เรื่องเด่น นานาเรื่องราวหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

ในห้อง 'ประสบการณ์ เรื่องเล่า' ตั้งกระทู้โดย Wannachai001, 16 กันยายน 2014.

  1. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,225


    539119_117454438450n.jpg IMG_722v.jpg 10436691_6553737n.jpg







    หลวงพ่อและหลวงปู่ครูบาชัยวงศาพัฒนา วัดพระบาทห้วยต้ม

    3-1-1.jpg 556420_n.jpg C04891.jpg 1-28.jpg 54991.jpg
     
  2. jj85

    jj85 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    1,748
    ค่าพลัง:
    +7,516
    พระเครื่องหลวงพ่อวัดท่าซุงรุ่นมงกุฎเพชร แบบไหนบ้างครับที่เข้าพิธีพร30ประการหรือปลุกเสกหลังจากพิธีพร30ประการแล้วมีอานุภาพนั้นบ้างครับ??
     
  3. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,225
    พิธีพุทธาภิเษกครั้งนั้นอยู่ประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม ปลายปี 2532 ก่อนที่ท่านจะได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชพรหมยานในเดือนธันวาคม 2532

    ไม่ต้องขวนขวายหามงกุฏเพชรรุ่นนั้นหรอกครับ วัตถุมงคลรุ่นหลังจากพิธีนั้นมาก็ต้องมีอานุภาพอย่างน้อย 30 อย่างด้วยเช่นกันเพราะวัตถุมงคลวัดเรามีความพิเศษที่พระพุทธคุณไม่มีลดลงจากพิธีครั้งก่อนๆ มีแต่จะมีพุทธคุณพิเศษเพิ่มขึ้นตามแต่พระท่านจะสงเคราะห์ครับ พระคำข้าวพระหางหมากฯ ก็มีพุทธคุณ 30 อย่างที่ว่านี้ด้วยอย่างแน่นอนเช่นกัน


     
  4. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,225
    12088117_10153716957444329_1286681502667442176_n.jpg

    เรื่อง สมาธิ

    มีคำถามว่า สมาธิแบ่งออกได้หลายแบบ หลายวิธีการ แต่ละวิธีมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็ว่าให้ถือกำหนดลมหายใจ บ้างก็ว่าให้คิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง บ้างก็ว่าคือการมองเข้าไปในสิ่งที่เป็นอยู่จริง อยากทราบว่าแท้ที่จริงแล้ว สมาธิคืออะไร และมีข้อควรปฏิบัติอย่างไร และจะถือหลักใดในการปฏิบัติ

    เอ้อ สมาธิยกไปก่อน คุยถึงเรื่องกินก่อน คือคนกินข้าวนี่ กินข้าวก็อิ่มใช่ไหม กินก๋วยเตี๋ยวก็อิ่ม กินขนมปังก็อิ่ม กินกาแฟก็อิ่ม กินให้อิ่มเพื่อต้องการไม่ให้ร่างกายหิว ร่างกายมันหิวถึงกินใช่ไหม สมาธิก็เหมือนกัน ทำเพื่อต้องการให้จิตสงบ เพราะฉะนั้นจะจับภาพพระก็ดี จะภาวนา นะมะ พะธะ ก็ดี จะรู้ลมหายใจเข้าออกก็ดี เป็นอุบายอย่างหนึ่งให้จิตสงบ ฉะนั้น คนทุกคนนี่จริตไม่เหมือนกัน คือนิสัยของคนไม่เหมือนกัน บางคนก็ชอบสีเขียว บางคนก็ชอบสีแดง ใครพอใจสีไหนก็เอาสีนั้น ทีนี้การภาวนา ใครชอบอย่างใดก็เอาอย่างนั้น

    พระพุทธเจ้าจึงสอนกับคนทุกคนที่มีจริตทุกจริตได้หมด ฉะนั้นถึงแยกแยะการภาวนาให้ตรงกับนิสัยกับจริตของคน ภาวนาแบบไหนก็ไม่ผิด ขอให้จิตเป็นสมาธิก็แล้วกัน ถ้าภาวนาแบบไหนถ้าไม่มีสมาธิก็แสดงว่าผิดแล้ว ผิดทางเพราะสมาธินี่มีแค่ขณิกสมาธิ นี่จิตก็เริ่มสุขแล้ว ถ้าภาวนาไปจิตฟุ้งซ่านต้องหยุดหรือเครียดต้องหยุด แสดงว่าผิดทาง แค่เข้าไปถึงประตูนี่มันยังไม่เข้าทาง เข้าไปชิมหน่อยเดียวมันยังไม่สุข นี่แสดงว่าผิดแล้ว ผิดทาง ต้องหยุด กลับมาตั้งหลักใหม

    อย่างอานาปานุสสติ อย่างนี้เป็นต้น อานาปาฯ คือรู้ลมหายใจเข้าออก รู้ลมหายใจนะ แต่เรากลัวมันจะไม่รู้ เอ๊ะ มันไม่รู้สักทีวะ สูดซะแรงๆ บางทีก็เกร็งลม คือรินลมน่ะ กลัวลมจะออกไม่เป็นธรรมชาติ รินออกรินเข้า เหนักเข้าเหนื่อย เหนื่อยก็เครียด แสดงว่าผิดแล้ว พระพุทธเจ้าให้รู้ลมหายใจเข้าออกเฉยๆ หรือภาวนาควบไปด้วย

    แต่คนเราถ้าฝึกใหม่ๆ คล้ายกับมันจะแน่นหน้าอกไปหมด ตึงประสาทไปหมด แสดงว่าผิด ค่อยๆ รู้เข้ารู้ออกก่อน หยาบสุดต้องรู้เข้ารู้ออกเฉยๆ ก่อน ถ้าต่อไปถึงจะรู้อ้อ มันเข้าไปถึงไหนแล้ว มันออกไปถึงไหนแล้ว ต่อไปมันจะรู้ มันเข้าไปถึงนั่นมันละเอียด อ้อ เห็นสายลมแล้ว จิตก็จะเริ่มเบา จิตก็จะสุขขึ้น สุขแสดงว่าถูกทางแล้ว ถ้าเครียดต้องหยุด

    การปฏิบัติธรรมนี่จะยากอยู่ช่วงสมาธิต้นๆ เท่านั้นเอง ฉะนั้นที่ถามว่า ภาวนาอย่างไร อะไรอย่างไร คือว่าให้พอกับจริตของคน ใครชอบอย่างไรให้เอาอย่างนั้นนะ หลวงพ่อสอนนะ แต่สำนักบางสำนักอื่นเขาสอนให้ภาวนาพุทโธก็ดี หรือภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ก็ภาวนาก็ไม่ผิด แต่ว่ามันเหมือนกับอะไรล่ะ อย่างวัดท่าซุง หรือหลวงพ่อของเรานี่มีแกง ๔๐ หม้อ เลือกกินเอา แต่วัดอื่นมีแกงหม้อเดียว เราจะเลือกกินเอาร้านไหนก็แล้วแต่ กินอิ่มเหมือนกันนี่ แต่เราไปเลือกเอา กรรมฐานคือกรรมฐาน ๔๐ ข้อ ชอบใจตัวไหนก็เอา

    “เอาเป็นว่าตอบข้อหนึ่ง ก็คือ สมาธิคืออุบาย เครื่องสงบใจ ทำให้ให้สงบ ควรจะปฏิบัติอย่างไร ก็บอกว่ากรรมฐาน ๔๐ น่ะ ไปเลือกเอาเถอะ ทีนี้เขาถามว่า แล้วจะยึดหลักใดในการปฏิบัติ หรือว่าต้องให้ไปอ่านกรรมฐาน ๔๐ เสียก่อน แล้วค่อยมาคุยกันใหม่”

    คือพื้นฐานจริงๆ แล้วนี่ท่านให้เอาอานาปาฯ เป็นหลักไว้ อานาปาฯ นี่เป็นต้น ตัวนี้ทำให้สงบง่ายขึ้น ถ้าได้ตัวนี้แล้วตัวอื่นจะง่ายขึ้น อานาปาฯ นี่เป็นกรรมฐานที่ละเอียด แล้วก็เป็นหลักใหญ่ ถ้าจับกสิณแล้วอานาปาฯ ไม่ทรง ก็จะทรงตัวยาก ถ้าได้อานาปาฯ เสียแล้ว ตัวอื่นจะง่ายหมด

    ไอ้ตัวอานาปาฯ มันตัวลบคลื่น จะจับกสิณสีแดงก็ต้องมาลงที่ศูนย์อานาปาฯ นี่ จะเปลี่ยนเป็นสีเขียว สีอะไรได้ อานาปาฯ คล่องเสียมันก็เปลี่ยนง่าย อานาปาฯ คือลบอารมณ์ฟุ้งซ่าน

    “ทีนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเคยปรารภว่า ในกรรมฐาน ๔๐ หรือว่า ถ้ารวมมหาสติปัฏฐานสูตรเป็น ๔๑ นี่ เป็นกรรมฐานพิจารณาเสียตั้ง ๒๙ เป็นกรรมฐานภาวนาแค่ ๑๑ คือ อานาปาฯ กับกสิณ ๑๐ เป็นกรรมฐานภาวนา ในขณะที่อื่นๆ นี่ ไม่ว่าจะเป็นอนุสสติก็ดี จะเป็นพรหมวิหาร ๔ จะเป็นอะไรก็ตามแต่เถิด เป็นกรรมฐานพิจารณา ทีนี้แม้แต่กรรมฐานพิจารณาก็ต้องตั้งต้นที่อานาปาฯ ใช่ไหมครับ หรือว่าอย่างไรครับ”

    ใช่ๆ ท่านบอกว่าถ้าไม่มีอานาปาฯ อย่างอื่นไม่ทรงตัว

    “อย่างเช่นว่าจะเอาตัวเมตตาเป็นบทกรรมฐานอย่างนี้ จะพิจารณาเมตตาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องตั้งต้นที่อานาปาฯ เสียก่อน พอกำลังใจนิ่งดีแล้ว ทีนี้ก็จะพิจารณาได้ทะลุปรุโปร่งใช่ไหมครับ”

    แต่บางอย่างท่านก็ให้คิดพิจารณาเสียก่อน พิจารณาจนจิตเย็นแล้ว อ่อนดีแล้ว อย่างเช่นหลวงปู่ปานสอนให้หลวงพ่อใช่ไหม หลวงพ่อชอบอิทธิฤทธิ์นี่ ชอบฤทธิ์ชอบเดช โอ๊ย...แกจะให้มีอภิญญาทรงตัวแกต้องพิจารณาเสียก่อนว่า เออ...ร่างกายนี่มันไม่เที่ยงนะ มันต้องตายนะ พิจารณาให้จิตยอมรับ หลวงพ่อก็เออ... จะให้มีฤทธิ์มีเดชใช่ไหม ก็ต้องพิจารณาตรงนี้ ที่แท้หลวงปู่ปานสอนวิปัสสนาญาณให้เสียจนชุ่มหมดแล้ว พอสมาธิทรงตัวมันก็ง่าย หลวงปู่ปานฉลาดกว่าหลวงพ่อ

