เรื่องเด่น นานาเรื่องราวหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

ในห้อง 'ประสบการณ์ เรื่องเล่า' ตั้งกระทู้โดย Wannachai001, 16 กันยายน 2014.

  1. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,154
    กระทู้เรื่องเด่น:
    25
    ค่าพลัง:
    +219,935
    5201314.jpg

    ใส่รองเท้าใส่บาตร

    ผู้ถาม : หลวงพ่อเจ้าขา การที่บุคคลบางท่านสวมรองเท้าใส่บาตร จะมีโทษเพียงใดเจ้าคะ ?

    หลวงพ่อ : เดี๊ยวรองเท้าราคาเท่าไร ?

    ผู้ถาม : ส่วนมากถ้าบ้านนอกก็รองเท้าแตะ กรุงเทพฯ ก็รองเท้าหุ้มส้น

    หลวงพ่อ : ยังงั้นบาปมาก ถ้าหากว่ารองเท้าคู่เป็นหมื่นๆ ไม่บาปหรอก

    ผู้ถาม : เอ๊ะ ! หลวงพ่อตอบไงนี่

    หลวงพ่อ : เอ้า ! เขาเอารองเท้าใส่บาตรพระไงล่ะ ราคาเป็นหมื่น ขายได้มากหน่อย พระไม่โกรธ (หัวเราะ)

    ผู้ถาม : ไม่ใช่อย่างนั้นนะ เอ๊ะ ! จะพูดยังไงดี สวมรองเท้าไปยืนใส่บาตรพระ

    หลวงพ่อ : แหม..เอารองเท้าใส่บาตรพระ(หัวเราะ)

    ความจริงนะ เวลานี้ควรจะไม่ปรับกันดีกว่า ถือว่าเป็นปกติ

    เวลานี้เป็นปกติเขาใส่รองเท้ากัน ถ้าอะไรมันผิดปกติควรปรับยกเลิกไปดีกว่านะ

    (จากหลวงพ่อตอบปัญหา ธัมมวิโมกข์ มิถุนายน 2547)
     
  2. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,154
    กระทู้เรื่องเด่น:
    25
    ค่าพลัง:
    +219,935
    คำอาราธนาพระ.jpg

    ใครทำพระคำข้า้ว.jpg
     
  3. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,154
    กระทู้เรื่องเด่น:
    25
    ค่าพลัง:
    +219,935
    พระสุปฏิปันโน.jpg

    พระสายเหนือ

    เมื่อ พ.ศ. 2518 หลวงพ่อท่านก็ป่วยมาตลอด ก็ให้จัดงานหล่อรูปหลวงปู่ปานกับรูปหลวงปู่ใหญ่ ที่อยู่ด้านหน้าพระอุโบสถนั้น 2 องค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา และสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ เสด็จมาในงานเททองหล่อรูปหลวงปู่ปาน

    ก่อนจะจัดงานนั้นขึ้น หลวงพ่อได้พาลูกศิษย์ไปกราบนมัสการพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ สายทางเหนือ เรียกว่าสายพระเหนือ ท่านบอกว่า พระให้พาลูกศิษย์ไปรู้จักกับพระสายเหนือ โดยที่ท่านเจ้ากรมเสริม ได้พิมพ์หนังสือออกจำหน่ายในภายหลัง คือ หนังสือเรื่องล่าพระอาจารย์ มีอยู่แล้ว ถ้าเล่าไปก็อาจจะผิดพลาดบ้าง เพราะไม่ได้ไปในเหตุการณ์ ถ้าท่านทั้งหลายอยากทราบก็ไปหาซื้อหนังสือนี้อ่าน

    ก็ขอเล่าแต่เฉพาะที่ว่า เมื่อพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบมาที่วัดท่าซุง ก็มี


    หลวงปู่บุดดาถาวโร นี่พระอรหันต์องค์หนึ่ง

    หลวงปู่คำแสนเล็ก วัดดอนมูล

    หลวงปู่คำแสนใหญ่ (พระครูสุคันธศีล) วัดสวนดอก

    ครูบาอินทจักรรักษา วัดบ่อน้ำหลวง

    หลวงปู่สิม พุทธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง

    หลวงปู่กล่อม (พระธรรมวราลังการ) วัดบุปผาราม

    หลวงปู่ชุ่มโพธิโก วัดวังมุย และ

    ครูบาธรรมชัย ธัมมชโย วัดทุ่งหลวง พร้อมด้วย

    ครูบาชัยวงศาพัฒนา วัดพระบาทห้วยต้ม


    เมื่อท่านมาที่วัดพวกเราผู้ที่มีศรัทธาแก่กล้า เป็นผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติความดี ก็มีความซาบซึ้งปิติยินดี เป็นอย่างมาก เมื่อนิมนต์ท่านมาแล้วนี่ หลวงพ่อให้จัดกุฏิ 10 หลัง อยู่ที่ด้านหลังพระอุโบสถนั้นเป็นที่รับรอง จะมีเจ้าหน้าของวัด ขณะนี้บวชอยู่หลายองค์ ขณะนั้นยังไม่ได้บวชเป็นผู้มีความเลื่อมใส ปฏิบัติรับใช้ท่านประจำองค์ มีญาติโยมที่ขณะนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่หลายท่าน ที่มรณภาพไปแล้วก็หลายองค์ หลายท่านเป็นแม่ครัวจัดอาหารถวายท่านเป็นสำรับ เป็นชุดๆ

    เมื่อพระสุปฏิปันโนมาตอนเช้าๆ มีการใส่บาตรกัน ท่านก็จะมารับบาตร มีหลวงปู่ครูบาชัยวงศ์ เป็นต้น ท่านนั่งรับบาตรอยู่ด้านหลังพระอุโบสถ พวกเราก็เอาอาหารคาวหวานไปถวายท่าน ท่านก็นั่งกันเป็นแถว ไม่ได้ลุกเดิน นั่งเก้าอี้ถือบาตร พวกเราเป็นพระก็ดี เป็นญาติโยมก็ดี ก็ไปใส่บาตรตอนเช้า เมื่อใส่บาตรเสร็จแล้ว ท่านก็ไปฉันภัตตาหารในกุฏิ มีลูกศิษย์ที่วัดจัดไว้ปรนนิบัติรับใช้ ก็เอาอาหารคาวหวานไปถวายท่าน อย่างนี้เป็นประจำทุกวันตลอดงาน

    พวกเรานี่เป็นผู้มี ศรัทธา เคารพนับถือดีอยู่แล้วภัตตาหารของหลวงพ่อ หลวงปู่ทั้งหลาย ก็มีคนจัดมาถวาย แต่พวกเราลูกศิษย์ก็เยอะ เมื่อหลวงพ่อ หลวงปู่ทั้งหลายฉันภัตตาหารเสร็จ ก็มีพวกลูกศิษย์เอาไปรับประทานกัน หลังจากครูบาอาจารย์ฉันภัตตาหารเสร็จ ถือว่าของเหลือนั้นเป็นมงคล เป็นสิ่งที่เป็นทิพย์ เป็นมงคล เป็นกำไรชีวิต อิ่มด้วย คงจะรสเลิศ

    เมื่อญาติโยมทุกท่านที่นำอาหารไปถวายพระสุปฏิปันโนที่มาในงานเสร็จ ก็จะยกสำรับมาคืนญาติ ก่อนจะถึงญาติผู้ใหญ่ พวกที่ถือมานั่นก็จะชิมเสียก่อนแล้ว ก่อนจะมาถึงปลายมือก็เหลือน้อยถือว่าเป็นยา เป็นทิพย์ เป็นมงคล ก็จะแบ่งกันกินกันถ้วนหน้า คนที่ถือต้นมือจะได้มาก คนที่ถือปลายมือก็จะได้น้อยหน่อย

    องค์ไหนที่เป็นพระ อรหันต์ ที่ครูบาอาจารย์บอกว่า พระอรหันต์ ก็จะเป็นที่เพ่งเล็งเป็นจุดสนใจของบรรดาลูกศิษย์ที่มีศรัทธาแก่กล้า มีอยู่คราวหนึ่ง เป็นสำรับของหลวงปู่บุดดา ถาวโร ซึ่งลูกศิษย์ได้ยกมาหลังจากท่านฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ก็มีอาหารที่เหลือจากท่านถือว่าเป็นมงคลอันสูง ก็ค่อยแบ่งกันกิน เหมือนพี่เหมือนน้อง แบ่งกันคนละเล็กละน้อย กว่าจะถึงแม่ครัวปลายมือก็จะเหลือน้อยแล้ว ก็บอกว่า

    นี่ นี่..สำรับของหลวงปู่บุดดา ใครจะเอาก็มา ใครจะเอาก็มาแบ่ง คนมาทีหลังได้อะไรก็เอาทุกอย่าง ก็มีอยู่ชามหนึ่งที่เหลืออยู่ คนส่วนมากก็จะ เข้าใจว่า เป็นน้ำลิ้นจี่ ลิ้นจี่กระป๋อง แต่เนื้อนั้นนะ มีผู้เอาไปหมดแล้ว ก็เหลือแต่น้ำ แต่ถึงเหลือแต่น้ำ ก็ไม่ว่ากัน เป็นยา เป็นมงคล บางคนก็ดื่มไปบ้าง แบ่งให้คนอื่นดื่มบ้าง ดื่มไปหลายคน ไม่มีใครว่าอะไร

    พอมาถึงคนที่ช่างสังเกต ช่างสงสัย พอดื่มเข้าไปหน่อย ก็ออกปาก นี่มันอะไรว่ะ น้ำลิ้นจี่อะไรวะ ไม่หวานเลย ทุกคนที่กินเข้าไปหลายคนแล้ว แต่ไม่มีใครปรารภขึ้น พอมีผู้อาวุโสทักว่า นี่น้ำอะไรวะ ไม่หวานเลยน้ำลิ้นจี่ ลูกศิษย์ที่อยู่ก้นกุฎิอยู่ในเหตุการณ์ก็ว่า ไหนไหนไหน ผมขอดูหน่อย เมื่อลูกศิษย์ก้นกุฏิที่ถือมาขอดู ก็บอกว่า นี่น้ำลิ้นจี่ที่ไหนครับ มันจะหวานได้อย่างไรละครับ ก็นี่มันน้ำล้างฟันปลอมหลวงปู่นี่ แต่พวกเราก็ซัดกันไปหลายอึ๊ก

    แล้วพอพูดว่าน้ำล้างฟัน ปลอมหลวงปู่เท่านั้น ผู้ที่มีศรัทธาแก่กล้า ถือว่าเป็นมงคลก็เกิดอาการลำไส้ปั่นป่วน ก็ดึงของเก่าที่กินอยู่เบื้องแรกออกมา พุ่งออกมา โอกอาก โอก พุ่งเป็นหลาวออกมาจากลำไส้ แสดงถึง (หัวเราะ) ศรัทธาที่มีอยู่นั้นมันปั่นป่วน จึงดึงน้ำล้างฟันปลอมหลวงปู่ออกมาหมด ท่านสาธุชนคิดดู ก็เป็นการที่ฮือฮา หัวเราะกันน้ำตาไหล ว่านี่นะ

    การดื่มน้ำฟันปลอมของหลวงปู่นั้นมีฤทธิ์มาก เขาวิจารณ์กัน บอกแล้วว่า กูนึกแล้ว น้ำลิ้นจี่อะไรวะ กูเห็นมีพริกลอยอยู่ กูนึกแล้วว่า มันทำไมถึงไม่หวาน แต่พวกที่ดื่มไปก่อนนั้นแล้วก็หลายคน ก็นึกหัวเราะว่า ศรัทธานั้นดี พระพุทธเจ้าสรรเสริญ แต่ปัญญาน้อยไป เลยเป็นอย่างที่เล่ามานี้แหละ

    การทำบุญกับพระสุปฏิปันโน นั้น เราก็ทำกันเฉพาะกลางวัน ส่วนกลางคืนเราก็ปิดประตูสนทนากัน ไปกราบไปภาวนากันเป็นปกติ เมื่อหลวงพ่อท่านนิมนต์อย่างนี้ ท่านก็ถวายจตุปัจจัยทุกอย่างให้ท่าน ไปบูรณะวัดของท่านทุกองค์

    ฝั่งพระอุโบสถปัจจุบันนั้น หลวงพ่อท่านสร้างพร้อมๆกัน เกือบทั้งหมด เมื่อสร้างพระอุโบสถแล้ววางศิลาฤกษ์ แล้วก็สร้างกุฏิ 10 หลัง สร้างอาคารธรรมสถิต สร้างศาลานวราช สร้างศาลาพระพินิจอักษร อยู่ในคราวเดียวกันเลย เมื่อขึ้นก่อสร้าง พร้อมๆกันเหล่านั้น ก็มีการใช้จ่ายมาก แต่ถึงกฐินที เราก็จะชำระหนี้สินครั้งหนึ่ง

    วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2520 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จครั้งนั้นอีกวาระหนึ่ง รายละเอียดนั้นหลวงพ่อเราเคยเล่าไว้ในหนังสือ พระเมตตา เมื่อท่านไปอ่านก็จะรู้ ประวัติที่ท่านคุยกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นเป็นเช่นไร อาตมาอ่านมาเที่ยวเดียวก็จำไม่หมด หากท่านสนใจก็จะรู้ บ้านเมืองเราตอนนั้นยังไม่สงบมากนัก

    แต่ท่านก็รับรองกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า บ้านเราไม่เป็นขี้ข้าใคร จะค่อยๆเจริญรุ่งเรืองตามลำดับ ขณะนี้ พ.ศ. 2538 เมื่อมองย้อนไปถึง พ.ศ. 2520 ก็จะรู้ว่าขณะนั้นกับขณะนี้ บ้านเมืองเจริญขึ้นมามาก ก็จะตรงกับที่ท่านพูดกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า บ้านเมืองเราจะค่อยๆเจริญเหมือนแสงอาทิตย์เริ่มขึ้น

    เมื่อพ.ศ. 2520 นั้น ที่มีความสำคัญก็เพราะว่า หลวงปู่ชุ่มโพธิโก ที่เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ที่เข้านิโรธสมาบัติ เป็นพระที่มีความสำคัญในสายเหนือองค์หนึ่ง หลวงปู่ชุ่มนั้น เป็นผู้ที่เคารพรักกับหลวงพ่อมาแต่อดีตกาล ตั้งแต่หลายแต่ชาติมาแล้ว ได้ไปเยี่ยมหลวงพ่อเราที่กุฏิ โดยที่ท่านขอไปเยี่ยมเอง ท่านเล่าว่า ได้ขึ้นไปบนกุฏิท่าน ท่านบอกว่า ห้องของน้องสวยงาม นั่งอยู่ก็มาเยี่ยม แต่จริงๆ แล้วท่านจะมาพูดธุระส่วนตัว

    หลวงพ่อเล่าให้รู้ภายหลังว่า ท่านมาหาแล้วก็บอกว่า น้องต้องอยู่ช่วยบ้านเมืองต่อไปอีก แต่พี่จะมรณภาพก่อน ขอมอบลูกแก้วจักรพรรดิ์ ที่เป็นของตระกูลเรา ที่รักษาไว้ให้น้องรักษาต่อไปจะได้บูรณะวัด สร้างวัดได้ตามประสงค์ ฉะนั้น หลวงปู่จึงได้มอบลูกแก้วจักรพรรดิ์ ให้หลวงพ่อได้สร้างวัดต่อไป


    หลวงพ่อพระราชภาวนาโกศล(อนันต์ พทฺธญาโณ)

    (จากหนังสือประวัติหลวงพ่อพระราชพรหมยาน หน้า 57-59)

    ลูกแก้วจักรพรรดิ์ -.jpg

    เรื่อง หลวงพ่อฝากลูกศิษย์กับพระองค์อื่นๆ

    (ด๊อกเตอร์ปริญญา ถามว่า)

    "เรื่องพระสุปฏิปันโนที่มาที่วัด ที่หลวงพ่อไปนิมนต์มานี่"

    พ.ศ. 17, 18 หรือไงนี่ ท่านก็กลัวว่าท่านจะมรณภาพหรือไงไม่รู้นะ เพราะถ้าหลวงพ่อเกิดมรณภาพนี่ พวกเราเพิ่งเริ่มต้น พอนึกอยากนั่งกรรมฐานกัน พอรักษาศึลกันบ้าง ลูบๆ คลำๆ บ้าง ได้บ้างไม่ได้บ้าง ถ้าเกิดหลวงพ่อละสังขารเสียช่วงนั้นล่ะ ไอ้พวกนี้ก็จะเคว้งคว้างไปหมด ท่านก็ดำริว่า พระมาบอกกับหลวงพ่อว่าให้พาลูกศิษย์คุณไปรู้จักกับพวกสายเดียวกันสิ ทางเหนือนี่ หลวงพ่อก็คงจะพาพวกเราไปฝากไว้น่ะ ถ้าเกิดท่านมณภาพจะได้รู้จักพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

    (ด็อกเตอร์ปริญญา พูดเสริมว่า)

    "เพราะว่าท่านสำเร็จปี 06 ต่ออายุอีก 12 ปี จะตายไม่ได้ ต้องเป็นนักเรียนทุนก่อนก็จะเป็น 18"

    คือท่านเป็นนักเรียนทุนใช่ไหม พอจบแล้วต้องสอน 12 ปี พอสอน 12 ปีนี่ พอคนจะเริ่มอยากทำก็จะมรณภาพเสียแล้วนี่ คือว่าถ้าท่านมรณภาพตอนนั้นก็จะฝากพระสุปฏิปันโนองค์อื่นไว้

    "ทีนี้ก็ได้ไปรู้จัก ก็ได้นิมนต์มางานวัด"

    ทีนี้ก็พาพวกผู้ใหญ่ไป ขึ้นทางเหนือกันละ ไปล่าพระอาจารย์ ก็ล่าไปเรื่อย ตอนแรกก็ไปเจออะไรล่ะ หลวงปู่วัดพระบาทตากผ้านี่ หลวงปู่แหวน หลวงปู่วัดน้ำบ่อหลวง วัดสวนดอก และก็ครูบาคำแสนวัดสันกำแพง ดอนมูลนู่น แล้วก็หลวงพ่อสิม ครูบาทึม ครูบาทึมนี่ ไม่ได้ปรามาสท่านนะ ชื่อทึมแต่ไม่ทึมเลยนี่

    ครูบาทึมนี่หลวงพ่อมาหาพิเศษกว่าเขา วัดจามเทวี องค์นี้ใช่ไหมที่ไปหาแ้ล้วท่านทำไม่รู้ไม่ชี้ ไปหาท่านไม่รู้ไม่ชี้ ครูบาบุญทึมอยู่ไหมครับ ไปถามบอก อยู่ข้างในนู่น เขาว่าเดินตามไป พอไปนั่งปุ๊บ นี่นะครูบาบุญทึมละ ท่านไม่แสดงตัว ทึมจริงๆ ใครจะไปรู้ว่าพระอรหันต์อยู่ที่นั่น ครูบาชุ่มเป็นคนแนะนำ ครูบาคำแสนเอ่ยชื่อขึ้นก่อน หลวงพ่อท่านสั่งให้ตามบอกว่าพระอินทร์สั่ง บอกว่ามีครูบาทึมมีอยู่ ท่านปู่พระอินทร์บอกว่าชื่อทิม ไล่ไปไล่มาเป็นครูบาทึม


