เรื่องเด่น นานาเรื่องราวหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

ในห้อง 'ประสบการณ์ เรื่องเล่า' ตั้งกระทู้โดย Wannachai001, 16 กันยายน 2014.

  1. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,226


    00.jpg 0.6.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 พฤศจิกายน 2019
  2. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,226


    DSC_0013 (1).JPG DSC_0015.JPG DSC_0016 (1).JPG
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 พฤศจิกายน 2019
  3. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,226




    DSC_0237.JPG DSC05015.jpg DSC05017.jpg DSC05019.jpg DSC05023.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 พฤศจิกายน 2019
  4. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,226
    DSC_0013.JPG


    พระศุกร์เล็งพระเสาร์

    ผู้ถาม : หลวงพ่อเจ้าคะ ปีนี้โหรเขาทำนายว่าพระศุกร์เล็งพระเสาร์ ว่าจะไม่ดีต่างๆนานา หนูจะใช้คาถาเงินล้านที่แจกใหม่ฉบับล่าสุดไปภาวนาจะแก้ได้หรือเปล่าเจ้าคะ

    หลวงพ่อ : ที่จะแก้นี่นะมันจะผิดกฎหมาย ถ้าแก้ให้เขาแก้กันในห้อง

    อย่างนี้ไม่ถือว่าแก้ เราทำตามกำลังเราให้สูงขึ้นไม่ถือว่าแก้นะ แต่กำลังเราสูงขึ้น เขาจะลงโทษได้มาก อันนี้เมื่อกี้นี้คุยกับพระอยู่

    ผู้ถาม : เป็นอย่างไรบ้างหลวงพ่อ ?

    หลวงพ่อ : เรื่องภัยการแทรกของฐานะของมันทั่วโลกใช่ไหม ถ้าเป็นพิธีนะท่านองค์แรกก็คือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันต้องพบท่าน ก่อนนี้กับพระปัจเจกพุทธเจ้า คุยกับท่านอยู่พักแล้วขยับตัวออกไป ถ้าพบท่านประเดี๋ยวองค์ปฐมก็มาและพระพุทธกัสสปก็มา สมเด็จพระพุทธทีปังกรก็มา

    คุยไปคุยมาถามถึงความเป็นมาของคาถาต่างๆ องค์ปฐมท่านบอกว่าเรื่องลาภนะสมเด็จพระพุทธกัสสปหนักที่สุด และรองลงมาคลัายคลึงกันก็คือสมเด็จพระพุทธทีปังกร

    ก็เลยถามท่านว่าพระพุทธเจ้าทรงมีบารมีเต็มเหมือนกันทำไมแตกต่างกันเรื่องลาภ ท่านบอกว่าสุดแล้วแต่การเริ่มตันคู่อันไหนแรงกว่ากัน คู่การให้ทานมากกว่ากัน อย่าลืมว่าสมเด็จองค์ปฐมก็ดี องค์พระพุทธทีปังกรก็ดี พระพุทธกัสสปก็ดี องค์ปัจจุบันก็ดี ปูให้พวกนี้ทั้งนั้นแหละ

    นี่คาถาบทนี้ละท่านคุมนะ ท่านชี้เลยพระพุทธกัสสปคุม ที่ให้ทั้งหมดนี่แหละ ท่านบอกเลยที่ให้พระพุทธกัสสปคุมเพราะว่าลาภท่านมาก เวลาว่าเรามีความมั่นคงจริงและทำเป็นสมาธิ ภาวนาไว้สม่ำเสมอให้จิตเป็นจริงนะ จะไม่เดือดร้อนตามที่เราคิด เราสบายใจได้

    ผู้ถาม : ไม่ต้องไปเห็นพระเสาร์พระศุกร์อะไรนะครับ

    หลวงพ่อ : อันนี้ เดี๋ยวๆ พระศุกร์เล็งพระเสาร์หรือพระเสาร์เล็งพระศุกร์ ถ้าพระศุกร์เล็งพระเสาร์ก็เบาหน่อย ถ้าพระเสาร์เล็งพระศุกร์ก็หนักหน่อย เดี๋ยวเสาลัมทับเข้า

    อันนี้ไม่เป็นไรนะ อันนี้ท่านให้เพื่อหาทางหลีกอยู่แล้ว กฎของกรรมประเภทนี้เราหลีกไม่ได้กัน ทำกำลังใจให้สูงขึ้น

    เมื่อกี้นี้พูดกัน ท่านบอกว่าเรื่องนี้ต้องมอบเป็นภาระของสมเด็จพระพุทธกัสสป ท่านหนักในลาภ แล้วองค์ปฐมท่านก็บอกว่าสมเด็จพระพุทธทีปังกรนี่องค์หนึ่ง ท่านเรียกมามานั่งคุยกัน แต่ว่าลีลาต่างกันนิดหนึ่ง

    สมเด็จพระพุทธทีปังกรมีกำลังแข็งมากสู้แรงมาก พระพุทธกัสสปท่านนิ่มนวลในลาภมหาศาล แต่ลาภมหาศาลทั้งคู่ ท่านก็เลยบอกว่าให้เป็นหน้าที่ของทั้ง 2 องค์

    ผู้ถาม : หลวงพ่อพิมพ์แจกช้าไปซะหน่อย ถ้าแจกซะแต่เนิ่นๆ ป่านนี้ลูกหลานก็คงรวย

    หลวงพ่อ : เวลานี้ยังดีอยู่นะ ไอ้คนที่อิ่มอยู่ หุงข้าวหรือขนมไม่มีความหมาย อันนี้พิมพ์แจกช้าไป ถ้าหากว่าท่านไม่อนุมัติไม่มีทางจะรู้กันได้เลยนะ ก็ต้องไปขอบคุณท่านย่ากับท่านแม่ศรีขออนุญาตท่าน ถ้าท่านย่ากับท่านแม่ศรีไม่ขออนุญาตไม่มีทางเลย


    (จากธัมมวิโมกข์ ปีที่ 6 ฉบับที่ 58 หน้า 58-59)



     
  5. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,226
    62113746_1285035198339683_3711673654455566336_o.jpg
    ยอดพระไตรปิฎก

    "การสวดมนต์ยอดพระไตรปิฎก ถ้าสวดทุกวันจะเป็นยังไงคะ...?"

    ตาย

    "อานิสงส์เป็นยังไงคะ"

    อานิสงส์ก็ดี ดี สวดได้ก็ดี ไอ้ยอดพระไตรปิฎกนี่มันอยู่ไหนหนอ... ยอดพระไตรปิฎกจริงๆ มันสวดไม่มากหรอก

    อัปปมาเทนะ สัมปาเทถะ เท่านี้

    "ต้องหมดสิคะ"

    เฮ้ย...ไอ้นั่นโคนพระไตรปิฎก ยอดพระไตรปิฎกเราต้องดูอย่างนี้ซิ ตอนวันที่พระพุทธเจ้าจะนิพพาน ใช่ไหม วันนั้นพระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า

    "อานันทะ ดูก่อน อานนท์ พระธรรมวินัยที่ตถาคตสอนมาสิ้นเวลา 45 ปี ย่อมรวมอยู่ในความไม่ประมาท"

    จึงตรัสว่า "อัปปมาเทนะ สัมปาเทถะ แปลว่า ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม"

    นี่ยอดพระไตรปิฎกแล้ว ยอดมันก็ต้องเล็กนิดเดียว โตเบ้อเริ่มเป็นยอดได้ไง ไอ้ที่เขาบอกว่ายอด ฉันไปดูแล้วมันโคนพระไตรปิฎก

    เอ้า...จริง ๆ ท่านบอกว่า คำสอนทั้งหมดรวมอยู่ในคำว่าไม่ประมาทคำเดียว ใช่ไหม พออ่านๆดูแล้วไม่รู้ว่าเป็นยอดแบบไหน ที่เขาพิมพ์ขายน่ะ ไม่รู้แกไปคัดเอาอะไรมาบ้าง

    "ที่วัดหนูก็มียอดพระไตรปิฎก"

    มีโคนพระไตรปิฎก ก็บอกแล้วยอดมันมีแค่ อัปปมาเทนะ สัมปาเทถะ นี่ยอด คือรวมหมด ท่านตรัสวันนิพพาน คือว่าคำสอนทั้งหมดรวมอยู่ในคำนี้คำเดียว นี่ยอด ใช่ไหม

    นี่ฉันมันมีความเห็นไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเขา เพราะอะไร เพราะฉันถือเอากฎความเป็นจริงมาใช้เท่านั้น แต่ที่เขาบอกยอดพระไตรปิฎก ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเรียกยอดพระไตรปิฎก ยอดมันต้องเล็กใช่ไหม ยอดต้องจิดจิ๋ว ยอดใหญ่มันต้องโคน เดี๋ยวหล่นหักมา

    เราไม่ประมาท คือ 1. ไม่ประมาทในชีวิต เราคิดว่าชีวิตนี้มันไม่สามารถจะทรงตัวต่อไปได้ มันต้องตาย

    ไม่ประมาทที่จิตเราจะไปคิดจับในขันธ์ 5 ว่ามันเป็นเราเป็นของเรา ใช่ไหม นี่เราไม่ประมาทเราคิดว่าร่างกายเป็นเราเป็นของเรา ไม่ช้าก็เจ๊ง เดี๋ยวมันก็พัง ถ้ามันเป็นเราเป็นของเราจริง มันก็ต้องไม่ตาย ถ้าเราต้องการขันธ์ 5 แบบนี้ มันก็มีแต่ความทุกข์ มันหาความสุขไม่ได้ ก็แค่นั้น จบ

    (จากธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 149 กรกฏาคม 2536 หน้า 16)

    DSC_005.jpg
    สวดมนต์เป็นยาทา ภาวนาเป็นยากิน


    "ลูกสวดมนต์ไม่ค่อยได้ ได้แต่นั่งภาวนา"

    ภาษิตพระอรหันต์องค์หนึ่งท่านพูดไว้ เวลาที่ฉันไปหาท่าน ท่านบอกว่าไอ้สวดมนต์น่ะเป็นยาทานะลูกนะ ภาวนาเป็นยากิน

    สวดมนต์ท่านบอกว่าเป็นยาทา ภาวนาเป็นยากิน การสวดมนต์ไม่ต้องสวดมากหรอก ว่า นะโม พุทธัง ธัมมัง สังฆัง เสร็จ อิติปิโส จบใช้ได้เลย ต่อไปเริ่มภาวนาเลย แค่นั้นพอแล้ว

    "สวดจนเหนื่อยบางทีไม่มีเสียงจะสวด"

    ก็ล่อกันเต็มที่

    "ภาวนาพุทโธ นั่งทำวัตรกับเขาด้วย"

    ใช่ๆ เราสวดไม่ได้เราก็ภาวนาไปเลย แล้วก็ถือเสียงสวดนั้นแหละเป็นสรณะไปเลย ถือว่าเสียงสวดมนต์ เราสวดไม่ได้ใช่ไหม ถ้าภาวนาเราจับเสียงสวดนั่นแหละ จับเอาจิตคล้อยตามไปเลย ถือเป็นสมาธิในนั้นเหมือนกัน

    เมื่อฉันเด็กๆ คนแก่สวดมนต์ไม่อยากให้จบ ชอบใจอยู่บท แต่ว่าไม่เหมือนแก แต่เมื่อเด็กๆว่าได้ อะไรนะ อิมัสสมิง มงคลจักรวาฬทั้งแปดทิศ (หัวเราะ) แล้วก็ว่าพร้อมฟังเพราะจริงๆ ไม่มีเครื่องบันทึกเสียงสมัยนั้น โยมเสงี่ยมแกยังว่าได้เลย

    "ที่หลวงพ่อบอกว่าสวดมนต์เป็นยาทา ภาวนาเป็นยากิน ยังงั้นก็ไม่ต้องสวดมนต์เลยได้ไหมครับ...?"

    สวดมนต์ก็เป็นสรณะอันหนึ่ง การสวดมนต์นี่จิตเข้าถึงอุปจารสมาธิ เป็นเทวดาชั้นยามา ท่านกล่าวสวดมนต์เป็นยาทา ภาวนาเป็นยากิน หมายความว่าสวดไม่ต้องมากนัก อิติปิ โส บทเดียวนั่นคุ้มแล้ว

    ห้องต้นสรรเสริฐคุณพระพุทธเจ้า ใช่ไหม ห้องกลางสรรเสริญคุณพระธรรม ห้องท้ายสรรเสริญคุณพระสงฆ์ หมดแค่นี้ ไอ้ว่าบทอื่นว่าไปก็ไปสรรเสริญ 3 อย่างนี่ ฉันเลยไม่เอาเปลือกเอาเนื้ออย่างเดียว ใช่ไหม แต่เดี๋ยวนี้สวดไม่ได้ พอเริ่มจะสวดเปิดเลย พอเริ่มจะสวดปุ๊บไปแล้ว พอเริ่มจะสวดหยุกกึ๊กแล้ว มันชิน

    ถ้าจะสวดให้ได้ทำไง ต้องเริ่มปล่อยให้ใจไปตั้งอยู่สักพักหนึ่งก่อน แล้วถอยหลังมาให้กำลังมันทรงตัวแล้วถอยหลังมานิด ก็ว่า แต่พอว่าไปก็อีกนั่นแหล่ะ ถ้าว่าถึงบทพุทธคุณ พอถึงอิติปิโส ท่านก็มาแล้ว แจ๋ว

    พอถึงสวากขาโต พระธรรม ธัมมานุสสตินี่ นิมิตเป็นดอกมะลิแก้ว เป็นดอกมะลิแก้วใส ไหลจากพระโอษฐ์ หลวงพ่อปานท่านเคยสอนยังงั้น แล้วเป็นยังงั้นจริงๆ พอขึ้นสวากขาโต เป็นดอกมะลิแก้วไหลลงหัว พอขึ้นสุปฏิปันโน พระอริยะมาเต็มพรึ่บ

    ต้องพยายาม ต้องไม่ปล่อยจิตให้มันลึกเกินไป ต้องพยายามดึงไว้แค่อุปจารสมาธิ พอจบเข้าไปเลย ออก พอสวดจบก็พึ้บออกไปแล้ว ไปหาท่าน นั่งคุยตามสบายๆ

    แต่ว่าวิธีการแบบประเภทฉับพลันรีบร้อนนี่ นึกพั้บให้อารมณ์จับทันทีนี่ ต้องฝึกให้คล่อง อย่าไปห่วงว่าภาวนานานดี จิตเข้าถึงฌานเร็วน่ะดี

    การฝึกเข้าฌานนี่เขาต้องฝึกให้ไม่เสียเวลาแม้แต่ 1 วินาที เริ่มจับพั้บนี่ต้องเริ่มไม่สนใจกับลมหายใจเข้าออกเลย ต้องฝึกตัวนี้ เริ่มพั้บจับอารมณ์จับภาพพระเลย ไม่สนใจกับลมหายใจเลย อันนี้ทำบ่อย ๆ จับพั้บเป็นฌาน 4 ทันที

    ไอ้ที่เราต้องเลี้ยงลมหายใจเพราะว่าจิตกำลังมันยังอ่อนอยู่ ใช่ไหม ต้องเลี้ยงลมหายใจให้จิตมันทรงตัว อันนี้ก็จำเป็นเหมือนกัน ก็ต้องฝึกอยู่ 2 อย่าง คือจับลมหายใจไว้ให้จิตมันทรงตัว กับ ไม่สนใจกับลมหายใจเลย

    ถ้าพอไม่สนใจกับลมหายใจเลย มันคล่องตัวแล้วไม่ต้องสนใจจับมันเลย มันจับพั้บให้ได้เลย จับพั้บให้ได้เลย พอจับพั้บอารมณ์เป็นฌาน 4 ทันที ก็เป็น 2 แบบ

    คือว่าถ้าอารมณ์ใจยังอ่อนก็ต้องคุมอารมณ์หายใจ แต่ว่าลมหายใจนี่ถ้าเราคุมไปๆ พอถึงฌาน 4 นี่มันจะไม่รู้สึกว่าเราหายใจ นี่การฝึกไม่สนใจกับลมหายใจมันฝึกตั้งฌาน 4 ทันทีนะ จับตัวปลาย เราลองซ้อมดู

    มันไปไม่ไหวก็มาจับลมหายใจ จับไปจับมาพั้บฉันไม่สนใจลมหายใจ จับภาพพระพุทธเจ้า ก็เราเห็นแล้วใช่ไหม จับตรงนี้เราไม่สนใจกับลมหายใจ และประเดี๋ยวมันจะตก ตกลงมาจับลมหายใจก็ช่างมัน จิตก็จับภาพพระพุทธรูปไว้ ภาพพระพุทธเจ้าอย่าให้เคลื่อน พอสบายดีฉันไม่สนใจแกอีก เล่นขึ้นๆล่องๆแบบนี้ ไม่ช้าอารมณ์จิตมันจะชิน

    พอจับพั้บไม่สนใจกับลมหายใจเลย ไอ้นั่นน่ะพอจับพั้บทีไรเป็นฌาน 4 ทุกที ตัวนี้แหละเราต้องการ ถ้าจิตเป็นแบบนั้น กำลังจิตมันก็เข้มข้นมันตัดกิเลสง่าย ฌาน 4 มันตัดกิเลสได้อย่างง่าย

    (จากธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 149 กรกฏาคม 2536 หน้า 14-16)
     
  6. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,226
    รร.jpg

    ถูกขโมยงัดบ้านเรื่อย


    ผู้ถาม : กราบเรียนหลวงพ่อที่เคารพ คือว่าหมู่นี้ลูกโชคดีตลอด เดือนหนึ่งถูกขโมยงัดบ้านหลายครั้ง วิทยุ โทรทัศน์ ไอ้โน่น ไอ้นี่ แต่ลูกก็คิดว่า เป็นกฏของกรรม คือชอบผิดศีลข้อ 2

    เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เกิดความไม่สบายใจว่า ต่อไปข้างหน้ามันจะขโมยหรือเปล่า

    หลวงพ่อ : ความจริงคนนี้ดีนะ เข้าถึงอริยสัจ

    ผู้ถาม : หลวงพ่อ ของหายยังมีอริยสัจอีกหรือครับ ?

    หลวงพ่อ : อ้าว... อริยสัจมันขึ้นอะไร ขึ้นทุกข์ ของหายก็เกิดเป็นทุกข์แล้วในอริยสัจ ทีนี้ต่อไป เหตุให้เกิดทุกข์คือสมุทัย เพราะมีของมาก ถ้าเราไม่มีของ ขโมยมันจะเอาอะไร ใช่ไหมล่ะ

    ต่อไปก็นิโรธะ ความดับทุกข์ เพราะหมดแล้ว ไม่รู้จะใช้อะไรแล้ว ต่อไปก็มรรค แสวงหาต่อไป ไม่หาก็ไม่มีใช้...