    “เอ๊ะ แต่ได้ข่าวว่าท่านพระครูปลัดฯ ท่านเจ้าอาวาสนี่ท่านก็ชอบฤทธิ์ชอบเดชอยู่ไม่ใช่หรือครับ”

    ชอบ...โอ้โห ชอบจังเลย ชอบจนเขี้ยวเหี้ยนหมดเลย ไม่ได้สักอย่าง มันเป็นบุพกรรมต้องชอบสุกขวิปัสสโก คือตัวเองมันเกี่ยวกับกลัวจะตายเสียก่อน กลัวจะไม่ได้อะไรสักอย่างเลย คือมันเป็นคนคิดมากอยู่อย่างว่า ไอ้ที่เรารู้มันจริงหรือเปล่า บางทีมันก็จริงมั่ง บางทีก็ไม่จริงมั่ง เราก็ เอ๊ มันจะเสียเวลาเสียแล้ว

    “ชักจะมีมรณานุสสติ ว่าอย่างนั้นเถอะ”

    ใช่ กลัวจะเสียเวลาเกินไป สอง กลัวเราจะเสียพระเสียก่อน เลยต้องตัดออกไปให้หมด

    (จาก "หนังสือที่ระลึกงานกตัญญูกตเวทิตามงคล" หน้า 128 - 131)


    14711_4950129073870_1036987229_n.jpg
     
  5. Mooyada

    Mooyada เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 มีนาคม 2015
    โพสต์:
    8
    ค่าพลัง:
    +136
    มีประสบการณ์ท่องคาถาเงินล้านไม่กี่จบด้วยใจสงบแล้วเห็นผลให้ฟังคะ ท่อง3จบ ภายในไม่กี่ชั่วโมง ได้เงินเลยค่ะ นี่เรื่องจริง
    ลูกปิดเทอมไม่ได้ท่องเลย วุ่นทั้งวัน กลางคืนจับโทรศัพท์แป๊บๆ ก็อยากนอนแล้ว ไม่ค่อยได้โพสต์ขายของเลย คิดๆอยู่เลี้ยงลูกเหนื่อย ไม่ว่างขายของเลย เงินไม่เข้าบัญชีเลย เหนื่อยใจอีก เลี้ยงลูกเครียดไม่ได้ ก็เอ๊า สวดมนต์ละกัน ทำใจสบายๆ 3จบนี่ใจสงบเลย ใจเย็นเลย คือมีสมาธิ เลี้ยงลูกเล่นกับลูกต่อ ผ่านไปไม่ถึงครึ่งวัน ลูกค้าทักมา คุยง่าย ซื้อง่าย โอนไว
    ถ้าห่างๆนานๆ ไม่ได้ท่องคาถานี่ เจอแต่ลูกค้าเท สรุปยอดแล้วหาย คุยๆแล้วไม่ซื้อ ท่องจบเดียวก็ได้อยู่นะคะ ท่องก่อนนอน คือนอนไม่หลับ อยากใจสงบจะได้หลับ ก็ท่อง จบเดียวหลับสบาย ตื่นเช้าเปิดโทรศัพท์นี่แชทเด้งมาเลย ลูกค้ารอโอน
    เมื่อก่อนท่องเป็นร้อยจบ แต่ไม่ได้อะไร เพราะหวัง หวังว่าจะได้ หวังว่าจะดีขึ้น จะต้องท่องให้ได้เท่านั้น เท่านี้ คิดไป
    เดี๋ยวนี้ขอแค่ว่างๆ ท่องสักหน่อยอยากหลับ ใจไม่สงบเลย ท่องเพราะอยากให้ใจสงบ พอตั้งใจจะให้ใจสงบ คือเอาเข้าจริงสงบก่อนท่องซะอีก
    นี่ได้ผล อานิสงส์จากการท่องพระคาถาด้วยใจที่สงบ
     
  6. เช่นนี้เอง

    เช่นนี้เอง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2014
    โพสต์:
    167
    ค่าพลัง:
    +1,804
    สาธุสาธุสาธุครับ
     
  7. nichaojung

    nichaojung เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    392
    ค่าพลัง:
    +8,225
    สวัสดีคร้าบพี่วรรณ ไม่ทราบมีวิธีแนะนำในการท่องคาถาเงินล้านให้ดี และสำเร็จผลได้ไวบ้างไหมคร้าบ
     
  8. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,225
    DSC04863.jpg

    พระผงรุ่น "พระสุปฏิปันโน" ของหลวงปู่ครูบาชัยวงศาพัฒนา

    พระผงรุ่น "พระสุปฏิปันโน" เป็นหลวงปู่วงศ์ตั้งชื่อรุ่นนี้ไว้ ด้านหน้าเป็นรูปหลวงปู่วงศ์นั่งหน้าพระพุทธรูป ด้านหลังองค์พระเป็นยันต์คาถาเมตตามหานิยมและป้องกันภัยต่างๆ ในองค์พระจึงมีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ในองค์เดียวกัน

    พิมพ์พระรุ่นนี้ปั้นโดยอาจารย์ปฐม พัวพันธ์สกุลจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่


    สิ่งมงคลที่นำมาเป็นมวลสารของพระผงรุ่นนี้ประกอบด้วย

    1. ผงพระธาตุพระปัจเจกพระพุทธเจ้า ให้คุณด้านลาภ
    2. ผงพระธาตุพระสิวลี ให้คุณด้านโชคลาภ
    3. ผงพระธาตุพระอรหันต์ 500 องค์ ซึ่งหลวงปู่ได้ให้ศิษย์ที่เป็นพระและฆราวาสไปนำมาจากถ้ำแห่งหนึ่งทางภาคเหนือด้วยความยากลำบากชนิดเสี่ยงชีวิตเข้าแลก
    4. ดินจากสังเวชนียสถาน 4 แห่งในประเทศอินเดีย ซึ่งผู้บูชาจะอธิษฐานขอในสิ่งทีไม่ผิดศีลธรรมได้
    5. ผงธูปจากวัด 20 แห่งซึ่งพระพุทธองค์เสด็จไปประทับ เป็นกระแสพระเมตตาคุณของพระพุทธเจ้าที่แผ่มายังผู้ที่เคารพบูชาพระพุทธองค์
    6. น้ำจากบ่อพญานาค ซึ่งมีคุณวิเศษในทางป้องกันไฟไหม้
    7. ผงไม้จันทร์และไม้กำยาน


    การทำพระผง

    การผสมมวลสารทั้งหมดและปั๊มเป็นองค์พระได้ทำกันเองในหมู่ศิษย์หลวงปู่ เพื่อผสมผงพระธาตุให้ได้มากที่สุดและใช้สารเคมีที่ยึดผงให้เกาะกันด้วยปริมาณน้อยที่สุด กล่าวได้ว่าเป็นพระผงที่เป็นเนื้อพระธาตุล้วนๆ มีทั้งหมด 5 สี คือ เขียว ชมพู เหลือง เทา และขาว


    1016637_633802076630492_780601109_n.jpg

    ความเป็นมา

    เมื่อเดือนกรกฎาคม 2536 พระพงษ์ศักดิ์ คัมภีร์ธมโม ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงพ่อฯ ได้ มาปรารภกับข้าพเจ้า(คุณแน่งน้อย ธีระชาติ) ว่าท่านอยากจะสร้างพระผงด้วยวัตถุมงคลที่ไม่เคยมีผู้ใดกระทำมาก่อน เนื่องจากพระคุณเจ้ามีผงพระธาตุพระสิวลี พระธาตุพระอรหันต์ และพระธาตุพระปัจเจก อยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งได้เคยนำมาให้หลวงพ่อตรวจสอบความจริงแท้แล้ว และได้มีความคิดเห็นตรงกันว่า ควรจะนำพระธาตุทั้งหมดมาทำเป็นพระผงรุ่นพิเศษ และจะช่วยกันทำเอง นับตั้งแต่การบด ผสม และปั๊มเป็นรูปพระผงตามต้องการ เพื่อจะได้มีพระธาตุครบสมบูรณ์ และมีส่วนผสมของพระธาตุมากที่สุด คณะผู้ดำเนินการจัดทำจึงได้เดินทางไปปรึกษาขอคำแนะนำจากหลวงพ่อที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน ซึ่งหลวงพ่อก็เห็นชอบด้วย

    ขณะที่เรากำลังปรึกษากันอยู่ถึงรูปแบบของรูปองค์พระผงที่จะพิมพ์ในครั้งนี้ ได้มีศิษย์ของหลวงพ่อคนหนึ่ง คืออาจารย์ปฐม พัวพันธุ์สกุลแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มากราบนมัสการหลวงพ่อก่อนที่คณะของพวกเราจะไปถึง และท่านได้ลาหลวงพ่อเพื่อจะเดินทางกลับไปยังจังหวัดเชียงใหม่แล้ว แต่ได้ขับรถยนต์กลับมาที่วัดอีกครั้งหนึ่งโดยไม่ทราบสาเหตุ (คงถูกหลวงพ่อเรียกกลับมา) ขณะที่เข้าพบหลวงพ่ออยู่นั้น ท่านได้ยินคณะของพวกเรากำลังปรึกษากันถึงรูปแบบของพระผงที่จะจัดทำขึ้น จึงถามว่ามีใครปั้นรูปแบบเพื่อทำบล๊อกให้แล้วหรือยัง ข้าพเจ้าจึงตอบไปว่ายังไม่มี อาจารย์ปฐม จึงขอรับอาสาปั้นรูปแบบให้ทั้งนี้เพราะท่านเป็นปฏิมากรฝีมือเยี่ยมสอน นักศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พวกเรามีความยินดีเป็นอย่างมาก

    หลวงพ่อได้ให้แนวความคิดว่า พระผงรุ่นนี้มีความสำคัญเป็นกรณีพิเศษ เพราะวัตถุธาตุที่นำมาทำเป็นองค์พระเป็นสิ่งที่หาได้ยาก และได้ปฏิมากรฝีมือเยี่ยมมาช่วยปั้นรูปแบบให้ หลวงพ่อจึงให้ปั้นรูปของท่านนั่งอยู่ด้านหน้าองค์พระพุทธรูป และด้านหลังของพระผงท่านเขียนคาถา “นวภา” ให้ ซึ่งเป็นคาถาที่ให้ความเมตตามหานิยม และป้องกันภัย