    เรื่องหลวงปู่ชุ่มเข้านิโรธสมาบัติ

    พระผู้ใหญ่ที่หลวงพ่อแนะนำส่วนมากเป็นพระอรหันต์ทั้งนั้นนี่ ที่เข้านิโรธสมาบัติก็ครูบาชุ่มนี่เอง แหม..สมัยก่อนนี้ไม่มีใครเขาพูดหรอกเข้านิโรธสมาบัติ หลวงพ่อนี่ก็...หมายความว่ายังไงล่ะ ไอ้เราเองก็ไม่มีปัญญาใช่ไหม หลวงพ่อเข้านิโรธสมาบัติให้หน่อยนะ อย่างนั้นอย่างนี้ ต้องคนเก่งกับพวกเก่งคุยกัน หลวงพ่อบอกว่าให้หลวงปู่ช่วยสงเคราะห์ลูกหลานด้วยเถอะ ลูกหลานจะได้ทำบุญกับพระที่เข้านิโรธสมาบัติอะไรอย่างนี้ หลวงพ่อบอกให้ครูบาชุ่มเข้า ครูบาชุ่มท่านบอกว่าป่วย บอกไม่ไหว ร่างกายไม่ดี หลวงพ่อก็บอกว่าหลวงปู่ ถ้าห่วงร่างกายละก็ ไม่ต้องเข้าหรอก แหม โดน อีไม้เข้าหลวงปู่.....(หัวเราะ)

    "ลิ้นการฑูตจริงๆ จะพลิกพลิ้วชิวหาเป็นอาวุธ"

    ท่านเข้าในอิริยาบท 4 หรือไงนะ เข้าในอิริยาบท 4 นี่ ยืน เดิน นั่ง นอน 7 วัน ทีนี้พอเข้าเสร็จนี่ โอ้โห คนไปนี่นะ หามกันไป ทันมั่ง ไม่ทันมั่ง เป็นพันเป็นหมื่นละมั๊ง ได้เงินกี่แสนก็ไม่รู้ สองสามสี่แสนหรือเปล่าไม่รู้

    พอหลวงพ่อบอกเข้านิโรธสมาบัตินี่ เราเกิดมายังไม่เคยได้ยินเลยว่าพระเข้านิโรธสมาบัติเป็นยังไง คนแตกตื่นกันไป ทีนี้เพื่อนฉันนี่ก็อยู่วัดขุยโพธิ์ เป็นพระ ก็ไปกับเขามั่ง ไปทำบุญกับหลวงปู่ชุ่ม พระจะไปเบียดโยมอยู่ยังไงล่ะ พวกก็คว้าหลวงปู่แห่ไปไหนต่อไหนแล้ว พระก็ตาลีตาเหลือกอดข้าวอดปลากัน ไปแย่งอะไรเขาไม่ได้ สายสิญจน์นี่พวกแย่งกันกระจุยหมด เพื่อนฉันก็ไม่ได้อะไรกับเขา ไปเห็นไอ้ที่เขาเรียกว่า ขัดแตะ ภาษา บ้านนอกเขาเรียกว่าขัดแตะ ไม้ไผ่ที่ทำลูกกรงรอบเป็นซี่บางๆ ขัดแตะทำเป็นลูกกรงที่กระท่อมที่ท่านอยู่น่ะ เขาปลูกกระท่อมพิเศษให้ท่านเข้าไปอยู่ ไอ้นี่เขาไม่ได้อะไรก็เอาไม้ขัดแตะมาหน่อยวะ เอาไม้ขัดแตะมาเป็นที่ระลึก

    พอกลับมาบ้านก็เอามาไว้ที่บ้าน มาให้โยม บ้านท่านอยู่อุตรดิตถ์ พระเดชะนี่อยู่อุตรดิตถ์ พ่อแกสมัยเป็นหนุ่มๆ ไม่หนุ่มแล้ว อาจจะแก่แล้วละ ก็ไปกับอา ไปขุดได้ลายแทงสมบัติมา ก็ไปขุดกัน ไอ้อาหนุ่มก็ขุดอยู่ข้างล่าง ไอ้พี่ชายอยู่ข้างบน พอขุดไปได้สักเมตรนึงนี่ ก็ไปเจอรากไม้ ไอ้อาขุดนี่เจอรากไม้ ไอ้พี่ชายก็บอก เฮ้ย ทองคำนะมึง เอาขึ้นมาเลย(หัวเราะ) ไอ้อาอยู่ข้างล่างก็บอก นี่มันรากไม้ ทองคำอะไรเล่า อยู่ข้างบนเห็นเป็นทองคำ พอเถียงกันน่ะ เสียงลมพัดอื้ดๆๆ มายืนถือกระบองจังก้า อีตอนนี้เอง เผ่นไม่รู้ทองคงทองคำแล้ว(หัวเราะ) คนละทางสองทางแล้ว

    แล้วพอถึงวัน 15 ค่ำนี่ ไอ้เจ้าของนี่มันจะมา ลูกน้องท้าวเวสสุวรรณหรือเปล่าไม่รู้ มันจะมาทวงที่บ้าน มันจะมาหมาจะหอนกันเกรียว แล้วไอ้น้องสาวนี่พอผีเข้ามันจะบีบคอตัวเอง มันจะบีบคอต้วเองให้ตาย จะผูกคอตายอยู่เรื่อย ถึงเวลาก็ต้องทำพิธีกันใหญ่ตอนนั้นน่ะ ก็หนี ไม่ตายสักที เกือบตายทุกที

    ทีนี้เจ้าเดชะนี่ก็เอาไม้ขัดแตะมาให้ที่บ้าน พอมาให้ที่บ้านปุ๊บ ไอ้ผีนี่ขึ้นเรือนไม่ได้ มันวนรอบบ้าน ขึ้นไม่ได้่ เอชักดีแล้ว ไม้อันเดียวขึ้นไม่ได้แล้ว ทีนี้ทำยังไง เอาไว้ที่รั้วบ้าน เอาสายสิญจน์โยงรอบ สองสามเที่ยว ไม่มาเลย เดี๊ยวนี้ไม่มาเลย เจอไม้ขัดแตะหลวงปู่ชุ่ม



    (จากคอลัมภ์ จากคำบอกเล่า ธัมมวิโมกข์ ตุลาคม 2538)

    เรื่อง หลวงพ่อเข้านิโรธสมาบัติ

    หลวงพ่อท่านบอกกับฉันนี่ 2 ครั้ง แต่ท่านเข้าเป็นอาจินต์ทุกวัน ท่านบอกเข้าแล้วนี่ ความเป็นอยู่ของคนจะดีขึ้น เพราะว่ามีลาภมาก

    ที่นี่เคยเข้า ท่านเคยเล่าครั้งหนึ่งนะ ฉันถามท่าน มีอยู่วันหนึ่งรับแขกมาก มันเพลียร่างกายไม่ดี ท่านขึ้นไปนอนข้างบนโน่น ก็เข้าทีนี้เวลารับแขกตอนทุ่มหนึ่งนี่ พระก็ไปปลุก หลวงพ่อครับๆ ท่านก็ตัวแข็ง ดาบตระกูลก็บอก ผมเองๆ หลวงพ่อครับๆ หลวงพ่อก็ตัวกลิ้งไปกลิ้งมา แต่ก่อนก็จับขาเฉยๆ ดาบตระกูลจับตัวเลย หลวงพ่อครับๆ กลิ้งไปกลิ้งมา ไม่ตื่น ดาบตระกูลก็บอก กูไม่เอาแล้วอย่างนี้ ไปไกลแน่ (หัวเราะ)

    ทีนี้กลับไป เราก็ถามหลวงพ่อครับ ได้ข่าวว่าหลวงพ่อปลุกไม่ตื่นเลยที่สายลม หลวงพ่อเพลียมากใช่ไหมครับ ท่านบอก ไม่ใช่ เข้านิโรธสมาบัติลึกไปหน่อย ร่างกายมันเพลียมาก ร่างกายไม่ไหว นี่ท่านบอกกับเราครั้งหนึ่งนะ

    ครั้งที่สองที่ชิคาโก คือ หลวงพ่อนี่ลำไส้จะเหมือนกับกระบอกที่มันไม่บีบรัดอย่างนี้ มันเหมือนกระบอกเฉยๆ กระบอกข้าวหลาม มันไม่บีบรัด อาหารไม่ย่อย พอฉันอะไรไปแล้วนี่อาหารมันจะเป็นพิษ มันไม่สลายตัว ไม่ย่อย ต้องเอาน้ำสบู่กับดีจรเข้ ยาดำ เรานี่ดีจรเข้หน่อยนึงกับยาดำก็โอ้โห วิ่งโจนทะยานแล้ว ใช่ไหม ของท่านยาดำ ดีจรเข้ กับน้ำสบู่ผสมกัน แล้วก็สวนทวาร สวนครั้งหนึ่งประมาณ 1,200 ซีซี มันไม่ออก ก็ทำไงล่ะ มันไม่เอิ๊กไม่อ๊าก มันก็ทรมาน ท่านก็บอก เอ้อ เอาชีวิตมาทิ้งเสียที่นี่ซะแล้วมั๊งนี่ ท่านก็เข้าดับทุกขเวทนาไปเลย เข้านิโรธสมาบัติบ้านนั้นไปเลย ท่านก็เล่าว่าบ้านนี้เป็นอะไร เคยมีพระพุทธเจ้ามา มีพระอรหันต์มา เป็นมงคลใหญ่ ที่ชิคาโกนะ นั่นก็ครั้งหนึ่ง

    ทีนี้ก็ทำบุญใหญ่ละสิ พอรู้ว่าเข้านิโรธสมาบัติ คือเข้าแล้วทำบุญกันหลายคน ความเป็นอยู่คล่องตัว ถ้าคนเดียวก็จะรวยไปเลย ตามพุทธกาลนะ

    "แล้วไอ้สบู่ออกไหมครับวันนั้นน่ะ"

    ไม่ออกเป็นวันเหมือนกัน โอ้โห ทรมาน

    ครั้งที่ 3 นี่ก็ตอนป่วยอยู่ที่วัด ท่านประทีปก็นอนเฝ้าอยู่ เราก็เห็นนอนหลายวัน เราก็ไปเปลี่ยนมั่ง เราก็บอกว่า เออ..ทีป วันนี้ท่านนอนไปเลย ผมจะอยู่ดูหลวงพ่อเอง ท่านก็ป่วยมาก สักตีสองได้ท่านลุกมาเข้าห้องน้ำ เราก็ประคองเข้าห้องน้ำ เสร็จแล้วก็ไปนั่งที่เตียง ท่านบอก นันต์ ข้าไมได้นอนตั้งแต่หัวค่ำเลยวันนี้ พระพุทธเจ้ามาให้เข้านิโรธสมาบัติตั้งแต่หัวค่ำ เราก็โอ้โฮ พูดถึงนิโรธสมาบัตินี่ หูผึ่งเลย ย่ามเยิ่มไม่ได้เอาเงินทองเข้ามาสักบาทเลย นึกอยู่ ถ้ากูทำวันนี้กูรวยตายเลย(หัวเราะ) นึกรวยเหมือนกัน กูรวยตายเลย ไม่มีใครรู้เท่ากูเลยวันนี้ พอเราคิดอย่างนั้น ท่านบอก เออ..ไม่เป็นไรหรอก เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ความเป็นอยู่เป็นสุขทั้งตัวเราเองและคนอื่น

    พอคุยไปได้สักประเดี๊ยวท่านก็บอก นันต์ สร้างประสาททองคำนะ เราก็เอ๊ะ หลวงพ่อครับ สร้างตรงไหนครับ โรงอิฐน่ะ สร้างตรงโรงอิฐ ตอนนั้นมันก็เป็นโรงอิฐ หลวงพ่อทำอิฐบล๊อกอยู่ เราก็คิดว่าหลวงพ่อสร้างประสาทแก้วแล้ว จะสร้างประสาททองคำบ้างอะไรบ้างนี้ ก็ไม่รู้ พอท่านบอกเท่านั้นเราก็เก็บเอาไว้ในใจ หลวงพ่อมาสายลมท่านก็ไม่พูด ไม่เห็นพูดที่ไหนนะ มาบอกกับเราตอนท่านเข้านิโรธสมาบัติ

    พอหลวงพ่อมรณภาพก็มาคุยกับพระ พระสุรจิตคุมงานก่อสร้างก็บอกว่า หลวงพ่อชี้เหมือนกันตรงโรงอิฐ ให้สร้างที่สำหรับเก็บพระพุทธรูป เราก็นึกว่า เออ หลวงพ่อนี่บูชาพระพุทธเจ้าด้วยทองคำ ก็คงจะสร้างประสาทนี่เอาไว้พระพุทธรูป ทีนี้ก็ลงมือ ให้พระสามารถออกแบบอะไรต่ออะไรด้วย เริ่มทำกันมา ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไรหรอก ปัญหาก็มีอยู่ว่าช่างน้อยไปสักหน่อย ช่างมี 15 คน โอ้โห หลังใหญ่ มันไม่ทันกินเลย เราก็แหม อย่างน้อยสักร้อยนึงถึงจะไปถึงโน่นถึงนี่ได้ มันช้า

    "วันนั้นเอาอะไรถวายหลวงพ่อหรือเปล่า ออกจากนิโรธสมาบัติ"

    ไม่มีสักบาทหนึ่งเลย ก็ไปนอนเป็นเพื่อนท่าน ไม่ได้มีอะไรไปเลย(หัวเราะ) พอคิดในใจว่าไม่มีเงินสักบาทหนึ่ง ท่านก็บอก เออไม่เป็นไรหรอก เพื่อประโยชน์ของคนส่วนรวม ความเป็นอยู่เป็นสุขของตัวเราเอง สอง เพื่อประโยชน์ของคนส่วนรวมอะไรอย่างนี้ พอคิดในใจท่านก็ตอบแล้ว

    "นึกว่าจะไปเปิดก๊อกน้ำ เอาน้ำมาถวายตอนออกนิโรธสมาบัติ นึกว่าจะถอดจีวงจีวรถวายสักหน่อย"

    จะโดนตะพดหงายท้องผึ่ง (หัวเราะ)


    (จากคอลัมภ์ จากคำบอกเล่า ธัมมวิโมกข์ ตุลาคม 2538)

    เรื่อง พระสุปฏิปันโนมาวัดท่าซุง


    (ด๊อกเตอร์ปริญญา พูดว่า)

    "เดี๊ยวทีนี้กลับมาถึงเรื่อง...ยังไม่ถึงงานหลวงปู่ปานเลย เพิ่งจะถึงพระสุปฏิปันโน มาถึงนี่แล้ว เอ้ากลับไปงานหลวงปู่ปาน"

    เพราะตอนนั้นคนกำลังตื่นมาก ตื่นพระสุปฏิปันโนนี่ เอ้าองค์นู้นก็พระอรหันต์ หลวงพ่อบอกว่าไม่ใช่พระอรหันต์ พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ สุปฏิปันโนนี่ ฉันไม่ได้รับรองว่าเป็นพระอรหันต์นี่ คนก็โอ้โห..มาทำบุญกัน หลวงพ่อก็จะเอาพระมานั่งเป็นแถว องค์นั้นนั่งตรงนั้นนั่งตรงนี้ และก็ให้คนมาทำบุญเข้าแถว ไม่มีใครเขาทำกันหรอก มีวัดท่าซุงนี่แหละ ลิเกละครไม่มี ก็มาทำบุญกัน ไอ้คนมันเกิดศรัทธาอยู่แล้วนี่ ศรัทธานี่โอ้โฮ ห้ามไม่อยู่เชียวนะ

    ทีนี้ก็เกิดทำอาหารถวายพระสุปฏิปันโนน่ะ ใครกินอาหารหลังพระสุปฏิปันโนแล้วนี่เป็นทิพย์ เป็นยา สมองดี ปัญญาเลิศ ประเสริฐกว่าคนไม่ได้กินทั้งปวงอะไรอย่างนี้ คนมีศรัทธาแล้ว กินของหลังพระอรหันต์ท่านต้องเสกแล้วใช่ไหม เข้าใจกันว่าอย่างนั้น มงคล 39 ใครไกล้ชิดก็หากินของดีๆหน่อย ไอ้พวกหางแถวก็กินของที่ว่าเหลือจากคนกิน

    ทีนี้วันดีคืนดีก็มีหลวงปู่บุดดา หลวงปู่คำแสนเล็ก หลวงปู่คำแสนใหญ่ หลวงปู่สิม หลวงปู่ชุ่ม ลูกศิษย์ก็เยอะใช่ไหม วัดน้ำบ่อหลวงเป็นสำรับอย่างนี้นี่ ทีนี้เวลาหลวงปู่ท่านฉันแล้วนี่ ก็แบ่งกันกิน ไอ้คนอยู่ใกล้ชิดกินมาก ก็กินไป ที่เหลือก็กินน้อย

    ทีนี้ก็ของหลวงปู่บุดดา เอ้าของหลวงปู่บุดดาเหรอ เอ้าคนนี้ก็กิน กินแล้วก็หน้าเจื่อนๆ แบ่งคนอื่นมั่ง ไปถึงไอ้คนปากเปราะเข้า เอ้ากินๆ โอ้โห กูไม่เห็นมีรสมีชาติอะไรเลยวะนี่ ไอ้ลูกศิษย์ที่ถือมาก็บอก ไหนล่ะ ยี๊..ไอ้นี่จะมีรสชาติอะไรเล่า ก็ถ้วยล้างฟันปลอมหลวงปู่นี่ (หัวเราะ) เอาแล้ว ไอ้คนที่ปลงไม่ได้ก็กูนึกแล้ว กูเห็นพริกลอยอยู่ (หัวเราะ) ทีนี้ก็ อ้วก..พุ่งเหมือนแหลน พิษอรหันต์ออกแล้วนี่ กูไม่เห็นมีรสชาติอะไรเลยวะนี่ ถ้าไอ้คนนั้นไม่พูดคงจะกินกันอีกหลายเจ้า ไอ้พวกกินมาแล้วมันไม่พูด ก็มีคุณน้อยกานดานี่ แกปากโป้งอยู่แล้ว แกก็พุ่งแหลนแล้ว (หัวเราะ)

    "ตอนนั้นมีพิธีพุทธาภิเษกด้วยไม่ใช่หรือครับ"

    มีพุทธาภิเษก พระเปลี่ยนกันเข้าหรือไงนี่ ใครมาทีหลังก็เข้าทีหลัง

    "แล้วหลวงพี่ได้เข้าไปในโบสถ์บ้างหรือเปล่าครับ ตอนท่านทำพิธีพุทธาภิเษกน่ะ"

    เข้าบ้างไม่ได้เข้าบ้าง

    "ของที่ปลุกเสกวันนั้นมีอะไรบ้าง พอจะจำได้ไหมครับ วัตถุมงคลน่ะ"

    เดี๊ยวนี้ก็มีพระหลายองค์ที่เป็นเหรียญน่ะ (เหรียญพระสุปฏิปันโน)

    (ด็อกเตอร์ปริญญาพูดเสิรมว่า)

    "แล้วก็ตอนกำลังทำพิธีพุทธาภิเษกน่ะ หลวงปู่ชุ่มลุกขึ้นเปลี่ยนสบงจีวรหมดเลย"

    นี่ไม่ได้เข้าหรอก พระเล็กพระน้อยน่ะ ไม่ค่อยได้เข้า เข้าว๊อบๆ แวมๆ ไม่ได้ละ หลวงพ่อท่านสั่งเด็ดขาดนะ สั่งคำเดียวนี่ไม่มีใครแล้ว ไม่ว่าคนหรือตำรวจทหาร มันมีกระตุกสร้อยเหมือนกัน จับได้ ขอทงขอทานจับหมด เพราะมันคอยลักรองเท้าเขา

