นั่งสมาธิจนมาถึงจุดทางตัน

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย Chabob, 9 พฤษภาคม 2018.

  1. Chabob

    Chabob สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 เมษายน 2018
    โพสต์:
    49
    ค่าพลัง:
    +54
    ผมขอเกริ่นจุดเริ่มต้นทางตันของผมก่อนนะครับ ผมจะนั่งสมาธิทุกวันแล้วมีพี่ๆในนี้เคยบอกว่าต้องเดินปัญญา ผมทำตามที่พวกพี่ๆบอก เดินไปเดินมาทางตันก็มาครับ อาการคือ จะตกภวังค์2-4ครัง ตกภวังค์ตกจนจับทางถูกแล้วครับ แต่ครั้งที่บอกไม่เหมือนทุกครั้งครับ ตกภวังค์ไป4รอบ มีแสงสว่างจ้าประกายพฤษ สงบ เงียบ เย็นใจ เป็นปิติที่ไม่เหมือนทุกครั้งอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้เลย ถ้าเป็นปิติคงเป็นปิติที่ละเอียดที่สุดที่ผมเคยพบ ก่อนจะเข้าสว่างจะมีนิมิตรครับ ภาพที่เห็นเป็นพระสงฆ์นอนอยู่ในโลงแก้ว เห็นเพียงแวบเดียวเท่านั้นเองครับ ภาพก็สว่างอย่างที่บอกทันที พอสว่างจบ จิตเราก็ลอยเคว้งอยู่ในที่มืดครับ จิตตอนนั้นอาการแบบ หนังจบแล้วอ่อ เอ้าลุกดิ ก็เลยออกแล้วลืมตา อาการของแถมก็มาตาม คือ ไม่น้อยใจ ไม่โกรธ สุขครับ สุขเพราะไม่คิดมากแต่ไม่ใช่นั่งยิ้มทั้งวันนะ ถูกหวยผมก็หรอ เออๆถูกหวย อารมณ์ทางเพศไม่มี แต่ที่เหลืออยู่ กิเลศยังมีความอยากกินอยู่ครับ ยังรักแม่รักแฟนเหมือนเดิม ส่วนหวงกายกลัวตาย ไม่มีตั้งแต่เด็กๆเลยครับ เข้าคำถามนะครับ

    วันถัดมาผมนั่งแบบเดิมครับ อาการที่ผมนั่งทุกครั้งจะเหมือนการเข้าเกียร์ 1 2 3 4
    พอถึง4 จิตออกไปดื้อๆเลยครับ เปรียบเหมือนเราขับเกียกระปุก จะชะลอก็ลดเกียร์ ใช้ความเร็วเพิ่มเกีย พอเราใช้ถึงเกีย4 รถดับครับ ดับแบบไม่ชะลอด้วย ดับแบบหัวกระแทกพวงมาลัยแต่ไม่แรง ผมมีอาการนี้วนแบบนี้มาเดือนกว่า ผมต้องปฎิบัติยังไงครับถึงได้ไปต่อ เพราะอะไรถึงมีอาการนี้

    -ปฎิบัติแนว อานาปานสติ
    -เริ่มสมถะก่อนแล้วยกเป็นวิปัสสนา
    -ปฏิบัติไม่ได้หวังเพื่อจะเป็นพระอรหันต์นะครับ คือผมเป็นพวกที่จะทำอะไรต้องไปให้สุดครับ ถ้าจบแล้วก็คือจบครับ
    -ศีล5ผมปฎิบัติครับ ใส่บาตรทุกวันที่บ้านขายอาหารตอนเช้า สวดมนต์เป็นบางวันครับ

    ขอบคุณมากๆครับ สำหรับคำตอบและคำแนะนำครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 พฤษภาคม 2018
  2. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,417
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,490
    ขาดสติ ขาดคำภาวนา ตกภวังค์ ครับ จิตไม่มีกำลังเพราะจิตส่งออกไหลกับกับเรื่องข้างนอกจิต จะฝึกให้จิตมีกำลัง เวลาปฏิบัติกรรมฐานให้กลับมาที่คำภาวนาในกรรมฐาน ครับ จนกว่าจิตจะมีกำลังมากพอ ก็จะไม่ตกภวังค์