    ผู้ถาม : อ๋อ เป็นอริยสัจอย่างนี้เองนะ

    หลวงพ่อ : เอาอย่างนี้ซิ ลองใช้คาถาของพระพุทธเจ้าท่านนะ ตั้งใจว่าเป็นสมาธิสัก 3 นาที

    "ฆะเฏสิ ฆะเฏสิ กิง กะระณัง ฆะเฏสิ ฆะเฏสิ อะระหังปิตัง ชานามิ ชานามิ"

    บทนี้ท่านบอกสมัยเมื่อท่านจุลปัณฑก เป็นลูกมหาเศรษฐี ใช่ไหม เรียนกับอาจารย์ เรียนยังไงก็เรียนไม่ได้ เขาเรียนวิชาการต่างๆ แต่องค์นี้เรียนไม่ได้ ปัญญาทึบ

    ต่อมาเมื่อตอนจะกลับบ้าน ตอนอยู่ปฏิบัติอาจารย์ดีมาก อาจารย์ก็เห็นใจ ลูกศิษย์คนนี้กลับบ้านไป ไม่มีอะไรไปเลย ควรจะสนองความดี จึงสอนคาถาบทนี้ แค่นี้ท่องยัน 7 วันได้ แกก็ได้มาเท่านั้น

    ต่อมาอยู่ที่บ้าน มีวันหนึ่งขโมยมันจะเข้าไปลักของในบ้าน พระเจ้าปเสทิโกศลเดินเข้าไปตรวจเวลากลางคืน ก็เห็นคนมันขุดรั้วจะเข้าไป ท่านก็นั่งดูคิดว่า ถ้าเข้าไปจริงจะสั่งเจ้าหน้าที่จับ ท่านจุลปัณฑก ท่านตื่นขึ้นมา ก็ท่องคาถา "ฆะเฏสิ ฆะเฏสิ กิง กะระณัง ฆะเฏสิ ฆะเฏสิ อะระหังปิตัง ชานามิ ชานามิ"


    ขโมยเปิดหนีเลยเพราะคาถาบทนี้ ต่อมาท่านจุลปัณฑกได้เป็นพระอรหันต์ ลองไปใช้ดูนะ สมัยปัจจุบันนี้ มีคนไปใช้หลายราย เขาบอกว่า ขโมยจะปล้นร้าน ปรากฏว่าไม่มีใครเข้าปล้น

    ผู้ถาม : อย่างนี้ก็ ประตูประเตอ ไม่ต้องปิด

    หลวงพ่อ : ไม่ต้องปิด ขโมยยิ้มร่า ขโมยกลัว กลัวความดี ขนหมด

    (จากหนังสือหลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่มที่ 10 หน้า 22)
     
  7. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,226
    ล๊อกเก็ตหัวใจ.jpg


    จี้ทรงหัวใจรูปหลวงพ่อล้อมเพชร แจกงานทำบุญคล้ายวันเกิดหลวงพ่อตุลาคม ปี 2536
     
  8. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,226
  9. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,226
    รับบาตรธุดงค์.jpg



    ริเริ่มจัดงานธุดงค์


    ธุดงค์นี่อันที่จริงก็เป็นดำริของหลวงพ่อ ท่านเคยไปตรวจงานเหมือนกัน บอกว่าต่อไปสถานที่นี้เป็นที่ธุดงค์ พวกแกก็เปลี่ยนกันมาซี จะให้อยู่เป็นเดือนเลยด้วยซ้ำ ใครอยากจะอยู่ก็อยู่ไปเลย สักเดือนครึ่งเดือนก็เปลี่ยนกันไป เปลี่ยนกันทำงาน เปลี่ยนกันทำ

    อันที่จริงก็คงจะเป็นท่านคอยช่วยด้วย เพราะเราไม่เคยคิดเลยในใจ เพราะเราไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ พอตรวจงานพระสุรจิตนี่จะรู้ ไปตรวจงานท่านจะดำริ พระสุรจิตท่านควบคุมงานก่อสร้างอยู่ ไปกับหลวงพ่อก็เล่าให้ฟังว่า ตรงนี้ต่อไปจะเป็นสถานที่ธุดงค์นะ พวกแกก็เปลี่ยนกันมา

    พอท่านมรณภาพแล้วก็ เอ๋ จะคิดอะไรนะที่ทำให้คนที่มาวัดแล้วกลับไปได้บุญมากที่สุด เรื่องอะไรท่านก็ทำหมดแล้วใช่ไหม ก็มาเรื่องปฏิบัติธรรมนี่นะถึงจะตรง ต้องรักษาจิตใจของคน ถ้าจิตคนดี วัดก็ทรงตัวอยู่ได้ กิจกรรมอะไรถึงจะทำให้คนรวมตัวกัน เราก็คิดว่าคนจนไปวัดได้ ก็คิดได้เรื่องธุดงค์นี่แหละว่า หลวงพ่อท่านมีสัจจะบารมีดีมาก พูดคำไหนเป็นคำนั้น

    เรื่องธุดงค์นี่หลวงพ่อเคยมาสอนที่สายลม เรียกว่าธุดงค์ในวัด คือเมื่อหลวงพ่อมรณภาพแล้วนี่ ก็ไม่รู้ว่าจะทำงานอะไร เพื่อว่าให้คนที่ไปวัดได้ประโยชน์มากที่สุด ประโยชน์มากที่สุดก็คือการปฏิบัติธรรม

    การปฏิบัติธรรมบางครั้งเราอยู่บ้านเราก็ตามใจตัวเองมากไป จะตั้งใจนั่งสมาธิตอนเช้ามืด พอเช้ามืดตื่นไม่ไหว ขอเป็นพรุ่งนี้เถอะ บางคนก็สวดมนต์ อย่างวันนี้สวดอิติปิโสกัน ก็ยังมีฉบับย่ออีก ฉบับย่อก็คือ จะจำไว้ก็ได้นะ ยกมือไหว้แล้วบอก “วันนี้สวดเหมือนเมื่อวานนะ” กะทัดรัดดีไหม

    “หลวงพี่ระวังจะโดน หลวงพี่วันนี้หนูถวายเหมือนเมื่อวานนะคะ”

    ไม่ใช่เราทำ ชาวบ้านเขามาเล่าให้ฟัง ธุดงค์นี้แม้แต่พระพุทธเจ้าก็บอกว่าเป็นของดี เทวดาก็ว่าเป็นของดี ธุดงค์เป็นข้อวัตรปฏิบัติ เป็นตบะ ทำความเพียรเพื่อเผากิเลส ทีนี้เราอยู่บ้านเราก็ตามใจตัวเอง ถ้าไปอยู่สถานที่ธุดงค์ต้องปฏิบัติตามข้อวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แต่ไม่ถึงกับเครียดนะ

    คือถือกรรมบถ 10 โดยเคร่งครัด ถ้าใครถือกรรมบถ 10 ไม่ได้ จะไม่ให้เข้าไปในเขตนั้น จะให้มาอยู่ข้างนอก ถ้าเขตธุดงค์จะไม่ให้คนไปเจี๊ยวจ๊าวในเขตนั้นเลย แม้แต่ญาติที่ไปเยี่ยมก็ห้ามเข้าไปในเขตนั้น คือจะให้คนไปตามให้คนที่อยู่ในนั้นออกมาข้างนอก พบกันข้างนอกก็ไม่มีอะไรมาก ไม่มีอะไรพิเศษหรอก ให้ถือกรรมบถ 10 โดยเคร่งครัด

    สำหรับพระให้ถือธุดงควัตร คงไม่ถึง 13 ข้อหรอก เอาแค่ข้อที่เราปฏิบัติได้ จะให้ไปอยู่ริมกำแพงรั้วโน่น แถวนั้นผจญภัยหน่อย อาจจะมีญาติมาเยี่ยมกลางคืนบ้าง

    “ญาติประเภทไหนครับ”

    ประเภทไม่มีเท้า แถวนั้นกลางคืนมีงูเหลือมเหมือนกัน เพราะกำแพงวัดติดกับป่า คือป่าที่หลวงพ่อจะซื้อนั่นแหละ เป็นป่าไม้เก่า ไม่มีใครทำมาหากินเป็น 20-30 ปีมาแล้ว มีสัตว์พวกนี้อาศัยอยู่เหมือนกัน

    ทีนี้ก็มาตรงกับหลวงพ่อที่ว่า ท่านชี้ให้ดู บอกพระสุรจิตที่ไปตรวจงานกับท่าน ท่านชี้ให้ดู ต่อไปแถวนี้นะเป็นสถานที่ธุดงค์ทั้งนั้น ก็ตรงกับใจของเราคิด ก็คงจะทำติดต่อกันไปได้ จะไปคัดลอกหนังสือที่หลวงพ่อสอนมาแล้ว คัดลอกลงในหนังสือธัมมวิโมกข์เรื่อยๆ อานิสงส์การปฏิบัติธุดงค์เป็นอย่างไรบ้าง ข้อนี้มีอานิสงส์อย่างไร ระเบียบของวัดเป็นอย่างไร

    “แต่ที่ปัญหาเขาถาม เขาถามธุดงค์ของหลวงพี่นะครับ ไม่ใช่ธุดงค์ของชาวบ้านนะครับ”

    ยังไม่เคยเลย เพราะอยู่กับหลวงพ่อ ไม่ได้ออกไปไหนเลย ไปอยู่ครั้งเดียวตอนตรุษจีน ไปวัดโขงขาว ไปตอนนั้นก็โดนผีหลอก คือไม่ค่อยลาท่านไปไหนเลย เวลาเขาออกธุดงค์กัน หลวงพ่อท่านมีวิธีดัดพระ เวลางานมากท่านก็เบื่อใช่ไหม ไปธุดงค์ดีกว่า

    หลวงพ่อถือว่าไอ้พวกนี้ลาหนีงาน ท่านก็บอก แกไปได้นะ 5 เดือนห้ามเข้าวัดเด็ดขาด พอไปได้สัก 3 เดือน คงจะอดอยาก มาเดินเลาะอยู่ข้างวัด ได้ข่าวว่าอยู่วัดนั้น วัดนี้ เข้าวัดไม่ได้

    มีอยู่องค์หนึ่งบวชไล่ๆกัน ชื่อพระประดิษฐ์ เป็นนักศึกษาอยู่ธรรมศาสตร์ ยังไม่ทันจบ ลาออกเลย แกก็อยู่วัดบ้าง เดี๋ยวไปธุดงค์บ้าง พอลาครั้งที่สองท่านเอาเลย “ประดิษฐ์ แกไม่เป็นพระอรหันต์อย่ามาวัดนะ” ปิดประตูเลย

    ตอนนี้ได้ข่าวว่าอยู่ที่เกาะสีชังพวกกัน บวชหลังฉัน 3-4 พรรษา พี่โอแก่กว่าพรรษาหนึ่ง แต่พี่โอเขาไปเรื่อย เราไม่ค่อยไปไหน ไม่ใช่ดีอะไร อยากอยู่ช่วยหลวงพ่อ คือ หลวงพ่อใหม่ๆมีศัตรูมาก เกี่ยวกับเรื่องวัดเรื่องวา ขนาดจะฝังลูกนิมิตอยู่แล้ว ยังฝังไม่ได้เลย

    เจ้าอาวาสองค์เก่าน่าดู ขนาดจะขุดแท็งค์น้ำ เจ้าอาวาสเอาพวกมาขุดถังส้วมติดกับเราเจาะประปา เจ้าอาวาสใหญ่โตน่าดู เดี๋ยวนี้ก็ยังมีหลักฐานอยู่ ตรงแท็งค์น้ำข้างโรงฉัน ยังมีถังส้วมอยู่ ตอนนั้นน่าหวาดเสียว

    เจ้าอาวาสท่านคบพวกขี้เมาทั้งนั้น ตอนเย็นขุดถังส้วม หลวงพ่อก็เดินไป ฉันก็เดินตาม เดินไปทางต้นโพธิ์ข้างวิหารพระองค์ที่ 10 ปัจจุบันนี้ สักประเดี๋ยวหลวงพ่อเดินวกเข้าไปหาพวกมันเลย เราก็ตามท่านไป มันกำลังขุดส้วมอยู่

    หลวงพ่อถามทำอะไรกันน่ะ มึงหยุดเดี๋ยวนี้นะ เดี๋ยวมีเรื่องแน่ หลวงพ่อองค์เดียว พวกมันตั้ง 10 คน เงียบกริบ หลวงพ่อนี่มีอำนาจจริงๆ มันไม่กล้ากระดุกกระดิกเลย รุ่งขึ้นก็ไม่หยุด เจ้าอาวาสให้ท้าย เลยให้จ่าตระกูลไปแจ้งสาธารณสุข เขาก็ระงับไม่ให้ขุดทำส้วม

    เรื่องการสร้างวัดเรา หลวงพ่อสร้างมาด้วยความยากลำบาก หลวงพ่อทุกข์ยากมาก จะฝังลูกนิมิตยังฝังไม่ได้เลย

    “เรียกว่าอุปสรรคขั้นต้นเริ่มไปอยู่ก็มีแล้ว ใช่ไหมครับ”

    มีแล้ว กว่าหลวงพ่อจะปูพื้นฐานไม่ให้กินเหล้า ไม่ให้มีการพนันนี่ เพราะเจ้าอาวาสเขามีครบหมดแล้วนี่ หลวงพ่อกว่าจะเบรคพวกนี้ได้ก็นาน ตอนนี้เราก็สบายแล้ว ประเพณีเราไม่มี

    จะเล่าถึงพระออกธุดงค์ พอมันเซ็งพระก็จะออกสิ ออกไปธุดงค์ บางองค์ก็ออกไปทางหลวงปู่วงศ์ พอไปสัก 7 วัน เขียนจดหมายมาแล้ว อยู่ไม่ไหว กลับมาก็สึกกันรูดเลย ถ้ามันผ่านจุดนี้ไปได้ก็ดี มีอะไรก็เก็บไว้ในอก พอระเบิดตูม สลัดผ้าเหลืองไปเลย เหมือนความร้อนอยู่ในอก ปล่อยให้มันระบายเสียบ้าง ถ้ามันอั้นเต็มที่ ถึงเวลามันระเบิดเลย ส่วนเรานี่ปากเปราะ มีอะไรก็คุยให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็ว่าอย่างโน้นอย่างนี้ คุยกันไปก็ช่วยได้เยอะ

    “รุ่นธุดงค์ปลากระป๋องสึกกันหมดเลยหรือครับ”

    สึกหมด หลวงพ่อทักตอนกลับมา “เฮ้ย... (ออกชื่อ) ไปธุดงค์มาเหรอ เห็นอะไรกะเหรี่ยงมาวะ” หลวงพ่อพูดตรงกว่านี้ น่าเสียดายทุกองค์ต่างก็ตั้งใจมาบวชตลอดชีวิต

    “แล้วหลวงพี่อยู่อย่างไรครับ จนมาถึงบัดนี้”

    อยู่มานี่จะว่าเช้าชามเย็นชามก็พอใช้ได้นะ คือว่าตึงเกินไปก็ไม่ไหว หย่อนเกินไปก็ไม่ได้ดี จริงที่พระพุทธเจ้าว่า ต้องเดินสายกลางมัชฌิมาปฏิปทา

    (จากหนังสือ "ที่ระลึกงานกตัญญูกตเวทิตามงคล" หน้า 71-74)

    25074839_10214408177821105_1617437424723651671_o.jpg oHJRl7jzIP9nKya7xZM40VANN7ajBVQM-AQEgvmjYn5OTN7ZllhfS5jrX3PILIhi.jpg
    ธุดงค์ในวัด


    ธุดงค์ในวัดที่จะจัดให้มีขึ้นในเดือนธันวาคมปี 2536 นี้ จะแทรกสังคหวัตถุ 4 และกรรมบถ 10 ไปด้วย ถือว่าเข้าไปในเขตนี้แล้ว ต้องตั้งใจทำให้ดี ธุดงค์มีทั้งหมด 13 ข้อ แต่มีบางข้อที่เราเอามาใช้ได้ ข้อที่ 1 กินข้าวมื้อเดียว ข้อที่ 2 นั่งเป็นวัตร ข้อที่ 3 เขาจัดสถานที่ไหนก็ต้องอยู่ในสถานที่นั้น อานิสงส์คือผลที่จะได้กับเรา

    1. จัดสถานที่ให้อยู่ที่ไหนก็ได้ ไม่ติดในความสะดวกสบาย มีความเป็นอยู่สันโดษ

    2. นั่งเป็นวัตร ทำให้เรามีสัจจบารมี มีอธิษฐานบารมี

    3. ข้อที่กินมื้อเดียวนี่ทำให้คนไม่มักมากในการกิน จะทำให้การบำเพ็ญภาวนาได้ดี

    อานิสงส์นี่ไม่ใช่หลวงพี่บอกเองนะ ในพระไตรปิฏกเขาจะบอกไว้เลย สมัยพุทธกาลเขาบอกไว้แล้ว

    “นั่งเป็นวัตรทำอย่างไรค่ะ”

    หลวงพ่อท่านสอนบอกว่าให้อธิษฐาน บอกว่านับตั้งแต่บัดนี้ถ้าเรานั่งลงไปจะไม่เอามือค้ำภายใน 10 นาทีนี้ หรือ 15 นาทีนี้ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ไม่ใช่อธิษฐานทั้งวันทั้งคืน เอาเวลาน้อย มันเป็นสัจจะ พอสมาทานธุดงค์ข้อนี้แล้ว เรายอมตาย 10 นาที ต่อไปนี้เรายอมตาย มันก็มีกำลังใจที่จะภาวนาซิ คือบังคับตัวเอง คือสัจจะของเราบังคับตัวเราเอง

    “ผู้หญิงจะให้อยู่ที่ไหนคะ”

    ผู้หญิงจะให้อยู่ที่ 25 ไร่ มีห้องพัก 200 กว่าห้อง ถ้ามีคนน้อยจะให้อยู่ห้องละคน คนมากจะให้อยู่ห้องละสอง มากไปจะให้อยู่ห้องละสาม

    “การแต่งตัวอย่างไรคะ”

    ก็แต่งตัวธรรมดา สุดแล้วแต่จะสะดวกอย่างไร เขาไปฝึกใจกันนี่ เน้นที่จิตใจกับการปฏิบัติ เข้าไปเขาจะมีปฐมนิเทศก่อน ข้อปฏิบัติทำอย่างไร ข้อบกพร่องเป็นอย่างไรที่เขาจะเชิญออกมาจากที่ปฏิบัติ คือจะทำให้สถานที่มันศักดิ์สิทธิ์

