นั้งสมาธิถอดจิตและไม่เห็นตัวเอง

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย เรารักกันพระคุณ, 18 พฤศจิกายน 2018.

  1. เรารักกันพระคุณ

    เรารักกันพระคุณ สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กรกฎาคม 2018
    โพสต์:
    10
    ค่าพลัง:
    +2
    คือ... ผมสรงใสว่าเวลาเรานั้งสมาธิแล้วถอดจิตออกมาเรารู้ตัวแต่ว่า
    พอเราลุกออกจากร่างมาทำไมมันไม่เห็นตังเองคับแล้วมันจะเข้า
    ร่างได้ไงคับ สามุด เราเดินถอดจิตออกมาแล้วกลับมาเอาร่างกาย
    อันนี้อยากรู้ว่าทำไมมันถึงไม่เห็นตัวเองแล้วเราจะกลับเข้าสู้ร่าง
    อย่างไรคับผมรู้ อยากรู้ว่ามันจะเป็นอันตรายอะไรรึเปล่า
    กลัวถอดจิตออกมาแล้วตายแบบผีเห็นร่างแบบผีอันนี้ผมกลัวคับ
    อื่อ อยากถามอีกเรื่อง จิตร่างกาย แบบใหนคับ ถึงเรื่ยงว่าจิตที่ถอด
    ออกมาจากร่าง รู้คับ การนั้งสมาธิออกมาจากตัว เป็นการถอดจิต
    และมันมีความสุขท์คับเวลาได้นั้งสมาธิ ผมอยากถอดจิตและเห็นตัวเอง
    มันเป็นเรื่องยากมั้ยที่เราจะะ... แต่สิ่งที่รู้มานะคับส่วนตัวเลยนะเวลา
    นั่งสมาธินะ รู้สึกชอบเขียนหนังสือเป็นที่สุดและชอบนั้งเพ่งจักรขุตัวเอง
    ว่าเราไปไหน... ?
     
  2. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    426
    ค่าพลัง:
    +320
    แต่ของคุณผมไม่รู้ว่าคุณถอดได้แล้วหรือว่าสงสัยไว้ก่อนครับ ถ้าคนถอดจิตได้ก็ไม่ต้องกลัวตายแล้วครับ เพราะถ้าตายขณะนั้นก็คือขั้นพรหมแล้ว สุขกว่ามนุษย์อีกถ้าพูดถึงเรื่องอารมณ์ แต่ถ้าไม่หมดวาระจริงๆ เขาไม่ให้คุณไปแบบง่ายๆหรอก เด๋วมีถีบส่งเข้าร่าง หุหุขำๆครับ
     
  3. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,457
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,515
    เพราะเป็น ร่างของเรา

    ถ้าไม่หมดวาระจริงๆ เขาไม่ให้คุณไปแบบง่ายๆหรอก เด๋วมีถีบส่งเข้าร่าง
    +1
     
  4. เรารักกันพระคุณ

    เรารักกันพระคุณ สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กรกฎาคม 2018
    โพสต์:
    10
    ค่าพลัง:
    +2
    ขอบคุณคับ
     
  5. เล่าปัง

    เล่าปัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    2,964
    ค่าพลัง:
    +5,217
    การจะถอดจิต ละจิต ...มันจะกิดจากเหตุ
    คือ การรู้ชัดในทางเข้า หรือ เวียนกลับมา

    ดังนั่น การกลับมา สำหรับคน ที่ ฝึดละวางจิต
    ถอดจิต จะรู้ชัดว่า ไม่ต้องอาสัยใครถีบกลับ

    หายใจเข้า หายใจออก นี่มัน กลับมา เวียนกลับมา
    หรือ เหนความเปน วัฏฏะ

    พอรู้ชัดว่า การหายใจ คือทางเข้า ก้จะถอดจิตได้
    ละวางจิตได้ สลัดคืนจิตไม่เหลือได้

    จึงทำให้ ออกไปไหนต่อไหนได้ จะย้อนกลับมา
    ที่มือก่อนค่อยเห็นทั้งตัวก้ได้ เหนปลายขาก่อนก้
    ได้ บางคนเหนนับจากเส้นผม บางคนก้เหนโดย
    ระลึกกองลมทั่งปวง ก้ถือว่า เหนกายที่เปนวัฏฏะ
    การเวียนกลับมา โดยไม่ต้องเสียเวลาเหนทั่งตัวก้ได้