    ภายหลังจากที่ได้ทำการปั้นแบบและย่อส่วนเพื่อทำเป็นบล๊อกพิมพ์เสร็จแล้ว ได้ทำการปั๊มพระผงรุ่นแรกได้ภาพหลวงพ่อชัดเจนเหมือนองค์จริง และมีภาพพระพุทธรูปปรากฏอยู่ด้านหลังอย่างเด่นชัดสวยงามมาก



    การหาพระธาตุ

    การสร้างพระผงรุ่น “พระสุปฏิปันโน” ครั้งนี้ หลวงพ่อได้บอกให้พวกเราไปนำวัตถุมงคลที่ถ้ำแห่งหนึ่งอยู่ในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มาเป็นส่วนผสมที่ศักดิ์สิทธิ์ ท่านเล่าให้ฟังว่า วัตถุมงคลที่ให้ไปเอามานี้เป็นพระธาตุของพระอรหันต์ถึง 500 องค์ ซึ่งมานิพพานพร้อมกันที่ถ้ำแห่งนี้ ภายหลังจากที่ได้ทำการเผาพระศพ ไฟที่เผานั้นไม่ยอมดับ และความร้อนนั้นได้แผ่กระจายไปถึงเมืองบาดาล ทำให้พญานาคที่อยู่ภายใต้ถ้ำแห่งนี้ต้องขึ้นมาพ่นน้ำดับไฟและเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจว่าลำธารน้ำไหลออกจากถ้ำใต้ภูเขายังคงปรากฏอยู่จนถึงทุกวันนี้

    พระธาตุของพระอรหันต์ทั้ง 500 องค์จึงยังคงอยู่ในถ้ำ คณะของพวกเราได้ไปสำรวจหาสถานที่ในถ้ำตามที่หลวงพ่อบอกใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงจึงได้พบวัตถุมงคลดังกล่าว ซึ่งมีผู้เฝ้าพิทักษ์รักษาอยู่คือลูกพญานาคเป็นงูใหญ่สีดำขดอยู่ริมผนังถ้ำชูหัวแลบลิ้นให้พวกเราได้เห็นทุกค โดยไม่ทำอันตราย ทั้งๆที่พวกเราจะต้องผ่านหลืบถ้ำห่างจากที่เขาเฝ้าอยู่ไม่เกิน 1 ฟุต ภายในถ้ำมีอากาศหายใจน้อยมากเพราะอยู่ลึกและไม่มีแสงสว่างเลย นอกจากแสงจากไฟฉายที่พวกเรานำติดตัวไป เราได้ทำพิธีขอวัตถุมงคลสร้างพระพุทธรูปและขอน้ำพญานาคจากภายในถ้ำออกมาถวายหลวงพ่อด้วย

    พระพงษ์ศักดิ์ฯได้มารายงานหลวงพ่อให้ทราบว่าในคืนที่พักอยู่ที่วัดเชิงเขาได้นิมิตเห็นช้างเผือกจำนวนมากไม่สามารถนับจำนวนได้วิ่งผ่านท่านไปสู่พระราชวังแห่งหนึ่งพร้อมกับได้ยินเสียงปืนยิงสลุตหลายนัด หลวงพ่อได้อธิบายว่า…ช้างเผือกที่เห็นนั้นเปรียบได้กับพลังพระอรหันต์ทั้ง 500 องค์ และที่วิ่งไปสู่พระราชวังนั้นเป็นพระราชวังของพระเจ้าคำแดงซึ่งอยู่บริเวณเชียงดาวเป็นเจ้าแห่งคนธรรพ์ที่รักษาอยู่บริเวณนั้นและเป็นพระเสื้อเมืองเชียงใหม่ เป็นนิมิตที่ดีสำหรับการสร้างพระผงของพวกเราที่จะมีพลานุภาพมาก


    นอกเหนือจากนี้แล้ว หลวงพ่อได้สั่งให้พวกเราไปนำผงธูปที่ได้จุดบูชาพระรัตนตรัยจากวัดต่างๆที่พระพุทธเจ้าได้เคยเสด็จมาโปรดประมาณ 20 วัด เช่นที่เชียงแสน พระธาตุพนม แพร่ ลำพูน (พระพุทธบาทตากผ้า) ซึ่งเป็นกระแสพระเมตตาคุณของพระพุทธองค์

    และหลวงพ่อให้นำเอาดินจากสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่งจากประเทศอินเดียมาผสมด้วยซึ่งจะมีพลังคลุมถึงพระเครื่องรุ่นเครื่องบินตก เมตตา 400 ชีวิตที่เป็นรุ่นที่กำลังเป็นที่ต้องการของบรรดาศิษย์ในระยะนี้เพราะเราเป็นคณะที่่เดินทางไปอินเดียในเครื่องบินลำนั้นด้วย



    พิธีพุทธาภิเษก


    ภายหลังจากทำพระผงรุ่นนี้สำเร็จแล้วได้นำมาเข้าพิธีพุทธาภิเษกครั้งใหญ่ของ หลวงพ่อ เมื่อวันที่ 11-12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536 ซึ่งหลวงพ่อได้ให้ชื่อพระผงรุ่นนี้ว่า “พระสุปฏิปันโน”

    และท่านได้พูดว่า “เป็นพระผงที่วิเศษที่สุด ดีมากและหายาก”


    IMG_20190315_142053.jpg IMG_20190315_142132.jpg

    พระผงพระสุปฏิปันโนแบบฝังพระธาตุมี 3 แบบ

    1. ฝังพระธาตุพระสิวลี 1 องค์
    2. ฝังพระธาตุข้าวบิณฑ์และพระธาตุพระสิวลี อย่างละ 1 องค์ และ
    3. ฝังพระธาตุข้าวบิณฑ์ พระธาตุพระปัจเจกพระพุทธเจ้าและพระธาตุพระสิวลี อย่างละ 1 องค์

    รุ่นฝังพระธาตุสร้างแบบละประมาณ 100 องค์เศษ


    DSC02190.jpg DSC02186.jpg
    (พระผงรุ่นพระสุปฏิปันโน ของหลวงปู่วงศ์ วัดพระบาทห้วยต้ม แบบฝังพระธาตุข้าวบิณฑ์, พระธาตุพระปัจเจกพระพุทธเจ้าและพระธาตุพระสิวลีอย่างละ 1 องค์)



    บันทึกจากคุณแน่งน้อย ธีรชาติ

    พิธีพุทธาภิเษกครั้งที่ 1

    ภายหลังจากทำพระผงรุ่นนี้สำเร็จแล้วได้นำมาเข้าพิธีพุทธาภิเษกครั้งใหญ่ของหลวงพ่อ เมื่อวันที่ 11-12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536 ซึ่งหลวงพ่อได้ให้ชื่อพระผงรุ่นนี้ว่า “พระสุปฏิปันโน” และท่านได้พูดว่า “เป็นพระผงที่วิเศษที่สุด ดีมากและหายาก”

    พระผงรุ่นพิเศษ

    หลังจากนั้นข้าพเจ้าได้ทำพระผงรุ่นพิเศษด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่งโดยผสมผงพระธาตุเพิ่มมากขึ้น และฝังพระธาตุพระปัจเจกพุทธเจ้า พระธาตุพระสิวลี และพระธาตุข้าว รวมทั้งพระธาตุพระอรหันต์ 500 องค์ ให้เป็นพระธาตุแต่ละองค์อย่างชัดเจน ทำทั้งหมดประมาณ 400 องค์

    ในวันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้ากำลังทำพระผงอยู่ได้นำพระผงที่ปั๊มเสร็จแล้วไปผึ่งบนโต๊ะไว้กลางแจ้งแล้วทำงานอื่นต่อไปได้ยินเสียงแกรกกราก หันไปดูปรากฏงูขนาดใหญ่ประมาณเท่างูเหลือม มาแผ่พังพานอยู่ใกล้บริเวณที่ตากพระผงไว้เป็นงูที่มีหนวดด้วย มาขดอยู่นานหลาย ชั่วโมง พอดีเป็นเวลาพลบค่ำแล้วยังไม่ไปข้าพเจ้าจึงเข้าบ้านปิดประตู รุ่งเช้าขึ้นมาก็ไม่เห็นแล้ว เมื่อเล่าเรื่องนี้ให้หลวงพ่อฟัง
    ท่านบอกว่าพญานาคจากเขาสามร้อยยอดมาดู และมาโมทนากับการทำพระครั้งนี้


    พิธีพุทธาภิเษก ครั้งที่ 2


    เมื่อทำพระผงเสร็จแล้ว ได้นำไปเข้าพิธีพุทธาภิเษกใหญ่ที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้มโดยมีองค์หลวงพ่อและพระในวัดทำพิธีตั้งแต่ตอนค่ำวันที่ 26 มีนาคม 2537 จนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 27 มีนาคม เมื่อนำพระผงกลับมาถึงบ้านข้าพเจ้าได้สำรวจดูก่อนที่จะเก็บเข้าที่ ได้เห็น
    พระผงบางองค์เป็นประกายเหมือนโรยด้วยเกล็ดเพชรละเอียดๆซึ่งผิดไปจากองค์อื่นๆ และมีกลิ่นหอมคัดออกมาได้ 10 องค์

    เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2537 ข้าพเจ้าได้นำพระผงปาฏิหาริย์ไปถวายหลวงพ่อ หลวงพ่อพิจารณาดูแล้วบอกว่าเกล็ดเพชรใสแสดงถึงสมองของพระอรหันต์ ปรากฏขึ้นเพื่อบอกว่า “ทำถูกแล้ว” หลวงพ่อเรียกว่า “พระพุทธสาวกะชนะและดับภัย”


    ท่านอธิบายต่อไปอีกดังนี้ “ที่มีประกายขึ้นมาเป็นปาฏิหาริย์ เพราะพระอรหันต์ท่านแสดงให้เห็นว่าพระผงนี้มีพระธาตุพระอรหันต์จริง เพื่อผู้ที่นำไปบูชาจะได้ไม่สงสัย ท่านแสดงความเป็นอรหันต์ให้เห็นให้รู้ว่าเป็นพระธาตุของพระอรหันต์ ท่านได้เผยแผ่บารมีที่ท่านได้สร้างไว้ให้คนเอาไปบูชาเป็นมงคลศรัทธาสาวกะผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จะได้ดวงตาเห็นธรรม ดับกิเลสได้เป็นอรหันต์ แล้วแต่ผู้นับถือเอาไปปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่จะรุ่งเรืองดีไป

    คุณวิเศษอย่างที่สอง คือปลอดภัย ใครเอาไปบูชาก็ปลอดภัย

    อย่างที่สามแล้วแต่ความปรารถนา จะปรารถนาหาโชคลาภก็ขอให้สมปรารถนาขอได้ทุกอย่าง ขอพระอรหันต์ทั้ง 500 และพระอรหันต์อีกจำนวนมากนับไม่ได้ที่มีพระธาตุอยู่ในองค์พระนี้ให้ช่วย