    “ญาติเยี่ยม ได้ไหมค่ะ”

    ถ้ามีญาติเยี่ยมจะให้คนไปตามมาพบคุยกันที่ 12 ไร่ ไปอยู่ด้วยกันร้อยพ่อพันแม่ ใครจะอึดหรือใครจะอัดกว่ากัน 3 วัน 7 วันนี้ใครจะตบะแตกก็รู้กันละ จะอยู่ 3 วันก็ได้ 7 วันก็ได้ ที่จัดทำธุดงค์ขึ้นนี้เพราะมันตรงกับที่หลวงพ่อสอนเรื่องธุดงค์ในวัด

    ท่านบอกว่าไม่จำเป็นจะต้องออกป่าใหญ่ แต่เน้นในการปฏิบัติ เราจะอดอึดอัดได้ขนาดไหน มันเป็นประโยชน์แก่เรา อยู่ที่บ้านตั้งใจจะนอนภาวนาสักหน่อย เจอหมอนนิ่มๆ พุท-โธ ไม่ทันไรไปเสียแล้ว มาฝึกอย่างนี้ดี

    “ตื่นเวลาเท่าไหร่ค่ะ”

    บางคนจะให้ตื่นตีสี่ แต่ตื่นตีห้าก็ได้ จะเปิดเสียงตามสาย ตอนเช้าก็ใส่บาตรกัน ทำวัตรเช้าพร้อมกัน กินข้าวแล้วก็พักผ่อนไป พักไปถึงเที่ยง จะปรึกษากันดูว่า จะฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลังสัก 2 วันดีไหม

    จะลองดูเพราะไม่เคยฝึกเต็มกำลังมานานแล้ว หลังจากนั้นก็ฝึกแบบครึ่งกำลัง ไปฝึกที่ 12 ไร่ ที่กว้างเต้นกันได้ดี

    “คนที่ไม่อยู่ธุดงค์ฝึกได้ไหมค่ะ”

    ฝึกได้ หากว่าทำดีแล้วเราจะถือให้เป็นระบบของวัดไป นานๆ ปีหนึ่งเราตั้งใจไปฝึกสักครั้งหนึ่งให้เป็นเรื่องเป็นราว หลวงพ่อเคยพูดเหมือนกัน แต่พูดลอยๆไว้ ต่อไปเราก็คงจะทำเหมือนเขานี่ อย่างที่บวชชีพราหมณ์กันมากๆ เราก็นึก เอ... หลวงพ่อเมื่อไรจะทำสักที ก็ไม่ได้ทำ

    พอหลวงพ่อมรณภาพแล้วก็มาคิดว่า จะทำอย่างไรให้มันเป็นกิจกรรม กับคนที่เขามาปฏิบัติธรรมธุดงค์ หลวงพ่อก็สอนดี เทปก็มีอยู่ แต่เรายังไม่เคยจัดสักที

    เรื่องธุดงค์นี่แม้แต่เทวดาก็สรรเสริญ พระพุทธเจ้าก็สรรเสริญ เป็นตบะ ความเพียรอย่างหนึ่ง ที่จะเผากิเลสของตัวเอง แต่ไม่ใช่อยู่ธุดงค์แล้วจะวิเศษกว่าคนอื่นนะ อย่าไปถืออย่างนั้น ถือว่าเป็นการประพฤติความดีอย่างหนึ่งที่จะเร่งรัดตัวเอง

    ***และงานธุดงค์ก็กลายมาเป็นงานนิยมยอดฮิตประจำปีของวัดท่าซุง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา***


    (จากหนังสือ "ที่ระลึกงานกตัญญูกตเวทิตามงคล" หน้า 74-76)

    หลวงพี่นันต์หลวงพี่อาจินต์.jpg


    (สนทนาที่สายลม เดือนมกราคม 2538)
    เรื่อง การบวชอยู่ธุดงค์

    คุยเรื่องอะไรล่ะ คือธุดงค์วันแรกก็สวดคาถากันงูกันแมลงไม่ได้ โพยไปอยู่นอกกลดเสีย เราก็เอ๊...วิรูปักเข ปักเขแล้วมันอะไรว้า เราก็เคยสวดแต่สวดหมู่ก็ไปได้ สวดเดี่ยวมันสวดไม่ได้หรอก วิรูปักเขหิ เม เมตตัง เมตตัง อะไร นี่ เอราปะเถทิ เม ฉัพยาปุตเตหิ เม เมตตัง เขาเรียกคาถากันสัตว์

    พอสวดไม่ได้ตกกลางคืนมดมันก็เข้าในกลด มดมันก็ไต่ เราก็ฉายไฟดู ไม่ได้ใส่แว่น นึกว่ามดแดง พอไปจับมันต่อยเลย ต่อยปั๊บตกใจสะดุ้ง ทีนี้ไม่เอาแล้ว ต้องเปิดไฟ ต้องหาให้ได้ เดี๋ยวมันจะต่อยเรื่อยไป

    "นี่โทษฐานว่า วิรูปักเข ไม่ได้"

    นี่ ไม่ลองคาถา โอ้โฮ ตอนนี้เอง ก็ต้องเปิดกลดให้กว้าง ให้สว่าง หาให้หมดสิ มดตะนอยมันเข้าไปอยู่ในนั้นแล้วนี่ อานิสงส์ท่องคาถาไม่ได้ พอรุ่งขึ้นคืนวันที่สองก็ เอ๊ะ เมื่อวานมดมันต่อยนี่หว่า วันนี้ปิดกลดอย่างดี ไม๋ให้เข้า ก็สวดมนต์บทเมตตัญเสร็จ สมัยพระพุทธเจ้านี่ ท่านบอกว่าผีหลอกนี่ ไปปักกลดอยู่ที่ไหน อยู่ต้นไม้ใหญ่ เห็นมีความสบายดีก็ปักกลด เทวดาท่านก็แปลงเป็นผีบ้าง อสุรกายบ้างมาหลอก เราไปถึงเราก็ต้องสวดมนต์สิ กลัวผีจะมาหลอกเหมือนกัน

    คือสวดฝากคน เราก็บอกว่าฝากคนทั้งวัด เทวดาที่รักษาวัดฝากด้วย อาจจะมีเหตุไม่ดีพาไห้ลำบาก พอสวดไปสักประเดี๋ยวเดียวเอง พอสวดเสร็จก็บอกท่าน ก็นอน นอนแล้วแผ่นดินมันยวบยวบเดี๋ยวนั้นเลย อู้หู...เราก็นึกว่า...แต่รู้แล้วล่ะ หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟัง

    หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า ถ้ามีอะไรผิดปกตินี่ เมื่อกี้เราอธิษฐานใช่ไหม พอธิษฐานแล้วพอล้มตัวนอนแผ่นดินมันยวบ มันยวบลงไปในดินอย่างนี้ ยวบลึกๆ เราก็เอ๊ะ อ้อเมื่อกี้เราอธิษฐานไว้ เขาแสดงว่าให้รู้ว่าเขารับทราบแล้ว เทวดารักษาวัดนี่เขารับทราบแล้ว

    ทีนี้ ไอ้เรานี่มัน..โดยมากเชื่อยาก เป็นคนเชื่อยาก อีตะกี้ก็เชื่อแล้ว พอผ่านมา เอ..ไม่ใช่ กูฝาดไปหรือเปล่าวะตะกี้นี้ มันใช่หรือเปล่าวะ คือมันไหวไปแล้ว ตอนนั้นมันเชื่อเเต่พอเราใคร่ครวญ เอ๊ะ..มันหายไหวไปแล้วใช่ไหม มันจริงหรือว้า กูนี่มันเพ้อไปหรือเปล่าวะ

    พอตอนเช้าก็มาคุยกันกับพระสุรจิตน่ะ องค์โย่งๆน่ะ เป็นรองเจ้าอาวาส ก็นั่งติดๆกัน เมื่อคืนนี้เทวดามาทำยังไง ดินมันยวบ นอนงี้ยวบๆๆ สองสามครั้ง สุรจิตบอก เออ จริงๆ เมื่อคืนนี้ผมนึกว่าแผ่นดินไหวเสียอีก ผมก็ยวบเลยนะ บอกเออ เรามีเพื่อนแล้ว เรานึกว่าเราเพี้ยนคนเดียว

    ที่นี้พระมาเล่าให้ฟัง ได้เต็มกำลัง บอก เอ๊...เทวดาที่รักษา 100 ไร่อยู่นี่ มีอะไรยังไงก็อยากรู้ บอกยืนถือกระบองอย่างใหญ่เลย ยืนคุมอยู่ บอก เออ เอ้า ก็ยืนยันตรงกันหลายอย่าง ก็เรียกว่ามีพวก ทุกอย่างก็ปลอดภัยหมดทุกอย่าง ไม่มีอะไรหนักใจ เรียบร้อยหมดทุกอย่าง

    "ถ้าจะเปรียบเทียบการเป่ายันต์เกราะเพชรกับธุดงควัตรนี่ อันไหนจะมีผลดีกว่ากัน"

    พูดถึงว่าการเป่ายันต์เกราะเพชรนี่ก็มีอานิสงส์ อันที่จริงถ้าหากว่าถ้านึกถึงว่ามียันต์อยู่กับเราก็เป็นพุทธานุสสติ ใช่ไหม ถ้าเรามั่นใจตัวนั้นก็เป็นพุทธานุสสติ มีอานิสงส์สูงนี่ นึกว่า เออ ยันต์นี่อยู่กับเรา ยันต์นี่พระพุทธเจ้าเป่า หลวงพ่อพระสงฆ์ทำนี่ ก็เกิดความมั่นใจขึ้น ทีนี้ก็ถือว่าเป็น พุทธานุสสติ สังฆานุสสติ มีความมั่นคง

    แต่บางครั้งถ้าหากว่าคนอ่อนๆเป่ายันต์เกราะเพชร ก็ถือว่าดีนะ แต่บางครั้งจิตก็เป็นมิจฉาทิฏฐิได้ ยังเขว นี่การปฏิบัติธรรมนี่ มันอะไรล่ะ ม้นห็นจริงตามคำสั่งสอน
    ของพระพุทธเจ้าแล้วนี่ ความเป็นมิจฉาทิฏฐิมันไม่มี ก็เกิดความเชื่อมั่นมากกว่า

    เวลาเป่ายันต์ทีไร ของในวัด รองเท้านี่ต้องเตรียมไว้เลย มันจะลักกัน ล้วงกระเป๋า หลวงพี่จะจัดคนไว้หลายระดับ อยู่วัดจะรู้ กฐินนี่นะ กฐินนี่รองเท้าไม่ค่อยหาย คนดีคนมีศรัทธาถึงจะมา ไม่ค่อยหาย ถ้าเป่ายันต์เมื่อไร เตรียมไว้เถอะ รองเท้าติดตัวไว้ มันจะหายโน่นหายนี่ ล้วงกระเป๋าเอย รองเท้าหายเอย มีอะไรมันจะหายอยู่เรื่อย ถ้ากฐินแล้วได้แต่คนดี

    ถ้านั่งกรรมฐานนี่ยิ่งแล้วใหญ่เลย เรื่องหายนี่แทบไม่มีเลย ก็มีคนนอกเท่านั้นเอง ที่มาเที่ยวอาจจะเอาได้

    (จากธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 168 มีนาคม 2538 หน้า 76-77)

    ธุดงค์ (ต่อ)

    ยกทรง คืนสุดท้ายนี่มีเรื่องอยู่เรื่องหนึ่งที่เรานอนอยู่ในป่า พอนอนไปมันหลับเต็มที่น่ะ มันอย่างกับมีใครเอาดอกไม้มาสุมที่เราเลย เราไม่เคยได้กลิ่นอย่างนี้ ทีนี้เราก็นึกว่า เอ๊ะ...ดอกไม้ป่านี่ เราก็ลืมตาก็ได้กลิ่น พอลืมตาแจ้งๆหนักเข้าๆ หายจางไปเลย

    อีตอนที่หลับตาอยู่แหม..หอม อย่างกับใครเอาดอกไม้ป่ามาโอบเราอยู่อย่างนี้ เราก็สูดไปเรื่อยอย่างนี้ นึกในใจว่าดอกไม้อะไรวะนี่ หาไม่เจอ ท่านช่วยเยอะ ท่านช่วย ไอ้เราไม่เห็นกับตาไม่ค่อยเชื่อ คอยจะรั้น

    ถือว่าเป็นบุญใหญ่นะ ทำงานตรงนี้บุญใหญ่ที่สุด เพราะคนทำก็ได้บุญ คนทำก็รักษาศีลภาวนา คนรับก็รักษาศีลภาวนา ก็มีอานิสงส์

    "โยมถามว่า ฉันมื้อเดียวกับฉันสองมื้อน่ะ อันไหนจะอิ่มทนกว่ากัน ฉันมื้อเดียวน่ะ หิวไหม โยมเขาเป็นห่วงกัน"

    ถ้าหิวก็มีน้ำปานะ ตอนจะออกไปอยู่กลดก็ฉันไป 2 แก้วก่อน กลับมาทำวัตรเย็นก็เอาอีกแก้วนึง ออกจากทำวัตรเย็นจะเข้ากลดก็เอาอีก 2 แก้ว (หัวเราะ) ตั้งโรงทาน เลี้ยงน้ำทุกอย่างเลย ญาติโยมเขาก็เอาพวกกาแฟโอวัลตินไปถวายไว้ ทางวัดเอาเงินให้กองทุนไปหมื่นหนึ่ง จะได้คล่องตัว ทำไปทำมาเขามาคืนเราหมื่นหนึ่ง

    "เสียใจหรือเปล่าครับ"

    ไม่เสียใจ เขาแถมมาให้อีก 5 หมื่นเลี้ยงไปเลี้ยงมาได้กำไร (หัวเราะ)

    (จากธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 168 มีนาคม 2538 หน้า 77-78)


    14711_4950129073870_1036987229_n.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 พฤศจิกายน 2019
  10. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,226
  11. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,226
    78506661_1427472887429246_3914603102480629760_o.jpg

    วิหารพระมหากัสสปะ

    สมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องจักรพรรดิ หลวงพ่อพระมหากัสสปเถระ หลวงปู่ปาน หลวงพ่อพระราชพรหมยาน และหลวงพ่อพระราชภาวนาโกศล ณ. วิหารพระมหากัสสปะ อยู่เยื้องไปทางขวาด้านหน้าปราสาททองคำ ตรงข้ามกับลาน 25 ไร่




    ภาพและคำบรรยายจากเพจ https://www.facebook.com/jantaram.thasung/?epa=SEARCH_BOX
     
  12. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,226
    lWn-HE_LuEP1rL7J4zk8UGUTvWAMA5ADnzqZxoX-GbNemkhR56_N7vzTDQzPHhRj.jpg

    เรื่องฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลัง



    ไอ้ขวัญปีนี้พอฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลังเสร็จ ไอ้ขวัญก็ดีใจ เห็นมันร้อง น้ำตามันปริ่ม ตาแดงนี่ บอกเฮ้ย ไอ้ขวัญได้หรือเปล่า บอกอู้หูหลวงพี่ ฝึกมาตั้งสองปีแล้วนี่ อีตรงนี้เพิ่งได้เอง บอกเออๆ เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟังนะ ให้คนวายเสียก่อน พอวายแล้วนี่ ไอ้ขวัญ ไอ้ป้อม แล้วพี่สาวไอ้ป้อมก็มา ยืนอยู่ข้างหลังไอ้ขวัญ ไอ้ป้อมก็ยืนอยู่ข้างหน้าก็เล่า ไอ้ขวัญก็เล่า แหม.. มองเพชรที่พระบาทพระพุทธเจ้า มองเพ่งๆๆ ก็สว่างเต็มไปหมดเลย อู้หู..สวย จริงๆ ก็เล่า แหม..หนูโง่มาตั้งนาน มันก็เล่าเรื่อย

    ไอ้ป้อม ไอ้ป้อมก็เล่า อู้หู ได้ มีความสุขมาก อะไรแต่อะไร ปีกลายก็เห็นดี ปีนี้ก็แจ่มไปหมด สว่างไสว ก็เล่า

    "มีพระอยู่องค์ใช่ไหมครับที่บอกว่า เคยเป็นเด็กอยู่กับพระ"

    เป็นเณรอยู่กับพระผู้ใหญ่ พอท่านนั่งนั่งไป พอเห็นแสงสว่างก็พุ่งขึ้นไป เอ๊ะ จะไปไหนวะ ไม่เห็นมีใครมานำเลย เวิ้งว้างไปหมด เอ๊ะ นรกเป็นยังไง ก็ไปนรกเลย พอไปเห็นบอกอ้าว ท่านพระครูไปอยู่ยังไง เจ้าคณะอำเภอ (หัวเราะ) มาอยู่ยังไงนี่ โอ้โหนี่นรกมันดำปื้อ มันใหญ่อะไรอย่างนี้ มายังไง ก็เล่าให้ฟังบอก มันเป็นยังงั้นๆ ถึงได้ตกนรกมา เดี๋ยวเจออีกองค์แล้ว รู้จักกัน ท่านก็เล่าบอก นรกมันมีจริง อะไรต่ออะไร คุย แกอยู่กับศาสนาคริสต์ ก็มีเรื่องมีราวกับคริสต์ แกก็ทนอยู่อย่างนั้นแหละ ก็บอกเออ นรกนี่มันมีจริง

    มีอีกคนมากับตาสำรวย บอกได้ เป็นคนอีสานชนบทนี่ไม่ค่อยกล้าพูด พอมาแกก็สั่นปั้บๆๆ แกก็ขึ้นไปเลย พุ่งตามแสงไปนี่นะ แกไม่เห็นใครเลย มันเห็นแต่ทุ่งกว้างเต็มไปหมดนี่ เอ๊ ไม่เห็นสวรรค์ ไม่เห็นวิมานอะไรสักหลังหนึ่งเลย ทีนี้แกก็บอก เอ๊ะนางฟ้านี่ นางฟ้าเป็นยังไงอยากจะเห็นนัก มาปรากฏกายเลย เราก็บอก นี่ดูนางฟ้าเลยนะ เทวดาผู้ชงผู้ชายไม่ดูเลยนะ (หัวเราะ)

    พอดูปั๊บ บอกพูดกับเขาสักคำหรือเปล่าล่ะ ถามเขาพาไปไหนไหม ไม่พูด คงจะกลัวๆ กันอยู่ คือมันสวยจับใจ มองเป็นยังไง ได้แต่มองตากันหรือไง บอกได้แต่มอง ไม่ยอมพูด แกไม่พูดนี่ แกเป็นคนยังไงไม่รู้คงกลัวๆอยู่ นี่คนใหม่เลยนะ มากับสำรวย ใหม่ถอดด้าม แต่ผู้ชายได้ดีหลายคน

