นอสตราดามุสกับเอ็ดการ์ เคซี่

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย thanan, 18 มกราคม 2005.

  1. thanan

    thanan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กันยายน 2004
    โพสต์:
    1,662
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +5,152
    <u>เนื้อเรื่องทั้งหมดโดยคุณสาทิส อินทรกำแหง</u>


    วันที่เจ็ด เดือนเจ็ดของปีนี้(2542) ที่นอสตราดามุสทำนายไว้ว่า เป็นวันโลกาวินาศผ่านไปแล้วเกือบเดือน ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    เรื่องสืบเนื่องมาจากคำทำนายของนอสตราดามุส ยังไม่จบง่ายๆ คนทั่วไปรวมทั้งสื่อมวลชน ยังพูดกันถึงวันโลกาวินาศอยู่ และตอนนี้ที่พูดถึง ผู้ยิ่งใหญ่แห่งการทำนายโลกอนาคต ขึ้นมาอีกคนหนึ่ง คู่กับนอสตราดามุส เขาชื่อเอ็ดการ์ เคซี่

    เอ็ดการ์ เคซี่ เป็นชาวอเมริกัน เกิดเมื่อปี 1877 และเสียชีวิตเมื่อปี 1945 นั่นคือ 54 ปีมาแล้ว

    คำทำนายเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญๆ ของอเมริกาถูกต้องหลายอย่าง เช่น การฆาตกรรมประธานาธิบดีเคนเนดี สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม และแผ่นดินไหวในแคลิฟอร์เนีย

    ส่วนคำทำนายเกี่ยวกับโลกาวินาศนั้น ไม่รุนแรงเหมือนนอสตราดามุส แต่เขาได้ย้ำไว้แน่นอนมากมาย เรื่องเกาญี่ปุ่นจะจมหายไปในทะเล และนี่คือความหวาดกลัวของชาวญี่ปุ่นทุกวันนี้

    และตอนนี้ชื่อเสียงเอ็ดการ์ เคซี่ ก็ถูกกระพือขึ้นมาอีกจนโด่งดังไปทั่วโลก มีข้อเขียนและสารคดีทีวีหลายเรื่องที่พูดถึง เอ็ดการ์ เคซี่

    แต่แทบจะไม่มีใครเลยที่เอ่ยถึง ความสามารถทางด้านการแพทย์ของเอ็ดการ์ เคซี่ ทั้งๆที่ความโด่งดังของเคซี่เกิดขึ้นมาจาก การสั่งยารักษาคนไข้ให้หายโรคภัยไข้เจ็บมานั้น เป็นหมื่นๆ ราย

    วิธีสั่งยาของเคซี่ก็ค่อนข้างจะพิสดาร ถึงเวลาที่เขาจะสั่งยา เขาก็ต้องตรวจอาการของคนไข้ก่อน การตรวจคนไข้และการสั่งยา ก็แปลกประหลาดพิสดาร เขาไม่รู้จักคนไข้ และคนไข้ก็ไม่ต้องมาหาเขา จะอยู่ที่บ้านหรือที่ไหนก็ได้

    เมื่อถึงเวลาจะตรวจคนไข้ เคซี่ก็จะนอนบนเก้าอี้ยาวในบ้านของเขา หลับตาลง แล้วก็มีอาการเหมือนทำสมาธิ หรือเข้าฌาน แล้วก็หลับลึก (TRANCE) ต่อจากนั้นผู้ช่วยของเขาก็จะอ่านชื่อคนไข้ อายุ และที่อยู่โดยไม่ต้องบอกว่าคนไข้ป่วยเป็นอะไร และอาการเป็นอย่างไร

    เคซี่จะบอกที่อยู่ และสภาพภายในบ้านของคนไข้อย่างถูกต้อง เขาจะระบุได้โดยละเอียดว่า ขณะนั้นคนไข้กำลังทำอะไรอยู่ในบ้าน และเขาจะตรวจอาการของคนไข้โดยที่นอนอยู่ TRANCE อย่างนั้น และอยู่คนละที่ คนละแห่งกับคนไข้อย่างนั้น

    เมื่อเขาตรวจอาการคนไข้โดยละเอียดแล้ว เขาก็จะบอกคนไข้ป่วยเป็นอะไร ส่วนไหนของร่างกายที่มีอาการป่วย หรือผิดปรกติ

    ต่อจากนั้น เขาก็จะสั่งยา ซึ่งการตรวจและการสั่งยาทั้งหมดนี้ ผู้ช่วยของเขาจะเป็นผู้บันทึกไว้ และจะจัดการติดต่อกับคนไข้ต่อไป เมื่อเคซี่ขึ้นจาก TRANCE เขาจะไม่รู้ตัวและจำไม่ได้ว่า เขาได้พูดอะไรหรือสั่งอะไรออกไปบ้าง

    แรกๆ ก็จะมีหลายคนที่สงสัยว่าเขาทำไปเพื่ออะไร เขาแสวงหาผลประโยชน์หรือเปล่า หรือเขาหลอกลวงหรือเปล่า

    ก็น่าหรอกที่จะมีคนสงสัย เพราะเอ็ดการ์ เคซี่ เป็นคนมีการศึกษาน้อย เขาไม่ได้เป็นหมอ ไม่ได้เรียนแพทย์ และไม่มีความรู้ทางการแพทย์เลยแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเขาอยู่ในลักษณะปรกติธรรมดา คือไม่ได้นอนเข้า TRANCE หากใครมาถามเรื่องเจ็บป่วยแม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ ขนาดปวดหัวปวดท้อง เขาจะบอกไม่ได้เลยว่าจะแก้ไขอย่างไร

    แต่อย่างไรก็ตาม การที่เขาทำทุกอย่างด้วยความสุจริตใจ และหวังแต่เพียงจะช่วยเพื่อนมนุษย์โดยไม่ได้ต้องการสิ่งตอบแทน และผลของการตรวจและสั่งยาให้แก่คนไข้ได้ผลดี คนไข้หายจากการเจ็บป่วย ในไม่ช้าคนไข้ก็แห่กันมาทำ ในลักษณะที่เรียกกันภาษาโก๋สมัยนี้ว่า "มากันตรึมเลยทีเดียว"

    เอ็ดการ์ เคซี่ ก็ต้องเดือดร้อน เพราะตอนนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่นิ่งไม่ได้แล้ว ต้องเข้ามาตรวจและสอบสวนเป็นเรื่องใหญ่

