นั่งสมาธิรู้สึกว่ามีแรงบีบอัดจะหมายถึงอาไรคับ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย bschaisiri, 18 พฤศจิกายน 2014.

  1. bschaisiri

    bschaisiri เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2014
    โพสต์:
    160
    ค่าพลัง:
    +106
    สวัสดีคับ อยากจะเรียนถามผู้รู้ช่วยบอกที ผมฝึกนั่งสมาธิเริ่มจะจริงจังได้ 3เดือนแล้ว ประมาณวันล่ะ1ชั่วโมง ก็มีอาการแปลกอย่างเช่น รู้สึกว่าตัวหมุนก็มี แต่สองวันนี้กลับเป็น มีแรงบีบอัดที่บริเวณต้นจมูกกลางหว่างคิ้วอัดแน่นและมีปวดขมับทั้ง2ข้างด้วยทั้งที่สมาธิสงบดีนะคับ โปรดชี้แนะด้วย
     
  2. tsukino2012

    tsukino2012 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,277
    ค่าพลัง:
    +3,099
    อาการปรกติของการฝึกสมาธิ จิตมันสัดส่าย อย่าได้วิตกสงสัย
     
  3. zaff

    zaff Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กันยายน 2014
    โพสต์:
    38
    ค่าพลัง:
    +56
    การปฏิบัติกรรมฐานต้องให้มีอารมณ์สบายและกายผ่อนคลาย ไม่ทรมานเป็นที่ตั้ง หากเกิดความรู้สึกไม่สบายใจและกายเกิดขึ้น ต้องกลับไปทบทวนวิธีการใหม่ ว่าที่ทำไป ถูกต้องตามวิธีการหรือเปล่านะครับ ขอให้ลองไปทบทวนดูครับ
     
  4. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,111
    ค่าพลัง:
    +3,466
    การปฏิบัติ ภาวนาคืออะไร

    คือ การเข้ามาทำความรู้จัก สิ่งที่ร้อยรัดให้เกิดความกระเพื่อมของใจ ชนิดต่างๆ

    รู้จักแล้วได้อะไร ได้กำหนดรู้ " สภาพทุกข์ "

    กำหนดรู้ทุกข์แล้วได้อะไร ได้เห็น หนทางที่เรียกว่า " การละ " โดยไม่ต้องเจตนาจงใจ
    ( ถ้า ภาวนาแล้ว ยังต้องคอยจงใจละ เราจะเรียกว่า การวิรัต การลูบคลำศีลไปก่อน)

    เมื่อเห็น การละ โดยที่ไม่ต้องจงใจเจตนา แต่ การละ มีอยู่จริง หนทางนำออกมีอยู่
    จริง ก็จะเกิดความตั้งมั่น เกิดความแน่วแน่ ในการภาวนา เรียกว่า มีฐานแห่งการ
    งานที่ชอบ หรือ สรุปเรียกว่า " มีกรรมฐาน " หรือ มี สมาธิซึ่งเป็นสุญญคารวิหาร

    นะ


    ตอนนี้ นักปฏิบัติ ปฏิบัติมา 3 เดือน ก็ได้มารู้จัก สภาวะที่เรียกว่า วิภวตัณหา
    ในปัจจุบันธรรม

    คือ ความไม่ชอบใจในสัมผัส ความไม่ชอบใจในการรับรู้ ความไม่ชอบใจในการเป็น

    ให้เห็น " ปัจจุบันธรรม " ที่กำลังเกิด กำลังปรารภว่า ไม่รู้จัก ว่าคืออะไร ที่เป็น
    ตัวเหตุแท้ๆ

    การอึดอัด การคับ การแน่น การเป็นดวง เท่าฟองไข่เฮีย จะอยู่ตรงไหนของกายเฮียๆ
    ช่างหัวรหัสพ่อรหัสแม่ มัน มันไม่ใช่าระแห่งปัจจุบันธรรมที่ ควรทำการสิกขา

    " ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ไม่อยากเอา " ที่แทรกเข้ามา ทำให้ ความกังวล
    มันเกิด ความลังเลมันเกิด เกิดความฝุ้งไปตามบัญญัติ รู้เป็นเรื่องเป็นราวไปหมด รู้ไป
    หมดว่าคืออะไร เอาไปใช้อะไร ไม่รู้อย่างเดียวคือ " วิภวตัณหา " มันหลอกรับประทาน
    ให้ ฝุ้งซ่านในธรรม รำคาญใจในการได้มา หรือไม่ได้มา ใครมาปัดตกการรู้ ภูมิรู้นี้ของ
    กู มึงเป็น มาร ......

