นิพพานมีอย่ทุกที่ ?

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย เจริญจิต, 10 ตุลาคม 2010.

  1. เจริญจิต

    เจริญจิต Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    13
    ค่าพลัง:
    +72
    ผมเคยเขียนกวีด้วยจิตว่างว่า...

    " นิพพานไม่ต้องหานะ นิพพานมีทุกที่
    นิพพานไม่ต้องทำนะ นิพพานทำไม่ได้ "

    ก็ผู้ใดเฝ้าคุ้ยหานิพพาน เฝ้ากระทำนิพพานอยู่ ผู้นั้นก็ยังเป็นผู้หลง



    ขอทุกท่านโปรดแสดงความคิดเห็น ติฉิน และชี้แนะ ตามสะดวก
    และขอให้ทุกท่านได้ถึงนิพพานโดยไม่เครียดในชาตินี้ทุกท่านขอรับ

    เจริญธรรม
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 ตุลาคม 2010
  2. ผมยังเลวอยู่มาก

    ผมยังเลวอยู่มาก เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 มกราคม 2008
    โพสต์:
    187
    ค่าพลัง:
    +539
    จิตว่างนี่ว่างจากอะไรเหรอคับ !!!
     
  3. อภิราม

    อภิราม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    532
    ค่าพลัง:
    +9,005
    จุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาคือ อะไร ?

    จุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาคือ นิพพาน

    หากอธิบายเป็นคำที่แปลเป็นความหมายได้ ก็คือ

    การไม่เกิด แก่ เจ็บ ตาย คือจุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา

    องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

    เมื่อคนเราตายไปแล้ว มีทางไปอยู่ ๕ สายด้วยกัน
    ๑. ไปเกิดในอบายภูมิ เกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสูรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน
    ๒. ไปเกิดในแดนมนุษย์ เกิดเป็นมนุษย์
    ๓. ไปเกิดเป็นนางฟ้า เกิดเป็นเทวดา
    ๔. ไปเกิดเป็นพรหม
    ๕. ไปพระนิพพาน

    พระนิพพานไม่ต้องไปเกิด จึงไม่มีอายุขัย จึงไม่ต้องตาย


    _______________
    สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นคือทุกข์
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 ตุลาคม 2010
  4. Heartsutra

    Heartsutra Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    44
    ค่าพลัง:
    +98
    จิตว่างนี่ "ว่างจากการปรุงแต่งว่าเป็นจิต"
    เมื่อคลายอุปาทานทั้ง ๔ แล้ว ก็ถึงนิโรธสัจจ์

    นิพพานนี้เป็นนิโรธธาตุ เป็นอสังขตธรรม(ไม่เกิดจากปรุงแต่ง)
    ไม่เนื่องด้วยภพสาม เป็นอายตนะหนึ่ง(หาดูได้ เป็นพุทธพจน์)
    ดังนั้น นิพพานไม่สูญครับ...

    พระสารีบุตรมหาเถระ เคยกล่าวกับพระยมกว่า
    พระสารีบุตร : นี่แน่ะท่านยมกในปัจจุบันนี้เอง ที่ตรงนี้ ท่านยังหาตถาคตโดยจริงโดยแท้ไม่ได้ควรหรือที่ท่านจะกล่าวแถลงว่าข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้วว่า ภิกษุผู้เป็นขีณาสพ ต่อจากกายแตกทำลาย ก็จะขาดสูญหาย หลังจากตายจะไม่มีอยู่อีก

    ยืนยันได้ว่านิพพานไม่สูญ...
     
  5. หาธรรม

    หาธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 มกราคม 2007
    โพสต์:
    1,163
    ค่าพลัง:
    +3,739
    นิพพาน คือความว่างอย่างยิ่ง