    แต่ก็เอาผิดกับเคซี่ไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้รักษาคนไข้ ใครก็ตามที่มาถามอาการเจ็บป่วย เขาก็จะตรวจตราโดยใช้การเข้า TRANCE และเมื่อจะสั่งยา เขาก็จะสั่งผ่านทางผู้ช่วย ซึ่งเป็นผู้จดยา และคนไข้ก็จะไปซื้อยามากินหรือมาหาเอาเอง และคนไข้ส่วนมากก็จะหายจากโรคภัยไข้เจ็บนั้นๆ

    แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่หมดเรื่องเดือดร้อน มีแพทย์ผู้ใหญ่ และผู้ที่สนใจการรักษาของเอ็ดการ์ เคซี่ หลายคน ซึ่งสนใจขอเข้าดูวิธีรักษาและการสั่งยาให้คนไข้ แพทย์บางคนก็บอกตรงๆเลยว่า เขาต้องการมาจับโกหกของเอ็ดการ์ เคซี่

    แต่ละคนที่มาทำ เคซี่จะต้อนรับอย่างเต็มใจ และด้วยอัธยาศัยอันดียิ่ง อย่างเช่น นายแพทย์ฮิวโก มุนสเตอร์เบิร์ก แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ซึ่งถึงกับลงทุนเดินทางจากนอสตัน ขึ้นรถไฟข้ามคืนข้ามวันลงใต้ไปถึงเมืองฮอพกินส์วิลล์ ในมลรัฐเคนตั๊กกี้ เพื่อจะไปสอบสวนว่าวิธีการรักษาของเอ็ดการ์ เคซี่ เป็นการหลอกลวงประชาชนหรือเปล่า

    นายแพทย์มุนสเตอร์เบิร์กต้องเดินทางแบบสมบุกสมบัน เขาต้องนั่งรถม้าจากสถานีรถไฟ ออกไปนอกเมืองเป็นเวลาหลายชั่วโมง รถม้านำเขามาที่ทุ่งนาเชิงเขา บริเวณท้องทุ่งนั้นเป็นฟาร์มปลูกยาสูบเต็มไปหมด

    คนขับรถหยุดลงที่กระท่อมเล็กๆ ซึ่งคงจะมีคนอาศัยอยู่ได้ไม่เกินสองคน มุนสเตอร์เบิร์กมองดูบ้านหลังเล็กนั้น อย่างประหลาดใจ เขาถามคนขับรถอย่างไม่ค่อยเชื่อว่า "เอ็ดการ์ เคซี่ อยู่ในบ้านเล็กๆ แค่นี้เองหรือ?"

    ชายร่างเล็กและค่อนข้างผอมเดินมาเปิดประตู นายแพทย์มุนสเตอร์เบิร์กถามเขาว่า เขาคือเอ็ดการ์ เคซี่ ใช่หรือไม่

    เคซี่พยักหน้ารับ มุนสเตอร์เบิร์กแนะนำตัวเอง และบอกเคซี่อย่างตรงไปตรงมาว่า "ผมมาที่นี่เพื่อจะมาจับโกหกคุณ"

    เขาควักกระดาษหนังสือพิมพ์ปึกใหญ่ ออกมาจากกระเป๋า กระดาษหนังสือพิมพ์เหล่านั้นลงข่าวต่างๆ เกี่ยวกับเอ็ดการ์ เคซี่ และหนึ่งในหน้าหนังสือพิมพ์ที่ตัดมาเต็มหน้านั้น เป็นหน้าจาก นสพ.นิวยอร์กไทม์ ซึ่งเป็นหนังสือที่แพร่หลายที่สุดในอเมริกา และเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก

    หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นพาดหัวว่า "หนุ่มไร้การศึกษากลายเป็นหมอขณะตกอยู่ในภวังค์ลึก"

    เอ็ดการ์ เคซี่ ยิ้มอย่างถ่อมตัว และเชิญมุนสเตอร์เบิร์กเข้าไปในบ้าน แพทย์อาวุโสผู้นั้น ยังไม่ยอมถอดเสื้อคลุมและถอดหมวก เขายังมีท่าทางซึ่งดูถูกเคซี่อยู่มาก

    "ห้องแพทย์และห้องตรวจโรคของคุณอยู่ที่ไหน"

    เอ็ดการ์ เคซี่ มองอย่างงงๆ แล้วชี้ไปที่โซฟายาวซึ่งตั้งอยู่กลางห้อง

    "ถ้าคุณหมายถึงห้องแพทย์อย่างในคลินิกละก็ นั่นก็คือห้องแพทย์ของผม"

    มุนสเตอร์เบิร์กมีอาการดูถูกมากยิ่งขึ้น "ถ้ามีโซฟาเพียงตัวเดียวอย่างนี้ คุณจะรักษาคนไข้ได้อย่างไร"

    "ผมไม่ได้รักษาคนไข้ ผมเพียงแต่อ่านรายการของคนไข้ให้ผู้ช่วยของผมฟัง แล้วเขาก็จดไว้"

    มุนสเตอร์เบิร์กมีอาการที่ไม่เชื่อถือมากขึ้นอีก เขาทำท่าจะกลับ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ ถอดเสื้อถอดหมวกแล้วก็นั่งลง

    เขาเริ่มซักถึงวิธีรักษาคนไข้ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาพอจะเข้าใจถึงวิธีรักษา แต่ก็ไม่ยอมเชื่อว่าวิธีเข้า TRANCE อย่างนั้นจะช่วยอะไรได้

    เขาถามถึงหลักฐานคนไข้ เอ็ดการ์ เคซี่ เอารายชื่อต่างๆ ของคนไข้มาให้ดู มุนสเตอร์เบิร์ก ขออนุญาตไปพบคนไข้ และซักถามคนไข้

    เขาไม่เพียงแต่พบหลักฐานว่าคนไข้ ป่วยมีอาการอย่างนั้นจริงๆ เท่านั้น แต่ยังพบว่า วิธีตรวจอาการ และการสั่งยานั้นถูกต้องตาม แบบแผนการรักษา แบบการแพทย์แผนปัจจุบันทุกอย่าง และคนไข้ก็หายป่วยจริงๆด้วย

    เอ็ดการ์ เคซี่ ทำได้อย่างไร

    ขณะนั้นเป็นปี 1910 เอ็ดการ์ เคซี่ อายุได้ 33 ปี.
    <hr>
    เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมได้ทิ้งท้ายเรื่องของเอ็ดการ์ เคซี ไว้ว่า เขาได้กลายเป็นหมอรักษาคนไข้นับหมื่นๆ คน ทั้งๆ ที่เขาเองก็ไม่ได้เป็นหมอ ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนการแพทย์ และไม่มีความรู้ในด้านการแพทย์แม้แต่นิดเดียว

