้องเช่นนี้ เป็นทุกขนิโรธ ความดับทุกข์

    แต่ส่วนกายที่เป็นทุกขสัจอยู่ตามธรรมดาก็เป็นทุกข์อยู่นั่นเอง แต่เป็นส่วนหนึ่ง เหมือนดังพระพุทธเจ้า ท่านรู้จักกายที่เป็นทุกข์อยู่ตามธรรมดา ท่านไม่มีทุกขสมุทัย คือตัณหา เหตุให้เกิดทุกข์ ทรงเป็นผู้รู้จักกาย รู้จักตามเป็นจริง กายก็เป็นทุกข์ไปตามเรื่อง แต่พระพุทธะ ผู้รู้ เป็นผู้รู้จักกายที่เป็นทุกข์ รู้จักตัณหา แต่ไม่เป็นตัณหา เพราะฉะนั้น จึงมีทุกขนิโรธความดับทุกข์ คือดับตัณหา.

    ทุกขนิโรธที่จะมีปรากฏขึ้นได้ ก็เพราะ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา ข้อปฏิบัติเป็นเครื่องดำเนินถึงความดับทุกข์หรือเรียกสั้น ๆ ว่า มรรค มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น สัมมาสมาธิเป็นที่สุด นั่นอยากจะรู้ไปดูในมรรคที่องค์ ๘ นี่สายหนึ่ง

    อีกสายหนึ่ง ท่านแสดงอริยสัจ ๔ เหมือนกัน แต่ตั้ง อาสวะ เป็นหลักอาสวสมุทัย เหตุเกิดอาสวะ อาสวนิโรธ ความดับอาสวะ อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา ข้อปฏิบัติเป็นเครื่องดำเนินถึงความดับอาสวะ หรือมรรคก็อย่างเดียวกันนั่นเอง

    แต่ว่าสายหนึ่งตั้งทุกข์เป็นข้อต้น อีกสายหนึ่งตั้งอาสวะเป็นข้อต้น เมื่อพิจารณา ให้ดีจะเห็นว่า ถ้าลำพังแต่อาสวะ ไม่มีทุกข์สวะก็ไม่แสดงอาอากรออกมา แต่ถ้ามีทุกข์ไม่มีอาสวะ ทุกข์ก็คงเป็นทุกข์อยู่ตามธรรมดา ไม่มีทุกขสมุทัย แต่นี่อาศัยกัน อาสวะก็มายึดทุกข์ ทุกข์ก็เข้าไปเกี่ยวกันเข้า

    อาสวะนั้นหมายถึงกิเลสอย่างละเอียดที่นอนจมอยู่กับจิต เหมือนดังตะกอนที่นอนอยู่ภายใต้น้ำที่ใส ท่านแสดงไว้ เป็น ๓ ได้แก่ กามอาสวะ หรือกามาสวะอย่างหนึ่ง ได้แก่ภพ เรียกภวาสวะอย่างหนึ่ง ได้แก่อวิชชา เรียกว่าอวิชชาสวะอย่างหนึ่ง
     
  10. นิตยา11

    นิตยา11 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    116
    ค่าพลัง:
    +355
    กามาสวะ ภวาสวะ มีเพราะอะไร ?
    ก็เพราะอวิชชาคือ ไม่รู้ตามเป็นจริง แต่ยังนอนจมอยู่ยังไม่แสดงอาการออก ถ้าอาสวะแสดงอาการ ออกมาก็เป็น กาม ก็คือ ความใคร่หรือกิเลสเป็นเหตุใคร่ที่นอนจมอยู่( กามาสวะ ) เมื่อมีอะไรมากระทบก็แสดงอาการออกมาใคร่ คือ ใคร่ รูป เสียง กลิ่น รสโผฏฐัพพะ นี่เป็นกามตัณหา