    ในการตรัสถึงนิพพานของพุทธศาสนานั้นพระพุทธองค์จะทรงตรัสเป็นโวหารว่า
    <DD><DD>ภิกษุทั้งหลาย. “สิ่ง”สิ่งนั้นมีอยู่ เป็นสิ่งซึ่งในนั้นไม่มีดิน ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ <DD><DD>ไม่มีลม, ไม่ใช่อากาสานัญจายตนะ ไม่ใช่วิญญานัญจายตนะ ไม่ใช่อากิญจัญญายตนะ <DD><DD>ไม่ใช่เนวสัญญานาสัญญายตนะ, ไม่ใช่โลกนี้ ไม่ใช่โลกอื่น, ไม่ใช่ดวงจันทร์ <DD><DD>หรือดวงอาทิตย์ทั้งสองอย่าง. <DD><DD>ภิกษุทั้งหลาย. ในกรณีอันเดียวกับ”สิ่ง”สิ่งนั้น เราไม่กล่าวว่ามีการมา, <DD><DD>ไม่กล่าวว่ามีการไป, ไม่กล่าวว่ามีการหยุด, ไม่กล่าวว่ามีการจุติ, ไม่กล่าวว่ามีการเกิดขึ้น. <DD><DD>สิ่งนั้นมิได้ตั้งอยู่, สิ่งนั้นมิได้เป็นไป และสิ่งนั้นมิใช่อารมณ์, นั่นแหละคือที่สุดแห่งทุกข์ละ.”<DD>สรุปว่านิพพานนั้นจะไม่มีความยึดถือว่าเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม หรือเป็นรูปลักษณ์ใดๆทั้งสิ้น และก็ไม่ใช่สมาธิขั้นสูงใดๆ หรือเป็นดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ หรือโลกใดๆ และไม่เป็นกิริยาอาการใดๆ ไม่ตั้งอยู่เหมือนสิ่งอื่นๆ รวมทั้งไม่ใช่อารมณ์ใดๆ คือสรุปว่า “นิพพานคือความว่างจากความยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง” วิมุตติ ๓

    <DD>วิมุตติ แปลว่า ความหลุดพ้น คือหมายถึงจิตหลุดพ้นจากกิเลส หรือหลุดพ้นจากความยึดมั่นว่ามีตัวตน ซึ่งเท่ากับไม่มีตัวตนใครหลุดพ้น โดยการหลุดพ้นนี้ก็มีอยู่ ๓ ลักษณะ อันได้แก่ <DD><DD>๑. ตทังควิมุตติ คือหลุดพ้นชั่วครั้งชั่วคราว <DD><DD>๒. วิกขัมภนวิมุตติ คือหลุดพ้นด้วยการข่มไว้ด้วยสมาธิ <DD><DD>๓. สมุจเฉทวิมุตติ คือหลุดพ้นอย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง(ถาวร) <DD>ตามธรรมชาติแล้วจิตของเรามันก็มีวิมุตติอยู่แล้วเสมอๆ แต่เป็นอย่างชั่วคราวเท่านั้น คือเมื่อเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ชวนให้จิตสงบ เช่น ป่า เขา ทะเล หรือพบเห็นคนตาย คนตกทุกข์ได้ยาก เป็นต้น จิตของเรามันก็จะหลุดพ้นได้เอง หรือเมื่อจิตมันเกิดทุกข์มาจนอ่อนล้าแล้วมันก็จะหยุดทุกข์ของมันได้เองเหมือนกัน แม้การปฏิบัติอริยมรรคที่ถูกต้องเมื่อใดก็จะเกิดเกิดตทังควิมุตติขึ้นเมื่อนั้นทันที <DD>ส่วนกรณีที่เราสามารถฝึกสมาธิถึงขั้นฌาน ๔ ได้ ในขณะที่จิตอยู่ในฌาน ๔ นี้ก็จะทำให้เกิดความหลุดพ้นได้เหมือนกัน แต่ถ้าฌานเสื่อม วิมุตตินี้ก็เสื่อมตามไปด้วย <DD>ส่วนกรณีที่เราสามารถปฏิบัติตามมรรคจนสมบูรณ์ได้(ทำลายสังโยชน์ได้หมดสิ้น) ความหลุดพ้นอย่างถาวรก็จะปรากฏขึ้นได้ นิพพาน ๓