    วิธีรักษาของเอ็ดการ์ เคซี ก็ต่างกว่าแพทย์ต่างๆ ทั้งหลาย เขาไม่ต้องพบกับคนไข้ แท้ที่จริงแล้วเขาไม่รู้จักคนไข้เลยด้วยซ้ำ เวลาที่เขาตรวจหรือรักษาคนไข้ เขาจะนอนหลับตาเหมือนกับเข้าสมาธิ (TRANCE) เขาจะบอกรูปร่างลักษณะของคนไข้ ที่อยู่ของคนไข้ สภาพในบ้านของคนไข้ได้ถูกต้อง ทั้งๆที่ไม่ได้รู้จักคนไข้เลย

    ต่อจากนั้นเขาจะวินิจฉัยโรค และจะบอกยารักษาโรค ซึ่งจะไปซื้อได้จากร้านขายยา หรือให้เภสัชกรปรุงยาให้ และคนไข้ก็จะหายจากการเจ็บป่วย

    ได้มีกลุ่มสื่อสารมวลชนและกลุ่มแพทย์ ของทางราชการและเอกชน ไปศึกษาและสอบสวนการทำงานของเขา

    หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ แม้แต่หนังสือพิมพ์ระดับโลก เช่น นิวยอร์กไทม์ ต่างรายงานเป็นเสียงเดียวกันว่า การรักษาของเอ็ดการ์ เคซี ได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์ใจ และเคซีไม่ใช่คนหลอกลวง ตรงกันข้ามเขาเป็นคนมีน้ำใจดีงาม และต้องการช่วยเหลือผู้ทุกข์ร้อน โดยไม่ได้หวังผลตอบแทน

    และกลุ่มของแพทย์ที่ไปสอบสวนวิธีรักษาของเอ็ดการ์ เคซี ก็รายงานเหมือนกันอีกเช่นกันว่า การรักษาและวิธีสั่งยาของเคซี แม้จะค่อนข้างแปลกประหลาด แต่ก็ถูกต้องตามหลักการแพทย์ และเภสัชกรรมทุกประการ โดยเฉพาะการวินิจฉัยโรค ซึ่งเคซีสามารถตรวจภายในของคนไข้ได้ ทั้งๆ ที่คนไข้อยู่คนละที่ห่างไกลกัน แต่เคซีก็วินิจฉัยได้ถูกต้องอย่างน่าอัศจรรย์ว่า อวัยวะภายในส่วนไหน หรือระบบไหนของร่างกายคนไข้เกิดเจ็บป่วย หรือเกิดอาการบกพร่อง จนทำให้คนไข้ป่วย

    ในภายหลังกลุ่มแพทย์และทางการ ได้ขอร้องให้เอ็ดการ์ เคซี บันทึกรายละเอียดของประวัติคนไข้ อาการเจ็บป่วยและสาเหตุของการเจ็บป่วย ตลอดจนการรักษา และการให้ยา ไว้ให้เป็นระบบ เพื่อความถูกต้อง และการค้นคว้าในด้านการแพทย์ต่อไป

    ปรากฏว่า เลขานุการและคณะของเอ็ดการ์ เคซี ได้บันทึกประวัติคนไข้โดยละเอียดไว้ถึง 14,000 ราย และประวัติคนไข้และการรักษานี้ มีจำนวนหน้ากระดาษกว่า 900,000 หน้า

    นับว่าเป็นประวัติการค้นคว้า ซึ่งหนามากมายเหลือเกิน ถ้าจะนับกันในด้านการเป็นตัวหนังสืออย่างเดียว ก็ต้องนับว่าเป็นการเขียนหรือการบันทึก ซึ่งมหัศจรรย์อย่างยิ่งในวงการหนังสือด้วยกัน

    ในระยะแรกกลุ่มลูกศิษย์ของเอ็ดการ์ เคซี ได้จัดตั้งมูลนิธิเอ็ดการ์ เคซี เพื่อค้นคว้าด้านการแพทย์ขึ้น แต่ในภายหลังเมื่อเอ็ดการ์ เคซี เสียชีวิตแล้ว (ปี 1945) กลุ่มแพทย์และกลุ่มลูกศิษย์ลูกหาของเคซี ได้ร่วมกันขยายมูลนิธิให้เป็น สถาบัน ASSOCIATION FOR RESEARCH AND ENLIGHTENMENT ขึ้น เพื่อการค้นคว้าและศึกษาในด้านการรักษาผู้ป่วย ตามแนวของเอ็ดการ์ เคซี และในขณะเดียวกันก็ช่วยกันค้นคว้า และปรับปรุงการรักษาของเคซีให้ถูกต้อง ตามกระบวนการของการแพทย์ปัจจุบันให้มากยิ่งขึ้น

    ปรากฏว่ากรรมการของสถาบันแห่งนี้แทบทั้งหมด คือกลุ่มแพทย์ซึ่งได้เคยมาสอบสวนพฤติกรรม และวิธีการรักษาของเอ็ดการ์ เคซี มาแล้ว อย่างเช่น นายแพทย์ฮูโก มุนสเตอร์เบิร์ก จากมหาวิทยาลัยฮาเวิร์ด ซึ่งเป็นผู้ที่บอกกับเอ็ดการ์ เคซี เมื่อวันแรกพบกันว่า "ผมมาที่นี่เพื่อจะมาจับโกหกคุณ" ก็ได้กลายเป็นกรรมการคนหนึ่งของสถาบัน

    นายแพทย์วิลเลียม แมคคารีย์ จากมหาวิทยาลัยซินซินนาติ และภรรยาของเขา ซึ่งเป็นแพทย์เหมือนกัน คือ เกลดีส์ ได้ร่วมกันเป็นผู้ค้นคว้า และรวบรวมวิธีรักษาของเอ็ดการ์ เคซี และต่อมานายแพทย์แมคคารีย์ ก็ได้รับตำแหน่งเป็นประธานกรรมการ ของมูลนิธิเอ็ดการ์ เคซี และภายหลังได้จัดตั้งสถาบันเพื่อค้นคว้า และเป็นคลินิกด้วย นายแพทย์แมคคารีย์ก็ได้รับตำแหน่งเป็น ผู้อำนวยการของสถาบันแห่งนี้ด้วยเช่นกัน

    นายแพทย์แมคคารีย์ ได้รวบรวมวิธีรักษาของเอ็ดการ์ เคซี ไว้เป็นตำรา เขาได้เน้นว่า แม้เอ็ดการ์ เคซี จะไม่มีความรู้ในด้านการแพทย์เลย แต่ในขณะที่เคซีเข้าสมาธิจนถึงขั้น TRANCE เขาก็ดูเหมือนแพทย์ชั้นเอก ซึ่งทรงคุณวุฒิอย่างไม่มีข้อสงสัย