    "แล้วพระสงฆ์ทีฝึกมโนเต็มกำลังมีพอได้ไหมครับ"

    ก็ได้หลายองค์แต่ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยยอมออกมา แต่คุยกับพวกจ่าปัญญาบอกว่าดีมาก

    สรุปแล้วนี่ ฟังดูแล้วนี่ มันอยู่ที่ตัวก่อนจะนั่งนี่ พิจารณาตัดความห่วงใยในร่างกายนี่สำคัญ ต้องเป็นพื้นเลย พื้นใหญ่เลย ร่างกาย ทรัพย์สมบัติ การงานที่คั่งค้างอยู่นี่ต้องตัด

    ถ้าเต็มกำลังใครได้แล้ว ไม่ใช่โฆษณานะ จะต้องไปคุยกับพวกที่ได้ มันจะอู้หู มันจะบอกจริงๆว่า ไม่มีละ พูดนี่จะเน้นเขี้ยวเลย มั่นใจ จะเล่าเท่าไรก็ไม่ลืม เพราะตอนนั้นสมาธิมันสูงนี่ มันมีความประทับใจอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยลืม เล่าเมื่อไร ที่ไหน มันก็ยังเล่าได้

    มีพวกคณะสมุทรปราการอีกสองคนได้ เด็กๆ อายุรุ่นๆสัก 20 ได้มั้ง มันเล่าให้ฟังบอก อีตอนที่อุทิศส่วนกุศล พระพุทธเจ้ามาชี้หน้าบอกว่า อย่านึกนะว่าได้มโนมยิทธิเต็มกำลังจะรอดนรกน่ะ อย่าหลงตัวไป บอกโอ้โฮนี่ของจริงนี่หว่านี่ ของจริง แต่จำไว้เลยนะนี่ มันเป็นฌานโลกีย์ มันเสื่อมได้ ไม่ใช่วิเศษจากใครหรอก ยังไม่พ้นนรกถ้าหลงไป

    (มีคนบอกว่า ฝึกตั้งนาน ดิ้นแล้วดิ้นอีก แต่ก็ไปไม่ได้สักที หลวงพี่นันต์เลยบอกว่า)

    มันไม่แน่นอน ดิ้นๆ บางทีก็ไปไม่ได้ บางทีก็ไปได้ ถ้าดิ้นปุ๊บ บางทีจิตมันไม่ไปไหน มันรู้แล้ว พอดิ้นแล้วอู้หูเหนื่อยจังเลย มันรู้ทุกอย่าง อย่าไปคุม ปล่อยกายให้มันไปเอง แต่กำลังของปิติมันมาก กำลังจิตคล้ายกับมันเข้มแข็งมาก เรียกว่ามันหยาบ แต่กำลังเข้มแข็งของจิตสูงมาก ที่มันเต้นปั้บๆๆน่ะ มันจะเป็นอะไรก็ช่าง พอมันสั่นขึ้นมาจิตเอาแล้ว เอ๊ะ...มันสั่นแล้วนี่หว่านี่ ลืมภาวนา นะมะ พะธะ วิตกวิจารตัวเองแล้ว ไม่ไปแล้ว

    ต้องเออมึงสั่นๆไป กูจะภาวนาไปเรื่อยๆ มึงจะตี มึงจะอะไรก็ช่างเถอะ กูจะภาวนาเรื่อยๆ ปล่อยมัน ปล่อยเลยกายนี่ แต่มันพูดง่าย แต่เวลาทำมันจะไม่ปล่อยให้น่ะสิ เอ๊ะ กูล้มไปหัวจะฟาด ไอ้นี่กระเบื้องเสียด้วยนี่ เดี๋ยวจะเป็นอัมพาตหรือเปล่าวะนี่ มันจะกังวลไปหมดอีตรงนี้

    (มีคนถามว่า เวลาฝึกโยกดีไหม หลวงพี่นันต์ตอบให้ทราบนี้)


    มันไม่รู้น่ะ แต่ว่ามันเสียเวลานี่ มันไม่สบายเท่าไร ไอ้โยกจริงๆนี่มันเมื่อย ต้องมีปิติ พลังอยู่ข้างในที่มันจะโยกนี่ มันจะเริ่มภาวนาถี่แล้ว นะมะ พะธะถี่ๆๆ คล้ายๆ มันจะมีพลังข้างใน ในจิตน่ะนะ แต่บางทีก็ไปไม่ได้นะ ไอ้ที่ล้มๆ น่ะ จิตมันกังวลกับกาย พอล้มแล้ว กูลุกมาเดี๋ยวเขาหาว่ากูไปไม่ได้ กูนอนดีกว่า เสียเวลามาแล้วนี่

    (จากคอลัมภ์ "คำบอกเล่า" ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 168 มีนาคม 2538 หน้า 79-80)


    เรื่องฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลัง (ต่อ)


    คือจะคุยให้ฟังว่า เมื่อเวลาฝึกนี่พอเกิดมันภาวนาถี่ขึ้นก็อย่าไปตกใจ ปล่อยให้มันถี่ มันจะ นะมะ พะธะๆๆ มันจะรัวขึ้นอย่างนี้ก็ปล่อย ปล่อยให้เป็นธรรมชาติ นะมะพะธะ รัวก็ให้รัวไป ถ้าร่างกายจะเกร็งก็ปล่อยให้เกร็งไป เราก็รู้ นะมะ พะธะ อย่างเดียว อย่าไปหวั่นไหวว่ามันจะเป็นอะไร มันไม่ตายหรอก

    พอมันเกร็งเข้าหน่อยเอ๊ะ...มันจะตายหรือเปล่า มันจะเป็นอะไรหรือเปล่า มาวิตกกังวล จิตมาจับ มันก็อยู่ที่กาย ไม่ดิ้นไม่หลุดละ อย่าไปกังวล ลองฝึกดู

    อ๋อ พอคนไม่เคยเกร็งทางร่างกายนี่ ภาวนาถี่นี่ก็เห็นผิดปรกติ ทีนี้ก็จะหวั่นไหวว่าเอ๊ะ...ลมหายใจจะขาดไปหรือเปล่า มันก็วิตกกังวลเรื่องกายเสีย ปล่อยมัน รู้องค์ภาวนาอย่างเดียว บอกมันตายก็ให้มันตายไปเสียที ต้องทำใจอย่างนั้นนะ

    ถ้ามีแสงมาก็อย่าไปตกใจว่า เอ๊ะ..แสงมาแล้วจะไป อย่าไปวิ่งนำแสงไป เราตามแสง เอ้อแสงมาก็มา เราก็ภาวนาตามเรื่อย อย่าไปวิ่งออกหน้า มันจะพุ่งไปไหนมันจะส่ายไปยังไง บางทีจะหมุนติ้ว บางทีจะพุ่งไปมั่ง เราก็จับแสงไปเรื่อยๆ พอถึงที่สุดแล้วมันจะไม่ไปไหน เดี๋ยวมันจะเห็นนะ จะเห็นว่าเอ๊ะ..นี่มันทองโน่นมันอะไร มันจะพุ่งจิตอย่างกับเหาะลอยไปอย่างนี้เลยนี่ มีแต่สุขซิทีนี้ สมาธิมันจะสูงแล้ว มันจะเต็มที่แล้ว มันจะเต็มฌาน 4 แล้ว จิตมันจะสุข ทีนี้เห็นอะไรมันก็เพลินแล้ว

    ปิติมีอยู่ 5 อย่าง เป็นอาการของปิติ ตัวเกร็งตัวโครงโยกไปโยกมา เป็นอาการของปิติเฉยๆ เริ่มดีแล้วๆ

    ตามตำราจับอานาปานี่ ถ้ามีแสงมาเขาเรียกโอภาส เป็นเสื้ยนหนามของสมาธิ พาให้เราตกใจลืมภาวนาเลย ถ้าเราตั้งใจอยู่จะจับแสงสว่างก็ให้แสงสว่าง ถ้าเราจับแสงสว่างให้อยู่ในกลางอกก็ให้รู้แสงสว่าง บางทีมันไม่ใช่แสงสว่าง เดี๋ยวสีเขียวสีแดงมาแล้ว นี่ถือว่าศัตรู เป็นศัตรู

    แต่มโนมยิทธิเต็มกำลังอยากให้ได้ ถามคนที่ได้แล้วจะคุยเป็นเสียงเดียวกันเลยนี่ มันจะมีความประทับจิตประทับใจมาก ไอ้พวกได้จะคุยไม่รู้จักจบนี่ มันเหมือนคนไปเที่ยวในที่เดียวกัน เหมือนคนไม่เคยไปเที่ยวใช่ไหม พอกลับมาคุยจ๋อกันหมดละ คุยไม่รู้จบ แล้วมีความสุขไม่รู้จบ ตอนนั้นนะ

    คือคนไม่เคยฝึกหลวงพ่อจะบอกว่า ให้ไปเก็บความสุขไว้ให้มากๆไว้ที่นิพพาน ให้ไปเก็บความสุขไว้มากๆ ให้ซับความสุขไว้ให้มากที่สุด จิตมันจะได้จำ ให้จิตมันชินก้บพระนิพพานนะ ให้จิตมันชิน

    (จากคอลัมภ์ "คำบอกเล่า" ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 168 มีนาคม 2538 หน้า 80-81)


    lWn-HE_LuEP1rL7J4zk8UO0b0QinSXbFRZE41xsymSXwLRdteeTu7a1IZCQo9yEe.jpg
     
  13. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,226
    0001.jpg
    (สนทนาที่สายลม เดือนธันวาคม 2537)

    เรื่อง การบวชพระถือธุดงค์

    ผู้ที่มาให้ใหม่ก็ดีนะ วันที่ 15 ธันวาคมนี่ จะบวชพระตอนนี้มาสมัครแล้ว 70 กว่าองค์ พระที่เราบวชนี่ต้องฝึกมโนมยิทธิได้ คือต้องมีศีล ต้องมีสมาธิอยู่ก่อนถึงจะรับบวชนะ

    "อ๋อ อย่างนี้ใครจะไปบวชนี่มีศีลสมาธิบวชได้เลย ไม่ต้องฝึกมโนฯหรือครับ"

    ต้องฝึกสิ คือต้องมีสมาธิถึงจะฝึกมโนฯได้ ใช่ไหม คือต้องฝึกมโนฯได้ สอง ต้องท่อง
    ขานนาคได้ถึงจะบวช คือที่แล้วๆมาบางครั้งประสบการณ์จากที่แล้วๆมานี่ บางอย่าง
    ผู้ปกครองบังคับให้ลูกไปบวชสร้างปัญหา คือว่าอึดอัดใจน่ะ ไม่ได้บวชด้วยศรัทธา บางคนหนีเมียมาบวช หนีเมีย คือว่าบวชแล้วเมียไปตามเจอ ก็ต้องสึก

    "อ๋อ อย่างนี้ก็มีในประวัติศาสตร์หรือ"

    อย่างนี้มีมาแล้ว สอง พวกรับจ้างเขาบวช ฉันบนไว้ไม่มีเวลาจะบวช ให้คนนี้ไปบวชแทน ทีนี้ก็จะสร้างปัญหาคืออึดอัด จะทำอะไรก็วุ่นวายไปหมด แค่สามวันเจ็ดวันนี่
    ก็วุ่นวายแล้ว ทีนี้เราจึงคัดคนที่มีศรัทธาแท้ไปบวช คือต้องไปสมัครด้วยตัวเอง ต้องฝึกมโนมยิทธิได้ ต้องผ่านการเซ็นรับรองของครูที่เขาฝึกให้ และต้องฟังพระอบรมก่อน พระเจ้าหน้าที่เขาจะอบรมก่อนว่าบวชเป็นยังไงๆ

    บางคนโรคประสาท เป็นประสาทอยู่แล้วเราก็ไม่รู้ ตอนอยู่กับเราไม่เป็นนี่ พอบวช
    แล้วก็มีฤทธิ์ขึ้นมา เอ้อ...ปีนี้ไม่ไป ให้เมียไปสมัครแทน แน่...มีการหลบอย่างนี้เหมือนกันเราจำได้นี่ ก็เลยเออ...เอา ใครจะมีปัญหามาเราก็แก้ปัญหาตามกัน

    พอบวชแล้วก็จะให้สมาทานธุดงค์ วันแรกก็จะให้ฉันข้าวสองมื้ออยู่สักสองวัน วัน
    เสาร์ให้สมาทานธุดงค์ก็ให้ฉันมื้อเดียวเลยแล้วก็ไปอยู่ป่าโน่น ไปอยู่ป่าหลังวัด คณะ
    พระประแดงก็ไปถางไว้เสียอย่างดีเลย งูเงี้ยวก็คงจะหายไปไหนหมดแล้วละ เพราะว่าเตียนหมดแล้วนี่ เสียดายงู (หัวเราะ)

    ฝึกมโนฯเต็มกำลัง พวกที่มาใหม่ที่ไม่เคยฝึกมโนมยิทธิ ก็ไม่จำเป็นนี่ เพราะว่าคนไม่เคยฝึกก็ฝึกได้ เพราะเต็มกำลังนี่มันไม่จำเป็นต้องเคยฝึกมาก่อน

    "บางคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่นี่จะไปฝึกได้หรือครับ"

    คนไม่รู้อิโหน่อีเหน่นี่อาจจะฝึกได้ดี คนรู้มากอาจจะไม่ค่อยได้ดีเท่าไร พอรู้มากพอ
    เต้นปั๊บก็สงสัยเอ๊ะจะเป็นอย่างนั้นจะเป็นอย่างนี้


    "อ๋อ ไอ้แบบโง่ๆ ไม่รู้อีโหน่อีเหน่นี่กลับได้ดี"

    คือไม่ค่อยสงสัยไงล่ะ ไอ้คนฉลาดนี่คอยจะสงสัย พอเต้นหรือคนอื่นเต้นมั่ง ตัวเราจะเต้นมั่ง ตัวเกร็งมั่ง ก็สงสัยจะเป็นนั่นจะเป็นนี่ เลยไม่ต้องไปไหนกันละ ไม่ต้องไปไหนกัน คือไอ้ฉลาดก็ไอ้ฟุ้งซ่านมากนี่แหละ ไม่ใช่อะไรหรอก คือฉลาดไม่สมควรเวลาฉลาดตอนนี้เวลาฝึกสมาธิให้เป็นสมาธิ คือจะไม่มีครูไปช่วยมาก เราให้ภาวนาแค่ นะมะ พะธะ ก็รู้แค่ นะมะ พะธะ นี่ก่อน

    ภาวนา นะมะ พะธะ นี่ ถ้าเกิดแสงไม่มาก็ไม่ต้องไปนึกตามหาแสงที่ไหน พอภาวนา นะมะ พะธะๆ ถ้าร่างกายมันจะเกร็งหรือมันจะภาวนาถี่ขึ้นมาก็ปล่อยมัน มันถี่ก็ปล่อยให้มันถี่ พอมันถี่ไอ้เราก็อุ๊ย...จะไปแล้วมั้งนี่ ไอ้นี่ก็ตกอีกแล้ว ถ้ามันจะภาวนาถี่ก็ปล่อยให้มันถี่ไป ตัวมันจะเกร็งยังไงก็ปล่อยให้มันเกร็งไป เรารู้องค์ภาวนาเฉยๆไปเรื่อยๆ ถ้าแสงพุ่งมาจากข้างบนก็ดี ข้างล่างก็ดี อ้อแสงมาก็ภาวนาตามไปเรื่อยๆ อย่าไปอยากวิ่งออกหน้าแสงไป รู้ว่าแสงมันไปแล้ว เราก็จับแสงไปเรื่อย ภาวนาไปเรื่อย ถ้าแสงจะพุ่งขึ้นสูงเราก็ดูตามไปเรื่อย พอมันไปถึงที่สุดแล้วจะไม่ไปแล้ว มันจะเห็นหมดแล้ว

    (จากธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 166 มกราคม 2538 หน้า 83-84)

    0001 (2).jpg
    ฝึกเต็มกำลัง (ต่อ)

    คืออยากให้ไปฝึกเต็มกำลัง เพราะว่าปีหนึ่งจะฝึกครั้งเดียว แล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องเคยฝึกครึ่งกำลังมาก่อน ปีกลายเห็นคนไม่เคยฝึกได้กันเยอะนี่ ถ้าได้เต็มกำลังแล้ว

    ตอนนั้นหลวงพ่อท่านฝึก ท่านก็เล่าให้ฟัง ที่ท่านปัสสาวะไม่ออกนั่นเพราะว่าท่านบอกท่านจะทำบุญใหญ่ ฝึกเต็มกำลังน่ะถือว่าทำบุญใหญ่ พวกนี้ไปแล้วจะไม่กลับมา มารจึงมาริดรอนท่านให้ปัสสาวะไม่ออก 2 วัน ท่านบอกว่าเป็นมาตั้ง 2 วันแล้ว

    ท่านบอกว่าพวกได้เต็มกำลังนี่ส่วนมากไปแล้วจะไม่กลับ มันมีอานิสงส์สูง เพราะว่าไปเห็นมาแล้วนี่ แล้วไปเห็นไม่ใช่ฝึกครึ่งกำลังอย่างนี้ มันเห็นเหมือนดวงอาทิตย์ขึ้น 2 ดวง มันสว่างไสวอย่างนั้นไม่เหมือนไปเดือนหงายอย่างนี้ คือไปเหมือนดวงอาทิตย์ขึ้น 2 ดวง มีความแจ่มชัดมาก แล้วก็ใครไปก็เห็นกันนี่เห็นเหมือนขึ้นไป

    พวกที่ไปเต็มกำลังได้นี่จะไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิอีก เพราะเชื่อแล้วว่ามันมีจริงนี่ มันไปเห็นกับตัวเอง ใครจะพูดยังไงมันก็ลบล้างยาก

    (จากธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 166 มกราคม 2538 หน้า 85)


     
  14. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,226
    ดดด.jpg


    ผีตากิ่ม

    ก่อนหลวงพ่อจะมรณภาพ ท่านรับแขกแล้วกลับไปเล่าให้ฟัง ก่อนมรณภาพสัก 20 วันได้ มีคนมาต่อว่า ว่าทำสังฆทานผีไม่ได้รับ ผีคงจะไปเข้าฝันอีก หลวงพ่อก็เล่าให้ฟังว่าคนนี้ทำบุญแล้วไม่เจาะจง ถ้าสัมภเวสีจริงๆต้องเจาะจง ห้ามให้คนอื่นเลย ท่านก็บอกว่าเวลาทำบุญให้สัมภเวสีหรือคนที่ตายไปแล้วขอให้เจาะจง บอกว่าบุญจะมีแก่ข้าพเจ้าเพียงใดออกชื่อคนนั้นให้มาโมทนา