    "มีคนไปถามหลวงพ่อว่าทำไมหลวงปู่ชุ่มต้องลุกขึ้นเปลี่ยนเครื่องทรง หลวงพ่อบอกว่า ไม่มีใครทนอยู่ได้หรอก เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จน่ะ ต้องเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อย คือชุดเก่าแล้ว เปลี่ยนใหม่เลย"

    "เป็นอันว่างานปลุกเสกคราวนั้นพระพุทธเจ้าเสด็จมา"

    เราเข้าไปเห็นท่านเสด็จอยู่นานแล้ว

    "ได้ทิพจักขุญาณหรือเปล่านี่ เห็นตาเนื้อเลยหรือครับ"

    โอ้โฮ เห็นตาเนื้อเลย ท่านเสด็จอยู่นานก่อนเราจะเข้าไปอีก ปลุกเสกในโบสถ์(หมายถึงพระประธานในโบสถ์)

    คือหลวงพ่อท่านนิมนต์พระสุปฏิปันโนมา เงินที่เขาทำบุญถวายท่านหมด ไม่ได้เก็บไว้ที่วัดนะ ถวายท่านกลับไปหมด ท่านให้เอากลับไป ไปสร้างวัดที่ท่านอยู่ ท่านก็เอามาคืน แต่ว่าหลวงพ่อท่านถวายกลับไปหมดแล้วเงินที่ท่านมีก็ถวายท่านไปอีก เรียกว่าเอาบุญกันทั้งนั้นเลย

    ทีนี้มันไม่เหมือนชาวบ้านเขาอยู่อย่างหนึ่ง ทำบุญกลางวัน กลางคืนก็พักผ่อนกัน นั่งคุยสนทนาธรรมกันอะไรอย่างนี้ ไม่อึกทึกครึกโครม หลวงพ่อท่านส่วนมากจะเน้นความปลอดภัย ความปลอดภัยมาก กลางคืนไม่ทำงาน คนก็ไม่จุ้นจ้านใช่ไหม เหมือนกับคนภายในเราอยู่กัน กลางวันก็มาทำบุญกัน

    "เอ้าทีนี้ตอนในหลวงกับสมเด็จเสด็จนี่ ตอนเสด็จนี่มีใครตามเสด็จครับ นอกจากสมเด็จ 2 พระองค์แล้วมีใครครับ"

    ก็มีฟ้าหญิงจุฬาภรณ์กับพระเทพฯ นี่ 2 องค์ ไอ้ฉันก็เป็นพระตื่นด้วย อยู่ที่นวราชตื่น พระก็อยู่เป็นกระจุกที่นี่น่ะ ไม่ได้ปล่อยพระเพ่นพ่านไปไหนเลย มีหลวงพ่อรับแขกอยู่ในโบสถ์ พอรับแขกได้นานหน่อยก็ ทางจังหวัดหาว่าหลวงพ่อล๊อคตัวในหลวงไว้ หลวงพ่อเก่งนะ ล็อคตัวในหลวงไม่ให้ไปไหน

    "แล้วเรื่องจริงๆ เป็นยังไง ล๊อคหรือเปล่า หรือยังไง"

    หลวงพ่อก็คุยกับในหลวง ในหลวงก็ทรงปรารถว่าห่วงบ้านเมือง เรียกว่าคอมมิวนิสต์ยังเยอะอยู่น่ะ ท่านก็บอกว่าบ้านเมืองไม่มีอะไร ไม่เป็นขี้ข้าของรัสเซียหรอก ของจีนแดงอะไร ท่านรับรอง แต่ต่อไปน้ำมันจะปรากกฏขึ้น แต่ปรากฏขึ้นทีละน้อย เพราะคนยังโกงกันอยู่

    "ตอนในหลวงกับสมเด็จเสด็จมานี่ก็แวะที่โบสถ์วัดเก่าก่อน แล้วเสร็จแล้วถึงจะเดินมาที่โบสถ์ใหม่ ตอนเดินมานี่ก็มีเจ้าอาวาสเก่าเดินนำหน้า แล้วก็ตอนนั้นกลดไม่กาง หุบกลดมา เข้าวัดไม่กางกลด หุบกลดมาเลย ที่ว่าฝนโบกขรพรรษตกนี่ช่วงนี้แหละ"

    ตกจริงๆ เราก็เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ เม็ดโป้งๆเลยนะ

    "เข้ามาแล้วก็เข้าโบสถ์ก่อน คุยกับหลวงพ่อ เสร็จแล้วถึงออกไปเททอง เททองเสร็จก็ไปทักทายญาติโยม แล้วก็ราษฏร แล้วเสด็จกลับ"

    คล้ายๆ กับมันเริ่มที่วัดเราหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ ที่ทำบุญกลางถนนกันนี่ พวกเรามันพวกนักบุญอยู่แล้ว นี่ก็ทำบุญกลางถนน ในหลวงก็รับ รับกันเรื่อยเปื่อยตอนนี้เอง ในหลวงรับกับมือเอง มันเพิ่งเริ่มที่นี่ ฉันไม่เคยเห็นที่ไหนนะ

    "แต่หลวงพ่อเคยบอกว่าเริ่มต้นจากวัดท่าซุง ในหลวงเริ่มรับแบงค์จากมือประชาชน เริ่มครั้งแรกที่วัดท่าซุง เคยพูดที่ซอยสายลมไว้"

    แต่ก่อนไม่เคยเห็นน่ะ เดินไปก็รับไปเรื่อยๆ


    (จากคำบอกเล่า ธัมมวิโมกข์ ตุลาคม 2538)

    21.jpg 22.jpg
     
  4. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,154
    กระทู้เรื่องเด่น:
    25
    ค่าพลัง:
    +219,935
    1477093192168.jpg

    สร้างวัดต่อ (1)

    เมื่อผ่านพ.ศ. 2520 มาแล้ว หลวงพ่อก็ดำริกับอาตมาว่า “นันต์ ต่อไปนี้เราก็ควรจะหยุดสร้างกันแล้ว เบากัน ที่เหนื่อยพักผ่อนไว้ไปเยี่ยมเขาวัดโน่นวัดนี่ที่เขาเคารพนับถือดีกว่า ไม่เหนื่อย การก่อสร้างของเราจึงทุเลาลง ท่านจึงให้อาตมาเอากระเบื้องที่โรงงานสระบุรีถวายมาจำนวนมาก ให้เอาไปถวายวัดสุขุมารามที่ อ. บางมูลนาก จ.พิจิตร จำนวน 1 คันรถหกล้อ เพราะว่าวัดเราหมดความจำเป็นที่จะสร้างแล้ว

    เมื่ออาตมาเอาสิ่งก่อสร้างบางส่วนไปถวายวัดอื่นเสร็จไม่กี่เดือน หลวงพ่อก็มีดำริว่า พระพุทธเจ้าท่านให้ลงมือสร้างต่อไป โดยขยายที่ไปทางข้างโรงพยาบาล ซื้อที่ข้างนั้น 30 กว่าไร่และซื้อที่รอบศาลา 3 ไร่ปัจจุบัน ศาลา 2 ไร่ ซื้อที่ครบไปเลย ตอนนี้เองเมื่อลงมือก่อสร้างรุ่นหลังนี้ท่านสร้างคราวเดียวพร้อมกันใช้ช่าง หรือคนงานประมาณ 300 คน เห็นจะได้ เพราะขึ้นทีเดียวพร้อมๆกัน ท่านเล่า "สมเด็จ" คือ พระพุทธเจ้า ให้ท่านสร้างให้ลุยงานไปเลย

    ท่านบอกเรื่องเงินท่านจะหาให้ หลวงพ่อท่านก็สั่งเกรดที่ปรับที่ คือ ตัดต้นไม้ที่ไม่มีความจำเป็นออก ใช้รถแทรกเตอร์ไถลุยสิ่งที่ไม่จำเป็นออก เหลือไว้แต่ต้นไม้ใหญ่ๆ ตรงที่ศาลา 3 ไร่ปัจจุบันก็ดี ตึกอำนวยการและพระจุฬามณีก็ดี ตึกกลางน้ำก็ดี แถวนั้นเป็นที่ลุ่มบ้าง ท่านก็สั่งแทรกเตอร์ขุดลานดินขึ้นไปถมเป็นเนิน ทำเป็นสระแล้วปลูกอาคารในสระที่ท่านเรียกว่า ตึกกลางน้ำก็ดี ตึกธัมมวิโมกข์ก็ดี ตึกอำนวยการก็ดี พระจุฬามณีก็ดี ศาลาพระนอนก็ดี ขึ้นพร้อมกันเลย ใช้คนงานมากหลายช่าง ท่านลุยงานใหญ่ทำพร้อมกันเลยทีเดียว เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก

    เมื่อทำงานอย่างนั้นแล้วคนเข้ามารายงานก็มาก คนเริ่มสนใจพระกรรมฐานเพิ่มขึ้น คนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพิ่มขึ้น จนการทำงานกฐินแต่ละคราว ที่พระพินิจอักษรปัจจุบันนั้นเต็มไม่พอต้อนรับญาติโยม ท่านเลยดำริสร้างศาลา 2 ไร่ขึ้นอีก 1 หลัง คือใช้เนื้อที่ 2 ไร่เพิ่มขึ้น เมื่อการก่อสร้างเพิ่มขึ้น คนปฏิบัติธรรมเพิ่มขึ้น ก็จำเป็นต้องก่อสร้างสาธารณประโยชน์ ห้องพัก เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหลวงพ่อสร้างเพิ่มขึ้นอย่างนั้น ก็เริ่มสร้างพระขึ้นมา เรียกว่าพระชำระหนี้สงฆ์ คือสร้างไว้ตามกำแพงที่วัด เริ่มแรกข้างศาลา 3 ไร่ก่อน

    เรื่องพระชำระหนี้สงฆ์นั้น เป็นพระที่สร้างชำระหนี้สงฆ์ในอดีตทั้งหมดของตัวเอง คือคนเราเกิดมานั้น ไม่ทราบว่าจะมีกรรมอะไรมาเบียดบังทำให้เกิดความขัดข้องหมองใจ ความขัดข้องในการทำธุรกิจ ความขัดข้องใจอยู่ไม่เป็นสุขก็ดี อาจเนื่องมาจากเคยหยิบเอาของสงฆ์มาใช้ในอดีต องค์สมเด็จพระบรมครูจึงแนะนำหลวงพ่อให้สอนวิธีชำระหนี้สงฆ์ให้แก่ลูกศิษย์

    สมัยก่อนหลวงพ่อจะปรารภอยู่เสมอว่า การฝึกกรรมฐานก็ดี การปฏิบัติธรรมก็ดีมีอยู่ด้วยกัน 4 แบบคือ

    - สุกขวิปัสสโก
    - เตวิชโช
    - ฉฬภิญโญ
    - ปฏิสัมภิทัปปัตโต

    คือสุกขวิปัสสโกเป็นการปฏิบัติธรรมแบบเรียบๆ มีมรรคมีผล แต่ไม่มีความรู้พิเศษ ส่วนเตวิชโชหรือวิชชา 3 นั้น ปฏิบัติธรรมมีมรรคมีผลเหมือนกัน แต่จะมีความรู้พิเศษ มีทิพจักขุญาณคือ มีความรู้เป็นทิพย์สามารถจะรู้ว่า คนเกิดมาจากไหนมาเป็นต้น คือมีญาณ 8 ประการ ส่วนฉฬภิญโญนั้น เป็นผู้ที่มีฤทธิ์มาก สามารถจะแสดงฤทธิ์ได้ 5 อย่าง ถ้า 6 อย่างก็จะได้อภิญญา 6 คือหมดกิเลสไปด้วย

    แต่อีกอย่างหนึ่งเขาเรียกว่า ปฏิสัมภิทัปปัตโต คือ ปฏิสัมภิทาญาณ คือ จะมีความรู้พิเศษกว่าองค์อื่นๆ สามารถจะรู้ภาษาสัตว์ ภาษานกภาษากา ภาษาสัตว์ต่างๆทุกชนิด มีความเฉลียวฉลาดในการสอนธรรม หรือปฏิบัติธรรมกว่าองค์อื่น แต่ขณะนี้ที่พูดอยู่นี้ที่เขียนหนังสืออยู่นี้ วัดท่าซุงหรือวัดจันทรารามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานท่านสอนไว้ ก็คือสอนกรรมฐานทั้งหมด 40 กอง พร้อมด้วยมหาสติปัฏฐานสูตร

    แต่ก็มีพิเศษอย่างหนึ่งคือการฝึกมโนมยิทธิ คือ มีฤทธิ์ทางใจ บางคนก็มาพูดว่าสอนนอกลู่นอกทาง จะไม่ขอวิจารณ์คนอื่น แต่จะขอพูดให้ญาติโยมเข้าใจว่า มโนมยิทธินั้นพระพุทธเจ้าสอนมาก่อน ขอให้ท่านผู้เป็นมิจฉาทิฎฐิไปอ่านในพระไตรปิฎก เรื่องอภิญญา ไม่ใช้เพ้อฝันหรือแต่งขึ้นมาเอง เป็นการถอดอทิสสมานกายออกไปเที่ยวท่องตามภพต่างๆได้ตามที่พระพุทธเจ้าสอน ขออย่าให้ท่านได้โง่เหมือนอาตมาว่า ตาบอดคลำช้าง คือ รู้ไม่ทั่ว ไม่ใช่ที่พูดนี่จะรู้ทั่ว ถึงฟังมาทั่วครูบาอาจารย์สอนมาทั่วแต่ปฏิบัติไม่ทั่ว

    ฉะนั้นขณะนี้ก็จึงสอนมโนมยิทธิเป็นบางเวลา ส่วนมากก็จะสอนกรรมฐาน 40 ไม่ใช่อาตมาสอน คือ หลวงพ่อราชพรหมยานท่านสอนให้ไว้ครบ ทั้งเป็นวีดีโอเทปก็ดี ทั้งเป็นคาสเซทก็ดี ท่านสอนไว้ครบถ้วนทุกอย่าง ถ้าอาตมาจะสอนเองก็จะพาญาติโยมที่มีศรัทธาแล้วเข้ารกเข้าทางเข้าป่าจะหาทางไปพระนิพพานไม่เจอ เพราะผู้สอนอย่างอาตมานั้นก็ยังเป็นผู้คลำทางอยู่ไม่เหมือนครูบาอาจารย์ท่าน เป็นผู้ที่พบพระนิพพานแล้วจะง่ายในการแนะนำ ขอท่านทั้งหลายจงนำไปประพฤติปฏิบัติเองก็แล้วกัน

    เมื่อท่านสร้างศาลา 2 ไร่เสร็จ ก็มาสร้างศาลา 3 ไร่ เมื่อสร้างศาลา 3 ไร่เสร็จ ก็มาจบที่ป่าไผ่ เป็นโรงอาหารแถวนั้น ให้สร้างกุฏิรอบนอกเสร็จ ก็ซื้อที่หลังวัดไปอีกเป็น 100 ไร่ เรียกว่าป่า 100 ไร่ ท่านก็สั่งให้สร้างหอไตร มีพระยืน 30 ศอก เมื่อช่างสร้างผนังแล้ว ก็ให้สร้างอาคารใช้พื้นที่ 25 ไร่ 3 แถวขึ้น และสั่งทำกำแพงล้อมรอบวัด การทำกำแพง (มันอาจจะเล่าไม่ติด ไม่ต่อกัน ขอท่านทั้งหลายก็อย่าเวียนหัวไปด้วยก็แล้วกัน นึกอย่างไรได้ก็เล่ากัน)

    การสร้างกำแพงวัดมีประวัติว่ารอบวัดด้านนอกนี่ยาวประมาณร่วม 2 กิโลเมตรละมัง ประมาณนั้นเพราะที่คดๆเคี้ยวๆ ที่ซื้อหลายเจ้าของไม่ติดไม่ต่อกัน แต่เมื่อติดต่อกันแล้วก็เป็นที่คดๆเคี้ยวๆ ก็สร้างกำแพงรอบนอก หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่าที่สร้างกำแพงรอบนอกเป็นเขตวัดนั้น ท่านว่าภายภาคหน้าจะมีปัญหา พระท่านมาสั่งให้สร้างเมื่อสร้างเสร็จ ก็สร้างรอบนอกชั้นเดียวไปก่อน ก็ให้สร้างเลาะพื้นที่ไปเลยเทลาดยาวรอบนอก รอบที่รอบรั้วกำแพงวัด

    ท่านเล่าให้ฟังภายหลังว่าเมื่อสร้างเสร็จก็จะมีเทวดาที่ปกปักรักษาสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิจะขนสมบัติเข้ามาในพื้นที่วัดทั้งหมด เพื่อจะให้ฝากไว้ในเขตของสงฆ์จะได้ดูแลง่าย ไม่ต้องดูแลว่าใครจะมาเอาสมบัติพระเจ้าจักรพรรดิไปใช้ ท่านจะช่วยเงินด้วย เมื่อท่านทำกำแพงรอบนอกเสร็จชั้นเดียว คือสูงประมาณ 2-3 เมตรเสร็จแถวเดียวก่อน หลวงพ่อบอกว่าพระมาบอกให้เสร็จสองชั้น ให้ทำทางเดินรอบ หลวงพ่อท่านก็บอกว่า เหนื่อยไม่อยากทำ ท่านก็ทำชั้นเดียวไปก่อน

    เมื่อทำช่วงนั้นเสร็จท่านก็มาเทพื้นคอนกรีตทั้งหมดในวัดที่มีส่วนอยู่สร้างศาลา 12 ไร่ขึ้นมา สร้างศาลา 4 ไร่ติดกับ 2 ไร่เพิ่มขึ้นมา สร้างอาคารรอบ สร้างรั้วสร้างรอบหมด ท่านพุทธบริษั หรือญาติโยมที่อยู่ภายหลังอาจจะอยู่หลังหลายสิบปี หรืออาจจะล้มตายสูญหายไปหมด แต่จะมีหนังสือที่เป็นประวัติวัดอยู่ ขอให้ทราบว่าหลวงพ่อสร้างศาลา 2 ไร่ก็ดี คนก็เต็มแน่น เมื่อเวลามีงานกฐินก็ดี เป่ายันต์เกราะเพชรก็ดี คนจะแน่นมากจนจัดขึ้น 2 รอบ 3 รอบ เมื่อ 2 รอบ 3 รอบก็แน่นแล้ว สร้างศาลา 4 ไร่ขึ้น คนก็เต็มอยู่ดีก็ยังแน่น แน่นชนิดกราบไม่ได้ 2 รอบ 3 รอบเหมือนกัน

    เมื่อคนเต็มอย่างนี้แล้วก็ไปสร้างศาลา 12 ไร่ คือมีพื้นที่คลุม 12 ไร่ก็จัดงานพิธีกรรมทีหนึ่ง เช่นงานเป่ายันต์เกราะเพชรครั้งหนึ่ง หรือกฐินครั้งหนึ่ง คนก็จะมากันเต็ม เต็มศาลา เป่ายันต์เกราะเพชรครั้งหนึ่ง 2 รอบ ก็เต็มศาลา 12 ไร่ ทั้ง 2 รอบ ถ้าท่านอยู่เบื้องหลังนานเข้าหลายปีก็จะสงสัยว่าทำไม สร้างทำไมศาลาใหญ่โต ก็จงตอบเขาไปได้เลยว่า ครั้งที่หลวงพ่อพระราชพรหมยานเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าซุงอยู่นั้น พอมีงานคราวหนึ่ง เป็นกฐินก็ดี เป่ายันต์เกราะเพชรก็ดีคนจะเต็มหาช่วงกราบไม่ได้

