นางสุปปิยา ยอดสตรีผู้ถวายทานด้วยเนื้อตนเอง

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 16 กุมภาพันธ์ 2020.

  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,496
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,091
    -aqni5clmnuhwradfmnvwpcf1m1gwx3jatzergcvu7pq7gqzpgmud7ikkych14dajvp0-_nc_ht-scontent-fcnx3-1-jpg.jpg






    นางสุปปิยา ยอดสตรีผู้ถวายทานด้วยเนื้อตนเอง


    ครั้งพุทธกาล มีสตรีนางหนึ่งนามว่า สุปปิยา เธอได้ชื่อว่าเป็นผู้มีศรัทธาอันยิ่งใหญ่ และมีสัจจะที่น่าชื่นชม แม้เธอจะไม่ได้สร้างสิ่งก่อสร้างใหญ่โตให้โลกประจักษ์ ทว่าศรัทธาอันสูงส่งที่เธอมี ทำให้เธอตัดสินใจทำในสิ่งที่คนทั่วไปไม่กล้าทำ และคงไม่มีใครทำมาก่อน

    นางสุปปิยาผู้นี้มีสามีชื่อ สุปปิยะ ทั้งสองคนเป็นชาวเมืองพาราณณีสองสามีภรรยาคู่นี้ มีความเลื่อมใส ศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า หนึ่งในกิจวัตรประจำวันของทั้งสอง คือ การเดินทางไปถวายภัตตาหารแด่ภิกษุสงฆ์ตามวัดวาอารามต่าง ๆ

    วันหนึ่งถือเป็นคราวโชคดีของสามีภรรยา เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาแสดงพระธรรมเทศสนาโปรดชาวพาราณณี และเพียงครั้งแรกที่นางสุปปิยาได้ฟังธรรมจากพระโอษฐ์... นางก็บรรลุโสดาบันทันที

    จะเป็นด้วยความปรารถนานับแต่อดีตชาติ นานนับแสนกัป ที่นางปรารถนาจะสร้างกุศลกรรม ให้พระศาสนาได้มากที่สุด หรือความมุ่งมั่นตั้งใจในชาติปัจจุบันก็สุดจะเดา จึงทำให้นาง สุปปิยา มีจิตเมตตาภิกษุผู้อาพาธ คอยไต่ถามทุกข์ สุขและอาการอาพาธของภิกษุในทุก ๆ วัด เพื่อหาทางช่วยเหลือเยียวยาอยู่เสมอ

    ครั้งหนึ่งนางสุปปิยาได้ทราบว่า มีภิกษุรูปหนึ่งอาพาธจากการดื่มยาถ่ายและต้องการฉัน "น้ำต้มเนื้อ" เพื่อบำรุงกำลัง เมื่อเห็นว่าไม่เกินกำลังแต่อย่างใด นางจึงตกปากรับคำภิกษุรูปนั้น เป็นมั่น เป็นเหมาะว่า "ลูกจะนำมาถวายพระคุณเจ้าในเช้าวันพรุ่งนี้" พูดจบนางก็รีบมอบหมายให้สาวใช้ไปหาซื้อเนื้อที่ตลาดทันที

    วันนั้นแม้หญิงสาวใช้จะเพียรหาเนื้อจนทั่ว แต่ก็ไม่มีร้านไหน มีเนื้อขายเลย เพราะเหตุว่าเป็นวันห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หญิงรับใช้จึงกลับมาแจ้งนางสุปปิยา และอาสาจะไปหาซื้อให้อีกครั้ง ในเช้าวันรุ่งขึ้น

    นางสุปปิยาคิดใคร่ครวญกลัวไม่ทันกาลหากต้องรอ "เนื้อ" จนเวลาเช้าเพราะกว่าจะเตรียมการทุกอย่างเสร็จ นางก็คงนำน้ำเนื้อต้มไปถวายไม่ทัน อย่างที่ได้รับปากไว้อย่างแน่นอน และหากเป็นเช่นนั้นจริง อาการอาพาธของภิกษุรูปนั้นก็อาจกำเริบมากขึ้นไปอีก สร้างความทรมานไม่รู้จบสิ้น.. ก่อเป็นบาปกรรมได้