    การภาวนา คำภาวนาให้จิตสงบ คำภาวนา กำลังจิตเราก็เปรียบเสมือน ตุ่มใส่น้ำ น้ำยังไม่มี ไปตักออก ส่งออกไป ก็หมดเป็นธรรมดา
     
  3. Chabob

    Chabob สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 เมษายน 2018
    โพสต์:
    49
    ค่าพลัง:
    +54
    ผมภาวนาบ้างครับ รู้สึกตัวก็ภาวนาต่อ นั่งเรื่อยๆภาวนาก็หายแต่สติรับรู้ครับ จิตออกนอกไหม ไม่มีครับ บอกด้วยใจจริง เวลานั่งสมาธิผมกับจิตเปรียบเหมือนม้าที่รู้ใจ ขี่หลังปุ๊บก็นั่งเรื่อยๆไม่ได้สนใจรอบข้างแต่ถ้ารอบข้างน่าสนใจก็หันมองบ้างแต่ไม่ลงมาดู น้อยครั้งมากที่จะหันมอง ผมอธิบายเชิงวิชาการไม่เป็น ถนันเชิงเปรียบเทียบครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 พฤษภาคม 2018
  4. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,417
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,490
    เอาตามจริง คำภาวนาจะหายได้ ก็คือ จิตเราเข้า ฌาน2 ขึ้นไปครับ

    ถ้าต่ำกว่านี้ คำภาวนาไม่มีทางหายนอกจากเราเผลอ ลืมคำภาวนาเองครับ

    เพราะคำภาวนาคือ วิตก วิจาร ตรึกตรองในจิตเรา เรายังนึกยังคิดได้อยู่ ก็แสดงว่าเรายังภาวนาได้อยู่ครับ เพียงแต่ว่าบางทีเราเผลอ เราฟุ้งซ่าน ขาดสติ ลืมภาวนาไม่รู้ตัว เพราะ ถ้าสติมีกำลัง เราจะรู้ตัวในองค์คำภาวนาอยู่ตลอดไม่ขาดสาย ครับ
     
  5. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,417
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,490
    ถ้า จขกท คิดว่า ตัวเองกำลัง ทรง ฌาน เข้า ฌานอยู่ แล้วไม่รู้ว่าจะไปต่ออย่างไร

    ก็แนะนำว่า ถ้าอยู่ที่ ปฐมฌาน ฌาน1 ก็ให้บริกรรมคำภาวนา ต่อไปไม่ให้ขาดสายครับ

    ถ้าจิตยกขึ้นฌาน 2 ขึ้นไป ให้ มีสติอยู่กับผู้รู้ ครับ เกาะผู้รู้ไปเรื่อยๆ ไปตามกำลังของจิต จิตหมดกำลังเมื่อไหร่ก็จะถอยออกมาเองครับ
     
  6. Chabob

    Chabob สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 เมษายน 2018
    โพสต์:
    49
    ค่าพลัง:
    +54
    ผมไปเพิ่มเติมคำตอบอันที่พี่ตอบมาแล้วครับ
     
  7. Chabob

    Chabob สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 เมษายน 2018
    โพสต์:
    49
    ค่าพลัง:
    +54
    ขอบคุณครับ
     
  8. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,417
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,490
    จิตออกนอก คือ จิตออกนอก หลุดจากคำภาวนา คำบริกรรม นะครับ แล้วไปจับ อารมณ์อื่น นิมิตอื่นๆ เข้ามาแทน ครับ ที่ไม่ใช่คำบริกรรม ครับ
     
  9. ผ่านมาเฉยๆ

    ผ่านมาเฉยๆ ไรเซ็นไงเล่าจ๊ะ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    938
    ค่าพลัง:
    +1,192
    เพ่งผล
    ติดในผลที่ตนเคยได้
    แต่เหตุไม่เหมาะสม
    อาการที่สาธยายมาเป็นอาการของอัปปนาสมาธิครับ
    แต่ออกมาเร็วเกินไป
    เนื่องด้วยอะไรคุณก็บอกไปแล้ว
    ถ้าวางได้ก็เข้าได้
    อันนี้แหละที่หลวงพ่อสงบท่านเคยเทศนาว่าการไว้ว่ากรรมฐานส้มหล่น
    (ลองไปค้นดูนะครับ)
    อัปปนาสมาธิอันนี้แหละที่หลวงตามหาบัวเคยเทศน์บอกว่าสามปีจึงจะได้หนแรก
    ทางแก้คือวางตัณหาอาการเพ่งในผล
    แค่นั้นครับ
     