    มีอยู่คราวหนึ่ง หลวงพ่อเล่าเรื่องผีตากิ่ม หลวงพ่อไปเทศน์ที่วัดท่าซุง ตอนนั่งกรรมฐานท่านบอกว่าสมัยอยู่จังหวัดชัยนาท อยู่วัดศีรษะเมือง สรรคบุรี ท่านไปอยู่ที่นั่น ก็มีคนชื่อตากิ่ม แต่ก่อนจะชั่วจะดีก็ไม่ทราบ แต่เช้าเอาปิ่นโตมาให้ เพลก็เอาปิ่นโตมาให้ มานอนอยู่ที่กุฏิ

    ตอนหลังหลวงพ่อมาอยู่ที่วัดท่าซุง ตากิ่มตาย ลูกสาวก็มานิมนต์ บอกหลวงน้าจะทำศพคุณพ่อ ขอให้หลวงน้าเป็นประธาน หลวงพ่อบอก อีหนู ถ้าจะให้หลวงน้าเป็นประธานละก็แม้แต่ไข่ใบเดียวก็ห้ามทุบนะ ลูกสาวก็รับปาก แล้วหลวงพ่อก็บอกอีกว่า อีหนู เวลาจัดงานไม่ต้องห่วงแขกเลยนะ ให้จัดเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะไปเลย เจ้าภาพไม่ต้องไปรับแขก ให้อยู่จุดธูปเทียน อาราธนาศีลฟังพระสวด การรับแขกเป็นหน้าที่ของคนอื่น

    พอถึงเวลาจัดงานศพ พระหลานชายก็บวช เลี้ยงพระทั้งวัดเรียกว่าเป็นสังฆทานอย่างใหญ่ มีพระเทศน์ 2 ธรรรมาสน์ มีหลวงพ่อเทศน์กับพระองค์หนึ่งชื่ออะไรจำไม่ได้

    พอหลวงพ่อเริ่มเทศน์ อีกองค์ก็กล่าวอารัมภกถา หลวงพ่อก็เข้าสมาธิ ขณะนั่งสมาธิก็ควานหาตากิ่ม ตากิ่มอยู่ที่ไหนขอให้มา หาเท่าไรตากิ่มก็ไม่มา ตากิ่มไม่มี ท่านก็คิดได้ว่าตากิ่มคงได้รับเคราะห์หนักแล้ว หลวงพ่อก็บอกว่า เออ..ถ้าใครคุมตากิ่มอยู่ละก็ขออนุญาตสักครู่นะ ขอให้นำตากิ่มมาด้วย พออธิษฐานอย่างนั้นตากิ่มก็ปรากฏเลย โซ่ล่ามคอ ล่ามขา เดินหัวตกมาเลย

    พอตากิ่มมา หลวงพ่อถามอะไรก็ยังพูดไม่ได้อีก หลวงพ่อก็ถามคนคุม เป็นไง ลูกสาวทำบุญอย่างใหญ่โตรับบุญไม่ได้เหรอ บอกว่าไม่มีผลครับ กรรมหนักมากครับ แล้วทำยังไงถึงจะรับได้ล่ะ บุญของท่านน่ะครับ จะช่วยให้พ้นเคราะห์ได้

    พอหลวงพ่ออธิษฐาน บอกว่าตั้งแต่เริ่มปรารถนาพระโพธิญาณมาถึงบัดนี้จะมีบุญมากเพียงใด ขอตากิ่มจงโมทนา เท่านั้นเองโซ่ที่คอหลุด ตากิ่มกราบ พอกราบ 3 ครั้ง ร่างกายก็สว่าง ตากิ่มสบายแล้ว

    ทีนี้คนคุมก็ต้องการบ้าง บอก ท่านครับขอผมบ้าง หลวงพ่อก็บอกว่าแกไม่หนีงานเขาเหรอ เขาก็บอกว่าท่านครับ ถ้าใครมีบุญต่อเขาก็ปล่อยให้ไปได้ครับ หลวงพ่อก็อธิษฐานอย่างเดิม คนคุมมาก็มีร่างกายสว่างไสว

    จึงขอสรุปว่า บุญจากกรรมฐานนี่มีอานิสงส์มาก สามารถจะช่วยสงเคราะห์คนได้ ทำทานธรรมดาบางอย่างยังไปไม่ได้ ของเรานี่ทั้งสังฆทาน ทั้งกรรมฐานด้วย ยิ่งมีอานิสงส์มาก

    "หลวงพ่อท่านเคยพูดหรือเปล่าว่า ตากิ่มทำกรรมอะไรครับ"

    ท่านไม่ได้เล่า คงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวัดนี่แหละ

    "อย่างนี้ถ้าหากไม่เจอหลวงพ่อ หลวงพ่อไม่สงเคราะห์น่ากลัว....."

    เอวัง กิ่ม

    (จากธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 149 กรกฏาคม 2536 หน้า 98-99)
     
  15. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,226
    68822_4945550599411_1524160251_n_zpsf4ca660a.jpg
    10382311_505125356281899_2609362464278607265_o.jpg 10373133_360428024134656_2544348563611352204_o_zps0d554f5e.jpg
    เรื่อง การบวชพราหมณ์ถือธุดงค์

    "เอ...ญาติโยมบางคนเขายังไม่เคยไปอยู่แบบอะไร บวชชีพราหณ์นี่ จะไปฝึกธุดงค์อะไรต่ออะไรนี่ จะต้องมีการเตรียมเนื้อเตรียมตัวอย่างไรประการใด แนะนำล่วงหน้าไว้จะได้พร้อมไปได้ไหมครับ ?"

    คือหนึ่ง การสมัครอะไรไม่ต้องเสียสตางค์ บางคนลือว่าสมัครบวชชีนี่เสียสองพัน แหม...ไปอ่านหน้าผิดหรือเปล่าไม่รู้ คือพระจะบวชนี่เสียสองพัน แต่ใครไม่มีเงินก็มีเจ้าภาพสำรองไว้แล้วนี่ บวชชีพราหมณ์ไม่เสียเงินเลยแต่ให้เตรียมเสื้อผ้าไปเอง ทางวัดไม่ได้เตรียมเสื้อผ้าสบู่ไว้ให้ แต่ผ้าห่มมีประมาณพันกว่าผืนนี่ ถ้ามันเกินพันกว่าผืนก็ต้องหนาว ถ้าเมื่อเกิดหน้าหนาวขึ้นมา ใช่ไหม ถ้าเราจะมีผ้าห่มไปก็ถือว่าเผื่อไว้ ถ้ามันเกิดคนมากกว่านี้มันก็จะหนาว

    (หัวเราะ)

    คืออาหารทางวัดจะเลี้ยงมื้อหนึ่ง แต่วันเสาร์อาทิตย์เลี้ยงทั้งสามมื้อเลย เพราะว่าพวกไม่ได้รับศีล 8 ก็มีใช่ไหม ทีนี้มีคนมาถามว่าเกิดปักกลดแล้วนี่ เกิดฝนมันตก มดมันกัดนี่จะย้ายที่ได้ไหม ญาติโยมก็จะให้ไปอยู่ทางป่าไผ่นี่ ถ้าใครจะถือธุดงค์น่ะนะ ป่าไผ่หลังโรงอาหารแถวนั้นน่ะ คือขึงเชือกสะดึง พอจะกางกลดก็ต้องดูให้เรียบร้อยว่าทางมดทางอะไรจะมาทางไหน อย่าไปขวางทาง เดี๋ยวทางมดผ่านเข้า ก็ต้องดูให้เรียบร้อย ตั้งใจตรงนี้ก็นั่นแหละ เขามีคาถา คาถาสำหรับตวาดป่าหิมพานต์ เวลาขึงสายอัพโภกาศ พอเราขึงแล้วก็ว่าคาถาไปด้วยเพราะกันสัตว์ร้าย "ภะส้มสัม วิสะเทภะ"

    อีกบทหนึ่งคือวิรูปักเข กันมดกันปลวกกันตะข่งตะขาบแมงป่อง เห็นนาคอยู่คนหนึ่งนี่ผมจะบวชผมยังท่องบทนี้ไม่ได้เลยนี่ กลัวจัด กลัวจะเจอตะขาบเข้า (หัวเราะ)

    ไปห่วงอะไรกับวิรูปักเข ไอ้ขานนาคน่ะให้มันได้เสียก่อน มันจะเข้าโบสถ์แล้วไม่มีใครมาสอนกัน วิรูปักเขก็เอาไปกางในป่าสิ เอาหนังสือไปกางสวดด้วยความเคารพ เพราะมันเอาเรื่องเหมือนกันพวกกลัวงูกลัวแมงป่องตะขาบ

    "อ๋อ ใช้หนังสือกางสวดไว้ก่อนได้หรือครับ"

    สวดไว้ก่อน มันจำเป็นนี่ มันท่องยากนะพระเก่าๆยังท่องไม่ค่อยได้เลยนี่ หลวงพ่อบอกสมัยก่อนใครเขาสวดงานที่บ้าน ก็บอกสวดวิรูปักเข หิ เม เมตตัง เมตตัง เอราปะ
    เถหิ เม ฉัพยาปุตเตหิ เม เมตตัง เมตตัง ท่านบอกผีมาห้อยที่ยอดไผ่โยนไปโยนมาอย่างนี้ บอกโอ้โห สวดที่วัดนะสวดวิรูปักเข พวกผีก็เต้นไปด้วย (หัวเราะ) โยนไปโยนมา มันจังหวะไม่เหมือนช่วงอื่นเขานี่ ก็เต้นไปด้วยเข้าจังหวะ บทนี้กันสัตว์พิษร้าย เช่น แมงป่อง ตะขาบ งู ฯลฯ

    "อย่างนี้ญาติโยมจะเดินทางไปอยู่ตรงไหน ถ้าเกรงก็สวดได้เหมือนกันนะ"

    สวดได้ และสวดเมตตัญจะสัพพะโลอีกบทหนึ่ง

    "อันนี้มีประโยชน์อย่างไรครับ"

    หมายความว่าสมัยพุทธกาลพระปฏิบัติธุดงค์กัน ก็ไปปักกลดอยู่ใต้ตันไม้ ทีนี้รุกขเทวดาที่อยู่กับตันไม้ท่านก็ เอ๊ะเดี๋ยวพระคุณเจ้าเดี๋ยวก็ไปแล้ว เอ้ารออีกคืนหนึ่ง ก็ไม่มีอะไร พออยู่ไปอยู่มาพระเห็นสบายดีก็อยู่นานเลย อยู่ทั้งพรรษาเลย อธิษฐานทั้งพรรษาเทวดาอยู่ข้างบนก็เกรงใจนี่ ทำยังไงถึงจะให้พระคุณเจ้าหนีไปได้ล่ะ ตกกลางคืนก็มาทำร่างให้น่ากลัว พระก็สมาทานแล้วก็ต้องอยู่อย่างนั้นแหละ ก็มาหลอกเรื่อย เทวดาก็มาหลอกอยู่เรื่อย

    "ที่หลอกนี่หมายความว่าจะไล่หรือ"

    จะไล่พระไป พระเห็นสบายก็อยู่เสียเลย (หัวเราะ) ตกกลางคืนก็มาหลอกอยู่เรื่อย ทีนี้ก็กลับมาหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็บอกว่า เป็นยังไงไปอยู่ป่าสบายดีหรือ พระที่มากราบพระพุทธเจ้าก็บอก ไม่สบายพระพุทธเจ้าข้า ผีหลอกทั้งพรรษาเลย ท่านก็บอกอ้าวเธอไม่ได้เอาอาวุธไปหรือ ไม่ได้พกอาวุธไป อาวุธคือไม่ได้พกมีดพกพร้าไปใช่ไหม พระเข้าใจอย่างนั้น

    พระพุทธเจ้าก็สอนบอกว่า บทเมตตัญจะ สัพพะโลฯ ที่เป็นมิตรกับเทวดาแผ่ความดีให้เทวดานี่ ว่าไม่รบกวนกัน ไม่เป็นโทษอะไรกันนี่ เธอไม่เอาไปหรือ ต่อแต่นั้นก็ต้องมาสวดบทแผ่เมตตาให้เทวดา เข้าสถานที่ใดที่มีเทวดา ท่านมีฤทธิ์มีเดชอะไร ท่านบอกสวดบทนี้นี่

    "อ๋อ บทเมตตัญฯ นี่ทำให้เทวดาเคารพรักใคร่นะ"

    คือธุดงค์ผู้หญิงนี่จะให้อยู่ทางป่าไผ่ อยู่ห้องก็ให้อยู่ได้ ห้องเราอยู่ 25 ไร่ ใครจะถืออยู่กลางแจ้งก็ให้อยู่ป่าไผ่

    "มีมุ้งมีกลดให้หรือเปล่าครับ"

    อาจจะมีมุ้งให้นี่ กลดหาเอาเอง แต่มีห้องน้ำห้องส้วมดีแถบนี้

    เวลาธุดงค์นี่มันเป็นบุญตั้งแต่เริ่มลืมตา บางทียังไม่ลืมตาเลยเขาเปิดเสียงธรรมะเข้ามาแล้ว มาปลุกให้ฟัง เดี๋ยวนี้มันเครื่องครบไปหมดแล้ว ตามห้องจะมีเสียงธรรมะออกมา ทางพระธุดงค์ในป่าปลุกตื่นหมด มีลำโพงไปหาหมดนี่ ลืมตาก็ฟังเทศน์แล้ว ยังไม่ทันภาวนาเลย ภาวนาตามด้วยก็ได้

    พอฟังเทศน์จบก็ไปล้างหน้า หรือนั่งสมาธิอะไรอย่างนี้ พอล้างหน้าเสร็จ แต่งตัวเสร็จเขามีใส่บาตรแล้ว ใครจะไปใส่บาตรก็ได้ เป็นทานบารมี พอใส่บาตรเสร็จก็ไปรวมกันทำวัตร ทำวัตรเสร็จก็ตักบาตรอีก เพราะจะกินข้าวใช่ไหม ตัวใครตัวมัน ก็เลี้ยงรวมกันอย่างนั้น อย่างกับบุฟเฟต์

    "ทันสมัยเปี๊ยบเลย"

    (จากคอลัมภ์ "คำบอกเล่า" ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 166 มกราคม 2538 หน้า 86-87)




    มโนมยิทธิแบบเต็มกำลัง

    เดี๋ยวคุยเรื่องการฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลังสักหน่อยนะ ไอ้การปฏิบัติมีการอยากด้วยกันทุกคนนั่นแหล่ะ ทีนี้ความอยากของใครจะระงับได้กว่ากันเท่านั้นเอง ถ้าไม่มีความอยากก็คงไม่มีใครไปปฏิบัติกัน

    เวลาฝึกอาจจะมีคนเต้นกันบ้าง และก่อนที่จะไปนั่งก็อาจจะได้ยินคนคุยกัน คนที่ไปได้ก็บอกว่ามีแสงสว่างมาจากข้างบนบ้าง เหมือนไฟฉายบ้าง บางคนก็บอกหมุนติ้วบ้าง อะไรบ้าง เขาพูดให้เราเข้าใจ ให้เราได้รู้บ้าง ทีนี้เวลาเรานั่งฝึกกัน ก็จะนั่งป็นเถว ทีนี้จะภาวนายังไม่ได้สมาธิคนอื่นเขาเต้นปั๊บๆ อยู่ข้างๆ ไอ้เราก็เอ๊ะ...ใครเต้นที่ไหนหว่า...บางทีได้ยินเสียงร้องวี๊ดๆขึ้นมา มันร้องที่ไหนหว่า... เลยไม่ต้องภาวนาแล้ว นานๆเข้าเปิดกระดาษที่ปิดหน้าแง้มมองคน เลยไม่ต้องได้กัน เดี๋ยวก็หมดเวลา

    ประการที่สอง เมื่อภาวนา นะ มะ พะธะ ไปสักระยะหนึ่ง เราก็เกิดมีปิติขึ้นมาก็เกิดสั่น ไอ้สั่นมันเป็นการสั่นครั้งแรกของเรา มันก็เกิดวิตกกังวล เอ๊ะ...มันจะสั่นไปถึงไหนวะ...นี่มันจะออกได้แล้วนี่หว่านี่ จิตมันกังวลเสียอย่างนี้ กังวลเรื่องกายเป็นเหตุเลยไม่ได้กัน

    เคล็ดลับตรงนี้มีความสำคัญมาก ตอนอทิสสมานกาย คืออย่าห่วงใยร่างกาย ปลงเสียก่อน คือปลงยอมตายเลย กายนี่นะ ถ้ามันไม่ปลงถึงตาย เวลาเต้นมันจะห่วง เอ๊ะ...สั่นแล้วมันจะตายหรือเปล่า กังวลตาย

    ฉะนั้นต้องปลงว่า จะไม่สนใจอะไรทุกอย่าง ยอมตายไปเลยเมื่อภาวนาก็ให้รู้คำภาวนาอย่างเดียว ใครจะเต้นอย่างไร ไม่สนใจ ขอให้รักษาคำภาวนาไว้ให้ดี ถ้าจะไปได้มันจะเห็นแสง แต่พอพูดอย่งนี้แล้วอย่าไปควานหาแสงนะ ฉันนี่เป็นมาแล้ว พอภาวนาปุ๊บ เอ๋...เขาว่าแสงจะมากูไม่เห็นมาสักทีหว่า...ควานหาแสงก็ไม่เห็น
    เพราะความอยากมันมีหนัก เขาเรียกว่าตัณหานำหน้า อยากก็ไม่ได้ ตัวนี้ต้องห้ามจิตอีก

    แต่พูดอย่างนี้พูดได้ แต่เป็นเวลาจริงๆห้ามใจยาก จิตอยากจะไปนี่ห้ามยาก ต้องปลงให้หมดใจว่าภาวนาอย่างเดียว นะ มะ พะธะๆๆ อย่าไปสนใจว่าจะมีแสงมาหรือไม่มาใครจะเต้นยังไงก็ช่าง รู้คำภาวนาอย่างเดียว

    "คราวนี้จะนั่งเก้าอี้หรือนั่งที่พื้นครับ"