    ส่วนการได้ปัญญาทางธรรมนั้นแล้วแต่ปรารถนา ขอให้มีปัญญาเฉลียวฉลาด คิดอะไรให้สมปรารถนาอย่างที่คิด คิดยาวสาวกว้าง ไม่คิดสั้น เห็นสั้น ที่มีเกล็ดเพชรขึ้นมาเป็นของสบายใจ เป็นการฉลองศรัทธาผู้ที่นับถือศาสนาเจริญต่อไป

    มวลสารต่างๆที่นำมาสร้างพระนี้เป็นของหายากนำมาจากนานาทิศา เอามาจากประเทศของพระพุทธเจ้าหรือประเทศของพระอรหันต์ ธาตุทุกอย่างที่เอามาผสมก็มาจากที่ไกล อินเดีย ลังกา ประเทศไทย ถ้าจะตั้งใจไปเอามาได้หมดเงินไปหลายหมื่นหลายแสน กำลังใจกำลังแรงที่ไปเอามาก็ทุ่มเทไปมากมาย ถึงแม้นพวกเราจะนำพระธาตุทั้งหมดมาทำพระอีกก็จะได้พระผงอย่างเดิมจะทำให้เป็นปาฏิหาริย์เช่นนี้อีกทำไม่ได้ ที่มีไม่มากก็พอแสดงให้รู้เหตุเท่านั้น”


    IMG_20190315_140545.jpg (เมื่อส่องแดดจะเห็นประกายของผงพระธาตุที่ผสมเป็นมวลสารระยิบระยับเหมือนโรยด้วยเกล็ดเพชรละเอียด)
    IMG_20190315_140559.jpg IMG_20190315_140609.jpg IMG_20190315_140629.jpg IMG_20190315_140637.jpg IMG_20190315_140642.jpg IMG_20190315_140646.jpg IMG_20190315_140648.jpg IMG_20190315_140744.jpg IMG_20190315_140749.jpg IMG_20190315_140819.jpg


    คุณวิเศษของพระผงรุ่น “พระสุปฏิปันโน”

    จากคำบอกเล่าของผู้ที่นำไปบูชา และจากประสบการณ์ของข้าพเจ้า (พ.ศ. 2537-2540) เป็นดังที่หลวงพ่อได้บอกไว้ คือ

    1. ควบคุมความประพฤติให้อยู่ในกรอบที่ดีงาม ผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่แล้วจะได้ธรรมะที่เฉียบแหลมยิ่งขึ้น

    2. ปลอดภัยผู้ที่ประสบอุบัติเหตุต่างๆจะปลอดภัย ผู้ที่มีเคราะห์หนักจะกลายเป็นเบา

    3. ผู้ที่ทำกิจการค้าขายเมื่อถึงจุดอับ นำพระผงไปบูชาแล้วกิจการเจริญรุ่งเรืองดีขึ้นมาก

    4. ผู้ที่บูชาด้วยความเคารพ จะปรากฏพระธาตุสีขาวขึ้นเป็นองค์เล็กๆประปรายอยู่ทั่วองค์

    คุณประโยชน์ในปัจจุบันและอนาคต

    1. เงินที่ได้จากผู้ที่บูชาพระผงไปจะนำไปร่วมสร้างเจดีย์ชะเวดากองไทย ที่หลวงพ่อกำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ (พ.ศ. 2550)

    2. พระผงส่วนใหญ่ประมาณ 20,000 องค์หลวงพ่อให้บรรจุไว้ในพระเจดีย์ชะเวดากองที่ ตำบลหนองวัวเฒ่า ในอนาคตประมาณ 1,000 ปีข้างหน้าจะมีคุณค่ามหาศาล


    บันทึกโดย แน่งน้อย ธีระชาติ


    *********************************************************************

    ความศักดิ์สิทธิ์ของผงพระธาตุพระอรหันต์ 500 โดย นิรนามภิกขุ


    ผงพระธาตุ 500 อรหันต์.jpg

    (จากหนังสือ "สรณในดวงใจ" หน้า 98)

    DSC_0158.jpg
     
  9. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,225

    ทำมโนยิทธิแล้วขึ้นไปสวดพระคาถาเงินล้านบนพระนิพพานครับเพราะตอนนั้นจิตมีความบริสุทธิ์จะทำให้ผลของพระคาถาไวและมาก
     
  10. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,225
    DSC06692.jpg IMG_20190404_102047.jpg

    พระรอดพรหมเสโน

    พระรอดพรหมเสโน สร้างประมาณปี 2516 โดยหลวงปู่ครูบาบุญทึม พรหมเสโน วัดจามเทวี มีหลายพิมพ์หลายขนาดหลายสี หลังจากหลวงปูุ่บุญทึมปลุกเสกเองเป็นเวลานาน คุณอรรณพ กอวัฒนาได้นำพระชุดนี้จากหลวงปู่จำนวนหลายพันองค์(ท่านบอกว่ามีประมาณ 5,000 องค์)มาทำกล่องใส่และนำเข้าพิธีพุทธาภิเษกใหญ่ในอุโบสถวัดท่าซุงเมื่อวันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม 2518

    เป็นพิธีพุทธาภิเษกในงานเททองหล่อรูปหลวงปู่ปาน(งานทำบุญครบรอบ 100 ปีของหลวงปู่ปาน) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-10 สิงหาคม 2518 เป็นพิธีเดียวกับพระทุ่งเศรษฐีรุ่นครบ 100 ปีเกิดหลวงปู่ปานและเหรียญรุ่นต่างๆที่สร้างเป็นอนุสรณ์ครบรอบ 100 ปีเกิดหลวงปู่ปาน


    พระสุปฏิปันโนที่หลวงพ่อนิมนต์มาร่วมงานและพิธีพุทธาภิเษกในครั้งนั้น มีรายชื่อดังนี้คือ

    1. หลวงปู่ชุ่ม โพธิโก วัดวังมุย จ.ลำพูน
    2. หลวงปู่ครูบาชัยวงษาพัฒนา วัดพระบาทห้วยต้ม จ.ลำพูน
    3. หลวงปู่คำแสน (ใหญ่) (พระครูสุคันธศีล) วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่
    4. หลวงปู่คำแสน (เล็ก) คุณาลังกาโร วัดดอนมูล จ.เชียงใหม่
    5. หลวงปู่สิม พุทธาจาโร (พระครูสันติวรญาณ) ถ้ำผาปล่อง จ.เชียงใหม่
    6. หลวงปู่บุดดา ถาวโร สำนักสงฆ์สองพี่น้อง จ.ชัยนาท
    7. หลวงปู่มหาอำพัน วัดเทพศิรินทร์ กรุงเทพฯ



    หมายเหตุ : พระรอดพรหมเสโนสร้างหลังจากครูบาศรีวิชัยได้มรณภาพลงแล้วในปี พ.ศ. 2481 เป็นพระรอดคนละรุ่นกับพระรอดเณรจิ๋วเพราะพระรอดเณรจิ๋วสร้างเมื่อครั้งครูบาศรีวิชัยยังมีชีวิตอยู่ครับ


    DSC06695.jpg DSC06699.jpg DSC06700.jpg
    DSC06697.jpg IMG_20190403_165236.jpg IMG_20190403_165057.jpg IMG_20190403_165209.jpg IMG_20190403_165613.jpg
     
  11. crystalnirvana

    crystalnirvana เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2014
    โพสต์:
    141
    ค่าพลัง:
    +1,559
    สวัสดีปีใหม่ไทยครับพี่วันและทุกๆท่าน คุณพระรักษาให้โชคดีปลอดภัยทุกท่านครับ
     
  12. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,225
    786147.jpg
    อานิสงส์นอนฟังเทปธรรมะ


    ผู้ถาม : ผมอยู่บ้านเปิดเทปธรรมะของหลวงพ่อฟัง แต่เวลาฟังนั้นนอนฟัง อย่างนี้จะเกิดโทษหรือเปล่าครับ

    หลวงพ่อ : เดี๋ยวก่อนต้องถามก่อน ผมอยู่บ้าน แล้วตัวไปไหน

    ผู้ถาม : ?...?...?...

    หลวงพ่อ : ผมเปิดเทปฟังได้เรอะ

    ผู้ถาม : (หัวเราะ) อ้อ..จริงแฮะ...คือตัวอยู่ด้วยครับ

    หลวงพ่อ : เกิดแน่ มีโทษมหันต์เลย ถ้าฟังเรื่อย ๆ ไปจนกระทั่งตาย จะไม่รู้จักนรกเป็นยังไงเลย กลายเป็นคนโงเง่าเต่าตุ่น นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน จะไม่รู้จักเลย ขาดความฉลาดในเรื่องนี้

    ผู้ถาม : ถ้าโง่ไม่ลงข้างล่างก็ยอมครับ

    หลวงพ่อ : เอาเรอะ...ชอบโง่เรอะ ใช้ได้ ๆ คือว่าฟังเสียงฉัน แต่อย่าลืมว่านั่นเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า นั่ง นอน ยืน เดิน เขาไม่ได้ห้าม นอนฟังปล่อยให้หลับไปเลยยิ่งดีใหญ่ ฟังเทปไม่ทันจบก็หลับไป เทปก็ว่าไปตามเรื่องตามราว นั่นแหละจิตเป็นฌาน ถ้าฟังแล้วรำคาญมันจะหลับไม่ได้ ถ้าเกิดความเพลิดเพลิน จิตจะสบายเรื่อยไป พอถึงฌานปั๊บตัดหลับเลย อันนี้มีประโยชน์ใหญ่

    ผู้ถาม : แล้วบังเอิญตอนนั้นต้องเข้าห้องส้วม เลยไปฟังต่อในส้วม ตอนนี้จะบาปไหมครับ

    หลวงพ่อ : อาจารย์เอาอะไรฟัง เอาหูฟังหรือเอาทวารฟัง

    ผู้ถาม : เอาหูครับ

    หลวงพ่อ : เอาหูฟังไม่เป็นไร

    ผู้ถาม : แหมถ้าคนช่างคิดก็คิดจริง ๆ นะเวลาปล่อยอึก็กลัวกลิ่นจะเหม็นออกมารบกวน

    หลวงพ่อ : ไม่เป็นไร


    ผู้ถาม : หลวงพ่ออโหสิเลยนะ

    หลวงพ่อ : ไม่ใช่อโหสิ การปวดอุจจาระปัสสาวะนี่ไม่มีใครต้องการ แต่มันปวดตามเรื่องตามราวของมันใช่ไหม แต่ในขณะนั้นจิตยังเป็นกุศลอยู่ พอใจในธรรมะยังเป็นบุญอยู่เท่าเดิม ไอ้เรื่องนี้เมื่อฉันเจริญกรรมฐานใหม่ ๆ รุ่นพี่บอกว่าเวลาที่ถ่ายปัสสาวะก็ดี ถ่ายอุจจาระก็ดี อย่าภาวนานะ บาป