    นะ

    ดูดีๆ ยก ปัจจุบันธรรม เข้ามาเลย " วิภวตัณหา " มันกำลังลาก ถูลู่ถูกัง โดยมี สัตว์
    ที่ไม่รู้จักการภาวนา เข้ามาประสมโรง ลากไปตายเปล่า
     
  5. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,774
    ค่าพลัง:
    +4,674
    การนั่งสมาธิ ย่อมมีอาการไปตามจิต

    จิตวันใดไม่สงบ เราไปเร่งความสงบ ด้วยการเพ่งลงไปในจุดนั้นๆ มันก็มีอาการแน่นเกร็ง หรือเครียดได้ แต่ก็สามารถกำหนดจนหลุดจากสภาวะนั้นๆเข้าสมาธิได้เหมือนกัน เช่นหายใจเข้าออกแรงๆ เพ่งระหว่างคิ้ว ฯลฯ คล้ายเร่งรัดไม่เป็นธรรมชาตินัก
    หากทำวิธีนี้ ก็ยังควรทำด้วยจิตสบายๆ เพราะมันจะเข้าสมาธิได้ตอนปล่อยจิตสบายๆ

    จิตวันใดสงบมาก มันก็แสดงสภาวะจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นลมหายใจ หรือนิมิตที่เกิดขึ้นอยู่ขณะนั้นๆ เมื่อวางจิตดี ก็จะข้าม ปิติ สุข เข้าเอกัคตา

    บางคราวจิตอาจรวมลงอย่างรวดเร็ว(เช่นคนที่ทำกรรมฐานต่อเนื่อง บางช่วงเวลาจิตอยากจะเข้าฌานเลย ดังนั้นควรเลือกทำเวลาที่ทำสมาธิได้ดีและทำช่วงเวลานั้นบ่อยๆ) แต่บางทีก็เป็นไปโดยไปจดจ่อเพลินอยู่กับปิติต่างๆ หรือสุข กว่าจะปล่อยเข้าเอกัคตาได้ (ซึ่งมักมีสภาวะสว่างไสวตามธรรมชาติของจิตเดิม) หรือบางครั้งก็อาจหลงนิมิต ตามนิมิตไปเสีย

    ฌานเป็นของเสื่อมง่าย ไม่ทำเป็นวสี ก็ไม่ใช่จะทรงฌานไว้ได้
    จะเข้าอีก ก็ไม่ง่าย
    ยกเว้น พวกจิตสงบได้ง่าย ไม่มีความวิตกกังวลหรือห่วงนั่นนี่ตลอด
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 พฤศจิกายน 2014
  6. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,921
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,489
    จขกท. ควรบอกวิธีที่ตนเองทำด้วย วิธีที่ทำทำนะยังไง ประเมาณเนี่ย
     
  7. bschaisiri

    bschaisiri เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2014
    โพสต์:
    160
    ค่าพลัง:
    +106
    ขอบคุณทุกความคิดเห็นนะคับ ได้ความรู้เพิ่มและบางจุดที่สงสัยก็ได้คลายแล้ว ผมคงจะปฎิบัติให้ดีขึ้นต่อๆไป วิธีปฎิบัติก็ พุท-โธ นี้แหละคับ
     
  8. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,426
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,500
    เป็นอาการทางกาย ทางจิต กิเลสหลอก อย่าไปสนใจครับ