    ภวะ หรือ ภวาสวะ นอนจมอยู่ภายในเมื่อมีอะไรมากระทบหรือประสบอะไรเข้า รู้เรื่องรู้ราวต่าง ๆ เข้า ภวะที่นอนจมอยู่ก็แสดงออกมาเป็นภวตัณหา คืออยากเป็นโน่น เป็นนี่ เป็นนั่น นี่ว่าถึงส่วนที่ชอบ แต่ว่าถ้าไม่ชอบ คือส่วนที่ไม่ชอบมาประสบ ก็ต้องการให้เสื่อมสูญไปเสีย เป็นวิภวตัณหา

    ถ้าไม่มี ภวะ คือความ เป็น เป็นตัว เป็นตน เป็นเราแล้ว ก็ไม่มีต้องการอะไร ไม่ต้องการให้เสื่อมเสียอะไร แต่นี่เพราะ มีเรา เป็นเรา หรือ เป็นตัว เป็นตนขึ้น จึงต้องการได้ ต้องการเป็น ต้องการให้เสื่อมเสีย ความต้องการที่ปรากฏออกมาเป็นความ ดิ้นรน จึงเป็นตัณหา อวิชชา ความไม่รู้ตามเป็นจริง ที่นอนจมอยู่ไม่มีอาการอย่างไร ไม่รู้ว่าอะไร มืดตื้อไปหมด แต่ว่าจะอยู่เฉย ๆ เช่นนั้นไม่ได้ เพราะมีอายตนะ มีธาตุรู้ รู้ที่เป็นอวิชชาที่มีอยู่ ออกมารู้อะไรเข้า ก็รู้ยึดถือ จึงเป็นความหลง จนถึงเห็นผิด

    ตัวอย่าง เช่นเด็กเล็ก ๆ จะเห็นก้อนกรวดหรือก้อนทราย หรือเพชรนิลจินดาหรือทองคำ อะไร ก็ไม่ยินดียินร้าย เหมือนลิงหรือสัตว์ต่าง ๆ เห็นเพชรนิลจินดา เห็นก้อนกรวดก้อนทรายก็เห็นเหมือนกัน แต่เพราะอวิชชาที่รู้ผิดจากความจริงออกมารู้ว่า นี่เพชรนิลจินดา เขานิยมกัน นี่ทองคำ นี่เงิน เขานิยม เพราะมีราคาแพงก็ออกมายึด

    อวิชชาก็มีอาการเป็นรูปร่าง เมื่อยึดถือผิด ก็เก็บรูปผิดเข้าไป เมื่อยึดถือเงินทองก็เก็บเงินทองเข้าไป นี่เป็นอวิชชาที่แสดงอาการออกมา ถ้าเมื่อรู้ตามเป็นจริงแล้วเพชรนิลจินดาหรือทองเงินก็เป็นอยู่อย่างนั้นแหละ แต่ไม่ยินดียินร้ายไม่หลงงมงาย

    เพราะอาสวะมีอยู่ในภายในและทุกข์ก็มีอยู่เป็นภายนอก อาสวะออกมาประสบกับทุกข์ ก็ยึดทุกข์ จึงเกิดกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เกิดขึ้นเพราะอวิชชา รู้ผิดจากความจริง
     
  11. นิตยา11

    นิตยา11 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    116
    ค่าพลัง:
    +355
    ท่านจึงแสดงว่าอวิชชา มีอาการเป็น ๘ คือ