    พอไปถามหลวงพ่อปาน ท่านบอกว่า “แกไปเชื่อไอ้ควาย ภาวนานี่จิตเป็นกุศล”

    ท่านเลยถามว่า “ถ้าเวลาท้องถ่าย แล้วตายเวลานั้นจะว่ายังไง”

    พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามใช่ไหม การภาวนามันอยู่ที่จิตไอ้ตัวภาวนาไม่ได้อยู่ที่ส้วมทำได้ตลอดเวลาอย่าให้มันขาด อันนี้ดีมากถ้าทางที่ดีก็ควรจะมีสายสะพาย

    พระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นแบบอย่าง ท่านสะพายเวลาท่านจะเดินเล่น ท่านเดินเล่นหนึ่งชั่วโมงฟังเทป 2 หน้า ถ้าจะเดินเล่นสองชั่วโมง ก็ฟัง 4 หน้า เวลาท่านบรรทมท่านฟังจนหลับ ท่านทำเป็นปกติเลย

    ผู้ถาม : ท่านสนพระทัยด้วยหรือครับ

    หลวงพ่อ : เรื่องนี้หนักมากเรื่องกรรมฐานนี่นะ อย่าว่าแต่สนพระทัยเฉย ๆไม่ได้ เข้าฌานออกฌานได้ตามเวลาเก่งมาก ฉันไม่กล้าปะทะกับท่านนะ

    ผู้ถาม : ท่านสนพระทัยด้วยหรือครับ

    หลวงพ่อ : อันนี้แหละ เราจะเห็นว่าท่านน่ะมีเวลาน้อยนะ และความเข้าใจในธรรมะนี่ลึกซึ้งมากเหลือเกิน ละเอียดละออมาก ฉันนึกสงสัยเหมือนกันว่าท่านเอาเวลาไหนไปวิจัยธรรมะ เพราะวันทั้งวันท่านเกือบไม่มีเวลาว่าง ถึงเวลาสองยาม ท่านจะทรงเซ็นหนังสือ ถ้าไม่มีแขกนะ บางทีก็มีงานเลี้ยงจนถึงตี 1 ถึงตี 1 ท่านก็เริ่มเซ็นหนังสือ ถึงตี 2 ท่านก็เริ่มฟังเทปแล้ว ท่านทำกรรมฐานหรือฟังเทปตอนตี 2 เวลาแน่นอนของท่าน

    หลวงพ่อ : ฉันเคยเทศน์มาตั้งเยอะ คำถามด้านธรรมะไม่ละเอียดเหมือนพระเจ้าอยู่หัว รู้สึกว่าต้องระวังมาก เวลาคุยกับท่านด้านธรรมะ ต้องระวังหนักจริง ๆและต้องฟังทุกคำไม่พลาด บางทีก็ถามยาว ก็ต้องพยายามฟังทุกคำ เรื่องธรรมะนี่พลาดหน่อยเราเจ๊งเลย บางทีถามเรื่องเดียว 3 รอบก็มี แล้วสำนวนจะไม่ซ้ำกันเลย สำนวนนี่สำคัญมากต้องฟังทุกคำ

    (จากธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 213 ธันวาคม 2541 หน้า 62-63)
     
  13. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,225
    ธัมมวิโมกข์ฉบับที่ 62.jpg
     
  14. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,225
    174.jpg
    พิธีรับพระเสวยอายุ (พิธีสะเดาะเคราะห์)

    เดือนหน้าวันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคมเป็นวันวิสาขบูชาและเป็นวันพิธีไหว้ครูและพิธีสะเดาะเคราะห์ของวัดท่าซุง

    พิธีในเดือนพฤษภาคมจะเป็นแบบรับพระเสวยอายุครับ


    ธัมมวิโมกข์ฉบับที่ 53 หน้า 122.jpg
    ธัมมวิโมกข์ฉบับที่ 53 หน้า 123.jpg ธัมมวิโมกข์ฉบับที่ 53 หน้า 124.jpg ธัมมวิโมกข์ฉบับที่ 53 หน้า 125.jpg ธัมมวิโมกข์ฉบับที่ 53 หน้า 126.jpg ธัมมวิโมกข์ฉบับที่ 53 หน้า 127.jpg ธัมมวิโมกข์ฉบับที่ 53 หน้า 128.jpg ธัมมวิโมกข์ฉบับที่ 53 หน้า 129.jpg ธัมมวิโมกข์ฉบับที่ 53 หน้า 130.jpg ธัมมวิโมกข์ฉบับที่ 53 หน้า 131.jpg ธัมมวิโมกข์ฉบับที่ 53 หน้า 132.jpg ธัมมวิโมกข์ฉบับที่ 53 หน้า 133.jpg ธัมมวิโมกข์ฉบับที่ 53 หน้า 134.jpg ธัมมวิโมกข์ฉบับที่ 53 หน้า 135.jpg ธัมมวิโมกข์ฉบับที่ 53 หน้า 136.jpg ธัมมวิโมกข์ฉบับที่ 53 หน้า 137.jpg ธัมมวิโมกข์ฉบับที่ 53 หน้า 138.jpg ธัมมวิโมกข์ฉบับที่ 53 หน้า 139.jpg
    (จากธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 53 หน้า 122 - 139)
    13631643_10154355376279329_40391411129307610_n.jpg
     
  15. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,225
    15895325_10154944667189329_2619281276395395195_n.jpg
    ___paragraphaeparagraph_11_309.jpg


    คุณวีระ งามขำ(ยกทรง)คุยกับสมเด็จวัดสามพระยา(เรื่องพระคำข้าวมหาลาภ)

    (คุณยกทรงเล่าเรื่องให้ฟัง)



    เรื่องสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์วัดสามพระยานี่ก็หลังจากหลวงพ่อกลับไปแล้ว ยกทรงก็นำอาหารไปถวายสมเด็จเป็นประจำ วันที่จะเป่าปลุกเสกวันที่ 29 ธ.ค. 33 ยกทรงก่อนจะเดินทางไป ท่านก็บอกว่า

    นี่พระสมเด็จมหาลาภคำข้าวของวัดท่าซุงน่ะ ไม่ใช่พระธรรมดานะ

    "ก็เรียนถามเป็นพระอะไรครับที่ไม่ใช่ธรรมดา"


    ท่านบอกที่อื่นๆส่วนมากพระล่างปลุกเสกกัน แต่ที่วัดท่าซุงนี่มีพระล่าง คือ หลวงพ่อปลุกเสก เข้าใจไหม ?

    "เอ...ไม่รู้ครับ"

    พระล่างก็หมายถึงหลวงพ่อหลวงปู่ปลุกเสกกัน ท่านอธิบายให้ฟัง พระบนก็หมายความว่าท่านก็หยุด แทนที่ท่านจะอธิบายต่อท่านก็คว้าหมากเอาปูนใส่ แล้วท่านก็ฉัน โอ๊ย ลีลาน่ารักอ่อนช้อย แล้วก็ท่านยืนยันเลยว่าพระมหาลาภคำข้าวรุ่นนี้น่ะท่านบอกว่าคงจะไม่ถึงตลอดปี 34 จะหมด เหตุผลก็คือ ท่านบอกว่าอย่างนี้

    ฉันจะเล่าให้ฟังฉันสร้างตัวอาคารที่อาคารพระปริยัติน่ะ 90 เมตรที่วัดน่ะ เป็นสิบ ๆ ล้านนะ ค่าแรงทั้งหมดน่ะ 6 ล้านบาท แล้ววัดปากน้ำนะเขาเลยถวายค่าแรง 6 ล้านบาท แล้วท่านก็บอกว่าเขามีเงินมาให้ 6 ล้านบาท เพราะวัดปากน้ำนี่เขามีของดีอย่างหนึ่งคือ ของไม่แห้ง

    "ผมถามว่าอะไรครับ ของไม่แห้ง ว่าแล้วคว้าหมากต่อ"

    ท่านบอกว่า สด ไงล่ะ เจ้าอาวาสเขาชื่อสด ตอนเป็นๆก็สดชื่น พระที่วัดไม่ต้องบิณฑบาตเงินทองไหลมาเทมา เพราะบารมีกรรมฐานธรรมกาย และที่ท่านตายไปแล้วก็ยังสดชื่น พระที่วัดไม่ต้องบิณฑบาต เงินทองไหลมาเทมา เวลาเทศกาลงานกฐินก็มีคนจองล่วงหน้า

    แล้วท่านก็เลยสรุปว่า เนี่ย เพราะท่านมีดีอย่างหนึ่งคือ ไม่แห้ง รุ่นที่รับพระสมณศักดิ์ราคาเป็นหมื่นเป็นพัน แต่ว่า...ท่านพูดแค่นั้นท่านก็หันหน้าเอาผ้าเช็ดปาก เอาน้ำบ้วนปากเสร็จแล้วนึกว่าท่านจะเล่าต่อ เปล่า ท่านเอาหมากมากินอีกคำ แล้วท่านก็เลยบอกว่า นี่คุณวีระ(ใหม่ ๆ เรียกยกทรง ตอนนี้ไม่เอาแล้วเรียกคุณวีระเสียแล้ว) คุณน่ะอย่าลืมนะไปวัดท่าซุง ตุนเข้าไปเถอะ แพงแล้วหายากแล้ว หนัก ๆ เดี๋ยวก็ว่า แล้ว หนัก ๆ แล้วท่านก็บอกว่า ต่อไปจะมีคุณค่ามาก ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ท่านบอกให้ตุนไว้ เพราะว่ามีข้างบนลงมาปลุกเสกด้วย ท่านบอกว่าท่านยืนยันอย่างนั้น ที่ท่านพูดเช่นนี้ได้ใครจะว่ายังไงก็ตามแต่ท่านบอกท่านยืนยันอย่างนี้

    (หลวงพ่อ) ว่าเรื่อยไปเลย

    "แล้วท่านก็คุยต่อ"

    คือว่าอย่างนี้ สมัยที่ฉันหนุ่ม ๆนะบังเอิญไปที่วัดพระพุทธชินราชที่พิษณุโลก เขาว่าพระพุทธชินราชที่พิษณุโลกนี่นะมีเทวดามาช่วยมาสร้าง ไอ้ฉันก็นั่งคิด ๆ เพราะตอนนั้นก็ยังหนุ่มอยู่ แหม... ไม่จริงแน่ แต่พอฉันไปวัดท่าซุง ไปที่วิหารแก้ว 100 เมตร พอไปเห็นองค์พระพุทธชินราช ฉันเลยต้องบอกว่าฉันเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเทวดามีจริงมาสร้างมาช่วย อย่างที่วัดท่าซุงนี่ไม่ใช่วัดธรรมดาเป็นวัดล่างวัดบน