    สังเกตดู ถ้าไม่ได้นั่งไม่ได้ทำสมาธิ นี่ ไม่มีอาการใดๆ

    แต่พอมานั่งสมาธิปุบ อาการต่างๆบลาๆๆๆ เกิดทันที ต่างๆนาๆ 555+


    แนะนำว่า อาการต่างๆนาๆ ทางกายนี่ เกิดอะไรก็แล้วแต่ ไม่ต้องไปสนใจ แล้วจะผ่านตรงนี้ไปได้เอง

    แต่ถ้าเกิดอาการอะไรก็แล้วแต่ ยิ่งเราไปสนใจมากเท่าไหร่ อาการจากเบาๆ ก็จะยิ่งส่งผลมากขึ้น ทำให้โดนกิเลสมารหลอกได้ ส่งผลให้ขวางผลการปฏิบัติ

    ให้มีสติ อยู่กับคำภาวนา อยู่กับกรรมฐานที่ปฏิบัติ ครับ
    ถ้าอาการต่างๆ ผ่านตรงนี้ไปได้ ผ่านปิติ เมื่อจิตเริ่มสงบเป็นสมาธิ อาการต่างจะหายไปเองครับ


    .
     
  9. ฐสิษฐ์929

    ฐสิษฐ์929 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    877
    ค่าพลัง:
    +1,841
    "มีแรงบีบอัดที่บริเวณต้นจมูกกลางหว่างคิ้วอัดแน่น" เป็นอารมณ์ของฌานสมาบัติ จุดนี้นี้จะอยู่ที่ระหว่างดวงตาที่จุดดั้งจมูกหักเรียกว่าจุดมโนทวาร คนที่เกิดสภาวะนี้ได้ ผมว่าในอดีตชาติท่านเคยเพ่งฌานสมาบัติมาก่อน พอมีสมาธิอารมณ์เก่ามันก็กลับมาอีก
    อาการนี้เป็นแล้วไม่หาย การแก้ก็ให้เพ่งเข้าที่จุดมโนทวาร ในตำแหน่งที่บอกไปแล้วครับ
    เมื่อเข้าแล้วอาการจะลงรวมที่จุด อาการอื่นๆจะหายหมด ที่จะเกิดที่จุดแทนและจะเป็นอย่างงนี้ไปอีกนาน ไม่หายเหมือนกัน ทางฌานเรียกว่า "อารมณ์ฌาน" ผู้ปฏิบัติจะเป็นทุกคน
    ผมปฏิบัติฌานสมาบัติมาหลายปีแล้ว พอจะแนะนำให้ได้หากสนใจ
    เจริญในธรรม
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 พฤศจิกายน 2014
  10. bschaisiri

    bschaisiri เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2014
    โพสต์:
    160
    ค่าพลัง:
    +106
    ผมได้ลองนั่งสมาธิหลังเลิกงาน จิตเริมสงบมีสมาธิอาการเดิมก็เกิดบีบแน่นบริเวณดั้ง สมาธิลดลงก็หาย สมาธิสงบอีกก็มาอีกก็เลยลองเพ่งดูผมไม่เคยเพ่งแต่เวลาเพ่งก็หายนะ แต่จิตไม่มีสมาธิ เลยปล่อยเลยตามเลยมันบีบก็ช่างมัน และแล้วก็รู้สึกวาบขึ้นมา ตัวเบา สบาย สว่างไม่มาก และลองหายใจแรงๆปรากฎไม่มีลมหายใจ ลองอีก3-4ที ก็ไม่มีลมหายใจ คิดว่าจิตคงสงบดีมั้งลมหายใจเลยไม่เกิด รวบรวมสมาธิใหม่ จิตสงบอาการเดิมที่ดั้งเกิดขึ้นอีกแต่เบาบางลงมากคับ รบกวนผู้รู้ช่วยบอกที่ว่าผมมาถูกทางใหม
     
  11. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,921
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,489
    จขกท.จะไปไหนครับ : )
     
  12. bschaisiri

    bschaisiri เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2014
    โพสต์:
    160
    ค่าพลัง:
    +106
    ผมอยากให้กิเลส และความอยากลดลงครับ
     