    นั่งที่พื้น เอาเสื่อปู จะได้ไม่ต้องกังวลเวลาจะไปได้ต้องใจเฉยๆ ความอยากนี่ต้องหมดจากใจจริงๆ ถ้าไม่ออกจากใจเมื่อไรกิเลสมันรู้ โอ...มันรู้เหลือเกิน เราแอบอยากนิดๆ หน่อยๆ มันก็รู้ ต้องปลงให้หมด ถ้าจะไปได้แสงจะมา บางคนก็เป็นจุดขาว บางคนก็เป็นกรวยแบบพายุใต้ฝุ่นเลย ให้จับแสงสว่างไปเรื่อยๆ เอาจิตจับไว้ แสงจะหนีไปเรื่อยเราก็ติดตามแสงไป

    "ถ้าหมุนล่ะครับ"

    หมุนก็หมุนไป ก็เราไม่ห่วงเรื่องตายนี่ปล่อยให้มันตายไป มันจะหมุนยังไงก็ช่าง ดูแสงไปเรื่อย ภาวนาไปเรื่อย ถ้าถึงเขตมันแล้วเราจะหยุดเอง แล้วจะเห็นเอง ทีนี้จะไปไหนก็ได้ล่ะ จะเห็นชัดยิ่งกว่ากลางวัน จะเห็นอะไรก็เห็นได้ทุกอย่าง

    "ฝึกเมื่อไหร่ครับ"

    วันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 18-19 ธันวาคม มี 2 วันถ้าใครฝึกแล้วไปได้ ผู้นั้นจะไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป ล้างสมองได้เลย


    (จากคอลัมภ์ "คำบอกเล่า" ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 155 มกราคม 2537 หน้า 90-91)


    ประโยชน์ของมโนมยิทธิ

    มโนมยิทธิฝึกแล้วขอให้เอาไปใช้ในด้านวิปัสสนาญาณด้วย สมมุติว่าเราขึ้นไปแจ่มใส ขึ้นไปดูข้างบนแล้วนั่งอยู่ข้างหน้าพระพุทธเจ้าแล้ว ดูตัวเราก็ดี ดูพระพุทธเจ้า ดูพระองค์ผ่องใส ไม่มีเลือด ไม่มีเนื้อ มีความสว่าง ดูตัวเราซิสว่างไหม...มีความใสพอสมควร มีความสะอาด ดูให้เพลินแล้วก็มองมาข้างล่าง

    บางทีเอาตัว (อทิสสมานภาย) มาให้ใกล้ตัวล่างเลยก็ยิ่งดีใหญ่ คือเปรียบกันว่าตัวที่เราอาศัยอยู่ตัวข้างล่างเป็นตัวเราจริงไหม สกปรกไหม ดูแล้วมันเป็นสังโยชน์ทั้งนั้น ดูตัวบนสวยสะอาด ดูใจว่ามันเกาะตรงไหน ก็จะรู้สึกว่าไม่เกาะสมบัติสักชิ้น

    พอเห็นจริงด้วยปัญญา ก็จะเริ่มวาง มันจะค่อยๆวางทีละหน่อย หนักๆเข้าเราสะสมอยู่มากๆ จิตมันก็จะเห็นจริงว่าไม่มีอะไรจริงๆ ไม่เต้นแร้งเต้นกายึดอยู่ได้ ค่อยๆเคาะไปนะ เคาะไปทีละหน่อย ทีละหน่อย

    "หลวงพี่นี่ วางคงจะหมดแล้วใช่ไหมครับ"

    ยัง คือทำอย่างนี้บ่อยๆ มันก็จะเห็นจริงอย่างนี้เรื่อยๆไป เดี๋ยวก็เห็นจริงบ้าง เดี๋ยวก็เห็นไม่จริงบ้าง แต่เราวางจริงบ่อยๆ ถึงเวลาตายจริงจิตจะรวมตัวมาก ความจริงปรากฏขึ้น จิตก็จะไม่มีกระวนกระวาย จิตมันก็จะ เอ๊อ...
    สุขเหลือเกิน

    "ที่หลวงพี่เล่ามานี่เล่าจากประสุบการณ์ ใช่ไหมครับ"

    ก็ฝึกไปที่ละเล็กละน้อย ก็ยังไม่ได้อะไร ฝึกอย่างนี้แล้วก็อยากจะบอกคนอื่น ซึ่งมันก็ตรงกับสังโยชน์พอดี

    ถ้าเอามโนมยิทธิไปดูคนนั้นสวย คนนี้ไม่ดี คนนั้นวิมานเล็ก คนนี้วิมานใหญ่ เสียเวลา ดีไม่ดีตกนรกเปล่าๆ เอามาในเรื่องจะลดความโลภ ความโกรธ ความหลง จะมีประโยชน์ที่สุด จะตรงกับที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงสอน ตรงกับที่หลวงพ่อท่านเหน็ดเหนื่อยมามาก อยากให้เราเป็นพระอริยเจ้า อยากให้เราเป็นพระอรหันต์

    "ที่หลวงพี่พูดนี่มันมีน้ำหนักนะครับ ว่าอย่างนี้แหละ ฉันเดินมาแล้ว เป็นอย่างนี้"

    ก็ไม่มีอะไร คือเราฝึกให้มันหมดกิเลส ตรงไหนมีกิเลส เราติดตรงไหนล่ะ ติดตรงไหน ก็ดูตรงนั้น มันติดไปหมดทุกอย่างในโลก ไอ้ที่ติดเราก็เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง เราติดเพราะความโง่จริงๆ มันโง่มันถึงติด ถ้ามันไม่โง่มันก็ไม่ติด

    "แล้วตัวแก้โง่ จะเอาอะไรมาตัดคะ"

    ถ้าพูดแบบกำปั้นทุบดินก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นี่แหละ คือปัญญาจะตัดได้ก็ต้องมีสมาธิดี สมาธิจะเกิดได้ก็ต้องมีศีลดี คือศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี มันเกี่ยวเนื่องกันเป็นลูกโซ่ สมาธิเกิดแล้วปัญญานี่หมือนแสงสว่างฉายเข้ามานั่นแหละ ปัญญาเกิดแล้วไม่ต้องอธิบายมันเห็นจริง

    ไอ้ที่เขานึกว่า ถ้ามีความโกรธต้องเอาพรหมวิหาร 4 มาใช้ ถ้าสมาธิทรงตัวแล้วมันแก้เอง มันไม่เข้ามาถึงใจเราหรอก เราเห็นเสียแล้ว

    สมาธิยิ่งตั้งมั่นเท่าไหร่ปัญญาก็จะเฉียบคมขึ้นเท่านั้น คือเป็นไปตามกำลังเลย มันจะเฉียบของมันเองแหละ มันจะเฉียบและเด็ดขาดของมันเอง ไอ้ที่เขาว่าเห็นคนสวยจะต้องเอาอสุภะมา หรือจะต้องเอากายคตามา ไม่ต้องอย่างนั้นมันเข้าเลย มันเห็นจริงไปหมดเลย ไม่ต้องมาตั้งท่าอะไรเลย

    "เป็นคอมพิวเตอร์ไปในตัวเลยนะ'

    ใช่


    (จากคอลัมภ์ "คำบอกเล่า" ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 155 มกราคม 2537 หน้า 93-94)





    ประสบการณ์ฝึกมโนมยิทธิแบบเต็มกำลัง
    ของคุณวัฒนา ไชยเสนะ (คุณหมู)



    ตอนจิตจะออกจากร่างนะคะ ตอนนั้นหมูก็ไม่รู้ ต่อสู้เกือบตาย ตัวก็โก่ง อทิสสมานกายก็จะหลุด ลมหายใจจะขาด อึดอัดมากแรงมาก แต่ตัวเองโง่ แทนที่จะปล่อยให้หลุดป๊องไป ไม่ได้ปล่อย ฝืนเอาไว้ๆ 2 เที่ยว 3 เที่ยว จนกระทั่งเหมือนจะขาดใจ นึกว่าตายแน่ก็ตะโกนเรียกท่านแม่ "ท่านแม่ ช่วยลูกด้วย" เห็นท่านแม่ท่านโบกมือยืนอยู่ข้างๆบอก "ปล่อยไปเลยลูก"

    ได้ยินท่านแม่พูดอย่างนี้และโบกมือเช่นนี้ เอาใหม่เลย ตัดสินใจตายเป็นตายก็ออกไปได้ ออกไปได้แล้วก็โอโฮ้...มันตื่นเต้นตระการตา ไม่สามารถไปพิจารณาเล็กๆน้อยๆได้ มันตื่นเต้นกับบรรยากาศว่าไม่เคยเห็นสว่างขนาดนี้เลย เทียบกับดวงอาทิตย์ไม่รู้ว่ากี่ร้อยดวง ถ้าแสงของดวงอาทิตย์จะเป็นแสงออกเหลือง แต่อันนี้เป็นแสงของแก้วประกายพรึกบรรยายไม่ถูก

    "ขึ้นไปแล้วทำยังไงบ้างครับ"

    ก็ได้แต่มองโน่นมองนี่แล้วก็กราบองค์สมเด็จและก็กราบพระอรหันต์ สักพักก็ลงมา

    "เวลาจะเข้าร่าง เข้าปรู้ดไปเลยหรือว่าค่อยๆ เข้าครับ"

    ตอนกลับคงสมาธิเคลื่อน รู้สึกมีอาการปวดขึ้นมา แล้วก็เข้าเลย

    "แล้วจากนั้นขึ้นไปได้แคล่วคล่องว่องไวไหมครับ"

    ก็ไปได้

    "คือจริงๆ ก็ได้มโนมยิทธิครึ่งกำลังมาก่อนแล้ว พอมาฝึกเต็มกำลังก็สว่างไสวมากเลย"

    ใช่ค่ะ

    พระครูปลัดพูดเสริมว่า มโนมยิทธิเต็มกำลังถ้าได้แล้วจะประทับใจไม่ลืมเลย เพราะความแจ่มใสความสดใสบรรยายออกมาเป็นตัวหนังสือไม่ได้ 1 เปอร์เซ็นต์

    "ขึ้นไปแล้วเห็นวิมานลูกหลานหลวงพ่อด้านหลังเยอะไหมครับ'

    เยอะมากเลยค่ะ

    "มีของ ยกทรง หรือเปล่าครับ"

    หนูนึกแล้วต้องถามอย่างนี้

    พระครูปลัดอนั้นต์พูดล้อว่า "ของยกทรงเพิ่งตีแปขึ้นชื่อ" และพูดต่ออีกว่า มันมาตรงกันที่ว่า ให้ตัดร่างกายเสียก่อนยอมตายไปเลย คิดว่าเออ..มันก็ต้องตายแน่อยู่แล้วนี่ให้จิตมันยอมเสีย ตอนจะออกไม่ออก จิตวิตกกังวล โอย...จะตายเสียแล้วมั้งนี่ เลยไม่ต้องออกเลย ถ้าจิตเกาะกายนิดเดียวมันไม่ไปแล้ว ไม่หลุดให้หรอก

    การฝึกแบบเต็มกำลังนี่ได้ผล ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ฝึกแบบครึ่งกำลังต้องคอยถามรู้สึกสีอะไร แดงหรือเขียว การฝึกแบบเต็มกำลังไม่ต้องแล้ว มันชัดยิ่งกว่ากลางวัน ไม่ต้องไปถามสีแสงอะไรกันแล้ว แทบจะลูบคลำได้เลยอย่างกับลืมตาดูเลย

    "และถ้าฝึกได้นี่ยิ่งกว่าได้สมบัติทั้งปวงเลยนะ"

    ยิ่งกว่าสมบัติทั้งปวงจริงๆ

    "ฉะนั้นสมบัติทั้งปวงใครไม่อยากได้ก็อย่าลืม ยกทรง นะ"

    ได้... ให้ตายก่อน อย่าไปอยากได้สมบัติเขา

    เคล็ดลับของการฝึกแบบเต็มกำลังก็คือ ปลงร่างกายเสียก่อน ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อปลงไม่ทัน ต้องลงมาอีก จะไปได้เลย ไม่ได้ มาฝึกคราวนี้คิดว่าเราอาจทิ้งชีวิตที่ศาลาวัดก็ได้มันต้องตายแน่ จะมีอะไรเกิดขึ้นก็ขอตายไปเลย พอถึงจังหวะนั้นมันจะได้ไม่ห่วง

    เวลาฝึกแบบครึ่งกำลังก็เหมือนกันครูฝึกจะสอนใช่ไหม...ว่าพิจารณาร่างกาย เป็นทุกข์ไหม ? ตอบว่า ทุกข์ ถามว่าทุกข์อย่างนี้ต้องการอีกหรือเปล่า ? เราก็บอก ไม่ต้องอีก ช่วงนี้แหละกำลังใจมันจะเริ่มตัด จิตมันจึงหลุดออกไปครึ่งกำลัง เขาจะสอนไม่ให้เราห่วงใยในร่างกาย ตรงนี้สำคัญ

    "บางวันขึ้นไปนิพพานแจ่มใส บางวันก็ไม่แจ่มใส เลยไม่รู้ว่าปัจจุบันนี้มันดีหรือมันเลวลง"

    หลวงพ่อท่านเคยบอกให้ดูย้อนหลังว่าก่อนที่เราจะมาปฏิบัติธรรม ความโกรธมา 1 ไป 10 หรือเปล่า คือเขาด่ามา 1 คำ เราด่าไป 10 คำ เดี๋ยวนี้มา 1 ไป 1 แสดงว่าดีกว่าเก่าลดมา หลวงพ่อท่านเปรียบเทียบอย่างนี้นะให้ดูอารมณ์ของเรา อย่าไปดูความแจ่มใสของวิมานก็ดี ความแจ่มใสของสมาธิก็ดี เพราะถ้าเป็นฌานโลกีย์อยู่ วันนี้ใจขุ่นมัวขึ้นไปก็ขุ่นมัว อารมณ์ใจแจ่มใสก็ขึ้นไปแจ่มใส

    ให้ดูอารมณ์ที่ตัดเป็นสำคัญ อารมณ์ตัดก็คือทำอย่างนี้ไม่ถูกใจเรานี่ซัดไปแล้ว เดี๋ยวนี้มา 1 ไป 1 หรือมา 1 เราไม่ไป แสดงว่าเริ่มดีขึ้น หลวงพ่อท่านให้ดูย้อนหลังเปรียบเทียบ ดูสังโยชน์เป็นหลัก

    "เห็นจริยาของคนบางคนหรือพระบางองค์ที่ทำไม่ถูกที่ทำไม่ดี แหม...มันอดปากไม่ค่อยได้"

    หลวงพ่อท่านเคยบอกว่าอย่าไปสนใจจริยาหรือความชั่วของบุคคลอื่น เป็นอันดับแรกเลย อย่างฉันนี่ก่อนจะเข้าไปอยู่วัดท่าซุงได้ยินข่าวลือสารพัด ฉันไปวันแรกหลวงพ่อบอกเลย "เออ...เสียงหมู เสียงหมา เสียงกาเสียงไก่ ที่นี่มันเยอะนะ อย่าสนใจจริยาของบุคคลอื่น"

    คือไปสนใจจริยาของบุคคลอื่น ก็ทำให้อารมณ์ใจเราขุ่นมัว ให้สนใจจริยาความชั่วของตัวเราเองเสมอ เตือนตัวเราเองไว้เสมอ ไม่มีใครเตือนเราได้ นอกจากตัวเราเท่านั้น

    ให้ดูตัวเองอยู่เสมอ ถ้าดูความชั่วของตัวเราเองอยู่เสมอ มันก็จะเหลือแต่ความดี ถ้าดูแต่ความดี มันจะเหลือแต่ความชั่ว

    (จากคอลัมภ์ "คำบอกเล่า" ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 155 มกราคม 2537 หน้า 91-93)


    0001 (1).jpg
     
  16. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,226
    IMG_20180211_074732.jpg


    อานิสงส์ธุดงค์

    ทีนี้เวลาธุดงค์มันจะมีอานิสงส์อะไรบ้าง มันจะมีความดีอะไรบ้าง บางข้ออย่างจัดสถานที่ให้ตรงไหนก็ต้องอยู่ตรงนั้น อย่างนี้นี่มันก็กันอารมณ์ฟุ้งซ่านว่า ตรงนี้ฉันไม่ชอบ ตรงนั้นฉันไม่ชอบ ถ้าเรานึกว่าจะตายมันจะชอบที่ไหนอยู่หรือเปล่า มันก็หาเลือกที่ชอบไม่ได้ ใช่ไหม มีอานิสงส์ทุกข้อนี่ที่เราสมาทานน่ะนะ มีอานิสงส์ทุกข้อ

    "อ๋อ ตกลงว่าพระจะอยู่ธุดงค์นี่ต้องทางวัดจัดให้อยู่ใช่ไหม ไม่ใช่เราไปเลือกเองใช่ไหม"

    พระถ้าอยู่ป่านี่จะไม่จัดให้ อยู่ป่าไปเลยแต่ฆราวาสนี่เราจะจัดให้ ห้องหนึ่ง ห้องสอง ห้องสามอะไรอย่างนี้ อาจจะยุ่งเสียหน่อยว่าศีล 5 อยู่ศีล 5 ศีล 8 อยู่ศีล 8 ธุดงค์ก็อยู่ธุดงค์ ไม่ให้ปะปนกัน ก็ดูแลง่ายหนึ่ง

    สองศีล 5 กับศีล 8 อยู่รวมกันกินข้าวไม่พร้อมกัน ศีล 5 กิน 3 มื้อ ไปกินรวมกับศีล 8 ศีล 8 ก็ไมได้กิน อยากก็โมโห โมโหหิว คือให้มันแยกออกไปเสีย ศีล 8 บางทีพวกศีล 5 มันพกอาหารเข้าไปในห้องกินแจ้บๆๆอยู่นี่ ไอ้ศีล 8 ก็อยาก เลยต้องให้แยกห้องกัน

    "เรื่องอาหารการกินของญาติโยมก็ดีของพระก็ดี ทางวัดเลี้ยงหรืออย่างไรหรือครับ"

    ทางวัดเลี้ยงมื้อหนึ่ง คือเลี้ยงพร้อมพระนั่นแหละ พระฉันแล้วโยมก็กิน เข้าแถวตักอาหารทุกอย่างหมด

    "ศีล 5 ออกก่อนหรือเปล่าครับ"

    ต้องให้ถือธุดงค์ออกก่อน คือว่ามีปัญหาคือปีที่แล้ว พอพระตักเสร็จปุ๊บ ศีล 5 เข้าไป ศีล 5 มีเป้ด้วย ศีล 5 ชอบอะไรก็ใส่ถุงไว้ ไว้มื้อสองมื้อสาม ธุดงค์ไปบอกโอ้โฮ หมดเลย พวกธุดงค์มันกินมื้อเดียวนี่ก็ต้องให้ออกหน้า กินแล้วไม่ได้พก ใช่ไหม


    (จากคอลัมภ์ "คำบอกเล่า" ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 166 มกราคม 2538 หน้า 84)