  10. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,782
    ค่าพลัง:
    +29,273
    ที่เค้าบอกว่าขาดสติ ณ ถูกแล้ว
    เจริญสติให้ต่อเนื่องเพิ่มขึ้นครับ

    การออกไปได้ทุกๆกรณีที่ไม่สามารถ
    ที่จะควบคุมตัวจิต หรือตามมันทันในระหว่างทางได้ มันฟ้องว่า สติทางธรรม
    เรายังไม่พอนั่นเองครับ
    อย่าคิดว่าดี นะครับ
    อันตรายมาก มันเป็นกิเลสธรรม
    คือจะทำให้เราสนใจแต่เรื่องนามธรรมพิเศษ
    ไม่สนด้านปัญญาครับ ดูเหมือนไม่ยึด
    แต่จะหลงไม่รู้ตัวครับ

    ส่วนสภาวะแสงจร้า อยู่ในระดับปฐมฌาน
    เป็นสภาวะที่จิตทำงานได้แบบมีแสงนำเท่านั้น ไม่มีอะไร ถ้าไม่เลิกสนใจ
    สภาวะนี้ พวกวิญญาณมีฤทธิ์ชอบแฝงมาหลอกเราได้ครับ แต่ไม่สนใจดีแล้ว
    เค้าจะปลอมเป็นท่านที่เราศรัทธาครับ


    ถ้าเข้าถึงระดับฌาน ๔ จริงๆ
    สภาวะแวดล้อมจะไม่เงียบนะครับ
    เรียกว่าแค่เสียงลมเปรียบหูแทบแตก

    ถ้าถึงตรงนี้ ต้องมาเจริญสติให้ต่อเนื่องเพิ่มขึ้นจริงๆ ประมาณครั้งที่ ๓ หรือ ๔
    เราถึงจะมีกำลังบังจิตมันให้อยู่ในกาย
    แบบนิ่งๆได้ ผ่านตรงนี้ และนิ่งๆ
    จิตจะไปได้ ๒ ทาง
    ๑.วิ่งซ้อนเข้าไปในตัวมัน เกิดการระเบิดเรื่อยๆ ผลคือบืมตาปกติตะมีความสามารถใช้งานภายในทางจิตเป็นปกติได้
    ๒.วิ่งไปในกายจนระเบิด จะได้ผลในเรื่อง
    การตัดร่างกาย

    ปล เลือกไม่ได้จะเป็นเอง ตามธรรมชาติ
    มา ๑ ได้ความสามารถไม่ได้ปัญญา
    มา ๒ สามารถมาเดินปัญญาได้ ถ้าสามารถเห็นขันธ์ ๕ ส่วนนามธรรม
    ที่มันจะวิ่งเข้ามารวมกับจิต
    ได้ทัน ประมานครั้งที่ ๒หรือ ๓ ถึงจะพอทัน

    ที่ จขกท เล่ามาการปฎิบัติการวางตัวถือว่าดี
    แต่กิริยาทางนามธรรมต่างๆ
    ไม่อยู่ในระดับที่มีประโยชน์ต่อ
    การพัฒนาทางจิตอะไร
    ให้เฉยๆซะ ไม่ว่าจะเจออะไรก็ตาม
    เดินปัญญาให้ได้ก่อน ถึงจะเริ่มมีผลครับ
     