    แต่ไม่ใช่ว่า ไปกลั้นหายใจ ตายแบบปุถุชน

    และก้ไม่ใช่ ไปเข้าสมาบัตจนลมหายกายหาย

    ต้องแยบคายในการเหน การละวางจิต ถอดจิต

    ไม่ใช่ เข้าไปกอดจิต ดวงเดียว สว่างไสว ส่องนั้น
    แปรนี่

    พอมีความแยบคาย จะเหนเลย หายใจปรกติ
    สามารถละ อาสวะได้สุดรอบ ทั้งกาย และจิต

    เพราะเขาละกันที่ ราคะ โทษะ โมหะ

    ไม่ใช่ไปเน้นหยุดหายใจ หิ้วอะไรไป หิ้วอะไรมา
    โตงเตง เปนเครือ หรือ เปนพวง
     
  6. เล่าปัง

    เล่าปัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    2,964
    ค่าพลัง:
    +5,217
    การถอดจิต จึงมีแก่คน รู้เหตชัดการเข้า การอยู่ การออก

    ไม่เอาลูกฝลุค

    ไม่เอาลูกฟลุบ

    และไม่เอาลูกชุบ ดลใจจากสิ่งใด

    เน้น การรู้ชัด ตรัสรู้เองโดยชอบ เพราะ ละวัฏฏ
    ได้อย่างสมบูรณ์ในกระแสของการ เข้า การอยู่
    การออก....
     
  7. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,324
    ค่าพลัง:
    +31,452
    เรื่องพวกนี้ถือว่าไม่ใช่ประเด็นหลักทางพุทธศาสนานะแต่พอเล่าได้ เพราะเรื่องพวกนี้
    มันทำให้เกิด
    กิเลสธรรม ซึ่งจริงอยู่ดูเหมือนไม่ยึด
    แต่ทำให้เราสนใจแต่เรื่องนามธรรมพิเศษแต่ไม่สนใจเจริญสติและเรื่องปัญญา

    ทั่วๆไป มี ๒ กิริยา
    ๑.ถอดจิต ยกกาย ถอดกายทิพย์
    พวกนี้อยู่ในกิริยา กำลังระดับเดียวกัน
    ถ้าทำได้จริง ถึงขั้นที่ค่อยๆลุกขึ้นเดินออกมาได้โดยไม่หกคะเมนตีลังกา
    แสดงว่า สมาธิค่อนข้างโปรแระ
    บุคคลที่ทำแบบนี้ได้ เรื่องสมาธิมันแค่สิวๆ
    เรื่องสัมผัสแค่เด็กๆ
    หลักสังเกตุ
    - ไม่เงียบ เรียกว่าหูแทบแตก
    เพราะกายกับจิต มันแยกกันเด็ดขาดชั่วคราว
    แล้วตัววิญญาณมัน
    ไปอุปโลกน์กายนามธรรมใหม่
    ตามสภาวะธรรม ณ เวลานั้น
    ขึ้นมา เพราะมันตัดกาย
    รูปธรรมทิ้งไปแล้วชั่วคราว
    เสียงลมพัดป่านว่า เครื่องเจท
    นึกนะ ระดับปฐมฌาน เสียงใบ้ไม้
    เสียงนาฬิกา เสียงๆต่างๆยังได้ยินชัด
    - จะต้องค่อยๆลุกออกมา และสัมผัสได้
    ว่าข้างหลังมันเหมือนมีอะไรผูกหลังไว้อยู่
    (ถ้าไม่มี คือคนตายแล้วเท่านั้น)
    เรียกว่าเส้นสายใยทิพย์
    - สัมผัส ต่างๆภายนอกได้ชัดเจน
    เรียกว่า เจอผีเทวดา เจ้าที่ คุยกันรู้เรื่อง
    นึกอะไร ได้ดังใจ
    - ยกแขน ขามาดูจะมองเห็น แขนขาตัวเองได้
    แต่จะสังเกตุว่า ตาที่มองแขนขา
    มันทำไมมีแค่ตาเดียว อยู่ตรงกลางตัว
    ที่ใช้มอง
    - ไปไหนได้ไม่ไกล ลองนึกเหาะเล่นๆ
    หูแทบแตก เพราะ เก่งที่สุด
    ในสามโลก ยังไม่เคยมีมนุษย์ใดไปเกินชั้นพรหมได้ (เป็นที่มาการขอบารมีพระฯ
    สำหรับพวกฝึกวิชาพิเศษ)
    - ระลึกรู้ตัวได้ แค่เสี้ยววินาที
    จะกลับเข้าร่างกายปกติเลย
    - ในคนที่ทำได้ แต่ไม่มี ครูบาร์อาจารย์
    หรือพันธมิตรทางภพภูมิ ถ้ามีดวงจิต
    อื่นๆมาจับ เส้นสายใยข้างหลัง
    จะเพี้ยนได้ทันที
    ถ้ากลับเข้าร่างกาย
    ถ้าถูกตัดจะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน
    - ต้องมองเห็นตัวเองในท่าสุดท้ายได้ปกติ
    - มีส่วนร่วมในเหตุการณ์นั้นๆ
    เหมือนเราไปอยู่ที่นั้นเลย