    เขาได้ชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จและความยิ่งใหญ่ ในการรักษาของเคซีนั้น อยู่ที่การเน้นในเรื่องสุขภาพเบื้องต้น

    สุขภาพเบื้องต้นซึ่งเคซีเน้นนักเน้นหนา ก็คือเรื่องของการกิน การถ่าย ความสมดุลของกรด และด่างในร่างกาย ความสมดุลของโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระดูกสันหลัง ความสมดุลของระบบประสาท ความสมดุลย์ของระบบเลือด การทำงานที่ถูกต้อง และประสานกลมกลืนกันของต่อมต่างๆ ความเครียดและการใช้งานมากเกินควร ของอวัยวะหรือระบบบางอย่าง และประการสุดท้าย สิ่งที่เคซีระบุไว้อาจจะทำให้บรรดาอาจารย์ หรือพระคุณเจ้าของไทยเราสะดุ้งกันบ้างก็คือ เคซีระบุว่า สาเหตุของการเจ็บป่วยที่สำคัญอันหนึ่งก็คือ มันขึ้นอยู่กับกฎแห่งกรรม (LAW OF KARMA)

    เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ที่คนความรู้น้อยเป็นชาวนาธรรมดาคนหนึ่ง จะสามารถพูดถึงความรู้การแพทย์สูงๆ รวมทั้งเรื่องของร่างกายและจิตใจ ได้อย่างละเอียดและถูกต้องเช่นนี้ การแพทย์สมัยโน้น และแม้กระทั่งสมัยนี้ เราไม่เคยพูดกันถึงการป่วยทางจิตใจ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการป่วยทางกาย แต่เคซีได้พูดไว้นานแล้ว และเขาจะเน้นอย่างมากมายในบท ที่ว่าด้วยความสมดุลของระบบประสาท

    เคซีกล่าวไว้ว่า เรี่ยวแรงหรือพลังงานของคน ที่จะทำให้มีชีวิตชีวาอยู่ได้นั้นขึ้นอยู่กับความคิด ความเคลื่อนไหว ทั้งที่รู้ตัว (CONCIOUS) และไม่รู้ตัว (UNCONCIOUS)

    กลไกในความเคลื่อนไหวทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัวนี้ เคซีระบุไว้ว่าได้แก่ การหายใจ การเต้นของหัวใจ การหมุนเวียนของเลือดและน้ำเหลือง การทำงานของต่อมต่างๆ (ฮอร์โมน) การย่อย การเปลี่ยนการย่อยให้เป็นสารอาหาร (ASSIMILATION OF NUTRIENTS) และสิ่งสำคัญประการสุดท้าย คือ การถ่าย

    เคซียังได้ระบุเลยไปถึงส่วนอื่นๆของระบบประสาทอีกว่า แบ่งออกเป็นส่วนสำคัญ 3 ส่วน (ตามแนวคิดของเคซี) คือ น้ำเลี้ยงสมอง ระบบประสาทอัตโนมัติ และระบบสัมผัส (ตา หู จมูก ลิ้น กาย)

    การพูดและอธิบายถึงระบบประสาทนี้ เคซีทำได้ดีอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง เพราะระบบประสาททั้งหมดของมนุษย์นั้น ลึกลับซับซ้อนเหลือประมาณ แม้แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบประสาท อาจจะรู้จักระบบและการทำงานของระบบเป็นอย่างดี แต่เมื่อขอให้แพทย์ผู้นั้นอธิบาย เขาก็จะทำไม่ได้ดีเหมือนอย่าง เอ็ดการ์ เคซี ซึ่งเป็นชาวนา และไม่เคยศึกษาในเรื่องการแพทย์มาก่อนเลย

    ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างกายและใจ หรือความเป็นหนึ่งเดียวของการมีชีวิตนั้น เคซีกล่าวไว้ว่า กายและใจต้องรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อที่จะเป็นที่รวมของการมีชีวิตอยู่ได้ เพราะการมีชีวิตนั้น เป็นพลังส่วนหนึ่งของพลังอันยิ่งใหญ่จากธรรมชาติ เพราะฉะนั้น พลังต้องร่วมกันและประสานกัน

    นี่คือเรื่องย่อๆ ของชายอัศจรรย์ผู้หนึ่ง ซึ่งที่มาเล่าสู่กันฟังนั้นก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า พลังมหัศจรรย์ในมนุษย์นั้นมีจริง แต่จะเป็นพลังมหัศจรรย์จริงหรือไม่นั้น ต้องดูที่ว่าผู้อ้างว่ามีพลังมหัศจรรย์นั้น มีความสุจริตใจหรือเป็นของแท้ ของจริง แน่นอนหรือเปล่า

    ไม่ใช่ว่ามีแต่ของปลอม ซึ่งไปแอบอ้างและหลอกลวงกันอยู่ทั่วเมืองขณะนี้
    <hr>

    ความเด่นชัดในเรื่องของวิชาการ และความรู้ ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่เรื่องหลอกลวง และจอมปลอม ซึ่งผลงานของเอ็ดการ์ เคซี ได้บ่งชัดแน่นอนว่าเป็นของแท้ ก็คือการพิสูจน์ของกลุ่มแพทย์ปัจจุบัน เรื่องของนักวิทยาศาสตร์ และวิชาการแขนงต่างๆ

    กลุ่มที่มาพิสูจน์ความจริงและความถูกต้อง ของเอ็ดการ์ เคซี ประกอบไปด้วยกลุ่มแพทย์ กลุ่มเภสัชกร กลุ่มโภชนาการ และ แม้แต่กระทั่งกลุ่มทันตแพทย์ ก็มาร่วมพิสูจน์กับเขาด้วย

    แพทย์และนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ คนแรกและกลุ่มแรกคือ นายแพทย์ฮูโก มุนสเตอร์เบิร์ก จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นายแพทย์วิลเลียม แมคการี และแพทย์หญิง เกลดีส์ แมคการี จากมหาวิทยาลัยซินซินนาติ นายแพทย์ เอ. ซอฟเฟอร์ นายแพทย์แรนดัล แลงสตัน จากสถาบันฮักซ์เลย์ นอกจากนั้นยังมีกลุ่มแพทย์ และนักโภชนาการจากมหาวิทยาลัยเวอร์มอนท์ และกลุ่มที่น่าสนใจมากอีกกลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่มทันตแพทย์ ซึ่งผู้ไม่ได้อ่านรายงานการสอบสวนก็คงจะงงๆ อยู่ ทันตแพทย์เกี่ยวข้องกับเอ็ดการ์ เคซี ได้อย่างไร