    เมื่อหลวงพ่อท่านสร้าง สร้างส่วนศาลา 25 ไร่ยังไม่เสร็จ ท่านก็สร้างโรงเรียนฝั่งตรงข้ามพระจุฬามณี มีหอพักรับนักเรียนมาอยู่ประจำมีการให้ทุนการศึกษา เมื่อจบมัธยม 6 แล้วถ้าเด็กสอบติดมหาวิทยาลัยของรัฐ ก็จะให้ทุนเด็กนั้นคนละ 7 หมื่น 2 พันบาท จนจบปริญญาตรี 4 ปี แต่ทยอยให้เดือนละ 1,500 ตลอดไป แต่เด็กนั้นจะต้องประพฤติดีปฏิบัติชอบตั้งใจเล่าเรียน

    ท่านสาธุชนคงพอทราบเมื่อสร้างโรงเรียนยังไม่ทันเสร็จก็ซื้อที่หลังโรงพยาบาลประมาณ 27 ไร่ สร้างพระมหาวิหาร 100 เมตรขึ้นปัจจุบันนี้ โดยสร้างใช้เวลา 2 ปีเสร็จ มีกำแพงล้อมรอบ มีพระพุทธรูป มีวิหาร มีมณฑปแก้วหน้าพระวิหาร 2 หลัง เทพื้นคอนกรีต ทั้งหมดหน้าพระวิหารใช้เวลา 2 ปี โดยช่าง 3-4 ช่างรวมกัน ใช้คนงานประมาณ 100 คน เมื่อสร้างมหาวิหาร 100 เมตรเสร็จ ก็มีดำริจะสร้างมณฑปวิหารสมเด็จองค์ปฐม มีการหล่อรูปสมเด็จองค์ปฐม

    หลวงพ่อนั้นท่านสับเปลี่ยนย้ายกุฏิมาเรื่อยๆ สมัยก่อนๆนั้นท่านอยู่ท่านจำวัดอยู่ที่ตึกริมน้ำ ภาษาชาวบ้านว่า "ตึกริมน้ำ" อยู่ที่วัดเก่าคือ ตรงข้ามกับพระอุโบสถ ฉันอาหารที่นั้นแล้วก็จำวัดที่นั่น ทำงานที่นั่นทั้งหมด เมื่อท่านสร้างตึกกลางน้ำขึ้น จึงเปลี่ยนที่จำวัดคือ ย้ายมาที่ตึกกลางน้ำตอนเย็นๆ ก็จะมาจำวัดที่ตึกกลางน้ำ ฉันเช้าที่ตึกกลางน้ำเสร็จก็จะไปทำงานที่ตึกอินทราพงศ์อยู่ริมน้ำ

    เมื่อตอน 5 โมงเช้าก็จะฉันภัตตาหารที่ตึกริมน้ำ คืออินทราพงศ์ นั้นแล้วก็จะทำงาน เสร็จจากนั้นก็จะรับแขกที่ตึกรับแขก สมัยก่อนหลวงพ่อรับแขกทีแรกๆเลยรับแขกที่ใต้ถุนหอกรรมฐานเก่า และต่อมาก็มารับแขกที่ตึกนวราช เมื่อรับแขกที่ตึกนวราชได้ 2-3 ปี ก็มารับแขกที่ตึกกองทุน เมื่อตึกกองทุนไม่สะดวกก็ย้ายไปรับแขกที่ตึกนวราชใหม่ที่ข้างโบสถ์เก่าและพระวิหารเก่าฝั่งแม่น้ำ

    คราวหนึ่งเมื่อสร้างมหาวิหาร 100 เมตรเสร็จ พ.ศ. 2532 ก็เป็นสิ่งที่จะต้องจำกันว่าในวัดทั้งหมดนั้น หลวงพ่อท่านเป็นผู้ชี้แนะให้สร้างทำทั้งหมด พวกเราเป็นผู้ช่วยสนับสนุนท่าน สนับสนุนหมายความว่าเป็นผู้ดูแลช่างบ้าง เป็นผู้เช็คงานที่ท่านสั่งทำบ้าง เป็นผู้ช่วยงานที่เราทำได้บ้าง แต่คำสั่งนั้นหลวงพ่อเป็นผู้สั่งแต่เพียงผู้เดียว เมื่อท่านสร้างมหาวิหาร 100 เมตรเสร็จ ก็มีส่วนหนึ่งที่หล่อรูปหลวงพ่อยืนไว้ในวิหาร 100 เมตรนั้น ที่ข้างรูปหล่อ หล่อยืนนั้นนะเป็นทองเหลือง หล่อสมัยท่านยังมีชีวิตอยู่เป็นภาพที่เหมือนมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ หลวงพ่อท่านรูปร่างอย่างนั้น

    ปรกติแล้วในวิหาร 100 เมตร เป็นที่เจริญพระกรรมฐานของญาติโยม สมัยท่านหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่จะนั่งกรรมฐานกลางวันเหมือนปัจจุบัน ตอนเย็นก็เหมือนกัน นั่งเป็นปรกติเหมือนปัจจุบันคือตอนเที่ยงนั่งครั้งหนึ่งเลิกบ่าย 2 โมง ตอนเย็นก็นั่งสวดมนต์ ทำวัตร 5 โมงเลิกประมาณ 1 ทุ่ม บางคราวหลวงพ่อก็มาร่วมเจริญพระกรรมฐานด้วย แต่ส่วนมากท่านป่วย ป่วยมาก

    ตอนหลังนั้นเมื่อทำพิธีพุทธาภิเษกก็มาทำในมหาวิหาร 100 เมตร มีญาติโยมมาร่วมเข้าพิธีกันแน่นไปหมด แน่นจัดโดยอากาศก็ระบายไม่ค่อยออกเพราะคนแน่น ไอตัวคนก็ขึ้นสูง มานั่งแต่ละคราวก็มีคนจำนวนมาก การทำพุทธาภิเษกนี้ก็มีหลายวาระ คือพระก็ดี สมเด็จองค์ปฐมก็ดี ตอนหลังๆนั้นทำที่นี่ทั้งหมด

    เมื่อทำพิธีกรรมอะไรที่นี่ทั้งหมดแล้ว มีอยู่คราวหนึ่งท่านออกตรวจงานก็มาดูในพระวิหาร อาตมาก็ถาม หลวงพ่อครับตรงหลวงพ่อข้างหลวงพ่อยืนนี้ หลวงพ่ออนุญาตให้เป็นที่เก็บศพหลวงพ่อใช่ไหมครับ ท่านบอกว่า เออ เราก็เสนอหน้าไปถามแบบไหนครับ หลวงพ่อก็หยุด ท่านหันมามอง นี่ ข้าบอกเอ็งซะเลยนะ ข้าไม่สร้างที่เพื่อบูชาตัวข้าเองหรอกนะ ใครจะสร้างก็สร้างไปเถอะ ข้าไม่สร้างเพื่อบูชาตัวข้าเอง นี่เป็นการที่ครูบาอาจารย์บอกกับอาตมาเอง

    เมื่อหลวงพ่อพูดอย่างนี้ เราก็นึกว่า เออ ลูกศิษย์ชั้นเลวนี่มันคือเราเอง ไม่เคยเฉลียวใจว่าจะสร้างให้หลวงพ่อนี่ไม่เคย จะสร้างให้ท่าน จะสร้างบูชาท่านไม่มีเลย จิตเรานี่เลวจริงๆเมื่อคิดได้ดังนี้ก็ไปปรึกษาผู้ใหญ่ มีท่าน ดร. ปริญญา นุตาลัย มีท่านผู้ใหญ่หลายท่าน ทุกท่านที่ไม่ได้เอ่ยนามในที่นี้ก็คงทราบเพราะเป็นศิษย์มีความอาวุโสมากหลาย ถ้าจะกล่าวในที่นี้มันก็เยอะ แต่ไม่ใช่เฉพาะศิษย์ผู้อาวุโสเท่านั้น..

    หลวงพ่อพระราชภาวนาโกศล(อนันต์ พทฺธญาโณ)

    (จากหนังสือประวัติหลวงพ่อพระราชพรหมยาน หน้า 60-64)


    IMG_20180310_091120.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 กรกฎาคม 2019
  5. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,154
    กระทู้เรื่องเด่น:
    25
    ค่าพลัง:
    +219,935
    0001 (3).jpg

    สร้างวัดต่อ (2)

    ลูกศิษย์ทุกคนเนี่ยพร้อมใจกันสร้างถวายก็มีคนให้เงินมา คนละเป็นแสนก็มีหลายคน แต่เมื่อหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่จะไปสร้างก็เหมือนไม่งาม เหมือนการแช่งให้ครูบาอาจารย์ให้ตาย ก็คิดกันหยาบๆก็ไปให้ดร.ปริญญาไปออกแบบ เมื่อออกแบบที่เก็บพระศพท่านออกมา แล้วก็นำมาถวายให้หลวงพ่อท่านเลือก

    ท่านบอกว่าอย่าให้คนตายเลือกเลย ชอบแบบไหนก็เอาแบบนั้นก็แล้วกัน ดร.ปริญญาก็บอกว่า งั้นผมเอาแบบนี้ ท่านก็ว่า ดี เอา พระพุทธเจ้าไว้ข้างบน พระโมคคัลลาน์และพระสารีบุตรอยู่ 2 ข้าง เมื่อคนมากราบจะได้กราบพระรัตนตรัยด้วย จะถึงพระพุทธเจ้า จะถึงพระธรรมพระสงฆ์ จะได้ได้บุญมาก

    ท่านบอกว่า ศพของท่านนั้น จะมีพระที่มีความสำคัญมาช่วยดูแล เมื่อใครมากราบแล้วก็จะเป็นมงคล เหมือนท่านยังมีชีวิตอยู่

    หลวงพ่อพระราชพรหมยาน ท่านสร้างระเบียบสร้างคำสอนการปฏิบัติพระกรรมฐานเอาไว้ครบถ้วนทุกอย่าง ท่านหวังว่าจะให้โยมทุกท่านที่สนใจในธรรมมีความเข้าใจในพุทธศาสนาอย่างแท้ จริง ท่านจึงสร้างคำสอนของท่านไว้ครบถ้วนทุกอย่าง ต่อไปนี้ก็จะขอสรุปเรื่องลัดๆ ตามอารมณ์อยากจะพูดอยากจะเขียนตามใจนึก

    มีอยู่คราวหนึ่งหลังจากหลวงพ่อของเราได้มรณภาพลงแล้ว ปีพ.ศ. 2536 เดือนมีนาคมได้จัดงานประจำปีที่ศาลา 2 ไร่ ได้นิมนต์พระผู้ใหญ่ที่หลวงพ่อเคารพนับถืออยู่มาหลายองค์ มีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา มีสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ มีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดเบญจมบพิตร

    คราวนั้นหลวงพ่อท่านมรณภาพลงใหม่ๆ เราจัดงานกันเฉพาะลูกศิษย์เด็กๆ ทั้งนั้น เมื่อจัดงานก็ต้องเอาของไทยทานไปถวายพระผู้ใหญ่ อาตมาเองในฐานะตัวแทนสงฆ์ของวัดท่าซุง ก็เอาตำราที่ ดร.ปริญญา รวบรวมคำสอนของหลวงพ่อมาทำเป็นหนังสือเล่ม ทำรวมทำเล่ม เอาคำสอนของท่านทุกอย่างเอามารวมเป็นเล่มใหญ่ เอาไว้เป็นตำราทางวัดหรือของญาติโยม มาจัดรวมกับไทยทาน

    นำไปถวายท่านเจ้าประคุณสมเด็จวัดสามพระยา เจ้าประคุณสมเด็จองค์นี้ ท่านเป็นผู้มีความรอบรู้พระธรรมวินัยทุกอย่าง เป็นผู้ที่รู้จริง ท่านก็บอกกับอาตมาว่า นี่คุณ หนังสือที่ท่านเจ้าคุณเขียนนี่ ที่ท่านเจ้าคุณพูด คุณถือว่าเป็นตำราในพุทธศาสนาได้นะ ถือว่าเป็นตำราได้เลย เราก็ตอบว่าครับ สิ่งเหล่านี้นี่ พระผู้ใหญ่ท่านเป็นกองตำราอยู่แล้ว

    เมื่อท่านอ่านท่านเป็นนักปฏิบัติ ท่านเป็นนักปริยัติ ท่านรับรองอย่างนี้ ก็ตรงกับที่หลวงพ่อพูดไว้ว่าเป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้าให้นำมาสอน พูดอย่างนี้จะหาว่า หลวงพ่อเราอวดอุตริวิเศษกว่าคนอื่นทั้งหมด ถ้าพูดอย่างนี้ เข้าใจอย่างนี้ จะผิดสักหน่อย เพราะพระที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านก็พูดเหมือนกันอย่างนี้หลายองค์

    ฉะนั้นท่านทั้งหลายที่เอาหนังสือคำสอนของหลวงพ่อที่ทางวัดพิมพ์แจก ก็ขอให้มั่นใจได้ว่าไม่ผิดแบบไม่ผิดแผน สามารถจะนำไปปฏิบัติได้ ถ้าปฏิบัติได้ก็จะมีมรรคผล ตามที่กล่าวไปแล้ว

    อาตมาอยู่วัดตั้งแต่ พ.ศ.2516 อยู่ร่วมกับท่านสมัยพ.ศ. 2516-2517 ก็มีพระไม่มาก มีพระประมาณ 10 กว่าองค์ ออกพรรษแล้วก็เหลือประมาณ 5-6 องค์ ก็นั่งเจริญพระกรรมฐานกันทุกวันหลังจากจบภารกิจก่อสร้างตอนเย็นๆ เมื่ออยู่ร่วมกับครูบาอาจารย์คือหลวงพ่อ ท่านก็ลงสอนตอนทุ่มครึ่งหรือ 2 ทุ่มทุกวัน

    การสอนของท่านก็มีคนมีชาวบ้านแถวนี้ แถววัดท่าซุงนี่มานั่งกันประมาณ 5-6 คน เย็นๆก็เดินมาถือพวกหมากกระทายหมากมั่ง หรือถือของใช้ส่วนตัวมาฟังธรรม ตอนเย็นๆมานั่งกรรมฐาน เช้าก็เดินกลับ พวกเรามีกัน 5-6 องค์ก็นั่ง เช้าก็บิณฑบาต เสร็จตอนกลางวัน ตอน 5 โมงเข้าก็ฉันร่วมกันแล้วก็ออกทำงาน ตอนเย็นๆก็ทำวัตรสวดมนต์ นั่งรอหลวงพ่อนั่งมั่งนอนมั่ง จนกว่าหลวงพ่อจะลงมาตอน 2 ทุ่ม

    ท่านสอนที่ตึกเรียกว่า ตึกขาว พอกลางปี 2517 ก็ย้ายมาสอนที่ตึกเสริมศรี ท่านสอนอย่างนี้ทุกวัน

    เมื่อสอนที่ตึกเสริมศรีนั้น ท่านสอนเรื่องระเบียบวินัยและธรรมะข้อปฏิบัติ สอนกรรมฐาน 40 จนจบ 1 รอบ สอนต่อเนื่องกันไป เมื่อจบกรรมฐาน 40 ก็สอนมหาสติปัฏฐานสูตรอีก 1 รอบจบไป เมื่อสอนมหาสติปัฏฐานสูตรแล้วก็มาสอนจริต 6 คำสอนของท่านนี่ สอนจบกองของกรรมฐานทุกกอง สอนจบถ้าปฏิบัติได้ตามก็จะเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว แต่ผู้พูดผู้เขียนไม่เคยจบตามนั้น ยังมีกิเลสพอกเต็มเหมือนเดิม แต่ก็อยู่ด้วยความพอใจว่าวันหนึ่งกิเลสจะต้องเบาบางไปบ้าง

    ฉะนั้นท่านสาธุชนผู้อ่านก็ดี จงเข้าใจว่าหลวงพ่อนั้นเป็นผู้ที่มีระเบียบวินัยสำคัญองค์หนึ่ง ท่านสอนให้เรามีสติสัมปชัญญะทุกอย่าง และการรักษาของสงฆ์ก็ดี รักษาตัวก็ดี ท่านทำเป็นแบบอย่างทุกอย่าง

    มีอยู่คราวหนึ่งพระตอนเย็นนั้นจะฉันพวกน้ำปานะ ก็เอากระติกน้ำร้อนมาวางไว้ที่บันไดคิดว่า หลังกรรมฐานแล้วขากลับจะเอากระติกกลับกุฏิด้วย เมื่อท่านจะสอนพระกรรมฐานก็จะต้องเดินผ่านทางนั้น

    เมื่อท่านเห็นกระติกน้ำร้อน สมัยก่อนเป็นแก้วข้างในถ้าหล่นก็จะแตก เมื่อท่านขึ้นไปเทศน์ท่านก็จะบอกเทศน์เรื่องกระติกเลย เรื่องสติสัมปชัญญะว่าอะไรควรไม่ควร ของนั้นยังไม่เสียหายแต่อาจเสียหายเมื่อภายหน้า

    คือกระติกอาจไว้ที่เชิงบันได สุนัขเดินผ่านไปผ่านมาอาจจะกระทบกระทั่ง ทำให้ล้มได้ จะเกิดของเสียหาย ของญาติโยมถวายเป็นของส่วนตัวก็ดี ด้วยเงินที่เขาต้องแลกด้วยแรงกายมันสมอง เอาทรัพย์ส่วนนี้ไปซื้อวัตถุมาถวาย

    เพื่อให้พระได้ใช้ได้ฉันด้วยความสะดวกสบาย แต่พระนั้นขาดสติขาดสัมปชัญญะ ไม่รู้ค่าของของว่าเขาถวายด้วยความเคารพรัก ด้วยศรัทธาด้วยแรงกายและแรงใจ แต่เราไม่รู้จักว่าจะรักษาของนั้นให้นาน เรียกว่าขาดปัญญา ขาดความคิด ขาดสติสัมปชัญญะ ไม่ดูแลว่ามันจะเสียหาย

    ท่านบอกว่าถ้าขาดสติอย่างนี้ ก็คงไม่ใช่พระ ฆราวาสชั้นเลวเขายังไม่ทำกัน พอเทศน์จบพระที่อยู่ในอาคารตึกเสริมศรีก็นั่งกันเหงื่อแตก ทำให้พระได้เข็ด เข็ดขั้นอายญาติโยม เพราะญาติโยมก็อยู่ในตึกด้วย นั่งกรรมฐานร่วมกัน การสอนของท่านมีหลายแบบ หลายแบบมาก สอนให้เราระมัดระวังว่าจะเสียหายหรือเป็นอะไรอีก มาอยู่กับท่านนานๆเราทั้งรักและเกรงกลัวว่าครูบาอาจารย์นั้นจะตำหนิอีก ก็ระมัดระวังจิตระวังกาย เพราะครูบาอาจารย์นั้นรู้จริง เราจะไปทำผิดที่ไหนโดยไม่ต้องบอกใคร เมื่อท่านขึ้นเทศน์หรืออบรมกรรมฐานก็จะเอามาเทศน์มาสั่งสอน