    ๒. ส่งจิต ถอดจิต(บางคนเข้าใจอย่างนี้)
    กิริยาที่สังเกตถง่ายๆ
    - ใช้กำลังสมาธิไม่มากระดับอุปจาระสมาธิ
    หรือประมานกึ่งหลับกึ่งตื่น หรือนอนหลับไปแล้วเป็น นั่งหลับแล้วเป็น ได้หมด
    จะเคยหรือไม่เคยฝึกสมาธิมาก็เป็นได้หมด
    เพราะมันไม่ได้ตัดกายขาดจนไปสร้าง
    กายนามธรรมขึ้นมา มันแค่ส่ง
    ตัววิญญาณออกไป 11รด ครับ
    มันเป็นกมลสันดานของจิต
    ที่ชอบท่องเที่ยวและส่งออกครับ
    ลักษณะคือใจไปแต่กายไม่ไป
    ที่บางคนเข้าใจว่าผีอำนั่นหละ
    - สภาพแวดล้อมเงียบๆ
    - มองไม่เห็นตัวเอง เห็นอย่างอื่น
    แขนขาตัวเองไม่มี
    - ออกไปแบบว่า อยู่ดีๆก็ไปโผล่ที่นั้นเลย
    คือไม่เห็นระหว่างทางที่เดินทางไป
    - ไปอยู่ในระดับความสูงที่ไม่แน่นอน
    บางทีอยู่มุมสูง บางทีก็ระดับปกติ
    - แค่ระลึกเพียงเสี้ยววิก็กลับร่างกาย
    - ถ้ากำลังสติไม่พอ กลับมาไม่รู้เรื่องอะไร
    ไม่รู้ที่ไหน เจอใคร เหตุการณ์อะไร
    - ถ้ากำลังสมาธิน้อย กลับมารู้ตัว
    จะหอบแหกๆ รู้สึกเหนื่อย เหงื่อตก



    สรุป - การกลับมากายทั้ง ๒ แบบ
    ที่เล่ามา มันแค่ระลึกสติให้ได้
    มันจะกลับมาเร็วกว่าเสี้ยววินาทีอีกครับ
    เพราะระบบประสาทจะเริ่มทำงานปกติครับ
    ซึ่งมันเป็นเรื่อง ปกติ ที่คนทำได้ทั้ง
    ๑ และ ๒ เค้าจะรู้กันปกติครับ
    เหมือนตักข้าวและอาหารมาวางไว้ให้
    และมีช้อนส้อม เค้าคงไม่ต้องมาถามว่า
    ช้อนส้อมใช้ทำอะไรครับ
    . เล่าพอให้เห็นภาพ



    - คนที่ทำ ๑ ได้จริงๆ
    ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็น
    ท่านใดกลัวผีเลยครับ
    เพราะเค้าจะรู้ๆว่าตนเอง
    พอมีอะไรบ้างครับ

    - ยังไม่เคยเห็นใครตายเพราะนั่งสมาธิ

    ยกเว้นเจตนาตายในท่าสมาธิ
    หรือเจตนาเข้าสมาธิแล้วตาย

    มีกรณีที่ ๑ เท่านั้นที่ไปเที่ยว แล้วคนไม่รู้
    แล้วเอาร่างกายไปเผา แบบนี้เคยได้
    ยินมาบ้างครับ