    24862178_10214408229062386_2939334353055091569_n.jpg 10687905_360431944134264_7859892285808568473_o_zpsd8aedd7e.jpg
     
  17. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,226
    oHJRl7jzIP9nKya7xZM40VANN7ajBVQM-AQEgvmjYn5OTN7ZllhfS5jrX3PILIhi.jpg

    (สนทนาที่สายลม สิงหาคม 2537)
    เรื่อง เตรียมตัวฝึกมโนมยิทธิ

    (มีคนถามว่าปี 2537 นี้จะฝึกเต็มกำลังกันอีกเมื่อไรครับ พระครูปลัดอนันต์ตอบให้ทราบดังต่อไปนี้)


    เดือนธันวาคม ใช่ กลางๆเดือนนะ เสาร์อาทิตย์กลางเดือน คอยเตรียมตัวไว้ก็แล้วกัน เตรียมตัวก็ภาวนานี่แหละ เตรียมเงินไว้ 1 บาทค่าครู

    ถ้าใครจะไปฝึกวันเสาร์ ถ้าไปวันศุกร์เย็นเลยได้ก็ดี มันได้นอนตอนช่วงเช้า กินข้าวกินปลาแล้วก็นอนพักให้ใจสบาย แล้วพอฝึกก็ไปซ้อมภาวนา นะมะ พะธะ ไว้ด้วย

    ตั้งใจอย่าสนใจจริยาผู้อื่น เขาจะเต้นอย่างไรก็ช่าง เรารู้ภาวนาของเรา อย่าอยากนำ พอเต้นปุ๊บๆปั๊บๆ จิตอีกส่วนหนึ่งมันอยากนะ กูจะไปแล้วๆ มันก็ควานหา เห็นเขาว่าแสงมากูไม่เห็นมาสักทีก็ไม่รู้ เอ๊..ใช่หรือเปล่า

    มันอยากนำ ลืมภาวนาไปเลย จิตมันอยาก ถ้าแสงจะมาก็มาเอง ปล่อยให้มาเองพอมาปุ๊บจะจับแสงไปด้วย เราก็พุ่งตามแสงไปด้วย ภาวนาตามไปเรื่อย ถ้าถึงที่สุดแล้วมันจะหยุด หยุดแล้วจะเห็นสว่างไปหมด แล้วจะไปพระจุฬามณีก็เห็นพระจุฬามณี

    ห้ามอยาก อยากไม่ได้ แต่มันอดไม่ได้

    "ก็ ท่านพระครูก็มีวิทยายุทธมากมายก่ายกอง ก็น่าจะแนะนำวิธีที่จะไม่ให้อยาก จะแก้ยังไง จะแนะยังไง จะนำยังไง นิมนต์ไปรดสงคราห์ลูกหลานหน่อยเถอะ ไอ้ตัวอยากนี่ จะแก้ยังไงครับ"

    พระครูก็อยากเหมือนกันนะ (หัวเราะ) พระครูเต้น พระครูก็อยากเหมือนกัน คือเคยอยากมาแล้วไงเล่า ที่พูดนี่เคยเป็นมาแล้วทั้งนั้นแหละ เห็นไอ้นู่นมันเต้นปั้บๆไปแล้ว ไอ้นู่นมันจะไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ พอเราเต้นปั๊บๆๆ เอ๊..แสงกูไม่ห็นมาซักที ไปไหนว้า ก็ควานหาแสงอยู่นั่นน่ะ มันถึงไปไม่ได้

    ก่อนจะภาวนาเราก็ตั้งใจว่า เอ้อ ถ้าไปได้เราจะไปพระจุฬามณี แล้วจะทำใจไม่ให้อยาก เขาจะเต้น เขาจะร้อง อะไรก็ช่างเถอะมันเรื่องของเขา เขาไม่ได้ทำให้เราไปได้ เมื่อภาวนาก็จะรู้ นะมะ พะธะ เฉยๆเรื่อยๆ ถ้ามันรัวก็ปล่อยให้มันรัวเอง รัวแล้วเราก็ภาวนาของเราไปเรื่อยๆ


    (จากคอลัมภ์ "คำบอกเล่า" ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 163 ตุลาคม 2537 หน้า 85-86)


    oHJRl7jzIP9nKya7xZM40Sx0-_2zyTVFbMbItLsUsQq5m2rIlVYsS7PiUoNcarJi.jpg
     
  18. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,226
  19. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,191
    กระทู้เรื่องเด่น:
    26
    ค่าพลัง:
    +220,226
    IMG_20180310_091054.jpg
    ประสบการณ์การฝึกมโนยิทธิแบบเต็มกำลัง
    พระครูปลัดอนันต์ฯสัมภาษณ์ คุณกมลรัตน์


    "คืออยากจะถาม เพระว่าบางคนที่ไปไม่ได้น่ะ จะได้เป็นตัวอย่างแก่บางคนที่ไปไม่ได้ กำลังใจก่อนที่จะหลุดออกไป ตัวนี้นะสำคัญที่สุด นะมะ พะธะ ใครก็ภาวนาได้ ภาวนาผิดมั่งถูกมั่งก็ภาวนาได้ แต่การทำกำลังใจให้พอดีกับจิตที่จะถอดออกไปตัวนี้น่ะสำคัญ ตอนแรกต้องทำกำลังใจยังไงก่อน อยากจะรู้ตัวอย่างตรงนี้ ช่วยเล่าให้ฟังสักหน่อย"

    คือปีนี้นะคะเป็นปีที่ไปแบบไม่ได้ไปเที่ยวนะคะ เมื่อปีที่แล้วยังไปเที่ยว ไปเที่ยวในพระนิพพาน แต่ปีนี้พอไปแล้วมีความรู้สึกว่าเราไปแบบครึ่งกำลังคือเราภาวนา ก่อนที่เราภาวนาเราขอองค์สมเด็จและหลวงพ่อ เรียกว่าขอทั้งหมดว่าชีวิตร่างกายเรานี่ เราขอมอบให้ทั้งหมดแล้ว เราจะไม่เอาอีกแล้ว แล้วพอดีช่วงนี้กำลังไม่สบาย แต่พอเราได้แล้วหายหมดเลย (หัวเราะ)

    "ตอนนี้ขอขั้นจังหวะสักนิดหนึ่งนะ เมื่อก่อนเขาจะมาเขาป่วยมาก ต้องกินยาพาราฯ ไอ้พาราฯ ดันไปติดคอเสียอีก ฉะนั้นขอญาติโยมทุกคนขอให้จำเป็นตัวอย่างว่า การจะทำความดี การปฏิบัติมโนมยิทธิเต็มกำลังนี่ถือว่าทำความดีขั้นสูงสุด คือว่าผู้ที่ได้เต็มกำลังแล้วนี่จะไม่กลับไปเป็นมิจฉาทิฏฐิอีก หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยท่านมีชีวิตอยู่ คราวนั้นฝึกกันที่ 2 ไร่ ท่านป่วยมากกว่านี้อีกเป็นร้อยเท่า ปัสสาวะไม่ออก 2 วัน ท่านบอกว่าการปฏิบัติความดีแบบนี้ พวกนี้ไปไม่กลับ ฉะนั้นช่วงจังหวะก่อนจะทำนี่มารก็มาริดรอนความดี อย่างนี้ก็ถือว่ามารมาริดรอนความดึ แต่คนนี้ไม่ยอมมาร มารแพ้ เอาไว้ไม่อยู่ เอ้าเล่าต่อไป"

    ตอนทำพิธีนะคะ ท่านให้ภาวนาได้ ก็ภาวนา นะมะ พะธะ สักเดี๋ยวหนึ่งมีความรู้สึกว่าจะล้ม ปีที่แล้วจำได้ว่ามีครูฝึกมาบอกว่าให้ตัดร่างกายเสียก่อนนะ แล้วก็จะล้มไปเลยเราก็รอ ปรากฎว่าไม่มีใครมาบอกเสียที ก็เลยกลายเป็นครึ่งกำลังไป ก็เลยรวบรวมกำลังใจภาวนาใหม่ ภาวนาคราวนี้ล้มเองเลยค่ะ บอกไม่เอาแล้ว ไม่เอาแล้ว

    พอล้มแล้ว เอ๊ะยังไง เราไปได้หรือเปล่า ปรากฏว่ามีความรู้สึกว่าเราไปกราบสมเด็จก่อนเลย กราบไปร้องไห้ไป ร้องไห้ดีใจค่ะ แล้วก็ไปกราบหลวงพ่อ บอกหนูไม่อยู่แล้ว หนูขึ้นมาแล้วหนูไม่ไปแล้วหนูตัดแล้ว ขอไปอยู่เลย พอดี ป้าเชิญ เขาบอกว่าไปกราบสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าน่ะค่ะ ก็ไปกราบท่าน พอไปกราบหลวงพ่อจะพาไปที่วิมานของเรา

    ปกติเวลาก่อนนอนนี่ คือสวดมนต์เรียบร้อยแล้วนี่ จะกราบสมเด็จองค์ปฐม กราบหลวงพ่อ กราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดเลย ก็ขอให้คุ้มครองเรา เราก็ขึ้นไปข้างบน กราบสมเด็จองค์ปฐม หลวงพ่อ แล้วก็ไปวิมานของเรา แล้วก็นอนจนหลับไปเลย เป็นอย่างนี้ทุกคืนเลย พอวันนี้หลวงพ่อท่านบอกว่าให้ไปขอขมาหลวงปู่แหวน เอ๊ะเราไม่ได้มีอะไรนะ สงสัยอดีตชาติมั้ง ไปขอขมาท่าน แล้วก็พระสารีบุตร แล้วก็ไม่ได้ไปไหนอีก เหาะลิ่วเลย ไปดูวิมานของเพื่อนๆ โอ้โฮ สวยทั้งนั้นเลย รูปทรงแปลกๆ แว้บๆ ไปหมดเลย แล้วก็ไปดูวิมานของพี่ที่ที่ทำงาน สวยเป็นแก้วไปหมดแต่ยังไม่สวยเท่าของสมเด็จกับของหลวงพ่อนะคะ ปลื้มใจตัวเองมากเลย

    ป้าเชิญก็บอกว่าจะไปไหนต่อ ไปวิมานดีกว่า หนูไม่อยากจะไปไหนอีกแล้ว วิมานของเราสวย แต่ตอนอยู่ข้างล่างรู้สึกว่าเหมือนกระจกเลยค่ะ กระจกวิหารร้อยเมตร แต่พอขึ้นไปมันสวยกว่านั้นอีก ไม่มีฝุ่นเลยค่ะ

    หลวงพ่อบอกว่าให้รักษาศีลให้บริสุทธิ์ที่ขึ้นมาได้นี่ศีลบริสุทธิ์นะ เราต้องรักษาศีลให้ได้ แล้วนึกถึงความตาย ของที่ทำนี่ดีอยู่แล้วแต่ว่าอย่าประมาท อย่าประมาท ให้รักษาอารมณ์นี้ให้ได้ แล้วให้มีความมั่นคงในพระรัตนตรัย เพราะว่าหนูยังมีความกลัวอยู่ กลัวไปนิพพานไม่ได้

    บางทีนี่นะคะหลวงพี่ พอขึ้นไปข้างบนนี่นะคะ พอข้างล่างเขาร้องวี้ดว้าย กายเราตัวนี้มันสะดุ้งขึ้นมา แต่ข้างบนเราไม่หวั่นไหว

    "เอาละ เป็นตัวอย่างนะ ฟังเสียงก็รู้ว่าปลาบปลื้มใจนะ อุตสาห์มาทำกันได้"


    (จาก ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 171 มิถุนายน 2538 หน้า 92-93)


    ประสบการณ์การฝึกมโนยิทธิแบบเต็มกำลัง
    พระครูปลัดอนันต์สัมภาษณ์ คุณทองเมื้ยน แสนใหม่


    "คุณทองเมี้ยนนี่มาวัดนานแล้วหรือยัง"

    ดิฉันมาวัดนี้นานแล้วเจ้าค่ะ แต่ยังไม่เคยได้ฝึกมโนมยิทธิค่ะ

    "อ้าว อย่างนั้นเหรอ ยังไม่เคยฝึก ครึ่งกำลังก็ยังไม่เคยเหรอ"

    ครึ่งกำลังเคยฝึกเมื่อตอน 2-3 เดือนกับอาจารย์สมปองเจ้าค่ะ ก็รู้สึกว่าพอฝึกแล้วก็ได้เจ้าค่ะ แต่วันนี้รู้สึกว่าชัดเจนแจ่มใสกว่าที่ฝึกแล้ว แต่ดิฉันมาพูดวันนี้ก็เพราะว่าดิฉันได้สัญญากับหลวงพ่อไว้ บอกว่าลงมาจะต้องให้ธรรมะ ลูกอยากได้กุศลเรื่องธรรมะ คือดิฉันเวลาก่อนจะนอน ดิฉันก็ว่าบุญอะไรในโลกนี้ที่มากที่สุด ดิฉันจะทำบุญอันนั้น เพราะดิฉันก็ทำมามากแล้ว แต่ไม่ทราบว่าบุญอะไรที่มากที่สุด

    ทีนี้วันนี้ ก่อนที่ดิฉันจะขึ้นไป ดิฉันนมัสการพระพุทธเจ้า บอกว่า ข้าพเจ้าขอนมัสการเจ้าค่ะ และขอมอบกายถวายชีวิตของข้าพเจ้าเพื่อเป็นพุทธบูชาต่อพระพุทธศาสนา ธรรมใดที่พระพุทธเจ้าท่านเห็นแล้ว ธรรมนั้นขอให้ดิฉันเห็นด้วยเถิดเจ้าค่ะ พอนมัสการเสร็จดิฉันก็หลับตา ภาวนา นะมะ พะธะ

    พอไม่กี่นาทีก็มีแสงเจ้าค่ะ มีแสงใหญ่มากเกินกว่าที่จะประมาณได้เจ้าค่ะ แสงสว่างหมดทั้ง 12 ไร่ แสงสว่างหมดเลย พอแสงสว่างแล้วดิฉันก็กำหนดว่า เห็นหนอ (หัวเราะ) เพราะดิฉันเคยกำหนดแบบนั้นเจ้าค่ะ พอกำหนดเห็นหนอแล้วแสงมันก็ค่อยๆเล็กลง

    ทีนี้เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ใหญ่กว่านี้อีกเจ้าค่ะ สวยมากเจ้าค่ะ ท่านก็มาอยู่ตรงหน้า ดิฉันก็นมัสการ พอกราบครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 พอครั้งที่ 3 เงยขึ้นมาเป็นหลวงปู่ปาน พระพุทธรูปนั้นเลือนไปเป็นหลวงปู่ปานเจ้าค่ะ ดิฉันก็ตกใจ ท่านก็ยิ้มนิดๆ เห็นท่านนั่งสมาธิ ท่านลุกขึ้นเดิน จิตดิฉันก็อยากจะตามท่านเลยเจ้าค่ะ ตามท่านไปเลย ท่านเดินเร็วมาก ตามท่านไป แป๊บหนึ่งไปถึงท้องพระโรงใหญ่มากสวยมาก

    ทีนี้ดิฉันก็แหงนดูใหญ่ พอแหงนดูพอหันไปเห็นหลวงปู่ปานขัดสมาธิ แล้วใหญ่มากสวยมาก ดิฉันก็กราบหลวงปู่ปานครั้งหนึ่ง อ้าปากจะถามว่า บ้านหลวงปู่เหรอ ท่านก็ยิ้ม ท่านก็บอกว่า ใช่แล้ว

    ทีนี้ดิฉันก็ว่า แล้วหลวงพ่อฤาษีลิงดำล่ะเจ้าคะ เห็นแต่หลวงปู่องค์เดียว ทีนี้ท่านเหลียวไปข้างขวา ดิฉันมีความรู้สึกว่าทางนี้จะต้องไปหาหลวงพ่อ เพราะเป็นทางกว้าง และเป็นแก้วผสมทองสวยมาก แต่รู้สึกว่าเหมือนตัวเบาลอยไป

    พอไปแป็บหนึ่ง เห็นแบบเทวดาเยอะแยะไปหมดนับไม่ถ้วน แต่หลวงพ่อฤๅษีนั่งสูงกว่าเทวดา ทีนี้ก็เป็นทางตรงเข้ามาหาหลวงพ่อเลย ดิฉันก็ตรงเข้ามาเรื่อยๆเลยเจ้าค่ะ เทวดาเขาก็นั่งแบบไม่รู้สึกว่าเราจะไปเลยเจ้าค่ะเขานั่งเฉยๆ ฉันก็เข้าไปเรื่อยๆ ดิฉันก็เข้าไปกราบหลวงพ่อ บอกนมัสการเจ้าค่ะ หลวงพ่อก็ว่า อ้อ มาแล้วเหรอลูก

    "แล้วแต่งตัวยังไงแต่งไปแบบนี้หรือเปล่า"

    ไม่ใช่เจ้าค่ะ ดิฉันเป็นผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง แบบเป็นหมอลิเกผู้ชายแบบนี้เจ้าค่ะ มีชฏาด้วยเจ้าค่ะ เป็นหงอนๆ

    "หงอนนี่ไม่ใช่ไก่นะ" (หัวเราะ)

    หงอนตรงแขนเจ้าค่ะ เขาเรียกอะไรนะ

    "เอ้อ อินทรธนู"

    พอไปกราบหลวงพ่อ ท่านก็บอกว่า มาหาหลวงพ่อก็ดีแล้วลูก บุญแล้ว แต่ต้องสัญญากับหลวงพ่อนะ ถามว่าสัญญาอะไรเหรอเจ้าคะหลวงพ่อ สัญญาว่าถ้าลงไปแล้วจะต้องไปเล่าให้เพื่อนฝูงฟัง ถ้าลูกไม่เล่าตามความเป็นจริงแล้วลูกจะมีอันตราย ดิฉันก็บอกว่าเจ้าค่ะ แล้วลูกนมัสการพระพุทธเจ้าหรือยัง ดิฉันก็บอกว่ายังเลยเจ้าค่ะ มานมัสการแต่หลวงปู่ปาน ท่านก็ทำมืออย่างนี้ไปทางข้างขวาของท่านอีกเจ้าค่ะ

    ดิฉันก็ไปอีก รู้สึกว่าแป๊บเดียวก็ถึง รู้สึกว่ามีพระพุทธเจ้า 5 พระองค์เจ้าค่ะ ท่านยืนอยู่ ดิฉันก็ขอนมัสการกราบเท้าท่าน ท่านสูงใหญ่มากเจ้าค่ะ ท่านก็เฉยๆ ดิฉันก็น้ำตาไหลบอกไม่ถูก รู้สึกดีใจบอกไม่ถูกรู้สึกชื่นใจและดีใจ อะไรไม่เคยเท่ากับชีวิตที่เคยเจอแบบนี้เจ้าค่ะ