    เมื่อมองไม่เห็นทางอื่นที่จะได้เนื้อมา นางสุปปิยา จึงกลับเข้าไปในห้องก่อนจะกลั้นใจใช้มีด แล่เนื้อที่ขาขวาออกมาหนึ่งชิ้น และยื่นให้หญิงรับใช้นำไปปรุงอาหาร เมื่อทุกอย่างแล้วเสร็จ นางสุปปิยาจึงวานให้นายสุปปิยะผู้เป็นสามีนำน้ำเนื้อต้มไปถวายภิกษุอาพาธในเช้านั้นแทนนางเพราะตัวนางเองเกิดป่วยกะทันหัน

    พระพุทธองค์ทรงทราบ ถึงเหตุแห่งศรัทธานั้น เช้าวันนั้นต่อมา พระองค์และพระสาวกจึงออกบิณฑบาตผ่านหน้าบ้านสองสามีภรรยา เมื่อเห็นดังนั้น นายสุปปิยะจึงถือเป็นโอกาสอันดียิ่ง ที่จะนิมนต์พระพุทธองค์ และพระสาวกขึ้นรับภัตตาหารบนเรือน ครั้งนั้นแม้นายสุปปิยะจะแจ้งว่า นางสุปปิยาป่วยนอนพักอยู่ในห้อง แต่พระพุทธองค์ก็ยังคงตรัสเรียกให้นางออกมาอยู่หลายครั้ง

    วินาทีนั้นเอง ได้เกิดอัศจรรย์ขึ้นที่ขาข้างขวาของนาง.. เนื้อที่หายไปเริ่มเติมเต็มขึ้นมา ผิวหนังบริเวณที่นางตัดเนื้อออกไปกลับสมานเรียบดังเดิม หนำซ้ำนางยังมีผิวพรรณผ่องใส ยิ่งกว่าเก่าเสียอีก

    นางสุปปิยา สามารถก้าวเดินออกจากห้องได้เป็นปกติ และคลานเข้ามากราบพระพุทธองค์ด้วยความปลาบปลื้มยินดียิ่งนัก

    เมื่อพระพุทธองค์ตรัสถามถึงสาเหตุ ของอาการไข้ นางสุปปิยาจึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดถวายโดยไม่ปิดบัง สร้างความตื่นตะลึงให้ทุกคน ณที่นั้น และด้วยอานุภาพแห่งศรัทธานี้ พระพุทธองค์ได้ทรงยกย่องว่า..

    นางสุปปิยา เป็นอุบาสิกาผู้เป็นเลิศ กว่าอุบาสิกาทั้งปวง ในการเป็นอุปัฏฐายิกาภิกษุที่อาพาธ

    ต่อมาภายหลังพระพุทธองค์ มีรับสั่งให้มีการประชุมสงฆ์ และได้สอบถามความจากภิกษุอาพาธรูปนั้นจนทราบว่า "ท่านรับฉันน้ำเนื้อมนุษย์ต้มจริง ๆ " พระพุทธองค์ทรงติติง พร้อมกับชี้แจงว่า เป็นเรื่องไม่น่าเลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนเป็นอย่างยิ่ง ทั้งแต่นี้และต่อไปในภายภาคหน้า

    ด้วยเหตุนี้จึงเกิด พุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อมนุษย์ ตามด้วยเนื้อสัตว์ ๙ ชนิดได้แก่ ช้าง ม้า สุนัข งู สิงโต เสือโคร่ง เสือเหลือง เสือดาว และ หมี นับแต่นั้นมา

    -----------------

    ตามรอย ธรรม



     

    ไฟล์ที่แนบมา:

แชร์หน้านี้

Loading...