    เรื่องพวกนี้ เล่าให้ฟังได้ พอเป็นหลัก
    สังเกตถ้าเข้าใจ จะไม่หลงสภาวะ หลงตัวเอง
    เห็นมาเยอะ ออกไปแบบเงียบกริ๊บ
    แต่เข้าใจว่าเป็นกำลังสมาธิระดับสูง
    บอกก็ยาก เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง
    ทั้งๆที่ การไปได้ แบบไม่ทันระหว่างทาง
    ที่ไป มันบอกว่า กำลัง สติเรามันน้อย

    แต่ด้วยที่ไปได้ มันเป็นกิเลสธรรมอย่างหนึ่ง
    จึงไม่สนใจเรื่องสร้างสติเรื่องเดินปัญญา


    ดังนั้น ถ้ามันเกิดกับเรา ก็ให้อย่าไปยึด
    มันสำรวจว่าสติเราพอไหม ถ้าไม่รู้อะไรเลย
    อยู่ดีๆก็มาโผล่ ลืมตาก็ไม่รู้อะไร นั่นหละ
    สติทางธรรมเรามันน้อย รีบสร้างซะ

    ถ้ากลับมา หอบแห๊กๆ เหงื่อตก เพลีย
    นี่ก็สมาธิสะสมไม่พออีก รีบสร้างซะ
    จะเจริญสติให้ต่อเนื่องทั้งวัน
    จะเดินนับก้าว นั่งสมาธิแค่สงบระหว่างวัน
    นั่งเป็นพิธี สลับเดินจงกลม อะไรก็ว่าไป

    และอย่าไปสนใจในนามธรรมต่างๆ
    ที่สัมผัสได้ เพราะมันเป็นการสร้าง
    ให้ตัววิญญาณที่ส่งออกจากจิต
    มันเกิด และเหมือนเราไปให้อาหารมัน

    มันจะเดินปัญญามาถึงจุด ที่จะรู้เหตุ
    เกิดดับได้ยากยิ่งขึ้นกว่า
    ปกติอีกหลายเท่าตัวครับ

    จิตจะคลายตัวเองได้ตามธรรมชาตินั้น
    ตัววิญญาณพวกนี้ มันต้องไม่ส่งออกได้ก่อน
    ในเบื้องต้นนะครับ

    ปล แค่เพียงแต่เล่าให้ฟังครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 พฤศจิกายน 2018
  8. ช่างเถอะ

    ช่างเถอะ ชีวิตไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 พฤศจิกายน 2018
    โพสต์:
    19
    ค่าพลัง:
    +45
    ถ้าออกมาไม่เห็นตัวเองนี่น่าจะตายล่ะนะ 555 ถ้าถอดกายทิพย์หรือส่งจิต จะมองเห็นตัวเองชัดยิ่งกว่าเดิมอีก และสามารถเห็นได้ทุกองศาของร่างกาย แม้แต่รูขุมขนก็เห็นได้ นอกจากนั้นยังมองเห็นกายที่ออกมาอย่างชัดเจนในทุกองศาเช่นกัน.

    ไม่แนะนำให้ทำเองนะคะเพราะเป็นอันตรายถึงตายได้ ถ้ายังไม่คล่องในฌาน ควรฝึกกับพระ หรือคนที่เก่งๆ และสามารถมองเห็นร่างทิพย์ของเราได้ และเรียกกลับได้ถ้าเกิดปัญหา
     
  9. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    383
    ค่าพลัง:
    +450
    ถอดจิตหากหมายถึงกายทิพย์

    ต้องเห้นตัวเองครับ
    ภาษาบ้านๆก้วิญญาณออกจากร่าง
    เหมือนคนตายละครับ
    เพียงแต่กายที่ออกไปเป้นกายทิพย์
    อีกกายเป้นกายหยาบ


    การนั่งสมาธิแล้วเพ่งไปที่อื่นไม่วกมาดูใจดูกาย

    จะทำให้เสียเวลาครับ เพ่งออกนอกมันจะเตลิด
     
  10. เรารักกันพระคุณ

    เรารักกันพระคุณ สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กรกฎาคม 2018
    โพสต์:
    10
    ค่าพลัง:
    +2
    กายทิพย์ตัวนี้เราลุกขึ้นรับรู้จากตอนนั้งสมาธิแล้วออกจากร่างใช่มั้ยคับ
    ส่วนอีกตัวไม่รู้ที่เรียกว่ากายหยาบใช้ป่ะคับ
     