    ไม่รู้จักทุกข์

    ไม่รู้จักทุกขสมุทัย

    ไม่รู้จักทุกขนิโรธ

    ไม่รู้จักมรรค

    ไม่รู้จักส่วนเบื้องต้น

    ไม่รู้จักส่วนเบื้องปลาย

    ไม่รู้จักทั้งส่วนเบื้องต้นเบื้องปลาย

    ไม่รู้จักปฏิจจสมุปบาท

    พระพุทธเจ้ารู้จักทุกข์ รู้จักอาสวะ รู้จักทุกขสมุทัย รู้จักอาสวสมุทัย รู้จักทุกขนิโรธ รู้จักอาสวนิโรธ รู้จักทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา รู้จักอาสวนิโรธคามินีปฏิปทา ด้วยพระองค์เองจึงเป็น สมฺมาสมฺพุทฺโธ ตรัสรู้เองโดยชอบ นี่พระพุทธคุณบท สมฺมาสมฺพุทฺโธ. ให้รู้พอเป็นเค้าไว้ ต้องไปพิจารณาให้ละเอียดจึงจะรู้ให้ชัดขึ้นได้ ไม่เช่นนั้น รู้ชัดได้ยาก เพราะเป็นธรรมที่ละเอียด ว่าถึงพระพุทธคุณก็ต้องไปถึงธรรม คือ อริยสัจ อริยสัจแยกเป็นสองสาย : ทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา และอาสวะ อาสวสมุทัย อาสวนิโรธ อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา

    อีกนัยหนึ่ง อริยสัจอย่างหนึ่ง คือ อาสวะ อาสวสมุทัย อาสวนิโรธ อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา หรือมรรค ซึ่งปรากฏขึ้นแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเวลาที่ทรงปลุกพระองค์เพื่อให้เป็นผู้ตื่น

    เมื่ออาสวะสมุทัยดับไปแล้ว อาสวะที่เป็นพื้นเพเดิมทนอยู่ไม่ได้ ย่อมดับไปด้วย เพราะฉะนั้น อาสวะ อาสวสุทัย จึงไม่มีที่พระองค์ คงมีแต่อาสวนิโรธ อันเกิดแต่อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา หรือมรรคที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงเป็น พุทโธ ผู้ตื่นอยู่ เพราะไม่หลงไป.

    ( วชิร. ๓๗๑ ).
     
  12. นิตยา11

    นิตยา11 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    116
    ค่าพลัง:
    +355
    อวิชชา

    ได้แก่ความไม่รู้ หรือความมืดเหมือนดังคนเข้าอยู่ในห้องมืด ไม่เห็นอะไร นี้เป็นตัวเดิม เป็นพื้นเพ แต่เมื่อมีอารมณ์เข้ามาประสบ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมคือเรื่องราว เข้ามาประสบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย มนะ ก็รู้อารมณ์นั้น

    แต่รู้ผิดจากความเป็นจริงไป ไม่รู้ทั่วถึง รู้แต่เพียงเอกเทศคือบางส่วนเหมือนดังคนอยู่ในที่มืด เมื่อมีแสงสว่างเข้าไปเป็นช่อง ๆ ก็ให้เห็นที่อยู่ในทางของแสงสว่าง และก็เข้าใจว่า มีอยู่เท่านั้น เท่าที่ตาเห็น เท่าที่แสงสว่างเข้ามา แต่ว่าไม่รู้ทั่วถึง เช่นรู้เกิด แต่ไม่รู้จักสลาย คือทำลาย หรือรู้จักทำลาย แต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำลายมีเพราะเกิด เช่น

    บุคคลได้ประสบสิ่งที่เกิดขึ้นมาและชอบใจ ก็ยินดีหมกมุ่น ต้องการให้มีให้เป็นอยู่ต่อไป ไม่นึกถึงว่าสิ่งที่เกิดมานั้นในที่สุดก็ต้องสลายเหมือนกันหมด

    ครั้นสิ่งที่ไม่ชอบใจเกิดขึ้น ก็เดือดร้อนกระวนกระวาย ต้องการทำลายล้างผลาญให้เสื่อมไป ไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ต้องมีใครทำอะไร ในที่สุดเขาก็สลายไปเอง ดังภาษิตของท่านผู้รู้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้นที่แสดงไว้ว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ (สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา) สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ (สิ่งนั้นทั้งหมด มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ดังนี้) รู้เกิดได้ชื่อว่ารู้ส่วนหนึ่ง แต่ไม่รู้ดับหรือรู้สลาย รู้ดับหรือรู้สลาย แต่ไม่รู้ว่ามีมาจากเกิด