    <DD>เมื่อวิมุตติเกิดขึ้น ก็จะทำให้นิพพานปรากฏ ดังนั้นจึงมีนิพพาน ๓ ลักษณะตามวิมุตติ อันได้แก่ <DD><DD>๑. ตทังคนิพพาน คือนิพพานชั่วครั้งชั่วคราว <DD><DD>๒. วิขัมภนนิพพาน คือนิพพานที่เกิดจากการข่มไว้ด้วยสมาธิ <DD><DD>๓. สมุจเฉทนิพพาน คือนิพพานชนิดเด็ดขาดสิ้นเชิง(ถาวร) <DD>ตทังคนิพพานนี้ถึงแม้จะยังไม่เย็นสนิทและไม่ถาวร แต่ก็นับว่ามีคุณค่ายิ่งสำหรับจิตมนุษย์เรา เพราะมันได้หล่อเลี้ยงจิตของเราเอาไว้ไม่ให้เร่าร้อนเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลาจนเป็นบ้ากันไปหมด คือนิพพานจะช่วยให้จิตของเราได้รับการพักผ่อนบ้าง ดังนั้นเราจึงควรขอบคุณนิพพานที่มีประโยชน์ต่อเราและไม่เนรคุณต่อนิพพานด้วยการเกลียดกลัวนิพพานโดยไม่รู้ตัว <DD>วิกขัมภนนิพพานก็คือขณะที่เราฝึกสมาธิจนถึงฌาน ๔ ซึ่งฌานระดับนี้พระพุทธองค์ทรงสอนว่าจะปรากฏนิพพานชนิดสูงสุด คือเย็นสนิทเหมือนนิพพานถาวร เพียงแต่ถ้าฌานนี้เสื่อมนิพพานนี้ก็จะเสื่อมตามไปด้วย <DD>สมุจเฉทนิพพานก็คือนิพพานถาวรของพระอรหันต์ที่ทำลายสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ได้แล้ว ถ้าเพิ่งสำเร็จใหม่ๆจะยังไม่เย็นสนิท เพราะขันธ์ยังทำงานอยู่บ้าง ต่อเมื่อสำเร็จนานแล้วจึงจะเย็นสนิทได้ วิเวก ๓

    <DD>วิเวก หมายถึง ความสงบสงัด ซึ่งก็เป็นคำเรียกแทนนิพพานได้ โดยวิเวกนี้จะมีอยู่ ๓ ลักษณะด้วยกัน อันได้แก่ <DD><DD>๑. กายวิเวก ความสงบสงัดทางกาย <DD><DD>๒. จิตตวิเวก ความสงบสงัดทางจิต <DD><DD>๓. อุปธิวิเวก ความสงบสงัดทางอุปธิ <DD>การไม่มีผู้คนรบกวนก็จัดเป็นกายวิเวก ถ้าจิตว่างจากกิเลสหรือนิวรณ์ก็จัดเป็นจิตตวิเวก แต่ถ้าจิตไม่มีอุปธิหรือการเข้าไปแบก เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆให้หนัก ก็เรียกว่าเป็นอุปธิวิเวก และแม้จะอยู่ในที่ที่มีผู้คนมากมาย แต่ถ้ามีอุปธิวิเวกแล้วก็จะทำให้มีกายวิเวกและจิตตวิเวกตามไปด้วยจิตนิพพาน