  11. เรารักกันพระคุณ

    เรารักกันพระคุณ สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กรกฎาคม 2018
    โพสต์:
    10
    ค่าพลัง:
    +2
    ขอบคุณคับ
     
  12. เรารักกันพระคุณ

    เรารักกันพระคุณ สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กรกฎาคม 2018
    โพสต์:
    10
    ค่าพลัง:
    +2
    ทั่วๆไป มี ๒ กิริยา
    ๑.ถอดจิต ยกกาย ถอดกายทิพย์
    พวกนี้อยู่ในกิริยา กำลังระดับเดียวกัน
    ถ้าทำได้จริง ถึงขั้นที่ค่อยๆลุกขึ้นเดินออกมาได้โดยไม่หกคะเมนตีลังกา
    แสดงว่า สมาธิค่อนข้างโปรแระ
    บุคคลที่ทำแบบนี้ได้ เรื่องสมาธิมันแค่สิวๆ
    เรื่องสัมผัสแค่เด็กๆ

    เรื่องนี้ส่วนตัวเห็นคับและทำได้ด้วย
    เวลานอนก็บางครั้งไปโดนที่นั้งสมาธิไว้
    ก็รู้สึกตัวนิดหนึ่งเหมื่อนตื่นขึ้นมาอาบน้ำ
    ไม่มีผิด
     
  13. เรารักกันพระคุณ

    เรารักกันพระคุณ สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กรกฎาคม 2018
    โพสต์:
    10
    ค่าพลัง:
    +2
    ผมจะเล่าเรื่องตอนอายุ 17 ให้ฟัง มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเสียใจเรื่องพี่น้อง
    ที่มองผมแบบอย่างว่า ไม่ดี เป็นงานศพของปู่พอดีสึ้งทำให้ผมรู้สึก
    แบบว่ามองหน้าพวกเขาแล้วเค้ามองแบบไม่ดี จึงทำให้ผมหนีไป
    หลังบ้านแล้วผมก็เดินไปที่เปพอถึงที่เปแล้วผมก็นึกอ่ะไรไม่รู้
    ทำให้ผมนั้งสมาธิลงที่เป แล้วฝันถึงภาพแบบพระพุทธเจ้ามาแบบว่า
    เป็นถานน้ำมีขันมีลูกแอบเปิ้ลตกลงมา แต่กายและกายทิพย์ของผม
    ก็ไม่ลุกไปไหน แล้ว... จากนั้นผมก็ลุกขึ้นเดินเข้าบ้านหน้าตาเฉย
    และหลังจากนั้นอยู่ๆไปผมก็ลูกสึกว่าได้ดวงตาวิเศษมาดวงตานั้น
    เป็น ตาทิพย์พะจักขุป่าวคับ ขึ้นกลางจะมูก แค่นี้หล่ะคับ
     
  14. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,324
    ค่าพลัง:
    +31,452
    ถือว่า เล่าให้ฟังนะครับ
    ส่วนตัวจะเขียนเรื่องแบบนี้ไว้ อยู่ ๒ กรณีครับ
    และในแต่และกรณีจะเขียนหลักสังเกตุไว้ร่วมด้วย
    ซึ่งหลักในการสังเกตุ ต้องพิจารณาประกอบ
    ให้ดีๆด้วยครับ (ย้ำว่าต้องเอามาประกอบร่วมกัน
    ไม่ใช่ยกมาบางส่วนเด่วจะเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ครับ)
    . ที่ต้องย้ำ เพราะเรื่องแบบนี้
    สามารถทำให้เราหลงสภาวะ และยึดนามธรรม
    ได้อย่างคาดไม่ถึงครับ และที่สำคัญมันเป็น
    กิเลสอย่างหนึ่งเรียกว่า กิเลสธรรม
    คือทำให้เราไม่สนใจเรื่องสติและเรื่องปัญญาครับ
    ปัญญาคือ การปล่อยวาง การยึดมั่นถือมั่นต่างๆ
    ไม่ว่า การยินดีชื่นชมในกามอารมย์และกามคุณ
    ไม่ว่าจะรูปธรรมก็ดี ไม่ว่าจะนามธรรมก็ดี..