  11. Chabob

    Chabob สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 เมษายน 2018
    โพสต์:
    49
    ค่าพลัง:
    +54
    ขอบคุณมากครับ
    -ผมไม่รู้ว่าอาการแบบนี้ชื่ออาการณานอะไร จะ4อะไรก็ไม่รู้ ผมจะตั้งชื่อว่าภาวะลืมว่าได้ยินอะไร ตอนนั่งได้ยินนะ บางทีเปิดทีวีก็ให้มันดังรู้ว่ามีเสียง แต่พอออกแล้วจำไม่ได้ว่าทีวีมันคุยอะไร
    -การเดินปัญญา ก็ไม่รู้ว่าเดินถูกเดินผิด เดินปัญญาของผมที่ทำอยู่ จะไม่ไปสภาวะอวกาศนะ ก่อนหน้าจะมีอาการนี้ มันจะคล้ายๆคนกึ่งหลับมีสติที่ไม่สนใจเสียง จะไม่มีแสง เหมือนหลับในอวกาศแต่ไร้ดาว ผมเลยคิดว่ามันเดินปัญญาไม่ได้ ก็เลยใช้ว่าเอาสติพอรู้ เครื่องมือการเดินปัญญาผม ก็ปิตินี่แหละครับ ปิติที่ผมเจอทุกครั้ง ไรไต่หัว ผมก็ดูสังขารรู้ว่ามันไต่รำคาญแต่ไม่เจ็บ เปรียบเหมือนคนพูดมากแต่ต้องทนฟัง มดกัดในลูกตาทรมานมากครับ แต่ทน จิตคิดสังขารมีคนมาต่อยหน้าเราเราต้องต่อยกลับดิ แต่ลองทนดู โกรธมดนะอยากขมิบตาแรงๆให้ตาย แต่ต้องทน สุดท้ายมดกัดเสร็จสิ่งที่มดฝากไว้คือตาบวมกับเราก็ทนได้ แค่เราเข้าใจธรรมชาติมดมันต้องกัด มันคือสัญชาตญานของมัน เหมือนอารมเรา เกิดมาบางคนโกรธ บางคนโลภ เพราะธรรมชาติของบุคคลนั้นเป็นแบบนั้น เราทำได้คือการช่างมัน มดกัดเพราะมันป้องกันตัว คนโลภเพราะกลัวอด คนโกรธเพราะมีเหตุ สิ่งที่ทำได้คือปล่อยวาง ผมเดินปัญญาแบบนี้ไม่รู้ถูกหรือผิด อันนี้การเริ่มปัญญาของผมนะ วิปัสนึกรึป่าวอันนี้ผมไม่รู้ จะนึกหรือญาน ก็ไม่รู้เหมือนกัั

    -ภาษาการพิมพ์ผมอาจจะดูกวนๆนะครับ แต่ผมไม่สามารถสื่อสารภาษาธรรมได้ แบบเรียกไม่ถูก แต่ผมไม่มีเจตนากวนพี่นะครับ

    -ถ้าทางสมาธิผมเปรียบตัวเองเหมือนเด็กกำพร้า ไร้ที่พึ่ง เมื่อไม่นานผมมีอาการ นอนฟังเสียงกรนตัวเองจิตมันตื่นก่อนสติ ตอนแรกไม่รู้ว่าเป็นเสียงกรนตัวเอง อาการหลับตาฟังเสียงแบบนั้นแหละในใจก็คิดเสียงอะไรว่ะ ค็อกๆอยู่ข้างหน้า จนแม่เรียกแล้วปากขานรับเลยรู้ว่าเสียงกรนตัวเอง เลยไปบอกแม่ว่า เมื่อกี้นอนกรน ผมมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับครับ แม่เลยบอกนั่นแหละมันใกล้ตายแล้ว55555 ผมก็ไม่รู้อีก ว่ามันคืออะไร
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 พฤษภาคม 2018
  12. ผ่านมาเฉยๆ

    ผ่านมาเฉยๆ ไรเซ็นไงเล่าจ๊ะ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    938
    ค่าพลัง:
    +1,192
    ปีติเป็นอาการของจิต
    ไม่ใช่สติ แต่จากที่อ่านดูเหมือนจะเอาปีติเป็นป้ายบอกทางว่านี่ถึงนี่แล้ว
    อาการภวังค์ที่ปรากฏจากรายละเอียดที่มีน้อยเกินไปแต่เทียบได้กับอากาสานัญจายตน
    จะพิจารณาอย่างไรก็ช่างจบลงที่ปล่อยวางอันนี้ถูกทางแล้วครับ
    แต่เพียงตทังคปหานเท่านั้น เรียกว่าอบรมจิต แล้วจิตหมอบให้ชั่วคราว
    อันนี้นับได้ว่าเป็นบาทฐานของวิปัสสนาครับ
    อาการได้ยินเสียงกรนคือสติภายในรู้ตัวก่อนร่างกายจะตื่น
    อันนี้นามตื่นก่อนรูปครับ
    เรียงตามลำดับกรรมฐานจะเรียกได้ว่าออกจากละเอียดมาสู่หยาบ
    ไม่หยุดหายใจหรอกครับ เพียงแต่น่าจะมีอาการติดในภวังค์คือไม่อยากถอน
    แต่ถ้าเพลิดเพลินแล้วจ่มแช่ไม่ลุก
    มีสิทธิ์ดับลมแล้วตายได้เลยครับ (ดับลมนะครับ ไม่ใช่ลมดับ)
    จัดว่าเป็นมิจฉาสมาธิที่อันตรายมากครับ
    แต่แค่รู้ว่าไม่ดีเท่านั้นครับ
    ไม่ต้องไปสนใจมาก แค่ตั้งจิตไว้เท่านั้นว่า ไม่หลงเพลินแบบนั้นอีกแล้ว
    ว่าแต่ไม่ติดใจเรื่องอัปนาแล้วเหรอครับ
     