    มีอยู่คราวหนึ่งพระผู้ซึ่งบวชใหม่ ห่วงโลก คือโลกเขาคุยกันยังไง พระก็คุยกันอย่างนั้น คุยกันสารพัด โดยที่ครูบาอาจารย์ไม่อยู่ก็ดี หรืออยู่ห่างไกลก็ดี พวกเราก็จะคุยกันสารพัดเรื่อง พอตอนเย็นก็มานั่งกรรมฐานกันปรกติ วันดีคืนดีท่านก็จะอบรมพิเศษสักครั้งหนึ่ง แต่นี่ก็บ่อยนะบ่อยครั้ง แต่ว่าเป็นพิเศษนั้น
    ท่านพูดให้ฟังว่าพระก็ดี ญาติโยมก็ดี พระถือว่าเป็นผู้ประเสริฐ ท่านก็อบรมไปเรื่อยๆประเสริฐก็อยู่ที่มีศีลดีบริสุทธิ์ มีใจสงบระงับจากนิวรณ์ มีปัญญาลดละกิเลส มีสังโยชน์ 3 เป็นต้นได้ ก็ถือว่าเป็นผู้ประเสริฐแล้ว

    แต่พระของเราหรือผู้ห่มผ้าเหลือง หัวโล้นห่มผ้าเหลืองยังทำตัวเหมือนฆราวาส คือชอบพูดสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ กับการปฏิบัติธรรม เรียกว่าเดรัจฉานคาถา อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นผู้ประเสริฐไม่ได้ แม้นจะห่มผ้าเหลืองก็ถือว่าไม่ใช่พระเป็นผู้ขวางแห่งธรรม พูดเป็นเชื้อโรคก็พูด พูดเหมือนสัตว์เดรัจฉาน จะเป็นพระได้ยังไง เห็นหัวก็รู้แล้ว ได้ยินชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นสัตว์นรก ตายแล้วก็ต้องไปตกนรก เมื่อครูบาอาจารย์พูดเฉียดหัวไป ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าเฉียดหัวใกล้ตัวเข้ามาทุกที นี่เราคุยกันอยู่ที่ไหน ในป่าในที่ทำงานครูบาอาจารย์ก็รู้


    กลางคืนเทศน์ท่านก็จะเอาที่เราพูดนั้นมาสอนเราว่าพูดอย่างนี้มันไม่ดี ฝึกจิตต้องภาวนาอย่างนั้นอย่างนี้ถึงจะดี เมื่อเทศน์ตำหนิบ่อยๆความเกรงกลัวก็เกิดกลัวครั้งหนึ่งแล้วก็ไม่ได้กลัวตลอดไป ครั้งใหม่ก็จะทำอีก ทำในนี้หมายความว่า ระงับนิวรณ์จากใจไม่ได้

    เมื่อครูบาอาจารย์ตำหนิอย่างนี้ ก็ไม่ค่อยเข้าหน้าท่าน เพราะวัวมันสันหลังหวะเสียแล้ว พอครูบาอาจารย์เข้ามาใกล้ ก็ต้องหลบเพราะแผลมันใหญ่ กลัวท่านจะตำหนิอีก เป็นการกลัวกันจริงๆ เมื่อครูบาอาจารย์ตำหนิอย่างนี้แล้ว รุ่งขึ้นเราก็คุยกันใหม่ว่าผมบอกแล้วว่าท่านนี่คุยอย่างนี้ โดนเลยเห็นไหม เมื่อคืนโดนเลย อย่าทำอีกเลยอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็คุยกันภายในไม่ได้บอกใคร

    พอตกคืนที่สองท่านก็เทศน์ใหม่อีก ท่านก็บอกว่าที่พูดไปนี่ ไม่ได้หวังเพื่อความตำหนิ หวังว่าจะเอาไปเพื่อแก้ตัวหรือประพฤติปฏิบัติ ถ้าพูดอย่างนี้แล้วก็คิดว่าเป็นสิ่งตำหนิคนนั้นคนนี้นี่ไม่ถูก ถ้าคิดอย่างนี้ก็เลว ที่ถูกจริงๆต้องดูตัวเอง

    เมื่อพูดไปแล้วให้ไปประพฤติปฏิบัติก็ต้องดูตัวเอง ไม่ใช่โทษคนนั้นคนนี้เลว ตัวเราน่ะเลวแล้วดูตัวเองเสียบ้างว่านี่มีศีลไหม ศีลครบบริบูรณ์ไหม วันนี้นิวรณ์กินใจหรือเปล่า ระงับนิวรณ์ได้ขนาดไหน วันนี้พยายามละสังโยชน์ตัวไหนบ้างไหม ให้คิดโจทย์ความผิดของตัวเอง ไม่ใช่ไปโจทย์คนอื่น โจทย์ความผิดของคนอื่นแล้วมันเลวหาที่สุดไม่ได้

    เพราะมันไม่เกิดประโยชน์กับตัวเอง ถ้าจะเกิดประโยชน์ก็ต้องโจทย์ความผิดของตัว และแก้ความผิดนั้นทันทีถึงจะถูกต้อง ไอ้คนที่โจทย์ความผิดของผู้อื่นนะมันเลวหาที่สุดไม่ได้อยู่แล้ว คืน 2 ท่านก็เทศน์ซ้ำเข้าไปอย่างนั้น ตานี้พวกเราจะเรียกพวกอะไรดี
    เรียกว่าพวกลูก ลูกลิงก็คงจะถูก เพราะลอกแลกมาก เคารพท่านเหมือนพ่อ ก็ให้หงอยอย่างกะอะไรละ ลิงเป็นไข้ (หัวเราะ) เหมือนกับสัตว์ไก่เป็นไข้ หัวตก ไปไหนก็คุยกันไม่ค่อยออก มาอยู่กับครูบาอาจารย์นี่ท่านรู้จริง ฉะนั้นเราจะคิดอะไร คิดสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ท่านจะคอยประคับประคองตำหนิติเตียนให้เราลดละ

    มีอยู่คราวหนึ่งปลายๆประมาณ พ.ศ. 2530 ได้ อาตมาเดินบิณฑบาตอยู่ คิดในใจว่าถ้าหลวงพ่อมรณภาพนี่ จะมีเงินบูรณะวัดรึเปล่า แล้วจะอยู่กันยังไง คิดเสมอ คิดฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ของตัวเราเอง ก็คิดว่าลูกศิษย์หลวงพ่อนี่เป็นร้อยเป็นพันอาจจะถึงหมื่น อาจจะถึงแสน แม้อยู่ใกล้อยู่ไกลก็ดี แต่ปรกติถ้าเราบอกบุญกึ่งบังคับ

    เมื่อหลวงพ่อมรณภาพไปแล้วนี่ คิดในใจว่ อยากจะขอร้องญาติโยมที่เคารพรักนี่ทำเป็นสมาชิกของวัดที่อุปการะวัดเลย เป็นผู้ที่บำรุงวัดว่าปีหนึ่งจะขอเขาคนละร้อยบาท 100 คนก็ได้หมื่นบาท 300 คนก็ได้ 30,000 บาทต่อปี พันคนก็ได้แสนบาท หมื่นคนก็ได้ล้านบาทต่อปี แสนคนก็ได้ 10 ล้านบาทต่อปี ให้เขาส่งเงินมาปีละ 100 บาทต่อปีต่อทุนเป็นสมาชิกจนกว่าจะตายจากกัน

    ก็เราทำอย่างนี้ก็จะมีเงินมาบำรุงวัดโดยแน่นอน ถ้าปีละ 100 ต่อคนเขาก็ไม่หนักใจ เมื่อคิดอย่างนี้ก็อยู่ในใจตลอด ก็คิดไปเรื่อย ก็หมื่นคนก็ได้ปีละตั้ง 1 ล้าน แสนคนก็อาจจะปีละ 10 ล้าน สมาชิกอย่างนี้นะถ้ามีอย่างนี้นี่ปีละ 10 ล้าน เราก็ทราบว่ามีเงินพอจะดูแลวัดไม่ให้สลายตัวง่าย เมื่อคิดอย่างนี้ก็อยู่ในใจ ไม่ได้บอกใคร อยู่ในใจเสมอ

    เวลาผ่านไปตั้งเป็นเดือน ท่านก็มาคุยลอยๆว่า เฮ้ย คนเราถ้าคิดจะทำอะไร ที่คิดไว้น่ะ ไม่ต้องไปทำหรอกนะ รบกวนเขาเกินไป ท่านพูดลอยๆไม่ได้พูดกับเรา เราก็นึกว่า โอย นี่ถูกต้องแล้ว ครูบาอาจารย์ก็รู้ว่าเราคิด ห้ามเราทำเป็นการรบกวนญาติโยมเกินไปเขาจะรำคาญ นี่การคิดในใจเฉยๆไม่ได้บอกใคร ท่านยังรู้

    ฉะนั้นเมื่อเรามาพบครูบาอาจารย์ คือหลวงพ่อของเรา อย่างนี้ก็ขอให้ท่านทั้งหลายได้ภูมิใจเลยว่า สมแล้วไม่เสียชาติในการเกิดในชาตินี้ คือ พบพระแท้ พระที่สามารถจะสอนให้เราพ้นทุกข์จากวัฏฏะได้ อันที่จริงพระในพุทธศาสนา ในประเทศไทยเราก็มีมากเป็นผู้ที่ประเสริฐ สามารถที่จะให้เราพ้นทุกข์ได้เหมือนกัน แต่เราก็มีความศรัทธาเคารพในคำสอนที่ท่านสอนเรา เช่นหลวงพ่อได้แนะนำเราไว้ทุกอย่างโดยไม่ปิดบัง

    ท่านทั้งหลาย มีอยู่คราวหนึ่งท่านพูดไว้ว่า คนเราจะลงมาเกิดจากเทวดา จากพรหมนั้นจะเกิดเพื่อบำเพ็ญบารมีหวังมรรคหวังผล เกิดเพื่อความพ้นทุกข์จากวัฏฏะ เมื่อท่านทั้งหลายเกิดมาพบพระพุทธศาสนา คนที่จะได้มรรคได้ผลนี่บุญจะให้ได้พบพระดี

    สำหรับท่านเองสมัยก่อนพอท่านบวชมา จริงๆพระก็เยอะ แต่มีความพอใจในหลวงปู่ปาน มีความเคารพ เมื่อท่านจะบวชก็มีคู่สวดพร้อมอุปัชฌาย์ที่เป็นพระอรหันต์ คือ อุปัชฌาย์ท่านอยู่วัดบ้านแพน เป็นพระอรหันต์ เป็นอุปัชฌาย์ เป็นผู้สั่งสอนให้

    เมื่ออยู่กับหลวงปู่ปาน หลวงปู่ปานก็พุทธภูมิเต็มก็สอนทั้งสมถะวิปัสสน า และให้ไปหาอาจารย์ที่เป็นพระอริยะเจ้าให้ไปเรียนกับหลวงพ่อโหน่ง หลวงพ่อเนียมท่านก็พอใจ เมื่อท่านเข้ามาเรียนในกรุงเทพก็มาพบสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดอนงคาราม ท่านก็เป็นพระอรหันต์ก็มีความพอใจ


    ฉะนั้นท่านจึงสรุปว่า คน เรานะถ้าต้องการมรรคต้องการผล ในการปฏิบัติดีแล้วนี่ จะพอใจครูบาอาจารย์ที่มีมรรคมีผลทั้งสิ้น สำหรับท่านจะพอใจเฉพาะพระที่มีมรรคมีผล พระที่ไม่มีมรรคไม่มีผล เป็นหมื่นเป็นแสนก็ยังไม่พอใจ จิตมันไม่ยอม จิตมันพอใจเฉพาะพระที่มีมรรคมีผล

    ฉะนั้นท่านสาธุชนหรือลูกศิษย์หรือหลวงพ่อเราที่อยู่ร่วมกันนี้ ที่มาพบกัน ที่เป็นลูกศิษย์อยู่ไกลก็ดี อยู่วัดก็ดี อยู่ใกล้ก็ดี อยู่ต่างจังหวัด ต่างอำเภอ ต่างประเทศก็ดี ขอจงถามจิตตัวเองว่าท่านพอใจในคำสอนไหม พอใจในการปฏิบัติไหม พอใจในการลดละกิเลสไหม พอใจในมรรคผลเพื่อไปพระนิพพาน ไม่ต้องการมาเกิดไหม

    เมื่อท่านพอใจอย่างนี้ ขอให้ภูมิใจได้ว่า ชาตินี้ท่านเดินใกล้พระนิพพานเข้ามาแล้ว เดินถูกทางแล้ว อย่าได้เขว อย่าได้เถลไถลไปเสียที่ไหน


    หลวงพ่อท่านเคยพูดอยู่เหมือนกันว่า ลูกของท่านทุกคนที่ลงมาเกิดนั้น ไม่ใช่เป็นผู้หมดบุญมา เป็นผู้มาเกิดตามกันไปเพื่อจะพ้นทุกข์จากวัฏฏะสงสาร ทุกคนที่ตามลงมาเกิดต้องการจะไปพระนิพพาน ท่านบอกว่าลูกของฉันทุกคนน่ะ แม้จะโต๋เต๋ไปบ้างระหว่างท่ามกลาง เมื่ออกุศลกรรมเข้าก็จะเขวไปบ้าง แต่บั้นปลายแล้ว ลูกของฉันไปนิพพานหมด นี่จงภูมิใจว่าพ่อแม่เรารักเรา หวังจะต้องการสั่งสอนเราให้พ้นจากวัฏฏะสงสาร

    ท่านเคยปรารภไว้ในศูนย์อารมณ์ คือฟังได้บ้าง จำได้คร่าวๆว่า ท่านปรารภกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันว่า อาตมา ร่างกายตอนนี้ป่วยเหลือเกิน ป่วยทุกลมหายใจ แต่พวกเราก็ดี เป็นผู้ที่ปรารถนาความพ้นทุกข์ สนใจปฏิบัติธรรม หวังการไม่เกิดอีก ถ้าลูกปรารถนาดีอย่างนี้ ก็จะขอทนทรมานสังขารสักระยะหนึ่ง เพื่อให้ใจมั่นคงในพระพุทธศาสนา มีความมั่นคงในการปฏิบัติความดี มีความมั่นคงในพระนิพพานแล้ว

    เมื่อถึงวาระนั้น ท่านบอกว่า อาตมาก็จะขอลาญาติโยม และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปหาที่ที่ตัวเองจะต้องไป นี่เป็นคำปรารภ คือปรารภกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เป็นจริงตามนั้นทุกประการ


    หลวงพ่อก่อนจะมรณภาพก็ปรารภว่า ลูกของฉันน่ะมาหมดแล้ว ลูกของฉันมั่นคงแล้ว งานก่อสร้างทุกอย่างในวัดก็สร้างครบหมด จะเป็นโรงเรียนก็ดี จะเป็นโรงพยาบาลก็ดี จะเป็นวัดก็ดี ส่วนไหนที่ขาดไม่ได้ทำไม่มี อบรมธรรมก็ดี ทำจนถึงที่สุด

    จะขอพูดเรื่องบั้นปลายหลังจากอยู่กับท่าน ท่านป่วยทุกวัน หลวงพ่อนี่กินยาทุกวัน กินยาต่ำกว่า 100 เม็ดไม่มี ต่อวันนะ กินเพื่อพวกเรา ผู้อยู่เบื้องหลัง กินเพื่อให้ร่างกายทรงตัวอยู่ชั่วขณะ เพื่อจะได้อบรมธรรมเป็นกำลังใจแก่เรา ท่านปรารภกับอาตมาอยู่เป็นคราวๆว่า เมื่อสร้างวัดครบหมดแล้วนี่ก็ไม่มีอะไร เรื่องวัดก็ดี เรื่องโรงเรียนก็ดี ก็สั่งเสียไว้หมดทุกอย่าง ก็ทำหนังสือสั่งให้ปฏิบัติตามนั้น

    ก่อนท่านจะมรณภาพ 20 วัน ก่อนงานกฐินครั้งสุดท้ายพ.ศ. 2535 ตอนเย็นๆนั้นน่ะ อาตมาจะไปช่วยดูแลท่านชั่วสักประมาณชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมง ท่านกลับจากรับแขกก็มีเจ้าหน้าที่มาสั่งบางครั้ง หลวงพ่อต้องหามขึ้นกุฏิ คือหาม คือหมายความว่าใส่เก้าอี้แล้วจัดเจ้าที่ ทหารก็ดี ตำรวจก็ดี ที่อยู่ที่วัดช่วยกันยกขึ้น

    เพราะเดินไม่ไหวแรงไม่มีป่วยตลอด อาตมาก็ไปช่วยท่านบ้างเล็กน้อย อันที่จริงเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารที่ช่วยนี่มีมาก มีอยู่คราวหนึ่งก็ขอเล่า อาจจะก่อนหน้าเป็นเดือน เป็นปีก็ได้ ท่านไปที่สายลม รับแขกที่สายลม วันนั้นแขกคงจะมาก อาตมาก็ไปบ้างไม่ได้ไปบ้าง คือเปลี่ยนกันไป เมื่อพระไปแล้วก็มาเล่าให้ฟังว่า จำวันที่ไม่ได้

    เพราะเมื่อสายลมรุ่นนี้มาเล่าให้อาตมาฟัง บอกสายลมคราวนี้หลวงพ่อป่วยมาก บอกป่วยยังไง เมื่อรับแขกตอนเช้าป่วยแล้วก็เข้าไปพักตอนบ่าย 4 โมง เมื่อบ่าย 4 โมงอาบน้ำอาบท่าแล้วท่านก็นอนพักร่างกายจะลงอีกประมาณ 1 ทุ่ม เมื่อท่านนอนไปถึง 1 ทุ่มท่านก็ยังไม่ตื่น มีพระใบฎีกาประทีปไปด้วย

    พอได้เวลาแล้วก็จับเท้าท่านเขย่าน้อยๆ ท่านก็ไม่ตื่น ตัวแข็ง ก็นึกว่าหลวงพ่ออาจจะมรณภาพไปแล้วหรือยัง ก็ไปดู ก็ว่ายัง เ มื่อปลุกไม่ตื่น ก็พัก แขกเข้ามาเต็มอยู่ที่บ้านพลอากาศโทหม่อมราชวงศ์เสริม ศุขสวัสดิ์ หรือที่ชาวบ้านเขาเรียกว่า บ้านซอยสายลม แขกก็มารออยู่เต็มประมาณเป็นพัน หรือเต็มห้อง 3 ห้อง เต็มชั้นบนชั้นล่าง

    ทำไงหมวดตระกูล ขณะนั้นเป็นนายดาบอยู่ เรียกดาบตระกูล ก็ไปบอกว่าหลวงพี่ผมเอง ก็ไปช่วยเขย่าตัวหลวงพ่อ กลับไปกลับมาก็ไม่ตื่น ดาบตระกูลบอกว่า อย่างนี้ผมไม่เอาแล้ว แล้วสักพักท่านก็ตื่น ตื่นก็รับแขกปรกติ เมื่อพระเล่าให้ฟังอย่างนั้น อาตมาก็รอจังหวะดี เมื่อจังหวะดีมาที่วัด พอหลวงพ่อคุยสบายใจก็กราบเรียนหลวงพ่อ

    บอก
    หลวงพ่อครับ หลวงพ่อป่วยมากใช่ไหมครับ ไปสายลมคราวนั้นพระบอกว่า หลวงพ่อไม่ตื่นเลย เพลียมากใช่ไหมครับ หลวงพ่อก็ปรารภกับอาตมาว่า นิโรธลึกไปหน่อย นี่พอพูดนิโรธสมาบัตินี่ ญาติโยมผู้อ่านอย่าพึ่งตำหนิท่านไม่ได้ปรารภกับใครคุยกันภายในให้เรารู้ว่า พระที่เข้านิโรธสมบัติได้ก็มี นี่คราวหนึ่งที่ท่านปรารภให้อาตมาฟัง