    มีข้อเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยคือ ทั้ง ๒ กิริยาที่เล่าให้ฟังนี้
    สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ แม้ไม่เคยฝึกสมาธิมาเลยก็ตาม
    และที่สำคัญยิ่งกว่า การเห็นนามธรรมได้ ไม่ว่าจะระดับใดๆ
    ก็ตาม ย้ำไม่ว่าจะเห็นระดับใดๆได้ก็ตาม และไม่ว่าจะเห็นได้
    แบบตาเปล่าๆ ไม่สามารถเอามาเป็นองค์ประกอบร่วม
    ได้เลยว่า บุคคลนั้นจะมีความสามารถทำได้จริง
    หรือบอกได้ว่า เป็นคนดีหรือเป็นคนที่พิเศษอะไรได้ครับ
    ซึ่งเวลาที่ส่วนตัว พูดแบบนี้ให้ใครฟัง
    อาจจะคิดว่า ไปขัดคอ เพราะบุคคลนั้นชอบเข้าใจว่า
    สิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง มันเป็นอะไรที่พิเศษ ไม่ธรรมดา
    แต่แท้จริงแล้ว มันไม่ได้ช่วยอะไรเลยครับ
    ในทางปฏิบัติและทางด้านการเดินปัญญา
    หากไปยึดกิริยานามธรรมพวกนี้
    และอีกอย่าง มันก็ไม่ใช่ทางตรง
    ตามหลักพุทธศาสนา แต่ส่วนตัว
    ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่า ไม่ดี หรือไม่มีใครทำไม่ได้นะครับ
    เพราะเรื่องแบบนี้ ส่วนตัวมีประสบการณ์เกิดขึ้น
    กับตนเอง และปัจจุบันก็ได้พบเห็น ประสบการณ์
    แบบนี้ กับตนเอง จึงเป็นที่มาในการให้มอง
    ในภาพรวม สรุปออกมาว่า มันยังไม่ใช่เรื่องที่ควรยึด
    แต่พอเล่าให้ฟังได้เท่านั้นเองครับ

    เพราะแม้ใครก็ตาม ถ้าหากว่า
    ไม่ใช่เจตนา ที่ตั้งใจทำ แล้วค่อยๆลุกขึ้นมา
    แบบมีเส้นสายใยผูกหลังเลย
    ยังไม่ถือว่า มีความชำนาญทางสมาธิใดๆ
    และมีกำลังสติทางธรรมมากพอครับ.....
    หรือในกรณี ที่จะส่งจิตไป ถ้าไม่ทัน
    ในระหว่างที่จิตกำลังเดินทาง
    ก็ถือว่า ไม่ใช่บุคคลที่ชำนาญทางสมาธิ
    และมีกำลังสติมากพอเช่นกันครับ....

    และแถมอีกเรื่อง ฟังหูไว้หูนะครับ
    ตาพิเศษ ที่เป็นช่องทางที่ทำให้เรามองเห็น
    นามธรรมต่างๆได้นั้น จะขึ้นปกติบริเวณเหนือ
    ระหว่างคิ้วทั้งสองเล็กน้อยครับ และมีเพียง
    แค่ดวงตาเดียว (ปกติทั่วไปนะครับ)

    และดวงตาที่จิตอุปโลกน์ขึ้นมานี้จะ มีเอกลักษณะประกอบ
    เฉพาะดวงตาหลายแบบครับ เช่น บางคนเกิดมี
    และมีคล้ายดอกบัวล้อมรอบดวงตาก็มี บางคนมีเหมือน
    กระแสไฟขึ้นข้างดวงตาก็มี แต่สิ่งหนึ่งที่มันจะเหมือนกัน
    ก็คือ ดวงตานี้ จะอยู่ในตำแหน่งที่ตั้งฉากกับพื้นโลก
    หรือตั้งฉากกับดวงตาปกติทั้ง ๒ ข้างของเราครับ....
    (พวกนี้ ในพวกที่พอมองเห็นนามธรรมได้จะมองเห็นครับ)