  13. ผ่านมาเฉยๆ

    ผ่านมาเฉยๆ ไรเซ็นไงเล่าจ๊ะ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    938
    ค่าพลัง:
    +1,192
    แต่อาการที่สาธยายมานี่มันปีที่แล้วนี่
    แล้วอัปนาสมาธิที่เข้าได้นี่มันกูกำหนดให้เข้านี่หว่า
    เฮ้อ นี่กูต้องตามล้างตามเช็ดไปถึงไหนวะเนี่ย
    สส เอ๊ย สส
    จะสร้างมากี่ไอดีกันเนี่ย
     
  14. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,782
    ค่าพลัง:
    +29,273
    เด่วเปิดคอมจะมาช่วยเล่าให้ฟังเด้อ
    การใช้คำในการถ่ายทอดเพื่อให้เป็นภาษากลาง
    เป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป หากเทียบกับภาษาสมมุติมันจะมีผิดถูกบ้าง แต่สภาวะมันใช่
    เรื่องปกติส่วนหนึ่งของ
    คนปฎิบัติไม่ถือว่ากวน
    และไม่แปลกหรอก ^_^
     
  15. Chabob

    Chabob สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 เมษายน 2018
    โพสต์:
    49
    ค่าพลัง:
    +54
     
  16. Chabob

    Chabob สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 เมษายน 2018
    โพสต์:
    49
    ค่าพลัง:
    +54
    ของคุณครับ ก่อนหน้าที่จะมาถึงกระทู้นี้ผมมีอาการตกภวังค์มาก่อนครับ จำไม่ได้ว่าพี่หรือใครบอกผมว่าต้องจับทางให้ถูกจะรู้ว่าเดี๋ยวมันจะตกภวังค์ อาการก่อนที่พี่ๆแนะนำ ก่อนมันจะตก มันจะแน่นมากหัวใจจะเสียงดังมาก ก่อนที่ผมจะรู้ทันมัน มันแน่นผมจะนั่งดูมันแน่นแล้วมันก็จะเหมือนคนง่วงอ่ะแล้วก็กระตุกหน้าบ้างหลังบ้างแล้วก็สว่างวนแบบนั้นแหละครับ พอมีใครนี่แหละในนี้มาแนะนำว่าจะต้องรู้ทันภวังค์ ว่ามันกำลังจะเกิด ผมเลยคิดสไตร์ผม เป็นภาพในหัวขึ้นมา รู้ผู้ต่อสู้จะปล่อยสกิลอะไรจะมีท่าทางของสกิลตัวนั้น ผมรู้ก็ต้องตั้งรับ วิธีตั้งรับของผมคือไม่ปล่อยสติ รู้ว่าลมหายใจเข้าหรือออก พอรู้อยู่ดีก็เหมือนคนดึงปลั๊กเลย แบบดับแต่ในดับไม่ใช่มืดนะ มีนิมิตรแต่ไม่สนใจนะครับ นิมิตรแปบเดียวเท่านั้นเหมือนคนเร่งภาพให้เร็วแล้วก็สว่าง ประมานนี้ครับ ภวังที่ผมตกจะประมาน3ครั้งถึงจะมีสว่างบิ๊กบูมมา
     