    กลุ่มทันตแพทย์ทั้งจากโรงพยาบาล และจากสถาบันต่างๆ สนใจวิธีรักษาคนไข้ของเอ็ดการ์ เคซี ก็เพราะการสั่งยาให้คนไข้บางคนซึ่งทั้งป่วยทางร่างกาย และป่วยเกี่ยวกับฟันและช่องปากของคนไข้ ได้ผลชะงัดอย่างน่าพิศวง

    ทันตแพทย์ พอล เคเยส แห่งสถาบันแห่งชาติเกี่ยวกับการค้นคว้าโรคฟัน กล่าวว่า ในตำราการแพทย์เกี่ยวกับโรคของฟัน ไม่เคยมีที่ใดระบุไว้ว่า เกลือและโซดารักษาโรคเกี่ยวกับฟันและเหงือกได้ แต่เมื่อเอ็ดการ์ เคซี สั่งให้คนไข้บางคนใช้โซดา และเกลือรักษาโรคเกี่ยวกับฟันและเหงือก โรคเหล่านั้นก็หายไปดังปลิดทิ้ง

    ดร.โรเบิต นารา ได้นำยาที่เอ็ดการ์ เคซี สั่งให้ไปรักษาโรคเกี่ยวกับฟันและเหงือก ได้นำเกลือและโซดา (BAKING SODA) หรือโซดาไบคาบอเนต ไปวิจัยและทดลองกับคนไข้หลายคน เขาได้ค้นพบว่าโซดาไบคาบอเนต สามารถทำให้กรดในปากกลายเป็นกลางได้ กรดนี้คือ สิ่งซึ่งสร้างแบคทีเรียในปาก โดยเฉพาะแบคทีเรีย ซึ่งเกิดจากน้ำตาลและของหวาน และในขณะเดียวกัน เกลือก็เป็นตัวสร้างน้ำในปากให้มากขึ้น เมื่อน้ำในปากมากขึ้น ก็เป็นตัวช่วยละลายกรดในปากพร้อมกันไปด้วย

    ในขณะเดียวกัน ดร.เวสตัน ไพรซ์ ซึ่งเป็นผู้เขียนตำราสำคัญ NUTRITION AND PHYSICAL DEGENERATION ได้ระบุไว้ว่า โรคในช่องปากของประชาชนอเมริกันรุ่นหลัง ระบาดมากขึ้น เนื่องมาจากอาหารสมัยใหม่ ซึ่งพ่อค้าขายอาหารได้คิดค้นสูตรใหม่ขึ้นมา เพื่อให้อาหารอ่อนนุ่ม ละลายในปากง่าย โดยที่เกือบจะไม่ต้องเคี้ยว โดยเหตุนี้ การที่แบคทีเรียเกิดในช่องปาก และสะสมในช่องปากจึงเกิดได้ง่าย

    เมื่อเป็นเช่นนี้ เกลือและโซดาที่เอ็ดการ์ เคซี สั่งจึงกลายเป็นยาราคาถูก ซึ่งนอกจากจะรักษาโรคในปากได้เป็นอย่างดีแล้ว จะเป็นยาซึ่งถูกต้องกับกาลสมัย ซึ่งสูตรของอาหารปรกติและอาหารกินเล่นนั้น ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง

    ยาที่เอ็ดการ์ เคซี สั่งให้กินหรือใช้จึงกลายเป็นยาเหมาะแก่สมัย และเป็นยาซึ่งช่วยในการป้องกันการเจ็บป่วยได้อย่างดียิ่ง

    ปัญหาก็คือ เอ็ดการ์ เคซี รู้ได้อย่างไรว่า เกลือและโซดาไบคาบอเนต ดีสำหรับโรคฟันและเหงือก บางคนเดาว่า เอ็ดการ์ เคซี คงไปรวบรวมและค้นมาจากตำรามากมาย แต่นายแพทย์แรนดัล แลงสตัน ซึ่งเป็นผู้หนึ่งซึ่งค้นคว้า และตรวจตราการทำงานของเคซี ก็ได้กล่าวคัดค้านอย่างรุนแรงว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะเคซีไม่ใช่คนมีความรู้สูง เป็นแต่เพียงชาวนาชาวไร่ธรรมดาๆ และในบ้านเขาไม่มีหนังสือตำรับตำราติดบ้านเลยด้วยซ้ำ และถ้าเคซีจะใช้วิธีรวบรวม หรือลอกแบบมาจากตำราแพทย์แล้ว เคสต่างๆ ที่เคซีเคยรักษามาถึง 14,000 คนนั้นก็จะเป็นรายการหนักหนาสาหัส ซึ่งเคซีจะต้องค้นคว้าและอ่านตำราอย่างหนัก เป็นเวลาถึงกว่า 100 ปีจึงจะอ่านได้หมด และถึงแม้จะอ่านได้หมด แล้วจะเลือกเอาตำหรับไหนของตำราเคซี ก็ยิ่งไม่มีความรู้อะไรเลย จะมารักษาคนไข้จากตำราได้อย่างไร

    ดร.ไพรซ์ยังได้กล่าวไว้ในงานต่างๆ ของเคซีด้วยซ้ำว่า ในสมัยปลายๆ ของเคซีนั้น เป็นสมัยที่น้ำอัดลมยี่ห้อต่างๆ กำลังเป็นที่นิยมในสหรัฐอเมริกา เอ็ดการ์ เคซี เป็นคนแรกที่สั่งห้ามคนไข้ ของเขาทุกคนดื่มน้ำอัดลม และยังได้ชักชวนให้ประชาชนทั่วไป ต่อต้านน้ำอัดลมด้วย เคซีให้เหตุผลง่ายๆ ว่า น้ำอัดลมทำลายระบบย่อยของผู้บริโภคให้เสียไป ทั้งยังเป็นตัวการให้เกิดเชื้อโรค ในปากได้อีกด้วย

    ตกลงในเรื่องความรู้ละเอียดลึกซึ้งในด้านการแพทย์ ซึ่งเป็นที่รับรองในวงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ว่า เอ็ดการ์ เคซี มีความรู้จริงนั้น ก็ไม่มีใครอธิบายได้ว่า มันมาจากไหน ถ้าบอกว่าเคซีรู้ได้ด้วยตนเอง ก็เป็นคำอธิบายซึ่งไม่มีเหตุผลเพียงพอ

    แต่ผู้ที่ศึกษาในด้านพลังจิต และ METAPHYSICS ซึ่งบางคนเรียกกันพลังเหนือโลก หรือวิทยาศาสตร์เหนือความจริงนั้น จะเข้าใจเรื่องพลังเหล่านี้ บางคนเรียกกันว่าเป็นพลังจากประสาทที่ 6 หรือ SIXTH SENSE และบางคนก็เรียกว่าเป็นพลังทางจิต หรือ PHYCHIC POWER ซึ่งก็เป็นเรื่องยากเย็นเหลือเกิน ที่จะพิสูจน์ให้เห็นจริงในทางวิทยาศาสตร์ได้