  13. teww

    teww เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2011
    โพสต์:
    604
    ค่าพลัง:
    +1,528
    นั่งสมาธิแล้วมีพัดลมเป่าก็มีอาการแบบนี้ล่ะ อาการแพ้ฝุ่นจากพัดลม
    ทิฟฟี่แก้ได้ แล้วนอนพักผ่อนมากๆ
    กินอาหารที่ช่วยให้หลับง่ายคลายเครียด
    cr. http://www.bloggang.com/อาหารที่ช่วยให้หลับง่ายคลายเครียด

    ส่วนอาการตัวหมุน ก็ใช้จิตสั่งร่างกายไปเลยว่า เวียนหัวจะแย่ หยุดหมุนได้แล้ว
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 พฤศจิกายน 2014
  14. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,111
    ค่าพลัง:
    +3,466
    ขออนุญาติให้ คะแนน 10 เต็ม ก่อนเลย

    อย่างนี้สิ บุตรอรหันต์ บุตรพระพุทธเจ้า ปรารภความเพียร คือ เจริญสติ เพื่อ
    การดับสิ้นไปของจิตที่ติดอวิชชา จิตที่มีกิเลส อาสวะ

    ไม่ใช่ ดับจิตพร่ำเพรื้อ ซึ่งไม่แยกแยก " กุศล อัพพยากตา "
    โดยเฉพาะกุศลจิต

    กุศลจิตที่เป็นความคิด สมาธิ สติปัญญา จะไปดับ มันทำไม เขามีแต่ให้
    มันเจริญให้มากๆ

    เนี่ยะ ปรารภความเพียร ให้ ตั้งตรงสู่เป้าหมาย ต่อให้ แฉลบซ้าย
    แฉลบขวา บน บน ล่าง ล่าง บี เอ มันจะ ซีลเลค แล้วมา สตาร์ท ได้


    มาดู กรรมฐานกันต่อ


    ความเดิมจากคราวที่แล้ว ได้บอกไปว่า มันมี " ภวตัณหาแทรก " พอได้
    รับไป ก็คงจะไปสอดส่องความ "รำคาญใจ" ได้ทัน ภาษาบรลีเรียก กำหนด
    รู้ทัน " กุกกุจจะ " นิวรณ์มันก็ดับ สมาธิมันก็กลับมาเข้าที่เข้าทาง

    แต่ อย่าไปเห็นว่า มันหมู มันยังมี " วิภวตัณหา " อยู่ คราวนี้มันแปลงร่าง
    ผลิกออกเป็น " กูไม่สนและ " ซึ่งก็เป็น มุขนัยที่ได้ไปจากเพื่อนๆ ซึ่ง มันปัด
    ออกอยู่ดี แถม เป็นไปตามเชื้อ คือ " วิภวตัณหา "

    ดังนั้น การได้กัลยาณธรรม มาช่วยการปฏิบัติ จะต้อง กำหนดรู้ให้ดีๆ หากดู
    ไม่ดี ไปสำคัญว่า แก้ได้ แก้กรรมฐานได้ เรือหาย นะครับท่าน จมไปอีก
    ด้านหนึ่งไปแล้ว โดย วิภวตัณหาตัวเดิม

    แต่ มันดีกว่า มี " กุกกุจจะ " ผสมโรงด้วย

    วิภวตัณหาตัวนี้ ทำให้คุณ หามุมที่จะ ถอยห่างจาก จุดที่จิตไปสนใจ คือ
    ฐานของมหาภูตรูปที่เป็น " ปฐวี (ดิน) แข็งๆ ตันๆ ตื้อ"
    กับ น้ำ( ความเกาะกลุ่ม ก้อนๆ) ลม ( ความเคลื่อนไหวยิบๆ ไม่ได้นิ่ง)

    ส่วนความรำคาญใจ มันเป็น กุกกุจจะ ซึ่งได้ยกออกไปบางส่วน อุปกิเลส
    ที่เป็น กุกกุจจะ เบาบางลง ก็น้อมไปใน ญาณทัศนะ คือ .....