    <DD>คำว่า จิต มาจากคำว่า วิจิตร ที่หมายถึง สิ่งวิจิตรงดงาม ซึ่งก็คือ สิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้ ซึ่งตัวจิตจริงๆก็คือ “วิญญาณ” แต่มันอาศัยเจตสิก(สิ่งที่เกิดมาพร้อมกับจิตอันได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร)มันจึงสามารถรู้สึกนึกคิดได้ ดังนั้นถ้าจะเรียก “จิต”ให้ถูกต้องก็ต้องเรียกว่า”เจตสิก” ซึ่งอาจจะฟังไม่ไพเราะ จึงนิยมเรียกสั้นๆว่า “จิต” เท่านั้น <DD>จิตนี้โดยสรุปจะมีอยู่ ๓ ลักษณะ อันได้แก่ <DD><DD>๑. จิตไร้สำนึก คือเป็นจิตขณะที่หลับสนิทและไม่ฝัน คือจะมีเพียงวิญญาณเกิดขึ้นมาในร่างกายเท่านั้น ส่วนเวทนา สัญญาและสังขารยังไม่ทำงาน ถ้าไม่มีวิญญาณร่างกายนี้ก็จะตาย <DD><DD>๒. จิตใต้สำนึก หรือจิตกึ่งสำนึก คือจิตขณะที่หลับและฝันอยู่ หรือขณะละเมอ ซึ่งเป็นจิตที่ตื่นยังไม่เต็มที่ มันจะนึกคิดไปเองตามสิ่งที่มันสั่งสมมาโดยไม่มีการควบคุม เราจึงสามารถดูว่าเรานั้นเป็นคนดีหรือเลวเพียงใดได้โดยดูจากความฝันของเราเอง <DD><DD>๓. จิตเต็มสำนึก คือจิตขณะที่เรารู้สึกตื่นเต็มที่แล้ว มีเจตนาแล้ว อันเป็นจิตปกติของเรา <DD>จิตของมนุษย์เรานี้จะมีนิพพานอยู่แล้วเป็นพื้นฐานตลอดเวลา แต่เพราะความเคยชินที่จะเกิดกิเลสที่มันสั่งสมมาอย่างมากมาย มันจึงเกิดกิเลสขึ้นมาได้ง่ายๆและบ่อยๆ จึงทำให้นิพพานไม่ปรากฏ(คือจิตไม่สามารถรับรู้ได้) พอกิเลสดับหายไป นิพพานก็จะกลับมาปรากฏใหม่ได้อีก <DD>สรุปได้ว่านิพพานจะปรากฏแก่จิตที่บริสุทธิ์(คือไม่มีกิเลส ไม่มีความยึดมั่น)เท่านั้น ดังนั้นจึงเท่ากับว่าไม่มีนิพพานของใคร และไม่มีใครนิพพาน <DD> <DD><DD><DD>ที่มา:http://www.whatami.net/sci/sci24.html

    </DD>
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 ตุลาคม 2010
  6. tumpopo

    tumpopo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    41
    ค่าพลัง:
    +143
    ว่างจากทุกสิ่งทุกอย่างครับ *^v^*
     
  7. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,917
    ค่าพลัง:
    +9,182
    ขอพูดตรงๆ คือ ยังไม่ดี เพราะว่า มาจาก ความด้นเดาเอา

    นิพพาน ต้อง ต้องทำให้แจ้ง มรรคผล ต้องทำให้แจ้ง

    พระศาสดากล่าวเอาไว้
     
  8. งูขาว

    งูขาว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มกราคม 2008
    โพสต์:
    945
    ค่าพลัง:
    +1,824
    ใช่ นิพพานมีอยู่ทุกที่ แต่ว่าอยู่ตรงไหนละ ของจริงมันเป็นใบ้ ไม่บอกเราหรอก มีแต่พระตถาคตเจ้าเท่านั่นที่พระองค์ ทรงตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง แต่ด้วยพระเมตตาที่พระองค์ทรงประธาน มรรคมีองค์8 ทิ้งรอยเท้าให้ลูกท่านได้เดินตามพระองค์ ไปจับเจ้าใบ้นี้แหละ จับได้แล้วก็ไม่ต้องมาติดคุกวัฎสงสารอีก
     
  9. งูขาว

    งูขาว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มกราคม 2008
    โพสต์:
    945
    ค่าพลัง:
    +1,824
    จะจับเจ้าใบ้ ต้องใช้ปัญญา ถึงจะอยู่อย่างผู้ชนะ ไม่ติดคุก(วัฎสงสาร)อีก
    แต่ถ้าจับเจ้าใบ้ ด้วยสัญญา(ความจำได้) ก็เป็นเพียงผู้แพ้ ติดคุก(วัฎสงสาร)อยู่ดี
     
  10. ผมยังเลวอยู่มาก

    ผมยังเลวอยู่มาก เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 มกราคม 2008
    โพสต์:
    187
    ค่าพลัง:
    +539

    ว่างอย่างนั้นคือว่างอย่างจำคนอื่นมาคับ ขออภัยที่เอ่ยอย่างนี้นะคับ
    คำว่าจิตว่างนี้ ควรที่จะกล่าวว่า ว่างจากกิเลสหรือนิวรณ์ ถึงจะถูกต้องที่สุด
    เพราะโดยสภาพของจิตจะมีการเสวยอารมณ์เป็นปกติ มีการปรุงแต่งเป็นปกติ เช่น หนาว ร้อน หิว แม้จิตพระอรหันต์ ที่ว่าว่างก็คือว่างจากกิเลส เช่นกันเพราะยังมีเสวยอารมณ์อื่นๆอยู่ เช่น หิว กระหาย เพียงแต่ไม่มีกิเลศเจือเท่านั้นเอง