    เพราะฉะนั้น จึงยินดีส่วนที่ชอบ ยินร้ายส่วนที่ไม่ชอบ ผลัดเปลี่ยนกันไปไม่รู้จักจบ

    กิเลสที่ออกไปประสบอารมณ์ และรู้จักอารมณ์ แต่รู้ผิดจากความจริงไป จึงเป็นความหลงงมงายซึ่งเรียกว่าโมหะ และก็ต้องการได้ส่วนที่ชอบอันเป็นกามะ ต้องการเป็นภพที่ชอบอันเป็นภวะ เพราะฉะนั้น กามตัณหา ความดิ้นรนไปเพราะความใคร่ หรือเพื่อความใคร่ที่จะให้ได้ ภวตัณหา ความดิ้นรนไป เพื่อภพหรือความเป็น หรือดิ้นรนไปเพื่อจะให้เป็นภพที่ชอบ วิภวตัณหา ความดิ้นรนไปเพื่อให้สิ่งที่ไม่ชอบซึ่งมาประสบสูญไป จนถึงมุ่งล้างผลาญ นี้เป็นอาสวสมุทัยเหตุให้เกิดอาสวะ เพราะโมหะความหลงงมงายเช่นนี้เกิดขึ้นแล้ว แม้ดับไปไม่คงอยู่

    แต่ความยึดถือเป็นไปตามความดิ้นรนของใจ ยังเก็บอยู่ยังหมักหมมอยู่เป็นอันเข้าไปซ้อนอาสวะคือความมืดให้มีอาการมีรูปร่าง แปลกออกไปจากความมืด เหมือนดังบุคคลเมื่อไม่รู้จักทองคำเพชรนิลจินดา ก็ไม่มีความปรารถนาจะให้ได้มาและไม่มีความปรารถนาจะให้คงอยู่ แต่เพราะรู้ว่าทองคำ เพชรนิลจินดามีค่า คนนิยมนับถือกัน จึงปรารถนาต้องการได้

    ความปรารถนาต้องการนั้นไม่ใช่มีอยู่เสมอไป เกิดชั่วคราวแล้วดับแต่ความที่รู้สึกว่าเพชรนิลจินดาหรือทองคำมีค่ายังชอบใจยังต้องการอยู่เสมอ แม้นอนหลับฝันก็คงเป็นไปเช่นนั้น นี้ได้ชื่อว่า อาสวสมุทัย เหตุให้เกิดอาสวะ คือก่อกามะ ภวะ อวิชชา ให้เกิดขึ้นทับกามะ ภวะ อวิชชาเดิม ให้ซ้อน ๆ ขึ้นไป จึงเป็นคุณคือกิเลสที่ซ้อนกันและทับอยู่ในใจสัตว์
     
  13. นิตยา11

    นิตยา11 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    116
    ค่าพลัง:
    +355
    อีกปริยายหนึ่ง ปฏิจจสมุทบาท( ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น ) สายสมุทัย

    พระสัมมาสัมพุทธะทรงแสดงว่า อวิชชาเป็นต้นเดิม คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขารเป็นต้นไป จนถึงชรามรณะ และ โสกะ ประเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ( และทรงแสดงว่า ) ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้อย่างนี้

    ส่วนสายนิโรธ ทรงแสดงว่า เพราะดับไม่เหลือแห่งอวิชชา (ในเมื่ออวิชชเกิดขึ้น) จึงดับสังขารเป็นต้นไป จึงถึงดับชรา มรณะ และ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะโทมนัส อุปายาส ( และทรงแสดงว่า ) ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ อย่างนี้