    และเส้นขอบเปลือกตาของมัน
    จะสามารถหยืดขยายไปถึงข้างหลัง
    ได้ พูดง่ายๆว่า สามารถให้หลักการจับเส้นสายพลังงาน
    หรือใช้กสินดินในกำลังใช้งานระดับฌาน ๒ จับเส้นขอบ
    เปลีอกตานี้หยืดให้มัน ไปต่อกันตรงท้ายทอยได้สบายๆครับ

    และท้ายนี้ ดวงตาที่จิตอุปโลกน์ เป็นช่องทาง
    ให้สามารถปรากฏเป็นภาพนามธรรมขึ้นมานี้
    สามารถเกิดขึ้นได้ชั่วคราวก็ได้
    และให้เกิดมีเป็นปกติก็ได้ครับ

    ถามว่า ทำไม ตามอุปโลกน์ต้องอยู่เหนือระหว่างคิ้ว
    เพราะว่า ดวงตาปกติทั้ง ๒ ข้างนั้น จิตมันฟอร์มตัว
    ให้เป็นช่องทางหนึ่งในการรับรู้การตกกระทบของแสง
    และเป็นช่องทางปกติของกายตั้งแต่เกิดแล้ว
    ซึ่งจะสร้างเป็นช่องทางไว้สำหรับในเรื่องรูปธรรมครับ
    แต่มันไม่ได้สร้างช่องทางสำหรับการ ตกกระทบของแสง
    การสะท้อนกลับ หรือ สร้างให้เห็นภาพไว้ สำหรับ
    ในส่วน ที่เป็นนามธรรม มันก็เลยพยายามหาตำแหน่ง
    ที่จะสร้างเป็นช่องทาง เอาไว้สำหรับเรื่องนี้
    เลยไปอยู่ในตำแหน่ง ที่ใกล้เคียงกับ ช่องรูปธรรมนั้่นเองครับ
    และด้วยตำแหน่ง ในการสร้างนามธรรมนี้ เอง


    และด้วยที่
    ตำแหน่งนี้มันอยู่เหนือระหว่างคิ้ว และบริเวณหน้าฝาก
    ที่มันใกล้กับสมอง ซึ่งสามารถสร้างความคิดได้
    ในลักษณะที่ผูกกับกระแสจากข้างบน ตรงบริเวณศรีษะ
    ที่ขึ้นมาตามแนวจักระของร่างกาย
    และผูกกับกระแสพลังงานที่จะมาจากด้านหลัง ซึ่งมาได้จาก
    แนวกระดูกสันหลังและท้ายท้อย(ส่วนท้ายทอยถือว่าไม่ดีมากๆ)
    เลยทำให้ตาอุปโลกน์นี้ ยังมีข้อเสียอีกอย่างก็คือ
    มันยังถูก คลื่นกระแสความคิดที่มาจากสมอง
    ที่สามารถโยงไปผูกกับคลื่นพลังงานอย่างที่เล่าให้ฟัง
    เข้ามาแทรก ในขณะที่จิตกำลังสร้างเป็นภาพนามธรรม
    ผ่านจุดเหนือระหว่างคิ้วได้อยู่ครับ


    นี่ครับเป็นข้อเสีย ที่ต้องระมัดระวังให้มาก......
    โดยส่วนตัว ถ้าเจอใครก็ตาม ที่จิตมีการ
    สร้างตาอุปโลกน์นี่ได้ มักจะช่วยแนะนำ
    หรือทำการช่วยเหลือ ให้ตัวจิตเค้าผลักภาพ
    ที่จิตสร้างออกไปปรากฏอยู่บนอากาศภายนอกแทน
    เพื่อป้องกันการ แอบเข้ามาแทรกจากคลื่นความคิด
    คลื่นพลังงานที่อาจจะถูกส่งมาจากภายนอกนั้นเอง
    ไม่งั้น จะเกิดอาการที่ทางปฏิบัติเรา
    เรียกว่า '' เฝื่อ'' ทำให้ บุคคลนั้นอาจจะเข้าใจ
    ตนเองผิด เหตุเพราะไม่ทันความคิดและกระแส
    พลังงานภายนอกที่ถูกส่งเข้ามาแทรก
    ตอนที่ ตัวจิตมันกำลังสร้างภาพได้อย่างไม่รู้ตัวครับ