    ถ้าท่าน จขกท บอกว่า จิตว่าง ผมจึงถามว่าว่างจากอะไร ถ้าตอบว่าว่างจากกิเลศหรือนิวรธ์ เพียงชั่วคราว กระทู้นี้ก้น่าสนใจคับ

    โมทนากับคุณด้วยนะคับ ถือซะว่าแลกเปลี่ยนความรู้กัน
     
  11. kanyaratsrimane

    kanyaratsrimane เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    221
    ค่าพลัง:
    +570
    สาธุ สาธุ สาธุ สทฺธา ปริสุทธิธมฺมทานํ อนุโมทามิ
     
  12. mkmk_kmkm1

    mkmk_kmkm1 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2010
    โพสต์:
    93
    ค่าพลัง:
    +220
    ใช่ จิตว่าง จิตบริสุทธิ์หมดจดจาก กิเลส ตัณหา อุปาทาน ก็จะเข้านิโรธ
     
  13. Kama-Manas

    Kama-Manas เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    5,351
    ค่าพลัง:
    +6,491
    ...หลงและตื่นตัว เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน...ถ้าไม่หลง ก็ไม่สำนึก!
    "ให้เข้าใจความว่าง แต่อย่าหลงความว่าง...ไม่ยึดมั่น ใจจึงว่าง"
     
  14. รัก_D

    รัก_D เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2008
    โพสต์:
    290
    ค่าพลัง:
    +1,096
    " นิพพานไม่ต้องหานะ นิพพานมีทุกที่ =นิพานมันอยู่ที่ใจ<br>
    นิพพานไม่ต้องทำนะ นิพพานทำไม่ได้ "=เราจะไม่ทำด้วยการคิดเอา ปรุงแต่งเอา นึกเอา เดาเอา ลุ่มหลงเอา มัวเมาเอา แต่เราจะทำด้วยการปฏิบัติให้รู้แจ้งเห็นจริง ตัดสิ้นซึ่งอาสวกิเลส
     
  15. อวตาร.

    อวตาร. เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    411
    ค่าพลัง:
    +633
    ความหมายของคำว่าจิตเป็นสมาธิ
    คำว่าจิตเป็นสมาธินั้น หมายถึง "จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง " ไม่ใช่จิตหยุดโดยไม่รับอารมณ์ใดเลยทั้งสิ้น
    นักปฏิบัติใหม่หรือท่านที่ไม่เคยปฏิบัติสมาธิมักจะเข้าใจอย่างนั้น ความจริงการเข้าใจอย่างนั้นเป็นการเข้าใจที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริง
    ธรรมดาของนักปฏิบัติใหม่ จิตที่ว่างจากอารมณ์โดยไม่รับรู้อารมณ์เลย สำหรับการปฏิบัติเบื้องต้นนี้ ไม่มีอาการอย่างนี้
    จิตที่ว่างจากอารมณ์ เป็นอาการของ "สัญญาเวทยิตนิโรธ" พระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณและพระอนาคามีปฏิสัมภิทาญาณเท่านั้นที่จะเข้าได้
    พระอริยะเจ้านอกนั้น แม้จะเป็นพระอรหันต์ระดับเตวิชโช หรือฉฬภิญโญก็ไม่สามารถทำได้ ปกติของจิตเป็นแบบนี้
    เมื่อทราบแล้วว่าจิตไม่ว่างจากอารมณ์ เพื่อฝึกฝนจิตให้มีกำลังที่ควรแก่การเจริญวิปัสสนาญาณในขั้นต่อไปท่านจึงสอนให้ภาวนา
    เพื่อโยงจิตให้อยู่ในอารมณ์ภาวนา คือหาทางให้จิตนึกคิด แต่นึกคิดในขอบเขตที่มอบหมายให้ ไม่ใช่นึกคิดเพ่นพ่านไป
    การภาวนาคาถาบทใดบทหนึ่งนี้เป็นการระงับการฟุ้งซ่านของจิต จิตนี่มีสภาพรับอารมณ์อารมณ์เดียว เมื่อมันรับอารมณ์ที่เป็นกุศล
    ทรงสติสัมปชัญญะด้วย "อานาปานุสสติกรรมฐาน" แล้วอะไรมันจะเข้ามาเอง
    ถ้าหากท่านไม่สามารถทรง "อานาปานุสสติกรรมฐาน" ได้ถึงปฐมฌาน ผลแห่งการเจริญวิปัสสนาญาณของท่านทั้งหลาย
    จะไม่มีผลตามต้องการเพราะจิตมีกำลังไม่พอ ที่จะทำลายกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหานได้