    แล้วท่านก็บอกว่า เนี่ย ฉันจึงยอมเชื่อว่าวัดท่าซุงนี่ถ้าไม่มีข้างบนมาช่วยนะ ไม่มีทาง ท่านบอกไม่มีทาง

    (หลวงพ่อ) มี ทางมีแต่ไม่มีกุฏิ

    "หลวงพ่อเถียงสมเด็จฯ เหรอ"

    ไม่ใช่เถียงสมเด็จ เถียงยกทรง ทางน่ะมีเพราะไม่มีวิหารจะสร้างไม่มีเงินสร้างมีทางเยอะแยะ เดี๋ยวนี้สิไม่มีทาง

    "เมื่อก่อนมีทางใช่ไหมครับ"

    ใช่

    "แล้วท่านก็เลยบอกว่าที่วัดท่าซุงน่ะ มีข้างบนเขามาช่วยเต็มที่ทั้งพระทั้งเทวดา ฉันเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นวัดนี้นะต่อไปจะมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง (ท่านแนะนโยบายว่า) การที่จะไปทำบุญกับหลวงพ่อฤๅษีวัดท่าซุง เราต้องมีเหลี่ยมกับท่านหน่อย เพราะพระองค์นี้ไม่เหมือนพระชาวบ้านชาวเมือง"

    เหมือนยังไง คนละคน ไม่เหมือนกันหรอก สมเด็จผอมกว่าฉัน แล้วฉันต่ำกว่าสมเด็จ(หัวเราะ)

    "องค์นั้นไม่มีหนี้ องค์นี้เป็นหนี้"

    ไม่ก้อยฉันว่าเป็นหนี้ เป็นนะ เป็น

    "เขาเรียกว่าเป็นหนี้เงียบ ๆ นะครับ"

    ใช่ ๆๆ

    "ฉะนั้นท่านถึงยอมรับว่าเพราะข้างบนข้างล่างมาร่วมกัน งานจึงสำเร็จเรียบร้อย ท่านบอกว่าอย่างนี้ คือว่าถ้าจะไปเช่า จะไปทำบุญหรือจะไปเช่าพระมหาลาภคำข้าวกับหลวงพ่อฤๅษีวัดท่าซุงน่ะ ต้องละเอียดกว่าท่านหน่อย ท่านแนะผมว่าอย่างนี้แล้วท่านก็เรียกลูกศิษย์ผู้หญิงท่านหนึ่ง หนูๆๆ เข้ามาๆ ฝากเงินคุณวีระไป 50 บาท ไปเช่าพระผง แต่เวลาเข้าไปน่ะ ให้เข้าไปทีละ 10 บาทได้องค์หนึ่ง แล้วก็ถอยออกมาแล้วไปต่อแถวที่เดิมอีกจะได้ 5 องค์ เพราะว่าเข้าไปทีเดียว 50 น่ะได้องค์เดียว

    "พอพูดแล้วท่านก็หัวเราะ ท่านดีใจว่าเหลี่ยมดีกว่าวัดท่าซุง"

    "นี่ แหละครับความจริงไปคุยทุกๆวัน วันละเรื่องๆนะ ที่พูดวันนี้ก็เพราะว่าเกี่ยวโยงกับพระคำข้าวมหาลาภ พยายามนะเก็บไว้

    องค์ไหนที่รับกับมือหลวงพ่อ องค์นั้นนะเก็บให้ดี ให้ติดกับตัว จะเลี่ยมหรือว่าจะใส่กระเป๋าสตางค์ก็ได้แยกต่างหาก เพราะว่าท่านไม่ได้แจกองค์เดียว

    ตอนนี้ยกทรงก็เผลอเถียง ไม่ได้เถียงนะ ค้าน แจกองค์เดียวครับขนาดแจกไปแจกมาที แรกก็มือแจกนะ หนัก ๆ เข้าก็ต้องยื่นๆๆๆ แถมสโลโมชั่น สงสัยจะเหนื่อยนะ เราบอกไม่ใช่แจกองค์เดียวครับ ท่านก็ยังยืนยัน

    แต่ความจริงหลวงพ่อมีองค์ปฐมหรือองค์ปัจจุบัน ครับที่สงเคราะหลวงพ่ออยู่ เวลาแจกพระ"

    (หลวงพ่อ) เวลาแจกหรือ 1. องค์ปฐม 2. องค์ปัจจุบัน 3. พระพุทธทีปังกร 4. พระพุทธกัสสป และ 5. พระปัจเจกพุทธเจ้าที่อยู่เวลานี้นะ

    "อย่างนั้นก็ตรงที่สมเด็จท่านพูดเป็นนัยๆ ก็มาตรงกัน"

    ตรงกันเพราะท่านรู้เรื่อง

    "แล้วการปลุกเสกคราวนี้จะมีอะไรที่พอจะเล่าให้ลูกหลานฟังบ้างไหมครับ เพราะต้องผิดปกติแน่"

    มี ขาบวมทั้ง 2 ข้างขึ้นไปกุฏิขาบวมปูดเลย ไอ้ขาโต๊ะ เขาทำขยับขาไม่ได้ เขาทำเป็นชั้นมันต่ำ ขยับขาไม่ได้ ชาเด่ พอดีหมอคอยอยู่ หมอไปคอยอยู่ 2 วัน

    "นี่เป็นความอัศจรรย์"

    ใช่ๆๆๆๆ

    "บางครั้งมีเหตุการณ์ เกิดมีหมาหอน พอจะหอนก็หอนพร้อมกัน ตอนที่หลวงพ่อปลุกเสกน่ะ แล้วก็ไฟดับ หลวงพ่อลองเล่าดีกว่า ขาบวม ไม่เอาครับ"

    ไม่ใช่ขาบวม มันเป็นขามหาเศรษฐีน่ะ อ้าว แบบมันยืนไม่ไหว ขาบวมไง เออ ก้าวไม่ขึ้นหนัก

    ความจริงพระท่านมาเต็มที่ สมเด็จองค์ปฐมลอยเต็ม พระพุทธเจ้าล้อมเต็ม แต่ไม่เห็นของที่ปลุกเสกเลย แสงขึ้นนะสว่างมาก ของที่ปลุกเสกน่ะมองไม่เห็น

    "ก็แสดงว่าองค์ปฐมเป็นประธาน"

    ทั้งหมด พระพุทธเจ้าทุก ๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระอริยะทั้งหมด พรหม เทวดาทั้งหลาย พอเสร็จแล้วฉันตั้งเวลาไว้ 1 ชั่วโมง พอถึงเวลา 50 นาที ท่านบอกเต็มแล้วลูก

    แต่ว่าเวลาที่นั่งปลุกน่ะ ตามปกติมีพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตรคุมฉัน และปลุกพระคำข้าว กับพระหางหมากนี่องค์ปัจจุบันคุมฉันเอง เวลาท่านยืนคุมอยู่ท่านพุ่งแสงใจมา ที่กายฉันแสงสว่างเป็นลำนะ บอกให้นั่งเฉย ๆ 10 นาที อย่าคิดเห็นอะไรทั้งหมด ให้อยู่เฉยๆ นะ พอหลังจาก 10 นาที บอกดูได้ ดูได้เห็นพระพุทธเจ้าพรึ่บเต็มไปหมด พระอรหันต์เต็มไปหมด

    พอถึงคาถามหาลาภ ขึ้นเป็นแสงทองคำกระจายพรึ๊บเต็มบริเวณทั่วหมดไปถึงคนเลย ฉะนั้นวันนี้ท่านให้มาเก็บค่าครู(หัวเราะ)

    "แล้วเกี่ยวกับพระมหาลาภคำข้าวนี้ได้ข่าวแว่วๆว่าคราวนี้ทำไม่ทันได้แค่ล้านสามแสนกว่าๆหรือครับ"

    ใช่ๆๆ วันที่ 17 พ.ค. จะทำอีกประมาณสัก 2 ล้านเศษ ๆ เท่าที่เขาจะทำเสร็จนะ

    "งั้นแสดงว่ารุ่นนี้หนักกว่ารุ่นแรก"

    ทำแล้วก็เท่าๆกันนะ แต่ความจริงท่านมาเหมือนกันแต่ทำหนักมากเป็นพิเศษทีเดียว รุ่นนี้ถือว่าเป็นพิเศษทีเดียว ก็คงพิเศษอย่างนี้ไปทุกรุ่น ก็ต้องถือว่ารุ่นเดียวกัน ไม่ใช่พระหลายรุ่น

    "มานึกในใจ ทำไมราคาไม่เท่าไหร่ คนอื่นเขาออกเป็นร้อยเป็นพัน"

    เพราะท่านสั่งของท่านเอง องค์ปฐมนะ อย่างซุ้มประตูนี่ ซุ้มประตูทำใหม่นะราคาแสนห้าหมื่นเศษ แต่ว่ามีเจ้าภาพเขาให้เงินมาแสนบาทให้ทำ 2 ซุ้ม ท่านเลยให้เขียนว่าบริจาค 5 หมื่นบาท 2 ซุ้มแล้วอีกแสนห้าเก็บแถวนี้

    "เรื่องพระนี่คือว่าพระคำข้าวก็ดีพระหางหมากก็ดี ผลน่ะ ตุลิตะ ตุลิตัง เร็ว ๆ ไว ไม่ต้องรอเนิ่นนาน"

    รุ่นนี้เร็วมาก

    "ผมนึกในใจนี่ สงสัยจะสงเคราะห์ลูกหลานมากกว่า คนยากจน คนไม่จน คนอะไรก็ได้ทั้งนั้น"

    ท่านตั้งใจสงเคราะห์ทั้งคนทั้งวัด วัดรับไปให้เขาทำบุญราคามากกว่าช่วยสร้างวัดไงเล่า ทีนี้ชาวบ้านที่เอาไปก็สงเคราะห์ อย่างยกทรงเอามาใช่ไหม อย่างมากรุงเทพฯนี่ เอาใครเอาจากฉันก็ได้คนละร้อยบาท ลองคิดซิ 100 บาทนี่ไม่ได้แพงเลย ถ้าเขาจะเสีย 10 บาทที่วัดท่าซุง เขาเดินทางไปเดินทางมามันเกิน 100 บาท ใช่ไหม


    "นึกได้แล้ว คำสั่งของสมเด็จท่านสั่งว่าอย่างนี้ว่า พระมหาลาภที่รับจากมือหลวงพ่อ ท่านสั่งว่าให้ติดตัว บอกว่าเวลาแจกท่านไม่ได้แจกองค์เดียวแล้วไม่ได้ขยายความเสียด้วยซิ เวลาแจกไม่ได้แจกองค์เดียว ทีแรกผมก็นึกเอ๊ะจริงนี่หลวงพ่อแจกเยอะนี่ทีละองค์ๆๆๆ เกือบจะพูดอย่างนั้นแล้ว พอดีท่านก็รู้ไวนะครับ เพราะข้างบนท่านมาช่วยแจกด้วย ท่านเลยสงเคราะห์กลัวจะโง่มากเกินไป ท่านรู้ใจจริงๆ"