    ดังนั้นเรื่องแบบนี้ ต้องค่อยๆพิจารณาให้ดี
    ถ้ามีเกิดขึ้น ก็ต้องระมัดระวังให้ดี
    เพราะที่มาแอบแทรก เป็นพลังงานภายนอก
    สามารถเจาะเข้ามาดู ความคิดลึกๆ สิ่งลึกๆที่เรา
    ปรารถนาได้ มันก็จะร่วมเป็นสร้างเหล่านั้น
    มาปรุงออกมาแสดงให้เราเห็นได้ ตาม
    แบบที่เราต้องการ หรือตามกิเลสของเรานั่นเองครับ


    ถึงได้พยายามเน้นย้ำมากๆว่า เรื่องแบบนี้
    ให้เข้าใจเอาไว้ว่า สามารถเกิดขึ้นได้
    แม้ไม่เคยฝึกอะไรมา และมันไม่ใช่แนวทางตรง
    ของพุทธศาสนา ที่เราควรไม่ให้ความสำคัญ
    หรือหมายมั่นว่า มันเป็นอะไรที่ดี...
    เพราะแม้ว่า จะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าๆ(ย้ำว่าตาเปล่า)
    ไม่ว่าระดับใดๆก็ตาม(ย้ำว่าระดับใดๆก็ตาม)
    ก็ยึดไม่ได้เลยครับ


    มายาจิต เป็นเพียงแค่กลจิต ชนิดหนึ่งครับ......

    ท้ายนี้ หวังว่าจะเข้าใจเจนตาที่สื่อนะครับ
     
  15. ผ่านมาเฉยๆ

    ผ่านมาเฉยๆ ไรเซ็นมันพูดว่าอะไรหว่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    961
    ค่าพลัง:
    +1,220
    ดวงตาที่ว่าน่าจะอันเดียวกับของลุงนพครับ
    เพียงแต่ตั้งฐานจิตตอนนั่งสมาธินั้นคนละฐานครับ
     
  16. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    383
    ค่าพลัง:
    +450
    .ใช่ครับ

    กายที่รู้สึก คือตัวกายทิพย์เป็นกายละเอียด

    ส่วนกายที่ไม่รู้สึก เป็นกายหยาบ

    ออกแบบนี้มันจะเห็นตัวเอง และจะเห็นสิ่งรอบข้างที่เป้นกายทิพย์เช่นเดียวกันด้วย
    เช่นพวกเทวดา หรือพวกกายทิพย์อื่นๆ ที่อยู่กับเรา

    มันจะได้ความรู้ ความเข้าใจไปในระดับนึง
     
  17. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    658
    ค่าพลัง:
    +455
    เรื่องของจิตไม่ใช่เรื่องของเรา ถ้าเราคิดว่าจิตคือเราก็คือเรา ถ้าเราเห็นว่าจิตไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา ก็เท่านั้นอยู่ที่จะคิดเอาหรือจะทำเอา คิดมันง่ายใครๆก็ทำได้ แต่ทำให้เห็นจริงมันยาก ทำได้เมื่อไหร่ค่อยมาคุยกันคงไม่สาย
     
  18. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    658
    ค่าพลัง:
    +455
    ยกตัวอย่างความฝันนะ ความฝันก็มีสองแบบ ฝันแบบไม่สามารถควบคุมการกระทำได้และฝันแบบควบคุมได้เป็นผู้สั่งการในการไปไหนมาไหน ข้อแรกถ้าเราฝันไปแบบเราไม่ใช่ผู้สั่งการ จงอย่าใส่ใจ ไม่ต้องคิดอะไรเพราะยิ่งคิดจะไม่ได้อะไร แต่ถ้าฝันโดยที่เราสั่งการจะเดินไปไหนจะไปตรงไหน จะเจอกับใครแบบเราสั่งการมีการโต้ตอบฟังเป็นภาษาอะไรก็แล้วแต่ แต่เราเข้าใจ. อันนี้น่าสนใจเก็บไว้พิจารณาแต่ไม่ควรหมกมุ่น ยังมีเวลาพอจะได้เรียนรู้ อันนี้แค่ยกตัวอย่าง แต่ถ้ายังแยกแยะไม่ออกว่าอันไหนฝันอันไหนจริง ยิ่งไม่ควรคำนึง. ลืมไปได้เลย
     

แชร์หน้านี้

Loading...