    แต่สิ่งหนึ่งซึ่งในวงการแพทย์ และวิทยาศาสตร์ยอมรับว่า เอ็ดการ์ เคซี รู้เรื่องการแพทย์พื้นฐานอย่างจริงจัง ก็คือเรื่องของภูมิชีวิต หรือ IMMUNE SYSTEM

    เอ็ดการ์ เคซี พูดถึงภูมิชีวิตในตอนแรก ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีใครรู้จักดี เคซีจะเรียกภูมิชีวิตในตอนต้นว่าภูมิต้าน หรือระบบป้องกัน (Defense system)

    ภายหลังคณะแพทย์ ซึ่งได้ตั้งสถาบัน ASSOCIATION FOR RESEARCH AND ENLIGHTENMENT ซึ่งได้ศึกษา และวิเคราะห์ผลงานของเอ็ดการ์ เคซี จึงได้ระบุว่า สิ่งที่เคซีได้พูดถึงนั้นสรุปแล้วก็คือ IMMUNE SYSTEM หรือภูมิชีวิตนั่นเอง

    ในการรักษาโรคต่างๆ ของคนไข้ 14,000 รายนั้น เคซีจะแนะนำให้ปฏิบัติตัวขั้นแรก ในการเพิ่มภูมิชีวิตขึ้นก่อน และโรคต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะมีเชื้อโรค เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ หรือปวดบวมนั้น เคซีก็จะชี้ให้เห็นว่าเพราะภูมิชีวิตต่ำ ร่างกายจึงไม่มีพลังที่จะต่อสู้โรคภัยไข้เจ็บ ในระหว่างที่ร่างกายอ่อนแอและอ่อนเพลียนั้น เป็นช่วงระหว่างที่ภูมิชีวิตตกต่ำ ไม่สามารถแม้แต่จะสร้างพลังให้แก่ตัวเอง เชื้อโรคต่างๆ จึงถือโอกาสโจมตีร่างกายได้อย่างเต็มที่

    เพราะฉะนั้น จะต้องสร้างภูมิชีวิตที่ดีขึ้น มาให้ได้เสียก่อน จะขอยกตัวอย่างการเจ็บป่วย ซึ่งคณะแพทย์ได้รวบรวมไว้ เป็นหมวดหมู่ หมวด หนึ่งซึ่งน่าศึกษาได้แก่ โรคปวดหัว

    เอ็ดการ์ เคซี ได้แยกอาการปวดหัวว่า มีสาเหตุมาจากระบบต่างๆ ของร่างกาย ระบบที่ทำให้เกิดการปวดหัวนั้น เกี่ยวข้องกับสามระบบคือ

    1.เป็นเพราะระบบย่อย

    2.เป็นเพราะระบบประสาท

    3.เป็นเพราะระบบเลือด

    ในด้านระบบย่อย เมื่อเคซีสำรวจคนไข้หลายคนปรากฏว่า คนไข้มีท็อกซินและเมือก อยู่ในช่องทางเดินอาหารมากมาย ท็อกซินและเมือกเหล่านี้ จะถูกดูดซึมเข้าไปในสายเลือด และทำให้เกิดปวดหัว

    วิธีแก้ คือให้ล้างท็อกซินออกจากตัว และให้เปลี่ยนอาหารเป็นสูตรอาหาร ซึ่งเนื้อสัตว์เล็กๆ เช่น ไก่ ปลา ผสมกับผัก และถั่ว ห้ามอาหารซึ่งหวานและมัน

    ในขณะเดียวกัน เคซีจะแนะนำวิธีนวดและจัดกระดูกสันหลัง ประกอบด้วย

    ในด้านเกี่ยวกับระบบประสาท เคซีได้พบว่าคนไข้หลายคน มีกระดูกสันหลังซึ่งตั้งผิดส่วน (ALIGNMENT) และระบบประสาท SYMPATHETIC ยังผิดปรกติอีกด้วย การแก้ต้องแก้ที่กระดูกสันหลัง ซึ่งมีแพทย์นวดกระดูกสันหลัง (CHIROPRACTER) ซึ่งจะช่วยในด้านนี้ได้

    ในด้านระบบเลือด เคซีพบว่าคนไข้หลายคนเลือดน้อย และยังพบอีกว่า ความเป็นกรดและด่างของเลือดผิดปรกติ เคซีจะแนะนำเรื่องการล้างท็อกซิน และการให้อาหารหรือยา ซึ่งจะไปปรับความเป็นกรดและด่างของเลือดให้พอดี (ประมาณ PH 7.2)

    ทั้งหมดนี้คือ การรักษาโรคปวดหัวตามวิธีของเอ็ดการ์ เคซี ซึ่งในวงการแพทย์ยอมรับว่า การวินิจฉัยโรค และการสั่งยานั้น เคซีทำได้ถูกต้อง

    และการรักษาก็เป็นการรักษาที่ต้นเหตุ แทนที่จะเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ คือให้ยาแก้ปวดแต่เพียงอย่างเดียว

    ทั้งหมดนี้ ผมขอพูดและวิเคราะห์ แต่ในเรื่องของการแพทย์แบบของเอ็ดการ์ เคซี เท่านั้น สำหรับเรื่องการทำนายเหตุการณ์ ของอเมริกาและของโลกนั้น จะขอไม่พูดถึง เพราะมีความโน้มเอียง ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นข่าวลือได้มาก ขอเรียนให้ทราบแต่เพียงว่า คำทำนายของเคซีนั้น มีหลายอย่างที่ตรงกับนอสตราดามุส ทั้งๆ ที่สองคนนี้อยู่คนละสมัย ห่างกันเป็นพันๆ ปี และก็แน่นอน ไม่เคยรู้จักกันเลย และสำหรับเคซีนั้นก็ไม่เคยมีความรู้ว่า นอสตราดามุสคือใคร และได้ทำนายเหตุการณ์ไว้อย่างไร.
    <hr>
    ผมนึกว่าจะจบเรื่องของเอ็ดการ์ เคซี ตั้งแต่ฉบับที่แล้ว แต่ได้มาพบว่าเรื่องของเอ็ดการ์ เคซี นอกจากจะเป็นเรื่องของพลังทางจิต ซึ่งค่อนข้างแปลกแล้ว ยัง เป็น เรื่องที่สนุก และมีแง่คิดเหมาะแก่รสนิยมของคนไทย จะเอามาคุยกันสนุกๆ ก็ได้ จะคุยกันในแบบของความรู้วิชาการก็ได้