    เก่งมาก ยกล้อเลย องค์นี้นะ เจโตปริยญาณก็ดี ทิพพโสตญาณก็ดี ทิพพจักขุญาณก็ดี ดีหมดเก่งมาก ท่านดีอย่างเดียว ดีหมดเท่ากัน ก็มาจากทิพพจักขุญาณ

    "พอคุยถึงทิพพจักขุญาณ ท่านบอกว่าเมื่อสมัยก่อนนะ ฉันตั้งสำนักอบรมวิปัสสนา ท่านบอกฉันทำตามตำราเปี๊ยบเลย แล้วผมถามว่าได้ผลเป็นไงครับ ท่านบอก คุณวีระอย่าไปเล่าให้ใครฟังนะ ฉันทำมาได้ผลขนาดหนักเลย เลยถามว่าขนาดหนักของหลวงปู่เป็นไงครับ ปรากฏว่าลูกศิษย์ทุกคนน่ะปลาบปลื้ม ปีติ หายไปหมดเลย คนโน้นก็ไม่ได้ คนนี้ก็ไม่ได้ ฉันเลยเลิกไปเลย แล้วท่านก็บอกว่า

    เออ หลักสูตรใหม่ของวัดท่าซุง มโนมยิทธิ อย่างนี้เขาเรียกว่าทันสมัย เออ อาจารย์ดี ลูกศิษย์ก็ติด ครูก็ได้ ศิษย์ก็ได้ อย่างฉันกางตำราไม่ได้เรื่องเลย"

    (หลวงพ่อ) ใช้ตำราเดียวกันแต่ว่าลีลาการใช้ต่างหาก อันดับแรกก็ขึ้นอานาปานุสสติเหมือนกัน ต้องใช้ ต้องภาวนาเหมือนกัน จับภาพพระพุทธรูปเหมือนกันแต่ลีลาการใช้ต่างกัน

    "แล้วท่านก็บอกนะครับ ที่ฉันสอนว่า พุทโธๆๆๆๆ ไม่มีใครเห็นสักคน เลยเลิกกันไปเลย"

    ฉันเองก็ล่อมานานแล้ว หลายรูปแบบ


    (จากคอลัมภ์ "สนทนาที่สายลม" ธัมมวิโมกข์ เดือนกุมภาพันธ์ 2534 หน้า 45-49)

    1-16 (1).jpg
     
  16. Sira9

    Sira9 สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 เมษายน 2019
    โพสต์:
    4
    ค่าพลัง:
    +15
    ขออนุโมทนาครับ
     
  17. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,225
    DSC_0025.JPG

    " ความขยันนั้น ลางทีเกิดเป็นนิสัยมาเอง ลางทีต้องอาศัยฝึกหัดกันเรื่อยๆไป เพื่อให้เกิดเป็นนิสัยขยันหรือเกิดความขยันเป็นนิสัย ไม่ยอมให้เป็นโอกาสความเกียจคร้านเข้ามาแทรกซึมได้

    วิธีฝึกให้เกิดความขยันนั้น ในสมัยโบราณมีอยู่หลายวิธี แต่มีอยู่วิธีหนึ่งที่พระพุทธองค์เคยทรงใช้มาคือ การแบ่งเวลาออกเป็นส่วนๆ ว่าเวลาไหนต้องทำอะไร และฝึกฝนตามนั้น ทำกันเรื่อยไป ไม่ใช่ทำกันชั่วครู่ชั่วยามแล้วก็เงียบหายไป อย่างนี้ไม่ใช่ลักษณะขยัน ลักษณะขยันต้องเดินเรื่อยๆไปไม่หยุด เหมือนกระแสน้ำไหลในฤดูน้ำ มิใช่ดังลักษณะพลุที่สว่างวาบเดียวแล้วก็หยุดกัน "


    สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร)วัดสามพระยา


    DSC_0133.JPG
    DSC_0013.JPG 33333 (1).jpg
     
  18. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,225

    นิทานเรื่องจริง

    นิทานเรื่องจริง 1.jpg นิทานเรื่องจริง 2.jpg นิทานเรื่องจริง 3.jpg นิทานเรื่องจริง 4.jpg นิทานเรื่องจริง 5.jpg (จากหนังสือพ่อสอนลูก ฉบับพิมพ์เดือนกันยายน ปี 2553 หน้า 10-14)
    http://thasungmedia.com/wat/puy/ebook/index.php
    พ่อสอนลูก กันยายน 2553.jpg
     
  19. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,225
    174 หลัง.jpg

    อนาคตังสญาณ

    ผู้ถาม : อนาคตังสญาณ การรู้เหตุการณ์ในอนาคตและเห็นภาพได้ ผมอยากทราบว่าภาพนั้นมันลอยอยู่ตรงไหนครับ

    หลวงพ่อ : ไม่มี

    ผู้ถาม : แล้วทำไมเห็นได้ล่ะครับ

    หลวงพ่อ : วันหน้ามันจะเกิด เขาเรียกว่าญาณ รู้จักคำว่าญาณไหม ทิพจักขุญาณ เขาไม่เรียกว่าดู ถ้ามันมีแล้ว ถ้าใช้ตาดูเห็น ถ้ามันยังไม่มี ท่านบอกว่า ข้างหน้ามันจะเป็นอย่างนั้นนะ เหมือนหมอดู อนาคตังสญาณรู้เหตุการณ์ข้างหน้า ไมใช่มันมีอยู่ มีอยู่ก็เป็นปัจจุปันนังสญาณซิ ไอ้นี่เป็นของทำได้ยาก ไม่ใช่จะทำได้ทุกคนเราต้องคิดว่าคนเท่าไร มีใครบ้าง มีกี่คน คนในประเทศไทย 50 ล้านเศษ ทำได้กี่คน พระในประเทศไทย 3 แสนเศษ ทำได้กี่องค์ แต่เราอย่าไปคิดว่าเราดีกว่าเขานะ

    มันน่าจะภูมิใจว่าเขาทำไม่ได้แต่เราทำได้ เป็นการวัดกำลังวาสนาบารมีที่สั่งสมมา ของเก่ามีมาก มีความดีมาก เราก็ทำความดีใหม่รับของเก่า ไอ้นี่ควรจะดีใจ

    แต่ความจริงการปฏิบัติได้จริง ดีกว่าเรียนรู้จากตำรา แต่ต้องอาศัยความฉลาดเข้าร่วมด้วย ถ้าเรามีข้อข้องใจ ให้ถามตรงพระพุทธเจ้า อย่าไปนั่งฟังชาวบ้านเปะปะๆได้ที่เขาว่าได้จริงๆ บางทีไม่ได้จริงหรอก เอาความโง่ของตัวมาแจกให้บุคลลอื่นโง่ต่อไป

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระนี่มีความสำคัญมาก พระหลงตัวเองว่าห่มผ้าเหลืองเป็นพระ แต่ความจริงสู้ชาวบ้านไม่ได้ดีกว่าเยอะแยะ


    (จากหลวงพ่อตอบปัญหา ธัมมวิโมกข์ มิถุนายน 2530)



    ว่าคาถาเงินล้านมือสั่น


    ผู้ถาม : ถ้าบูชาพระ นั่งเจริญกรรมฐานเสร็จแล้วก็ต่อด้วยคาถาเงินล้านของหลวงพ่อ ว่าไปสักครู่หนึ่งปรากฏว่ากายสั่น มือสั่น ใจสั่น เหมือนกับอาการจะปลุกพระอย่างนั้นแหละ จึงเรียนถามหลวงพ่อว่าเป็นเพราะเหตุใด ต่อไปจะทำต่อไปได้หรือไม่ครับ ?

    หลวงพ่อ : (หัวเราะ) พระพุทธเจ้าสั่นต่อ อย่าลืมนะถ้าใจสั่นนี่มันผิดปกติ แต่ใจสั่นนี่พอมันภาวนาเร็วเกินไปหรือไม่เข้าใจ ถ้าตัวสั่นนี่เป็นอุพเพงคาปิติ ดีนะ แต่ควรจะคุมอย่าให้ใจสั่น ถ้าใจสั่นหรือไม่สั่น ถ้าจิตมีกำลังสมาธิถึงนั่นมันก็สั่น ถ้าเลยไปแล้วเป็นผรณาปิติ มันก็ไม่สั่น ถ้าต่ำลงมามันก็ไม่สั่นและเวลาที่ว่าคาถานี่ ไม่ควรคิดว่าจะสั่นหรือไม่สั่น


    เอาแค่จิตเป็นสุขค่อยๆว่าสบายๆ ดีกว่าจึงจะถูกต้องนะ


    (จากหลวงพ่อตอบปัญหา ธัมมวิโมกข์ สิงหาคม 2536)

    ภาวนาคาถาเงินล้านถูกหวย

    ผู้ถาม : ภาวนาคาถาเงินล้าน แล้วขอบารมีทุกๆพระองค์ที่เป็นเจ้าของคาถาหยิบหวยรัฐบาล ปรากฏว่าถูกรางวัลที่ 5 สองใบ แล้วก็ถามเป็นประเด็นว่าการที่เราจะอาราธนาเจ้าของคาถามาซื้อหวยรัฐบาลนี้จะ เป็นบาปหรือไม่ เพราะเป็นการพนันนิดๆ

    หลวงพ่อ : ไม่เป็นบาป เขาไม่ถือว่าเป็นการพนันอย่างที่เขาจับกันนี่ การพนันประเภทนี้ ตำรวจเขาไม่ได้จับ ไม่ผิดกฏหมาย ไม่มีอะไรเป็นบาปนะ และก็เราไม่ได้บังคับว่าเลขที่ฉันซื้อมาจะต้องออก เราเขียนเองออกเองนะ ไม่ใช่อย่างนั้นนะ เพราะคนหมุนกับเราคนละคนกัน ถือเป็นโชคดีดีกว่า

    (จากหลวงพ่อตอบปัญหา ธัมมวิโมกข์ สิงหาคม 2536)

     
  20. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,225
    1a2ac0d2149e461a36b9a9db70378f63.jpg 2a874527bc2e35cf53046ebf5be2dccb.jpg 1047640.jpg 9cfdacaadc6c11b6cb29a96d99cd7e9f.jpg