  17. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,782
    ค่าพลัง:
    +29,273
    ปิติไม่ใช่สภาวะเดินปัญญา ยิ่งเห็นแสงสีแล้วไม่เลิก โอกาศโดนแทรกสูง
    เพราะจะมีการปลอมเป็นระดับโปรซีรีย์มาหลอกเยอะแยะมากให้เราหลงตัวเอง
    ว่าบรรลุธรรม บางทีปลอมเป็นพระพุทธก็มี ตรงนี้ เราต้องเพิ่มการเจริญสติ
    จนสามารถที่จะมองเห็นภาพนั้นได้นาน นานไม่ใช่แค่ไม่กี่วินาทีนะ
    ต้องนาพอสมควร เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของภาพที่เห็นได้ นั่นหละ จึงโป๊ะแซะ
    ต้มตรูนี่หว่า ๕๕๕๕๕
    ตกภวังค์มันฟ้องว่า กำลังสมาธิสะสมไม่พอเน้อ ..

    ย่อหน้าแรก มันไม่ใช่ฌาน ๔ กิริยาที่เจอเป็นได้ตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไป
    เสียงทีวีไม่ได้หายไปไหน แต่จิตมองว่า เสียงทีวีหยาบไป มันเลยไม่สนใจ
    ถ้าฌาน ๔ มันไม่เงียบ ลองนึกภาพนะ แค่เราจิตสงบเล็กน้อย
    ยังได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาได้ ขนาดจิตยังอยู่ในกายนะ
    ถ้ามันตัดขาดจากกายแล้วไม่อยู่ในกาย จะดังขนาดไหน ลองคิดดูเล่นๆ
    มันจะเงียบเฉพาะในกรณีที่เราเริมใช้งานได้แล้ว
    ในเวลาใช้ชีวิตปกติประจำวันแล้วเท่านั้น


    ย่อหน้าสอง สภาวะในอากาศ แต่ไร้ดาว ที่เราคิดว่า เดินปัญญาไม่ได้
    ไม่ผิดหรอก แต่ความจริงมันเดินได้ เพียงแต่ต้องรู้จักการวางอารมย์
    เรื่องที่จะเดินปัญญาไว้ก่อน ไม่งั้นมันจะคิดอะไรไม่ออก
    ถ้าดันคิดออกก็หลุดจากอารมย์
    วางอารมย์คือ วันนี้ในระหว่าง เราพลาดเรื่องอะไร พอรู้แล้วก็ทำลืมๆไป
    เด่วพอถึงสภาวะนั้น มันจะผุดขึ้นมาได้เอง ตามลำดับ ดังนั้นสติทางธรรม
    จึงสำคัญมาสำหรับกรณีแบบนี้ เพราะสติมันจะเป็นตัวที่จะบอกเราได้ว่า
    เห้ย เราพลาดในกิเลสข้อไหนบ้าง หรือถ้าเรา คิดว่า ตรงนั้นมันเป็นอรูปฌานแต่ถ้ามันไม่ผ่านรูปฌานมาก่อน มันก็อยากที่จะมีกำลังในการพิจารณาได้อีกเช่นกัน ดังนั้นกรณี ถ้าวางอารมย์ได้แล้วและเข้าไปอีกแต่
    ก็ยังพิจารณาไม่ได้ ก็แสดงว่า เป็นอรูปฌานแบบไร้ประโยชน์ ที่ไม่ผ่านรูปฌานมา
    เพราะสภาวะอรูปแบบนี้ ไม่ต้องฝึกอะไรมาก็สามารถเข้าถึงได้
    ไม่ต้องไปสนใจอะไร เพราะไม่มีผลต่อการพัฒนาทางจิตและทางธรรมอะไร
    ให้ไม่สนใจไปเลย
    อย่างในสภาวะเรา เหมือนช่วงเดินปัญญาอยู่ แต่อาศัยในส่วนผลที่ต่อจากเวทนา
    เป็นวิธีการหนึ่ง ไม่ถือว่าผิดอะไรหรอก คือมันจะมีสองแบบคือ ๑. คล้ายความคิด
    ที่เป็นแนวทางให้จิตเดินปัญญาได้ในอนาคต กับ ๒.ตัวจิตรับรู้และเข้าใจได้ของมันเอง
    ซึ่งมันมักจะมาในสภาวะแบบอ้อๆๆๆๆ เราเป็นแบบไหนก็ได้ ไม่ผิด
    แต่ยังไม่ใช่ญาน เยินอะไรหรอก
    แต่เราจะมาวัด ในเวลาลืมตาปกติ
    ว่าตัวเราสามารถเข้าใจ และตัดได้เร็ว เหมือนตอนที่อยู่ในสมาธิหรือเปล่า
    ถ้าเข้าใจและตัดได้เร็วก็ถือว่าได้ผล ไม่มีอะไรหรอก...
    ย่อหน้าสาม ไม่เห็นกวนอะไร ดูๆว่า ยังพิมพ์เหมือนชาวดาวโลกอยู่นะ..๕๕๕
    ย่อหน้าสุดท้าย ได้ยินเสียงกร๊นตัวเอง มันก็คือ กิริยาที่จิตมันตื่นก่อนที่ จะรวมกับประสาท
    สัมผัสของกายปกตินั่นหละ มันเกิดได้ทั่วไป เราจะได้รู้ว่า
    โห้ มะแร่ง เสียงดัง รำคาญ ชิหาย ๕๕๕ แต่ปกติจะเกิดสภาวะนี้ได้
    กำลังสติจะต้องดีพอควรแล้วนะ..และก็สภาวะนี้หละ พอเรารู้ตัว
    ก็อย่าพึ่งลืมตา ให้พิจารณาก่อนว่า เมื่อวานนี้ เราพลาดเรื่องอะไรบ้าง
    กิริยาแบบนี้ ถ้าเป็นได้ทั้งก่อนจะนอนและก่อนจะตื่น หากเราพิจารณา
    ว่าเราพลาดอะไรมาได้ มันจะไปได้ในเรื่องของการส่งเสริม
    ในการสร้างสติให้ต่อเนื่องได้ และก็เป็นวิถีการหนึ่ง
    ในการเดินปัญญา และใช้ได้ทั่วไปๆ และก็ทำให้ไปได้เร็วด้วย