    " อากาสธาตุ "

    อากาสธาตุ ไม่ใช่ ลม หรือ แก๊ซ แต่หมายถึง " Space "

    เช่น ในช่องจมูก มันจะมีช่องว่าง ในเซลล์หนึ่ง ก็ตั้งในช่องว่า
    อีเลคตรอน โปรตรอน นิวตรอน สะสารมืด ก็ตั้งอยู่ใน ช่องว่าง หรือ space

    ถ้า วิภวตัณหายังอยู่ ยังเป็นเชื้อ จิตคุณจะแล่นออกไปทั่ว เหมือนไม่มีที่ตั้ง

    แต่.... โชคดีที่ วิภวตัณหา ยังไม่ กระทืบ นักภาวนา ทำให้ กลับไปสน
    ใจ " ลม หายใจ " ซึ่ง ตรงนี้จะขอให้ คะแนนว่า กลับมาที่ สัมปชัญญะบรรพะ ได้

    มันจะต้องไม่ลืมกาย อย่าให้ฐานกายหาย สัมปชัญญะ มี จิตจะโคจรไปใน
    กองกรรมฐานทุกชนิดได้ โดยที่ ไม่ เมากรรมฐาน ไม่สำคัญผิด ไม่หลง
    ไปดับอะไรมั่วซั่ว เช่นไปดับความคิด ไปดับจิต กลายเป็น อสัญญีสัตตา
    โดยมืดแปดด้าน


    ฟังให้ดีๆนะ ให้คะแนนที่ กลับมาระลึกลมหายใจ ถือว่า กลับมา
    ทำกายคตาสติ ได้ มันเข้าทาง

    ที่มันหาลมหายใจไม่เจอ ก็เพราะ จิตยังเกาะในช่องว่าง หากผลิกออกมา
    คุณจะเห็น จุดถ่วง จุดแน่น เป็นจุดต้าน ( วิภวตัณหา ยังปรากฏ ทำให้ไม่
    เข้าไปคลุกกับ อาการแน่น ไม่ไปโง่สำคัญว่า จุดเบ้าตาเหล่ เป็น จุดมโนทวาร
    บ้าๆ บอๆ เหมือน สมาชิกบางคน เอามา มั่วซั่ว )

    ทีนี้

    อย่าไปตรึก " ลมหายใจ " อย่าไป สมาทาน บัญญัติคำว่า " ลมหายใจ "

    กรรมฐานจะ ถอย เสียของ

    ให้ สมาทานคำว่า " วิตกวิจาร กำเริบกลับ " สังเกต วจีสังขาร มันจะ
    มากระทืบ กระซิบหรอก หลังจากนั้น จะไป ไคว่คว้า กายที่ต่ำกว่า กองลม
    ที่ต่ำกว่า ช่องว่าง

    จิตไประลึกได้ถึงจุดแข็งๆ แน่นๆ ให้ทราบ หรือ สมาทาน กำกับไปว่า
    " วิตกวิจารกำเริบ " ทำให้จิตไปสนใจ สภาพธรรมที่เรียกว่า " ปิติ "
    ( สรรพอาการทางสมาธิ เราจะเรียกว่า ปิติ หมด )

    ทีนี้ วิตกวิจาร มันกำเริบเพราะอะไร เพราะ ไป ตรึกว่า สุขอยู่ไหน อุเบกขา
    อยู่ไหน

    ลองสังเกตดูนะ

    ดูอาการของจิตที่ไปตรึก สุขอยู่ไหน อุเบกขาอยู่ไหน ตรงนี้ หากไปตรึก
    ปิติ จะกำเริบ แล้ว หลังจากนั้น วจีสังขารจะกระซิบหลอก แล้ว ตามด้วย
    การไหลไปตาม วจีสังขาร ไปคว้าอะไรมาทำสักอย่างหนึ่ง คิดว่า การ
    ไหลไปตาม วจีสังขาร คือการปฏิบัติ ( โดนมันหลอก ต่างหาก )