    ศัพท์ว่า อวิชชา ตามพยัญชนะและอัตถะในที่มาต่าง ๆ : อ ( ไม่ ) วิทฺ ( รู้ ) รวมเป็นอวิชชา ( โดยไวยากรณ์ ) แปลว่าไม่รู้ หรือไม่รู้แจ้ง น่าจะหมายความว่า รู้ไม่ถูก หรือรู้ไม่ตรงตามความเป็นจริง วิชชา ก็แปลว่า รู้ หรือรู้แจ้ง

    บางท่านกล่าวว่า อวิชชาเป็นรูป เห็นจะหมายว่า เพราะลำพังแต่รูปย่อมไม่มีความรู้ เช่น ก้อนดิน ท่อนไม้ ย่อมไม่มีความรู้ แต่ไม่สมกับอรรถ เพราะว่าอวิชชากับวิชชา เป็นคู่กัน แต่ตรงกันข้าม

    เมื่อฝ่ายหนึ่งมี อีกฝ่ายหนึ่งไม่มี ในเทวธาวิตักกสูตร พระองค์ทรงแสดงว่า " อวิชฺชา วิหตา " อวิชชา อัน----กำจัดเสียแล้ว วิชฺชา อุปฺปนฺนา วิชชาเกิดขึ้น " ตโม วิหโต " มืดอัน----กำจัดเสียแล้ว อาโลโก อุปฺปนฺโน แสงสว่างเกิดขึ้น " ดังนี้เป็นต้น ถ้าอวิชชาเป็นรูป วิชชาก็เป็นรูปด้วย กำจัดอวิชชาก็ต้องกำจัดรูป

    อนึ่ง มืดอันเป็นไวพจน์ของอวิชชาก็ต้องเป็นรูป และเมื่ออวิชชาและมืดซึ่ง ( ถ้าเอา ) เป็นรูปอัน----กำจัดเสียแล้ว วิชชาและแสงสว่างจะเกิดขึ้นอย่างไร

    อีกนัยหนึ่ง พระพุทธสุภาษิตแสดงไว้ว่า อวิชชา ไม่รู้จักอริยสัจ ๔ วิชชาก็รู้จักอริยสัจ ๔ นั่นเอง เมื่อเช่นนี้ รูปจะไม่รู้จักและรู้จักอริยสัจ ๔ ได้อย่างไรกัน

    บางท่านเห็นว่า อวิชชาในที่มาแห่งปฏิจจสมุปบาท ไม่ใช่อวิชชาที่มีวัตถุ ( คือเรื่องที่ไม่รู้ ) ๘ อวิชชาที่ว่ามีวัตถุ ๘ นั้น เป็นคำอรรถกถาจารย์ ไม่ใช่พระพุทธภาษิต ข้อนี้น่าพิจารณา คำของพระอรรถกถาจารย์ไม่ควรถือเอาตามทั้งหมด หรือควรถือเอาตามทั้งหมด หรือควรถือเอาตามแต่ที่พิจารณาเห็นความ และไม่ค้านกับพระบาลี แม้คำที่ท่านอ้างว่า เป็นพระบาลีพุทธภาษิต เพราะขึ้นต้นว่า " เอวมฺเม สุตํ " บางแห่งเนื้อความที่แสดงส่อให้เห็นว่าไม่ใช่พุทธภาษิตก็มี เหตุนี้จึงควรพิจารณา
     
  14. นิตยา11

    นิตยา11 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    116
    ค่าพลัง:
    +355
    อวิชชา ในปฏิจจสมุปบาทนั้น ไม่รู้แจ้งอะไร จึงเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร.