    คราวหนึ่งท่านป่วย ป่วยมากเหมือนกันอยู่ที่วัด ที่จริงพระใบฎีกาประทีปนี่จะไปเฝ้าอยู่ อาตมาก็ไปเปลี่ยนบ้าง มีอยู่คืนหนึ่งที่อาตมาไปเฝ้า แล้วท่านก็ตื่นมาประมาณตี 2 ก็เข้าห้องน้ำ อาตมาก็ประคองเข้าห้องน้ำ เสร็จกิจแล้วก็ประคองนั่งที่เตียง ท่านป่วยมากก็ปรารภบอกว่า

    วันนี้พระพุทธเจ้าให้เข้านิโรธสมาบัติไปตั้งแต่ค่ำเลย อาตมาก็บอกหลวงพ่อท่านไม่ได้พักเลยนี่ครับ ท่านบอก ไอ้ขี้หมา เอ็งอย่าเรียกว่าพัก พักบรรเทาทุกขเวทนา อาตมาก็นึกในใจ โอ้โห ถ้าเราทำบุญคนเดียวนี่เรารวยตายเลย แต่ไม่มีเงิน พอคิดในใจอย่างนั้น ท่านบอกไม่เป็นไร เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ใครมาทำบุญก็จะมีบุญใหญ่

    แล้วสักครู่หนึ่งท่านก็บอกว่า นันต์ จะสร้างปราสาททอง ก็ถามบอกหลวงพ่อสร้างตรงไหนครับ ก็บอกว่าสร้างตรงโรงอิฐ ก็บอกว่า ครับ ก็พูดแค่นั้นไม่ได้ซัก เพราะหลวงพ่อป่วยก็ไม่อยากซักท่าน ก็นึกในใจ โอ...ท่านคงจะสร้างเป็นแก้วไว้เยอะแล้วจะสร้างเป็นทองบ้าง ฉะนั้น เมื่อท่านพูดอย่างนี้ ท่านก็ไม่ได้พูดที่อื่นอีก เราก็จำบอกกับพระบอกว่า หลวงพ่อท่านอยากจะสร้างปราสาททอง ก็อยู่กันแค่ในใจเท่านั้น หลวงพ่อป่วยอย่างนี้ป่วยประจำเข้า หนักบ่อยเข้า

    หลวงพ่อพระราชภาวนาโกศล(อนันต์ พทฺธญาโณ)

    (จากหนังสือประวัติหลวงพ่อพระราชพรหมยาน หน้า 64-70)



    หลวงพ่อปลงสังขาร

    จะเล่าอีกเรื่องหนึ่งมีอยู่วันหนึ่งท่านเล่าให้ฟังบอกว่า “เมื่อคืนนี้ได้คิด” การคิดของท่านไม่ได้บอกว่าคิดอย่างไร แต่บอกว่า “พอคิดอย่างนี้เท่านั้นแหละ เทวดาวุ่นกันทั้งดาวดึงส์เลย พอคิดอย่างนี้ท่านปู่พระอินทร์มาทันที มากันเต็มหมด” ท่านปู่พระอินทร์ก็บอกว่า “คุณ อย่าคิดอย่างนี้อีกนะ”

    “ท่านคิดอะไรครับ”

    คงคิดจะปลงสังขารนี่แหละ ตอนคืนทวารเปิดนั้นแหละ ตอนเช้าท่านก็เล่าให้เราฟังบอกว่า เมื่อคนนี้คุยกับพระ พระถามหลวงพ่อว่า “คุณตัดสินใจแล้วหรือ” พูดอย่างนี้ หมายความว่าหลวงพ่อตัดสินใจแล้ว

    หลวงพ่อบอกว่า “ผมตัดสินใจแล้วครับ” พระพุทธเจ้าบอกว่า “มณฑปองค์ปฐม คุณยังสร้างไม่เสร็จนี่” ท่านถามอย่างนี้ แสดงว่าพระพุทธเจ้าจะเอาหลวงพ่ออยู่นะ

    หลวงพ่อก็บอกว่า “ผมจะหาเงินให้พระครับ” พระพุทธเจ้าถามว่า “พระจะทำได้หรือ” หลวงพ่อบอก “ผมจะหาเงินให้พระครับ”

    ตอนเป่ายันต์เกราะเพชรครั้งสุดท้าย ตอน 6 โมงก็ขึ้นไปรับท่าน ท่านก็คุยดีทุกอย่างและคุยบอกว่าพระมหากัสสปเรียกท่านไปพบ พอไปถึงหลวงพ่อถามว่า “เรียกผมมาทำไมครับ” พระมหากัสสปบอกว่า “คุณนี่ดื้อจัง” บอกหลวงพ่อดื้อ “พระพุทธเจ้าจะเอาคุณอยู่ คุณก็จะตายท่าเดียว” หลวงพ่อบอกว่า “ถ้าร่างกายผมดี ผมไม่เกี่ยงหรอกครับ แต่นี่ร่างกายมันไม่ไหวจริงๆ” แสดงว่าหลวงพ่อท่านเตรียมตัวจะไปอยู่เสมอเลย

    ตอนที่ท่านมรณภาพอาตมาอยู่ที่สายลมกลัวคนจะมาสายลมแล้วไม่รู้ ก็มาดักอยู่เวลาประมาณ 3 โมงเย็น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านให้คนโทรศัพท์มา บอกว่าให้ทางวัดทำพิธีสะเดาะเคราะห์ โดยเอาสบงจีวรหรือผ้าที่หลวงพ่อใช้เครื่องครบชุด ให้สวดมาติกาบังสุกุลก่อน 4 โมง 4 โมงเย็นให้เผาทันที อาตมาก็โทรศัพท์ไปทางวัด ทางวัดก็จัดพิธีกัน พอ 4 โมงพระสมุห์บัญชาโทรมาบอกว่า “หลวงพี่ครับทางวัดจัดพิธีตามที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์สั่งไว้เรียบร้อยแล้วครับ” เลยบอก “ขอบใจมากนะ”

    พอ 4 โมง 10 นาที หมอที่โรงพยาบาลโทรศัพท์มาบอก จะพูดกับหลวงพี่นันต์ พอรับโทรศัพท์หมอบอกว่า “หลวงพ่อมรณภาพแล้วเวลา 4 โมง 10 นาที” เราก็เข่าอ่อนเลย ที่เคยว่องไวก็ไม่ว่องไว ค่อยๆเก็บของ ถามพระวิรัช “วิรัช ถ้าไปโรงพยาบาลเราจะร้องไห้ไหมนี่” ก็คุยกันไปในรถ

    พอไปถึงโรงพยาบาล เขาไปในห้อง CCU พอเห็นหลวงพ่อเท่านั้นแหละ ชะโงกดูหน้าท่านก็นอนอยู่ เห็นท่านยิ้มแก้มปริออกมา ไอ้เราก็ตกใจ พระวิรัชบอก “หลวงพ่อยิ้มแล้วๆ” หมอก็รีบมาดูใหญ่ พยาบาลเห็นก็บอกว่า “เมื่อกี้ยังไม่เห็นยิ้มเลยนี่ตอนนี้ยิ้มแล้ว” มาดูกันใหญ่

    พอ 6 โมงเย็นจะเคลื่อนศพ ก่อน 6 โมงสัก 10 นาทีได้ สมเด็จพระพุทธโฆษษจารย์ให้คนโทรศัพท์มา สั่งให้ไปหาด่วน พอไปหาท่าน ก็บอกกับท่านว่า “ผมไม่เคยจัดงานแบบนี้ครับ งานของพระผู้ใหญ่ ถ้าจะจัดให้ดีผมก็ไม่เป็นครับ” เจ้าประคุณสมเด็จฯก็บอก “ข้าจัดเป็นที่ไหน ข้าก็ใช้เขา นี่เรียกเจ้าคุณวัดพลับพลาชัยมาให้ช่วยแก”

    ท่านสั่งงานให้ทุกอย่าง สั่งอย่างเรียบร้อยหมด ท่านเจ้าคุณวัดพลับพลาชัยก็ไม่เคย บอกให้เตรียมของไปเลย พอไปเห็นสถานที่ศาลา 12 ไร่ โอ้โฮ ตกใจสถานที่กว้างขวางมาก ต้องใช้ผ้ามาก จ่ายเงินไป 1 แสนห้าหมื่นบาท ต้องจัดให้สมเกียรติพิธีหลวงพ่อก็ไม่เคยจัด เป็นพระยังไม่รู้เลย เขาสวดพิธีหลวงกันยังไง แต่เสร็จแล้วงานก็เรียบร้อยดีทุกอย่าง

    หลวงพ่อพระราชภาวนาโกศล(อนันต์ พทฺธญาโณ)

    (จากหนังสือประวัติหลวงพ่อพระราชพรหมยาน หน้า 70-71)


    54359.jpg 54358.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 กรกฎาคม 2019
  6. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,154
    กระทู้เรื่องเด่น:
    25
    ค่าพลัง:
    +219,935
    พระศพ 2.jpg พระศพ.jpg พระศพ 3.jpg

    ศพหลวงพ่อ


    เรื่องศพของหลวงพ่อนี่เมื่อสมัยท่านมีชีวิตอยู่ ท่านเคยบอกกับเราว่า “เมื่อข้าตายแล้วให้ดูศพข้าใน 7 วัน 15 วัน” ท่านบอกว่าท่านขอพรข้างบนไว้แล้วแต่ไม่บอกว่าใคร ทีนี้เมื่อท่านมรณภาพแล้ว เราไม่ให้ฉีดฟอร์มาลีนปล่อยให้ศพเป็นธรรมชาติอยู่อย่างนั้น แต่ศพของหลวงพ่อ 7 วันแล้วก็ยังไม่มีกลิ่นเลย ยังไม่มีน้ำเหลืองออกจากร่างกายเหมือนคนนอนหลับธรรมดา


    เราก็นึกว่า เออ...หลวงพ่อคงจะกลับ เพราะว่าปกติพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณสามารถจะเข้านิโรธสมาบัติได้ 7 วัน หรือ 15 วัน โดยไม่ต้องฉันอาหารเลย เมื่อ 7 วันแล้วร่างกายของหลวงพ่อยังงอแขนได้ ยกได้เป็นปรกติ เราก็นึกว่าหลวงพ่อคงจะกลับ พอ 7 วันแล้วไม่กลับ แต่ร่างกายก็ยังปรกติอยู่ ก็คิดว่า เอ พระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลยังเข้านิโรธสมาบัติได้ถึง 15 วัน ก็ยังมั่นใจว่าหลวงพ่อจะกลับใน 15 วันอีก เมื่อเรามั่นใจอย่างนี้แล้ว เราก็ไปดูศพท่านศพท่านก็ยังปกติอยู่ ไม่มีน้ำเหลืองออกใน 15 วันนี้ ปรกติทุกอย่าง

    หลัง 15 วันแล้วศพของท่านยุบลงหน่อยมีสีขาวขึ้น บางคนก็ว่าเชื้อรา หมอที่อยู่ที่วัดบอกไม่ใช่เชื้อรา เพราะบางครั้งก็หายไป แล้วก็ปรากฏขึ้นอีก แต่เดี๋ยวนี้ถึงแม้ศพหลวงพ่อยุบลง แต่ยังมีกล้ามเนื้ออยู่ แต่มีท่อนแขนเท่านั้นที่แข็งขึ้น แต่คนก็ยังลุ้นว่าหลวงพ่อจะกลับ แต่ท่านคงไม่กลับแล้วละ

    แต่มีส่วนที่ว่าจะเป็นมงคลกับเรา คือมีคนไปทำความสะอาดใบหน้า คือโกนแล้วเอาเซลผิวหนังเอาไปแจกกัน เดี๋ยวนี้ขาวเป็นแก้วแล้ว เขาเอาไปให้กันทางสุพรรณฯ

    เมื่อท่านมีชีวิตอยู่ ท่านบอกว่าพระมหากัสสปที่อยู่เชียงตุงจะมาช่วยดูแลเกี่ยวกับศพท่าน ท่านบอกว่าถ้าใครไปกราบศพท่านจะเป็นมงคลเหมือนกับที่ท่านมีชีวิตอยู่ เพราะพระมหากัสสปจะมาช่วยเกี่ยวกับศพท่าน

    หลวงพ่อพระราชภาวนาโกศล(อนันต์ พทฺธญาโณ)

    (จากหนังสือประวัติหลวงพ่อพระราชพรหมยาน หน้า 71-72)

    1_original6.jpg
     
  7. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,154
    กระทู้เรื่องเด่น:
    25
    ค่าพลัง:
    +219,935
    0001.jpg

    หลวงพ่อไปแล้วทำให้เราไปนิพพานง่าย


    อันที่จริงหลวงพ่อไปนิพพานแล้ว เอาพูดเข้าข้างตัวเรานะ ก็จะทำให้พวกเราไปนิพพานง่ายเข้า มันเหมือนกับคนที่รักไปรออยู่ข้างหน้าเรา เมื่อเราจะตาย ถ้านึกถึงท่านนิดเดียวเท่านั้นเอง ท่านจะมาปรากฏให้เราเห็นตรงหน้า มันเหมือนคนที่รักกันมากแล้วจากกันไปนาน เมื่อเห็นภาพแจ่มชัดมันจะเกาะทันที หลวงพ่อท่านสอนวิปัสสนาญาณให้เราเต็มที่แล้วนี่ จิตจะจับท่านไม่ปล่อยเลย

    เหมือนครั้งหนึ่งท่านเล่าถึงจ่าพัว จ่าพัวคนนี้เคยพิมพ์หนังสือมหาสติปัฏฐานสูตรถวายหลวงพ่อสมัยก่อน ตอนหลังป่วยมากก็ไม่นึกว่าตัวเองจะไปไหนได้หรอกก็ภาวนา พระพุทธเจ้าก็เสด็จมาพอดี จ่าพัวก็ไปกอดที่เท้า ตรัสว่า “พัวไปนิพพานกับพ่อไหมลูก” “ไปครับ แต่ผมกลัวไปไม่ได้”

    ท่านก็ชี้มาดูข้างล่างให้จ่าพัวดูร่างกาย “เป็นทุกข์ไหม” “ทุกข์ครับ” “ร่างกายไม่ดีอย่างนี้ยังรักอยู่เหรอ” “ไม่รักครับ” “งั้นก็ไปนิพพานกับพ่อ” เท่านี้เอง จ่าพัวไปหลังจากตายแล้วหลวงพ่อก็คุยกับจ่าพัว ถามว่าไปยังไง บอกว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาก็เกาะที่เท้าท่านแน่นเลย

    อย่างพวกเราหายใจเป็นหลวงพ่อ พอจากกันไปนานๆเช่นนี้ พอเจอครั้งเดียวเท่านั้นก็เกาะแน่น ถึงว่าจะไปนิพพานง่ายนะ นี่เป็นความเห็นส่วนตัวนะ เพราะมีตัวอย่างเช่นจ่าพัว ถ้าได้มโนมยิทธิยิ่งดีใหญ่

    ถ้าจิตขึ้นไปปุ๊บอยู่ใกล้พระพุทธเจ้าแล้วมองมาข้างล่างก็จะพิจารณาเห็นว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา มันจะเห็นเป็นตัวสองตัว ตัวที่นั่งอยู่ข้างบนอยู่กับพระพุทธเจ้าผ่องใส ตัวข้างล่างเป็นยังไงก็พิจารณาดู ต้องอาบน้ำเพราะสกปรกใช่ไหม ไม่อยากแก่มันก็แก่ใช่ไหม ไม่อยากตายมันก็ตายใช่ไหม ฉะนั้นได้มโนมยิทธิมันเห็นง่าย

    อันที่จริงพูดง่ายนะแต่เวลาวาง วางยากเหมือนกัน แต่ที่จริงท่านก็สอนให้ยอมรับความเป็นจริงเท่านั้นนะ

    พอ ปี 2535 ก่อนเดือนตุลาคม ท่านก็เริ่มป่วย ป่วยของท่านนี่ป่วยทุกวัน วันไหนที่ท่านร่างกายดี ไม่มีจริงๆ จะขอลัดลงมาเลยว่าท่านป่วยครั้งสุดท้ายนี่ ปรกติป่วยนี่จะเกี่ยวกับเรื่องท้องส่วนใหญ่ ก่อนจะป่วยท่านจะบอกกับเราว่า เห็นสีแดงแจ๊ด ช่วงเข่านี่จะปวดเข่า ช่วงท้องก็จะเป็นเรื่องท้อง ถ้าช่วงตรงไหนก็จะเป็นตรงนั้น สีแดงนี่ไม่ใช่โทษ เขามาทำเป็นสัญลักษณ์ว่าจะป่วยช่วงไหน

    แต่ก่อนมรณภาพนี่ ท่านบอกว่าป้ายสีแดงแช้ดทั้วตัวเลย แต่เป็นมันป้ายเป็นมันพิเศษ เราก็นึกในใจว่าหลวงพ่อป่วยขอให้หาย หลวงพ่อป่วยเดี๋ยวก็หาย แต่เอาจริงท่านป่วยมากจนไม่มีแรง ล้างท้อง 2 วัน ก็ไม่มีแรงให้น้ำเกลือไม่ได้ เพราะน้ำในร่างกายมีน้อยมาก พอให้น้ำเกลือไม่ได้นี่ก็ไม่มีแรง เมื่อไม่มีแรงมาก ก็ต้องเข้าประคับประคองกัน ประคับประคองมากๆ

    มีอยู่คืนหนึ่งใกล้จะมรณภาพ ท่านก็บอกกับทหารว่า โอ..ทวารเปิดหมดแล้วลูก จะอยู่ยังไง ทหารก็โทรศัพท์มาเรียก ก็ไปหาก็ไปดูใจกัน ไปช่วยดูใจหลวงพ่อ พอไปถึงหลวงพ่อนอนเงียบหมดแล้ว เงียบ เรานึกว่าหลวงพ่อมรณภาพแล้ว แต่เห็นนอนตะแคงอยู่ก็ยังอุ่นใจว่ายังไม่เป็นไรพอหลวงพ่อพลิกตัว เราก็เปิดไฟสว่างหมดเลย

    คือปรึกษากับพยาบาลว่าให้มาให้น้ำเกลือ เมื่อหลวงพ่อลืมตาขึ้นมาก็ขออนุญาตท่านให้น้ำเกลือ หลวงพ่อเพลีย พยาบาลก็แทงไป 7 เข็มถึงจะได้ พอให้น้ำเกลือได้สัก 2-300 ซีซีก็แจ้งพอดี

    แจ้งท่านก็ให้ถอดเข็มออก บอกว่า นันต์ เมื่อคืนนี้คุยกับพระ พระท่านถามว่า คุณตัดสินใจแล้วหรือ ฉันก็บอกว่าตัดสินใจแล้วครับ พระถามว่าคุณ วิหารสมเด็จองค์ปฐมคุณยังสร้างไม่เสร็จนี่ หลวงพ่อก็บอกว่า ผมจะหาเงินให้พระครับ พระท่านก็บอกว่าพวกนี้จะทำได้รึ หมายถึงพวกอาตมา หลวงพ่อก็บอก ผมจะหาเงินให้พระครับ

    ตั้งแต่นั้นมาท่านก็อาการหนักขึ้นมาตลอด เมื่ออาการหนักขึ้น ท่านก็ไปพักที่ตึกอินทราพงศ์ ก็จะขออนุญาตให้พระเข้าไปกราบท่านดูแลท่าน เมื่อเวลา 4 โมงเช้าอาตมาเข้าไป ท่านก็ทักว่านันต์เหรอ พูดตาไม่ค่อยลืม ตาลอย ปลัดวิรัชเหรอ ก็คุย ยิ้ม พูดอ้อแอ้ อ้อแอ้ แล้วก็ไม่ให้พระไปเยี่ยม เราก็บอกให้พระไปฉันเพลได้ เดี๋ยวบ่ายโมงค่อยไปเยี่ยมท่านที่ตึกรับแขก