    อารมณ์ สงบ เป็นอย่างไร
    ไอ้ตัวสงบนี่ต้องระวังให้ดีนะ มันไม่ใช่ ว่าง คำว่า "สงบ" นี่ไม่ใช่ว่าง จิตของคนนี่มันไม่ว่าง คือว่ามันต้องเกาะส่วนใดส่วนหนึ่ง
    ถ้ามันละอกุศลมันก็ไปเกาะกุศล
    ไอ้จิตตัวที่เรียกว่า "สงบ" ก็เพราะว่าสงบจากกรรมที่เป็นอกุศล คืออารมณ์ที่เป็นอกุศล อารมณ์ชั่ว
    สงบจากความปรารถนาในการเกิด "อารมณ์สงบคือไม่คิดว่าเราต้องการความเกิดอีก" และจิตก็มีความสงบเห็นว่าสภาพร่างกายนี้ไม่ใช่เรา
    ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ..........ไอ้ตัวคิดว่าเรา ว่าของเรานี่สงบไป
    สงบตัวยึดถือวัตถุก็ตาม สิ่งมีชีวิตก็ตาม ว่าเป็นเรา เป็นของเรา
    นี่สงบตัวนี้นะ มีอารมณ์เป็นปกติอยู่เสมอคิดว่าอัตภาพร่างกายนี้ไม่มีในเราอีก หาตัวเราในนั้นไม่ได้
     
  16. ชุนชิว

    ชุนชิว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    722
    ค่าพลัง:
    +780
    ผมว่าไม่หาแล้วจะเจอหรือครับ ไม่ทำแล้วจะได้หรือครับ ถ้ามันง่ายขนาดนั้น สรรพสัตว์ทั้งหลายคงไปนิพพานกันหมด ไม่ต้องมาทนทรมานกาย ใจ กันอยู่แบบนี้หรอกครับ หรือว่าคุณพ้นทุกข์แล้วครับ
    ถ้านิพพานเป็นอย่างที่คุณว่า คงไม่มี นรก สวรรค์ แล้วละครับ เพราะอยู่นรกก็นิพพานได้ แล้วใครมันจะไปทนอยู่ ​
     
  17. Sriaraya5

    Sriaraya5 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    3,079
    ค่าพลัง:
    +12,852
    เรื่อง : ซูซันศึกเทพยุทธถล่มฟ้า

    [ame=http://www.youtube.com/watch?v=xatNhzTZFH8&feature=player_embedded]YouTube - The Legend of Zu ซูซันศึกเทพยุทธถล่มฟ้า 1/11[/ame]
     
  18. GhostHead

    GhostHead เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    1,010
    ค่าพลัง:
    +1,878
    นิพพานไม่ใช่ภาษาพูด
    นิพพานไม่ใช่ภาษาเขียน
    นิพพานเป็นภาษาปฏิบัติ

    ท่านเข้าใจไหม

    นิพพานนี้เป็นเมือง
    ผู้ใดจะเข้าไปต้องละสังโยชน์ทั้ง10 ได้แล้ว
    ต้องมีจิตแห่งอรหันต์ คือ จิตที่ปราศจากกิเลส

    เจริญพร......สวัสดี
     
  19. เจริญจิต

    เจริญจิต Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    13
    ค่าพลัง:
    +72
    ...ขอคารวะท่านหนึ่งจอก
     
  20. Sriaraya5

    Sriaraya5 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    3,079
    ค่าพลัง:
    +12,852
    นิพพานไม่ต้องรอตอนตาย
    นิพพานจะได้ต่อเมื่อกิเลสตาย
    กิเลสตายนิพพานเป็นเป็น
     

แชร์หน้านี้

Loading...