    พิจารณาดูน่าจะเห็นว่า ไม่รู้แจ้งกายนี้ ที่แยกออกโดยอาการเป็นปัญจขันธ์ ว่าเป็นทุกขอริยสัจ ( สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา: โดยย่อ ขันธ์อันเป็นที่ยึดถือ ๕ อย่างเป็นทุกข์ ) เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่า " เอตํ มม นั่นของเรา เอโสหมสฺมิ เราเป็นนั่น เอโส เม อตฺตานั่นเป็นตัวของเรา ( ตามนัยแห่งอนัตตลักขณสูตร ) " นี้ชื่อว่าไม่รู้แจ้งในทุกข์ ( ๑ ) เพราะไม่รู้แจ้งในทุกข์ จึงดิ้นรนเพื่อใคร่ได้ ( อารมณ์ที่ใคร่ ) เพื่อเป็น ( ภพที่ชอบ ) เพื่อให้เสื่อมเสีย ( อารมณ์และภพส่วนที่ไม่ชอบ ) นี้ชื่อว่าไม่รู้แจ้งในทุกขสมุทัย ( ๒ ) เมื่อเช่นนี้ก็เป็นอันไม่รู้จักหน้าของความดับทุกข์ นี้ชื่อว่าไม่รู้แจ้งในทุกขนิโรธ ( ๓ ) ทั้งนี้เพราะไม่รู้แจ้งในมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นเครื่องถึงความดับทุกข์ นี้ชื่อว่าไม่รู้แจ้งในทุกข์นิโรธคามินีปฏิปทา ( ๔ ) เมื่ออารมณ์มาประสบทวาร เป็นปัจจัยให้เกิด วิญญาณ เวทนา สัญญา สังขาร แล้วก็ล่วงไปตามธรรมดา แต่เพราะไม่รู้ตามเป็นจริงจึงส่งใจไปเคล้าอยู่ และยินดีบ้าง ยินร้ายบ้าง หลงงมงายบ้าง นี้ชื่อว่าไม่รู้แจ้งในอดีต ( ๕ ) คำนึงถึงเรื่องที่จะเป็นไปข้างหน้า และยินดีบ้าง ยินร้ายบ้าง หลงงมงายบ้าง นี้ชื่อว่าไม่รู้แจ้งในอนาคต ( ๖ ) ระลึกถึงเรื่องที่ล่วงมาแล้ว และเอาไปคำนึงถึง หวังถึงข้างหน้า ไม่เห็นความยินดี ความยินร้ายความหลงงมงายในปัจจุบัน นี้ชื่อว่าไม่รู้แจ้งทั้งในอดีต ทั้งในอนาคต ( ๗ ) ทั้งหมดที่เป็นไปเช่นนั้น ก็คือปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง แต่ไม่รู้ประจักษ์ตามที่เป็นจริง นี่ชื่อว่าไม่รู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาท ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น ( ๘ ) เมื่อพิจารณาตามพยัญชนะ ( สพฺพยญฺชน ) และโดยอัตถะ( สาตฺถ ) ตามเค้าความ ก็ดูไม่น่าจะเป็นปัญหาว่าถึงปฏิจจสมุปบาท

    ตามนัยที่มาในมหาตัณหาสังขยสูตร ในมัชฌิมนิกายมูลปัณณาสก์ มีเรื่องว่า พระสาติภิกษุกล่าวว่าวิญญาณนั่นเองเที่ยวไปไม่ใช่อื่น แล ( พระสาติภิกษุ ) อ้างว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงอย่างนี้ พระสาติภิกษุ ได้รู้ถึง พระพุทธเจ้าทรงคัดค้านและทรงกล่าวว่า พระสาติภิกษุ กล่าวตู่พระองค์ พระองค์ไม่ได้แสดงอย่างนั้น พระองค์ทรงแสดงว่า วิญญาณอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น นอกจากปัจจัย วิญญาณย่อมไม่เกิดขึ้น และทรงแสดงต่อไปโดยความว่า อาศัยอายตนะภายในและอายตนะภายนอก วิญญาณจึงเกิดขึ้น แล้วจึงทรงแสดงปฏิจจสมุปบาท นี้เป็นอรรถที่พิจารณา ไม่ใช่รส ส่วนรสจะปรากฏแก่ผู้รู้แจ้งจำเพาะตน เหมือนคนกินอาหาร ย่อมรู้จักรสของอาหารนั่นจำเพาะตน
     

แชร์หน้านี้

Loading...