    แต่ก่อนจะไปนั้นก็บอกว่าบ่ายบอกให้ปลุก แต่เราไม่ปลุก ปล่อยให้ท่านนอนจำวัดไป ตัวเขียวหมด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุทัยธานีมา เอาหมอโรคหัวใจมาดูก็บอกว่าไม่ไหวแล้วอย่างนี้ต้องเข้าโรงพยาบาล แต่เมื่อท่านลืมตามา เมื่อประมาณบ่าย 2 โมง ท่านก็ไม่ยอมไป ไม่ยอมเข้าโรงพยาบาล ก็หามท่านไปรับแขก เพราะว่าท่านจะไป

    เราก็เอาเก้าอี้โซฟา เอาทหารหามไปรับแขก คนเห็นอาการของท่านก็ร้องไห้ ทุกคนก็เสียใจสลดใจ เมื่อพระไปกราบท่าน ท่านก็บอกให้พระไปทำงานตาม หน้าที่ไม่ต้องห่วง ร่างกายเป็นแบบนี้ ร่างกายเกิดมาแล้วต้องป่วย ร่างกายเป็นอนิจจังไม่เที่ยง ขอให้ทุกคนไปทำงานได้ เมื่อพระไปทำงานแล้ว อาตมาอยู่เฝ้ากันอยู่ เมื่อเลิกเวลารับแขก ก็หามไปเอ็กซ์เรย์ที่โรงพยาบาลที่วัด เมื่อไปโรงพยาบาลที่วัดแล้ว ก็หามกลับไปที่กุฏิ ตอนเย็นๆก็มีหมอมาให้น้ำเกลือ 3-4 คน

    อันที่จริงหลวงพ่อท่านไม่อยากเข้าโรงพยาบาล แต่จะไปรับแขกที่สายลม เพราะคนเขาจะไม่รู้กัน เป็นห่วงคนแก่ที่สายลมจะมาทำบุญไม่ได้ ปรารภที่จะไปสายลม แต่คืนนั้นอาการก็โคม่ามาก จึงเอาท่านส่งโรงพยาบาลศิริราช ข้างล่างที่ชุลมุนวุ่นวาย อาการของท่านก็หนักมาก พอจะเอาขึ้นรถ หมาก็หอนใหญ่ เต็มวัดหมด หอนเสียงก้องไปหมด พอเข้าไปถึงโรงพยาบาลระหว่างคืนนั้น ไปถึงโรงพยาบาลศิริราชก็ประมาณตี 5 แล้ว หลังจากนั้นอยู่อีก 2-3 วันที่ห้องCCU ท่านก็มรณภาพเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2535 เวลา 4 โมงเย็น 10 นาที

    ท่านทั้งหลายที่สนใจปฏิบัติความดีนั้น ครูบาอาจารย์หรือหลวงพ่อพระราชพรหมยานนั้นได้ทำคำสอนไว้ครบถ้วนทุกอย่าง ถ้าท่านต้องการทำความดีก็มาหาได้ที่วัดท่าซุงหรือวัดจันทาราม จังหวัดอุทัยธานี มีตำรับตำราให้ท่านทุกอย่างให้ท่านครบทุกจริต ทุกนิสัย ทุกความต้องการ ดังที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ รับรองว่า หนังสือของท่านเจ้าคุณถือเป็นตำราแบบแผนได้ทุกประการ

    หลวงพ่อพระราชภาวนาโกศล(อนันต์ พทฺธญาโณ)

    (จากหนังสือประวัติหลวงพ่อพระราชพรหมยาน หน้า 72-74)

    จากเพจเวบวัดท่าซุงด้านล่างนี้ครับ
     
  8. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,154
    กระทู้เรื่องเด่น:
    25
    ค่าพลัง:
    +219,935
    spec1.jpg
    ไปวัดสามพระยา

    เมื่อไปถึงวัดสามพระยา ถามพระว่าเวลานี้หลวงพ่อสมเด็จอยู่ที่ไหน พระบอกให้ทราบว่า อยู่ในพระอุโบสถ เมื่อเข้าไปและถวายเครื่องสักการะแล้ว ก็ถวายซองเงินสองแสนบาท ท่านบอกว่า ไปนั่งเก้าอี้ ท่า่นชี้ไปที่่เก้าอี้ นั่งพับเีพียบนานไม่ได้ ทั้งนี้ท่านอาจจะทราบว่า ขณะนั้นและขณะที่เขียนหนังสือนี้ อาตมาเป็นโรคเก๊าที่เท้าและขา มันปวดเป็นปรกติ ยี่ห้อนี้น่าคิดบวชมานาน เป็นพระทั้งตัว ต่อมาเมื่อแก่จะเข้าโลงผีแล้ว กลายเพศเป็นตัวเป็นพระ เท้าและขาเป็นเก๋า(หมา) แต่ทว่ามันเป็นเท้าและขาหมาที่เดินไม่ใคร่ไหว ไ่ม่มีกำลังขาอ่อนแบบขาคนแ่ก่ ไม่ใช่ขาอ่อนที่เขาชอบกัน เมื่อลุกไปนั่งที่่เก้าอี้ก็มีความสุขขา เพราะขามีความสุข คือ ไม่ใคร่ปวด

    ตอนนั้นท่านผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนนั่งอยู่ใกล้ๆ ถามท่านว่าท่านมานานแล้วหรือ ท่านตอบว่า ท่านมาเรียน ว.ป.อ. (ศัพท์พวกเด็กๆ ชอบล้อว่า วิทยาลัยปัญญาอ่อน) ความจริงเป็นโรงเรียนที่สร้างความมั่งคงให้ชาติอย่างดีเยี่ยม

    สมเด็จพระสังฆราชเสด็จ

    ทราบ จากท่านผู้ว่าแม่ฮ่องสอนว่ามีคนมาบอกว่า สมเด็จพระสังฆราชเสด็จ เรื่องนี้เป็นปรกติเพราะสมเด็จพระสังฆราชองค์นี้เป็นพระที่ควรแก่การบูชา ไม่มีเวร มีภัยกับใครๆ ตั้งแต่รับตำแหน่งมา ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้แก่พระใต้บังคับบัญชา มีแต่เตือนให้สามัคคีกัน เมื่อท่านเสด็จมา ก็ลุกขึ้นยืนแสดงความเคารพด้วยศรัทธาแท้ คิดว่าสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านจะยืนรับเหมือนผู้เขียน เห็นท่านนั่งเป็นปรกติ สมเด็จพระสังฆราชท่านเข้ามาถึง ท่านนั่งกับพื้น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์นั่งบนเตียงตามปรกติ สมเด็จพระสัึงฆราชท่านกราบแล้วถวายของ(เครื่องสักการะและของใช้) สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์พนมมือให้พร

    ท่านที่ควรบูชา

    เป็นอันว่า เมื่อเห็นเข้าอย่างนั้น จิตก็มีอารมณ์คิดบูชาสมเด็จพระสังฆราชมากขึ้นอย่างยิ่ง ท่านอาจจะเคารพสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ในฐานะอะไรเป็นเรื่องของท่าน แต่ที่่เพิ่มความเคารพบูชาสมเด็จพระสังฆราชมากขึ้น เพราะท่านไม่มีมานะ คำว่า มานะแปลว่า การถือตัวถือตน หรือถือยศถือศักดิ์ โดยคิดว่าเวลานี้ฉันเป็นสังฆราช ใครจะโตกว่าฉันไม่ได้ ฉันต้องโตกว่าทุกคนที่เป็นพระสงฆ์ การตัดมานะตัวนี้ เป็นเรื่องที่่ผู้เขียนบูชาน้ำใจอย่างยิ่ง และบูชาทุกคนที่ตัดได้ ไม่ใช่เฉพาะสมเด็จพระสังฆราชเท่านั้น วันนั้นถือว่า เฮงที่สุด ท่านที่ตัดมานะ หมดการถือตัวถือตน ตามภาษาพระที่่เรียกว่า สังโยชน์ ท่านถือว่ามีความดีสูง ควรแก่การบูชาอย่างยิ่ง ใครบูชา คนนั้นเป็นคนมีอุดมมงคล คือมงคลสูงสุด(หรือเฮงที่สุด)



    (จาก ธัมมวิโมกข์ เล่มที่ 110 เมษายน 2533 หน้า 10-11)


    0001 (5).jpg
     
  9. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,154
    กระทู้เรื่องเด่น:
    25
    ค่าพลัง:
    +219,935
    บุษบก.jpg
    เรื่องลูกฝรั่งเจอปาฏิหารย์หลวงพ่อ

    เมื่อคืนมารศรีเขามาคุยให้ฟัง สามีเขาเป็นฝรั่ง มารศรีนี่ เขาเล่าให้ฟังตรงนี้ว่า ไปวัดเดือนที่แล้วนี่ ฝรั่งนับถือศาสนาคริสต์ไม่ยอมขึ้นวิหาร 100 เมตร โอ้โฮ จะเป็นเรื่องเป็นราวกันมาให้ได้ คงขัดคอกันมานานแล้วละ ไอ้เรื่องทำบุญนี่ คงจะฝังใจมานาน ครั้งนี้ครั้งเผด็จศึกแน่ (หัวเราะ) บอกไอ้กระโหลกหนานี่มันต้อง (หัวเราะ) บอกกระโหลกหนาเลยนะ บอกวันนี้ต้องหย่ากันแน่

    "ฟังคุณสมศรีเล่าดีกว่า คุณสมศรีบอกว่าได้มางานครบ 2 ปีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ แล้วก็ชวนสามีมาด้วย แต่พอมาถึงมหาวิหาร 100 เมตรแล้วสามีไม่ยอมเข้าไปกราบหลวงพ่อ จึงเข้าไปกราบหลวพ่อแล้วขอหลวงพ่อ ตั้งจิตอธิษฐานขอหลวงพ่อ ขออย่างไรก็ฟังรายละเอียดจากคุณสมศรีเล่านะครับ"

    "อธิษฐานกับหลวงพ่อว่า ถ้าบุญกุศลที่ลูกทำมีมรรคผลเพียงใด ขอให้ดลจิตดลใจคนๆนี้ ปรากฏว่าพออธิษฐานเสร็จ ใจเหมือนหลวงพ่อบอกว่าให้ไปชวนเขาใหม่ลูก ไปตั้งสติชวนเขาใหม่ เดินไปชวนก็บอกว่ายูมาถึงนี่แล้วนี่ทำไมไม่เข้ามา ไปดูสิ ที่เคยให้ดูรูปถ่ายหลวงพ่อว่ามีเพชรนะคะ ไม่ทราบว่าจะเรียกยังไง พระธาตุเป็นภาษาอังกฤษ เรียกไม่ถูก ก็บอกว่าเหมือนมีเพชรที่เกิดขึ้นบนศรีษะหลวงพ่อ มาไปดูกัน พอแกขึ้นมานะคะ ตั้งท่ากราบหลวงพ่อ แกยืนเสร็จ ตะลึง แล้วก็ปิดหน้าร้องไห้ ก็ไม่กล้าถามว่าเกิดอะไร แกนั่งแกก็ยังสะอื้นร้องไห้อีก แกบอกว่าเห็น หลวงพ่อเดินลงมากอดแก หลวงพ่อในโลงค่ะ ที่ข้างหน้าศพน่ะค่ะ เดินมากอดแล้วก็ลูบหัวแล้วบอกว่าพ่อขอบใจมากนะลูกที่มา พ่อรอ รอมานานแล้ว รอลูกอยู่

    พอกลับมาถึงบ้านนี่แกยังกลับมาร้องไห้อีก 3 วันนะคะ ทีนี้ไม่ต้องสอนแล้วค่ะเรื่องมาทางธรรมะ เข้าห้องปฏิบัติเองเลย

    อันนี้นะคะแสดงให้ห็นว่าขนาดคนที่ฟังภาษาไทยไม่ออก อ่านภาษาไทยไม่ได้ บุญไม่เคยทำกับหลวงพ่อเอง แต่ว่าหลวงพ่อท่านยังโปรดได้ถึงขนาดนี้ ถ้าสมมุติพวกเรายังยึดมั่นทำความดีที่หลวงพ่อสอน ดิฉันยืนยันว่าที่หลวงพ่อบอกพวกเราไปนิพพานกันได้ทุกน แล้วก็ขอให้นึกถึงพระนิพพานตลอดเวลา อย่างที่องค์หลวงพ่อท่านสอนนะคะ ขอบคุณค่ะ" (สาธุ)

    (ผู้เล่าชื่อมารศรี บุญสม หลวงพี่นันต์ได้คุยถึงคนๆ นี้เพิ่มเติมในครั้งที่หลวงพ่อป่วยที่โรงพยาบาลครั้งสุดท้ายที่โรงพยาบาล ศิริราช หลวงพี่นันต์เล่าให้ฟังดังต่อไปนี้)

    เออ..คนนี้นี่เคยมีประวัติร้ายอยู่นะ คนเล่านี่ (หัวเราะ)

    คือว่าสมัยก่อนที่หลวงพ่ออยู่ที่โรงพยาบาบศิริราช ครั้งสุดท้ายที่จะมรณภาพนี่ พอเอาหลวงพ่อเข้าไปไว้ที่ I.C.U. ทุกคนก็รู้ว่าหลวงพ่ออยู่ที่โรงพยาบาล ตอนเช้าเราก็ไปนั่งอยู่หน้าห้องหลวงพ่อ พยาบาลก็มารายงานบอกว่า โอ้โฮ ลูกศิษย์หลวงพ่อด่าเก่งจังเลย เป็นยังไงถึงด่าเก่ง โทรศัพท์มาไม่ขาดเลยเมื่อคืนนี้ เราก็ไม่รู้ว่าใคร

    ตอนเช้าคนก็มาเยี่ยมหลวงพ่อกันเยอะ เราก็เล่าให้ฟัง บอกแหม...เมื่อคืนพยายาลเขาบ่นว่าลูกศิษย์หลวงพ่อโทรมาทั้งคืนเลย ไม่รู้ใครด่าเก่งจังเลย (หัวเราะ) คนนี้เขาบอกฉันเองแหละด่าพยาบาล (หัวเราะ) แต่เขาก็อธิษฐานเป็นพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง ห้อง C.C.U. นี่ใครก็เข้าไม่ได้นอกจากหมอ ไม่ใช่ห้อง I.C.U. เขาเรียก C.C.U.

    ทีนี้เขาอธิษฐานมาจากบ้านเลย ยังไงก็ขอเข้าไปเยี่ยมหลวงพ่อให้ถึงองค์ท่าน เป็นหนึ่งในร้อย ไม่รู้ใช้แปลงกายเข้าไปยังไง ต้องให้เขาเล่าให้ฟังอีกที เป็นยังไง ใช้วิชาอะไร

    "คือตลอดเวลาที่หลวงพ่อป่วยนะคะ ก็พยายามไปเยี่ยม แล้วก็สรรหาผลไม้ที่หลวงพ่อชอบฉัน จะพยายามดิ้นรนไปหาซื้อมาถวายท่าน คือก่อนที่ท่านจะมรณภาพ ได้ยินเสียงหลวงพ่อมาบอกที่บ้านว่า พ่อมาลา วันนั้นมีความรู้สึกว่าหัวใจแตกสลายค่ะ นั่งร้องไห้ ก็เลยโทรไปหาคุณชูใจ บอกว่า ทราบว่าพ่อป่วย แล้วท่านคงจะลา พี่เขาก็ดุมาบอกว่าแหมเราไม่เก่ง ด๊อกเตอร์ปริญญาขอไว้ตั้ง 139 ปี อย่าพูดส่งเดชเลย โดนรุมกระทบตาย (หัวเราะ) หนูก็บอกว่า แต่หนูรู้ว่าใจหนูแตกสลาย ยังไงก็นั่งไม่ติด ก็เลยโทรไปที่โรงพยาบาล

    ทีนี้เขาไม่ให้ข่าวอะไรเลย ถามว่าหลวงพ่อป่วยยังไง แกก็ไม่พูด แถมพูดตวัดเสียง ก็เลยต้องโต้คารมน่ะค่ะ (หัวเราะ) ก็เลยอธิษฐานว่าไม่ได้ผลอย่างนี้ ต้องเอาอย่างนี้ดีกว่า นึกถึงหลวงปู่ เอาจิตขึ้นไปกราบหลวงปู่องค์ปฐม แล้วอธิษฐานว่า เป็นตายร้ายดียังไงนะคะ จะต้องไปกราบหลวงพ่อที่พระบาทให้ได้ ไปกราบท่านที่เท้าให้ได้ ท่านอยู่ที่ไหน ก่อนที่ท่านจะจากลูกจะต้องไปกราบที่นั่นให้ได้ อธิษฐานพร้อมกับลูกสาว ปรากฏว่าวันนั้นเขาก็วุ่นชุลมุนเลย หนูก็ปลอมตัวเป็นหมอเข้าไปด้วย" (หัวเราะ)

    แน่..วิชามารแปลงกาย

    "ก็เจอหัวหน้าหมอใหญ่ก็ตกใจ อ้าวคุณเข้ามาได้ยังไง หน้านี้ไม่ใช่หมอนี่ เพราะหมอเขาไม่แต่งหน้าใช่ไหมคะ คนนี้แต่งหน้า ก็บอกว่าดิฉันเป็นลูกสาวหลวงพ่อ หมอกับพยาบาลแกก็เข้าใจว่า หลวงพ่อมีลูกสาวโตเท่านี้จนมีหลาน เอ้า หยวนให้หลานกับลูกสองคน วาระสุดท้าย (หัวเราะ) อธิษฐานค่ะ แรงอธิษฐานศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ค่ะ หลวงปู่กับหลวงพ่อ หลวงปู่องค์ปฐมน่ะค่ะ"

    ก็เลยเข้าไปได้ใช่ไหม

    "ค่ะ เข้าไปอยู่กับหลวงพ่อตอนวาระสุดท้ายจริงๆ"

    พระยังเข้าไปไม่ได้เลย

    "แต่หมอเขาเข้าใจว่าตัวศรีกับลูกสาวเป็นลูกหลวงพ่อ แบบมีลูกสมัยนี้น่ะค่ะ เป็นลูกบังเกิดเกล้าจริงๆ ชาตินี้ เพราะอ้างตัวว่าเป็นลูก ลูกสาวท่าน"

    หน้าก็เหมือนด้วยนะ (หัวเราะ) พอไปกันได้ หลวงพ่อสงเคราะห์นะ พระกับหลวงพ่อสงเคราะห์

    พุทธานุภาพนี่ ไม่ใช่ธรรมดา แปลกหนึ่งในร้อยแท้ๆ ที่เข้าไปได้

    "หมอกับพยาบาลลืมคิดว่า หลวงพ่อบวชมาตั้งนาน ทำไมลูกยังไม่สี่สิบตอนนั้น"

    โดนของไปเลยโง่เลย (หัวเราะ)

    "คือเรื่องมหัศจรรย์จะประสบบ่อยๆ อย่างหลังจากนั้นก็ได้คิดตายแล้ว ทำยังไงหลวงพ่อ เพราะกลัวไม่ได้เข้านิพพาน แต่ท่านมาบอกที่บ้าน บอกว่าไม่ต้องกลัวหรอกพ่อคัดเลือกไว้แล้ว องค์นี้น่ะบารมีไม่เบา"

    องค์ไหนเหรอ

    "หลวงพี่เจ้าอาวาสค่ะ"

    อ๋อ ห้าสิบแปด หกสิบแปดกิโล (หัวเราะ)