    อย่างเรื่องของการนวด เคซีจะใช้เรื่องการนวดช่วยในการรักษาผู้ป่วย มานานนับหลายสิบปีแล้ว ถ้าหากจะนับเวลา ซึ่งมีการบันทึกจากนายแพทย์วิลเลียม แม็คคารีย์ ผู้อำนวยการสถาบัน ARE เอ็ดการ์ เคซี ได้ใช้การนวดร่วมกับการรักษาแบบอื่นๆ เป็นเวลากว่า 100 ปีมาแล้ว นั่นคือนับตั้งแต่ปี 1897 เป็นต้นมา

    วิธีการนวดของเอ็ดการ์ เคซี ไม่เหมือนการนวดแบบของไทย ซึ่งจะหนักไปในด้านการนวดเส้น แต่การนวดของเคซี จะเป็น การนวดจุดคล้ายของจีน และก็เป็นการนวดสัมผัสพร้อมกันไปด้วย

    นวดแบบจีนก็คือการกดจุดต่างๆ ทั่วร่างกายด้วยหัวแม่มือ นวดสัมผัสก็คือการถู การลูบเบาๆ ผสมกับการใช้น้ำมันถูไปตามแนวต่างๆ ตามตัวด้วย

    เรื่องของการนวดแบบจีน ซึ่งเป็นการกดจุดตามจุดฝังเข็มนั้น แน่นอนว่า เคซีไม่เคยได้ร่ำเรียนมาจากที่ไหนเลย เมื่อ 100 ปีมาแล้ว อเมริกาแทบจะไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า มีการฝังเข็มรักษาโรคได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เคซีรู้หรือเรียนรู้ก็คือ การค้นพบความจริงได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นของแปลก

    และการนวดจุดของเคซีตรงกับจุดต่างๆ และคล้ายกับวิธีฝังเข็มของจีน ก็แสดงว่าจุดต่างๆ นี้เป็นของจริงตามหลักการแพทย์มานานแล้ว ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นวิชาการของใคร หรือชาติใดชาติหนึ่ง ถ้าค้นคว้าทดลองอย่างจริงจัง ผู้นั้นหรือชาตินั้นก็จะค้นพบความจริง หรือวิชาการที่แท้จริงได้ด้วยตนเอง

    เรื่องของการนวดสัมผัสก็เช่นกัน เป็นเรื่องของธรรมชาติ หรือสัญชาตญาณเก่าแก่ของมนุษย์เรา เวลาเราถูกตีตรงไหนเจ็บๆ เราก็รู้จักที่จะเอามือลูบคลำ หรือนวดเค้นเพื่อคลายความเจ็บ โดยที่ไม่ต้องมีใครมาสอน การบีบการคลำนี้เราก็พบด้วยตนเองว่า ทำให้เราคลายความเจ็บปวดได้ เมื่อรู้จักจำจุดต่างๆ เหล่านั้นและรวบรวมไว้เป็นเรื่องเป็นราว ในไม่ช้าก็จะกลายเป็นวิชานวดขึ้นมา วิธีการทดลองหรือทดสอบขึ้นมา เราก็จะพบว่า การนวดก็คือการบำบัดซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ได้

    ลองใช้หลักการแพทย์มาแยกแยะดู เมื่อเราถูกตี เนื้อของเราก็ช้ำดำเขียว การช้ำดำเขียวแปลว่าเส้นเลือดแตกภายใน เลือดออกใต้ผิวหนังจึงทำให้มองเห็นเป็นเช่นนั้น เวลาเราเจ็บเราก็ลูบคลำบีบเค้นโดยอัตโนมัติ เพราะเราจะรู้สึกคลายเจ็บปวดลง เวลาบีบเค้นเช่นนั้น

    เพราะอะไรเวลาเราบีบเค้นบ่อยๆ กล้ามเนื้อก็คลายตัว การหมุนเวียนของเลือดย่อมกระจายไปได้ทั่วตัว ทำให้อาการฟกช้ำดำเขียวบรรเทาลง นี่คือการรักษาตัวเองโดยธรรมชาติ

    ถ้าเราศึกษาทดลองต่อไปอีก เรารู้ว่าการบีบการเค้นช่วยบรรเทาความเจ็บปวด เราก็ต้องมาศึกษาต่อว่าบีบเค้นอย่างไร และแค่ไหนจึงจะพอดี การใช้มือใช้นิ้วทำอย่างไรจึงจะพอดีกับการบำบัด ไม่ทำให้ร่างกายยิ่งบอบช้ำยิ่งขึ้นไปอีก

    เมื่อการทดสอบมาถึงขั้นนี้แล้วก็คงจะต้องทดลองต่อไป นักวิทยาศาสตร์หลายคนคงจะได้พบว่า กระแสไฟฟ้าและคลื่นความสั่นสะเทือนบางอย่าง ช่วยให้การบีบนวดนั้นได้พอดีขึ้น จึงได้กลายเป็นหลักการต่างๆ ในการบำบัดรักษาร่วมกับการใช้ยา

    นี่กระมังวิชาการเรื่องกายภาพบำบัด (Physical Therapy) จึงได้เกิดขึ้น ผมหวังว่า อาจารย์ทางด้านกายภาพบำบัด คงจะยอมรับข้อนี้ และคงไม่มีใครปฏิเสธเสียงแข็ง โดยไม่นึกถึงบุญคุณของการแพทย์พื้นเมือง และการแพทย์สมัยเก่า

    ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ เอ็ดการ์ เคซี ได้ใช้ เรื่องของการนวดบำบัด มาตั้งแต่สมัยก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ในระหว่างสงครามโลก อเมริกาขาดแคลนแพทย์และเครื่องไม้เครื่องมือแพทย์ ตลอดจนยาไม่มั่งคั่งสมบูรณ์เหมือนเก่า การรักษาและการบำบัดแบบของเอ็ดการ์ เคซี จึงได้ แพร่หลายมากยิ่งขึ้น เพราะไม่ต้องใช้ยาแพงๆ และเครื่องไม้เครื่องมือวิจิตรพิสดารแต่อย่างใด

    และพอตอนปลายๆ มหาสงครามโลกครั้งที่สอง มีการคิดค้นอุปกรณ์ทางไฟฟ้าและคลื่นเสียงเพิ่มขึ้น ปรากฏว่า เอ็ดการ์ เคซี กลับเป็นคนแรกและกลุ่มแรกที่สั่งให้ ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าช่วยในการนวดต่างๆ เช่น นวดหลัง นวดแขน นวดตัว โดยเฉพาะตามข้อต่อต่างๆ ปรากฏว่า ช่วยบำบัดรักษาโรคเกี่ยวกับการปวดกล้าม และปวดข้อได้อย่างน่าอัศจรรย์