    พอดิฉันกราบ 3 ครั้ง ตอนนั้นท่านยืนใช่ไหมคะ ท่านก็นั่งห้อยพระบาทหมดทั้ง 5 พระองค์เลยเจ้าค่ะ ดิฉันกราบที่ตักท่าน ยิ่งดีใจมากใหญ่เลยเจ้าค่ะ

    "โยมปีติ ฉันก็ปีติด้วย"

    ทีนี้ ดิฉันร้องไห้แล้วก็ถามว่า ดิฉันไม่อยากลงไปได้ไหม ก็มีเหมือนเสียงหลวงพ่อบอกว่า ไม่ได้ลูก ยังไม่ถึงวาระ ท่านก็บอกให้หันกลับไปแลดูโลกมนุษย์เราชิลูก เป็นยังไง ดิฉันก็คิดว่าโลกมนุษย์นี่ ดิฉันไม่อยากมองกลับเจ้าค่ะ ถ้าดูโลกมนุษย์กับที่นั่น ดิฉันไม่อยากเห็นเลย เพราะมันน่าเวทนา น่าสังเวชอย่างมากเลยเจ้าค่ะ ดิฉันบอกว่า ไม่อยากกลับหลังไปดูเลยเจ้าค่ะ

    ทีนี้จิตบอกว่า ลองมองดู พอหันหลังลองมองดู เห็นมนุษย์ตัวน้อยๆกำลังทำอะไรกัน เห็นตัวนิดนึงเจ้าค่ะ เห็นเยอะแยะไปหมดเลย แต่ดิฉันมีความตั้งใจว่าถ้าอยู่ได้ ดิฉันไม่อยากลงมาเจ้าค่ะ

    "แล้วไม่ได้สั่งคนทางบ้านไว้มันจะยุ่งน่ะสิ คนทางบ้านโยมมีไหม"

    พ่อบ้านมาด้วยเจ้าค่ะ

    "อ้อ พ่อบ้านมาด้วย ไม่ได้บอกว่าฉันไปแล้วจะไม่กลับ ไม่ได้บอกเขาไว้" (หัวเราะ)

    กลับกลัวเสียอีกเจ้าค่ะ เพราะว่าให้สัญญาหลวงพ่อเอาไว้ เพราะว่าต้องขับรถกลับเอง ถึงมาเล่ารายละเอียดให้พี่น้องฟังทั้งหมดทุกๆท่านคะ

    เรื่องที่ดิฉันเล่ามานี้จริงๆเจ้าค่ะ มีจริงๆเพราะดิฉันเองก็ปฏิบัติมาเยอะแล้ว แต่ยังไม่เคยเห็นชัดแจ้งเหมือนที่นี่เจ้าค่ะ ขอให้พี่น้องทุกๆท่านตั้งใจทำแล้วจะเห็นเอง ผู้ปฏิบัติจะเห็นด้วยตนเองแน่นอนเจ้าค่ะ

    "เอ้อ สาธุ ชื่ออะไรนะโยม ชื่ออะไร"

    ชื่อ ทองเมี้ยน แสนใหม่ อยู่โคราชหลานย่าโมเจ้าค่ะ

    "อ้อ หลานย่าโมเอง คนดีหลานย่าโม คนเล่าก็ปีติ คนฟังก็ปีติ (หัวเราะ) ทุกคนน่ะเข้าไปกราบพระพุทธเจ้าถึงที่นั่นแล้วทนไม่ไหวหรอก ก็ยังบอกกับเขาบอก เหมือนคนที่อยู่มาเป็นพันปี แล้วจากกันมาเป็นพันปี แล้วไปเจอกันอีกครั้งหนึ่ง ไอ้ความอบอุ่นตัวนี้มันจะเข้ามา ใครก็ทนไม่ได้ ความอบอุ่นของจิตมันมาก ความสุขของจิตมันทนไม่ได้"

    (จาก ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 171 มิถุนายน 2538 หน้า 93-95)

    ประสบการณ์การฝึกมโนยิทธิแบบเต็มกำลัง
    สัมภาษณ์ คุณวศินี วริยพิมล


    "คนนี้นี่มาวัดเมื่อไม่นานมานี้เอง เอ้าเป็นยังไงบ้าง ฝึกปฏิบัติยังไงบ้าง"

    ตอนแรกที่เข้ามาที่นี่ก็ได้ข่าวว่าที่วัดมีการฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลัง เสร็จแล้วก็คิดดูว่าเราจะฝึกได้หรือปล่า ทีนี้ตอนที่หลวงพี่บอกเมื่อคืนนี้ว่า ให้ไปฝึกที่ห้องให้ทำกำลังใจว่าตอนที่เราทำทำยังไง เพราะตอนที่อยู่ซอยสายลมเคยฝึกได้ แต่เมื่อคืนนี้ก็ไม่ได้ทำ พอมาทำวัตรเย็นเสร็จแล้วก็มานั่ง มีครูฝึกบอกว่าเวลาว่างๆ มานั่งทำอะไรอยู่ ทำไมไม่จับภาพพระพุทธรูป พอหนูได้จับพระพุทธรูปก็ทดลองจับว่าลมหายใจเราเป็นยังไง

    พอมาถึงตอนที่หลวงพื่อนันต์บอกว่า ให้วางเฉย แล้วอย่าไปสนใจกับผู้อื่น เวลามีเสียงอะไรก็อย่าไปสนใจ พอตอนที่ยกขันครูขึ้นมาก็อธิษฐานจิตว่า ถ้าบุญบารมีเก่าของข้าพเจ้ามี บุญกุศลที่ขัาพเจ้าได้ทำมาตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ขอให้ข้าพเจ้าได้ฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลังได้ พอทำพิธีเสร็จแล้วก็สวมกระดาษพระนามพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ขึ้นมา ก็เริ่มปฏิบัติ ก็ท่อง นะมะ พะธะ ไปเรื่อยๆ ระหว่างการท่องก็นึกที่หลวงพี่บอกว่า ให้ตัดขันธ์ 5 ว่าร่างกายเราเป็นยังไงบ้างก็ทำตามหมดเลย

    พอต่อมา หลวงพี่บอกว่า พอเห็นแสงก็ให้นึกถึงว่าร่างกายเรานี้ไม่มีอะไรดี พอครั้งแรกที่ทำขึ้นมาก็เห็นแสง แต่ไม่เข้าใจว่าเป็นแสงอะไร พอได้ยินเสียงคนสั่น หรือเสียงร้องจิตก็จะแว้บไป ใจก็นึกว่า หลวงพี่อาจินต์บอกว่า เราอย่าไปสนใจผู้อื่น ก็ทำต่อ ทำต่อได้สักพักหนึ่งก็มีแสงจ้าออกมาที่หน้าเรา เราก็นึกว่าถ้าเราขึ้นไปแล้วเราจะไม่ลงมาอีก เท่านั้นแหละแสงก็พุ่งขึ้นไปสูง ก็ตามขึ้นไป พอตามขึ้นไปปุ๊บ พอขึ้นไปข้างบนก็มองไปที่ไกลๆ ก็มีความรู้สึกว่าทำไมตัวเองยืนอยู่คนเดียว มันอ้างว้างไปหมดเลย สักพักหนึ่งก็มีเทวดาองค์หนึ่งมา ก็บอกว่าท่านจะไปไหน ก็บอกกับท่านว่า อยากจะไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็ชี้ทางไป ก่อนจะชี้ทางไปก็มองเห็นเป็นแก้วหมดเลย ก่อนที่จะขึ้นไปก็มองดูตัวเองว่า ตัวเองยังแต่งชุดขาวอยู่ พอขึ้นไปก็มีความรู้สึว่าตนเองได้เปลี่ยนชุดหมดเลย ก็ขึ้นไปถึงองค์สมเด็จ ก็ได้กราบท่าน 3 ครั้ง

    "แต่งตัวเป็นยังไง เราเองน่ะ"

    หนูเองมีสวมอะไรที่หัว แล้วก็มีอะไรห้อยที่หน้าอก แล้วก็เหมือนไม่ได้เดินติดดิน ท่านก็ถามว่ามีความรู้สึกยังไงที่ขึ้นมา หนูบอกว่ามีความรู้สึกสบายใจ อุ่นใจ ท่านก็บอกว่าจำไว้นะ ให้นึกถึงอารมณ์นี้ไว้อยู่เสมอ ท่านบอกว่าทั้งหมดที่ปฏิบัติมานี่น่ะรู้ไหมอะไรที่สำคัญ หนูบอกว่า ไม่รู้เจ้าค่ะ หนูรู้แต่ว่าหนูได้รักษาศีล 5 หนูเพิ่งเริ่มปฏิบัติค่ะ ท่านก็บอกว่าดีแล้ว หนูก็กราบลาท่าน ท่านถามหนูว่า แล้วอยากจะไปไหน หนูบอกว่า หนูอยากจะไปพระจุฬมณีเจ้าค่ะ พอเท่านั้นเเหละก็ถึงพระจุฬามณี

    พอก่อนจะขึ้นพระจุฬมณีจะเป็นวิมานสวยมาก แล้วก็จะมีบันไดสองข้างเหมือนพญานาค แล้วพระพุทธเจ้านั่งอยู่ พอกราบท่านเสร็จแล้วท่านก็บอกว่า ยังขาดบกพร่อง
    อยู่ หนูบอกว่าหนูก็ปฏิบัติถูกแล้ว ท่านบอกศีล 5 อย่างเดียวไม่ได้ การตัดที่อะไร 4 นี่เหละค่ะหนูจำไม่ได้แล้วท่านก็บอกว่า ให้หมั่นทำความดี แล้วหนูก็เลยบอกว่า ลูกขอพร ท่านบอกว่า พรอยู่ที่ศีล ถ้าเรารักษาศีลหมดเราก็ไม่เป็นทุกข์

    พอเสร็จแล้วหนูก็กราบลาท่าน ก็นึกอธิษฐานจิตว่า ลูกขอบารมีหลวงพ่อช่วยพาหนูไปกราบพระศรีอาริยเมตไตรย พอหนูไปถึงพระศรีอาริยเมตไตรย ท่านก็
    บอกว่าเป็นยังไงล่ะลูก หนูบอกว่าหนูมีความทุกข์มาก ทุกข์เรื่องอะไรล่ะลูก ทุกข์ว่าหนูไม่มีอะไรจะทำ ต่อไปนี้หนูคงต้องลำบากอีก แล้วท่านบอกว่าไม่ต้องทุกข์หรอก ท่านบอกให้หนูพนมมือหลับตา หนูก็หลับตา ท่านก็เอาพัดอันใหญ่ๆ มาพัดให้หนู ท่านบอกว่าสิ่งอะไรที่ไม่ดีก็พัดออกไป พอหนูพัดไปเสร็จแล้วหนูก็หลับตา ท่านถามหนูอีกว่า มีความรู้สึกยังไง หนูก็บอกว่า มีความรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเกิดใหม่ ท่านก็บอกว่า ต่อไปนี้นะ ให้หลับตา ให้นึกแต่สิ่งที่ดีๆ ตอนที่หลับตาก็นึกว่า ถ้าข้าพเจ้ามีบุญกุศลที่ข้พจ้าได้ทำในอดีตชาติจนถึงปัจจุบันนี้ ถ้าข้าพเจ้าได้ตัดขันธ์ 5 ก็ขอให้ข้าพเจ้าได้ไปพระนิพพาน ท่านก็ยิ้ม แล้วท่านก็พัดกลับมาอีก แล้วท่านก็ต่อว่าหนูว่า จำไว้นะ พระศรีอาริยเมตไตรยที่ท่านบูชาอยู่น่ะ ท่านน่ะวางผิดที่แล้ว หนูนึกขึ้นได้ก็มองเห็นเป็นภาพขึ้นมา ท่านบอกว่าเอาท่านไปสูงกว่าพระพุทธเจ้า หนูก็นึกได้ว่าใช่ เพราะทุกวันเราบูชาอยู่

    พอจากนั้นไปหนูก็ไปไหว้ท่านปูท่านย่า ท่านปู่ท่านย่าก็บอกว่า การที่เราทำบุญนี่น่ะไม่ต้องอุทิศให้ท่านหรอก เพราะว่าหนูทำบุญทีไรหนูก็ขอให้ท่านปู่ท่านย่าโมทนาสาธุ ท่านก็บอกว่าท่านเต็มแล้ว ไม่ต้องอุทิศให้ท่าน ท่านก็หัวเราะ แล้วครั้งสุดท้ายก็ถามว่า แล้วลูกจะไปไหนอีก ก็บอกว่า ลูกอยากจะไปเจอคน 3 คนที่เมืองนรก หนูอยากจะรู้ว่าคน 3 คนนี้ไปอยู่ที่ไหน หลวงพ่อก็พาไป พอพาไปปุ๊บ หนูก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งรูปร่างใหญ่ๆ หน้าตาน่ากลัวมากเลย หลวงพ่อก็บอกว่า ให้กราบท่านสิ หนูก็กราบ พอกราบเสร็จแล้วท่านก็บอกว่า นี่ไงคือลุงพุฒิ พอกราบเสร็จแล้วท่านก็บอกว่ามานี่เพื่ออะไร หนูบอกจุดประสงค์ว่าหนูอยากจะเจอคนที่ตายไปแล้ว 3 คนว่าเขาไปอยู่ที่ไหน

    ลุงพุฒิก็บอกว่า แล้วไม่อยากดูบัญชีเราบ้างเหรอ หนูก็บอกว่า ไม่รู้จะดูดีหรือไม่ดี ท่านก็ชี้ไปที่นิ้วท่าน ก็เป็นบัญชีทอง ท่านก็บอกว่า เห็นเป็นอันนี้อย่าดีใจนะ เราก็ยังมีบาปอยู่ แต่ตอนนี้ตามไม่ทัน ให้สะสมบุญไว้เยอะๆแล้วพอต่อมาท่านก็บอกว่า นาย 3 คนที่อยากจะเจอนี่ชื่ออะไรบ้าง (ขอสงวนนาม) เป็นญาติกันค่ะ พอหนูพูดปุ๊บเขาก็มานั่งกัน 3 คน สองคนผัวเมียเขาก็บอกกับหนูว่า อ้าวเอ็งมายังไงล่ะ หนูบอกว่าขอบารมีหลวงพ่อให้พามาค่ะ เขาบอกอีกว่า เอ็งอย่ามาที่นี่เลย ที่นี่มันลำบาก หนูก็ถามเขาอีกว่า ที่นี่มันลำบากยังไง เขาบอกว่าเขาได้ทำบาปไว้ตั้งแต่ตอนที่เขายังอยู่ เขาทำไว้เยอะ แต่ข้าก็จะสบายแล้วแล้วก็สั่งมาถึงลูกสาวว่า เอ็งกลับไปบอกลูกสาวข้าว่า ให้ลูกสาวข้าทำบุญเยอะๆ

    แล้วหนูก็กลับไปถามพ่อเลี้ยงหนูว่า พ่อเป็นยังไงบ้าง พ่อก็บอกว่า พ่อยังไม่หมดอายุขัย แต่ต้องมาตายตอนที่เขาผ่าตัด หนูก็เลยบอกว่า แล้วตอนนี้พ่ออยู่ที่ไหนล่ะ บุญกุศลที่หนูได้ทำเป็นยังไงบ้าง ท่านก็บอกว่า ไม่ได้รับ ตอนนี้พ่ออยู่ที่ไหน พ่อบอกว่าอยู่ขุมที่ 16 หนูก็พูดแค่นี้เขาก็บอกว่า หมดเวลาแล้วเขาก็ไป

    ท่านลุงพุฒิก็บอกว่า ให้ลงไปดูว่าข้างล่างมีอะไรบ้าง พอลงไปดูหนูเห็นน้ำบ่อใหญ่ๆเดือดขึ้นมา มีความรู้สึกว่าถ้าใครตกลงไปก็คงจะไม่เหลือ แล้วก็หันไปดูอีกว่ามีคนตัวใหญ่กำลังเฆี่ยนคนอยู่ ตีคนใหญ่เลย หนูก็ทนดูไม่ได้ ก็เลยบอกหลวงพ่อ หลวงพ่อเจ้าคะหนูอยากจะกลับแล้วค่ะ หลวงพ่อบอก ดูพอแล้วเหรอ มีอีกเยอะนะ หนูบอกหนูทำใจไม่ได้ คะ

    "เออ แหมนี่ ของจริงเลย เอ๊ะ ท่านเป็นผู้ใหญ่ยังลงนรกได้นะ พูดไปเดี๋ยวญาติเขาจะหาว่ายังงั้นนะ เพราะเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่นี่ เออ ท่านสั่งไหมว่าทำบุญยังไงถึงจะได้บ้าง ถามหลวงพ่อ ถามลุงพุฒิหรือเปล่า"

    หนูไม่ได้ถาม ความที่เห็นนรกแล้วตกใจก็ไม่ได้ถามอะไร เห็นนรกแล้วอยากกลับ พอตอนสุดท้ายจะกลับ หลวงพ่อก็ให้ลูกแก้วเป็นลูกเล็กๆ แล้วหลวงพ่อก็บอกว่าจะสงเคราะห์ให้ หลวงพ่อก็บอกให้อธิษฐานจิต พออธิษฐานจิตเสร็จแล้วหลวงพ่อก็บอกให้กลืนลูกแก้วนี้เข้าไป ก็มีความรู้สึกว่ากลืนเข้าไปจริงๆ

    "มีความมั่นใจใช่ไหมว่านรก สวรรค์ มีจริง มั่นใจใช่ไหม"

    มั่นใจค่ะ

    "นรกก็มีจริง สวรรค์ก็มีจริง นิพพานก็มีจริงใช่ไหม"

    มีจริงค่ะ

    "ถ้าใครเขาสอนว่านรก สวรรค์ ไม่มี ตายแล้วสูญนี่ไม่เชื่อใช่ไหม"

    ไม่เชื่อค่ะ แล้วก็จะบอกได้เต็มปากด้วยว่าอย่าประมาทในชีวิต เพราะว่าตัวเองได้ไปเห็นในครั้งนี้ครั้งแรกในชีวิต

    "เออดี สาธุๆ ชื่ออะไรนะ"

    ชื่อวศินีค่ะ

    "วศินี รู้จักแต่ชื่อเล่นชื่อเจี๊ยบ ขอบใจมากนะ"

    (จาก ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 171 มิถุนายน 2538 หน้า 96-98)
     

แชร์หน้านี้

Loading...