    อ๊อ..เอายังไงแน่ เห็นบอกสองทีไม่ตรงกัน ห้าสิบแปดหรือหกสิบแปด (หัวเราะ) เอาให้แน่นะ

    กลัวจะน้อยไป

    (จากคำบอกเล่า ธัมมวิโมกข์ ธันวาคม 2537)


    บุษบกพระศพหลวงพ่อ.jpg
     
  10. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,154
    กระทู้เรื่องเด่น:
    25
    ค่าพลัง:
    +219,935
    0001 (1).jpg

    หลวงพ่อตายแล้วยิ่งเฮี้ยนมาก


    ก็มีเรื่องอยู่เรื่องหนึ่งคือเมื่อตอนรับแขกอยู่เมื่อไม่กี่วันนี้มั้งที่วิหาร 100 เมตร ก็มีลูกศิษย์หลวงพ่อรุ่นเก่าเลย รุ่นสมัยที่หลวงพ่อมาพ.ศ. 2511-2512 นั้นน่ะก็มาหามาทำบุญด้วย เขาก็บอกว่าแนะนำให้คนที่อยู่ข้างๆรู้จักกันบอกเนี่ยผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ ชื่อ สุวิมล พี่ชายเป็นเจ้าของสัมปทานป่าไม้ที่ จ.อุทัย จ.กาญจนบุรี สมัยก่อนหลวงพ่อจะไปไหนต้องไปจ้างรถสองแถวมารับท่านไปหรือมาสามล้ออะไรอย่างนี้ หลวงพ่อท่านไม่ค่อยมีเงิน ก็ได้โยมนี่อุปการะ ชื่อสุวิมลนี่เป็นภรรยาของส.ส. ศิลป์ชัย นุ้ยปรี จ.อุทัย ก็แนะนำให้คนอื่นรู้จักว่านี่เป็นคนอุปการะหลวงพ่อ สมัยหลวงพ่อยังไม่มีอะไรน่ะ ไปไหนก็ต้องไปรถสองแถวจ้างเขาไป บางทีก็ไปรถสามล้อรถอะไรอย่างนี้

    "มาสายลมก็นั่งรถเมล์มา"

    ใช่...ทีนี้คุยกันท่านก็บอกว่า สมัยหลวงพ่อที่มีชีวิตอยู่นี่ ท่านให้หา ไม้ คำว่า ไม้ แบบนี่ทำโบสถ์ มา 3 รถเทรลเลอร์ เทรลเลอร์ที่มันต่อพ่วง มาถวายหลวงพ่อเอาไว้สร้างโบสถ์ เป็นไม้แบบ ไม้แป ไม้ยางอะไร ก็ตามมาถวายเยอะ

    แกก็เข้าไปหาหลวงพ่อตอนไหนก็ไม่รู้ช่วงนี้ บอกหลวงพ่อสร้างวัดซะใหญ่เลย ต่อไปใครจะมาดูแลล่ะ หลวงพ่อตายไปแล้วน่ะ หลวงพ่อบอกแกไม่ต้องห่วง ข้าตายแล้วยิ่งเฮี้ยนใหญ่เลย ข้านี่ (หัวเราะ) ข้าตายแล้วยิ่งเฮี้ยนใหญ่เลย

    เลยถามโยม หลวงพ่อพูดจริงหรือ ? จริงซิ ฉันเป็นห่วงวัดว่าต่อไปใครจะมาดูแล ท่านบอกแกไม่ต้องห่วง ข้าตายยิ่งเฮี้ยนใหญ่ บอกข้าตายแล้วนี่นะ ข้าจะช่วยพวกแกได้เยอะ มีความคล่องตัว นี่ร่างกายข้าป่วย

    มันก็ตรงกัน ผู้การสถาพรถือว่าคนรุ่นใหม่ก็แล้วกัน นี่ก็คนรุ่นเก่า 20-30 ปีเนี่ยพูดตรงกัน ผู้การสถาพรแกก็เป็นหมอนวดหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกผู้การถ้าข้าตายไปแล้วนี่ ข้าช่วยพวกแกได้เยอะ ร่างกายมันป่วยนี่ทำอะไรไม่ได้หรอก ไว้ข้าตายไปแล้วนี่ ร่างกายก็ไม่ต้องห่วงนี่ขันธ์ 5 ช่วยพวกแกได้เยอะ

    มันก็ตรงกันตรงกันกับผู้การ คุณสุวิมล หลวงพ่อดาบส หลวงพ่อดาบสนี่ พวกที่ไปมา พวกนี้ไปมา ท่านก็บอกว่าหลวงพ่อไม่ได้หนีไปไหนนะ หลวงพ่อไปรอเราอยู่ หลวงพ่อพระราชพรหมยานไม่ได้ตายหนีเราไป แต่ท่านไปรอเราอยู่ ทำอะไรท่านไม่รู้ไม่มี จำไว้ท่านต้องรู้ ท่านรู้

    ท่านก็บอกว่าสมัยหลวงพ่อที่ยังมีชีวิตอยู่เนี่ย หลวงปู่สีอยู่ตาคลี อายุ 120 กว่าปี ตอนเช้าๆมีอยู่วันหนึ่งหลวงปู่สีแต่งตัวแต่เช้าเลย สั่งให้คนเตรียมน้ำใช้น้ำฉัน สั่งให้คนเตรียมสถานที่ พอตอนสายๆหน่อย หลวงพ่อฤาษีไปแล้วไปหา นี่แสดงว่ารู้กัน ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ท่านไม่มีโทรศัพท์นี่สมัยก่อนเนี่ยไม่มีโทรศัพท์ ท่านก็เน้นบอกว่าขณะมีชีวิตอยู่ท่านยังรู้ใจกันนี่ ยิ่งตายยิ่งรู้มากใหญ่ ไม่ต้องห่วงหรอก ขอให้มั่นใจในคำสอนของท่านก็แล้วกัน นิพพานนี่ไม่ใช่สูญ แต่ศูนย์ก็มีค่านะ ศูนย์ 1 ตัวมีเลขนำหน้าก็ ศูนย์ 2 ตัวมีเลขนำหน้ามีค่ามากขึ้น ศูนย์ 3 ตัวยิ่งมีเลขยิ่งมีค่ามาก ศูนย์ 4 ตัว ศูนย์ 5 ตัว ศูนย์ 6 ตัว ยิ่งศูนย์ยิ่งมากยิ่งมีค่า ศูนย์มีค่าเลยได้มาแสนหนึ่ง (หัวเราะ) ได้มาแสนเพราะไอ้ศูนย์ 4 ตัว 5 ตัวนี่ แหม.. ไปมา 7 คันได้มาแสนแล้วนี่ ทุนคืนมาหมดแล้ว


    แสดงว่าพระท่านมีท่านจริง ทีนี้ก็มีเคล็ดลับอยู่อย่าง ใครจะรู้น้อย เพราะว่าท่าน เทศน์ตอนแรกบอกดีท่านเจ้าคุณลาซะ ทำไมจะพาลูกศิษย์นี่อ้อม อ้อมต้องกลับมาเกิดอีก 7 ชาติ ดีเจ้าคุณตัดลามาเสียก่อน ดึงพาพวกเราตรงขึ้นอะไรอย่างนี้ นี่เราไม่ค่อยรู้ซิตรงนี้ว่าหลวงพ่อท่านไม่ค่อยคุยให้ฟังนี่ ทีนี้โยมน้อยกานดาแกเป็นคนเก่าแกก็ถาม ไอ้น้อย หลวงพ่อเคยพูดไว้กับแกไว้ ไอ้น้อยข้าไม่อยากให้พวกแกมีทุกข์น่ะ ทุกข์ต้องตามข้าไปอีก 7 ชาติ ข้าจึงตัดสินใจลาซะ พวกเราจะได้ทุกข์น้อยลงไป ย่นระยะลงไป

    ทีนี้หลวงพ่อกับหลวงปู่ดาบสยังไม่เคยเจอะกันเลย แล้วหลวงพ่อก็ไม่เขียนหนังสือไว้ที่ไหน เนี่ยความรู้สึกตรงนี้คนชักหลั่งน้ำตา ฮึกฮักๆๆ ออกมาบ้างแล้ว ชื่นใจว่าหลวงพ่อ หลวงปู่ดาบสทวนความอะไรให้เกิดศรัทธา พูดให้เราเกิดศรัทธานี่ จะไม่เกิดศรัทธาจะให้เจ้าอาวาส (พระครูปลัดอนันต์)เทศน์นี่ ศรัทธาจะหาย (หัวเราะ) แหม..จะให้เราเทศน์ หลวงปู่เรียกว่าโยนเผือกร้อนๆ ให้ขบซะแล้ว เกือบเสียท่า

    "แล้วเอาตัวรอดได้ยังไงครับ วันนั้นน่ะ โยมเขาอยากจะถามน่ะ คือหลวงปู่ดาบสบอกว่าให้พระครูเทศน์ บอกแล้วก็โยนไมค์มาให้เลยใช่ไหมครับ"

    หลวงปู่ดาบสก็บอกว่า ที่นี่ก็เทศน์กันทุกวัน เจอหน้าก็เทศน์สอนธรรมะกันทุกวัน ท่านพระครูมาก็ดีแล้ว ช่วยเทศน์ใหญาติโยมฟังบ้าง ก็นึกในใจ เวรกรรมล่ะกูเอ้ย...ทีนี้ (หัวเราะ) กูอยู่ไหนกูไม่เคยเทศน์ซะที เอากูเทศน์ จะขายขี้หน้าญาติโยม (หัวเราะ) ทำไงดีวะเนี่ย จะเอาตัวรอดยังไง รับไมค์มาแล้วก็ต้องเอาแล้ว

    ก็บอกว่า ที่มาที่นี่ก็เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อทั้งนั้นนี่ มากันตั้งหลายคันรถเนี่ย ก็เจอกันที่สายลมแทบทุกเดือนอยู่แล้ว คุยกันเรื่องกรรมฐานทุกเดือนกันอยู่แล้ว แต่พวกเราก็มาไกลกัน คือพระอย่างฉันนี่หาได้เยอะห่มผ้าเหลืองอย่างงี้ ไปที่ไหนก็ได้เยอะ ที่เราดั้นด้นมาก็มาหาพระที่หลวงพ่อบอกไว้ว่า พระอย่างหลวงปู่นี่ มีพระปลัดวิรัชมาหาก็ถ่ายรูปกลับไป แล้วไปเล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อบอกพระยังงี้เย็นมา 20 ปีแล้ว หมดอยากมา 20 ปีแล้วนี่ เราก็ดั้นด้นมาตั้ง 700 กว่าก.ม. เพื่อจะมาหาพระดี ฉะนั้นอยากให้หลวงปู่ช่วยเทศน์ เพราะว่าพวกนี้มาอยากจะฟังเทศน์หลวงปู่ครับ

    โยนไปยังงี้คล้ายๆ ยังงี้แหละ หลวงปู่ก็จำเป็นต้องเทศน์ คืนกลับแล้วนี่ ท่านก็เริ่มคุยให้ฟัง

    "พวกเราก็ตบมือกันกราว ท่านพระครูเอาตัวรอดได้"

    เออ..ไม่ได้นัดไม่รู้เรื่องมาก่อนซิว่าท่านจะโยนมาให้เรายังงี้ ใครๆก็รู้เราจะไปฟังเทศน์จากท่าน ใช่ไหม แต่ท่านโยนมาให้เราซะแน่ แต่ท่านก็คุยไปเรื่อย คุยไป คุยไปถูกใจนี่ ท่านก็ทวนความจำ หลวงปู่แหวนเหลือหลวงปู่หนูแล้ว เดี๋ยวนี้คนไม่ค่อยไปอยู่กับท่าน พระองค์นั้นองค์นี้ แต่หลวงพ่อเราคนยังมีศรัทธา แสดงว่าคนเข้าใจในคำสอนของพระราชพรหมยาน ขอให้มั่นใจไว้ได้เลยไม่ต้องเชื่อใครอีกแล้วนะที่ว่านิพพานสูญน่ะ ขอให้เชื่อท่านเจ้าคุณพระราชพรหมยาน ให้มั่นใจได้เลย นิพพานเป็นเมืองแก้ว เป็นเพชรเป็นอะไร ยืนยันเลยนะทีนี้ ก็พูดยืนยันเลยล่ะ ก็ให้เชื่อได้ ไม่ต้องไปนั่นแล้ว อะไรต่ออะไรนี่ ลงเรือลำเดียวกับเราแล้ว เราลงเรือลำเดียวกับท่านหรือไงก็ไม่รู้ คือคุยกันรู้เรื่องกันแล้วนี่

    "ยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า นิพพานไม่สูญ ตามที่คนอื่นเขาว่า"

    เจ้าหน้าที่ประทับใจ ปีหน้าจะไปเอาหวยอีกนี่ (หัวเราะ) ได้คราวนี้แสนคราวหน้าจะเสียไปแสนหรือเปล่า


    (จากคอลัภม์ "จากคำบอกเล่า" ธัมมวิโมกข์ มีนาคม 2538 หน้า 82-84)

    17191658_756013101224151_2078093516476630849_o.jpg
     
  11. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,154
    กระทู้เรื่องเด่น:
    25
    ค่าพลัง:
    +219,935
    26655935792057648952_n.jpg

    วันนี้ 5 สิงหาคม เมื่อปี พ.ศ. 2506 หลวงพ่อจบกิจในพระพุทธศาสนาเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ

    ลพ.จบกิจ.jpg
    (จากหนังสือ "ประวัติหลวงพ่อพระราชพรหมยาน" หน้า 330)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 สิงหาคม 2019
  12. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,154
    กระทู้เรื่องเด่น:
    25
    ค่าพลัง:
    +219,935
    14054051_198722027249628_7511418873236660438_n.jpg 15032192_198719160583248_4775895129719973507_n.jpg 15039659_198721223916375_3234085542741759139_o.jpg 15042289_198721037249727_4773427373513749445_o.jpg 15128831_198721743916323_8114242213603435705_o.jpg 15068554_198721200583044_2122965647551633037_o.jpg 15068873_198719103916587_1765111080986533942_o.jpg 15068920_198720190583145_8178807209024341053_o.jpg 15069008_198722337249597_1160591006782542491_o.jpg 15069111_198720510583113_6228600353597100057_o.jpg 15110296_198720853916412_3024381391103509487_o.jpg 15110307_198722607249570_62693338833379161_o.jpg 15110347_198721433916354_3797610183622194821_o.jpg 15137423_198722003916297_860178593936594659_o.jpg 15138560_198722597249571_6113199236321715016_o.jpg 15138582_198721510583013_3095812858077277652_o.jpg

    เปิดดูไฟล์ 4231024


    13.jpg 758174-vert.jpg 872a31e6bc3c548d642917b19ce0e6cd-vert.jpg

    7e9ba3c21d5b76bedd2fc912fd013d2e.jpg 8dc1964bebb2ef879161de4bc01a2a46.jpg

    เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2562 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานคำขวัญวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2562 ความว่า

    “เพราะรักลูกมากกว่าใครในโลกหล้าเพราะพระคุณเลิศล้ำฟ้าจะหาไหนเพราะสอนให้ประพฤติดีทั้งกายใจลูกจึงรักแม่กว่าใครทดแทนคุณ”

    maxresdefault.jpg

    66444273_168103971037813_514474609801947838_n.jpg


     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 สิงหาคม 2019
  13. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,154
    กระทู้เรื่องเด่น:
    25
    ค่าพลัง:
    +219,935


    หลวงพ่อสอนวิธีฝึกมโนมยิทธิครึ่งกำลังให้เป็นเต็มกำลัง
     
  14. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,154
    กระทู้เรื่องเด่น:
    25
    ค่าพลัง:
    +219,935
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,629
    กระทู้เรื่องเด่น:
    164
    ค่าพลัง:
    +27,068
    หลวงพ่อฤาษี41.jpg
    สวัสดีคุณน้องวรรณและลูกหลานหลวงพ่อทุกๆท่านค่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 3 กันยายน 2019
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    10,811
    ค่าพลัง:
    +20,998
    วันอาทิตย์ที่ ๘ กันยายน ๒๕๖๒ ไปกราบพระปัจเจกพุทธเจ้าที่วัดท่าซุง กราบสังขารหลวงพ่อมหาวีระ ทำบุญปัจจัยใส่ตู้ต่างๆในวัด ผู้คนมากมาย ต่อแถวถวายสังฆทาน ภาพแบบนี้พบเห็นได้ในสายหลวงพ่อ
     
  17. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,154
    กระทู้เรื่องเด่น:
    25
    ค่าพลัง:
    +219,935
    7.jpg

    สวัสดีครับพี่ supatorn
     
  18. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,154
    กระทู้เรื่องเด่น:
    25
    ค่าพลัง:
    +219,935
    DSC05013.jpg DSC05010.jpg บุษบกพระทองคำ.jpg บุษบก ลพ..jpg

    สวัสดีครับคุณศุภชัย

    โมทนาบุญด้วยนะครับ

    186774.jpg
     
  19. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,154
    กระทู้เรื่องเด่น:
    25
    ค่าพลัง:
    +219,935
    0001.jpg

    งานพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานครบรอบวันมรณภาพ ปีที่ ๒๗ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ ระหว่างวันที่ ๒๘-๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๒


    - วันเสาร์ที่ ๒๘ กันยายน

    ...เวลา ๐๙.๓๐ น พิธีพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดท่าซุง

    5_5 (1).jpg 374553_137733346404126_1719604326_n.jpg


    ...เวลา ๑๗.๓๐ น ประธานฝ่ายฆราวาสจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ทายกนำกราบพระและรับศีล

    พระสงฆ์วัดท่าซุงสวดพระพุทธมนต์ (ธัมมนิยาม) เจ้าภาพถวายไทยทาน ต่อจากนั้น พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม

    เจ้าภาพทอดผ้าบังสุกุล และถวายไทยทาน เพื่ออุทิศถวายกุศลแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ พระสงฆ์ให้พร เป็นอันเสร็จพิธี

    - วันอาทิตย์ที่ ๒๙ กันยายน

    ..เวลา ๑๐.๓๐ น. ประธานฝ่ายฆราวาสจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ทายกนำกราบพระและรับศีล พระราชาคณะ และพระมหาเถรานุเถระ ที่อาราธนามาในงานสวดพระพุทธมนต์

    ...เวลา ๑๑.๐๐ น. ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ และพระสงฆ์ภายในวัดท่าซุง รวมทั้งพระอาคันตุกะที่เดินทางมาร่วมงานด้วย

    ..เวลา ๑๒.๐๐ น. พระราชาคณะ ผู้เป็นประธานสงฆ์ กล่าวสัมโมทนียกถา เจ้าภาพถวายไทยทาน พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์อนุโมทนาแล้วเดินทางกลับ

    ...เวลา ๑๒.๓๐ น. พระสงฆ์วัดท่าซุงสวดมาติกา เจ้าภาพถวายไทยทาน เพื่ออุทิศถวายกุศลแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ พระสงฆ์ให้พร เป็นอันเสร็จพิธี


    http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=2683

     
  20. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,154
    กระทู้เรื่องเด่น:
    25
    ค่าพลัง:
    +219,935
    ธัมมวิโมกข์ ฉบับ 80.jpg

    จิตทรงฌาณ
    จิตทรงฌาณ

    ธัมมวิโมกข์ ธันวาคม 2532 หน้า 33.jpg ธัมมวิโมกข์ ธันวาคม 2532 หน้า 34.jpg

    (จากธัมมวิโมกข์ เดือนธันวาคม 2532 หน้า 33-34)

    0001.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...