    พวกเล่นฤทธิ์ เล่นอภิญญา ที่ไม่ได้กำหนดรู้ทุกข์ พิจารณาทุกข์ไม่เป็น
    ก็โน้น เมาสังขาร เมาคำเล่าอ้างของเทวดา ซึ่ง ครูบาอาจารย์เรียกว่า
    พวก ติดตำรา ( คือ ไปจำขี้ปาก จำจรณะ ของเทวดาโง่ๆ มา เล่าอ้าง )

    นะ

    ลองดู กำหนดรู้เป็น ปิติ วิตกวิจาร แล้วอย่าไป ตรึกสุขอยู่ไหน

    พระพุทธองค์บอกว่า สุข ไม่ต้องไปหา ปิติ มันมี สุข มันเป็น วิบาก
    จึงไม่ต้องชะเง้อหา แล้ว จิตจะเห็น ฐานของจิต ฐานของสมาธิ ที่
    ไม่มีการชะเง้อ ชะแง้ " ส่งจิตออกนอก "
     
  15. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,426
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,500

    ปฏิบัติกรรมฐาน ผลของมันก็ตามกรรมฐานที่ปฏิบัติ ครับ

    อาการต่างๆไม่ต้องไปสนใจ มีสติ อยู่กับคำภาวนาในกรรมฐานที่ปฏิบัติคับ จขกท.

    .
     
  16. bschaisiri

    bschaisiri เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤศจิกายน 2014
    โพสต์:
    160
    ค่าพลัง:
    +106
    ตื่นเช้าได้อ่านเม้นคุณนิวร ก็ยังไม่เข้าใจเท่าไร แต่ได้ลองทำสมาธิดู สมาธิตอนนี้สงบ รู้สึกมีความสุข แต่บางที่ก็จิตเผลอไปทางอื่น จึงเริ่มเข้าใจที่คุณนิวรบอกไว้ ก็ได้ภาวนา วิตกวิจารกำเริบ และพยายามมองที่กายอย่างเดียว จนมารู้สึกอีกทีว่าตัวหาย ด้วยวิตกวิจารที่เกิดเลยรีบแผ่เมตตาและออกจากสมาธิ เลิกงานจะมาฝึกอีกทีรู้สึกว่าพัฒนาขึ้น ขอบพระคุณมากครับ
     
  17. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,921
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,489
    สาธุๆ เมื่อจะไปทางนั้น ก็ต้องเรียนรู้จากบรรดาสิ่งซึ่งเกิดขึ้นนั่นๆ จะถูกใจ ไม่ถูกใจ จะชอบใจ ไม่ชอบใจ ก็รู้ๆมันไป (รู้แล้วแล้วกันปล่อย) โดยมีหลักให้จิตเกาะ คือลมหายใจเข้าๆออกๆ (ถ้าใช้ลมเข้าลมเข้า-ออก) อะไรเกิดขึ้นสดุดความรู้สึกก็รู้ๆๆ รู้แล้วปล่อย มาเกาะหลักไว้อีก
     
  18. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,921
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,489
    ระวังจะติดวิตกวิจารอีกนะ
     
  19. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,111
    ค่าพลัง:
    +3,466
    มีการให้คะแนน ก็ต้องมี การหักคะแนน ตาม " โลกธรรม " เนาะ

    ที่หักคะแนนคราวนี้ อาศัยอะไรเป็นเหตุ ก็จะอาศัย " การวิตก " เรื่องการเบียดเบียน
    จนกระทั่ง ภาวนามั่วซั่ว แล่นไปสู่ " การแผ่เมตตา "

    แผ่เมตตา ต้องหมั่นประกอบไหม ก็ต้อง หมั่นระลึกเห็น ความประกอบอยู่

    เราต้องทำความเข้าใจธรรมะให้ดีๆ ตราบใดที่เราสำคัญตัวว่าเป็น สัตว์ ตัวตน
    บุคคล มีเรา มีเขา อันนี้ ในทางธรรมเราจะถือว่า " จิตประกอบเมตตาเจตสิก "
    อยู่แล้ว ให้พิจารณาเข้ามา ตราบใดสำคัญตนว่าเป็นสัตว์ นั่นมีเพียงเหตุเดียว
    คือ " จิตมันสัมปยุตตกับเมตตา เจตสิก " ให้กำหนดรู้เข้ามา ดังนั้น ภูมิสัตว์ปรกติ
    ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เดรัจฉาน สัตว์มนุษย อสุรกาย เทวดา พระพรหม นี่ ล้วนแต่ สำคัญ
    ตัวว่าเป็นสัตว์ และ ย่อมมี เมตตาเจตสิก ประกอบอยู่แล้ว จึงไม่ต้อง " วิตก "