    .แต่ฟังที่เล่าๆกิริยา
    แสดงว่า ในภาพรวมของเรา ทั้งกำลังสติทางธรรม กำลังสมาธิสะสม
    คล้ายๆ มันขาดๆเกิ๊น..เลยมีอาการปนไปปนมาอย่างที่มาเล่านั้นหละ
    ก็ไม่มีอะไรหรอก ให้มันเสถียรกว่านี้หน่อย...ตอนนี้เหมือนใช้เครื่องของจีนอยู่


    จริงๆแค่นิดเดียวเอง...เพิ่มกำลังสติให้ต่อเนื่องมากกว่านี้
    ด้วยการเจริญสติให้ต่อเนื่องในระหว่างวันจริงๆ
    ทำสมาธิแบบเล็กๆน้อยบ้าง ครั้งละ นาทีสองนาที แต่ทำบ่อยๆ
    กิริยาที่เล่าทั้งหมดนี้ ก็แทบไม่ต้องมาถามใครแล้ว
    มันจะย้อนรู้ได้ด้วยตัวเองทั้งหมดแระ....
    พอเข้าใจภาพรวมเนาะ อ่านๆดีๆเน้อ
     
  18. Chabob

    Chabob สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 เมษายน 2018
    โพสต์:
    49
    ค่าพลัง:
    +54
    ได้คำตอบที่ดีมากๆครับ เจริญสติคือ รับรู้ตลอดเวลาใช่ไหมครับว่านั่ง ยืน เดิน ภาษาโลกของผมคือ ไม่เหม่อลอยใช่ไหมครับ ถ้าใช่แปลว่าผมแปลภาษาธรรมถูกทาง

    -ก็จริงครับ สมาธิผมขาดๆเกินๆ สำหรับผมมันยังไม่พอดีนะ เปรียบเหมือนคน จะเรียกใช้อะไรบางที่ก็ช้า งี่เง่า บางทีเรียกปุ๊บมาปั๊บ

    -ตอนนี้หน้าที่ของผมคือ เจริญสติให้มาก แล้วค่อยลุยต่อใช่ไหมครับ

    -แล้วอาการเหมือนหลับ มีรับรู้บ้างแล้วก็เหมือนหลับใหม่ แต่มันจะหลุดเพราะสำลักลมหายใจ แบบเฮือกขึ้นมา ตอนนั่งอยู่รับรู้ว่าลมหายใจเบามาก ตามที่ผมเข้าใจนะ ผมหลับในสมาธิ อันนี้ถูกรึป่าวครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 พฤษภาคม 2018
  19. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    325
    ค่าพลัง:
    +340
    ถึงเจ้าของกระทู้