    ส่วนประกอบอีกอย่างหนึ่งในการนวดก็คือ น้ำมันนวด เคซีมีสูตรของตัวเอง คือ น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันมะกอก ลาโนลิน (Lanolin-ไขมันจากขนแกะ มีขายอย่างเป็นขวดและเป็นก้อน) และน้ำดอกกุหลาบ

    สูตรน้ำมันนี้เป็นสูตรซึ่งเคซีแนะนำให้ทำเอง เป็นสูตรง่ายๆ และเชื่อหรือไม่ว่ากลับเป็นสูตรมีชื่อเสียงโด่งดัง บริษัทขายยาและบริษัทเครื่องสำอาง นำไปผลิตจำหน่ายร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีไปตามๆ กัน แต่แน่นอน เคซีก็ยังคงยากจนอยู่เช่นเดิม

    ในปัจจุบันสูตรน้ำมันของเคซีมีจำหน่ายทั่วโลก โดยที่เคซีไม่มีส่วนรู้เห็นหรือได้รับผลประโยชน์แต่ใดๆ บริษัทยาและบริษัทเครื่องสำอางบางแห่ง ได้คิดแปลงสูตรของเคซีบ้างเล็กน้อย เช่นได้เติมวิตามิน E ลงไปด้วย และทางบริษัทก็ตัดน้ำกุหลาบออกเสีย เพราะน้ำกุหลาบเมื่อเอามาผสมกับน้ำมัน ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นหืนได้ง่าย แต่โดยเหตุที่เคซีแนะนำให้คนทั่วไปทำใช้เอง ถ้าทำตามสูตรของเคซีก็จะได้ผลดี และเสียค่าใช้จ่ายในราคาถูก

    เคซีจะแนะนำสูตรน้ำมันนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เกือบจะสำหรับคนไข้ทุกคน ไม่ว่าจะป่วยเป็นอะไร เขาจะอธิบายแก่คนไข้ว่าการนวดจุด และนวดตัวผสมกับการใช้น้ำมันนั้น จะทำให้คนไข้สบายเนื้อสบายตัว จิตใจแจ่มใสสดชื่น ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้คล่องตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบขับถ่ายจะดีขึ้น

    ระบบขับถ่ายตามแบบของเคซีนั้น ไม่ได้หมายถึงการขับถ่ายอุจจาระ-ปัสสาวะเท่านั้น แต่หมายถึงระบบหายใจ ระบบผิวหนัง การขับเหงื่อ และการหมุนเวียนโลหิตด้วย เคซีจะแนะนำให้นวดตัวและถูตัว โดยเริ่มด้วยการนวดจุดก่อน แล้วทาน้ำมัน นวดด้วยฝ่ามือทั่วตัว ต่อจากนั้นใช้น้ำมันอีก ซึ่งมีน้ำกุหลาบผสมอยู่ด้วย ลูบไล้ไปตามผิวหนังเบาๆ ทั่วทั้งตัว

    เคซีกล่าวว่า แม้แต่ไม่ได้ป่วยเป็นอะไร หากจะใช้น้ำมันผสมน้ำกุหลาบนวดไปทั่วตัว ก็จะทำให้ผิวหนังและผิวพรรณสวยขึ้น

    อีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งเคซีจะแนะนำก็คือ การช่วยให้คนไข้ใกล้จะตายมีอาการสบายขึ้น ตามปรกติคนไข้เหล่านี้ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ให้ยานอนหลับ และยาแก้ปวด (มอร์ฟีน) ซึ่งคนไข้ก็จะไม่รู้สึกตัวเลยจนกระทั่งสิ้นชีวิต

    แต่ในกรณีของคนไข้ที่ไม่ต้องการให้ใช้ เครื่องมือเหล่านั้น เคซีให้ใช้การนวดเบาๆ ผสมกับการใช้น้ำมัน ปรากฏว่าคนไข้แทบทุกคนหายใจดีขึ้น สบายเนื้อสบายตัวมากขึ้น ที่แน่นท้องแน่นหน้าอกก็คลายลง และก็จากไปอย่างคนมีสติ

    ทั้งหมดนี้ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เป็นวิชาความรู้จากมนุษย์พิเศษมหัศจรรย์ผู้หนึ่ง คนผู้นี้เรียนรู้และมีวิชาความรู้ด้วยตัวของตัวเอง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลและแปลกปลอม เพราะความรู้และการปฏิบัติทั้งหมด ได้รับการทดสอบตรวจตราวิเคราะห์ จากวงการแพทย์ปัจจุบัน และจากกระทรวงสาธารณสุขของอเมริกา และปรากฏผลเป็นโรงพยาบาลแบบผสมผสาน ของเอ็ดการ์ เคซี ซึ่งยังเปิดทำงานและรับรักษาคนไข้อยู่จนบัดนี้

    ข้อสำคัญซึ่งผมอยากจะเตือนก็คือ เมืองไทยก็จะมีคนเอาอย่าง และอ้างอิงว่าเป็นผู้วิเศษขึ้นมาบ้าง อย่าเชื่อและอย่าฟังจนกว่าจะได้ พิสูจน์ว่าคนคนนั้นไม่ใช่จอมปลอม ไม่ใช่คนหลอกลวง

    แต่เขาจะต้องเป็นของแท้ และมีเจตนาบริสุทธิ์อย่างแท้จริง.
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 มกราคม 2005
  2. Tom

    Tom เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 มกราคม 2005
    โพสต์:
    266
    ค่าพลัง:
    +289
    เห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นคนประเภทไหน คนบ้าหรือคนดี ตราบใดที่ยังไม่ก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่น เราก็อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
     
  3. NiNe

    NiNe เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2005
    โพสต์:
    4,806
    ค่าพลัง:
    +7,485
    ความจริงแล้ว ท่านทั้งสอง ได้รับรู้ถึงพลังบางอย่าง

    และได้ถ่ายทอดออกมา ซึ่งวิธีการถ่ายทอดพลังงานนั้น อาจจะออกมาในรูปการการทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าในอนาคต หรือ อาจจะเป็นการถ่ายทอดออกมาในการรักษาชีวิตของสรรพสิ่ง

    แต่เป็นที่น่าสังเกตุอย่างหนึ่งก็คือ ใช้หลักการของการทำสมาธิหรือการเข้าฌาน โดยเฉพาะท่านนอสตราดามุส ท่านมักจะเข้าสมาธิในตอนกลางคืน ถ้าเทียบกับทางพุทธแล้ว เราจะเรียกได้ว่าใช้ กสิณของเตโชฯ นั่นเอง
     

แชร์หน้านี้

Loading...