    ไม่ต้องไปโดน " วิหิงสาวิตก " ความวิตกกังวลเรื่องการถูกเบียดเบียน มีการเบียดเบียน

    พ วิหิงสาวิตก กำเริบ หรือ วิตกกำเริบ วิจารมันเข้าไปกระทำกิจแผ่ ทำงาน
    ที่ไม่จำเป็น เพราะ ตราบใดเราสำคัญตัวว่าเป็น สัตว์ คน เทวดา พรหม นั่นมัน
    มี เมตตา แผ่ออกไป รั้งสัตว์เอาไว้ในโลก เต็มโลก ล้นสรรค์ ล้นนรก อยู่แล้ว


    ดังนั้น

    ฟังดีๆนะ

    เรากำลัง ภาวนาเจริญสติ ทำสมาธิ หลังจากนั้น " วิหิงสาวิตก " มันกำเริบ

    ทำให้เรา ขยันในเรื่อง ศีลพรต ผิดที่ ผิดเวลา โดยไม่จำเป็น ทำให้เกิดการเลิกทำกรรมฐาน
    แล้วไป สารวนกับ กิจที่ไม่มีความจำเป็น อันนี้ คือ การภาวนาล้มไม่เป็นท่า
    หรือ มันเป็นอีกปริเฉทหนึ่งของ " ญาณม้วนเสื่อ " หรือ " การลูบคลำศีลพรต "


    นะ

    ทำความเข้าใจ มั่นใจ มั่นคง ใน มรรคผล นิพพาน ให้ดีๆ อย่าให้ ใครเอาภาพ
    การกุศลมาหลอกตา ทำให้ตก จากการภาวนา ตกจากสมาธิ

    เราต้องมั่นใจว่า เราประกอบ กิจที่นำไปสู่ความเป็นอริยะ โคตะระนาบุญ ที่เทวดา อินพรหม ยมยักษ์
    จะมาอาศัย อนุโมทนา เพื่อเอาไปประกอบ พลัง ของมัน เรามีหน้าที ภาวนาเป็นนาบุญ
    โดมไม่ไป ทวงบุญคุณ เป็นแก้ว ไพทูร อาวุธเกราะเพชร ฮา เฮว หรือ ไม่ทวงบุญคุณ
    เป็นกองกถิน ผ้าป่าแสนกอง ล้านกอง วัดวา อารมณ์ โรงแก้ว อะไรทั้งนั้น สลัดคืนไม่เหลือลูกเดียว
    ไม่ทวง ไม่เรี่ยราย ไม่เอา ความ นักบุญจานราย !! ปล่อยให้ เทวดา เขาคิด เขาทำ ของเขา
    เราไม่เกียว

    เมื่อมั่นใจแล้ว มันจะมีคนตาดี เทวดาตาดี มาอนุโมทนา มารักษา และ มาช่วย
    งานเด็กๆ เช่น แผ่เมตตาให้สัตว์เนี่ยะ ยกให้เป็น หน้าที่ ของผู้นิรทุกข์เหล่านั้นก็ได้

    ส่วนเรา เรารักษางาน หน้าที่ของเรา คือ ภาวนา อย่าให้วิตกกำเริบ วิตกในทาง
    ธรรมจะมี กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก

    กามวิตก อ่อนลงไปแล้ว ตั้งแต่ หมั่นเอาเวลาว่าง ทุกลมหายใจ จากการงานทางโลกมาภาวนา

    พยาบาทวิตก ความรำคาญใจ นี้ พึ่งเอาอยู่ พึ่งเพิกการแข็ง หน่วง เหนี่ยว ก้าวไปสู่ ความ
    ลหุตา ปคุณตา กัมมยุตา อุชุกตา ( โสภณเจตสิก ) อันเกิดจาก จิตซ่องเสพการภาวนา ชำระ
    กิเลส