    เทวดาชวนขุดทอง


    …เมื่อแผ่นดินสะเทือน แผ่นดินสั่นเกิดขึ้น ดร.ปริญญา ก็บอกว่าเป็นปรากฏการณ์ของธรรมชาติบ้าง แต่ทว่าเจ้าลิงนี่สิ ฤาษีลิงดำหัวหน้าทัศนาจรมันไม่ว่าอย่างนั้น พอแผ่นดินสะเทือน ก็กำหนดจิตคิดว่านี่มันเรื่องอะไร พอมีความดำริเท่านั้น ก็ปรากฎว่า บรรดาปิยสหาย คราวนี้ไม่ใช่หมาแล้ว กลายเป็นผี มีศีกดิ์ศรีใหญ่ แต่งตัวสีแดงพรืดไปหมด ประมาณ ๗๐ - ๘๐ คน แล้วก็ประมาณสีเขียวสีดำอีกหลายร้อยคน เห็นบริเวณนั้นเกลื่อนกล่นไปหมด จึงถามว่า

    “นี่…พ่อเทวดา แกมาทำอะไรกันอยู่ที่นี่ และทำไมแผ่นดินมันถึงสะเทือน”

    เขาก็ชี้ไปที่ ท่านเจ้าพระยาโกษาป่อง คราวนี้ การไปคราวนี้ ท่านเจ้าพระยาโกษาป่อง น้องชาย เจ้าพระยาโกษาปาน ท่านไปด้วย (ความจริงชื่อนี้สมมติขึ้นมา อย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องจริง ๆ…ล้อกัน และ เจ้าพระยาโกษาป่อง เป็นใครก็อย่าคิด อย่าถาม ถามก็ไม่บอก)

    แกก็เลยบอกว่า “เจ้าพระยาโกษาป่อง มันคิดจะขุดทรัพย์ มันคิดว่าที่นี่มีทรัพย์มาก มันอยากจะได้ทรัพย์ใต้แผ่นดิน ในเมื่อมันคิดอย่างนั้นก็เลยทำให้มันรู้ว่ามีจริง”

    ก็เลยถามเขาว่ามีมากไหม เขาบอกว่า เฉพาะทองคำประมาณ ๑๕ ตัน เห็นจะได้ แล้วยังมีแก้วที่มีค่ามาก ทีนี้ถามเขาว่า “มันอยู่ลึกไหมวะ จะขุดได้ไหม?” แกก็เลยบอกขุดไม่ยากหรอก มันไม่ลึกเท่าไหร่ ประมาณ ๑ กิโลเท่านั้นก็ถึง ก็เสร็จ ก็เลยบอกว่า

    “นี่…แกไม่น่าจะบอกอย่างนี้นี่ เป็นของที่เกินวิสัยที่คนจะขุดได้ ทำไมถึงบอกอย่างนั้น”

    เขาก็หัวเราะยังได้ถามว่าทรัพยากรทั้งหลายเหล่านี้ จะปรากฎเป็นผลดีแก่ประเทศชาติในสมัยไหน เขาก็เลยบอกว่า


    “อานุภาพของทรัพยากรทั้งหลาย จะปรากฎขึ้นในตอนกลางสมัยรัชกาลที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยนั้นจะปรากฎว่า ประเทศจะมีความมั่งคั่งสมบูรณ์เป็นกรณีพิเศษ ทุกสิ่งทุกอย่างจะพร้อมมูลบริบูรณ์ จะกลายเป็นประเทศมหาเศรษฐีเขตหนึ่ง อย่าว่าแต่เฉพาะในเอเซียเลย แม้แต่ยุโรปก็ต้องเอาใจ”

    ทั้งนี้เพราะอะไร “เพราะว่าอำนาจบุญบารมีของกษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์ คือกษัตริย์รัชกาลที่ ๙ เป็นผู้มีบุญบารมีใหญ่ ปูพื้นฐานเอาไว้ แล้วก็พระโอรสาธิราชที่จะเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป ก็เป็นพระราชาที่มีบุญบารมีใหญ่

    ที่คนทั้งหลายคิดว่า จะทำลายประเทศไทยให้เป็นคอมมิวนิสต์ มีจิตหยาบปรารถนาจะให้คนไทยทั้งชาติที่มีความเคารพในพระพุทธศาสนาเป็นทาสของบุคคลกลุ่มเดียว ไม่มีความหมาย เพราะความหวังตั้งใจของบุคคลทั้งหลายเหล่านี้ เขาจะพาตัวเขาพินาศไปเอง เพราะอำนาจบุญบารมีของพระมหากษัตริย์ที่เปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ที่มีสมรรถภาพเป็นพิเศษ”


    เขาว่าอย่างนั้น ก็เลยบอกว่า “โมทนาด้วยน่ะ แล้วก็ในฐานะที่ท่านทั้งหลายเป็นเทวดา ก็ต้องช่วยกันนะ” เขาก็เลยบอกว่าช่วยกัน ก็เลยถามต่อไปว่า การที่ทำแผ่นดินสะเทือนนี่น่ะ เป็นปัจจัยเพราะ เจ้าพระยาโกษาป่อง แกมีความละโมบโลภมาก อยากจะได้ในทรัพย์ในแผ่นดินนั้นใช่ไหม ก็มีท่านหนึ่งบอกว่า ไม่ใช่ ไอ้เจ้าพระยาโกษาป่องนี่มันเพื่อนกัน เคยเป็นเพื่อนร่วมกันมา แต่ว่าตอนนี้ตามันยังไม่ดี แต่ทว่านิสัยเขาก็ดี ก็คือว่า ชอบสร้างตัวเป็นคนสุจริต ไม่ทุจริตโกงเงินโกงทองของรัฐบาล รับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แล้วก็มีจิตประกอบไปด้วยกุศล อย่างนี้จึงแสดงอาการให้ปรากฎ

    และอีกประการหนึ่ง คนที่มาทั้งหมดนี่ เป็นอันว่า ๙๙.๙๙ % จัดว่าเป็นคนที่มีบุญใหญ่ มีศักดิ์ศรีใหญ่ ก็เลยถามว่า คนที่มีบุญใหญ่ มีศักดิ์ศรีใหญ่น่ะ มันใหญ่กันตรงไหน เขาก็บอกว่า ใหญ่ตรงที่มีความดีน่ะซิ เพราะการมาคราวนี้นี่ ตั้งใจจะมานมัสการพระดี ที่เรียกกันว่า สุปฏิปันโน และพระทั้งหลายเหล่านั้น คณะเขาเอง เขาก็มีความเคารพ ก็เลยถามว่า

    “เออ…ดีแล้ว เมื่อพูดถึงพระทั้งหลายเหล่านั้น เราอยากจะถามว่า มีพระองค์ไหนเป็นพระอรหันต์ มีบ้างหรือไม่”

    เขาก็ยกมือขึ้นแตะปาก บอกว่ามี แต่ว่าพูดไม่ได้ ก็เลยบอกว่า ปากของแกมีนี่ ทำไมแกพูดไม่ได้ แกก็เลยชี้มือมาที่ปากของคนพูด…ของลิงน่ะ ชี้มือมาที่ปากของจอมลิง เขาบอกว่า “แกก็รู้นี่” อ้าว…นั่น เทวดานี่ใช้วาจาหยาบเหมือนกัน บอกแกก็รู้นี่ แกทำไมจะมาถามข้าล่ะ ก็เลยถามเขาว่า “นี่…แกมาเรียกฉันว่า แกข้านี่มันเรื่องอะไร”

    ตาเทวดาคนนี้แกเป็นเทวดาใหญ่ ประดับกายไปด้วยเพชรนิลจินดาแพรวพราวเต็มไปทั้งตัว แกก็เลยบอกว่า “นี่…จำกันไม่ได้ นี่เรามันเพื่อนกันนี่” (เอาแล้ว…นี่เป็นเพื่อนกับหมาไม่พอ ดันมาเป็นเพื่อนกับผีเข้าอีก) ก็เลยบอกว่า “นี่…อย่าพูดไปซีน่ะ รู้แล้วอย่าพูดไปนะ รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม ใช่ไม๊ รู้รึเปล่า” เขาบอกเขารู้ เขาก็เลยบอกว่า “ก็ไอ้ท่านล่ะ ท่านรู้แล้วท่านพูดไปทำไม”

    บอกว่า “ข้าพูดกับแก แกมันเป็นผีนะ แล้วแกจะเสือกจับใครเขาพูดเรื่องราวของข้าไม่ได้นะ ข้ามันเป็นลิงจัญไรอยู่แล้ว ให้เขาทราบแต่เพียงว่า ในฐานะลิงจัญไรเท่านั้นก็พอ” เขาว่า “เวลานี้พระเจ้าที่เขาบวชในพระพุทธศาสนา ไม่มีใครเขาอยากคบข้านักหรอก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าข้าปฏิบัติตนไม่เหมือนเขา บางสำนักเขาตั้งเป็นสำนักวิปัสสนา หัวขาวตาขาวเป็นน้ำข้าว มีตำแหน่งหน้าที่เป็นพระราชาคณะ มีตำแหน่งหน้าที่ควบคุมพระ เขาหาว่าข้าเลวกว่าหมาเสียอีก”

    ตาพวกนั้นหัวเราะชอบใจใหญ่ ก็เลยบอกว่า “ท่านไม่ต้องบอกหรอก ผมรู้ ดูบัญชีผมซี่” แล้วก็เกิดเปิดบัญชีให้ดู ถามว่า “ไอ้นี้บัญชีทองหรือยังไง หรือว่าบัญชีเพชรที่มันฝังอยู่ใต้ดิน จะได้รวบรวมกำลังบรรดาท่านที่มาด้วยกันหาทุนหารอนมาขุดให้มันรวย”

    เขาก็หัวเราะชอบใจ แล้วกล่าวต่อไปว่า “ไอ้ฤาษี อย่างท่านนี่มันชอบโกหกแม้กระทั่งผี ก็ทรัพย์สินส่วนตัวของท่านมีนี่ ที่ท่านบิดาบอกให้ ทำไมไม่ไปขุดเล่า” ก็เลยบอกเขาว่า “ข้าจะไปขุดทำไม เวลานี้ข้าสบายนี่ นี่ข้ามานี่ ข้าก็ไม่ได้เสียสตางค์ค่ารถนะ แล้วก็ไอ้ค่าอาหารการบริโภค ข้าก็ไม่เสีย บรรดาคนดีเขามีจิตเป็นกุศล เขาสงเคราะห์เจ้าฤาษีลิงดำตัวจน ๆ เขาหาให้กิน เขาหาให้ใช้ เขาจัดพาหนะให้ แล้วข้าจะไปขุดทำไม ขุดมาเมื่อไรข้าก็ตายเมื่อนั้น”…

    (จากหนังสือฤาษีท่องสวรรค์ เล่ม 1 ตอนเทวดาชวนขุดทอง)

    อ่านบทอื่นๆของหนังสือฤาษีท่องสวรรค์ได้ที่


    http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=841#seventeenth

    a09d948990da7d93180d9614a0d1c224--king-thailand.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...