    ที่ทำอยู่ไม่ได้ถึงทานตันหรอกครับ

    เพียงแต่ว่า ยังน้อยไป


    ฝึกอานาปานะสติ ไม่ต้องเอาอะไรมาก

    คิดง่ายๆ ยังไงก้ได้ ขอให้รู้ ลมเข้า ลมออก พอชำนาญหน่อย ก็รู้ได้ถึง สั้น ยาว ของลม พอชำนาญหน่อยไปอีก รู้ได้ถึง ลมที่เข้าออก ละเอียดขึ้น แผ่วเบาขึ้น

    เฉพาะกว่าจะได้แค่นี้ ในระหว่างทางกว่าจะชำนาญขั้นที่ รู้ลมเข้ารู้ลมออก
    ก็จะเจอสารพัดนิมิตเปรตแล้วครับ เช่น เกดิดังๆที่ล่วงลับไปแล้วเป็นต้น
    เทพเจ้า ดังๆ มีอิน พรหม ยมยักษ์เป็นต้น
    เดี๋ยวนี้มีอินเทรนใหม่ จิตจักรวาล จิตสารพัดพระแม่ต่างๆนานาเพิ่มขึ้นมาอีกในยุคหลายจี

    ฉะนั้น สิ่งที่จะเป็นไปต่างๆ อย่าได้สนใจ

    แม้จิตจะบู้มว่าง สว่างห่าช่างมัน ยังไงก็ให้นึกถึง ลมหายใจเข้าออกให้ได้
    แม้ในความเป็นจริง จะมีช่วง มีแต่รู้ ว่าง ก็ยังต้อง ฝึกทำ นึกให้มีลมหายใจมาเป็นเครื่องระลึก

    จนกว่าจะชำนาญ

    ส่วนเรื่องจะมาเดินปัญญา ไม่ต้องไปสนใจครับ ว่าจิตจะไม่เดินปัญญา
    อานาปานะสติ เรื่องเดินปัญญา มันจะดำเดินไปเอง ของมัน หลังจากฐานได้ถูกตั้งแล้ว
    เพียงแต่ว่า เรายังตั้งฐานไม่ได้

    ควรจะฝึกต่อไป อย่าให้ออกไปไหน จากลมหายใจครับ
     
  20. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,111
    ค่าพลัง:
    +3,462
    เวลา อธิบาย การปฏิบัติ หากได้รายละเอียด
    แบบนี้ ค่อย น่าคุยหน่อย

    อย่า เล่า แบบคนจมน้ำ ตีน้ำกระจาย คนช่วย
    จำต้อง หาช่องส่งหมัดอัดให้สลบ ค่อยช่วย

    แต่ ถ้า ให้รายละเยดนิดนึง มันเหมือนเราว่าย
    เข้าไปใกล้ คนตกน้ำก้หันหลังให้ หยุดตีมือ ตีไม้
    นอนชิวๆ เดี๋ยวเขาพาเข้าฝั่ง

    นะ


    ที่ไม่รู้ใครสอนให้รู้ ทัน ภวังค์ หนะเปน อุบายที่ ถูก

    แต่ จขกท ไปตั้งป้อม สร้างอาวุธ ยุทธปกรณ์
    หอรบ สูงปรี้ด ตรงนั้นผิด อุบาย การรู้ทัน

    เคยเล่น เกมส์ ตีลูกเหม็น หรือ ให้คนร่อนแบงค์
    ให้คีบระหว่างนิ้วไหม

    จิตที่ส่งออก เคลื่อนออก ไป อนาคต หรือ อดีต
    มันจะตีไม่ทัน

    แต่ถ้า วางจิตกล้าหน่อย ปล่อยให้ภวังค์
    ปรากฏ แล้วตามรู้ จะได้นัยยะทางปฏิบัติ
    ในการ อธิษฐานจิต อิทธิบาทสี่ ที่ถูกต้อง
    "สมควรแก่เหตุ สมควรแก่ธรรม"
     

แชร์หน้านี้

Loading...