    ทีนี้ ด่านสุดท้ายของ อกุศลวิตก คือ วิหิงสาวิตก นี่ไปเจอมัน แล้ว ไปโดนมันหลอก
    ให้ล้มการภาวนา แล่นไปโน้น ไปแผ่เมตตา ไม่รู้จัก กาลใดควรทำอะไร ละทิ้งการงาน ไปเอา
    กุศลสร้างภาพ หลอกตัวเอง หลอกสัตว์อื่น ว่า ข้าแน่ ข้าดี ข้าหนึ่ง ( โดยความเป็นจริง สะสม
    กำลัง ที่จำเดี้ยงภายหลัง เช่น พวกสำเร็จกสิณบางจำพวก พอสำเร็จกสิณ แต่ เพราะไม่เคย
    กำหนดรู้ วิหิงสาวิตก พอได้อำนาจกสิณ ก็เลย ไปสาระวนกับการ สร้างอาวุธ
    เล่นไสยศาตร์ เนี่ยะ โดนมันหลอก บ้าสังขาร ไปแล้ว )

    นะ

    พิจารณาดีๆ

    ตอนนี้รู้จัก กิเลส นิวรณ์ แล้ว อกุศลวิตก3 รู้จักกิเลส เครื่องกั้นขวาง มรรคผล ได้
    หลายตัวแล้ว และ จะโดนมันชก ชกมัน สลับไป สลับมา หากไม่ ติดการม้วนเสื่อเอา
    หน้ารอดตะพึดตะพือ มรรคผลนิพพาน ก็จะอยู่ตรงปากคอก ใกล้นิดเดียว
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 พฤศจิกายน 2014
  20. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,111
    ค่าพลัง:
    +3,466
    ตั้งจิตให้ตรง นะ

    เอาการเอางาน เน้นการภาวนา สมาธิที่ใช่ อย่ารีบร้อน ไปสลับอารมณ์สมาธิ
    สลับ สมถะ โดยไม่จำเป็น มันจะเสียนิสัย กลายเป็น คนโลเล

    พอเป็นคนโลเล ใคร เอาแสงวูบ แสงวาบ มาล่อ มันจะ เหมือน เงาะป่า บ้าใบ้
    วิ่งตามก้น เขาไปซูฮก คนทำแสง โดนเขา สนตะพาย ร้อยจมูก พาไปสู่ การงาน
    โลกๆ สวรรคิ์ วิมง วมานิกาเปรตานัง อุปทาน ไม่ปรกติ อชิตังเม (พ่ายแพ้ ) ตุ่มอรหันต์
    เริ่มมีกลิ่น ตุตุ ว่าไปเรื่อย

    ถ้าเรามั่นคง การภาวนา รู้จัก อกุศลวิตก3 ครบ แล้ว เน้นการภาวนา ชำระกิเลส

    พอ วิตก3 เราสอดส่อง รู้เท่าทัน ......ท่านคร้าบ สัจจ ที่ท่านปรารภ ทำความเพียร
    มันจะ อยู่ตรงหน้า โดยไม่ต้องเจตนา จงใจ อีกเลย สบายเลย "ตกกระแสธรรม" พยากรณ์
    ได้ว่า ถึงมหาสมุทร ก็เรียก

    จะเห็นเลยว่า คนเราสามารถ ภาวนาได้ตลอดเวลา ทุกลมหายใจ ไม่ต้อง แบ่งเป็นคาบๆ

    จะคุยงาน จะเรียน จะยิงกระต่าย จะปลดทุกข์ ทุกจังหวะชีวิตา ภาวนา ได้หมด อะไรที่
    ไหวๆ ตึงๆ จะเห็นเลย หน่วงมาทำกรรมฐานได้ตลอดเวลา
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 พฤศจิกายน 2014

แชร์หน้านี้

Loading...